ในฐานะ
ที่เราเป็นชาวพุทธ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องรู้จักธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะต้องเข้าใจในคำสอนของพระองค์ คือ ต้องเป็นผู้ที่มีศรัทธาเชื่อกรรมเชื่อผลของกรรม และเชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน
ข้อสำคัญคือ
ต้องเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือต้องเชื่อหลักแห่งเหตุและผล เพราะเหตุที่ว่าพระองค์ทรงแสดงธรรมมีเหตุมีผล ตรงตามความเป็นจริงทุกประการ ฉะนั้นเมื่อใครจะต้องการผลอย่างใดก็ต้องทำเหตุให้ถูกตรงกับผลนั้น จึงจะได้ผลตรงตามที่ต้องการ เพราะการกระทำธรรมใดๆที่เกิดขึ้นแล้วย่อมมีผลทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้
พระพุทธองค์จึงทรงสอน เรื่องกฎแห่งกรรม เพื่อที่จะให้สัตว์ทั้งหลายรู้ว่าทำดีได้ดีมีความสุข ทำชั่วได้ชั่วมีความทุกข์ เพราะสัตว์ทั้งหลายจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ก็อยู่ที่การกระทำของตนเองทั้งสิ้น ถ้าหากว่าผู้ใดปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ได้ ชีวิตจะไม่ตกต่ำ เพราะว่าพระธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ไม่ให้ตกไปสู่ที่ชั่วที่ทุกข์ยากลำบาก จะทำให้มีแต่ความสุขความเจริญ จนกระทั่งถึงความพ้นทุกข์ในที่สุด
การสอนกฎ
แห่งกรรม จุดประสงค์เพื่อที่จะไม่ให้ประมาทในการกระทำสิ่งทั้งหลาย เพราะว่าผู้ไม่ประมาทย่อมป้องกันตัวเอง ไม่ให้เข้าถึงอันตรายอันร้ายแรงได้
ดังนั้น
คำสอนของพระพุทธองค์จึงนับว่ามีคุณประโยชน์แก่ชาวโลกอย่างยิ่ง ซึ่งไม่อาจจะนับเป็นค่าประมาณได้ว่ามีคุณค่าสักเท่าไร เพราะพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเพื่อที่จะช่วยเหลือสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ โดยสอนให้มีความสุขจนกระทั่งถึงความพ้นทุกข์ไปตามลำดับขั้น คือ ผู้ที่ต้องการจะพ้นทุกข์ขั้นไหนก็สามารถที่จะปฏิบัติธรรมได้ตามขั้นนั้นๆ ย่อมจะได้ความสุขพ้นจากทุกข์ไปตามลำดับ
เช่นดัง
ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่ท่านยสกุลบุตร เมื่อเวลาที่เขากำลังมีความทุกข์ใจ คือ ยสกุลบุตรนี้เป็นบุตรของเศรษฐี ซึ่งพ่อแม่รักมาก ก็ปรนเปรอลูกนี้ให้มีความสุขทุกอย่าง ด้วยการหาหญิงสาวมาบำเรอขับร้อง ให้ลูกชายมีความสุขเพลิดเพลินด้วยกามคุณต่างๆ
ในคืนวันหนึ่ง
ท่านยสกุลบุตรตื่นขึ้นในท่ามกลางหญิงสาวเหล่านั้น เห็นอาการน่าเกลียดของหญิงเหล่านั้นในขณะที่นอนหลับใหลไม่มีสติ ผ้าผ่อนหลุดลุ่ย มีการนอนน้ำลายไหลเป็นต้น เมื่อท่านยสกุลบุตรเห็นอาการของหญิงเหล่านั้นแล้ว ก็เกิดความสลดสังเวช เบื่อหน่ายในสภาพเหล่านั้น จึงได้ลุกขึ้นเดินออกจากบ้านไปในตอนดึก เดินไปก็บ่นไปว่า ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ ทางที่ท่านเดินไปนั้น เป็นทางไปสู่วิหารพระ เชตวันซึ่งพระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ที่นั่น เมื่อท่านยสกุลบุตรเดินบ่นไปอย่างนี้จนกระทั่งถึงพระเชตวัน พระพุทธเจ้าก็รับสั่งว่า ที่นี่ไม่วุ่นวายหนอ ที่นี่ไม่ขัดข้องหนอ เชิญเข้ามาทางนี้
ท่านยสกุล
บุตรได้ยินดังนั้นก็เดินเข้าไปหาพระผู้มีพระภาค เมื่อพบก็ก้มลงกราบพระพุทธองค์ก็ได้ทรงแสดงธรรม คือ อนุปุพพิกกถา ให้ฟัง พอท่านยสกุลบุตรฟังจบก็ได้ดวงตาเห็นธรรม คือได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน ทำลายทิฎฐิ วิจิกิจฉา และ สีลลัพพตปรา มาสขาดเป็นสมุจเฉท คือกิเลสที่ดับแล้วไม่กลับมาเกิดอีกต่อไป
ฝ่ายเศรษฐี
ผู้เป็นพ่อของท่านยสกุลบุตรตื่นขึ้นในตอนดึก ไม่เห็นลูกชายก็ออกเดินตามหา ไปพบรองเท้าของลูกชายที่หน้าประตูพระเชตวัน เศรษฐีก็เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ แล้วกราบทูลถามว่า เห็นยสกุลบุตรบ้างไหม? พระพุทธองค์ก็บอกให้ท่านเศรษฐีนั่งลงก่อนแล้วจะได้พบลูกชาย คือเวลานั้นพระพุทธองค์ได้ทรงทำให้พ่อกับลูกไม่เห็นกัน แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงอริยสัจจ์ ๔ ให้ท่านเศรษฐีฟัง พอท่านเศรษฐีฟังอริยสัจจ์จบ ก็ขอถึงพระรัตนตรัยว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต ส่วนยสกุลบุตรซึ่งนั่งอยู่ในที่นั้นได้ฟังอริยสัจจ์ ๔ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงกับท่านเศรษฐี ได้ฟังจบลงก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ สิ้นอาสวกิเลสพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เมื่อท่านยสกุลบุตรสิ้นอาสวกิเลสแล้ว พระพุทธองค์ก็ทำให้พ่อลูกทั้งสองได้เห็นกัน ฝ่ายเศรษฐีนั้น รู้ว่าลูกชายเป็นผู้ที่สิ้นอาสวะกิเลสแล้วก็ดีใจ หมดความกังวลห่วงใยในลูกชาย
ธรรมที่พระองค์ทรงยกขึ้นแสดงแก่ยสกุลบุตรเป็นครั้งแรกคือ อนุปุพพิกกถา
ความหมายของ อนุปุพพิกกถา ได้แก่ วาจาเป็นเครื่องกล่าวโดยลำดับ ซึ่งเป็นธรรมที่พระองค์ทรงยกขึ้นแสดงเอง เพื่อประโยชน์ที่จะให้ผู้ฟังทั้งหลายได้บรรลุมรรคผลนิพพาน
ก่อนที่พระพุทธองค์
จะแสดงธรรมโปรดใคร พระพุทธองค์จะต้องตรวจดูอัธยาศัยของผู้นั้นก่อน ว่าสามารถจะบรรลุธรรมได้หรือไม่ ถ้าเห็นว่าผู้นั้นมีอุปนิสัยจะบรรลุธรรมได้ ก็จะทรงตรวจดูอินทรีย์ของผู้นั้นอีกว่ามีอินทรีย์แก่หรืออ่อน ควรที่จะแสดงธรรมอย่างไรจึงจะเหมาะสมแก่อัธยาศัยของเขา ถ้าหากว่าเขายังเป็นผู้ที่มีอินทรีย์อ่อนอยู่ พระพุทธองค์ก็จะต้องแสดงธรรมให้เขาเกิดศรัทธาเลื่อมใสในธรรมก่อนเป็นเบื้องต้น แล้วจึงจะแสดงธรรมที่เป็นความจริงคืออริยะสัจจ์ ๔ ให้ฟังทีหลัง
การแสดงธรรม
ของพระพุทธองค์อย่างนี้ เป็นเหตุให้ผู้ฟังทั้งหลายได้บรรลุธรรมมีจำนวนมาก ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงยกขึ้นแสดงก่อนก็ได้แก่ อนุปุพพิกกถา อัน เป็นวาจาที่กล่าวไปตามลำดับธรรมเพื่อที่จะให้เห็นคุณของกุศลให้เห็นโทษของกามคุณ ให้เห็นคุณของการออกจากกามว่าเป็นทางไปสู่ความพ้นทุกข์ เป็นการแสดงให้รู้ถึงเหตุผลของธรรมนั้นๆ ตรงตามความเป็นจริง เป็นเหตุให้ผู้ฟังได้บรรเทาความหลงหมดความสงสัยในธรรมนั้นๆ ทำให้เกิดปีติร่าเริงในธรรม เพราะได้รู้เหตุผลความจริงของธรรมนั้นๆ ทำให้อินทรีย์ของผู้นั้นแก่กล้าขึ้น ต่อจากนั้นพระพุทธองค์ก็จะทรงแสดงอริยสัจจ์ ๔ คือความจริงของสภาวธรรมที่เป็นทุกข์ ธรรมอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ธรรมที่ให้ถึงความดับทุกข์ และข้อปฏิบัติที่จะให้ถึงความดับทุกข์ ด้วยการสอนให้ทำกิจของอริยสัจจ์ ๔ มีการกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำนิโรธให้แจ้ง ก็เจริญมรรคด้วยข้อปฏิบัติคือมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นหนทางให้ถึงความพ้นทุกข์ อันเป็นมัชฌิมาปฏิปทา
มัชฌิมาปฏิปทา เป็น ทางสายกลางที่เดินระหว่างกามสุขัลลิกานุโยค ซึ่งเป็นข้อปฎิบัติของคนในสมัยนั้นที่เขาปฏิบัติเพื่อที่จะละโทสะอย่างเดียว แล้วอีกพวกหนึ่งก็ปฏิบัติเพื่อที่จะละโลภะอย่างเดียวได้แก่ อัตตกิลมถานุโยค เพราะในสมัยนั้นมีข้อปฏิบัติที่เป็นทางสุดโต่ง ๒ สาย คือ กามสุขัลลิกานุโยค กับ อัตตกิลมถานุโยค เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ แล้ว จึงได้รู้หนทางพ้นทุกข์ อันได้แก่มัชฌิมาปฏิปทานี้ ซึ่งเป็นทางที่จะทำลายกิเลสที่เป็นทั้งโลภะและโทสะนี้ได้พร้อมๆกัน
หากข้อปฏิบัติอันใดที่ทำลายทั้งโลภะและโทสะได้พร้อมๆกันแล้ว ข้อปฏิบัติอันนั้นจึงจะสามารถทำลายกิเลสให้ขาดเป็นสมุจเฉทได้
การที่ข้อปฏิบัติอันเป็นมัชฌิมาปฏิปทาสามารถทำลายโลภะโทสะได้นั้น ความจริงก็เป็นเพราะว่าทำลายโมหะได้นั่นเอง
เพราะเหตุว่าโลภะและโทสะนั้น มีโมหะเป็นมูล ถ้าหากสามารถละโมหะอันเป็นมูลที่ทำให้เกิดโลภะกับโทสะได้แล้ว โลภะกับโทสะก็จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น มัชฌิมาปฏิปทา คือการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ นั้น จึงทำให้พ้นจากกิเลส ให้พ้นจากทุกข์ไปตามลำดับ คือ บางท่านก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน บางท่านก็ได้บรรลุเป็นพระสกทาคามี บางท่านก็ได้บรรลุเป็นพระอนาคามี และบางท่านก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ สิ้นอาสวะกิเลสพ้นจากทุกข์ทั้งปวงตามวาสนาบารมีที่สั่งสมมา ก็เพราะเหตุที่ได้ฟังอนุปุพพิกกถาและอริยสัจ ๔ จากพระพุทธองค์นั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ เราเป็นชาวพุทธจึงควรที่จะได้รู้จักอนุปุพพิกกถา ว่าได้แก่ธรรมอะไรบ้าง ธรรมที่พระองค์ทรงแสดงแล้วทำให้ผู้ฟังได้บรรลุธรรมมีจำนวนมากมาย
แม้ว่าเราจะไม่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์โดยตรง แต่เราก็สามารถที่จะศึกษาอนุปุพพิกกถา จากคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ เพื่อเป็นเหตุให้เราได้สั่งสมปัญญาบารมี ให้ได้เกิดความรู้ความเข้าใจถูกในธรรมนั้นๆ อันที่จะได้น้อมนำไปปฏิบัติเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ตนเอง เพราะว่า หากผู้ใดได้เข้าถึงเหตุผลแห่งธรรมนั้นๆก็ย่อมจะเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาสัมมาทิฏฐิเห็นถูกตรงตามความเป็นจริง อาจจะเป็นปัจจัยให้บรรลุธรรมก็ได้ ถึงแม้ว่าชาตินี้จะยังไม่บรรลุธรรม และการที่เราได้ยินได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์อย่างนี้ ก็จะเป็นปัจจัยให้ได้ไปฟังธรรมอีกในภพชาติต่อๆไป จนกระทั่งเกิดความเห็นถูก เราก็สามารถปฏิบัติธรรมให้ถึงซึ่งความพ้นทุกข์ได้ในที่สุด
เพราะฉะนั้นการฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาเห็นถูก ตรงตามความเป็นจริง ก็ทำให้ละกิเลสได้ ก็พ้นทุกข์ได้ แต่ถ้าหากว่าเราละกิเลสไม่ได้เราก็ไม่มีทางที่จะพ้นจากทุกข์ได้เลย
ธรรมที่เป็น อนุปุพพิกกถา ตามพระบาลีที่แสดงไว้
ทานํ สีลํจ สญฺคญฺจ กามานาทีนวนฺปิจ
เนกฺขมฺเม อานิสํสญฺจ ปกาเสสิ มหามุนี
อนุปุพฺเพน กถุตตฺตา อยํหิ มุนิโน กถา
ปญฺจวิธา อนุปุพฺพิ กถา อิติ ปวุจฺจตีติ
ซึ่งแปลเป็นใจความว่า พระมหามุนีคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศอนุ ปุพพิกกถาด้วยธรรม ๕ อย่างตามลำดับ ได้แก่ ทาน ศีล สวรรค์ โทษแห่งกามและอานิสงส์ในเนกขัมมะ คือการออกจากกาม ทั้งนี้ท่านได้แสดงโดยกล่าวไปตามลำดับแห่งธรรมนั้นๆ
พระพุทธองค์ทรงแสดงอนุปุพพิกกถาแก่ผู้ที่มีบารมีแก่กล้า เพียงพระพุทธองค์ทรงแสดงโดยย่อท่านเหล่านั้นก็ได้เกิดความเข้าใจเห็นแจ้งในธรรมนั้นๆตรงตามความเป็นจริง แล้วก็ทำให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพานตามวาสนาบารมีเป็นลำดับ
แต่สำหรับพวกเราที่เป็นผู้มีปัญญาบารมีน้อย ย่อมไม่อาจฟังอนุปุพพิกกถาที่พระพุทธองค์ทรงแสดงโดยย่อให้เข้าใจได้ ซึ่งได้แก่
ทาน คือการให้หรือการบริจาคเพื่อทำลายความโลภความตระหนี่ความเห็นแก่ตัวให้หมดไป
ศีล คือการประพฤติกายวาจาให้เรียบร้อย เพื่อให้พ้นจากกายวาจาทุจริต
สวรรค์ คือผลแห่งการให้ทานและรักษาศีล ย่อมให้ผลเป็นกามสุขอันเป็นทิพย์
อาทีนวก คือโทษของกาม แม้เป็นความสุขที่ได้จากสวรรค์จะพรั่งพร้อมบริบูรณ์ทุกอย่าง แต่ว่าความสุขเหล่านี้ก็ไม่ยั่งยืน เมื่อหมดผลแห่งบุญแล้ว ก็ย่อมหมุนเวียนไปเกิดอีกตามกรรมที่ทำไว้ ย่อมได้รับทุกข์อีก เพราะยังต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไป
ส่วน เนกขัมมะ คือการออกบวชต้องออกจากกามคุณ อันเป็นทางนำไปสู่ความพ้นทุกข์ เพราะกามทั้งหลายให้ผลเป็นทุกข์มากกว่าให้ผลเป็นสุข เพราะผู้ปรารถนาในกามย่อม
เป็นทุกข์ในการแสวงหา เป็นทุกข์เพราะต้องรักษา เป็นทุกข์เพราะต้องพลัดพรากจากของที่รัก การจะออกจากกามได้ ก็ต้องทำลายตัณหาเหตุให้เกิดทุกข์ จึงจะพ้นทุกข์ได้
ทั้งหมดนี้เป็นการแสดงอนุปุพพิกถาโดยย่อที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเอง แก่ผู้ที่มีปัญญาบารมีแก่กล้าแล้ว พอเขาได้ฟังเหตุผลเพียงแค่เล็กน้อยอย่างนี้ เขาก็เกิดปีติเกิดศรัทธาเลื่อมใสในธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง เมื่อพระพุทธองค์ทรงรู้ว่าเขาเป็นผู้ที่มีศรัทธาตั้งมั่นในธรรมแล้ว พระพุทธองค์ก็ได้ทรงแสดงอริยสัจจ์ ๔ ต่อ เพื่อที่จะให้เขาเกิดความสลดสังเวช ได้รู้ถึงความจริงก็เป็นเหตุให้ท่านเหล่านั้นพ้นจากทุกข์ได้
เพราะธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงในเบื้องต้นนี้ เพื่อให้ผู้ฟังทั้งหลายได้เกิดความร่าเริงในธรรมก่อน แล้วจึงจะรู้ความจริงว่า ธรรมทั้งหลายล้วนไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา เกิดความสลดสังเวช เป็นเหตุให้ผู้ที่ได้ฟังธรรมนั้นพ้นจากทุกข์ได้
ส่วนเราที่จะฟังอนุปุพพิกกถาโดยย่อนี้ เราก็คงจะไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจในเหตุผลของธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่สามารถที่จะนำไปปฏิบัติได้ เหตุนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่การเข้าใจในอนุปุพพิกถาให้ถูกต้องเพื่อน้อมนำไปปฏิบัติให้เป็นประโยชน์แก่ตน ก็ขออธิบายเหตุผลของธรรมนั้น ๆ ไปตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในที่หลาย ๆ แห่ง โดยรวบรวมเอามาอธิบายไว้ในที่เดียวกัน แต่ละหัวข้อธรรมเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจธรรมนั้นได้ถูกต้อง
เพราะเพียงเรื่องทานอย่างเดียวพระพุทธองค์ก็ได้ทรงอธิบายไว้ในหลายที่มากมาย ก็จะขออธิบายเท่าที่จะทำให้ได้รู้เหตุผลความจริงได้ ย่อมก็จะเป็นปัจจัยแก่การเจริญกุศลของเราทั้งหลายให้เพิ่มพูนขึ้นได้มาก ในโอกาสต่อไป
แต่ถ้าจะอธิบายโดยย่อแล้ว เราก็จะทำทานตามๆกันไปเป็นส่วนมาก ซึ่งเป็นกุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา ก็จะเป็นปัจจัยให้เราทั้งหลายต้องท่องเที่ยวไปในวัฎฎะอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้าได้ทำทานประกอบด้วยปัญญา นั้นก็จะเป็นปัจจัยให้ออกจากวัฎฎะได้ เช่นบางคนทำทานน้อยแต่ได้อานิสงส์มาก ส่วนบางคนทำทานมากกลับได้อานิสงส์น้อย ก็เป็นเพราะเหตุว่าเขาไม่รู้จักเลือกให้ทาน แต่ถ้ารู้จักเลือกให้ทาน ทำทานกับผู้ที่สิ้นอาสวะกิเลสหรือผู้ที่มีกิเลสน้อย ก็จะได้อานิสงส์มาก คือ ทั้งโลกียทรัพย์และโลกุตตรทรัพย์ ทำให้ถึงความพ้นทุกข์ได้ในที่สุด
ส่วนผู้ที่ให้ทานเป็นจำนวนมากแต่กลับได้อานิสงส์น้อย เพราะทำกับผู้ที่ยังมี อาสวะกิเลสอยู่ ทานที่ทำนั้นก็ทำให้ได้ผลน้อย เพราะอย่างนั้น ถ้าจะเปรียบแล้วก็เหมือนกับผู้ที่หว่านข้าวลงในนาดอน ข้าวกล้าก็ไม่เจริญงอกงาม แต่ถ้าได้หว่านข้าวลงในนาดี ข้าวก็เจริญงอกงาม ฉันใดการทำทานนี้ก็เช่นเดียวกัน ดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสเอาไว้ว่า นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ เพราะประทุษร้ายเบียดเบียนไม่ให้ข้าวกล้าขึ้นงอกงามฉันใด แม้หมู่สัตว์ทั้งหลายก็มีระคะ โทสะ โมหะ เป็นโทษ เพราะเบียดเบียนจิตไม่ให้เกิดกุศลฉันนั้น เหตุนี้การให้ทาน ถ้ารู้จักให้ประกอบด้วยปัญญา การให้ทานอาจเป็นปัจจัยให้ถึงความพ้นทุกข์ได้ง่าย แต่ถ้าให้ทานไม่ประกอบด้วยปัญญาก็จะเป็นปัจจัยให้ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฎฎ์ไม่มีที่สิ้นสุด
ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเรื่องทานก่อน เพราะทานเป็นกุศลที่ทำได้ง่ายกว่ากุศลอย่างอื่น และเป็นฐานที่ทำให้บุคคลทั้งหลายสร้างกุศลอย่างอื่นได้
ด้วยเหตุที่ว่า บุคคลทั้งหลายถ้าหากว่าให้ทานไม่ได้แล้ว การที่จะไปทำกุศลอื่นๆก็ไม่อาจที่จะทำได้เลย เพราะว่าการให้ทานนั้นเป็นการให้วัตถุภายนอก ถ้าหากว่าวัตถุภายนอกยังสละไม่ได้แล้ว วัตถุภายในคือกิเลสมีความเห็นแก่ตัวเป็นต้น ก็ไม่สามารถจะสละได้เลย ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงได้ทรงแสดงเรื่องทานก่อน เพราะถ้าหากว่าเรารู้จักให้ทานแล้ว เราก็สามารถไปรักษาศีลเจริญภาวนาทำกุศลให้ยิ่งๆขึ้นไปต่อไปได้ เหตุนี้ผู้ที่จะให้ทานนั้น จึงต้องเข้าใจว่าทานมีความหมายอย่างไร เช่น
จาคะเจตนา ก็ชื่อว่าทาน
ไทยธรรมคือวัตถุที่พึงให้ ก็ชื่อว่าทาน
วิรติ ความงดเว้น คือการไม่ฆ่าสัตว์เป็นต้น ก็ชื่อว่าทาน จัดว่าเป็นมหาทาน
การให้อภัย คือว่าสัตว์ที่มีโทษแล้วเราไม่เอาโทษ
ให้อภัยแก่สัตว์นั้น ก็ชื่อว่าทาน เรียกว่า อภัยทาน
การอนุโมทนายินดี เมื่อเห็นผู้อื่นทำบุญ ก็ชื่อว่าทาน เรียกว่าว่า อนุโมทนาทาน
การแผ่อุทิศส่วนกุศลให้ผู้อื่น ก็ชื่อว่าทาน เรียกว่า ปัตติทาน
การให้อามิส ความสุขในกาม ก็ชื่อว่าทาน เรียกว่า อามิสทาน
การให้ธรรมะ คือการแสดงธรรมก็ชื่อว่าทาน เรียกว่า ธรรมทาน
การให้ทานโดยเจาะจงบุคคลผู้รับก็ชื่อว่าทาน เรียกว่า ปาฏิปุคลิกทาน
การให้โดยไม่เจาะจงบุคคลผู้รับก็ชื่อว่าทาน เรียกว่า สังฆทาน
การให้ตามกาลเวลา ก็ชื่อว่าทาน เรียกว่า กาลทานและยังมีการให้ตามแบบของสัตบุรุษ และ อสัตบุรุษ
กับการให้เพื่อบูชาคุณ การให้เพื่ออนุเคราะห์ และการให้เพื่อผูกมิตร ก็ชื่อว่าทาน
ดังนั้น จึงควรเข้าใจความหมายของคำว่าทานก่อน
เพราะคำว่า ทาน แปลว่าการให้ การบริจาค การเสียสละก็ได้ จะต้องประกอบด้วยธรรม ๓ อย่างคือ
๑. ต้องมีจาคเจตนา คือมีจิตคิดจะให้ ดังมีคำวิเคราะห์ศัพท์ว่า ทียติ เอเตนาติทานํ เจตนาที่เป็นเหตุแห่งการให้นั้นสำเร็จลง ชื่อว่าทาน การให้ทานจึงขาดเจตนาไม่ได้
๒. ต้องมีไทยธรรม คือมีวัตถุที่จะให้ ดังมีคำวิเคราะห์ศัพท์ว่า ทาตพฺพนฺติ ทานํ สิ่งของอันพึงให้ ชื่อว่าทาน
๓. ต้องมีวิรติ คือมีวัตถุที่พึงเว้น เช่นเว้นไม่ฆ่าสัตว์ ให้ชีวิตแก่สัตว์ เป็นการให้อย่างยอดเยี่ยม ก็ชื่อว่าทาน
ทานจึงเป็นได้ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ถ้าหมายถึงวัตถุที่ให้ก็เป็นรูปธรรม ถ้าหมายถึง เจตนาที่ให้และวิรติความงดเว้น ก็เป็นนามธรรม
ดังนั้นที่ชื่อว่าทาน ก็เพราะว่ามีเจตนาคิดจะให้ มีวัตถุที่จะพึงให้เป็นสหายกันจึงชื่อว่า ทาน
และเจตนาที่เป็นเหตุให้เกิดการให้ทานก็มี ๓ อย่าง โดยแบ่งตามกาลเวลา คือ
บุพเจตนา คือ เจตนาที่เกิดก่อนให้ทาน เช่นมีจิตคิดจะให้ทานก็ต้องตั้งใจให้
ดี คือคิดว่า เราจะฝังขุมทรัพย์ให้ติดตามตนไป เพื่อเป็นเสบียงเลี้ยงตัวให้มีความสุขในระหว่างที่ยังต้องท่องเที่ยวอยู่ในวัฎฎะ เพราะการให้ทาน เป็นเหตุให้มีกินมีใช้ ไม่อดอยากยากจน ขณะที่มีเจตนาคิดจะให้ บุญก็ได้เกิดขึ้นแล้ว และขณะที่เตรียมหาวัตถุที่จะให้บุญก็เกิดอีกมากมาย เจตนาที่เกิดก่อนให้ทาน เรียกว่า บุพพเจตนา
อานิสงส์ของบุพพเจตนา ย่อมทำให้ผู้นั้นได้รับความสุขใน ปฐมวัย คือในวัยเด็ก ทำให้ได้เกิดในตระกูลมั่งคั่ง ทำให้มีความสุขตั้งแต่เกิด
มุญจเจตนา คือเจตนาที่กำลังให้นั้น จะต้องมีจิตใจเลื่อมใส คิดว่าเราจะทำ
สิ่งที่ไม่เป็นสาระให้เป็นสาระติดตามตนไป เพราะว่าวัตถุทั้งหลาย ล้วนมีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เกิดขึ้นแล้วก็ย่อมเสื่อมสลายไป คือเราจะให้วัตถุหรือไม่ให้ วัตถุนั้นก็ต้องเสื่อมสลายไปในที่สุด เว้นไว้แต่ว่า ช้าหรือเร็ว แต่ถ้าว่าเราได้ให้วัตถุนั้นเป็นทาน ก็จะทำให้เกิดสาระประโยชน์แก่ผู้อื่น คือทำให้ผู้ที่รับนั้นได้ความสุข อีกทั้งยังจะเป็นประโยชน์แก่ตน คือเป็นอริยทรัพย์อันประเสริฐ
เพราะการให้ทาน เป็นเหตุให้เกิดศรัทธา เกิดหิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ ปัญญา เป็นทรัพย์ที่ติดตามตนไปในภพชาติหน้าได้ จัดว่าเป็นอริยทรัพย์เป็นทรัพย์ที่กินไม่หมดใช้ไม่หมด เพราะทำให้เจริญงอกงามขึ้นเรื่อยๆ
ข้อสำคัญที่สุดของ บุคคลที่มีอริยทรัพย์แล้วก็จะเป็นเหตุให้ได้พบธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ย่อมจะเป็นปัจจัยให้ถึงความพ้นทุกข์ได้ในที่สุด ส่วนการมีแต่ทรัพย์สมบัติอย่างเดียวมากๆ แต่ไม่มีอริยทรัพย์ก็ไม่อาจได้พบธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นเหตุให้ความทุกข์ท่องเที่ยวไปในวัฎฏะทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้น ในเรื่องการบริจาคทานนั้น ถ้า หากว่าเข้าใจรู้เหตุผลแล้ว เวลาที่เราจะบริจาคทาน ก็ต้องเข้าใจว่าเราได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นสาระให้เป็นสาระขึ้นมา เพื่อที่จะให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นและก็เป็นประโยชน์แก่ตนเองด้วยอานิสงส์ของมุญจเจตนาคือ เจตนาที่กำลังทำบุญ ในขณะที่กำลังสละวัตถุให้ทานอยู่นั้น ผลก็จะทำให้ได้รับความสุขในมัชฌิมวัย คือ ในวัยหนุ่มสาวขึ้นไปทำให้มี สุขภาพดี มีความสุข
๓. อปรเจตนา คือ เจตนาที่เกิดภายหลังจากที่ได้ทำทานแล้ว บุคคลคิดถึงทานที่ให้แล้วด้วยดี จิตใจก็ชื่นบาน เพราะคิดว่าได้ทำตามคำของบัณฑิตที่กล่าวไว้ดีแล้ว ว่าการให้ทานเป็นการดี เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จ คือทำให้ได้รับความสุขทั้งในชาตินี้และชาติหน้า เพราะทานที่ให้แล้ว ท่านเปรียบเหมือนกับทรัพย์ที่เราขนข้ามพ้นแล้วจากไฟไหม้ คือใครจะมาแย่งชิงเอาบุญของเราไปไม่ได้เลย เพราะว่าบุญที่เราทำแล้วนั้นย่อมจะเป็นขุมทรัพย์ติดตามตนไปทุกแห่ง
ด้วยเหตุที่บุญนั้นเราได้ทำสำเร็จแล้วด้วยดี เมื่อเรานึกถึงขึ้นมาคราวใด ก็ทำให้เกิดความสุขใจ ยินดีในบุญที่เราทำได้แล้วทุกครั้ง
อานิสงส์ของอปรเจตนา คือ เจตนาที่เกิดขึ้นภายหลังจากได้ทำบุญแล้วก็นึกถึงบุญนั้นอีก จะเป็นเหตุให้ผู้นั้นได้รับความสุขในปัจฉิมวัยคือในวัยชรา จะทำให้มีผู้อุปถัมภ์เลี้ยงดูให้มีความสุข
การกระทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง ดังได้กล่าวไปแล้วใน เรื่องกฎของกรรม ย่อมทำให้เรารู้ว่ากรรมทุกชนิดนั้นมีผล ถ้าเราเข้าใจเหตุผลในเรื่องนี้ดี จะเป็นเหตุให้เราเลือกสร้างเหตุได้ถูกต้องตรงกับผลที่เราต้องการ
ในบรรดาเจตนาทั้ง ๓ กาล เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เจตนาอันไหนจะมีความสำคัญที่สุด... ?
สำหรับบุพเจตนา ซึ่งเป็นเจตนาที่ให้ผลในวัยเด็กนั้น คือก่อนทำเราไม่ได้มีการตั้งใจเลย เวลาที่กรรมนั้นส่งผลจะทำให้ได้รับความทุกข์มากกว่ามีความสุข แต่เพราะเหตุว่า เวลาที่เราเป็นเด็กไร้เดียงสานั้น เราไม่รู้จักคิด ถึงแม้ว่าจะมีความทุกข์มาก ก็เป็นทุกข์แต่กายตามกรรมที่ตัวทำไว้ แต่ส่วนใจก็มีทุกข์น้อยเพราะความที่ไร้เดียงสา ยังไม่รู้จักคิด แม้จะเป็นทุกข์ก็มีความทุกข์เดือดร้อนใจน้อย
ส่วน มุญจเจตนา คือ เจตนาที่ให้ผลในวัยหนุ่มสาวนั้น ถ้าบุคคลทำทานแล้วไม่ได้ตั้งใจทำ เวลาเป็นหนุ่มเป็นสาว ถึงแม้ว่าจะได้รับผลทำให้มีความทุกข์มาก แต่เพราะเหตุว่าร่ายกายของคนหนุ่มสาวนั้น ยังมีกำลังร่างกายแข็งแรงดี สามารถที่จะช่วยตัวเองได้ จึงสามารถทนต่อความทุกข์นั้นๆได้ เพราะฉะนั้นการที่ไม่มีมุญจเจตนา เวลาที่กรรมให้ผลในขณะเป็นหนุ่มเป็นสาวได้รับความทุกข์ ก็ยังพอที่จะต่อสู้กับความทุกข์ได้ เพราะเหตุว่าร่างกายยังแข็งแรงดี
ส่วน อปรเจตนา เจตนาที่ให้ผลในวัยชรา ถ้าหากว่าบุคคลที่ทำบุญแล้วไม่คิดถึงบุญบ่อยๆ เมื่อแก่ลงก็จะไม่มีผู้ดูแลเลี้ยงดูให้มีความสุข ก็จะเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์มาก เพราะว่าร่างกายของคนชรามีแต่ความเสื่อมโทรมลง ช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้
เป็นความจริงที่ว่า จิตใจคนที่แก่แล้วเมื่อร่างกายเสื่อมโทรมก็ย่อมจะมีแต่ความทุกข์ เดือดร้อนเศร้าหมองหาความสุขไม่ได้ ถ้าหากตายไปด้วยจิตใจที่เศร้าหมอง ทุคติก็เป็นอันหวังได้ ทำให้ต้องไปรับทุกข์เพิ่มขึ้นอีกในชาติหน้าต่อไปอีก
ด้วยเหตุนี้ คนแก่ที่ไม่มีลูกหลานเลี้ยงดูแล้วมักจะไปโทษว่าลูกหลานไม่ดี นั้น ความจริงไม่ถูกต้อง เพราะเหตุว่าความสุขความทุกข์ที่ตนได้รับนั้น ย่อมเกิดจากกรรมที่ตนทำเองทั้งสิ้น ไม่ใช่คนอื่นมาทำให้ จึงไม่ควรไปเพ่งโทษผู้อื่น เพราะจะทำให้เกิดบาปเพิ่มขึ้น ก็ทำให้ตัวเองต้องไปรับทุกข์ในอนาคตข้างหน้าอีก ที่ถูกควรที่จะเพ่งโทษของตัวเองว่าเราทำกรรมมาไม่ดี จะได้ทำกรรมดีเพิ่มขึ้น ช่วยให้มีความสุขพ้นจากทุกข์ได้
เพราะฉะนั้นในบรรดาเจตนาทั้ง ๓ กาล อปรเจตนาถือว่าเป็นเจตนาที่สำคัญที่สุด ที่จะช่วยให้มีความสุขในวัยชรา เพราะทำให้มีผู้อุปถัมภ์เลี้ยงดูช่วยให้มีความสุข เหตุนี้เมื่อทำบุญแล้วก็ควรที่จะคิดถึงบุญนั้นบ่อยๆ บุญนั้นจะได้มาเป็นอาจิณกรรม ทำให้คิดถึงบุญนั้นเสมอๆ ก็เป็นเหตุให้ระลึกถึงบุญได้ในเวลาใกล้ตาย บุญก็จะได้นำให้ไปเกิดในสุคติ เพราะบุญชื่อว่าเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
ด้วยเหตุนี้ คนโบราณเขาจึงมีอุบายที่จะทำให้เกิดเจตนาครบ ๓ กาล จึงได้มีการฉลองบุญอีกเพื่อที่จะให้เกิดอปรเจตนา จะได้เจตนาครบทั้ง ๓ กาล คือ เราทำทานเพียงหนเดียว แต่เราสามารถจะทำให้เกิดบุญได้หลายๆครั้ง ด้วยการที่เราหมั่นนึกถึงบุญที่เราทำไว้แล้วบ่อย ๆ บุญก็เกิดอีกโดยเสียวัตถุเพียงครั้งเดียว แต่เข้าใจเหตุผลถูกต้องก็สามารถทำให้บุญเกิดขึ้นได้มากมาย
แต่ถ้าบุคคลใดที่ทำบุญแล้วไม่ค่อยได้นึกถึงบุญ บุญที่ทำนั้นก็จะ เป็นกฎัตตากรรม เป็นกรรมที่เล็กน้อย สักแต่ว่ากระทำ บุญนั้นก็ให้ผลเล็กน้อยเป็นเหตุให้ระลึกถึงบุญนั้นไม่ได้ในเวลาที่ใกล้ตาย ก็จะเป็นเหตุให้บาปที่ได้ทำไว้ได้มีโอกาสส่งผลในเวลาใกล้ตาย ทำให้ต้องไปเกิดในทุคติได้รับความทุกข์เพิ่มพูนขึ้น
เพราะอย่างนั้น การที่เราจะให้ทาน เพียงแต่เริ่มต้นของการมีเจตนาที่จะให้ทาน ถ้าเราไม่เข้าใจเหตุผลแล้ว เราก็จะทำทานแบบสักแต่ว่าทำไปเท่านั้นเอง นอกจากนี้การทำทานนั้น บางคนก็ทำด้วยความประณีตบ้าง บางคนก็ทำด้วยความไม่ประณีตบ้าง ด้วยเหตุนี้การฟังธรรมจึงเป็นเหตุให้เราได้รู้เหตุผลอย่างถูกต้อง ทำให้เราได้ทำบุญประกอบด้วยปัญญา มีเจตนาครบ ๓ กาล ก็จะทำให้มีความสุขตั้งแต่เกิดจนตาย
เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ล้วนแต่สอนเพื่อที่จะช่วยเหลือสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ ขณะที่กำลังให้ต้องมีจิตใจเลื่อมใสเต็มใจทำทาน ให้แล้วมีความชุ่มชื่นใจ เมื่อนึกถึงบุญทีไรก็เบิกบานใจทุกที เหตุนี้เวลาที่เราจะให้ทาน จึงต้องหมั่นอบรมจิตใจของเราให้เกิดปัญญาเห็นถูก เพราะถ้าเราไม่หมั่นอบรมจิตใจให้เกิดความเห็นถูกแล้ว เวลาที่เราให้ทาน มันก็จะทำไปตามความเคยชินเหมือนอย่างที่เราเคยให้ เพราะจิตใจเคยคล่องชำนาญอยู่กับสิ่งใดก็เป็นปัจจัยให้ทำสิ่งนั้นได้ง่าย ด้วยเหตุนี้จึงควรแก้ไขจิตของเราให้เกิดความเห็นถูก
เพราะว่าจิตใจของเรา ถ้าเราไม่แก้ไขแล้ว คนอื่นก็จะมาแก้ไขให้เราไม่ได้เลย
เพราะปัญญาที่เราได้ฟังจากปริยัตินั้น เรายังไม่สามารถที่จะเอาเป็นที่พึ่งได้แน่นอน เพราะแม้ว่าเรารู้เหตุผลถูก แต่เวลาทำไม่ได้ทำไปตามความรู้ที่ได้ศึกษามา เหตุนี้จึงต้องหมั่นคอยอบรมจิตใจเราให้เกิดความเห็นถูกในเวลาที่เราจะทำทาน ถ้าเรามีความเข้าใจถูกแล้วปฏิบัติถูก ก็จะเป็นที่พึ่งได้แน่นอน อันนี้ก็เป็นเรื่องของเจตนาที่เป็นเหตุให้เกิดการให้ทาน จะต้องประกอบด้วยเจตนา ๓ กาล คือมีบุพพเจตนา เจตนาก่อนให้ มุญจเจตนา เจตนาที่กำลังให้ทาน และอปรเจตนา เจตนาที่หลังจากให้ทานแล้วก็ต้องนึกถึงบุญนั้นอีก
ส่วนวัตถุทานหรือที่เรียกว่า ไทยธรรม คือสิ่งของที่เราจะพึงนำมาให้ทาน บางแห่งก็จำแนกออกไปเป็น ๑๐ อย่างด้วยกัน มี ข้าว น้ำ ผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปโคมไฟ เช่น การให้ข้าว ให้น้ำ ชื่อว่าให้กำลัง เพราะว่าบุคคลที่ได้บริโภคข้าวน้ำแล้ว จึงจะมีกำลังมีชีวิตอยู่ได้
ส่วน การให้ผ้า ให้ดอกไม้ ให้ของหอม ให้เครื่องลูบไล้ ชื่อว่าให้ ผิวพรรณ เพราะทำให้เกิดความสวยงาม ปิดป้องความอายได้
การให้ยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสุข เพราะว่าให้ความสะดวกในการเดินทาง
การให้ประทีปโคมไฟ ชื่อว่าให้ดวงตาหรือว่าให้ปัญญา
การให้ที่นอน ที่พัก ชื่อว่าให้ทุกอย่าง คือให้ทั้งกำลังให้ทั้งผิวพรรณ ให้ทั้งความสุข เพราะการที่บุคคลได้ที่พักอาศัยแล้ว ทำให้พ้นจากทุกข์ได้หลายอย่างการให้ที่พักอาศัยเหล่านี้ ก็เรียกว่าเป็นวัตถุทานเหมือนกัน
เพราะเหตุนี้ วัตถุทานใดๆ ที่เป็นประโยชน์ให้แก่ผู้รับ เป็นสิ่งที่นำเอาไปใช้ประโยชน์ได้ก็รวมอยู่ในวัตถุทานที่กล่าวไว้ ๑๐ อย่างนี้ เพราะการให้ทานจะสำเร็จลงได้ ต้องอาศัยมีวัตถุให้บริจาค ต้องมีเจตนาให้ คือมีศรัทธา มีผู้รับ การให้ทานนั้นจึงจะสำเร็จได้ จะต้องพร้อมด้วยธรรม ๓ อย่างนี้ เช่น บุคคลมีศรัทธา มีผู้รับ แต่ไม่มีวัตถุที่จะบริจาค การให้ก็ไม่สำเร็จ หรือว่ามีทั้งศรัทธา มีทั้งวัตถุที่จะบริจาค แต่ไม่มีผู้รับ การให้ก็สำเร็จไม่ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นการให้ทาน จะสำเร็จลงได้จึงต้องประกอบด้วยธรรมทั้ง ๓ คือ มีศรัทธามีวัตถุที่จะพึงให้ และมีผู้ที่จะรับบริจาค การให้นั้นจึงจะสำเร็จได้
การให้ทานย่อมเป็นการแสดงออกซึ่งน้ำใจอันดีงามของบุคคลผู้ให้ ที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน เป็นเหตุให้เกิดความเมตตา คือ ผู้ที่ให้ก็ให้ด้วยความปรารถนาดีที่จะให้ ผู้รับนั้นมีความสุข ส่วนผู้รับก็จะมีจิตใจอ่อนโยนเข้าหาผู้ให้ เป็นเหตุให้เกิดความรักใคร่สามัคคีกัน การให้วัตถุ แม้ว่าจะมีค่าน้อยแต่การที่ให้ได้ก็เป็นการแสดงออกซึ่งน้ำใจอันดีงามของตน การที่เต็มใจให้มีเจตนาครบ ๓ กาล ทานนั้นก็จะมีผลมากเพราะจิตใจที่ผ่องใส ทานที่ให้ย่อมไม่เป็นของเลว เพราะว่าการจะได้ผลมากหรือน้อยไม่ได้สำคัญที่วัตถุทาน แต่สำคัญที่เจตนาครบ ๓ กาลนั่นเอง จะให้ผลดีเพราะเจตนาที่ครบ ๓ กาลนี้ทำให้กุศลเกิดมาก เมื่อกุศลเกิดมากเท่าไรผลก็ย่อมได้มากตามเหตุที่ทำ
ถ้าผู้ให้ ให้ของที่พอใจด้วย เวลาที่รับผลย่อมจะได้รับของที่พอใจ
ผู้ให้ของที่เลิศ ย่อมได้รับของที่เลิศ
ผู้ให้ของที่ดี ย่อมได้รับของดี
ผู้ที่ให้ของที่ประเสริฐ ย่อมจะเข้าถึงสถานที่อันประเสริฐ
เพราะฉะนั้น นรชนใดให้ของดี ให้ของเลิศ ให้ของที่ประเสริฐ นรชนนั้นจะเกิดในสถานที่ใดๆ ย่อมเป็นผู้ เจริญด้วยอายุวรรณะ สุขะ พละ สมบูรณ์พร้อมด้วยเกียรติยศ ก็เพราะให้ทานมีเจตนาครบ ๓ กาล และวัตถุทานที่ให้ก็เป็นของดีของประณีตย่อมได้อานิสงส์นี้มาก
แต่การให้วัตถุ บางอย่างก็ถือว่าเป็นทาน แต่บางอย่างท่านก็ไม่จัดว่าเป็นทาน อย่างเช่น การให้สุรา ให้อาวุธ ให้ยาพิษ ให้ยาเสพติด หรือว่าให้โคตัวผู้เพื่อผสมพันธุ์กับโคตัวเมีย หรือว่าให้หญิงให้ชายเพื่อประโยชน์ในกามคุณ ให้ภาพอันลามกหรือว่าให้มหรสพ อย่างนี้ไม่จัดว่าเป็นทาน เพราะว่าทำให้ผู้รับของนั้นเป็นเหตุให้เกิดกิเลสลุ่มหลงมัวเมา
และอีกอย่างหนึ่งการให้อาหารแก่สัตว์เลี้ยงเพื่อหวังผลตอบแทนก็ไม่ชื่อว่าเป็นทานเหมือนกัน เช่น เลี้ยงสัตว์เพื่อขาย เป็นต้น
แม้การให้วัตถุข้าวของแก่โจรเพราะความกลัว ก็ไม่ชื่อว่าเป็นทาน
การให้สินบน ก็ไม่จัดว่าเป็นทาน เพราะฉะนั้นจะให้อะไร ก็ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ให้ ถ้าให้เพื่อให้เขาเกิดราคะ หลุ่มหลงมัวเมา ก็ไม่ชื่อว่าทาน แต่ถ้าให้เพื่อให้เขาได้รับประโยชน์สุขจากบุญนั้น ก็จัดว่าเป็นทาน
ส่วนทานบางอย่าง แม้ว่าจะไม่มีวัตถุที่จะให้ แต่เมื่อเราเห็นผู้อื่นให้ทานแล้วเราก็มีจิตอนุโมทนายินดีในบุญที่ผู้อื่นทำ อย่างนี้ก็ชื่อว่าเป็นทาน โดยที่เราไม่ต้องเสียวัตถุเลย แต่เราก็ได้บุญ เรียกว่า ปัตตานุโมทนาทาน คือมีใจยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นทำบุญ ก็จัดว่าอยู่ในทานเหมือนกัน
หรือว่าเราทำบุญแล้ว ก็อุทิศส่วนกุศลให้ผู้อื่นเพื่อให้เขาได้อนุโมทนาในบุญที่เราทำแล้ว ก็เรียกว่าทานเหมือนกัน คือเป็นปัตติทาน การแบ่งส่วนบุญให้ผู้อื่น เป็นเหตุให้ได้บุญทั้งผู้รับผู้ให้ เพราะต่างก็เกิดกุศลจิตด้วยกัน การอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้อื่น ไม่จำกัดว่าจะต้องให้แก่ผู้ที่เราพบเห็นเท่านั้น แม้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเราก็สามารถที่จะอุทิศส่วนกุศลให้ได้ ถ้าผู้นั้นอยู่ในฐานะที่จะรับส่วนกุศลของเราได้ แต่ถ้าหากว่าเราอุทิศไปแต่ไม่มีผู้รับ ผู้ให้ก็ย่อมจะได้บุญ คือ ได้รับผลของบุญที่ตนได้ทำแล้ว การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้อื่น ก็ไม่ใช่ว่าเราจะยกผลบุญของเราให้ผู้อื่นไป แต่ความจริงที่เขาได้รับผลบุญนั้น เป็นเพราะเขาเกิดกุศลจิตอนุโมทนาในบุญของเรา เขาจึงได้รับผลบุญที่เกิดจากอนุโมทนาของเขาเอง เพราะเรื่องของบุญใครทำคนนั้นก็ได้ เราจะทำบุญแทนกันไม่ได้ ด้วยเหตุนี้การแบ่งส่วนบุญให้ผู้อื่นจึงไม่ได้ทำให้บุญของเราหมดไปหรือได้รับผลบุญน้อยลง แต่กลับได้รับผลบุญเพิ่มขึ้นอีก เพราะเราทำบุญก็ได้บุญแล้ว เมื่ออุทิศส่วนบุญให้ผู้อื่นก็ได้บุญเพิ่มขึ้นอีก การที่เราทำบุญแล้ว อุทิศส่วนกุศลนั้นให้ผู้อื่น ก็เพื่อให้ผู้นั้นได้อนุโมทนาในบุญที่เราทำ เขาก็จะเป็นผู้มีส่วนได้รับผลแห่งบุญนั้นด้วย แต่ถ้าอุทิศไปเขาไม่ได้อนุโมทนาในบุญนั้น เขาก็จะไม่ได้ส่วนแห่งบุญนั้นเลย
ฉะนั้นเรื่องของกรรมที่แต่ละคนทำ ต่างคนต่างก็ต้องทำเอง การที่เราได้มารู้เหตุผลความจริงอย่างนี้ว่าทำบุญแล้ว ยังสามารถอุทิศส่วนกุศลให้ผู้อื่นได้ ก็เป็นเหตุให้เราได้เกิดกุศลจิตเพิ่มขึ้น ให้เราได้ทำกุศลเสมอ ๆ บุญที่เราได้ทำไว้แล้วด้วยดีโดยประการทั้งปวง ย่อมจะเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันตัวเองให้พ้นจากภัยทั้งหลายได้ เพราะเหตุว่าบุญนั้นให้ผลเป็นความสุข ทำให้พ้นจากความทุกข์ต่าง ๆ ได้
เพราะฉะนั้น คนที่ให้ทานได้ ย่อมจะได้รับวิบากที่ดี ๆ ผู้นั้นต้องเป็นผู้คุ้นเคยกับการบริจาคหรือว่าคุ้นเคยกับการทำบุญอยู่เสมอ ๆ จึงเป็นเหตุให้ทำทานได้ง่าย
ส่วนบุคคลที่ทำทานไม่ได้ ก็เพราะเหตุ ๒ ประการ คือ
เกิดจากความตระหนี่
เกิดจากความประมาท
ที่ว่าเกิดจากความตระหนี่ เพราะกลัวว่าสมบัติของตนจะหมดไปจึงไม่กล้าให้ทาน เพราะไม่รู้ว่าการเสียวัตถุไปทำให้ได้รับคุณธรรมต่าง ๆ เป็นเครื่องตอบแทนให้ได้ศรัทธามาเป็นอริยทรัพย์ติดตามตนไป ทำให้ได้มีกินมีใช้ในภพชาติต่อไป และการให้ทานยังเป็นปัจจัยให้ได้ผลในปัจจุบัน เพราะการให้ทานเป็นเครื่องผูกไมตรีให้เกิดความรักใคร่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้ได้ความสุขในชาตินี้ เพราะผู้ให้มีจิตเมตตา ผู้รับมีจิตอ่อนโยนคิดตอบแทน ทำให้เกิดกุศลจิตด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทำให้มีความสุขด้วยกัน เพราะเจตนาที่ให้ทาน ก็ปรารถนาให้ผู้รับมีความสุขมีกินมีใช้ เมื่อทานนี้ให้ผลก็ย่อมได้ตรงตามเจตนาที่ทำไว้ เมื่อไปเกิดในชาติหน้าจึงได้เกิดเป็นผู้มั่งคั่งมีกินมีใช้ แม้จะไม่ได้ทำมาหากิน ก็มีทรัพย์สมบัติให้ได้กินได้ใช้มีความสุข ส่วนผู้ให้ทานไม่ได้ เพราะกลัวทรัพย์สมบัติจะหมด เมื่อมีเจตนาอย่างนี้ ก็เป็นเหตุให้ต้องรับผลตรงตามเจตนาที่ทำไว้ เมื่อไปเกิดในชาติหน้าก็จะเป็นผู้ไม่มีทรัพย์สมบัติ เป็นคนอดอยากยากจน บางคนทำงานเหนื่อยยากก็ยังไม่พอกินพอใช้ เพราะความตระหนี่ที่ไม่กล้าให้ทาน เพราะไม่รู้อานิสงส์ของการให้ทาน คือถ้าให้ทานมากก็จะเป็นผู้มั่งคั่งสมบูรณ์พูนสุข แต่ถ้าทำทานนี้อยู่ก็พอมีกินมีใช้ ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเองทั้งสิ้น
ส่วนการให้ทานไม่ได้ ที่เกิดจากความประมาท เพราะไม่รู้ว่าการที่เราได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นเกิดด้วยผลของบุญ ถ้าหากว่าเราประมาทไม่ทำบุญ ก็จะเป็นเหตุให้เราไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีก เพราะการเกิดเป็นมนุษย์มีโอกาสได้ทำบุญทุกอย่างแต่ไม่ทำ ก็น่าเสียดายที่ได้อัตภาพเป็นมนุษย์แล้วยังประมาท ไม่คิดทำบุญ ทำแต่บาป ก็ต้องไปเกิดในอบายทุคติ หมดโอกาสทำบุญ การจะได้เกิดเป็นมนุษย์อีกก็ยาก อีกอย่างหนึ่งการที่ประมาทไม่ทำบุญ เพราะลืมตัวไปว่าเกิดมาแล้วจะต้องตายแน่นอน แต่ว่าตายแล้วจะไปเกิดที่ไหน ไม่เคยได้คิด เมื่อไม่ทำบุญตายแล้วก็ต้องไปเกิดในทุคติ ชีวิตก็ต้องจมอยู่กับความทุกข์ตลอดกาลนาน
ด้วยเหตุนี้การที่ให้ทานไม่ได้ ก็เพราะความตระหนี่กับความประมาท ๒ อย่าง ฉะนั้นผู้ที่รู้เหตุผลอย่างนี้แล้ว จึงไม่ควรตระหนี่ไม่ควรประมาท ควรที่จะขวนขวายทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นในเวลาที่ตนยังมีความสามารถที่จะทำได้ ไม่ควรปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปเปล่าๆ ซึ่งเป็นวิสัยของผู้มีปัญญา ย่อมจะไม่ประมาทมัวเมา ควรจะพยายามเจริญกุศลให้เกิดอยู่เสมอๆ เพื่อความสุขและความพ้นทุกข์ของตนเอง
เหตุนี้ ผู้กระทำบุญโดยง่ายปราศจากความตระหนี่ ย่อมทำให้ร่ำรวยได้ทรัพย์สมบัติโดยง่ายไม่เหนื่อยยาก ส่วนผู้ที่ ทำบุญโดยยากมีความตระหนี่ก็ทำให้ได้ทรัพย์สมบัติโดยยาก กว่าจะได้ทรัพย์สมบัติมา ก็ต้องประสพกับความยุ่งยากลำบากนานาประการ เพราะฉะนั้นคนที่ทำบุญง่ายก็รับผลบุญได้ง่ายได้รับเร็ว ส่วนคนที่ทำบุญยากก็ได้รับผลช้า กว่าจะได้รับผลก็นาน ฉะนั้นจงอย่าประมาท จงให้ทานเพื่อกำจัดความตระหนี่ความโลภให้หมดไป เพราะคนที่กินคนเดียวไม่ได้แบ่งให้ผู้อื่นกินบ้าง ย่อมไม่ได้ความสุข เพราะการไม่บริจาคทานจะทำให้เกิดมาเป็นคนยากจน
การให้วัตถุที่เป็นทานนั้น ส่วนมากเราก็ให้วัตถุที่เกี่ยวกับรูป เสียง กลิ่น รสสัมผัส เป็นการให้กามคุณ จึงเรียกว่าเป็น อามิสทาน คือทานที่เกิดจากการให้กามคุณ ผลที่เกิดจากการให้กามคุณทำให้ได้โภคสมบัติเป็นผู้มั่งคั่งเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ถ้าได้เกิดในสวรรค์ก็จะได้ทิพย์สมบัติเป็นผู้ที่สมบูรณ์พร้อมด้วยกามคุณอันเลิศ
การให้ทานด้วยวัตถุถึงแม้จะมีผลมากเพียงใดก็ตาม บุคคลก็ยังไม่พ้นไปจากความยินดีติดใจในวัตถุ เพราะการให้วัตถุเป็นทานย่อมจะเป็นปัจจัยให้ต้องเป็นทุกข์ท่องเที่ยวไปในวัฎฎะไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงได้ทรงแสดงธรรมอีกอย่าง
หนึ่ง เรียกว่าเป็น ธรรมทาน
ธรรมทาน คือ การแสดงธรรมให้ผู้อื่นได้ละชั่วทำดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ก็ชื่อว่าทาน เรียกว่า ธรรมทาน การให้ธรรมทานนี้มีอานิสงส์มากกว่าการให้วัตถุทานหรือให้อามิสทาน
ในธรรมทานนั้น มีด้วยกัน ๒ อย่าง คือมี โลกียธรรมทาน กับ สิกขาปัตตธรรมทาน
สำหรับโลกียธรรมทานคือ การแสดงธรรมให้บุคคลทั้งหลายรู้จักบุญรู้จักบาป ให้ละชั่วทำดี ให้รู้จักกฎแห่งกรรม เรียกว่า กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ คือมีความเห็นถูกในเรื่องของกรรม เพราะผู้ที่เชื่อกรรมแล้ว ย่อมจะใช้ชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์ในการทำความดีได้มากทำให้ได้ความสุข ส่วนผู้ไม่รู้เรื่องกฎแห่งกรรมก็ทำกรรมชั่วได้ง่าย ทำให้ได้ความทุกข์
เพราะว่าคนเราทุกคนต่างก็ปรารถนาความสุขทั้งนั้น แต่เพราะไม่รู้เหตุผลว่า ความสุขที่เราได้รับนั้นเกิดขึ้นได้ด้วยการทำเหตุอย่างไร จึงทำทุกอย่างตามความพอใจของตนเอง เป็นเหตุให้ทำบาปมากกว่าทำบุญคือ แทนที่จะได้รับความสุขก็กลับได้ความทุกข์มา
การแสดงธรรมที่เกี่ยวกับกฎแห่งกรรม จัดว่าเป็นธรรมในเบื้องต้น เพราะเหตุว่ายังมีอัตตาตัวตนเป็นผู้ทำกรรม จึงต้องไปเกิดรับผลของกรรม เป็นกรรมที่ให้ผลหมุนเวียนไปในวัฏฏะยังไม่พ้นจากทุกข์ เป็นโลกียธรรมทาน ด้วยการละชั่วทำความดี เพื่อให้ชีวิตมีความสุขในระหว่างที่ยังต้องท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏะส่วนธรรมทานอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า สิกขาปัตตธรรมทาน คือการแสดงธรรมให้รู้เหตุผลความจริงของชีวิต เพื่อที่จะให้บรรลุสัจธรรม จัดว่าเป็นยอดของธรรมทาน เพราะว่าเป็นปัจจัยให้บุคคลทั้งหลายพ้นทุกข์ ซึ่งจะต้องรู้จักความจริงว่า
ทุกข์นั้นเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้
สมุทัยเป็นธรรมที่ควรละ
นิโรธเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง
มรรคเป็นธรรมที่ควรเจริญ เป็นธรรมทานที่ให้พ้นจากวัฏฏทุกข์
การทำทานที่เป็นสิกขาปัตตธรรมทานนั้น เป็นธรรมะเบื้องปลาย ที่ไม่ต้องอาศัยสัตว์บุคคลตัวตน เพราะธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เป็นการให้ทานโดยไม่หวังผลตอบแทน การให้สิกขาปัตตธรรมทาน จึงจัดว่าประเสริฐเลิศกว่าโลกียธรรมทาน เพราะว่าให้อมฤตนิพพาน คือให้ธรรมที่ไม่ตาย ทำให้สัตว์ทั้งหลายพ้นจากทุกข์ได้
การให้ธรรมทานอย่างนี้ จึงชื่อว่าเป็นการให้ทานที่ชนะการให้ทั้งปวง เพราะว่าการให้สิกขาปัตตธรรมทานนั้น ทำให้ผู้ได้ฟังธรรมได้รู้เหตุผลความจริงถูกต้อง จนสามารถที่จะทำให้ผู้นั้นได้แจ้งโสดาปัตติผล ตลอดจนถึงอรหัตตผลได้ ทำให้สิ้นอาสวะกิเลสได้ เพราะได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์ที่เป็นสิกขาปัตตธรรมทาน
ถ้าหากว่า เราไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์ แม้แต่เพียงธรรมะที่เป็นเบื้องต้นที่เป็นโลกียธรรมทานแล้ว แม้ข้าวทัพพีเดียวหรือแกงเพียงกระบวยเดียว ก็ไม่สามารถที่จะบริจาคได้เลย
เพราะการที่ไม่ได้ฟังธรรม เขาก็จะไม่รู้อานิสงส์ของการให้ทานว่าจะให้ผลเป็นความสุขทั้งในชาตินี้และชาติหน้า เมื่อเขาไม่รู้เหตุผลอย่างนี้ ก็ไม่สามารถทำให้จิตเกิดกุศลมีแต่อกุศลเกิดอยู่เสมอๆเหตุนี้จะเชื่อหรือไม่ ว่าสิ่งที่ให้ฟรีๆในสมัยนี้ที่คนทั้งหลายส่วนมากไม่ต้องการก็คือพระธรรมเทศนา ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าผู้ที่ฟังพระธรรมเทศนานี้มีน้อย แต่ไปฟังอย่างอื่นกันมากมาย
กาลนี้จึงเป็นกาลวิบัติเพราะกุศลของกุศลเกิดได้ยาก แต่อกุศลเกิดได้มาก ฉะนั้นกาลนี้จึงมีแต่ความทุกข์มากกว่ามีความสุข เพราะ คนทำกุศลน้อยลงแต่ทำอกุศลเพิ่มมากขึ้น
จนกระทั่งบางคนบอกว่าไม่มีเวลาทำกุศล แต่มีเวลาทำอกุศลได้มากมาย ....
เพราะฉะนั้นอย่าลืมว่า ทำกรรมไว้อย่างไรก็ต้องรับผลเช่นนั้นตรงตามกรรมที่ตนทำไว้ ถ้าเราไม่ได้ฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคแล้ว การที่จะให้จิตเกิดกุศลได้นั้นเป็นสิ่งแสนยาก เพราะกุศลจะเกิดได้ จิตใจจะต้องเป็นไปในอารมณ์ของทาน ศีล ภาวนาเท่านั้น ถ้าหากว่าจิตใจไม่ได้คิดไปในทานศีลภาวนาแล้ว จิตใจก็จะไหลไปในอกุศลตลอดเวลา
เพราะฉะนั้นการที่เราไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นเหตุให้เราไม่ได้เจริญกุศล ผลจะเป็นเหตุให้เราต้องไปสู่ทุคติ ทำให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อนในอนาคตข้างหน้า เหตุนี้การให้ธรรมทานจึงถือว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดกว่าการให้วัตถุทานใดๆ
ส่วนอีกข้อหนึ่ง ที่ชื่อว่าทาน ได้แก่วิรติ
วิรติ ชื่อว่าทาน เพราะมีการงดเว้นไม่ฆ่าสัตว์ไม่เบียดเบียนสัตว์ คือ เราให้ชีวิตแก่สัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์ให้เกิดความทุกข์เดือดร้อน จัดว่าเป็นมหาทาน เป็นทานที่ยิ่งกว่าการให้วัตถุทาน เพราะเหตุว่าชีวิตของสัตว์ทั้งหลายนั้น ย่อมเป็นที่รักยิ่งของสัตว์ทุกประเภท ดังนั้นการที่เราไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จึงชื่อว่าให้ทานชีวิตแก่เขา ซึ่งเป็นทานที่มีอานิสงส์มากกว่าการให้วัตถุทานอื่น ๆ ฉะนั้นการให้ชีวิตเป็นทานนี้ ย่อมมีค่าหาประมาณมิได้
การให้ชีวิต ที่เรียกว่าเป็นมหาทานนั้น จัดอยู่ในศีล เพราะว่าผู้ที่รักษาศีล ๕ นั้น ย่อมไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
ศีลข้อ ๑ นี้จึงชื่อว่าเป็น มหาทาน
หรือบุคคลที่มีความผิด ตัวเองสามารถที่จะลงโทษได้ แต่ว่างดเว้นไม่ลงโทษ เพราะความกรุณาที่ไม่ต้องการจะเบียดเบียนผู้อื่น จึงไม่เอาโทษแก่ผู้นั้น อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็น อภัยทาน คือให้ความปลอดภัยจากโทษทั้งปวง เพราะไม่ทำอันตรายใดๆให้เกิดขึ้นแก่ผู้นั้น เรียกว่าเป็นการให้ อภัยทาน
ในบรรดาทานทั้งหลายที่กล่าวมา จะเป็นวัตถุทาน อามิสทาน มหาทาน อภัยทาน ธรรมทานนั้นจัดว่าประเสริฐเลิศกว่าทานทั้งปวง เพราะสามารถกำจัดโมหะได้ ทำให้สัตว์พ้นจากวัฏฏะทุกข์
ต่อไปเป็นความหมายของทานกับจาคะ เราควรรู้ด้วยว่าทานกับจาคะนั้น มีลักษณะต่างกันอย่างไร ?
บางทีเราก็บอกว่า ทำทาน บางทีเราก็บอกว่าบริจาค
ลักษณะของ ทาน กับ จาคะ ย่อมมีความต่างกัน คือ
ทาน หมายถึงการสละวัตถุข้าวของให้เท่านั้น เพราะฉะนั้น ทานจะสำเร็จลงได้จะต้องมีเจตนา มีวัตถุ จะต้องมีผู้รับ ทาน จึงหมายถึง การสละวัตถุอย่างเดียว
การสละวัตถุ เป็นการให้เพี่อที่จะอนุเคราะห์ ก็ได้ เป็นการช่วยผู้มีทุกข์ให้พ้นจากทุกข์
การให้ทานเป็น การให้เพื่อบูชา ก็ได้ เช่นเราให้แก่ผู้มีอุปการคุณ คือ พ่อแม่ครูอาจารย์ หรือผู้มีพระคุณทั้งหลาย ถ้าเราให้ทานอย่างนี้ ก็เรียกว่าเป็นการให้เพื่อบูชาคุณของท่าน
อีกอย่างหนึ่ง มี การให้เพื่อผูกไมตรี ได้แก่การให้แก่ญาติ พี่น้อง มิตรสหายหรือว่าคนรู้จัก เพื่อที่จะให้เกิดความรักใคร่กัน ทำให้ระลึกถึงกันด้วยความอบอุ่นใจ
ทั้งหมดนี้เป็นลักษณะของการให้ทาน ซึ่งหมายถึง สละวัตถุข้าวของให้ผู้อื่นเพื่ออนุเคราะห์ช่วยเหลือให้เขามีความสุข เป็นความหมายของคำว่า ทาน
แต่ส่วนคำว่า จาคะ นั้นก็หมายถึงการบริจาค การบริจาค ก็หมายถึงการสละให้วัตถุด้วย แล้วก็ยังมีการสละกิเลสด้วย เพราะฉะนั้น จาคะ จึงมีความหมายกว้างกว่าการให้ทาน เพราะการให้ทานนี้หมายถึงให้วัตถุอย่างเดียวเป็นทาน แต่ส่วน จาคะนั้น หมายถึงการให้วัตถุด้วยก็ได้หรือว่าการสละกิเลสให้หมดไป ก็ได้ เช่นอย่างเวลาที่กิเลสเกิดขึ้นแล้ว เราก็ละกิเลสนั้นไม่ให้เกิดขึ้น การที่เราละกิเลสได้ก็ถือว่าเป็นจาคะ ฉะนั้นจาคะนั้น จึงมีความหมายกว้างกว่าคำว่าทาน
จาคะนั้น เราสละวัตถุให้ ด้วยว่าเราปรารภเพื่อที่จะให้เราหมดจากกิเลส แล้วการสละนี้ ถึงแม้ว่าเราไม่มีวัตถุจะให้ เราก็สละได้เหมือนกัน โดยที่ไม่ต้องมีวัตถุข้าวของที่จะต้องเอาไปให้ หรือเอาไปเสียสละเลย
อย่างเช่น เวลาที่กิเลสเกิดขึ้นแล้ว เราก็ละกิเลสนั้นด้วยการเจริญกุศลให้เกิดขึ้น ก็เรียกว่าเป็นจาคะได้ แม้บุคคลที่ไม่มีความตระหนี่ ก็เรียกว่าเป็นบุคคลที่มีจาคะได้ ถึงแม้ว่าบุคคลนั้นจะไม่มีข้าวของที่จะให้
เช่นบุคคลที่มีจาคะอยู่เสมอ ได้แก่ ผู้ที่เป็นพระโสดาบัน ซึ่งเป็นผู้ที่หมดจากความตระหนี่แล้ว เพราะเหตุว่าละมัจฉริยะได้ขาดเป็นสมุจเฉท ฉะนั้นพระโสดาบันจึงชื่อว่าเป็นผู้ที่เต็มเปี่ยมด้วยจาคะ อานิสงส์ของท่านจึงบริบูรณ์ ดีกว่าเราที่ยังต้องให้ทานอยู่เสมอเพราะว่าอานิสงส์ของท่านที่เป็นพระโสดาบันแล้วนั้น ถึงแม้ท่านไม่ให้ทาน ท่านก็ปิดประตูอบายภูมิได้แล้ว คือท่านไม่ต้องไปสู่ทุคติภูมิอีก
แต่ของเรานั้น ยังปิดประตูอบายภูมิไม่ได้ เพราะอย่างนั้นเราจะต้องทำกุศลทุกๆอย่างตั้งแต่ทานเป็นต้นไป คือต้องทำทานต้องรักษาศีล เราถึงจะพ้นจากอบายภูมิได้ แต่ถ้าหากว่าเราไม่ทำบุญแล้ว ก็มีหนทางเดียวเท่านั้นที่จะไป คือ ทุคติภูมิ
แต่ถ้าเราสละแต่วัตถุอย่างเดียว แต่ไม่ได้คิดว่าเป็นการสละเพื่อให้หมดจากกิเลส อันนั้นก็จัดว่าเป็นทาน ดังนั้นจาคะนี้จึงต่างจากทาน เพราะว่าจาคะจะต้องประกอบด้วยปัญญาด้วย
เหตุใดทาน ท่านจึงจัดว่าเป็นบารมี แต่ส่วนจาคะไม่จัดว่าเป็นบารมี???
เพราะคำว่าบารมี แปลว่า ทำให้เต็ม ฉะนั้นการทำทานจะต้องทำให้เต็มเพื่อเป็นประโยชน์แก่การสร้างบารมีให้ถึงความพ้นทุกข์ต่อไป การสร้างทานให้เต็ม ถือว่าเป็นพื้นฐานที่จะทำให้เราไปสละกิเลสได้ แต่ถ้าหากว่าเราไม่สร้างทานให้เป็นบารมีเสียก่อน การที่จะไปสละกิเลสได้นั้น เป็นของยาก ฉะนั้นทานที่ชื่อว่าเป็นบารมีเพราะว่าการทำทานจะต้องทำให้เต็ม เพราะการทำทานเป็นปัจจัยให้เกิดมาเป็นผู้ที่มั่งคั่งมีทรัพย์ เพราะฉะนั้นเมื่อบุคคลนั้นมีทรัพย์แล้วก็สามารถที่จะสละบริจาควัตถุข้าวของได้ แล้วก็สามารถที่จะไปเจริญกุศลที่ยิ่งกว่าทาน คือจะไปรักษาศีล เจริญภาวนาได้ เพราะฉะนั้นการให้ทานนี้จึงต้องทำให้เต็ม จึงเรียกว่าเป็นทานบารมี
แต่ส่วนจาคะทานไม่จัดว่าเป็นบารมีเพราะว่า จาคะเป็นการสละกิเลส การสละกิเลสนั้นมีแต่ทำให้หมดไป ไม่ได้ทำให้เต็ม เพราะฉะนั้น จาคะ จึงไม่เรียกว่าเป็นจาคะบารมี เพราะจาคะมีแต่จะสละกิเลสให้หมดไป
และการสละกิเลสนั้น ท่านจัดเป็นทานก็ได้ จัดเป็นจาคะก็ได้ จัดเป็นศีล จัดเป็นสมาธิ หรือจัดเป็นปัญญาก็ได้
หากการให้ของเรา มีการให้วัตถุทานนั้น เราปรารภการให้เพื่อสละกิเลส ทำลายกิเลสให้หมด ก็ถือว่าเป็นจาคะได้ เป็นการสละกิเลส เพื่อที่จะให้พ้นจากทุกข์ เพราะฉะนั้นจาคะจึงเป็นบารมีโดยอ้อมเท่านั้น ไม่ว่าจาคะเป็นบารมีโดยตรง
บารมีโดยตรงนั้นได้แก่ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะบารมี เป็นต้น บารมีทั้งหลายจะต้องทำให้เต็ม ถึงจะสละกิเลสได้ ธรรมที่เป็นบารีจึงต้องประกอบด้วยปัญญา
อีกอย่างหนึ่งในการที่เราให้ทาน ถ้าเราให้โดยที่ไม่เสียดายในวัตถุหรือว่าไม่ติดในวัตถุ เป็นการคิดว่าที่เราให้วัตถุนี้เพื่อให้กิเลสคือความโลภ โกรธ หลงของเรานั้นหมดไป ถ้าเราคิดได้อย่างนี้ เป็นการสละวัตถุได้โดยที่ไม่ติดในวัตถุ
อย่างนี้ ท่านเรียกว่าเป็นการสละได้ขาด เรียกว่า มุตฺตจาโค เพราะฉะนั้นการที่เราจะพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นในวัตถุข้าวของต่างๆไม่ตกเป็นทาสของกิเลสได้นั้น เราจะต้องอาศัยปัญญาที่เข้าใจเหตุผล ว่าการที่เราทำทานนั้น เราควรจะต้องคิดว่าเป็นไปเพื่อสละกิเลส เพื่อละความโลภความตระหนี่ของเราให้หมดไป ไม่ยึดติดในวัตถุ
เพราะว่าวัตถุที่เราให้เขาไปแล้ว เขาจะเอาไปทำอะไรก็เป็นเรื่องของเขา ด้วยว่าวัตถุนั้นมิใช่เป็นวัตถุของเราอีกต่อไปแล้ว เราก็จะได้ไม่เกิดกิเลสไม่พอใจที่เห็นเขาเอาของของเราไป ให้คนอื่นต่อ หรือว่าเอาไปทำไม่ดีต่างๆนานา ฉะนั้นการให้ทานที่สละให้พ้นโดยไม่ติดในวัตถุ จึงจะเรียกว่าเป็นการสละได้พ้นที่เรียกว่าเป็น มุตฺตจาโค
การจะสละให้พ้นได้นั้น ไม่ใช่ว่าเราจะนึกเอาอย่างเดียว เราจะต้องมีความรู้สึกเกิดขึ้นในจิตใจของเราจริงๆ คือ เราจะต้องมีความรู้สึกว่า ที่ให้ทานก็เพื่อละกิเลสของเราให้หมดไป ถ้าเรามีความรู้สึกอย่างนี้ได้ การสละนั้นถึงจะเป็นการสละได้เด็ดขาด เรียกว่าเป็น มุตฺตจาโค
หากว่าเราจะพูดเอาแต่ปาก หรือเพียงแต่นึกๆเอา แต่เราไม่ได้รู้สึกเข้าไปถึงจิตใจจริงๆแล้ว การสละนั้นจะสละให้เด็ดขาดไม่ได้เลย
ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง จะต้องขึ้นอยู่ที่เจตนา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากจิตใจจริงๆ แต่ถ้าไม่เข้าถึงความรู้สึกจริงๆ การสละนั้น ยังไม่พ้นจากการติดในวัตถุทานอยู่นั่นเอง
การให้ทาน ที่จะให้ได้อานิสงส์มาก ทานนั้นจะต้องประกอบด้วยองค์ ๖ อีกด้วย องค์ ๖ ได้แก่
ผู้ให้ซึ่งได้แก่ทายก นั้นต้องประกอบด้วยองค์ ๓ คือมีเจตนาครบ ๓ กาลตามที่กล่าวมาแล้วในเบื้องต้น จะต้องมีบุพพเจตนา มีเจตนาก่อนทำ มุญจเจตนา เจตนาที่กำลังทำ และอปรเจตนา เจตนาภายหลังที่ทำแล้ว หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ ๒ เป็นผู้ปราศจากโทสะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะ ๓ เป็นผู้ปราศจากโมหะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดโมหะ ปฏิคาหก ประกอบด้วยองค์๓ หมายเอาผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ได้แก่ปฏิคาหก ผู้สิ้นอาสวะ เป็นพระขีณาสพ เป็นปฏิคาหกอย่างสูง ย่อมได้อานิสงส์มากที่สุด แม้ทานที่ให้กับพระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบัน แม้ให้แก่สามเณรผู้บวชใหม่ในวันนั้น เพื่อความพ้นทุกข์ ก็ได้อานิสงส์รอง ๆ ลงมา
เพราะฉะนั้นการให้ทานถ้าหากว่าเราให้ประกอบด้วยองค์ ๖ แล้ว คือผู้ให้ก็ประกอบด้วยองค์คุณ ๓ มีเจตนาครบ ๓ กาล แล้วผู้รับก็มีองค์คุณ ๓ คือเป็นผู้ที่ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ หรือปฏิบัติเพื่อปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ถ้าหากว่าเราทำบุญกับท่านเหล่านี้แล้ว ย่อมจะได้อานิสงส์หาประมาณมิได้ เปรียบเหมือนกับน้ำใน
มหาสมุทร ใครๆไม่อาจที่จะตวงหรือวัดได้ว่าน้ำนั้นมีจำนวนเท่าไร เพราะอย่างนั้น ทานที่ประกอบด้วยองค์ ๖ ที่บุคคลทำแล้วก็มีอานิสงส์วัดไม่ได้อย่างนั้นเหมือนกัน
แต่ในสมัยนี้ ทานที่ประกอบด้วยองค์ ๖ นั้นหาได้ยาก คือผู้ให้นั้นมีเจตนา ๓ กาลครบได้ แต่ว่าผู้รับที่จะมีคุณธรรมอย่างนั้นไม่สามารถจะหาได้ คือผู้ที่ท่านเป็นพระอรหันต์หรือว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์ เราก็ไม่สามารถรู้ได้
ยิ่งเป็นทานที่ให้ผลทันตาเห็น ที่เรียกว่า ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม คือ ทานที่ถึงพร้อมด้วยสัมปทา ๔ อย่าง ซึ่งเป็นการให้ทานที่ได้รับผลทันตาเห็น คือให้ตอนเช้า พอตอนเย็นก็ได้รับผล อย่างเช่น ทานของนายปุณณะที่บริจาคไม้สีฟันกับน้ำล้างหน้าให้แก่พระอรหันต์ที่ออกจากนิโรธสมาบัติ ทำให้นายปุณณะที่ไปไถนาอยู่ในท้องนา พอตื่นขึ้นมาที่นากลายเป็นทองไปหมด ทั้งนี้ เป็นด้วยอำนาจของการที่ได้ถวายทานครบองค์ ๖ และทั้งยังเป็นทานที่ประกอบด้วยสัมปทาครบ ๔ อย่างด้วย
ทานที่ประกอบด้วยสัมปทา ๔ อย่างคือ
๑.วัตถุสัมปทา ถึงพร้อมด้วยปฏิคาหกผู้รับ จะต้องเป็นพระอนาคามีหรือพระอรหันต์
๒.ปัจจัยสัมปทา ถึงพร้อมด้วยปัจจัยซึ่งได้แก่ วัตถุทานที่ให้จะต้องเป็นวัตถุที่ได้มาโดยบริสุทธิ์
๓.เจตนาสัมปทา มีเจตนาครบ ๓ กาล ประกอบด้วยปัญญาด้วย คือมีเจตนาก่อนให้ กำลังให้และเมื่อให้แล้วก็นึกถึงบูญที่ทำแล้วด้วย ทำให้ได้เจตนาครบ ๓ กาล
๔.คุณาติเรกสัมปทา คือความถึงพร้อมด้วยคุณธรรมอันวิเศษของปฏิคาหก
คือผู้ที่รับทานนั้น จะต้องเป็นพระอนาคามีหรือพระอรหันต์ที่ออกจากนิโรธสมาบัติเท่านั้น
ถ้าหากว่าผู้ใดทำกุศลที่ถึงพร้อมด้วยสัมปทา ๔ อย่างนี้ จะทำให้ได้อานิสงส์ทันตาเห็น อย่างเช่นทานของนายปุณณะ ในที่สุดนายปุณณะก็ได้รับตำแหน่งเป็นเศรษฐี ได้รับประราชทานจากพระราชา ด้วยอำนาจแห่งทานที่มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่
การให้ทานนั้น บางอย่างก็เลือกบุคคลผู้รับ แต่บางอย่างก็เลือกว่าจะไม่มีบุคคลผู้รับที่มีคุณธรรมถึงพร้อมไม่ได้ ผู้ให้ก็ควรที่จะให้ทานได้ เพราะทำให้เกิดกุศลเป็นกำไรชีวิต เพราะกุศลให้ผลเป็นสุข แต่ถ้าไม่ได้ทำทานชีวิตก็ขาดทุน เพราะไม่เกิดกุศล อกุศลก็ให้ผลเป็นทุกข์ และผู้ที่ให้ทานก็ควรต้องพยายามให้มีเจตนาครบ ๓ กาล
ดังนั้นก่อนที่เราจะให้ทาน ถ้าจะให้ทานที่ให้มีอานิสงส์มาก ผู้ให้ทานก็ควรที่จะ สมาทานศีล เสียก่อนเพื่อทำตัวเองให้บริสุทธิ์ เพราะว่าการทำทานนี้ ถ้าผู้ให้ทานเป็นผู้บริสุทธิ์ ผู้รับทานเป็นผู้บริสุทธิ์ก็จะทำให้ได้อานิสงส์มาก ผู้รับทานที่บริสุทธิ์นั้นเราหาไม่ได้ แต่ส่วนผู้ให้ทานคือเราเองนั้น เราทำให้จิตใจบริสุทธิ์ ได้ โดยการที่ ก่อนเราจะให้ทานนั้น เราก็ควรที่จะสมาทานศีลเสียก่อน เพื่อให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ครั้นเมื่อเราทำทานลงไปแล้ว เราก็จะได้อานิสงส์มาก เพราะว่าเป็นการทำทานที่ประกอบด้วยปัญญา คือมีความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง รู้ว่าทานนั้นหากมีศีลเข้าค้ำจุนประกอบด้วยแล้ว อานิสงส์ของทานนั้น ย่อมจะให้ผลมาก
การให้ทานที่ประกอบด้วยปัญญา จะทำให้บุคคลผู้ทำทานนั้น ได้เกิดเป็นบุคคลติเหตุ สามารถที่จะเจริญภาวนานี่ให้ถึงความพ้นทุกข์ได้
ส่วนการให้ทานที่ไม่มีศีลเป็นเครื่องอุปการะแล้ว ทานอันนั้นก็มีอานิสงส์น้อย อย่างบุคคลที่ฆ่าสัตว์แล้วเอามาทำบุญ เขาก็ให้ทานได้ แต่ทานของเขาเศร้าหมอง เพราะเหตุว่าไปฆ่าสัตว์แล้วเอามาทำบุญ
เพราะฉะนั้นถ้าบุคคลทำทานที่ไม่มีศีลเป็นเครื่องอุปการะแล้ว เวลานึกถึงบุญนั้นก็จะไม่เกิดความปีติยินดี อาจจะทำให้เกิดวิปฏิสาร คือความโทมนัสเสียใจก็ได้
เพราะเหตุว่าตนเป็นผู้ทุศีล ทำให้เวลาที่นึกถึงทานแล้วก็ไม่เกิดความปีติยินดี ทำให้ทานนั้นมีเจตนาไม่ครบ ๓ กาล แล้วการให้ทานโดยที่ไม่มีศีลเป็นเครื่องอุปการะ ถึงแม้ว่าบุญนั้นจะนำเกิดให้เกิดในสุคติได้ แต่ก็อาจจะทำให้เกิดเป็นมนุษย์ที่บ้าใบ้บอดหนวก พิการได้ คือเกิดเป็นอเหตุกบุคคล ไม่ประกอบด้วยเหตุ
เพราะเหตุว่าบุญที่ทำนั้น เป็นบุญที่ไม่มีกำลัง คือไม่มีศีลเป็นเครื่องอุปการะ
แต่ทานที่มีศีลเป็นเครื่องอุปการะแล้ว จะทำให้ได้อานิสงส์มาก
อานิสงส์ของทาน คือ ทำให้เป็นผู้ที่บริบูรณ์ด้วยโภคสมบัติ....
ส่วนอานิสงส์ของศีลที่เป็นเครื่องอุปการะนั้น จะทำให้ได้เกิดในภพสมบัติ คือทำให้ได้เกิดในสวรรค์ .....
ดังนั้นอำนาจของ ทานที่มีศีลเป็นเครื่องอุปการะ จึงทำให้อานิสงส์ทั้งหลายสมบูรณ์ คือถ้าหากว่าเราได้ไปเกิดในสวรรค์ก็จะได้บริบูรณ์ด้วยทิพย์สมบัติ คือพรั่งพร้อมด้วยกามคุณอันเลิศ
การให้ทานนั้น ถ้าเรามีความเข้าใจในเหตุผลอย่างนี้ เราก็สามารถที่จะทำทานที่ทำให้ได้รับความสุขเพิ่มขึ้น โดยถึงแม้ว่า การสละวัตถุต่างๆ ข้าวของต่างๆนั้น อาจจะน้อย แต่ถ้าเรานึกถึงบ่อยๆ บุญก็เกิดบ่อยๆ ทำให้จิตใจเรานั้นเกิดกุศลอยู่เสมอๆ ถือว่าเป็นการสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นในตัวเราเพิ่มขึ้นๆ
เพราะว่าบุญนั้น เป็นเครื่องชำระขันธสันดานของเราให้สะอาด ดังนั้นการให้ทาน ถ้าหากว่าเราเลือกบุคคลผู้รับได้ เราก็ควรเลือก แต่ถ้าเราเลือกบุคคลผู้รับไม่ได้ เราก็พึงให้ทาน เพราะทานนั้นทำให้เกิดกุศล กุศลให้ผลเป็นความสุข
ด้วยเหตุนี้ การให้ทาน หากเรามีโอกาสที่จะให้ได้เมื่อไรเราก็ควรให้ และเวลาให้ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปหวังผลตอบแทน เพราะทานนั้นย่อมให้ผลดีอยู่แล้ว
เพียงแต่เรารู้ให้ถูกต้อง และเราได้ทำกุศล ผลของกุศลย่อมจะให้ความสุข แต่ถ้าเราไม่ทำกุศลแล้วผลก็จะทำให้เราได้รับแต่ความทุกข์ ดังนั้นมีโอกาสเลือกผู้รับได้เราก็เลือก ถ้าเลือกผู้รับไม่ได้ เราก็ควรทำทาน
การให้ทานที่เลือกบุคคลที่เป็นผู้รับนั้น ท่านเรียกว่าเป็น ปาฏิปุคลิคทาน คือทานที่เจาะจงบุคคลผู้รับ ทานนี้ท่านว่า ย่อมให้อานิสงส์ตามคุณธรรมของผู้รับ ท่านแสดงปาฏิปุคลิคทานไว้มีถึง ๑๔ อย่าง ดังนี้ คือ
การให้ทานแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้อานิสงส์มากที่สุด เพราะว่าพระพุทธองค์นั้นเป็นผู้ที่มีคุณธรรมที่ไม่ใครเสมอเหมือน เป็นผู้พ้นโลกแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าใครได้ทำบุญกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ย่อมได้อานิสงส์มาก คือจะได้ไปเกิดในภพที่เป็นสุคตินับเป็นพันๆกัปป์ โดยจะไม่ไปสู่ทุคติเลย และการที่ได้ถวายทานแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังจะเป็นปัจจัยให้ผู้นั้นได้โลกุตรทรัพย์ คือทำให้พ้นจากทุกข์เป็นอานิสงส์อย่างยิ่งอีกด้วย
ส่วนการให้ทานที่รองลงมาคือ ให้ทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็จะได้อานิสงส์รองลงมา
ยังมีการให้ทานแก่พระอรหันตสาวก
การให้ทานแก่ผู้ปฎิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง
การให้ทานแก่พระอนาคามี
การให้ทานแก่ผู้ปฎิบัติเพื่อทำพระอนาคามิผลให้แจ้ง
การให้ทานแก่พระสกทาคามี
การให้ทานแก่พระสกทาคามิยลให้แจ้ง
การให้ทานแก่พระโสดาบัน
การให้ทานแก่ผู้ที่ปฏิบัติเพื่อจะทำพระโสดาปัตติผลให้แจ้ง
การให้ทานแก่บุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม เช่นให้แก่ดาบสผู้ที่ได้ฌานสมาบัติ ๘ หรือว่าได้อภิญญา ๕ ก็รองลงมาจากพระอริยบุคคล
นอกจากนี้ ยังมีการให้ทานกับปุถุชนผู้มีศีลที่เป็นกัลยาณปุถุชน เช่นผู้มีศีล ๕ เลี้ยงชีวิตด้วยอาชีพสุจริต และให้ทานกับปุถุชนผู้ทุศีลเป็นอันฑปุถุชนไม่ตั้งอยู่ในศีล ๕ เช่น หรือพวกที่ฆ่าสัตว์ขาย เป็นต้น
และการให้ทานแก่สัตว์เดรัจฉาน
ในบรรดาทานทั้ง ๑๔ อย่างนี้ การที่จะได้รับอานิสงส์มากน้อยนั้นขึ้นอยู่กับคุณธรรมของผู้ที่เราให้ทาน
แม้การให้ทานแก่สัตว์เดรัจฉานนั้น ท่านยังแสดงว่า ย่อมได้ผลถึง ๑๐๐ เท่า
การให้ทานแก่ผู้ที่เป็นปุถุชนผู้ทุศีลย่อมได้ผลถึง ๑๐๐๐ เท่า
การให้ทานแก่ปุถุชนผู้ที่มีศีลย่อมได้ผลถึง ๑๐๐,๐๐๐ เท่า
การให้ทานแก่บุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ย่อมได้ผลถึงแสนโกฎิเท่า
การให้ทานแก่ผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ย่อมได้ผลนับไม่ถ้วน
ดังนั้น ทานที่ให้แก่พระอริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปจนกระทั่งถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ย่อมมีผลนับประมาณมิได้เลย
ทานที่ให้กับพระพุทธเจ้าที่เป็นทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระปัจเจกพุทธเจ้า ในที่สุดผู้ที่ให้ทานนั้นก็จะได้โลกุตรกุศล แต่ว่าจะได้โลกุตตารกุศลขั้นไหน ก็แล้วแต่วาสนาบารมีของบุคคลนั้น
แม้ว่า คุณธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น จะเป็นผู้ที่ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง แต่สำหรับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ท่านทรงมีสัพพัญญุตญาณ คือสามารถที่จะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงทั้งสิ้น อีกทั้งยังสามารถสอนและอบรมให้สัตว์ทั้งหลายเข้าถึงความพ้นทุกข์ได้
ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง แต่เพราะเหตุที่ว่าเป็นผู้ที่ไม่มีสัพพัญญุตญาณ จึงไม่สามารถที่จะรู้จักเหตุผลความจริงของสภาพธรรมได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นอานิสงส์ก็รองลงมา
การที่พระปัจเจกพุทธเจ้าไม่สามารถที่จะสั่งสอนสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ได้ นั้น ไม่ใช่ว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าไม่มีปัญญา แต่ว่าในกาลนั้น เป็นกาลที่บุคคลที่จะตรัสรู้อริยสัจได้นั้นจะต้องตรัสรู้ด้วยตนเอง คือไม่ต้องฟังคำสอนจากผู้อื่น เพราะว่าถึงแม้ว่าจะมีคนที่จะสอนให้ได้ แต่ผู้รับก็รับไม่ได้ เพราะฉะนั้น คุณธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นล้วนเป็นผู้ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ด้วยตนเองก็จริง แต่ว่าคุณธรรมก็ต่างกัน
ทั้งนี้ การให้ทานที่เป็นปาฎิปุคลิคทานนั้น ถึงแม้ว่าจะมีอานิสงส์หาประมาณมิได้ แต่ทานซึ่งไม่เจาะจงบุคคลผู้รับย่อมจะได้อานิสงส์มากกว่าปาฎิปุคลิคทาน เช่นทานที่ให้ เป็นสังฆทาน
สังฆทาน คือ ทานที่ให้แก่พระสงฆ์ผู้เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา เป็นผู้ที่ได้ช่วยรักษาพระพุทธศาสนานี้ให้ตั้งอยู่ยืนนาน
ดังนั้นการให้สังฆทานนี้จึงมีอานิสงส์มากกว่าการให้ทานแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสียอีก
เพราะเหตุว่า พระพุทธองค์นั้น ทรงเล็งเห็นประโยชน์ของพระศาสนาว่าสำคัญมากกว่าบุคคล
เนื่องจากบุคคลนั้น มีอายุอยู่ได้ไม่นาน แต่ว่าสงฆ์ที่รับสืบทอดพระพุทธศาสนานั้นจะทำให้พระศาสนามีอายุยืนนาน ดังนั้น หากพระองค์ทรงกล่าวว่า ปาฎิปุคคลิคทาน มีอานิสงส์มากกว่าแล้วไซร้ ผู้ที่ให้ทานทั้งหลายก็ย่อมจะปรารถนาอานิสงส์มากๆ ย่อมจะเลือกบุคคลที่รับทาน หากบุคคลทั้งหลายพากันเลือกผู้รับแล้ว คนที่มีคุณธรรมน้อยๆ ก็จะไม่มีผู้ที่ไปบริจาคทานหรือว่าทำทานด้วย
ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงได้กล่าวว่าการให้สังฆทานนั้นมีอานิสงส์มากกว่า เพราะว่าการ ให้สังฆทานโดยที่ไม่เจาะจงบุคคลผู้รับนั้น จะเป็นเหตุให้รักษาพระศาสนาไว้ได้ ถ้าพระองค์ไม่ทรงตรัสเช่นนี้ บุคคลทั้งหลายก็จะเลือกให้แต่ผู้ที่มีคุณธรรม ส่วนผู้มีคุณธรรมน้อยก็ไม่อาจที่จะดำรงรักษาเพศของตนได้ ก็จะเป็นเหตุทำให้ไม่มีผู้รักษาพระศาสนา
การให้สังฆทานนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงสังฆทานไว้ ๗ อย่าง คือ
๑. การให้ทานแก่สงฆ์ ๒ ฝ่าย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่ายก็หมายถึงว่ามีทั้งภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ แล้วมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขหรือว่าเป็นประธาน อันนี้ก็จะได้อานิสงส์มากที่สุด
๒. การให้ทานแก่สงฆ์ ๒ ฝ่าย โดยที่ไม่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน หมายถึงว่าในกาลที่พระพุทธองค์ปรินิพพานไปแล้ว
๓. การให้ทานในภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว
๔. การให้ทานในภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเดียว
๕. การให้ทานด้วยการขอสงฆ์ว่า จงจัดภิกษุและภิกษุณีมีจำนวนเท่านี้ๆให้เป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า
๖. การให้ทานด้วยการขอสงฆ์ว่าจงส่งภิกษุจำนวนเท่านี้ๆให้เป็นสงฆ์ให้แก่ข้าพเจ้า
๗. การให้ทานด้วยการขอสงฆ์ว่า จงส่งภิกษุณีจำนวนเท่านี้ๆให้แก่ข้าพเจ้า
ทั้งหมดนี้ เป็นสังฆทานซึ่งมีด้วยกัน ๗ อย่าง การให้ ทานที่เป็นสังฆทานจัดเป็นทานที่มีอานิสงส์มาก เพราะพระองค์ทรงเห็นประโยชน์ในการที่จะให้บุคคลทั้งหลายได้ถวายทานแก่สงฆ์เพื่อที่จะให้สงฆ์นั้นได้สืบทอดพระพุทธศาสนาเพื่อรักษาพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนต่อไปได้
และการให้ทานแก่สงฆ์ในลักษณะนี้ ถึงแม้ว่าในอนาคตกาลข้างหน้าจะมีแต่โคตรภูสงฆ์ คือภิกษุสงฆ์ผู้ที่มีแต่ผ้ากาสาวพัตร์พันคอ เป็นผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ถ้าเราได้ถวายเป็นสังฆทานแล้ว ก็ยังจะมีผลนับประมาณไม่ได้ คือมีผลมากกว่าปาฏิปุคลิคทานที่ถวายโดยเจาะจงบุคคลผู้รับอีก
(ถาม) การจะถวายสังฆทานแก่พระสงฆ์ที่ดูไม่น่าจะเป็นผู้ทรงศีล เราจะควรจะ วางใจอย่างไรดี เพื่อจะให้ได้ชื่อว่าเป็นสังฆทานและส่วนการทำบุญกับผู้ปฏิบัติกรรมฐานนั้นเป็นทานประเภทไหน..............
ท่านเห็นว่าอย่างไรกับพวกที่ทุ่มเททำทานจนหมดตัว?
(ตอบ) คือเราต้องรู้อานิสงส์ของทาน และเราควรจะต้องน้อมระลึกเสมือนหนึ่งกำลัง
ถวายทานแด่พระอริยสงฆ์ เพราะว่าพระอริยสงฆ์ เป็นผู้ที่มีคุณธรรมสูง เพราะฉะนั้นแม้สงฆ์จะส่งภิกษุที่เป็นผู้ทุศีลมาให้ แต่ถ้าหากว่าเราปรารภการน้อมถวายด้วยความเคารพประหนึ่งเรากำลังถวายกับพระอริยสงฆ์ ย่อมจัดว่าเป็นสังฆทาน
ส่วนการที่เราทำบุญกับผู้ที่ปฏิบัติกรรมฐานนั้น จะจัดอยู่ในพวกปาฎิปุคลิคทาน เพราะว่าเราเจาะจงว่า ทำบุญกับผู้ที่เข้ากรรมฐานแล้วจะมีอานิสงส์มากเพราะถือว่าเป็นผู้ ปฏิบัติเพื่อที่จะให้หมดจากกิเลส
ถ้าหากว่า เราจะให้เพื่อเป็นสังฆทานนั้น เราจะต้องไปขอสงฆ์
แม้การใส่บาตรทุกวันนี้ เราจะทำให้เป็นสังฆทานก็ได้ โดยเราจะต้องปรารภการน้อมถวายเพื่อพระอริยสงฆ์ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราเห็นภิกษุรูปใดผ่านมา เราก็ถวาย จะเป็นภิกษุหรือว่าเป็นสามเณรเราก็น้อมถวายด้วยความเคารพในพระอริยสงฆ์ อย่างนี้ก็ชื่อว่าเป็นสังฆทาน เพราะเราไม่เจาะจงผู้รับเราปรารภเพียงเพื่อว่าจะให้ภิกษุหรือสามเณรให้ท่านมีชีวิตดำรงอยู่ในเพศของสมณะนี้ได้ ท่านก็จะได้รักษาพุทธศาสนาให้เจริญสืบต่อไป เพราะฉะนั้นการให้สังฆทานนี้ จึงมีอานิสงส์มากกว่าการให้ทานอื่นที่ได้กล่าวมา
ถามว่าถ้าเราทำทานจนหมดตัว ? ผลจะเป็นอย่างไร ?
ก็จะทำให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนแก่เรา เพราะการให้ทาน ต้องให้เพื่อเป็นประโยชน์สุขแก่ตัวเราด้วย ให้แก่ผู้อื่นด้วย จึงต้องให้พอประมาณ ถ้าหากว่าให้ทานจนหมดตัว เราก็เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนภายหลัง การที่เราไม่มีสมบัติแล้ว อกุศลมากมายก็จะเกิดแก่เรา ซึ่งเป็นผลเสียอย่างยิ่งเพราะอกุศลให้ผลเป็นทุกข์
เพราะฉะนั้นการให้ทาน หรือการกระทำบุญทุกๆอย่างนั้น ทำแล้วต้องไม่เดือดร้อนแก่ตนเอง การให้นั้นถึงจะเรียกว่า เป็นบุญ เป็นกรรมดี
แต่กรรมใดที่เราทำแล้ว ทำให้ตัวเองเดือดร้อนภายหลัง หรือว่าทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย กรรมนั้นก็ถือว่าเป็นกรรมไม่ดี
ดังนั้น การที่เราได้ศึกษารู้เหตุผลก็จะทำให้เราได้ทำกุศลถูก ทำให้ได้อานิสงส์เต็มที่ แต่ถึงอย่างไร การทำทานนั้น พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงมุ่งหมายว่า เพื่อให้ได้อานิสงส์มากๆ เพราะว่าการได้อานิสงส์มากๆ นั้น ทำให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกไม่รู้จบ ฉะนั้นจุดประสงค์ของการทำทานนั้น พระพุทธองค์ต้องการที่จะให้เราสละกิเลสให้พ้นเพื่อให้หมดจากกิเลส เป็นสำคัญการให้ทานที่ทำลายกิเลสได้นั้น เป็นทานที่พระองค์ทรงสรรเสริญมาก เพราะจะทำให้ผู้นั้นพ้นจากทุกข์ได้
แต่ว่าที่ท่านแสดง ถึงเรื่องอานิสงส์มากบ้าง น้อยบ้าง ต่างๆ นั้น ก็เพราะว่าพระพุทธองค์ปรารถนาจะให้สัตว์ทั้งหลายได้มีความสุข เพราะถ้าหากว่าเราทำทานได้ เรามีความสุขแล้วเราก็สามารถที่จะไปปฏิบัติธรรมที่ยิ่งขึ้นไป คือจะไปรักษาศีลหรือว่าจะไปเจริญภาวนาเราก็จะทำได้ เพราะอำนาจของทานนี้ ทำให้เรามีกินมีใช้ เราก็ไม่ต้องไปห่วงอาชีพ เราก็จะเจริญกุศล รักษาศีล เจริญภาวนาได้สะดวก ก็จะเป็นทางให้ถึงความพ้นทุกข์ได้เร็ว
(ถาม)............อานิสงส์ของทานกับจาคะ..? ต่างกันอย่างไร
(ตอบ) จาคะก็สูงกว่าทาน เพราะว่าจาคะเป็นทานก็ได้ เป็นศีลก็ได้ เป็นภาวนาก็ได้ เพราะจาคะสละวัตถุก็ได้ สละกิเลสด้วยก็ได้ด้วย แต่ว่าการสละวัตถุนั้น หมายถึงว่าต้องสละให้หมดกิเลสด้วยถึงจะเรียกว่าเป็นจาคะ
(ถาม) การสละความสุขส่วนตัวให้กับคนอื่นๆเพื่อการอยู่ร่วมกันเป็นจาคะไหม??
ก็อยู่ที่เจตนาของเรา ว่าที่เราสละความสุขนั้น เราปรารถนาผลตอบแทน หรือไม่ได้ปรารถนาผลตอบ
ถ้าเราไม่ปรารถนาผลตอบแทน เราต้องคิดว่าเราสละกิเลส เราไม่ได้สละวัตถุ เพราะถ้าเราสละวัตถุบางทีเรายังติดในวัตถุได้เพราะเราคิดถึงวัตถุนั้น แต่ถ้าหากว่าเราคิดว่าเราสละกิเลส เราจะไม่ติดในวัตถุเลย เพราะฉะนั้นจาคะเป็นทานก็ได้ เป็นศีลก็ได้ เป็นภาวนาก็ได้
เวลาสละนั้น ถ้าสละวัตถุอย่างเดียว ถือว่าเป็นทาน ซึ่งทานนั้นต้องมีวัตถุให้แน่นอน
ส่วนจาคะนั้นมีวัตถุให้ด้วยก็ได้ ไม่มีวัตถุให้ก็ได้
อย่างเราเกิดกิเลสขึ้นมา เราก็ละกิเลส เป็นต้น เช่นเวลาที่เราเกิดกิเลสอย่างหยาบที่จะไปว่ากล่าวคนอื่นหรือว่าจะไปฆ่าสัตว์นั้น เราก็เว้นเสีย อย่างนี้ก็เรียกว่าเราสละกิเลส เราไม่ต้องไปเสียวัตถุอะไรเลย นี้เป็นจาคะ
ได้รวบรวมธรรมะต่างๆที่เกี่ยวกับเรื่องทาน เอามาบรรยายเพื่อที่ว่าจะได้เป็นประโยชน์ให้จะปฏิบัติได้ถูกต้อง มิฉะนั้นเราก็จะทำทานไปตามความเคยชิน เพราะเป็นของที่เราทำอยู่เสมอๆ เป็นเหตุที่ให้ทานที่เรียกว่า สักแต่ให้ไปโดยมากก็ไม่ค่อยมีเจตนาก่อนให้ขณะให้ หลังให้ แทนที่เราจะได้อานิสงส์สมบูรณ์ก็กลับไม่ได้ แต่ถ้าเราเข้าใจในเหตุผลอย่างนี้เราก็จะทำทานได้อานิสงส์มาก ก็ทำให้มีความสุข
อีกประการหนึ่งคือ การทำทานที่ประกอบด้วยปัญญา ถึงแม้ว่าเราจะไปเกิดมีทรัพย์สมบัติมาก เราก็จะไม่เป็นผู้ติดในทรัพย์สมบัตินั้นเพราะว่าเรามีปัญญา เราก็จะรู้ว่าทรัพย์สมบัติทั้งหลายนั้น เป็นเพียงปัจจัยเพื่อให้มีความสุขเท่านั้นเอง
แต่คนที่ไม่มีปัญญาแล้ว ถ้าหากว่ามีทรัพย์มากๆ ก็หลงทรัพย์อีก เมื่อติดในทรัพย์ก็พ้นทุกข์ไม่ได้
(ถาม).......เวลาทำทานกันส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งบุพพเจตนา...
(ตอบ) ที่ไม่มีบุพเจตนา เพราะเราไม่เข้าใจ เราก็สักแต่ทำๆไปแต่ถ้ามีความเข้าใจถูก มีบุพพเจตนา เวลาเราจะให้ทาน เราจะสละได้เต็มที่ไม่มีความเสียดายในวัตถุ เพราะเราคิดว่าเราจะทำทานไว้ให้เป็นเสบียงติดตามตัวไป แต่ถ้าเราไม่สละเราไม่ทำทานแล้ว วัตถุข้าวของ ถ้าเราตายไปเราก็เอาติดตัวไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะทำทาน ท่านถึงให้รู้เหตุผลอย่างนี้เสียก่อน แล้วเราจะทำทานด้วยความเต็มใจ
(ถาม).........ทานที่เกี่ยวกับ การบริจาคโลหิต มีผลอย่างไร ?
(ตอบ) การบริจาคโลหิต นับว่าเป็นทานที่สูงขึ้นไปอีก เพราะเป็นการสละอวัยวะของตน ก็มีอานิสงส์มากกว่าให้วัตถุทาน คนที่จะสละอวัยวะของตนได้นั้น ต้องมีจิตใจสูง ยอมเสียสละได้ ก็ได้อานิสงส์มากกว่าให้วัตถุทาน
(ถาม).......ทำอย่างไรดี มีพระสงฆ์เป็นผู้รับน้อย คนใส่บาตรมีเยอะ ทำให้ของที่ถวายมีมากเกินไป
(ตอบ) คือผู้รับมีน้อยแต่ว่าผู้ใส่มีมาก ถ้าหากว่าคนที่ใส่บาตรไปคิดว่าท่านมีของมากแล้ว เพราะฉะนั้น เราก็ไม่ใส่ ถ้าเราคิดอย่างนี้ก็ขาดทุน เพราะเราจะไม่ได้ทำบุญ ส่วนท่านรับไปแล้วท่านจะเอาไปทำอะไรนั้นเป็นเรื่องของท่าน ถ้าท่านมีคุณธรรม ท่านก็เอาของพวกนี้ไปทำประโยชน์ผู้อื่นได้ แต่ถ้าท่านไม่มีคุณธรรมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อาจจะเอาไปขายไปทิ้ง เพราะท่านไม่เข้าใจ ในการทำกุศล ถ้าท่านเข้าใจ ท่านก็เอาไปให้ใครๆได้ เพราะคนที่อดอยากยากจนนั้นมีเยอะแยะ ให้เขาไปท่านก็ยังจะได้บุญเพิ่มขึ้น แต่เมื่อท่านไม่เข้าใจ แทนที่ท่านจะได้กุศลเพิ่มขึ้นท่านก็ไม่ได้
ส่วนเรา ถ้าไปคิดว่าผู้รับได้ของไปมากมายแล้ว เห็นแล้วก็เลยไม่อยากใส่ หมดศรัทธาอย่างนี้ เราก็ไม่ได้เกิดกุศลเลย แล้วทีนี้เราไม่ได้ให้ทานเราจะได้อะไรล่ะ
เมื่อไม่ได้ทำทาน ไม่ได้ทำกุศล จิตก็ต้องเป็นอกุศล เป็นเหตุให้เราต้องได้รับความทุกข์แทนความสุข
เรื่องการทำบุญทุกอย่างนั้น คือเป็นการขัดเกลาจิตใจหรือว่าขัดเกลากิเลสของเราให้หมดไป ถ้าเราไม่ทำเพื่อขัดเกลากิเลสของเราแล้ว บางทีเราก็จะไปเปรียบเทียบ ไปปรารภในเรื่องต่างๆ จนทำให้เราทำทานไม่ได้ ทำบุญทำกุศลอะไรก็ไม่ได้ ชีวิตเราก็จะขาดทุนหาความสุขไม่ได้
เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่ให้ไปคิดถึงผู้อื่น ให้คิดถึงตัวเองเป็นสำคัญ ว่าที่เราทำทานหรือว่าทำบุญทุกอย่างนั้น เราปรารถนาที่จะชำระขันธสันดานคือกิเลสของเราให้ออกจากจิตใจของเรา แล้วจิตใจของเราจะได้สะอาดขึ้น แต่ถ้าเรามัวไปคิดถึงผู้อื่นเราก็อาจจะไม่กล้าทำทาน ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่ที่เจตนาของแต่ละคน
ถ้าท่านได้มีโอกาสฟังต่อไปอีก จะได้แสดงเรื่องการให้ทานของสัตบุรุษว่าประเสริฐ ส่วนการให้ทานของอสัตบุรุษนั้นไม่ประเสริฐ จะทำให้เรารู้จักทำทาน เวลาให้ทานเราจะเต็มใจทำ เสียสละได้จริงๆไม่ติดในวัตถุ
(ถาม).........ใส่บาตรพระ กับใส่บาตรเณร......ใส่บาตรเณรอานิสงส์เป็นอย่างไร?
(ตอบ) ได้อานิสงส์ก็ต้องรองลงมาแต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำ หากเราไปเลือกเจาะจงจะให้ กิเลสก็มาเป็นปัจจัยทำให้ทานนั้นเศร้าหมอง เพราะฉะนั้นถ้าเราจะใส่บาตร เราต้องถือว่า สามเณรก็เป็นเหล่ากอของสมณะ หากถ้าท่านบวชต่อไป ท่านก็จะต้องเป็นผู้ที่ทำกิเลสให้หมดได้ เพราะว่าจุดประสงค์ของการบวชต้องบวชเพื่อความพ้นทุกข์ ถึงเป็นสามเณรก็บวชเพื่อความพ้นทุกข์ด้วยเหมือนกัน
แต่ว่าในสมัยนี้ก็เปลี่ยนไปมากถ้าเราเจาะจงบุคคลที่จะให้ เห็นว่าให้กับพระภิกษุนี้ได้บุญมากแต่ให้กับสามเณรได้บุญน้อย กิเลสก็เกิดขึ้นมาล้อมหน้าแล้ว ดังนั้นกุศลที่เราจะทำที่จะให้บริสุทธิ์ ก็ไม่บริสุทธิ์เสียแล้ว
ดังนั้น ถ้าเราจะถวายทาน เมื่อพบภิกษุหรือสามเณรก็ถวายโดยไม่เจาะจง ท่านจะปฏิบัติดีหรือว่าไม่ดีก็แล้วแต่ท่าน เราก็ถวาย การถวายนั้นก็จะให้ได้อานิสงส์มาก
แต่อย่าลืมว่าเราต้องน้อมนึกว่าเราถวายแก่พระอริยสงฆ์ ข้อนี้ส่วนมากคนทั้งหลายไม่ค่อยรู้ เมื่อเราถวายแก่พระอริยสงฆ์ ซึ่งเป็นผู้หมดจากกิเลสแล้ว ก็จะทำให้ได้อานิสงส์มาก เพราะคิดถึงคุณธรรมของผู้ที่หมดจากกิเลส เนื่องจากได้รู้เหตุผลในคำสอนพระพุทธศาสนาจึงมีอานิสงส์มาก
ข้อสำคัญ การทำกุศลจะต้องพยายามอย่าให้มีกิเลสเกิดขึ้นล้อมหน้าล้อมหลัง กุศลนั้นถึงจะได้เจตนาครบทั้ง ๓ กาล
ถ้าหากว่ามีกิเลสล้อมหน้าล้อมหลังแล้ว กุศลนั้นเจตนาก็ไม่ครบ ๓ กาล คือบางครั้งก็บุพพเจตนาดี กำลังทำดี แต่พอทำแล้วรู้ว่าผู้รับประพฤติไม่ดีเกิดเสียใจ อปรเจตนา ก็เสียแล้ว เพราะว่าเราไปดูแต่ผู้อื่นเราไม่ได้ดูตัวเรา เพราะฉะนั้นเราจะต้องพยายามรักษาเจตนาหรือว่ารักษาจิตใจของเรานี้ให้ดี ทานของเราก็จะได้อานิสงส์เต็มที่
อานิสงส์ของทานที่ประกอบด้วยปัญญานั้น ทำให้เรามีความสุข เพราะได้รู้เหตุผลถูกตรงตามความจริง แล้วปัญญานั้นก็จะช่วยให้เราทำกุศลต่อไปจนกระทั้งถึงความพ้นทุกข์ แต่ถ้าเราทำทานไม่ประกอบด้วยปัญญา ถ้าเราทำทานแล้วมีสมบัติมาก เราจะไปติดในวัตถุ ลุ่มหลงอยู่ในกามคุณ เพลิดเพลินในกามคุณ ทำให้ไม่ได้ทำกุศล เมื่อไม่ได้ทำกุศลก็มีแต่อกุศลเกิดเพิ่มขึ้น ผลที่สุดอกุศลก็จะพาไปอบายในที่สุด
เพราะฉะนั้น การทำกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาจะทำให้เราได้เกิดเป็นบุคคลติเหตุ ประกอบด้วยความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงทำให้เราได้ทั้งความสุขแลได้ทั้งความพ้นทุกข์ ไปตามลำดับ
เห็นหรือไม่ว่า กุศลขั้นทานนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นกุศลที่ทำได้ง่ายกว่าศีล ง่ายกว่าภาวนา แต่ถ้าเราไม่เข้าใจทำทาน ไม่คุ้นเคยในการทำทานก็ทำได้ยาก ถ้าเราทำทานไม่ได้แล้ว กุศลขั้นอื่นๆที่เป็นศีลเป็นภาวนา เพราะถ้าทานยังทำไม่ได้ ศีล สมาธิ ปัญญาก็เกิดไม่ได้ ก็ยิ่งทำไม่ได้เลยเพราะการรักษาศีล เจริญภาวนาก็จะต้องมีทานเป็นพื้นฐานก่อน
(ถาม) เพราะเหตุไรพระโสดาบันท่านมีภพมีชาติอยู่ถึงไม่ยากจน ?
(ตอบ) ด้วยเหตุที่ท่านทำลายความตระหนี่ได้ขาดเป็นสมุจเฉทแล้ว เพราะฉะนั้นท่านจึงต้องไปเกิดในตระกูลมั่งคั่ง การที่ท่านจะไปเกิดในตระกูลยากจนเป็นไม่มี อานิสงส์ของการที่ท่านละความตระหนี่ได้ขาด ได้ทำลายเหตุแล้ว ถ้าท่านจะมาเกิดเป็นมนุษย์ท่านก็จะไม่เกิดในตระกูลที่ยากจน ต้องเกิดในตระกูลที่มั่งคั่ง ตามเหตุที่กระทำไว้ เพราะว่าพระโสดาบันนั้น ท่านได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่สมบูรณ์ด้วยจาคะ ยินดีที่จะเสียสละเสมอ แต่ถึงแม้ว่าท่านไม่มีวัตถุที่จะสละแต่จิตใจของท่านก็เต็มใจที่จะสละ เพราะฉะนั้นถ้าท่านมีวัตถุแล้วใครขอท่าน ท่านก็ให้ทั้งนั้น
ด้วยเหตุนี้ในพระวินัย พระพุทธเจ้าท่านถึงได้บัญญัติว่า ถ้ารู้ว่าผู้ใดเป็นพระโสดาบันแล้ว ห้ามไม่ให้ไปขอ เพราะว่าพระโสดาบันมีจิตที่จะบริจาคอยู่เสมอ ถ้าท่านมีเท่าไร ท่านจะให้เพื่อไม่ให้ไปเบียดเบียนให้ท่านเป็นทุกข์เดือดร้อน ดังนั้นในพระวินัยจึงห้ามไม่ให้ไปขอ ถ้ารู้ว่าผู้นี้เป็นพระโสดาบัน เป็นพระอริยบุคคลแล้วห้ามไม่ให้ไปขอจนเกินไปอย่างนี้
(ถาม)..........ทำไมท่านห้ามไม่ให้คนแก่บวช......
(ตอบ) ...... สมัยก่อนท่านไม่ได้ห้าม ดูแต่อย่างแม่ของท่านพระสารีบุตรเป็นตัวอย่าง พระสารีบุตรอายุ ๑๒๐ แล้วแม่ของท่านก็อายุกว่า ๑๒๐ ขึ้นไปแล้ว ยังมีปัญญาที่จะฟังธรรมแล้วก็ตรัสรู้ได้ แต่สมัยนี้ คนอายุมาก ปัญญาไม่ค่อยมี มีแต่กิเลส ถ้าไปบวชก็จะเป็นภาระแก่เจ้าอาวาส เขาก็เลยออกกฎว่า อายุมากแล้วไม่ให้บวช แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ผู้ที่มีอายุแก่มากแล้ว บางท่านก็เป็นผู้ที่มีมานะถือตัว ผู้ที่มีอายุน้อยกว่าก็ว่ากล่าวไม่ได้เป็นผู้ว่ายากสอนยาก แต่ว่าในสมัยพุทธกาล เขาไม่ได้ห้าม ต่อมาสมัยนี้เขาห้ามเพราะมาเป็นภาระแก่พระ หรือเป็นภาระแก่พระศาสนา จึงมาห้ามกันทีหลัง
คราวหน้าคงมีโอกาสได้ฟังต่ออีก เราก็พอได้เกิดความเข้าใจ รู้เหตุผลถูกต้อง เราจะฟังทีเดียวให้บรรลุอย่างท่านผู้มีบารมีเต็มที่แล้วไม่ได้แต่การที่เราได้ฟังไปเล็กๆน้อยๆ แล้วปฏิบัติตามไปก็ทำให้ได้อานิสงส์มากเพราะว่าละกิเลสได้ด้วย
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
|