| คำว่า
สัมภเวสี นั้น ในพระไตรปิฎกฉบับอรรถกถาท่านมีการแสดงไว้ เพื่อเป็นการแก้ความเห็นที่ชาวพุทธทั่วไปมีความคิด ความเห็นไปต่างๆนานา อาทิเช่น สัตว์ทั้งหลายตายไปแล้ว วิญญาณก็ล่องลอยไปหาที่เกิด เรียกว่าสัมภเวสี อย่างนี้เป็นต้น เรียกว่ามีความเข้าใจผิดกันมากมาย เพื่อจะได้ให้ท่านทั้งหลายเกิดความเข้าใจในคำว่า สัมภเวสี ตามที่ท่านกล่าว ท่านแสดงไว้ ตรงตามเหตุผล และความหมายที่แท้จริง...วันนี้ขอยกเอาเรื่องสัมภเวสี..มาขยายจากคำบรรยายของอาจารย์สุคนธ์ สุ่นศิริเป็นบทความให้ท่านได้ศึกษากัน
คำว่า
สัมภเวสี หมายถึง บุคคลที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏฏ์อีก ได้แก่
บุคคล ๗ ประเภท ที่ไม่ใช่พระอรหันต์นั่นเอง
บุคคล ๗ ประเภท ได้แก่ใครบ้าง..?
บุคคล ๗ ประเภท ได้แก่
1. ทุคติบุคคล
2. สุคติอเหตุกบุคคล
3. ทวิเหตุกบุคคล
4. ติเหตุกปุถุชน
ทั้ง ๔ ประเภทข้างต้นนี้เรียกว่า ปุถุชน..... นอกจากนี้ยังมีพระอริยบุคคลเบื้องต่ำอีก ๓ คือ
5. พระโสดาบัน
6. พระสกทาคามี
7. พระอนาคามี
พระอริยะบุคคลทั้ง ๓ นี้ บางครั้งท่านก็เรียกว่า พระเสกขบุคคล ๓ :
คำว่า พระเสกขบุคคล หมายถึง ผู้ที่ยังต้องประพฤติปฏิบัติเพื่อการละกิเลสต่อไปอีกยังไม่ใช่ พระอเสกขบุคคล ซึ่งหมายถึงพระอรหันต์ ผู้หมดกิเลสแล้วนั่นเอง
บุคคลทั้ง ๗ ประเภทนี้ ยังต้องเกิดในภูมิที่อยู่อาศัยของสัตว์ทั้งหลาย มี
ทั้งสิ้น ๓๑ ภูมิ
การเกิดขึ้นของสัตว์ทั้งหลาย เรียกว่า ปฏิสนธิ คือการสืบต่อภพชาติ หรือการเกิดขึ้นในภพใหม่
เมื่อกล่าวโดยธรรมแล้ว หมายถึง อาการที่จิต เจตสิกและกัมมชรูป ปรากฎขึ้นเป็นครั้งแรกในภพใดภพหนึ่ง เมื่อ จิต เจตสิก และกัมมชรูปเกิดขึ้นในภูมิใด ก็เรียกชื่อปฏิสนธิไปตามภูมินั้น ฉะนั้น ชื่อปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายจึงมี ๔ ประการด้วยกันคือ
อบายปฏิสนธิ
กามสุคติปฏิสนธิ
รูปาวจรปฏิสนธิ
อรูปาวจรปฏิสนธิ
ต่อไปนี้จะได้แสดงการเกิดของสัตว์ทั้งหลายโดยบุคคล โดยธรรม โดยภูมิต่อไป
1. ทุคติบุคคล ได้แก่ สัตว์นรก , เปรต, อสูรกาย, สัตว์เดรัจฉาน
โดยธรรม ได้แก่ อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบากจิต พร้อมเจตสิก เป็นปฏิสนธิวิญญาณของอบายสัตว์ทั้ง ๔ ประเภทนี้ คือ ทำหน้าที่แรกเกิดแล้ว ต่อจากนั้นก็ทำหน้าที่ภวังค์ คือ รักษาภพชาติของอบายสัตว์นั้นไว้ตลอดไป จนถึงวาระสุดท้ายของภพชาตินั้น จึงทำหน้าที่ จุติ คือ ตายจากภพชาติที่เป็นอบายสัตว์นั้น
ส่วน กัมมชรูป ก็คือ รูปร่างกายของอบายสัตว์นั้น
โดยภูมิ ภูมิที่อยู่ของอบายสัตว์ ได้แก่ อบายภูมิ ๔ คือ
นิรยภูมิ ได้แก่ ภูมิที่อยู่ของสัตว์นรก
เปรตภูมิ ได้แก่ ภูมิที่อยู่ของเปรต
อสูรกายภูมิ ได้แก่ ภูมิที่อยู่ของอสูรกาย
เดรัจฉานภูมิ ได้แก่ ภูมิที่อยู่ของสัตว์เดรัจฉาน
ทั้งหลายเหล่านี้ รวมเรียกว่า อบายปฏิสนธิ
ต่อไปเป็น กามสุคติปฏิสนธิ
2. สุคติอเหตุกบุคคล ได้แก่ มนุษย์ผู้มีบุญน้อย บุญส่งผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
เกิดเป็นมนุษย์ที่พิกลพิการทั้งทางร่างกายและจิตใจต่างๆมาตั้งแต่เกิด และได้แก่ เทวดาชั้นต่ำของจาตุมหาราชิกา บางพวก
มนุษย์ที่พิการต่างๆ มี ๑๐ อย่างด้วยกันคือ
เป็นผู้ตาบอดแต่กำเนิด
เป็นผู้หูหนวกแต่กำเนิด
เป็นผู้จมูกเสียแต่กำเนิด
เป็นผู้ใบ้มาแต่กำเนิด
เป็นผู้โง่เง่ามาแต่กำเนิด
เป็นคนบ้ามาแต่กำเนิด
เป็นบัณเฑาะก์ คือ เครื่องหมายแห่งบุรุษและ สตรีบกพร่อง หรือมีการวิปริตทางเพศ
เป็นผู้ปรากฏมี ๒ เพศ
เป็นผู้ไม่ปรากฏเพศ
เป็นผู้ติดอ่าง
ส่วนเทวดาชั้นต่ำ ๑ ประเภท คือ วินิปาติกอสุรา เป็นเทวดาที่รูปร่างไม่
สวยงาม ไม่มีความสุข มีอำนาจน้อย ซึ่งต้องอาศัยพวกภุมมัฎฐ์เทวดาทั้งหลายอยู่ วินิปาติกอสุรา มีรูปร่างน่าเกลียด น่ากลัว มีความเป็นอยู่อย่างลำบากคล้ายพวกเปรต เที่ยวเสาะแสวงหาอาหารที่ชาวบ้านทิ้งแล้วมาบริโภค
เทวดาอีกประเภทหนึ่ง ที่จัดรวมอยู่ในเทวดาชั้นต่ำของชั้นจาตุมหาราชิกา ได้แก่ เทวดาที่ชื่อว่า เวมานิกเปรต มีความเป็นอยู่คล้ายคลึงกับพวกวินิปาติกอสุรา แต่แตกต่างกันตรงที่เวมานิกเปรตบางพวกเสวยทุกข์ในเวลากลางวัน เสวยสุขในเวลากลางคืนอยู่ที่ชั้นดาวดึงส์ ความหมายของชื่อ คือ เปรตผู้มีวิมานอยู่ (ในบางเวลา)
รวมทั้งหมดของพวก สุคติอเหตุกบุคคล จึงได้ ๑๑ จำพวก ตามนัยของพระอภิธรรมมัตตถสังคหะ
แต่ถ้ากล่าวตามนัยอรรถกถา มี ๑๒ พวก คือรวมนับ เวมานิกเปรต อีก ๑ จำพวก
โดยธรรม ได้แก่ อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากจิต พร้อมเจตสิก ทำหน้าที่ปฏิสนธิ ภวังค์ และจุติ ส่วนกัมมชรูป เป็นรูปร่างกายมนุษย์ที่พิการต่างๆ และของเทวดาชั้นต่ำบางพวก
โดยภูมิ ทั้งมนุษย์ชั้นต่ำผู้พิการและเทวดาชั้นต่ำบางพวกเกิดอยู่ในมนุสสภูมิ ๑, เกิดในจาตุมหาราชิกาภูมิ ๑ รวมเป็น ๒ ภูมินี้เท่านั้น
3. ทวิเหตุกบุคคล ได้แก่ มนุษย์ ๑ เทวดา ๖ โดยทั่วๆไป เว้นมนุษย์ที่พิการและ
เทวดาชั้นต่ำบางพวกที่ได้กล่าวมาแล้ว ได้ชื่อว่า ทวิเหตุกบุคคล เพราะเกิดด้วยเหตุเพียง ๒ เหตุที่ประกอบในจิตที่ทำหน้าที่ปฏิสนธิ ภวังค์ และจุตินั่นเอง เหตุ ๒เหตุนี้ คือ อโลภเหตุ และ อโทสเหตุ เท่านั้น ไม่มีอโมหเหตุ คือ ปัญญา จึงเรียกว่า บุคคลที่มีเหตุ ๒ ขาดปัญญา มาตั้งแต่เกิด ทวิเหตุกบุคคลนี้ เป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เป็นมนุษย์และเทวดาอีก ๖ ชั้นได้ เพียงแต่ขาดปัญญาเท่านั้น
โดยธรรม ได้แก่ ผู้ปฏิสนธิด้วย มหาวิบากญาณวิปปยุตจิต ๔ พร้อมเจตสิก
เป็นปฏิสนธิวิญญาณ ทำหน้าที่เป็นปฏิสนธิ ภวังค์ จุติ ส่วน กัมมชรูป ก็เป็นรูปกายของมนุษย์ ๑ และเทวดา ๖ เหล่านี้
โดยภูมิ เท่ากับเกิดในมนุสสภูมิ ๑ เทวภูมิชั้นจาตุมหาราชิกา๑ ดาวดึงส์๑ ยามา ๑ ดุสิตา ๑ นิมมนรดี ๑ และปรนิมมิตวสวัสตีภูมิ๑ เรียกว่า กามสุคติภูมิ ๗
4.ติเหตุกปุถุชน ได้แก่ มนุษย์ ๑ เทวดา ๖ จำพวก ผู้ที่เกิดด้วยเหตุ ๓ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ และอโมหเหตุ คือ ปัญญา มาพร้อมกับปฏิสนธิจิต ที่เรียกว่า ติเหตุกปุถุชน แทนที่จะกล่าวเรียกเป็นบุคคล แต่ใช้คำว่าปุถุชนนั้น เพราะต้องการแยกความเป็นปุถุชน กับพระอริยะบุคคลออกไป
ปุถุชน คือ ผู้ยังไม่ได้ปฏิบัติเพื่อการละกิเลสใดๆเลย เป็นผู้ที่ยังหนาแน่นไปด้วยกิเลสอยู่
พระอริยะบุคคล ทั้ง ๔ คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ ต้องเป็นติเหตุกบุคคลทั้งสิ้น ซึ่งจะกล่าวแยกไว้ในภายหลัง
โดยธรรม คือ ผู้ที่เกิดด้วยมหาวิบากญาณสัมปยุตจิต ๔ พร้อมเจตสิก เป็นปฏิสนธิวิญญาณ ทำหน้าที่ปฏิสนธิ ภวังค์ แ ล ะจุติของมนุษย์ ๑ เทวดา ๖ เหล่านี้ ส่วนกัมมชรูป ได้แก่ รูปร่างกายของติเหตุกปุถุชนผู้เป็นกามบุคคลเหล่านี้
โดยภูมิ คือ กามสุคติภูมิ ๗ เช่นเดียวกับทวิเหตุกบุคคลนั่นเอง รวมการเกิดของปุถุชน ๓ ประเภท คือ สุคติอเหตุกบุคคล ๑ , ทวิเหตุกบุคคล ๑ ,ติเหตุกปุถุชน ๑ รวมเป็น กามสุคติปฏิสนธิ
บุคคลที่ท่านจัดไว้เป็น กามสุคติปฏิสนธิ ได้อีกคือ พระโสดาบันบุคคล พระสกทาคามีบุคคล เรียกว่า พระเสกขเบื้องต่ำ ๒ ผู้ละอนุสัยกิเลสได้บางส่วน แต่ยังละกามราคานุสัยไม่ได้ ฉะนั้น จึงยังต้องเกิดในกามภูมิ ๗ อีก หากไม่ใช่เป็นฌาณลาภีบุคคล
สำหรับพระอนาคามีในกามสุคติภูมิ ๗ นั้น เมื่อสิ้นชีวิตลงต้องไปเกิดในพรหมโลก ไม่ต้องกลับมาเกิดในกามภูมิอีก เพราะละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยได้
แล้ว ส่วนจะไปเกิดในพรหมโลกภูมิไหน ก็ขึ้นอยู่กับอำนาจฌาณที่จะเกิดในเวลาใกล้ตายนั้นเป็นสำคัญ สำหรับพระอรหันต์ในกามสุคติภูมิ ๗ เมื่อสิ้นชีวิตลง ก็จะปรินิพพานในกามสุคตินั้นเอง เพราะไม่มีชาติการเกิดอีกต่อไปแล้ว
สำหรับพระโสดาบัน กับพระสกทาคามีในกามสุคติภูมิ ๗ หากไม่ได้ฌานก็จะเกิดด้วยมหาวิบากญาณสัมปยุตจิต ๔ ดวงใดดวงหนึ่ง พร้อมด้วยเจตสิกและกัมมชรูปในกามสุคติภูมิ ๗ นั้น
สรุปว่า กามสุคติปฏิสนธินั้น รวมได้บุคคล ๕ ประเภท คือ สุคติอเหตุกบุคคล ๑, ทวิเหตุกบุคคล ๑, ติเหตุกปุถุชน ๑, และพระเสกขบุคคลเบื้องต่ำ ๒ คือพระโสดาบัน และพระสกทาคามี รวมเป็น ปุถุชน ๓ พระอริยะบุคคล ๒
จบกามสุคติปฏิสนธิโดยย่อ
...................................................................................................
ต่อไปเป็น รูปาวจรปฏิสนธิ
รูปาวจรปฏิสนธิ - แสดงการเกิดของรูปพรหมบุคคล ในรูปพรหมภูมิ ๑๖ คือ
ปฐมฌาณภูมิ ๓
ทุติยฌาณภูมิ ๓
ตติยฌาณภูมิ ๓
จตุตถฌาณภูมิ ๗ ได้แก่ เวหัปผลาภูมิ ๑, สุธาวาส ๕ และอสัญญสัตตาภูมิ ๑
ได้บุคคล ๔ บุคคลได้แก่ ติเหตุกปุถุชน ๑, พระเสกขบุคคล ๓ คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี
ในรูปพรหมภูมิ ๑๖ นี้ บุคคลที่จะไปเกิดมีความต่างกัน ๓ พวกดังนี้
พวกที่ ๑. ติเหตุกปุถุชน ๑ พระเสกขบุคคล ๓ ในรูปภูมิ ๑๐ (เว้นสุธาวาสภูมิ ๕และอสัญญสัตตาภูมิ ๑ )
ปฐมฌานวิบากจิต เป็นผลของปฐมฌานกุศลจิต ทำหน้าที่ปฏิสนธิ ภวังค์ และจุติ ในปฐมฌาณภูมิ ๓ ให้ได้เกิดเป็น พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิต และมหาพรหม ตามอำนาจของปฐมฌานชั้นต่ำ ชั้นกลาง และชั้นสูง
ทุติยฌานวิบากจิต เป็นผลของทุติยฌานกุศลจิต และ ตติยฌานวิบากจิต เป็นผลของตติยฌานกุศลจิต ทั้งสองนี้ทำหน้าที่ปฏิสนธิ ภวังค์ และจุติ ในทุติยฌาณภูมิ ๓ ด้วยกัน ให้เกิดเป็น ปริตตาภาพรหม อัปปมาณาพรหม และอาภัสสราพรหม ด้วยอำนาจฌานชั้นต่ำ ชั้นกลาง และชั้นสูง ตามลำดับ
จตุตถฌาณวิบากจิต ซึ่งเป็นผลของจตุตถฌานกุศลจิต ทำหน้าที่ปฏิสนธิ ภวังค์ และจุติในตติยฌาณภูมิ ๓ โดยเกิดเป็น ปริตตสุภาพรหม อัปปมาณาสุภาพรหม และสุภกิณหาพรหม ตามอำนาจของจตุตถฌานกุศลชั้นต่ำ ชั้นกลาง และชั้นสูง ตามลำดับ
ปัญจมฌาณวิบากจิต ซึ่งเป็นผลของปัญจมฌานกุศลจิต ทำหน้าที่ปฏิสนธิ ภวังค์ และจุติ ในจตุตถฌาณภูมิ คือ เวหัปผลาภูมิ ให้เกิดเป็นเวหัปผลาพรหม รวมรูปภูมิ ๑๐ ภูมิ
พวกที่ ๒ ปฏิสนธิด้วยกัมมชรูปอย่างเดียว ที่เรียกว่า ชีวิตนวกลาป ซึ่งเป็นผลของ รูปาวจรปัญจมฌาณกุศล ที่เกี่ยวด้วยสัญญาวิราคภาวนานั้น เมื่อตายลงย่อมทำให้เกิดเป็น อสัญญสัตตาพรหม ในอสัญญสัตตาภูมิ โดยมีกลุ่มกัมมชรูปที่เป็นชีวิตนวกกลาปกลุ่มเดียวตั้งขึ้นในปฏิสนธิกาลแล้ว ก็จะเป็นไปในปวัตติกาลสืบต่อไปจนถึงจุติกาล จึงมีแต่ชีวิตนวกกลาป และอุตุชกลาป ๒ ประเภทนี้เท่านั้น นามธรรม คือจิต เจตสิก ซึ่งมุ่งหมายถึงสัญญา จะไม่มีปรากฏเลย จึงได้ชื่อว่า อสัญญสัตตาพรหม หมายถึงพรหมผู้ไม่มีสัญญา คือ จิต เจตสิก นั่นเอง
อสัญญสัตตาพรหมนี้ ย่อมมีในอิริยาบท ๓ คือ อิริยาบทนั่ง นอน ยืน ถ้าตายจากกามสุคติภูมิในอิริยาบทใด ก็จะปฏิสนธิในอสัญญสัตตาภูมิด้วยอิริยาบถนั้นตลอดไป จนครบอายุของอสัญญสัตตาพรหม คือ ๕๐๐มหากัปป์ และเมื่อครบอายุถึงจุติกาลก็จะต้องปฏิสนธิใหม่ในกามสุคติภูมิ ภูมิใดภูมิหนึ่งอีก แล้วแต่อดีตกุศลกรรมของตน
อสัญญสัตตาพรหมนั้น จัดอยู่ในประเภทโอปปาติกกำเนิด มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สุคติอเหตุกบุคคล อยู่ในประเภทรูปธรรมอย่างเดียว ซึ่งได้ชื่อว่า อเหตุ ก็เพราะรูปเป็นอเหตุ (คือไม่มีเหตุประกอบ) แต่เป็นฝ่ายสุคติภูมิ เพราะกรรมในอดีตมาจากรูปปัญจมฌาณกุศล ซึ่งเป็นกุศลที่จะต้องเกิดเป็นรูปพรหม ต่างกับสุคติอเหตุกบุคคลในกามสุคติภูมิ เพราะบุคคลนั้นเกิดด้วย อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากจิต ซึ่งเป็นจิตที่ไม่มีเหตุประกอบ เป็นกามบุคคลขั้นต่ำเพราะเกิดด้วยบุญน้อย
พวกที่ ๓ สทธาวาสภูมิ ๕ เป็นภูมิที่บริสุทธิ์ เป็นที่เกิดของพระอนาคามีผู้ได้รูปปัญจมฌาณกุศล และอย่างแรงกล้าด้วยภาวนาอินทรีย์ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยธรรมได้แก่ รูปปัญจมฌานวิบากจิต แรงด้วยสัทธินทรีย์ บังเกิดในอวิหาภูมิ หากแรงด้วยวิริยินทรีย์ย่อมบังเกิดในอตัปปาภูมิ ผู้ใดแรงด้วยสตินทรีย์ ย่อมบังเกิดในสุทัสสาภูมิ ผู้ใดแรงด้วยสมาธินทรีย์ ย่อมบังเกิดในสุทัสสีภูมิ และผู้ใดแรงด้วย ปัญญินทรีย์ ย่อมบังเกิดใน อกนิฏฐาภูมิ
บรรดาพรหมอนาคามีในสุธาวาสเบื้องต่ำ ๔ เมื่อสิ้นอายุลง ย่อมไม่บังเกิดในภูมิที่ต่ำกว่า และไม่เกิดซ้ำภูมิเดิม แต่จะเกิดในภูมิที่สูงกว่า ส่วนอกนิฏฐาภูมินั้น แน่นอนว่า ผู้ที่สิ้นชีวิตลง ต้องเป็นพระอรหันต์ ปรินิพพานเท่านั้น
สรุป : รูปาวจรปฏิสนธิมี ๖ ประเภทคือ
ปฏิสนธิด้วยรูปาวจรวิบากจิต ๕
ปฏิสนธิด้วยปฏิสนธิกัมมชรูป ๑
ได้บุคคล ๔ คือ ติเหตุกปุถุชน ๑ พระเสกขบุคคล ๓ เป็นรูปพรหมบุคคลในรูปพรหมภูมิ ๑๖
.....................................................
อรูปาวจรปฏิสนธิ
อรูปาวจรปฏิสนธิ เป็นการเกิดของอรูปพรหมบุคคลในอรูปภูมิ ๔ อรูปพรหมบุคคลเป็นพรหมที่ไม่มีรูปกาย มีแต่นามขันธ์ ๔ คือ จิต เจตสิก ที่เกิดดับติดต่อกันโดยไม่มีระหว่างคั่นตังแต่ปฏิสนธิเป็นต้นไป จนกว่าจะสิ้นอายุในภูมินั้นๆ
อากาสานัญจายตนวิบากจิต ๑ ดวง พร้อมเจตสิก ทำหน้าที่ปฏิสนธิ ภวังค์ และจุติ ของอากาสานัญจายตนพรหมในอากาสานัญจายตนภูมิ ๑ หรือ อรูปภูมิที่ ๑
วิญญานัญจายตนวิบากจิต ๑ ดวง พร้อมเจตสิก ทำหน้าทีปฏิสนธิ ภวังค์ และจุติของวิญญานัญจายตนพรหม ในวิญญานัญจายตนภูมิ ๑ หรืออรูปภูมิที่๒
อากิญจัญญายตนวิบากจิต ๑ ดวง พร้อมเจตสิก ทำหน้าที่ปฏิสนธิ ภวังค์ และจุติ ของอากิญจัญญายตนพรหมในอากิญจัญญายตนภูมิ ๑ หรือ อรูปภูมิที่ ๓
เนวสัญญานาสัญญายตนวิบากจิต ๑ ดวง พร้อมเจตสิก ทำหน้าที่ปฏิสนธิ ภวังค์ และจุติของเนวสัญญานาสัญญายตนพรหมที่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ๑ หรือ อรูปภูมิที่ ๔
รวม อรูปาวจรวิบากจิต ๔ ดวง เจตสิกที่ประกอบเป็นปฏิสนธิ ภวังค์ และจุติ ของอรูปพรหม ๔ ในอรูปภูมิ ๔ เหล่านี้เรียกอรูปาวจรปฏิสนธิ
รวมความว่า สัมภเวสี คือบุคคลที่ยังมีกิเลส ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ มี ๗ บุคคล คือ ปุถุชน ๔ พระอริยเบื้องต่ำ ๓ (เว้นพระอรหันต์) สภาพธรรมที่นำเกิดโดยรวม คือ ปฏิสนธิจิต ๑๙ เจตสิก ๓๕ กัมมชรูป ๒๐ และรูปปฏิสนธิ คือ ชีวิตนวกกลาปเป็น ๔ ประเภทใหญ่ๆ ใน ๓๑ ภูมิ โดยแบ่งการปฏิสนธิเป็น ๔ ประเภทใหญ่ๆดังนี้
อบายปฏิสนธิ ของทุคติบุคคล ๑ ในอบาย ๔ ปฏิสนธิด้วยอุเบกขาสันตี
อกุศลวิบากจิต ๑ ดวง เจตสิกที่ประกอบ และกัมมชรูป
กามสุคติปฏิสนธิ ของกามสุคติบุคคล ๕ ประเภท คือ สุคติอเหตุกบุคคล ทวิ
เหตุกบุคคล ติเหตุกปุถุชน รวมปุถุชน ๓ และพระอริยะเบื้องต่ำ ๒ คือ พระโสดาบัน และพระสกทาคามี ในกามสุคติภูมิ ๗ คือ มนุสสภูมิ ๑ เทวภูมิ ๖ ปฏิสนธิด้วยวิบากจิต ๙ ดวง คือ อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากจิต ๑ มหาวิบากจิต ๘ เจตสิกที่ประกอบ และกัมมชรูป
รวมอบายปฏิสนธิ และกามสุคติปฏิสนธิ ได้บุคคล ๖ คือ ทุคติบุคคล ๑ และกามสุคติบุคคล ๕ ได้ปฏิสนธิจิต ๑๐ เรียกว่า กามปฏิสนธิจิต ๑๐ ในกามภูมิ ๑๑
รูปาวจรปฏิสนธิ ของรูปพรหมบุคคล ๔ ประเภท คือ ติเหตุกปุถุชน ๑ พระ
เสกขบุคคล ๓ คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี อสัญญสัตตาพรหม รวมอยู่ในปุถุชน ๑ ปฏิสนธิด้วย วิบากจิต คือ รูปาวจรวิบากจิต ๕ ในรูปพรหมภูมิ ๑๕ ด้วยปฏิสนธิกัมมชรูป ๑ ในอสัญญสัตตาภูมิ ๑ รวมรูปพรหม ๑๖ ภูมิ
อรูปาวจรปฏิสนธิ ของอรูปพรหมบุคคล ๔ ประเภท คือ ติเหตุกปุถุชน ๑ พระ
เสกขบุคคล ๓ ปฏิสนธิด้วยวิบากนามขันธ์ ๔ คือ อรูปวิบากจิต ๔ เจตสิกที่ประกอบในอรูปภูมิ ๔
บุคคลทั้ง ๗ บุคคลเหล่านี้ เมื่อสิ้นชีวิตลงในภพนั้นๆแล้ว ถ้ายังมีกิเลสอยู่ก็จะต้องเกิดในภพภูมิต่างๆต่อไปอีกเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนบุคคลใดจะมีโอกาสไปเกิดในภูมิไหนได้บ้าง มีดังนี้
ทุคติบุคคล ๑ คือ สัตว์นรก เปรต อสูรกาย เดรัจฉาน และ สุคติอเหตุกบุคคล ๑ และทวิเหตุกบุคคล ๑ กามบุคคลทั้ง ๓ นี้ มีโอกาสเกิดได้ในกามภูมิทั้ง ๑๑ ตามสมควรแก่กรรม
ติเหตุกปุถุชน ๑ จากกามสุคติภูมิ ๗ มีโอกาสไปเกิดได้ในกามภูมิ ๑๑ รูปภูมิ ๑๑ (เว้นสุธาวาส ๕ ) อรูปภูมิ ๔ รวม ๒๖ ภูมิ เป็นภูมิที่ปุถุชนเกิดได้
พระโสดาบัน พระสกทาคามี ในกามสุคติภูมิ ๗ ที่ไม่ได้ ฌาณ จะเกิดได้ใหม่ในกามสุคติภูมิ ๗
พระโสดาบัน พระสกทาคามี ผู้ได้ฌาณ ตายจากกามสุคติภูมิ ๗ จะไปเกิดได้ใหม่ในรูปภูมิ ๑๐ คือ ปฐมฌาณภูมิ ๓ ทุติยฌาณภูมิ ๓ ตติยฌาณภูมิ ๓ เวหัปผลาภูมิ ๑ และอรูปภูมิ ๔ ตามแต่ฌานที่ตนได้
พระอนาคามี จากกามสุคติภูมิ ๗ เมื่อตายลงจะไปเกิดได้ในพรหมภูมิ ๑๙ คือ รูปภูมิ ๑๕ (เว้นอสัญญสัตตาภูมิ ) อรูปภูมิ ๔ ตามฐานะแห่งฌานที่ตนได้
ติเหตุกปุถุชนที่เป็นรูปพรหมบุคคล เมื่อจุติแล้วมีโอกาสเกิดใหม่ได้ ๒๒ ภูมิ
คือ กามสุคติภูมิ ๗ รูปภมิ ๑๑ (เว้นสุธาวาส) อรูปภูมิ ๔ ตามฐานะแห่งฌานที่ตนได้ (ถ้าไม่ได้ฌานต้องเกิดในกามสุคติภูมิ ๗ )
อสัญญสัตตาพรหม เมื่อหมดอายุ ๕๐๐ มหากัปป์ ต้องได้ปฏิสนธิแน่นอนในกามสุคติภูมิ ๗ เท่านั้น
รูปพรหมโสดาบัน ,สกทาคามี ในรูปภูมิ ๙ คือ ปฐมฌาณภูมิ ๓ ทุติยฌาณภูมิ ๓ , ตติยฌาณภูมิ ๓ จุติแล้วเกิดได้ในรูปภูมิ ๑๐ อรูปภูมิ ๔ ตามควรแก่ฌานที่ได้ ส่วนรูปพรหมที่เป็นอริยะทั้งหลายที่ในเวหัปผลาภูมิ จะไม่ย้ายไปภูมิอื่น จะต้องเป็นพระอรหันต์ในเวหัปผลาภูมินั่นเอง
รูปพรหมอนาคามี ในรูปภูมิ ๑๕ (เว้นอสัญญสัตตาพรหม) ย่อมเกิดได้ในพรหมภูมิ ๑๙ คือ รูปภูมิ ๑๕ และอรูปภูมิ ๔ ตามสมควรแก่ฌานที่ได้
ติเหตุกปุถุชน ที่เป็นอรูปพรหมบุคคล เมื่จุติแล้วมีโอกาสเกิดซ้ำในอรูปภูมิเดิมหรือสูงกว่าได้ภายในอรูปภูมิ ๔ ถ้าไม่ได้ทำอรูปฌานต่อก็ต้องมาเกิดในกามสุคติภูมิ ๗ รวม ๑๑ ภูมิ
สำหรับอรูปพรหมอริยะ ในอรูปภูมิ ๔ นั้น จะไม่กลับมาเกิดในกามสุคติ หรือในรูปพรหมภูมิ จะเกิดซ้ำหรือสูงกว่าในอรูปภูมิ ๔ นั้น แล้วจะปรินิพพานที่ในอรูปภูมิ ๔ นั้น
จบเรื่อง สัมภเวสี เพียงเท่านี้ |