วิสาขบูชา
คือการบูชาในวันเพ็ญกลางเดือน ๖ อันเป็นวันสำคัญยิ่งในพุทธศาสนา ที่พวกเราชาวพุทธรู้ดีว่า เป็นวันที่ตรงกับวันประสูติ , ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งนับเป็นอัศจรรย์ที่เหตุการณ์สำคัญแห่งชีวิตของพระพุทธเจ้า มาบรรจบตรงกันพอดีในวันเพ็ญกลางเดือน ๖ คือวันวิสาขบูชานี้
เรื่องนี้ชาวพุทธ
เราบางท่าน อุตส่าห์ตีความตามความเห็นของตนให้ผิดเพี้ยนไปว่า ที่จริงวันประสูติก็คือวันที่ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแหละ และวันปรินิพพานก็คือ วันดับขันธ์ของพระสิทธัตถราชกุมาร ทั้ง ๓ เหตุการณ์นี้ก็คือในวันเพ็ญเดือน ๖ วันเดียวกันนั่นแหละ นี่คนพาลตีความไปอย่างนี้ก็มี
จึงขอนำเอา
ความสังเขปเกี่ยวกับการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ตามปฐมสมโพธิเพื่อแก้ไขความหลงผิดไปตามทัศนะเหล่านั้น คือ :-
พระสิทธัตถราชกุมาร
ทรงประสูติจากครรภ์พระนางสิริมหามายาเทวี ขณะเสด็จไปประพาสสวนลุมพินีวัน ณ ภายใต้ต้นรัง เมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี
พอประสูติแล้ว
มีปรากฏการณ์อภินิหารเป็นอัศจรรย์ ที่ทรงพระดำเนินด้วยพระบาทไปได้ ๗ ก้าว เป็นต้น พร้อมเปล่งวาจาว่า อคฺโคหมสฺมิโลกสฺส ฯ เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก เชฏฺโฐฺหมสมิโลกสฺส เราเป็นผู้เจริญยิ่งในโลก เสฏฺโฐหมสมิโลกสฺส เราเป็นผู้ประเสริฐแห่ง โลก อยมนฺติมา ชาติความบังเกิดชาตินี้เป็นที่สุด นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ความบังเกิดอีกมิได้มี
ก่อนการประสูติพระราชกุมาร
พระนางสิริมหามายา ทรงสุบินว่ามีท้าวจตุมหาราชทั้ง ๔ ได้เข้ามายกพระองค์ไปทั้งพระแท่นไสยาสน์ มุ่งตรงไปยังป่าหิมพานต์ แล้ววางลงบนแผ่นศิลาใหญ่ ภายใต้ต้นรังใหญ่ต้นหนึ่ง แล้วมีเทพยดามาเชิญให้ไปสรงน้ำในสระอโนดาต
ในบริเวณนั้น
มีภูเขาเงินและวิมานทองอยู่บนยอดเขาแล้วเชิญให้พระนาง ขึ้นสู่วิมานทองเพื่อบรรทมพักผ่อน
ในที่ใกล้ ๆ
ภูเขาเงินนั้น มีภูเขาทองอีกลูกหนึ่ง ซึ่งเป็นที่อยู่ของช้างเผือกเชือกหนึ่ง ช้างเผือกนั้นลงมาจากสุวรรณบรรพต ขึ้นไปบนภูเขาเงินชูงวงร้องโกญจนาท เข้าไปในวิมานทองแล้วกระทำประทักษิณ ๓ รอบพระองค์ ปรากฏเหมือนเข้าไปในอุทรประเทศทางด้านใต้พระองค์
คณะพราหมณ์ปุโรหิต
๖๔ คน ต่างกราบทูลพยากรณ์ว่า พระสุบินนี้ประเสริฐหนักหนา พระราชโอรสในพระครรภ์ จะเป็นอัครบุรุษผู้มีบุญญานุภาพมาก หากอยู่ครองเพศฆราวาสจะได้เป็นพระบรมจักรพรรดิราช หากทรงออกบรรพชาอุปสมบท จักได้เป็นพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ด้วยเหตุน
ี้ พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดาจึงทรงปรารถนาให้พระราชกุมารอยู่ครองเพศฆราวาส พอ ประสูติได้ ๗ วัน พระพุทธมาดาก็ทิวงคต รวมสิริพระชนมายุของพระนางสิริมหามายาเทวี มีเพียง ๒๖ พรรษา และเมื่อพระสิทธัตถราชกุมาร มีพระชนมายุได้ ๗ พรรษา ก็ทรงให้ศึกษาศิลปะวิทยา อยู่ในสำนักของครูชื่อ
วิศวามิตร
ครั้นเมื่อพระชนมาย
ุได้ ๑๖ พรรษา พระราชบิดาก็ให้ทรงอภิเษกสมรส ดำรงสุขสมบัติวิสัย พร้อมด้วยพระมเหสีราหุลมารดา และพระโอรสราหุล อยู่จนพระชันษา ๒๙ ปี
ได้เกิดความสังเวชสลดพระทัย
คิดน้อมตนไปในชรา พยาธิ มรณะ กระทำไว้ในใจเนือง ๆ ประหนึ่งจะละความเมา ๓ ประการทั้งปวงได้ คือความเมาในวัย เมาในความไม่มีโรค เมาต่อความได้มีชีวิต ปรารภว่าเมื่อบุคคลใดดำรงอยู่ในบรรพชาแล้ว ความเมาทั้ง ๓ ประการ ก็จะมิได้มี จึงทรงบรรพชาด้วยอัธยาสัยอันบริสุทธิ์ ตั้งพระทัยว่า อนิวตฺติ ภวิสฺสามิ เราจะเป็นบุคคลไม่กลับคืนยังฆราวาสวิสัยอีก
เมื่อบรรพชาแล้ว
ก็ไปศึกษาอยู่ในสำนักของท่านอาฬารดาบสกาลามโคตร และสำนักท่านอุทกดาบสรามบุตรซึ่งมีนิเวศอาศรมอยู่ในแคว้นสักกชนบท ทรงเห็นว่าการบำเพ็ญอรูปฌานกุศลแม้ถึงที่สุดก็ยังไม่ได้เหตุผลของความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ตามพระประสงค์ จึงเสด็จต่อไปในมคธชนบทเห็นว่าที่อุรุเวลาเสนานิคมนี้เป็นสถานที่รื่นรมย์สงบสงัด ควรประทับบำเพ็ญความเพียรอยู่ ณ ที่นี้
ทรงปรารภถึงความพอใจในกาม
ว่าเป็นเหตุขัดขวางทางตรัสรู้ จึงทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา เพื่อกำจัดความหมกมุ่นในกามคุณอารมณ์ ได้เสวยทุกขเวทนาอย่างสาหัส ก็ไม่อาจจะตรัสรู้ได้ จึงทรงเลิกทุกรกิริยานั้นเสีย หันมาบำเพ็ญทางสมาธิและวิปัสสนา จึงได้ตรัสรู้
ในยามต้นแห่งวันวิสาขะ
ได้บำเพ็ญสมาธิจนเกิดอภิญญาได้บรรลุปุพเพนิวาสนุสติญาณ ในยามกลางได้บรรลุจุตูปปาตญาณ เห็นจุติปฏิสนธิของสัตว์ด้วยอำนาจอภิญญาอันเกิดแต่สมาธิเช่นกัน
ในยามต้นแห่งวันวิสาขะ
อาสวักขยญาณ ด้วยการบำเพ็ญวิปัสสนาปัญญา ที่ทำให้สิ้นอาสวกิเลส เป็นเหตุให้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อวันอังคารขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีวอก ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี
ก่อนตรัสรู้สัมมา
สัมโพธิญาณ ได้ทรงสุบินนิมิตไปว่า :-
พระองค์ทรง
บรรทมหงายพระวรกายเหนือปฐพีพิภพ มีขุนเขาหิมพานต์เป็นเขนย บ่ายพระเศียรไปทางทิศอุดร พระบาททั้งสองเหยียดข้ามมหาสมุทรจนจดยอดขุนเขาจักรวาล ด้านทิศทักษิน พระหัตถ์ซ้ายเหยียดข้ามมหาสมุทร จนสุดยอดเขาจักรวาลในด้านทิศบูรพา พระหัตถ์ขวาเหยียดข้ามมหาสมุทรจนสุดยอดเขาจักวาลด้านทิศปัจฉิม
มีหญ้างอก
ขึ้นที่พระนาภี มีก้านล้วนด้วยแก้วใหญ่ประมาณเท่าคันไถ เมื่อทรงทอดพระเนตรดูก็งอกงามสูงขึ้น ๆ จนจดนภากาศนับด้วยพันโยชน์ และมีกิมิชาติหมู่หนอนตัวสีขาวหัวสีดำไต่ขึ้นไปตั้งแต่พระบาทจนถึงพระชานุ ( หัวเข่า ) ทั้งมีนก ๔ จำพวก มีผิวพรรณกาย ๔ สี ได้พากันบินมาจากทิศทั้ง ๔ แล้วมาหมอบลงนิ่งแทบพระบาทของพระองค์ แล้วกลับกลายเป็นสีขาวไปทั้ง ๔ จำพวก
ทรงสุบินนิมิตไปว่า
พระองค์ทรงเดินจงกรมไปบนภูเขาซึ่งเต็มไปด้วยคูถ แต่พระบาทมิได้แปดเปื้อนเลยแม้แต่น้อย
เมื่อตื่นจากสุบิน
ก็ทรงทำนายสุบินนิมิตนั้นด้วยพระองค์เองว่า :-
เมื่อตื่นจาก
สุบินู้สัมมาสัมโพธิญาณ ด้วยมีขุนเขาหิมพานต์เป็นเขนย อาการที่เหยียดพระบาทและพระหัตถ์ออกไปยังมหาสมุทร จนสุดเขาจักรวาล ก็คืออาการจะได้ประกาศพระสัทธรรมคำสอนโปรดเวไนยสัตว์ทั่วโลก-ธาตุ อาการที่ทรงบรรทมหงายพระวรกาย ทรงทำนายว่า บรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่พากันนอนคว่ำหน้าอยู่ในภพทั้ง ๓ จะได้มีโอกาสหงายหน้าขึ้นมาฟังพระสัทธรรม และจะได้บรรลุมัคผลนิพพาน
หมู่หนอนกิมิชาต
ิที่มีสีขาวหัวสีดำเที่ยวไต่ตามพระบาทจนถึงหัวเข่า ทำนายว่าจะมีมวลมนุษย์ที่มีวาสนาบารมี พากันนุ่งขาวห่มขาวเข้ามาฟังธรรม แล้วเกิดศรัทธาเลื่อมใส ก็จะละเพศฆราวาส บวชเป็นบรรพชิต เข้าถึงพระรัตนตรัยกันเป็นอันมาก
ส่วนนิมิตทีมีนก
๔ จำพวก มีกาย ๔ สี บินมาหมอบลงที่พระบาทแล้วกลับกลายเป็นสีขาวทั้งสิ้นนั้น ก็ได้แก่กุลบุตร กุลธิดาที่มีศรัทธาจากวรรณะทั้ง ๔ จะพากันออกบวชปฏิบัติธรรม แล้วจะกลายเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสมลทินด้วยกันทั้งสิ้น
ข้อที่สุบินนิมิตว่า
เดินจงกรมขึ้นไปบนภูเขาใหญ่ที่เต็มไปด้วยคูถ แต่คูถก็มิได้แปดเปื้อนเลยแม้แต่น้อย ทรงพยากรณ์ว่า
เมื่อตรัสรู้
สัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ประกาศพระพุทธศาสนาแก่พุทธบริษัท ๔ เกิดศรัทธาเลื่อมใสมากแล้ว ลาภ ยศ สรรเสริญและความสุขจะหลั่งไหลมาสักการะบูชาพระพุทธองค์อย่างล้นเหลือ ทั้งที่เป็นของมนุษย์และของทิพย์ แต่พระองค์ก็มิได้ทรงติดยินดีในลาภสักการะเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
ความฝัน
อันเนื่องด้วยปุพพนิมิต หรือกรรมนิมิต ก็สัมฤทธิ์ผลสมจริงตามที่ทรงสุบิน ได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณในกาลต่อมา
เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้
สัมมาสัมโพธิญาณแล้วเสด็จโปรดพระปัญจวัคคี แสดงธรรมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นปฐมเทศนา ให้ตรัสรู้จตุราริยสัจด้วยปฏิเวธาภิสมัย ทรงตั้งพุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก , อุบาสิกา ให้ดำรงอยู่ในพระสัทธรรม บรรลุมัค ผล นิพพาน ตามอุปนิสสัย ทรงประกาศพรหมจรรย์ให้สมบูรณ์แพร่หลาย เป็นประโยชน์แก่ทั้งมนุษย์เทวดาและพรหมเป็นอันมาก นับกาลกำหนดแต่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ล่วงไปได้ ๔๕ พรรษา ก็จะถึงกาลเสด็จดับขันธปรินิพพาน ทรงโปรดสุภัทปริพาชก ให้ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์รูปสุดท้ายด้วยแสดงข้อปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทา
ทรงประทาน
โอวาทแก่ภิกษุสงฆ์ เป็นปัจฉิมโอวาท หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิโว ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราตถาคต เตือนท่านทั้งหลายให้รู้ว่า วยธมฺมา สงฺขารา สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวง คือประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ ประมาทเถิด
จากนั้นมิได้
ตรัสอะไรอีก ทรงกระทำอนุปุพพวิหารสมาบัติ ฯ คือทรงเข้ารูปฌาน ๔ , อรูปฌาน ๔ และสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ โดยอนุโลม ปฏิโลม แล้วทรงเข้าจตุตถฌาณ
ครั้นออกจาก
จตุตถฌาณแล้วก็เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ในลำดับแห่งการพิจารณาจตุตถฌาณนั้นเอง ในปัจฉิมยามแห่ง วิสาขปุณณมี เป็นวันอังคารขึ้น ๑๕ คำเดือน ๖ ปีมะเส็ง นับเป็นพุทธศักราชที่ ๑
ครั้งนั้น
พระอานนท์ถามพระอนุรุทธ ซึ่งกำลังเฝ้าติดตามดูวาระเสด็จปรินิพพานของพระพุทธองค์ว่า พระพุทธองค์ทรงปรินิพพานแล้วหรือยัง ก็พอดีความมหัศจรรย์ต่าง ๆ ก็ปรากฏขึ้นมีแผ่นดินไหว กลองทิพย์บันลือลั่นขึ้น พร้อมกับการเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระพุทธองค์
ในการเสด็จ
ดับขันธ์ปรินิพพานของพระพุทธองค์นี้ ได้มีผู้ถวายคำอาลัยในคาถาอันเป็นที่ตั้งแห่งความสลดสังเวชไว้หลายท่าน เช่น
ท้าวสหัมบดี
พรหมกล่าวว่า
บรรดาสรรพ
สัตว์ทั้งมวนถ้วนหน้าในโลกล้วนทิ้งร่างกายไว้ถมปฐพี แม้แต่พระตถาคตเจ้าจอมศาสดา ผู้ทรงพระคุณอันใหญ่หลวง ถึงอย่างนี้ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน ทรงเป็นพระสยัมภูตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เอง ทรงบรรลุถึงซึ่งทสพลญาณยังต้องเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ควรจะสังเวชสลดนัก
ท้าวโกสีเทวราช
กล่าวคาถาสังเวธว่า
อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน
อุปฺปชฺชิตวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโข
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป การเข้าไประงับดับเสียซึ่งสังขารเหล่านั้นได้เป็นสุข พระอนุรุทธเถระ กล่าวคาถาสังเวชว่า
ลมหายใจเข้าออกของผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีพระทัยตั้งมั่นคงที่ได้หมดไปแล้ว พระมุนีเจ้าผู้ไม่หวั่นไหว ทรงปรารภพระนิพพาน อันเป็นธรรมที่สงบ ทรงอดกลั้นทุกขเวทนาเสียได้ ด้วยพระทัยที่ไม่ติดข้อง แล้วทรงทำกาละใด ความหลุดพ้นด้วยพระทัยได้มีแล้ว พระนิพพานจึงปรากฏแก่พระพุทธองค์ใด เหมือนกับเปลวไฟที่ลุกโพลง แล้วดับไปอย่างสนิท ฉะนั้น
พระอานนท์เถระ
กล่าวคาถาว่า
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้เข้าถึงแล้วซึ่งความประเสริฐด้วยประการทั้งปวง เสด็จปรินิพพานแล้ว ความมหัศจรรย์ที่ทำให้เกิดขนพองสยองเกล้า โลมชาติชูชันได้ปรากฏแล้วแก่ เทพยดา และมนุษย์ทั้งหลาย
ตามเหตุการณ์
ในวันวิสาขะบูชาที่ได้นำมาเพียงสังเขปนี้ ย่อมมีแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงปุญญานุภาพเป็นพิเศษยิ่งยากที่จะมีผู้เสมอเหมือนได้ จึงไม่ใช่สิ่งที่เหนือความเป็นไปได้ในพระองค์ท่าน ที่วันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานจะมาตรงกันในวันวิสาขะได้
ฉะนั้น
ในวันสำคัญแห่งพระพุทธศาสนานี้ ควรที่พวกเราพุทธบริษัททั้งหลาย จักได้มีสติตั้งไว้ในความไม่ประมาท ตามปัจฉิมโอวาท ที่พระพุทธองค์ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน คือการให้ปฏิบัติกุศลในพุทธศาสนาด้วยการเจริญสติปัฏฐาน อันเป็นทางเอกที่จะทำให้หมดจดจากกิเลส เข้าถึงความพ้นทุกข์ได้โดยแท้จริง เราจึงจะได้ชื่อว่า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในโลกเพื่อเรา
ความสำคัญ
ของวันวิสาขะบูชา ไม่ได้อยู่ที่วันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ทั้ง ๓ เหตุการณ์มาตรงกันในวันวิสาขะบูชาเท่านั้น
เราได้รับ
ประโยชน์อะไรจากวันสำคัญนี้บ้าง ?
ถ้าเราได้ศึกษา
และปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์แล้ว ก็จะเห็นได้ว่า
พระพุทธองค์
ทรงพยายามจูงเราออกจากสังสารทุกข์ โดยชี้นำปัญญาให้เข้าถึงสัจธรรมตามความจริงที่เรียกว่า สัจจปฏิเวทญาณ คือ ปัญญาให้เข้าไปรู้อริยสัจ ๔ ให้แก่มนุษย์ เทวดา และพรหมผู้มีปัญญา ที่จะรับเอาได้ เราได้เข้าใจอริยสัจ ๔ ในรอบแรก ด้วยสัจจญาณ โดยรู้ว่า รูปนามขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ กิเลสตัณหาเป็นผู้ทำให้ทุกข์เกิดขึ้น การจะพ้นได้ ต้องเข้าไปแจ้งพระนิพพาน อันเป็นธรรมที่ดับทุกข์ ด้วยการเจริญมัค คือปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาให้เป็นไปพร้อมกันด้วยการเจริญสติปัฏฐาน นอกจากจะได้เรียนรู้อริยสัจ ๔ แล้ว ยังได้รู้ว่า จะต้องทำอะไรกับอริยสัจ ๔ ที่เรียนรู้ด้วยสัจจญาณนั้น พระองค์ยังชี้ข้อปฏิบัติให้เราได้ปฏิบัติด้วย คือ ให้กำหนดรู้ทุกข์ คือกำหนดรู้รูปนามที่เป็นอารมณ์ปัจจุบัน ตามสติปัฏฐาน
ขณะกำหนด
รู้ทุกข์ด้วยสติสัมปชัญญะนั้นชื่อว่า กำลังละสมุทัย , กำลังพยายามทำนิโรธให้แจ้ง และกำลังเจริญมัคไปด้วย ซึ่งเป็นการชี้ให้ถึงกิจจญาณอีกด้วยนี้คือประโยชน์ที่พวกเราชาวพุทธจะได้รับจากวันวิสาขะบูชา ที่เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา คือให้เราได้สัมผัสกับพระพุทธศาสนาด้วย การได้เจริญสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นหนทางทางเดียวที่จะให้เราหมดจดจากกิเลส และพ้นจากวัฏฏะทุกข์ได้ วันนี้มีขึ้น จึงเป็นวันสำคัญยิ่งในพุทธศาสนา ที่ให้เราได้รู้จักกุศลในพุทธศาสนาโดยตรง คือ สติปัฏฐานนั่นเอง |
|