| โลกนี้มีบุคคลอยู่ ๒ จำพวก คือ ปุถุชนและอริยบุคคล, บุคคลที่ยังละกิเลสอะไรๆไม่ได้เลย อย่างมากก็ได้แต่พยายามจะละ ชื่อว่า ปุถุชน (ชนผู้ทำกิเลสให้เกิดมากมาย) ถ้าหากละกิเลสได้เด็ดขาด แม้สักส่วนหนึ่ง ก็ชื่อว่า อริยบุคคล. คำว่า "ละกิเลสได้เด็ดขาด " มีความหมายว่า กิเลสที่ถูกละแล้วนั้น จะไม่หวนกลับคืนมาเกิดแก่ผู้นั้นอีกเลย ก็การละกิเลสได้เด็ดขาด ย่อมสำเร็จได้โดยการปฏิบัติจนแจ้งพระนิพพาน และต้องมีการปฏิบัติจนแจ้งพระนิพพานถึง ๔ ครั้ง จึงจะละกิเลสได้หมดไม่มีเหลือ เพราะกิเลสมีหลายประเภท เพราะฉะนั้น พระอริยบุคคลจึงมี ๔ จำพวก คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์.
ปฏิบัติแจ้งพระนิพพานเป็นครั้งแรก ละกิเลสเด็ดขาดส่วนหนึ่ง คือมิจฉาทิฏฐิ ได้แก่ความเห็นผิดว่ามีอัตตา มีเรา, และวิจิกิจฉา ได้แก่ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัยและในสัจธรรมทั้งหลาย ก็สำเร็จเป็นพระโสดาบัน, ปฏิบัติแจ้งพระนิพพานเป็นครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ และครั้งที่ ๔ ละกิเลสส่วนที่ยังเหลืออยู่ได้ไปตามลำดับ ก็สำเร็จเป็นพระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์
พระอริยบุคคล ๓ จำพวก เว้นพระอรหันต์ เป็นฆราวาสอยู่ครองเรือนก็ได้ เหมือนอย่างนางวิสาขา พระเจ้าพิมพิสาร จิตตคฤหบดี เป็นต้น เป็นภิกษุก็ได้ เหมือนอย่างพระอานนท์ (สมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่) เป็นต้น ส่วนพระอรหันต์จะต้องเป็นพระภิกษุเท่านั้นจึงจะดำรงชีพของท่านไปได้ตลอดอายุ ถ้าท่านเกิดบรรลุเป็นพระอรหันต์ในระหว่างครองเรือน ท่านต้องบวชในวันที่ท่านบรรลุ ถ้าไม่อาจบวชได้ในวันนั้น จะด้วยเหตุใดก็ตาม ท่านจะต้องปรินิพพาน(ตาย)ในวันนั้นนั่นแหละ เพราะไม่มีกิเลสอะไรๆเป็นเครื่องรองรับความเป็นฆราวาสได้เหลืออยู่สักอย่าง. เป็นอันว่า ความเป็นพระอริยบุคคล จะชั้นต่ำ ชั้นสูงประการไร ก็เนื่องอยู่กับการละกิเลสได้เด็ดขาดเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับความดี ความประเสริฐทำนองอื่นเลย
|
|