เหงา  
โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์เชวง เดชะไกศยะ

ความเหงาเป็นอย่างไร

คงไม่ต้องบอกกระมัง
ทุกท่านคงรู้ดีแล้ว เด็กหนุ่มสาวก็เหงา คนชราก็เหงา บางครั้งเหงาจนตาย สุนัขเหงาจนตายไม่ยอมกินข้าว เพราะเจ้าของจากไป ความเหงาจึงฆ่าคนได้อย่างไม่น่าสงสัย ฆ่าอย่างเลือดเย็นที่สุด เพราะค่อย ๆ ฆ่าใจของคนไปวันละเล็กละน้อย เหมือนต้นไม้ขาดน้ำค่อย ๆ เฉาแล้วก็ตายไป บางครั้งก็ทรมานเสียสิ้นดี
เมื่อเหงาแล้วความเบื่อ
ความกลุ้ม เซ็งก็ตามมามีความรู้สึกซึมเศร้า ท้อแท้ สิ้นหวัง เมื่อใจเสียรูปกายก็เสียตามไปด้วย โรคทางกายสารพัดโรค โรคประสาท โรคจิตประสาทก็จะตามมาอย่างแน่นอน ต้องพาตัวเองไปหาจิตแพทย์แล้วก็ได้ยามา หมอก็บอกว่าให้ปรับเปลี่ยนอารมณ์เสียบ้าง เปลี่ยนงาน เปลี่ยนอารมณ์ เมื่อยาหมดก็ไปรับยามากินใหม่ บางครั้งโรคก็เพิ่มขึ้น อาการของโรคก็เพิ่มขึ้น มีอาการซึมเศร้าอาจมีอาการคลุ้มคลั่งสลับฉากกันไป และกลับเป็นคนที่น่าสะพรึงกลัวกลายเป็นโรคจิตที่ถาวรมากขึ้น พ้นภาวะวิสัยที่คลินิกของแพทย์จะทำการรักษาได้ต้องเข้าไปอยู่ รพ.โรคจิต การรักษาก็ยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้นต้องดูแลและเพิ่มภาระระมัดระวังรักษามากขึ้นไปอีก
คนเดียว
ต้องเป็นภาระเพิ่มทุกข์ให้แก่คนอื่นอีกหลายคน เพราะขาดการดูแลรักษาต้นเหตุตั้งแต่แรกว่า เหตุ เพราะความหลงความรู้จักตัวเองเป็นเหตุให้เกิดความต้องการความปรารถนาสูงขึ้นในจิตใจ ต้องการให้ผู้อื่นมาต้องการตัวเรามากขึ้น มารักเรานั่นเองสรุปก็คือต้องการความรักจากบุคคลที่ตัวเองต้องการให้มารัก เมื่อต้องสูญเสียความรัก ความรู้ ความสามารถที่ตัวเคยมีอยู่นั้นหมดไปและไม่มีสิ่งใหม่ ๆ มาทดแทน
การสูญเสีย
แห่งความรักทั้งหลายดังกล่าวนั่นเองจึงเป็นโรคขาดรัก กลุ่มอาการของความเหงา เบื่อ กลุ้ม ท้อแท้ ซึมเศร้าจึงตามมา เพราะความต้องการให้เขามารักตัวเป็นเหตุที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจ แต่ตัวเองไม่รู้เพราะความหลง (โมหะ) ปิดบังจิตใจอยู่จึงเป็นเหตุให้ความต้องการ ความปรารถนาอย่างนี้เกิดขึ้น จึงขาดรักและมีอาการต่าง ๆ ดังกล่าวเกิดขึ้น
ถ้าเรา
ไม่ต้องการให้คนอื่นมารักเราแล้ว เราคงไม่ขาดรักเป็นแน่ ดังนั้นการที่เราต้องการให้ผู้อื่นมารักเรา เอาใจเรา ตามใจเรา จึงเป็นเหตุที่สำคัญ คือตัวตัณหานั่นเอง ซึ่งรู้ได้ยากเพราะถูกปกคลุมปิดบังไว้ด้วยโมหะคือ ความหลง ถ้าไม่ได้คำสอนขององค์พระบรมศาสดาแล้วก็ไม่มีใครที่จะรู้ได้และละทำลายให้เบาบางลงและหมดไปได้ในที่สุด
ดังนั้น
ความต้องการให้เขามารักจึงเป็นต้นเหตุให้เกิดความเหงา เบื่อ กลุ้ม ซึมเศร้า หงอยเหงา คนเราจึงต้องแสวงหาอารมณ์ใหม่ ๆ มาทดแทนอารมณ์เก่าอยู่เสมอ จึงควรทำความเข้าใจและความรู้สึกด้วยการถามใจตัวของเราเองอยู่เสมอว่า เราต้องการให้ผู้อื่นมารักเรามาสนใจเราใช่ไหม หัดถามตัวเองบ่อย ๆ เข้า สติปัญญาจะเกิดขึ้น ความต้องการความพอใจจะลดลง ความหงุดหงิด ความวิตกกังวลตลอดจนความเหงาก็จะลดน้อยลงและหมดไปได้ในที่สุด
ในทางโลก
แก้ความเหงา ความซึมเศร้าด้วยการออกกำลังให้พอควร เหมาะสมกับอายุ เช่น เดินเร็ว ๆ วันละ ๒๐ – ๓๐ นาทีหรืออ่านหนังสือที่ชอบและให้เป็นประโยชน์ในด้านการศึกษาเพื่อชีวิตฟังดนตรีและการขับร้อง เป็นต้น ให้พอเหมาะพอดีแต่ไม่ต้องยึดติดกับเสียงเพลงนั้น ๆ พอใจก็ให้รู้ว่าพอใจ ถ้าอยากจะฟังต่อไปเรื่อย ๆ ก็ให้รู้ว่ากำลังอยากกำลังต้องการมากขึ้นคือมีสติคอยกำกับอยู่เสมอก็จะเป็นการช่วยผ่อนคลายความเครียด ความฟุ้งซ่าน วิตกกังวล ความเหงา เบื่อให้น้อยลงไปได้อย่างแน่นอน
ในทางธรรม
ต้องพยายามขวนขวายหาอารมณ์ให้กุศลจิตเกิดขึ้นด้วยการนึกถึงบุญกุศลที่ได้ทำไปแล้ว นึกถึงความดีที่ได้เคยทำและควรจะต้องทำต่อไปให้ดียิ่งขึ้นอีก ความไม่ดีที่เคยทำมาก็จะลดน้อยลงไปเอง พยายามหาอารมณ์ของบุญยกิริยาวัตถุ (ทาน ศีล ภาวนา) มาเป็นอารมณ์ คือนึกคิดและทำลงไปเพื่อให้จิตเป็นกุศลและมีกำลังอานุภาพยิ่งขึ้น แล้วจิตใจที่มีคุณลักษณะที่ดีมีพลังก็จะเกิดขึ้นสม่ำเสมอ ด้วยการนึกคิดและกระทำแต่ความดี (กุศลกรรม) เป็นการยกจิตและปรุงแต่งจิตของเราเองด้วยสติปัญญาจะทำให้จิตมีคุณภาพสูงขึ้น มีสติปัญญาแหลมคมขึ้นเรื่อย ๆ
เราจะรู้ได้เองว่า
เดี๋ยวนี้เราไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว เคยเปราะบางเหลือเกินเมื่อรับกระทบแม้เพียงเสียง บางครั้งอาจทนไม่ได้แต่เดี๋ยวนี้สบายมากเพราะมีความแข็งแกร่งขึ้น และแกล้วกล้าในการทำความดี ความกลัว ความโกรธ เกลียดก็น้อยลงจนเห็นได้ชัดเจน
เราเคยเพ่ง
โทษติเตียนผู้อื่นอยู่เสมอก็น้อยลง จะเพ่งเล็งแต่ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ควรมิควรในเรื่องราวต่าง ๆ ตลอดจนบุคคลที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วยมีสติสัมปชัญญะอันควรแก่งานและสติปัญญานี้จะเกิดขึ้นในจิต คอยดูแลจิตไม่ให้ตกไปอยู่ในความเร่าร้อนหม่นไหม้ หรือความเหงา ความฟุ้งซ่าน วิตกกังวลได้
ความทุกข์ก็จะคลายออก
ความเบากายสบายใจจะปรากฏขึ้น มีชีวิตชีวาแจ่มใส นี่คือคุณค่าของชีวิตที่ยากจะพบ แล้วความเหงาจะมาฆ่าเราได้อย่างไร คงไม่ได้แน่นอน
ฝึกจิตปรับความคิดเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ทำเดี๋ยวนี้อย่าปล่อยเวลาให้เสียไป แล้วก็ให้มันแล้วไปไม่ต้องคิดถึงอดีตที่ไม่ดี ลืมเสียเถิดอภัยให้กับเขาเสียเถิด และทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านไปไม่ต้องอาลัยอาวรณ์ เขาไม่ทิ้งเรา ๆ ก็ต้องทิ้งเขาไปวันยังค่ำ ทิ้งร่างที่ไร้วิญญาณไว้ให้แก่กันต้องช่วยเผาร่าให้เสียอีก เขาไม่เผาเรา ๆ ก็ต้องเผาร่างของเขาเพราะเป็นหน้าที่ และความอาลัยอาวรณ์ที่เราจะต้องรับก็ยอมรับเสีย เข้าใจเสียให้ดีตั้งแต่บัดนี้ แล้วชีวิตจะเป็นสุขขึ้น แจ่มใส สบายกายสบายใจขึ้น
ชีวิตเราจะยืนยาว
ต่อไปอีกเพียงไม่กี่วันหรอก ที่เราจะได้เห็นโลกที่สดใสสวยงาม เพราะพรุ่งนี้ก็ไม่แน่ว่าเราจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ ดังนั้นความสำคัญของชีวิตจึงมิได้อยู่ที่เวลาของชีวิตที่ยืนยาวออกไป แต่อยู่ตรงที่ว่าเราควรจะทำอย่างไรกับชีวิตที่ยืนยาวออกไปนั้นให้มีชีวิตชีวาต่างหาก นี่คือคุณค่าของชีวิตที่แท้จริง