วิสาขะรำลึก  
โดย อาจารย์วรรณสิทธิ์ ไวทยะเสวี

วิสาขบูชา
คือการบูชาในวันเพ็ญกลางเดือน ๖ อันเป็นวันสำคัญยิ่งในพุทธศาสนา ที่พวกเราชาวพุทธรู้ดีว่า เป็นวันที่ตรงกับวันประสูติ , ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งนับเป็นอัศจรรย์ที่เหตุการณ์สำคัญแห่งชีวิตของพระพุทธเจ้า มาบรรจบตรงกันพอดีในวันเพ็ญกลางเดือน ๖ คือวันวิสาขบูชานี้
เรื่องนี้ชาวพุทธ
เราบางท่าน อุตส่าห์ตีความตามความเห็นของตนให้ผิดเพี้ยนไปว่า “ ที่จริงวันประสูติก็คือวันที่ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแหละ และวันปรินิพพานก็คือ วันดับขันธ์ของพระสิทธัตถราชกุมาร ทั้ง ๓ เหตุการณ์นี้ก็คือในวันเพ็ญเดือน ๖ วันเดียวกันนั่นแหละ ” นี่คนพาลตีความไปอย่างนี้ก็มี
จึงขอนำเอา
ความสังเขปเกี่ยวกับการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ตามปฐมสมโพธิเพื่อแก้ไขความหลงผิดไปตามทัศนะเหล่านั้น คือ :-
พระสิทธัตถราชกุมาร
ทรงประสูติจากครรภ์พระนางสิริมหามายาเทวี ขณะเสด็จไปประพาสสวนลุมพินีวัน ณ ภายใต้ต้นรัง เมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี
พอประสูติแล้ว
มีปรากฏการณ์อภินิหารเป็นอัศจรรย์ ที่ทรงพระดำเนินด้วยพระบาทไปได้ ๗ ก้าว เป็นต้น พร้อมเปล่งวาจาว่า อคฺโคหมสฺมิโลกสฺส ฯ เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก เชฏฺโฐฺหมสมิโลกสฺส เราเป็นผู้เจริญยิ่งในโลก เสฏฺโฐหมสมิโลกสฺส เราเป็นผู้ประเสริฐแห่ง โลก อยมนฺติมา ชาติความบังเกิดชาตินี้เป็นที่สุด นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ความบังเกิดอีกมิได้มี
ก่อนการประสูติพระราชกุมาร
พระนางสิริมหามายา ทรงสุบินว่ามีท้าวจตุมหาราชทั้ง ๔ ได้เข้ามายกพระองค์ไปทั้งพระแท่นไสยาสน์ มุ่งตรงไปยังป่าหิมพานต์ แล้ววางลงบนแผ่นศิลาใหญ่ ภายใต้ต้นรังใหญ่ต้นหนึ่ง แล้วมีเทพยดามาเชิญให้ไปสรงน้ำในสระอโนดาต
ในบริเวณนั้น
มีภูเขาเงินและวิมานทองอยู่บนยอดเขาแล้วเชิญให้พระนาง ขึ้นสู่วิมานทองเพื่อบรรทมพักผ่อน
ในที่ใกล้ ๆ
ภูเขาเงินนั้น มีภูเขาทองอีกลูกหนึ่ง ซึ่งเป็นที่อยู่ของช้างเผือกเชือกหนึ่ง ช้างเผือกนั้นลงมาจากสุวรรณบรรพต ขึ้นไปบนภูเขาเงินชูงวงร้องโกญจนาท เข้าไปในวิมานทองแล้วกระทำประทักษิณ ๓ รอบพระองค์ ปรากฏเหมือนเข้าไปในอุทรประเทศทางด้านใต้พระองค์
คณะพราหมณ์ปุโรหิต
๖๔ คน ต่างกราบทูลพยากรณ์ว่า พระสุบินนี้ประเสริฐหนักหนา พระราชโอรสในพระครรภ์ จะเป็นอัครบุรุษผู้มีบุญญานุภาพมาก หากอยู่ครองเพศฆราวาสจะได้เป็นพระบรมจักรพรรดิราช หากทรงออกบรรพชาอุปสมบท จักได้เป็นพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ด้วยเหตุน
ี้ พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดาจึงทรงปรารถนาให้พระราชกุมารอยู่ครองเพศฆราวาส พอ ประสูติได้ ๗ วัน พระพุทธมาดาก็ทิวงคต รวมสิริพระชนมายุของพระนางสิริมหามายาเทวี มีเพียง ๒๖ พรรษา และเมื่อพระสิทธัตถราชกุมาร มีพระชนมายุได้ ๗ พรรษา ก็ทรงให้ศึกษาศิลปะวิทยา อยู่ในสำนักของครูชื่อ วิศวามิตร
ครั้นเมื่อพระชนมาย
ุได้ ๑๖ พรรษา พระราชบิดาก็ให้ทรงอภิเษกสมรส ดำรงสุขสมบัติวิสัย พร้อมด้วยพระมเหสีราหุลมารดา และพระโอรสราหุล อยู่จนพระชันษา ๒๙ ปี
ได้เกิดความสังเวชสลดพระทัย
คิดน้อมตนไปในชรา พยาธิ มรณะ กระทำไว้ในใจเนือง ๆ ประหนึ่งจะละความเมา ๓ ประการทั้งปวงได้ คือความเมาในวัย เมาในความไม่มีโรค เมาต่อความได้มีชีวิต ปรารภว่าเมื่อบุคคลใดดำรงอยู่ในบรรพชาแล้ว ความเมาทั้ง ๓ ประการ ก็จะมิได้มี จึงทรงบรรพชาด้วยอัธยาสัยอันบริสุทธิ์ ตั้งพระทัยว่า อนิวตฺติ ภวิสฺสามิ เราจะเป็นบุคคลไม่กลับคืนยังฆราวาสวิสัยอีก
เมื่อบรรพชาแล้ว
ก็ไปศึกษาอยู่ในสำนักของท่านอาฬารดาบสกาลามโคตร และสำนักท่านอุทกดาบสรามบุตรซึ่งมีนิเวศอาศรมอยู่ในแคว้นสักกชนบท ทรงเห็นว่าการบำเพ็ญอรูปฌานกุศลแม้ถึงที่สุดก็ยังไม่ได้เหตุผลของความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ตามพระประสงค์ จึงเสด็จต่อไปในมคธชนบทเห็นว่าที่อุรุเวลาเสนานิคมนี้เป็นสถานที่รื่นรมย์สงบสงัด ควรประทับบำเพ็ญความเพียรอยู่ ณ ที่นี้
ทรงปรารภถึงความพอใจในกาม
ว่าเป็นเหตุขัดขวางทางตรัสรู้ จึงทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา เพื่อกำจัดความหมกมุ่นในกามคุณอารมณ์ ได้เสวยทุกขเวทนาอย่างสาหัส ก็ไม่อาจจะตรัสรู้ได้ จึงทรงเลิกทุกรกิริยานั้นเสีย หันมาบำเพ็ญทางสมาธิและวิปัสสนา จึงได้ตรัสรู้
ในยามต้นแห่งวันวิสาขะ
ได้บำเพ็ญสมาธิจนเกิดอภิญญาได้บรรลุปุพเพนิวาสนุสติญาณ ในยามกลางได้บรรลุจุตูปปาตญาณ เห็นจุติปฏิสนธิของสัตว์ด้วยอำนาจอภิญญาอันเกิดแต่สมาธิเช่นกัน
ในยามต้นแห่งวันวิสาขะ
อาสวักขยญาณ ด้วยการบำเพ็ญวิปัสสนาปัญญา ที่ทำให้สิ้นอาสวกิเลส เป็นเหตุให้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อวันอังคารขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีวอก ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี
ก่อนตรัสรู้สัมมา
สัมโพธิญาณ ได้ทรงสุบินนิมิตไปว่า :-
พระองค์ทรง
บรรทมหงายพระวรกายเหนือปฐพีพิภพ มีขุนเขาหิมพานต์เป็นเขนย บ่ายพระเศียรไปทางทิศอุดร พระบาททั้งสองเหยียดข้ามมหาสมุทรจนจดยอดขุนเขาจักรวาล ด้านทิศทักษิน พระหัตถ์ซ้ายเหยียดข้ามมหาสมุทร จนสุดยอดเขาจักรวาลในด้านทิศบูรพา พระหัตถ์ขวาเหยียดข้ามมหาสมุทรจนสุดยอดเขาจักวาลด้านทิศปัจฉิม
มีหญ้างอก
ขึ้นที่พระนาภี มีก้านล้วนด้วยแก้วใหญ่ประมาณเท่าคันไถ เมื่อทรงทอดพระเนตรดูก็งอกงามสูงขึ้น ๆ จนจดนภากาศนับด้วยพันโยชน์ และมีกิมิชาติหมู่หนอนตัวสีขาวหัวสีดำไต่ขึ้นไปตั้งแต่พระบาทจนถึงพระชานุ ( หัวเข่า ) ทั้งมีนก ๔ จำพวก มีผิวพรรณกาย ๔ สี ได้พากันบินมาจากทิศทั้ง ๔ แล้วมาหมอบลงนิ่งแทบพระบาทของพระองค์ แล้วกลับกลายเป็นสีขาวไปทั้ง ๔ จำพวก
ทรงสุบินนิมิตไปว่า
พระองค์ทรงเดินจงกรมไปบนภูเขาซึ่งเต็มไปด้วยคูถ แต่พระบาทมิได้แปดเปื้อนเลยแม้แต่น้อย
เมื่อตื่นจากสุบิน
ก็ทรงทำนายสุบินนิมิตนั้นด้วยพระองค์เองว่า :-
เมื่อตื่นจาก
สุบินู้สัมมาสัมโพธิญาณ ด้วยมีขุนเขาหิมพานต์เป็นเขนย อาการที่เหยียดพระบาทและพระหัตถ์ออกไปยังมหาสมุทร จนสุดเขาจักรวาล ก็คืออาการจะได้ประกาศพระสัทธรรมคำสอนโปรดเวไนยสัตว์ทั่วโลก-ธาตุ อาการที่ทรงบรรทมหงายพระวรกาย ทรงทำนายว่า บรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่พากันนอนคว่ำหน้าอยู่ในภพทั้ง ๓ จะได้มีโอกาสหงายหน้าขึ้นมาฟังพระสัทธรรม และจะได้บรรลุมัคผลนิพพาน
หมู่หนอนกิมิชาต
ิที่มีสีขาวหัวสีดำเที่ยวไต่ตามพระบาทจนถึงหัวเข่า ทำนายว่าจะมีมวลมนุษย์ที่มีวาสนาบารมี พากันนุ่งขาวห่มขาวเข้ามาฟังธรรม แล้วเกิดศรัทธาเลื่อมใส ก็จะละเพศฆราวาส บวชเป็นบรรพชิต เข้าถึงพระรัตนตรัยกันเป็นอันมาก
ส่วนนิมิตทีมีนก
๔ จำพวก มีกาย ๔ สี บินมาหมอบลงที่พระบาทแล้วกลับกลายเป็นสีขาวทั้งสิ้นนั้น ก็ได้แก่กุลบุตร กุลธิดาที่มีศรัทธาจากวรรณะทั้ง ๔ จะพากันออกบวชปฏิบัติธรรม แล้วจะกลายเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสมลทินด้วยกันทั้งสิ้น
ข้อที่สุบินนิมิตว่า
เดินจงกรมขึ้นไปบนภูเขาใหญ่ที่เต็มไปด้วยคูถ แต่คูถก็มิได้แปดเปื้อนเลยแม้แต่น้อย ทรงพยากรณ์ว่า
เมื่อตรัสรู้
สัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ประกาศพระพุทธศาสนาแก่พุทธบริษัท ๔ เกิดศรัทธาเลื่อมใสมากแล้ว ลาภ ยศ สรรเสริญและความสุขจะหลั่งไหลมาสักการะบูชาพระพุทธองค์อย่างล้นเหลือ ทั้งที่เป็นของมนุษย์และของทิพย์ แต่พระองค์ก็มิได้ทรงติดยินดีในลาภสักการะเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
ความฝัน
อันเนื่องด้วยปุพพนิมิต หรือกรรมนิมิต ก็สัมฤทธิ์ผลสมจริงตามที่ทรงสุบิน ได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณในกาลต่อมา
เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้
สัมมาสัมโพธิญาณแล้วเสด็จโปรดพระปัญจวัคคี แสดงธรรมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นปฐมเทศนา ให้ตรัสรู้จตุราริยสัจด้วยปฏิเวธาภิสมัย ทรงตั้งพุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก , อุบาสิกา ให้ดำรงอยู่ในพระสัทธรรม บรรลุมัค ผล นิพพาน ตามอุปนิสสัย ทรงประกาศพรหมจรรย์ให้สมบูรณ์แพร่หลาย เป็นประโยชน์แก่ทั้งมนุษย์เทวดาและพรหมเป็นอันมาก นับกาลกำหนดแต่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ล่วงไปได้ ๔๕ พรรษา ก็จะถึงกาลเสด็จดับขันธปรินิพพาน ทรงโปรดสุภัทปริพาชก ให้ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์รูปสุดท้ายด้วยแสดงข้อปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทา
ทรงประทาน
โอวาทแก่ภิกษุสงฆ์ เป็นปัจฉิมโอวาท “ หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิโว ” ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราตถาคต เตือนท่านทั้งหลายให้รู้ว่า วยธมฺมา สงฺขารา สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวง คือประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ ประมาทเถิด
จากนั้นมิได้
ตรัสอะไรอีก ทรงกระทำอนุปุพพวิหารสมาบัติ ฯ คือทรงเข้ารูปฌาน ๔ , อรูปฌาน ๔ และสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ โดยอนุโลม ปฏิโลม แล้วทรงเข้าจตุตถฌาณ
ครั้นออกจาก
จตุตถฌาณแล้วก็เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ในลำดับแห่งการพิจารณาจตุตถฌาณนั้นเอง ในปัจฉิมยามแห่ง วิสาขปุณณมี เป็นวันอังคารขึ้น ๑๕ คำเดือน ๖ ปีมะเส็ง นับเป็นพุทธศักราชที่ ๑
ครั้งนั้น
พระอานนท์ถามพระอนุรุทธ ซึ่งกำลังเฝ้าติดตามดูวาระเสด็จปรินิพพานของพระพุทธองค์ว่า พระพุทธองค์ทรงปรินิพพานแล้วหรือยัง ก็พอดีความมหัศจรรย์ต่าง ๆ ก็ปรากฏขึ้นมีแผ่นดินไหว กลองทิพย์บันลือลั่นขึ้น พร้อมกับการเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระพุทธองค์
ในการเสด็จ
ดับขันธ์ปรินิพพานของพระพุทธองค์นี้ ได้มีผู้ถวายคำอาลัยในคาถาอันเป็นที่ตั้งแห่งความสลดสังเวชไว้หลายท่าน เช่น
ท้าวสหัมบดี
พรหมกล่าวว่า
บรรดาสรรพ
สัตว์ทั้งมวนถ้วนหน้าในโลกล้วนทิ้งร่างกายไว้ถมปฐพี แม้แต่พระตถาคตเจ้าจอมศาสดา ผู้ทรงพระคุณอันใหญ่หลวง ถึงอย่างนี้ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน ทรงเป็นพระสยัมภูตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เอง ทรงบรรลุถึงซึ่งทสพลญาณยังต้องเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ควรจะสังเวชสลดนัก
ท้าวโกสีเทวราช
กล่าวคาถาสังเวธว่า
อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน
อุปฺปชฺชิตวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโข
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป การเข้าไประงับดับเสียซึ่งสังขารเหล่านั้นได้เป็นสุข พระอนุรุทธเถระ กล่าวคาถาสังเวชว่า
“ ลมหายใจเข้าออกของผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีพระทัยตั้งมั่นคงที่ได้หมดไปแล้ว พระมุนีเจ้าผู้ไม่หวั่นไหว ทรงปรารภพระนิพพาน อันเป็นธรรมที่สงบ ทรงอดกลั้นทุกขเวทนาเสียได้ ด้วยพระทัยที่ไม่ติดข้อง แล้วทรงทำกาละใด ความหลุดพ้นด้วยพระทัยได้มีแล้ว พระนิพพานจึงปรากฏแก่พระพุทธองค์ใด เหมือนกับเปลวไฟที่ลุกโพลง แล้วดับไปอย่างสนิท ฉะนั้น ”
พระอานนท์เถระ
กล่าวคาถาว่า
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้เข้าถึงแล้วซึ่งความประเสริฐด้วยประการทั้งปวง เสด็จปรินิพพานแล้ว ความมหัศจรรย์ที่ทำให้เกิดขนพองสยองเกล้า โลมชาติชูชันได้ปรากฏแล้วแก่ เทพยดา และมนุษย์ทั้งหลาย
ตามเหตุการณ์
ในวันวิสาขะบูชาที่ได้นำมาเพียงสังเขปนี้ ย่อมมีแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงปุญญานุภาพเป็นพิเศษยิ่งยากที่จะมีผู้เสมอเหมือนได้ จึงไม่ใช่สิ่งที่เหนือความเป็นไปได้ในพระองค์ท่าน ที่วันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานจะมาตรงกันในวันวิสาขะได้
ฉะนั้น
ในวันสำคัญแห่งพระพุทธศาสนานี้ ควรที่พวกเราพุทธบริษัททั้งหลาย จักได้มีสติตั้งไว้ในความไม่ประมาท ตามปัจฉิมโอวาท ที่พระพุทธองค์ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน คือการให้ปฏิบัติกุศลในพุทธศาสนาด้วยการเจริญสติปัฏฐาน อันเป็นทางเอกที่จะทำให้หมดจดจากกิเลส เข้าถึงความพ้นทุกข์ได้โดยแท้จริง เราจึงจะได้ชื่อว่า “ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในโลกเพื่อเรา ”
ความสำคัญ
ของวันวิสาขะบูชา ไม่ได้อยู่ที่วันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ทั้ง ๓ เหตุการณ์มาตรงกันในวันวิสาขะบูชาเท่านั้น
เราได้รับ
ประโยชน์อะไรจากวันสำคัญนี้บ้าง ?
ถ้าเราได้ศึกษา
และปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์แล้ว ก็จะเห็นได้ว่า
พระพุทธองค์
ทรงพยายามจูงเราออกจากสังสารทุกข์ โดยชี้นำปัญญาให้เข้าถึงสัจธรรมตามความจริงที่เรียกว่า สัจจปฏิเวทญาณ คือ ปัญญาให้เข้าไปรู้อริยสัจ ๔ ให้แก่มนุษย์ เทวดา และพรหมผู้มีปัญญา ที่จะรับเอาได้ เราได้เข้าใจอริยสัจ ๔ ในรอบแรก ด้วยสัจจญาณ โดยรู้ว่า รูปนามขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ กิเลสตัณหาเป็นผู้ทำให้ทุกข์เกิดขึ้น การจะพ้นได้ ต้องเข้าไปแจ้งพระนิพพาน อันเป็นธรรมที่ดับทุกข์ ด้วยการเจริญมัค คือปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาให้เป็นไปพร้อมกันด้วยการเจริญสติปัฏฐาน นอกจากจะได้เรียนรู้อริยสัจ ๔ แล้ว ยังได้รู้ว่า จะต้องทำอะไรกับอริยสัจ ๔ ที่เรียนรู้ด้วยสัจจญาณนั้น พระองค์ยังชี้ข้อปฏิบัติให้เราได้ปฏิบัติด้วย คือ ให้กำหนดรู้ทุกข์ คือกำหนดรู้รูปนามที่เป็นอารมณ์ปัจจุบัน ตามสติปัฏฐาน
ขณะกำหนด
รู้ทุกข์ด้วยสติสัมปชัญญะนั้นชื่อว่า กำลังละสมุทัย , กำลังพยายามทำนิโรธให้แจ้ง และกำลังเจริญมัคไปด้วย ซึ่งเป็นการชี้ให้ถึงกิจจญาณอีกด้วยนี้คือประโยชน์ที่พวกเราชาวพุทธจะได้รับจากวันวิสาขะบูชา ที่เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา คือให้เราได้สัมผัสกับพระพุทธศาสนาด้วย การได้เจริญสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นหนทางทางเดียวที่จะให้เราหมดจดจากกิเลส และพ้นจากวัฏฏะทุกข์ได้ วันนี้มีขึ้น จึงเป็นวันสำคัญยิ่งในพุทธศาสนา ที่ให้เราได้รู้จักกุศลในพุทธศาสนาโดยตรง คือ สติปัฏฐานนั่นเอง