ชีวิตคืออะไร  
โดย ศาสตราจารย์ นพ.เชวง เดชะไกศยะ

โลก ชีวิต
คือธรรม, ธรรม คือสรรพสิ่งทั้งมวล ชีวิตอันได้แก่ความเกิดขึ้นของกายและใจ ความเจ็บป่วย, ความชรา และมีความตายเป็นที่สุด ในระหว่างความเกิดขึ้น (ปฏิสนธิจิต พร้อมด้วย กัมมชรูป) จนกระทั่งความตายปรากฏ (จุติจิต) ย่อมมีทั้งความทุกข์และความสุข บางครั้งทุกขเทวนา อันยากยิ่งที่ปุถุชนจะทนได้ ความโศกเศร้าเสียใจ ความร่ำไห้รำพัน ความคับแค้นใจต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรักปรารถนา ทุกชีวิตต้องประสบมากน้อยขึ้นอยู่กับอกุศลเหตุ และกุศลที่ได้ทำไว้ในอดีตอันไกลแสนไกล หรือในอดีตอันใกล้ ให้ส่งผลมาในปัจจุบันชาติ ให้ได้รับความสุขบ้างความทุกข์บ้างตามเหตุ ตรงกับเหตุที่ตนได้กระทำไว้ เช่น ทำบุญกุศลไว้ ก็เรียกกว่าได้สร้างเหตุที่เป็นบุญไว้ในอดีต สุขวิบากอันเป็นตัวผลส่งมาให้ได้เห็นดี ได้ยินดี ๆ รู้รสดี ๆ สัมผัสที่ดี ๆ โดยตรงกันข้าม อำนาจของอกุศลเหตุที่ได้ทำไว้ ส่งผลมาให้ได้รับความทุกข์ ได้เห็นไม่ดี ได้ยินไม่ดี ได้กลิ่นไม่ดี รู้รสไม่ดี สัมผัส (เย็น ร้อน อ่อน แข็ง) ไม่ดี มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนอยู่เสมอ เหล่านี้ล้วนจัดเป็นธรรมะทั้งสิ้น สัตว์ทั้งหลายไม่มีสิทธิ์ในการเลือก และบังคับให้เป็นไปตามความต้องการของตนเองได้เลย ถ้าทุกคนเลือกเองได้แล้วในโลกนี้คงไม่มีความทุกข์หลงเหลืออยู่เป็นแน่ เพราะทุกคนปรารถนาสุข และเกลียดทุกข์ด้วยกันทุกคน ทุกคนก็ต้องหาอารมณ์ดี ๆ ทั้งหลายมาสนองความต้องการของตนได้หมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา (ไม่อยู่ภายใต้บัญชาของใคร ล้วนไม่มีตัวตน) อะไรจะเป็นต้องเป็น เพราะเมื่อมีเหตุปัจจัยบริบูรณ์ ผลย่อมต้องเกิดขึ้นตรงกับเหตุปัจจัยนั้น ๆ ผลที่เป็นความสุขหรือความทุกข์ก็ดี ย่อมต้องอาศัยเหตุปัจจัยนั้น ๆ เมื่อเหตุปัจจัยหมดลง ผลนั้นก็ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ ดังนั้น “ สิ่งใดที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ล้วนดับไปได้เป็นธรรมดา ” ดังเช่น คาถาของท่านพระอัสสชิ ที่ทรงแสดงแก่พระสารีบุตรในขณะที่ยังเป็นพราหมณ์อยู่ว่า “ ธรรมทั้งหลายย่อมไหลมาแต่เหตุ มีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตทรงแสดงเหตุ และการดับเหตุแห่งธรรมนั้น พระมหาสมณเจ้ามีปรกติตรัสเช่นนี้ ”

ดังนั้น
พระพุทธศาสนาจึงหนักไปด้วยเหตุ นอกพระพุทธศาสนานั้นหนักไปด้วยผล เช่นพวกพราหมณ์ วันไหนออกจากบ้านไปพบภาพที่ไม่ดีไม่งาม เช่นเห็นคนโรคเรื้อน คนขอทานพวกพราหมณ์จะกลับเข้าไปในบ้าน และจะไม่ยอมไปไหน เพราะเห็นไม่ดี โชคลางไม่ดี ถ้าออกไปแล้ว อาจจะประสบอารมณ์ที่ไม่ดี นี้คือปรารภผล เขาไม่รู้ว่าการจะเห็นดี ได้ยินดี ๆ นั้น เลือกไม่ได้ เป็นวิบาก (ผล) ส่งมา เขากลับเอาผลนี้กลับมาคิดว่า วันนี้โชคไม่ดีเสียแล้ว นี่ก็คือต้องการผลที่ดีอีกต่อไปข้างหน้า

คนส่วนใหญ่
ปรารถนาผลอันเป็นความสุข เช่น ต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แต่มักจะไม่สร้างเหตุ หรือ

ทำเหตุ
ไม่ตรงกับผลที่ได้รับ อุปมาอยากได้มะม่วงแต่ปลูกผักชี อยากได้ทุเรียน แต่ไม่ปลูกทุเรียน เป็นต้น เราจะเห็นชัดเจนว่าทุก ๆ คน ต้องการผลปรารถนาผลด้วยกันทั้งสิ้น มีแต่คนอยากทำงาน ไม่มีใครอยากสร้างงาน ทำอะไรก็ต้องการผลเร็ว ๆ บางครั้งก็เอาผลนั่นแหละกลับมาทำเป็นเหตุ เช่น ต้องการให้บุคคลทั้งหลายมี “ คุณธรรม ” คุณธรรมเป็นผลที่จะต้องสร้างเหตุเท่าไร ต้องรู้ต้องเข้าใจเสียก่อน แล้วลงมือปฏิบัติ เช่น คนในสังคมส่วนใหญ่ขาดคุณธรรม เพราะความรู้ต่ำ สิ่งแวดล้อมต่ำ ครอบครัวต่ำ ขาดความรู้หลักธรรมในพระพุทธศาสนามาอบรมในเบื้องต้น สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุผลคือ การขาด คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งเกิดขึ้นในจิตใจ และการแสดงออกที่ไม่ดีไม่งามให้ปรากฏเกิดขึ้น จึงต้องสร้างเหตุ ทำเหตุใหม่ให้

บริบูรณ์
คงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เหมือนเราช่วยกันปลูกต้นไม้พิษขึ้นมาแล้ว จนเจริญงอกงามผลิดอกออกผล เรามัวไปปลิดใบตัดกิ่งเสียเวลา เพราะเมื่อได้เหตุปัจจัยได้น้ำได้ลม กิ่งใบก็งอกขึ้นมาทดแทนอีก เราจำเป็นต้องโค่นขุดรากถอนโคนต้นไม้พิษนี้เสียให้หมดไป จึงจะได้ประโยชน์ที่แท้จริง

ดังนั้น
การศึกษาและสดับฟังมาก ๆ เมื่อมีโอกาสควรศึกษาหาความรู้ และปฏิบัติธรรมตามสมควร ความ

สุขในชีวิต
ก็จะเริ่มปรากฏขึ้น ความทุกข์ก็จะคลายออก บุญหรือกุศลที่สำเร็จด้วยศรัทธาธุระ โดยขาดปัญญาเข้าประกอบ บุญกุศลนั้นก็ไม่มีกำลัง ไม่มีอานุภาพเพียงพอที่จะละกิเลสหรือคลายทุกข์ลงได้ อาจจะได้เพียงระยะเวลาเดียวแล้วก็หมดไป จึงควรสร้างบุญกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา ที่รู้ที่เข้าใจในเรื่องเหตุและผลของกรรม ไม่ใช่ด้วยความเชื่ออย่างไม่มีเหตุผลอย่างเดียว ควรรู้ด้วยว่า ความแตกต่างกันของอดีตเหตุและปัจจุบันผลที่เราต้องรับ ความทุกข์บ้าง สุขบ้าง นั้นได้มาอย่างไร เราจะพิสูจน์ได้อย่างไร เพียงแต่เราเข้าใจในเหตุผลของอกุศล กุศล กรรมให้วิบาก (ผล) อันเป็นความสุขความพอใจบ้าง ความทุกข์ทางกายและทางใจเหล่านี้ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ซึ่งจะมีคำอธิบายชัดเจนอยู่ในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ขอเพียงเราต้องบุกเบิก แสวงหาด้วยสติปัญญา ทำให้ความใฝ่รู้เกิดขึ้น เมื่อนั้นเราจะได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง โดยจิตใจจะสงบ ปัญญาเกิดจากความเข้าใจในเหตุและผลของข้อธรรมะต่าง ๆ ความทุกข์ก็จะลดคลาย ความกระสับกระส่ายใจและกายก็จะลดน้อยลงตามลำดับ

เมื่อสติ
สัมปชัญญะเจริญขึ้น บริบูรณ์ขึ้น ชีวิตที่ไม่มีสาระเริ่มมีสาระ เพราะเรารู้เท่าทันสภาวะของอารมณ์ต่าง ๆ ที่กระทบถูกต้องทางทวาร เช่น เมื่อรูปกระทบตา ความยินดีก็เกิดขึ้นเพราะรูปนั้นสวยงาม เป็นที่ต้องตา แต่เมื่อรูปนั้นไม่สวยไม่งาม ความยินร้ายก็เกิดขึ้น เป็นเพราะเหตุใด เราจึงมีความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้น เสียงทางหู หรืออารมณ์ทางทวารอื่น ๆ ก็เช่นกัน มีแต่ในพระพุทธศาสนาเท่านั้นที่สามารถอธิบายได้โดยละเอียด ว่ามันเป็นไปได้อย่างไร และทำไม ความรู้สึกยินดียินร้ายจึงเกิดขึ้นกลุ้ม รุมจิตใจของเรา เมื่อเราเข้าใจสภาพธรรมของอารมณ์ ตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว สติ สัมปชัญญะ ย่อมเกิดขึ้น เจริญขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ความฟุ้งซ่าน กลัดกลุ้ม เพื่อเหงาต่าง ๆ เหล่านี้ก็จดลดลง ซึ่งจะประจักษ์ได้ด้วยตัวของเราเอง นี้เป็นสัจธรรมในพระพุทธศาสนาที่รอให้ผู้มาพิสูจน์ และท้าทายให้มาพิสูจน์ความจริงเหล่านี้ เพื่อความดับทุกข์ และความสิ้นไปของกิเลส ใครพิสูจน์ได้มาก พบความจริงมาก ก็จะเกิดประโยชน์แก่ตัวเองมาก ใครไม่พิสูจน์ ก็ขาดประโยชน์ไป อยู่ที่ตัวของตัวเองทั้งสิ้นที่จะได้รับประโยชน์หรือไม่

ชีวิตคืออะไร
ชีวิตอาศัยอายุ อายุอาศัยไออุ่น ดุจเปลวประทีปที่ต้องอาศัยแสงสว่างและความร้อน แสงสว่างและความร้อนก็ต้องอาศัยเปลวประทีป ชีวิตจึงมีสองชีวิต คือชีวิตของรูปและนาม ชีวิตที่หล่อเลี้ยงให้ทั้งรูปธรรมและอรูปธรรมเป็นไปอยู่ไปได้ ดุจน้ำในแจกันดอกไม้ ดอกบัวที่หล่อเลี้ยงให้ดอกบัวไม่ให้เฉาเหี่ยวแห้งไป ชีวิตรูปและชีวิตนามก็เป็นไปในลักษณะนั้น ชีวิตตามสภาวธรรม ความเป็นจริงจึงหามีสัตว์มีบุคคลไม่ ดั่งสุภาษิตของนางวชิราภิกษุณีซึ่งเป็นอรหันต์ กล่าวว่า “ สัตว์บุคคลหามีไม่ แท้จริงเป็นการประชุมปรุงแต่งกันขึ้นของขันธ์๕ และธาตุทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ” พระพุทธองค์ทรงรับรองภาษิตของนาง ธรรมเหล่าใดบ้างที่หายไปเมื่อชีวิตได้สิ้นสุดลง ๑.วิญญาณ ๒.อายุ ๓.ไออุ่น กายทอดลงสู่ดินเป็นร่างไร้วิญญาณ ล้วนไม่สาระ

ชีวิตจึงเหมือน
สายธารที่ไหลลงไปสู่ความเวิ้งว้างว่างเปล่าแห่งท้องทะเลลึก ไร้จุดหมายและที่พึ่งพักพิง อันเป็นที่ซึ่งบุคคลทั้งหลาย เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วจำต้องรับภาระ เหมือนแบกก้อนหินใหญ่และหนักไว้บนบ่า ต้องรับภาระแห่งความทุกข์ทั้งหลายไว้ ยิ่งไกลเท่าใดก็ยิ่งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามากเท่านั้น ดั่งพระพุทธดำรัสว่า “ ดูกรภิกษุทั้งหลาย น้ำอุจจาระ ปัสสาวะ น้ำเลือด น้ำหนอง น้ำลาย แม้จะน้อยนิดสักเพียงใด ย่อมส่งกลิ่นเหม็นฉันใด ตถาคตก็ไม่สรรเสริญการเกิดบ่อย ๆ ฉันนั้น ”

ดังนั้น
ผู้ที่เกิดมาแล้ว พระองค์จะทรงสั่งสอนให้เกิดสัมมาทิฐิขึ้น เพื่อให้ชีวิตได้ดำเนินไปด้วยความสุขอยู่อย่างเป็นประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนร่วมแก่ ร่วมเจ็บ ร่วมตาย ให้ได้รับประโยชน์สุข ไม่เบียดเบียนกัน ไม่ให้ร้ายต่อกัน เพื่อประโยชน์แก่ตนเองเป็นสำคัญ เพราะทุกชีวิต เศรษฐี ยาจกคนโง่ หรือฉลาด ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า ดั่งพุทธภาษิตว่า

“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้เกิดมาแล้วไม่ตายไม่มี กุศลควรทำพรหมจรรย์ควรปฏิบัติ อายุคนเรานั้นน้อยนัก อย่างมากไม่ถึง ๑๐๐ ปี หรือจะเกินกว่าก็ไม่มากนัก ”

ผู้ใดมีใจสุจริต กายวาจาย่อมสุจริต ความสุขอันเป็นผลของกุศลนั้น ย่อมติดตามไปเหมือนเงาตามตัว

ผู้ใดมีใจทุจริต กายวาจาย่อมทุจริต ความทุกข์อันเป็นผลของอกุศลนั้น ย่อมติดตามเขาไปเหมือนรอยเกวียนที่ติดตามรอยโคไปฉันนั้น

ผู้ที่เกิดมาด้วยสัมมาทิฐิ และทำสัมมาทิฐินั้นให้เจริญยิ่งขึ้นจนมีตนเป็นที่พึ่งได้ ย่อมเป็นประโยชน์เกื้อกูล เป็นประโยชน์สุขแก่ตนเอง ย่อมเป็นผู้รักษาตน และรักษาผู้อื่นให้เกิดประโยชน์สุขกาลนาน เป็นบุคคลที่หายากที่สุดในโลก บุคคลผู้รักษาผู้อื่นย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้รักษาตน เป็นบุคคลผู้เกิดมาเพื่อเกื้อกูล เพื่อประโยชน์สุขแก่คนหมู่มาก ย่อมยังความผาสุกความสวัสดีทั้งหลายให้เกิดขึ้นแก่ตนและผู้อื่น

ดังนั้น ถ้าพิจารณาดูชีวิตอันเป็นมรดก ที่ได้มาคือก้อนเนื้อ (กาย) และใจของเราให้ลึกซึ้งแล้ว จะเห็นถึงความไม่มีสาระแห่งชีวิตนี้ ที่เรากลับใช้ชีวิตนี้แสวงหา ความทุกข์ ความวิบัติ ความโศกเศร้า ร่ำไห้รำพัน ความคับแค้นใจ โดยทั้ง ๆ ที่เราไม่ปรารถนา ไม่อยากพบก็ต้องพบ ไม่อยากได้ก็ต้องได้ อะไรจะเกิดขึ้นเราก็ไม่รู้ ล้วนบังคับบัญชามันให้เป็นไปตามที่ใจปรารถนาหาได้ไม่ สิ่งควรแสวงหาจึงควรเป็นสิ่งที่มีสาระที่เป็นทรัพย์อันประเสริฐ ทรัพย์สมบัติทั้งหลายล้วนไม่ใช่ทรัพย์ที่ประเสริฐ เขาจะต้องจากเราไปเป็น ลักษณะ หรือไม่เขาก็ทำให้เราต้องจากเขาไปเป็นกิจ ความทุกข์เดือดร้อน เศร้าหมอง เสียใจ ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นผล เพราะความต้องการ ความโลภ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดทั้งสิ้น

ทรัพย์ที่ประเสริฐเป็นไฉน เป็นอริยทรัพย์ที่เราจะต้องหามาไว้เป็นเสบียงในภายหน้า อันได้แก่ ศรัทธาเป็นเบื้องต้นและปัญญาเป็นที่สุด ศรัทธาและปัญญาจึงเป็นทรัพย์ที่ประเสริฐ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หาใช่เป็นทรัพย์อันประเสริฐไม่ ถ้าแสวงหาไม่เป็นหรือรักษาไว้ไม่เป็น ลาภ ยศ สรรเสริญนั้นกลับจะมาทำร้ายเรา เฉกเช่นงูพิษ ดังนั้น ผู้มีปัญญาจึงต้องแสวงหาให้เป็น รักษาไว้ให้เป็น นำเอาชีวิตที่ไม่มีสาระนี้มาทำให้เป็นสาระได้อย่างบริบูรณ์ โดยใช้ศรัทธาและความเพียรด้วยความพอใจในการแสวงหาความพ้นทุกข์ ดับทุกข์ ดับกิเลสให้สิ้นไปจนกระทั่งพบกับความสุขอันไพบูลย์ ความสุขอันอุดม อันจะหาได้พบได้เฉพาะในศาสนาแห่งพระบรมศาสดาพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น เราจึงควรต้องศึกษาด้วยความเพียร เพื่อถึงคำสอนอันแท้จริงว่า พระองค์ทรงประกาศอะไรและพระองค์ประสงค์อะไร ? “ น้ำทะเลมีรสเค็มเพียงรสเดียวฉันใด คำสอนของพระบรมศาสดาก็เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ฉันนั้น ”

จะมีอะไรอีกเล่าที่ดีกว่านี้ ถ้าเราไม่แสวงหา ไม่สร้างสิ่งที่มีสาระเราก็ต้องไปแสวงหาสิ่งที่ไม่มีสาระอย่างแน่นอน เราจึงควรใคร่ทบทวนดูให้ดี เพื่อชีวิตอันน้อยนัก นิดเดียว รวดเร็ว ล้วนไม่มีสาระอย่างมากก็ไม่ถึง ๓๐,๐๐๐ วัน หรือจะเกินกว่านี้ก็ไม่มากนัก เหมือนน้ำค้างบนยอดหญ้าเพียงต้องแสงอาทิตย์แวบเดียวก็หายไป เรา

ควรจะปล่อยชีวิตของเราให้หมดไปอย่างน่าเสียดายล่ะหรือ เราจึงต้องศึกษาด้วยชีวิตเพื่อชีวิต และตลอดชีวิตที่เราได้มาอย่างแสนยาก เพื่อแสวงหาทรัพย์อันประเสริฐ อันจะเป็นประโยชน์สุขและเกื้อกูลชีวิตของเราเอง และผู้อื่นให้ได้รับความสวัสดีแก่คนทั้งหลายจึงจะสมกับที่เราได้เกิดมามีชีวิตเป็นมนุษย์

พุทธดำรัส

“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายล้วนไม่เที่ยง

มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เราขอกล่าวเตือนท่าน ขอเธอทั้งหลาย

จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ”

“ ปัจฉิมโอวาท ”

มหาปรินิพพานสูตร