| เมตตานี้มักถูกกล่าวถึงควบคู่ไปกับกรุณาว่า เมตตากรุณา ซึ่งทำให้บางคนเข้าใจว่าเป็นธรรมชาติอันเดียวกัน
ความจริง
เมตตาไม่ใช่กรุณา เป็นคนละอย่างกัน เพราะเป็นพรหมวิหารอย่างหนึ่งต่างหาก ในบรรดาพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา
คำว่าพรหมวิหาร นั้น แปลว่า ธรรมอันเป็นที่อยู่ที่ประเสริฐ หรือว่า ธรรมอันเป็นที่อยู่ที่ไม่มีโทษ ความว่า เป็นที่พำนักอยู่ที่ประเสริฐหรือไม่มีโทษแห่งจิตใจของสาธุชน เพราะความที่เป็นการปฏิบัติชอบในสัตว์ทั้งหลาย โดยเกี่ยวกับการนำเอาประโยชน์สุขให้แก่สัตว์เหล่านั้น
อีกอย่างหนึ่ง ผู้หลักผู้ใหญ่เขาก็เรียกกันว่า พรหม ทั้งนี้เพราะความที่เป็นผู้มีจิตปราศจากโทษ ด้วยอำนาจแห่งธรรมมีเมตตาเป็นต้นนี้ เช่นเดียวกับเทวดาชั้นพรหม ซึ่งเป็นผู้มีจิตปราศจากโทษคือนิวรณ์ ฉะนั้น หากเป็นผู้มีจิตไม่ประกอบด้วยธรรมเหล่านี้ ก็หมดความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เพราะเหตุนั้นจึงเรียกธรรม ๔ อย่าง มีเมตตาเป็นต้น เหล่านี้ว่า พรหมวิหาร ๔ นัยหลังนี้ คำ ว่า พรหมวิหาร ๔ ต้องแปลว่า ธรรมอันเป็นที่อยู่ของผู้หลักผู้ใหญ่
เมตตา ได้แก่ ธรรมชาติที่รัก กล่าวคือ เยื่อใยปรารถนาดีต่อบุคคลอื่น
กรุณา ได้แก่ ธรรมชาติที่สร้างความหวั่นไหวสะเทือนใจให้เกิดขึ้นแก่สาธุชนคนดี เมื่อได้พบเห็นผู้อื่นประสบความทุกข์
มุทิตา ได้แก่ ธรรมชาติที่สร้างความบันเทิงใจ กล่าวคือ ความยินดีด้วย ให้เกิดขึ้นในคราวที่ทราบความสำเร็จของผู้อื่น
อุเบกขา ได้แก่ ธรรมชาติที่เป็นเหตุให้บุคคลวางเฉย กล่าวคือ เป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ด้วยอคติคือความลำเอียง ในคราวที่มีเรื่องราวอันอาจทำให้เกิดอคติขึ้น
ในบรรดา
พรหมวิหาร ๔ เมตตาเท่านั้นที่จัดเป็นสัพพัตถกกรรมฐาน พรหมวิหาร ๓ ที่เหลือ มีกรุณาเป็นต้น มิได้จัดเป็นสัพพัตถกกรรมฐาน ด้วยเหตุผลที่จะกล่าวในตอนท้ายของเรื่องรวมความว่า เมตตานี้ เป็นความรัก ความเยื่อใยในบุคคลอื่นก็แต่ว่า แม้ ตัณหา คือ ความอยาก ก็เป็นความรัก ความเยื่อใยเหมือนกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็กล่าวได้ว่า คนเรานี้มีความรักอยู่ ๒ อย่าง คือ รักด้วยเมตตาและรักด้วยตัณหา ซึ่งความรักทั้ง ๒ นี้ แตกต่างกัน เป็นคนละธรรมชาติ
ความรักด้วยเมตตา เป็นอย่างไร ?
ความรักด้วยตัณหา เป็นอย่างไร ?
ความรักด้วยเมตตา เป็นความหวังประโยชน์สุขแก่บุคคลอื่น ใคร่จะให้เขาได้ดีมีสุข โดยไม่คำนึงถึงว่า การได้ดีมีสุขของบุคคลนั้น ตนเองมีส่วนได้รับกับเขาด้วยหรือไม่ ตลอดทั้งเยื่อใยในความรู้สึกนึกคิดของบุคคลอื่น
ส่วนความรักด้วยตัณหา เป็นความอยากได้มาเป็นสมบัติหรืออยากประสบพบเห็น เกิดขึ้นเพราะความเล็งเห็นว่า ถ้าหากว่าบุคคลนั้น หรือสิ่งนั้น ๆ มีอยู่ เป็นอยู่ หรือตนเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็จะเป็นความสุขแก่ตน ถ้าเล็งเห็นว่า บุคคลนั้น ๆ หรือสิ่งนั้น ๆ มีอยู่ หรือเป็นไปอยู่ หรือตนเข้าไปเกี่ยวข้องแล้วจะเป็นความทุกข์แก่ตน ความอยากได้หรืออยากประสบพบเห็นก็จะไม่เกิดขึ้น มีแต่ความต้องการจะให้หมดไป ให้พ้นไป หากว่าจะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ผู้อื่นได้ดีมีสุข ตนเองต้องมีส่วนได้ดีมีสุขนั้นด้วย จึงจะกระทำ
ความรัก
ย่อมทำให้มีการสละบริจาคให้แก่คนที่ตนรัก หากว่าความรักนั้นเป็นความรักด้วยเมตตา ก็มุ่งแต่จะให้เขาได้รับไปอย่างเดียว ไม่แลเหลียวถึงผลตอบแทนแม้เพียงให้ผู้อื่นได้แลเห็นความดีของตน จึงไม่เป็นเหตุแห่งความทุกข์ความเสียใจ เพราะความผิดหวังในภายหลัง มีแต่ความสุขใจ ที่มีส่วนได้ทำประโยชน์ให้แก่คนอื่นอย่างเดียว เพราะฉะนั้น เมตตานี้จึงเป็นธรรมที่เมื่อยังไม่เกิด ก็ควรทำให้เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ควรทำให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่ถ้าหากว่าความรักนั้น เป็นความรักด้วยตัณหา ก็จะเล็งเอาผลตอบแทนที่พึงได้รับ ต้องการให้เขารักตอบ โดยที่สุด แม้เพียงให้เขาได้เห็นความดีของตน เพราะฉะนั้น จึงมีโอกาสเป็นเหตุแห่งความทุกข์ ความเสียใจ เพราะความผิดหวังในภายหลังได้ สมตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ นั่นเทียว แม้ในเทศนาอริยสัจ ๔ ก็ตรัสไว้เป็นการแน่นอนแล้วว่า ทุกข์ทั้งหลายมีตัณหาเป็นสมุทัยคือเป็นเหตุให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ตัณหานี้จึงเป็นธรรมที่ควรละให้หมดไป
ที่ว่ามานี้เป็นความแตกต่างกันระหว่าง ความรักด้วย เมตตา กับ ความรักด้วย ตัณหา
เพื่อเป็นการทำความรู้สึกกับธรรมชาติที่ชื่อว่า เมตตา นี้ให้ดียิ่งขึ้น จึงควรทราบถึงลักษณะ กิจ ผลปรากฏ และเหตุใกล้ที่ทำให้เกิด ตลอดทั้งสมบัติและวิบัติแห่งเมตตานี้อีกหน่อยหนึ่ง ดังต่อไปนี้
เมตตา - มีความเป็นไปโดยอาการที่ประพฤติแต่ประโยชน์ เป็นลักษณะ อธิบายว่า เวลาที่เมตตานี้เกิดขึ้นบุคคลย่อมรู้ได้ว่าเวลานี้เมตตาเกิดขึ้นแล้วในจิตใจของเรา ก็เพราะกำหนดลักษณะของเมตตาที่แตกต่างจากลักษณะของธรรมชาติอย่างอื่นได้นั่นเอง นั่นก็คือ ความเป็นไปโดยอาการที่ประพฤติประโยชน์ กล่าวคือ เยื่อใยในบุคคลอื่น ธรรมชาติใดมีความเป็นไปอย่างนี้ ธรรมชาตินี้แหละคือเมตตา ไม่ใช่กรุณาและไม่ใช่ธรรมชาติอย่างอื่น
- มีการน้อมเอาประโยชน์เกื้อกูลเข้าไปเป็นกิจ อธิบายว่า เมื่อเมตตาเกิดขึ้นแล้ว กิจ
กล่าวคือหน้าที่ที่เมตตาพึงกระทำ ก็ได้แก่การน้อมเอาประโยชน์เกื้อกูลเข้าไปในสัตว์ทั้งหลาย มีการสละบริจาควัตถุสิ่งของ การช่วยเหลือแห่งเบาภาระของคนอื่น เป็นต้น และแม้ยังไม่มีโอกาสแสดงออกมาทางกาย หรือวาจา เกี่ยวกับการสละบริจาควัตถุสิ่งของ เป็นต้นอย่างนั้น ก็มีใจน้อมไปเพื่อการกระทำอย่างนั้น
- มีการกำจัดความอาฆาตเป็นผลปรากฏ อธิบายว่า เวลาที่เมตตานี้เกิดขึ้น เมตตาเป็นปฏิปักษ์ต่อโทสะอันเป็นมูลแห่งความอาฆาต เพราะฉะนั้น ผลปรากฏที่บัณฑิตเห็นได้ด้วยปัญญาก็คือ การกำจัดความอาฆาตได้
- มีการเล็งเห็นภาวะที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้นำชอบใจเป็นเหตุใกล้ให้เกิด อธิบายว่า ก่อนที่เมตตาจะเกิดขึ้น เวลานั้นจะต้องเห็นบุคคลอื่น คนเดียวก็ตาม หลายคนก็ตาม ว่าเป็นผู้ที่น่าชอบใจ คือประสบพบเห็นแล้วก็เจริญใจ ไม่เห็นว่าเป็นผู้น่ารังเกียจ ต้องมีการเล็งเห็นอย่างนี้ก่อนเมตตาจึงจะเกิดขึ้นได้ หากเล็งเห็นว่าเขาเป็นผู้น่ารังเกียจ เกี่ยวกับไปใส่ใจถึงความประพฤติที่ไม่มีของเขาเข้าเป็นต้น เมตตาก็ไม่เกิดขึ้น
ส่วน สมบัติ (ความสำเร็จ) และ วิบัติ (ความพินาศ) บัณฑิตทั้งหลายพบว่า เมตตานี้มีความสงบความอาฆาตได้นั่นแหละเป็นสมบัติ มีความเกิดขึ้นแห่งความเสน่หาคือตัณหาเป็นวิบัติ ด้วยว่าเมตตามีสภาพคล้ายตัณหา เมื่อแผ่เมตตาไปยังบุคคลอื่นเนือง ๆ หากว่าไม่มีสติคอยควบคุมให้ดี โอกาสที่จะกลับกลายเป็นตัณหาย่อมมีได้โดยง่าย นั่นคือ ความพินาศแห่งเมตตา
อานิสงส์ของเมตตา
เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดความใคร่จะเจริญเมตตา ก็ขอแสดง อานิสงส์ หรือประโยชน์ที่พึงได้รับจากการเจริญเมตตา ดังต่อไปนี้
พระพุทธเจ้า
ตรัสไว้ (ใน องฺ เอกาทสก. ๒๔/๓๗๐) ว่า เมตฺตาย ภิกขเว เจโตวิมุตฺติยา อาเสวิตาย ภาวิตาย พหุลีกตาย ยานีกตาย วตฺถุกตาย อนุฏฐิตาย ปริจตาย สุสมารทฺธาย เอกาทสานิสํสา ปาฏิกงฺขา เป็นต้น แปลว่า
ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อได้ส้องเสพเมตตาเจโตวิมุตติ (การทำจิตให้น้อมไปด้วยเมตตา) ได้เจริญ ได้กระทำให้มาก ได้กระทำให้เป็นเครื่องนำออก (จากความอาฆาต) ได้กระทำให้เป็นที่ตั้งอาศัย ทำให้ตั้งมั่น สั่งสม ปรารภดีแล้ว ก็หวังได้ซึ่งอานิสงส์ ๑๑ ประการ อานิสงส์ ๑๑ ประการไฉน ? ได้แก่
๑. นอนหลับเป็นสุข
๒. ตื่นเป็นสุข
๓. ไม่ฝันร้าย
๔. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย
๕. เป็นที่รักของอมุษย์ทั้งหลาย
๖. เทวดารักษา
๗. ไฟก็ดี ยาพิษก็ดี อาวุธก็ดี ย่อมกล้ำกรายเขาไม่ได้
๘. จิตย่อมตั้งมั่นได้เร็ว
๙. มีสีหน้าผ่องใส
๑๐.ไม่หลงตาย
๑๑.เมื่อยังไม่แทงตลอดธรรมที่สูงขึ้นไป (กว่าเมตตานี้) ก็จะเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก ดังนี้
ซึ่งมีคำอธิบายแต่ละข้อตามลำดับ ดังต่อไปนี้
- ข้อว่า นอนหลับเป็นสุข มีอรรถาธิบายว่า ชนเหล่าอื่นผู้มิได้เจริญเมตตาย่อมนอนหลับเป็นทุกข์ กล่าวคือ หยั่งลงสู่ความหลับได้ยาก คือว่าจะหลับได้ก็ต้องพลิกกายกลิ้งเกลือกไปข้างนั่นข้างนี้บ่อย ๆ ทอดถอนใจอยู่ก่อน เพราะว่าจิตของเขาผู้มากด้วยการสั่งสมความโกรธย่อมกระวนกระวายอยู่ตลอดเวลา เมื่อจะข่มให้สงบ เพราะต้องการจะหลับ ย่อมข่มได้ยากจึงหลับได้ยาก และเมื่อจิตไม่สงบ กระวนกระวายอยู่อย่างนี้ แม้กายก็ย่อมกระวนกระวายไปตามจิต จึงเกิดอาการผิดแปลกขึ้น กล่าวคือ กลิ้งเกลือกไปข้างนั้นข้างนี้ แม้ว่าหลับแล้วก็เหมือนมิได้หลับ เพราะไม่สงบ กล่าวคือ นอนร้าย มีอวัยวะเป็นต้นว่า มือและเท้า ซัดไปข้างนั้นข้างนี้ ไม่น่าดู ไม่สำรวม บางคราวก็มีอาการเหมือนปีนป่าย นอนกัดฟันบ้าง นอนกรนบ้าง
ส่วนผู้ที่มีจิตอบรมแล้วด้วยเมตตาชื่อว่า นอนหลับเป็นสุข คือหยั่งลงสู่ความหลับได้ง่าย ไม่มีอาการผิดแปลกเหล่านั้น และแม้เมื่อหลับ ก็มีกายสงบนิ่ง สำรวม ดุจกำลังเข้าสมาธิสมาบัตินั่นเทียว
- ข้อว่า ตื่นเป็นสุข มีอรรถาธิบายว่า ชนเหล่าอื่นผู้มิได้เจริญเมตตา ซึ่งเป็นผู้โกรธง่าย มากด้วยความไม่พอใจ เมื่อหลับแล้ว จะตื่น ก็มีอาการเหมือนไม่อยากตื่น คือ ทอดถอนใจ บิดกาย กลิ้งเกลือกอยู่ มีจิตใจหม่นหมอง ไม่แช่มชื่น ตื่นขึ้นด้วยอาการงัวเงีย มักหงุดหงิดด้วยสิ่งที่เห็นรอบกาย จึงชื่อว่าตื่นเป็นทุกข์ ฉันใด ผู้ที่มีจิตอบรมดีแล้วด้วยเมตตา มิได้เป็นฉันนั้น ย่อมตื่นขึ้นอย่างปราศจากอาการผิดแปลกเหล่านั้น มีสีหน้าผ่องใสดังดอกไม้บาน จึงชื่อว่า ตื่นเป็นสุข
- ข้อว่า ไม่ฝันร้าย มีอรรถาธิบายว่า ชนทั้งหลายผู้มีจิตใจห่างไกลจากเมตตา ย่อมสั่งสมความโกรธ ความไม่พอใจเอาไว้บ่อย ๆ จนคุ้นเคย ความโกรธ ความไม่พอใจ ที่สั่งสมเอาไว้ในใจนั้น ในเวลาหลับย่อมน้อมน้าวใจให้เกิดความฝันเป็นเรื่องราวที่ไม่ดีไม่น่าปรารถนา สร้างความรู้สึกไม่พอใจ ความโกรธ ความสะดุ้งกลัว ตกใจ ฯลฯ ให้เกิดขึ้น เช่น ฝันว่าตนเองถูกพวกโจรรุมล้อม ถูกสัตว์ร้ายทำร้ายเอา เป็นต้น จึงชื่อว่า ฝันร้าย ฉันใด ชนผู้มีจิตอบรมดีแล้วด้วยเมตตาจะเป็นฉันเดียวกันนั้นหามิได้ เพราะจิตใจที่คุ้นเคยกับเมตตาดีแล้ว สงบดีแล้วด้วยเมตตา ย่อมทำให้หลับได้สนิท ไม่ฝัน หรือแม้ฝันก็ไม่ฝันร้าย ย่อมฝันแต่เรื่องดี ๆ น่าปรารถนา และเป็นกุศล เช่น ฝันว่าได้ไหว้พระเจดีย์ ได้ฟังธรรม เป็นต้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ไม่ฝันร้าย
- ข้อว่า เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย มีอรรถาธิบายว่า ผู้มีเมตตาต่อคนทั้งหลาย ย่อมได้รับความเมตตาตอบจากคนเหล่านั้น ดุจผู้ไหว้เขา ย่อมได้รับการไหว้ตอบ ฉะนั้น
เป็นความจริงว่า คนเราส่วนมากมักจะเป็นอย่างนี้ คือ ไม่ชอบทำในสิ่งที่ตนชอบ และ ชอบทำในสิ่งที่ตนไม่ชอบ เช่นว่าความซื่อสัตย์จริงใจเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ชอบ ก็ต้องการ มีบุตร มีภรรยา ก็หวังจะให้เขาเป็นคนซื่อสัตย์ จริงใจ ไม่นอกใจ ไม่มีใครชอบบุตรภรรยาที่เป็นคนหลอกลวง ไม่ซื่อสัตย์หรือนอกใจ เมื่อจะคบมิตร คบเพื่อน ก็หวังจะให้เขาเป็นมิตร เป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ ไว้ใจได้ ไม่คดโกงหลอกลวง เรียกว่า มุ่งจะให้คนอื่นทำดีแก่ตน แต่ไม่หันมาพิจารณาตนเองบ้างเลยว่า ตนเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจต่อคนอื่นเขาแล้วหรือยัง สักแต่คิดจะให้คนอื่นเขาทำให้แก่ตนฝ่ายเดียว ไม่สำเหนียกเอาเลยทีเดียวว่าตนต้องทำสิ่งที่ดี ๆ เหล่านั้นให้แก่คนอื่นเขาด้วย จึงจะยุติธรรม อย่างนี้แหละ ชื่อว่า ไม่ชอบทำในสิ่งที่ตนชอบ และในขณะเดียวกัน ก็มักจะ ชอบทำในสิ่งที่ตนไม่ชอบ กล่าวคือ แม้เพียงประโยชน์ส่วนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำในสิ่งที่ตนไม่ชอบนั้นได้ กล่าวคือ นอกใจภรรยาได้ หักหลังมิตร ทรยศเพื่อนได้อย่างนี้ เป็นต้น
แม้เกี่ยวกับเมตตา อันเป็นความรัก ความปรารถนาดีนี้ก็เช่นเดียวกัน ทุกคนมุ่งแต่จะให้คนอื่นเขาเมตตา รักใคร่ปรารถนาดีต่อตน แต่ตนเองนั้นมีเมตตาต่อคนอื่นเขาแล้วหรือไม่อย่างไร ไม่เคยคำนึงถึง บางคนซึ่งเป็นชาวพุทธบริษัทนับถือพุทธศาสนา ถึงกับขวนขวายหาของดีมีไว้ประจำตัว คือพระเครื่องรางประเภทที่เชื่อถือว่าดีทางเมตตามหานิยม ติดตัวไปทุกสถานที่ ด้วยหวังว่าจะเป็นเครื่องช่วยให้คนอื่นรักใคร่พอใจตน ติดต่อธุระการงานอะไรกับใคร ผู้นั้นจะยินดีช่วยเหลือให้สำเร็จลุล่วง เป็นการคิดจะเอาประโยชน์จากผู้อื่น ไม่มีความคิดจะให้อะไรแก่คนอื่น จัดว่า เป็นคนเอาแต่ได้
ส่วนผู้ที่มีจิตอบรมดีแล้วด้วยเมตตามิได้เป็นอย่างนั้น ย่อมแผ่ความปรารถนาไปยังผู้อื่น โดยมิได้หวังความปรารถนาดีจากผู้อื่นเป็นการตอบแทน ก็แต่ว่า แม้ไม่ต้องการการกระทำตอบแทนอย่างนั้น ผู้มีเมตตาต่อผู้อื่นย่อมรับได้รับความเมตตาตอบแทนจากผู้อื่น นั่นแหละ เข้าทำนอง ผู้ไหว้เขา ย่อมได้รับการไหว้ตอบ นั่นเทียว เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีจิตประกอบด้วยเมตตา หวังประโยชน์เกื้อกูลแก่บุคคลอยู่เสมอ ๆ จึงเป็นผู้ได้รับความรัก ความปรารถนาดีตอบ จากคนทั้งหลายทั่วไป จึงเป็นผู้ที่มีมิตร มีคนเข้ามาคบหาสมาคมด้วยมาก ด้วยว่าคนที่ใจดีมีเมตตาใคร ๆ ก็อยากคบหา อย่างนี้แล ชื่อว่า เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย เวลาที่ประสบความเดือดร้อน ลำบาก ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่น ผู้อื่นทราบเข้าก็ยินดีช่วยเหลือ แม้เกรงใจเขา ยังมิได้ออกปากขอความช่วยเหลือจากเขาเลยก็ตาม เมตตาจึงจัดว่ามีอานุภาพทางเมตตามหานิยมที่แน่นอน ยิ่งกว่าวัตถุมงคลอะไร ๆ ทั้งนั้น ซึ่งสักแต่ว่ามีศรัทธาเชื่อถือกันไปเท่านั้น ยังเอาแน่นอนอะไรไม่ได้
- ข้อว่า เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย มีอรรถาธิบายว่า มิใช่แต่มนุษย์ทั้งหลายเท่านั้นที่รักใคร่ แม้อมนุษย์ก็รักใคร่ คำว่า อมนุษย์ ได้แก่ผู้ที่ไม่ใช่มนุษย์ แต่รูปร่างอัตภาพเหมือนมนุษย์ โดยตรงก็ได้แก่ พวกอสูรกายที่สิงสู่อยู่ตามที่ต่าง ๆ มีป่า, ป่าช้า เป็นต้น ในข้อนี้ บัณฑิตพึงเห็นเรื่องราวของพระวิสาขะเป็นนิทัสสะเถิด
มีเรื่องว่า
ท่านผู้นี้ แรกเริ่มเดิมทีก็เป็นฆราวาสครองเรือน ครองสมบัติอยู่ที่เมืองปาฏลีบุตร ต่อมาท่านได้สดับข่าวว่า ที่เกาะลังกา บ้านเมืองประดับประดาด้วยแนวพระเจดีย์รุ่งเรืองสว่างไสวไปด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยจนใคร ๆ ก็อาจนั่งหรือนอนตรงที่ไหน ๆ ได้ตามต้องการอากาศดี บุคคลดี การฟังธรรมก็หาได้ง่าย เป็นเครื่องหมายว่า พระพุทธศาสนากำลังเจริญรุ่งเรืองอยู่บนเกาะนี้ จึงมีจิตศรัทธาเลื่อมใส ใคร่จะบวชเป็นภิกษุสงฆ์อาศัยอยู่บนเกาะนี้ ครั้นได้โอกาส ท่านก็มอบกองโภคสมบัติทั้งหมดให้แก่บุตรและภรรยาไปลงเรือไปขึ้นฝั่งที่เกาะลังกานั้น มาถึงวิหารก็ขอบวช ท่านเป็นภิกษุสงฆ์ เรียนปริยัติอยู่ที่วิหารนั้น ๕ พรรษา ก็ตลอดเวลาตั้งแต่บวช ท่านก็เป็นผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตา แผ่เมตตาไปยังสัตว์ทั้งหลายเป็นเนืองนิตย์
ครั้นย่างเข้าพรรษาที่ ๖ ท่านคิดจะเจริญกรรมฐาน (เป็นปาริหาริยกรรมฐาน) จึงเรียนกรรมฐานที่สะดวกแก่ตน เมื่อเข้าใจทะลุปรุโปร่งดีแล้ว ก็แสวงหาที่ที่สะดวกแก่การเจริญกรรมฐานนั้น ได้ไปยังจิตตลบรรพตวิหาร ท่านอยู่บำเพ็ญกรรมฐานที่วิหารนั้นมิได้ขาด
ท่านอยู่ที่จิตตลบรรพตวิหารได้ ๔ เดือน คืนหนึ่งดำริว่า ในเวลาใกล้รุ่ง เราจะละสถานที่นี้ไปอยู่ที่อื่น ดังนี้แล้ว ก็เข้านอน เทวดาที่สิงอยู่ที่ต้นมณิละ ณ หัวจงกรม มานั่งร้องไห้ที่ขั้นบันได พระเถระได้ยินเสียงร้องไห้ก็ถามว่า ใครล่ะ นั้น ? เทวดาตอบว่า ข้าพเจ้า มณิลิยเทวดา พอท่านถามต่อไปว่า ท่านร้องไห้ทำไม ? ก็ตอบว่า เพราะรู้ว่าท่านจะไป ข้าพเจ้าจึงร้องไห้ เมื่อเราอยู่ ณ ที่นี้ เป็นประโยชน์อะไรแก่ท่าน พระเถระซักไซ้ด้วยความสงสัย ท่านผู้เจริญก่อนที่ท่านจะมาอยู่ ณ สถานที่นี้ พวกอมนุษย์ทั้งหลายมีแต่ความโกรธเคืองทะเลาะเบาะแว้งกัน เอาแต่ส่งเสียงดังด่าว่ากัน ไม่เป็นสุขกันเลย นับตั้งแต่ท่านได้มาอยู่แล้วตลอด ๔ เดือน พวกอมนุษย์ทั้งหลายต่างได้เมตตาจิตซึ่งกันและกัน รักใคร่ปรองดองกัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันเลย นับแต่นี้ไปเมื่อท่านไปแล้ว พวกอมนุษย์เหล่านั้นจะทะเลาะกันอีก กล่าวคำหยาบกันอีก เทวดาชี้แจง
พระเถระครั้นทราบดังนั้น ก็กล่าวว่า ถ้าหากว่า เราอยู่ ณ สถานที่นี้ พวกท่านต่างอยู่กันได้อย่างผาสุก ก็ดีละ ก็จะอยู่ ณ ที่นี้ต่อไปอีก ท่านคงอยู่ ณ จิตตลบรรพตวิหารนั้นแหละ ต่อไปอีก ๔ เดือน ครบ ๔ เดือนแล้ว ก็คิดจะไปอยู่ที่อื่นอีก แม้เทวดาก็มานั่งร้องไห้อย่างนั้นนั่นแหละอีก โดยอุบายนี้ พระเถระจึงคงอยู่ ณ จิตตลบรรพตวิหารนั้นนั่นเองจนในที่สุด ท่านก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วก็ดับขันธ์ปรินิพพานไป ณ ที่นั้นนั่นเอง
บุคคลผู้มีเมตตาเป็นวิหารธรรม ชื่อว่า เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย อย่างนี้แล
อนึ่ง แม้สัตว์ร้าย มีช้างดุ ม้าดุ เป็นต้น ก็ยังละพยศยอมสยบแก่บุคคลผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตา เหมือนอย่างที่ช้างนาฬาคีรียอมสยบแต่พระพุทธเจ้า นั่นแล
มีเรื่องว่า
พระเทวทัตใคร่จะปกครองพระสงฆ์เสียเอง จึงทูลขอร้องพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงมอบตำแหน่งผู้ปกครองภิกษุสงฆ์แก่ตน เมื่อพระองค์ทรงปฏิเสธ พระเทวทัตก็โกรธแค้นผูกอาฆาตพระศาสดาคอยหาโอกาสทำร้าย ขึ้นไปบนเขาคิชฌกูฏ ผลักก้อนหินใหญ่หวังจะให้กลิ้งลงมาทับพระองค์ เมื่อไม่ได้ผลสมตามความตั้งใจ เพราะมีเพียงสะเก็ดหินที่แตกกระเด็นมากระทบพระบาท กระทำพระโลหิตห้อขึ้นเท่านั้น ก็พยายามต่อไปอีก โดยสั่งให้เจ้าพนักงานของพระเจ้าอชาตศัตรูผู้คู่คิด ไสช้างนาฬาคีรีเข้าทำร้ายพระพุทธเจ้า ขณะที่ข้างทำหูรี่ขดงวงเข้าปาก พุ่งเข้าใส่นั้น พระอานนท์กลัวว่าพระตถาคตจะทรงได้รับอันตราย ด้วยความรักที่มีในองค์พระพุทธเจ้ายิ่งกว่าตนเอง จึงยอมสละชีวิตถลันเข้าขวางไว้ ไม่ยอมให้ช้างทำอันตรายพระตถาคตได้ ก็แต่ว่าช้างในเวลานั้นดุแสนดุ แม้พุ่งตัวเข้ามาด้วยหมายใจจะทำร้ายพระพุทธเจ้าอย่างนั้น ก็พลันหยุดเสียทันทีทันใดก่อนจะถึงตัวพระอานนท์ผู้เข้าไปขวางไว้ ราวกะถูกพลังมหาศาลอะไรสักอย่างหนึ่งฉุดรั้งไว้ ไม่ใช่แต่เพียงเท่านั้น ช้างยังย่อตัวหมอบสยบลงเบื้องพระพักตร์พระพุทธเจ้าเสียอีก เป็นที่น่าอัศจรรย์แก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก แม้ควาญช้างจะพยายามอย่างไร ก็ยังคงหมอบอยู่อย่างนั้น ไม่ยอมทำตาม
ก็การที่ช้างดุเห็นปานนั้นพุ่งเข้าใส่หมายใจจะเข้าทำร้ายพระพุทธเจ้า แล้วกลับหยุดยั้งเสียฉับพลัน ย่อตัวหมอบสยบเป็นช้างเชื่องในทันทีทันใดนั้น จะเป็นไปเพราะอานุภาพของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ อย่างอื่นหามิได้ ที่แท้แล้ว เป็นไปเพราะอานุภาพแห่งพระเมตตาที่ยิ่งใหญ่ของพระบรมศาสดาที่ทรงแผ่ไปยังช้างขณะนั้นนั่นเทียว ทำจิตใจของช้างที่เห็นพระพุทธเจ้าเป็นศัตรูให้แปรเปลี่ยนมาเห็นว่าเป็นมิตร
อนึ่ง สมัยโบราณกาลนานมา นับตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ความเจริญทางด้านวัตถุยังมีน้อย บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยป่าเขาลำเนาไม้ที่สงัดเงียบปราศจากผู้คน ภิกษุทั้งหลายผู้ปรารภกรรมฐานมักใช้ป่าเขาลำเนาไม้เหล่านั้นเป็นสถานที่หลีกเร้นบำเพ็ญเพียร ก็แต่ว่าสถานที่ที่เป็นเช่นนั้นชุกชุมด้วยอมนุษย์และสัตว์ร้าย โอกาสที่จะประสบอันตรายจากอมนุษย์และสัตว์ร้ายมีมาก ถึงกระนั้น ท่านเหล่านั้นก็อาศัยอยู่ ณ สถานที่ที่เป็นเช่นนั้นได้อย่างผาสุก ปราศจากอันตราย ท่านไม่มีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายอะไรอย่างอื่น นอกจากเมตตา เมตตาที่ท่านแผ่ไปในสัตว์ทั้งหลายอยู่เป็นประจำนั่นเทียว ทำให้จิตใจของอมนุษย์และสัตว์ร้ายเหล่านั้นอ่อนโยนเห็นท่านเป็นมิตร ไม่คิดร้ายต่อท่าน
ข้อว่า เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย ก็มีประการดังกล่าวมานี้
- ข้อว่า เทวดารักษา มีอรรถาธิบายว่า เทวดาผู้มีสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบ ย่อมสรรเสริญ
การกระทำดีมีจิตเป็นกุศลของผู้อื่น แม้เมตตาก็เป็นกุศลชั้นเยี่ยมอย่างหนึ่ง จึงเป็นธรรมดาว่า จะอนุโมทนาชื่นชมบุคคลผู้มีจิตเป็นกุศล คือมีจิตประกอบด้วยเมตตานี้ ย่อมระแวดระวังรักษาไว้ไม่ให้ตกไปในอันตราย เท่าที่อานุภาพของตนจะทำได้ เหมือนอย่างบิดามารดารักษาบุตร ฉะนั้น
- ข้อว่า ไฟก็ดี ยาพิษก็ดี อาวุธก็ดี ย่อมกล้ำกราย เขาไม่ได้ มีอรรถาธิบายว่า เมตตาย่อมมีอานุภาพทำให้ผู้อื่นรัก หรือทำให้ศัตรูผู้มุ่งร้ายกลับใจเปลี่ยนมาเป็นมิตร ตามนัยที่กล่าวแล้วในข้อก่อน แต่บางคราว แม้ว่าไม่สามารถทำผู้นั้นให้กลับใจได้ ยังคงมุ่งร้ายอยู่นั่นเอง ก็ยังมีอานุภาพป้องกันเครื่องมือที่ใช้ทำร้าย มีไฟเป็นต้น ไม่ให้กล้ำกรายคือไม่ให้ทำอันตรายได้ ในความข้อนี้ บัณฑิตพึงเห็นเรื่องของนางอุตตรา อุบาสิกาเป็นทัสสนะเถิด
มีเรื่องว่า นางอุตตรา ธิดาสาวของปุณณเศรษฐี ได้ฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคแล้ว ก็สำเร็จเป็นพระโสดาบัน ต่อมาบิดายกให้เป็นภรรยาของบุตรเศรษฐีกรุงราชคฤห์ ซึ่งเป็นตระกูลมิจฉาทิฏฐิ ไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย นับตั้งแต่นางอุตตรามาอยู่ในตระกูลมิจฉาทิฏฐิแล้วก็ไม่มีโอกาสไปวัดทำบุญฟังธรรม เพราะไม่มีใครต้องการให้ทำอย่างนั้น อีกทั้งต้องคอยปรนนิบัติรับใช้สามี จนไม่มีช่อง ไม่มีโอกาสจะไปวัดหรือทำบุญ
วันหนึ่ง นางอุตตราถามสาวใช้ว่า วันในพรรษายังเหลืออยู่อีกเท่าไร ? เมื่อสาวใช้ตอบว่า ยังเหลืออยู่ครึ่งเดือนคุณแม่ จึงส่งข่าวไปให้ปุณณเศรษฐีผู้บิดาทราบ
เมื่อท่านเศรษฐีทราบข่าวว่าธิดาของตนไม่มีโอกาสได้ทำบุญเลย จนใกล้จะสิ้นพรรษาแล้วอย่างนี้ก็ไม่สบายใจ คิดอุบายได้อย่างหนึ่ง จึงส่งทรัพย์ ๑๕,๐๐๐ เหรียญไปให้ธิดาของตน ให้ว่าจ้างหญิงคณิการูปงานคนหนึ่งชื่อ นางสิริมา มาปรนนิบัติรับใช้สามีแทนตน จะได้มีเวลาทำบุญฟังธรรมตามที่ต้องการ
นางอุตตราให้เชิญนางสิริมามาแล้ว ก็มอบทรัพย์เหล่านั้นให้เป็นค่าจ้าง ปรนนิบัติบำเรอสามีของนางไปเป็นเวลาครึ่งเดือน จนกว่าจะถึงวันออกพรรษา
นางสิริมายินดีรับจ้าง จึงถูกพาไปหาสามีของนางอุตตรา นางอุตตราแจ้งความประสงค์ของตนให้สามีทราบ สามีเห็นนางสิริมาเป็นคนมีรูปโฉมงดงามก็ยินดี ยินยอมตามคำขอของนางอุตตรา ว่า ก็ดีเหมือนกัน
นางอุตตรา ครั้นได้โอกาสแล้วอย่างนี้ ก็นิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์อย่าเสด็จไปที่อื่นเลย ขอทรงรับภิกษาหารในเรือนของข้าพระองค์นี้แห่งเดียว ตลอดเวลากึ่งเดือนนี้เกิด พระเจ้าข้า พระศาสดาทรงรับคำทูลนิมนต์ของนางอุตตรา
นางอุตตรามีจิตยินดีนักว่า นับแต่นี้ไปเราจะได้อุปัฏฐากพระศาสดาและฟังธรรม จนกว่าจะถึงวันมหาปวารณาออกพรรษา เที่ยวจัดแจงกิจการทุกอย่างอยู่ที่โรงครัวใหญ่ ให้เขาต้มข้าวต้ม หุงภัต ทำขนม ทะนุบำรุงพระศาสดาพร้อมทั้งภิกษุสงฆ์อยู่ทุกวัน
ครั้นเมื่อวันมหาปวารณาออกพรรษาจะมาถึงพรุ่งนี้ สามีของนางยืนมองตรงไปทางโรงครัวใหญ่ทางหน้าต่าง เห็นนางอุตตรามีเนื้อตัวมอมแมมด้วยเหงื่อ เปรอะเปื้อนขี้เถ้า ผมเผ้ายุ่งเหยิง เที่ยววุ่นวายจัดแจ้งให้เขาตระเตรียมการบุญอยู่ข้างนั้นข้างนี้ คิดว่า โธ่เอ๋ย หญิงโง่ ไม่รู้จักหาความสุขจากความมั่งคั่งร่ำรวยเช่นนี้ ยินดีอุปัฏฐากพวกสมณะโล้นอยู่ได้ ดังนี้แล้วก็หัวเราะขึ้นมา
เมื่อสามีของนางอุตตราหลีกไปแล้ว นางสิริมาซึ่งยืนอยู่ในที่ใกล้ สงสัยว่า บุตรเศรษฐีหัวเราะเรื่องอะไร จึงมองออกไปทางหน้าต่าง เห็นนางอุตตรา ก็สำคัญว่า บุตรเศรษฐีหัวเราะเพราะเกิดจิตรักใคร่เอ็นดูนางอุตตราขึ้นมา ก็เกิดความริษยาหึงหวง
นางสิริมาเป็นคนนอกก็จริง แต่มาอยู่ในเรือนนี้ เสวยความสุขสบายหลายวันเข้าก็ลืมตัว สำคัญตนเหมือนเป็นคนในเป็นนายหญิงของบ้านเอาทีเดียว เมื่อเกิดความริษยาขึ้นอย่างนี้ ก็ผูกอาฆาตในนางอุตตราอย่างรุนแรง เมื่ออดกลั้นไม่ได้ ก็ลงจากปราสาทไปยังโรงครัว ตักเนยใสที่เดือดพล่านที่เขาใช้ทอดขนมแล้ว ใส่ภาชนะ เดินถือภาชนะตรงไปยังที่นางอุตตรายืนอยู่
นางอุตตราเห็นนางสิริมาเดินถือภาชนะใส่เนยใสเดือด ๆ ตรงเข้ามาหาตนอย่างนี้ ก็ทราบจุดประสงค์เลยทีเดียว ถึงกระนั้นก็ไม่ได้กระทำความโกรธให้เกิดขึ้น กลับแผ่เมตตาไปว่า หญิงคนนี้มีอุปการะต่อเรามากนักหนา เพราะได้อาศัยหล่อน เราจึงมีโอกาสได้ทำบุญฟังธรรมสมความตั้งใจ ถ้าหากว่าเราเกิดโกรธในนางผู้นี้แม้เพียงเล็กน้อย ก็ขอให้น้ำเนยใส่นี้ลวกเราเถิด ถ้าไม่โกรธนางเลย ก็ขออย่าให้ลวกเลย ดังนี้ เมื่อนางสิริมาเทเนยใสที่ร้อนจัดนั้นรดไปบนตัวนางอุตตรา เนยใสนั้นก็กลับเย็นไปเหมือนน้ำเย็น
พวกนางทาสีของนางอุตตราเห็นนายถูกทำร้าย ต่างก็พากันเข้ามารุมทุบตีทางสิริมา กว่านางอุตตราจะห้ามปราบให้หยุดได้ ก็ทำเอานางสิริมาล้มลุกคลุกคลาน
นางสิริมาเห็นว่านางอุตตราไม่ถือโทษเลยก็ได้สำนึกตัวเกิดความละอายใจ สำนึกตนได้ว่าเป็นเพียงคนนอก แล้วก็หมอบลงแทบเท้าของนางอุตตรา ขอให้ยกโทษ เรื่องขัดแย้งทั้งหลายก็สงบไป
อานุภาพของเมตตา ย่อมทำให้แม้แต่ไฟกล่าวคือของร้อน เห็นเช่นนี้ กล้ำกรายไม่ได้อย่างนี้
อนึ่ง แม้ยาพิษก็ย่อมกล้ำกรายไม่ได้ กล่าวคือ ไม่ซึมซาบเข้าไปในร่างกาย ของบุคคลผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตาเหมือนอย่างที่พระจูฬสิวเถระกำลังสอนคัมภีร์สังยุตตนิกายอยู่ถูกงูพิษที่ตกจากต้นไม้กัดเอา ก็ไม่มีอันตราย ฉะนั้น
อนึ่ง ด้วยอานุภาพของเมตตา ย่อมทำให้ปลอดพ้นจากศัตราวุธที่ผู้อื่นใช้ทำร้ายได้ทีเดียว อย่าว่าแต่ผู้เป็นมนุษย์เลยแม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็มีส่วนได้รับความคุ้มครองป้องกันภัยจากเมตตาของตน เหมือนอย่างเรื่องแม่โคป่าตัวหนึ่ง
มีเรื่องว่า แม่โคป่าตัวหนึ่งกำลังยืนปล่อยกษีรธาราให้แก่ลูกของตนอยู่ ระหว่างนั้นนายพรานคนหนึ่งมาพบเข้า คิดว่า เราจักแทงมัน จึงพุ่งหอกด้ามยาวออกไป หอกกระทบร่างของแม่โคแล้วกลับเฉเลี้ยวไปเสียอีกทางหนึ่ง หาทำอันตรายแก่แม่โคได้ไม่ ที่เป็นเช่นนี้ ก็ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาที่มีต่อลูกของมันในขณะนั้นนั่นเอง
ข้อว่า จิตย่อมตั้งมั่นได้เร็ว มีอรรถาธิบายว่า สำหรับผู้มีจิตมิได้อบรมด้วยเมตตา มากด้วย
ความโกรธ ความไม่พอใจ ใจที่คุ้นเคยด้วยความโกรธมักกระสับกระส่ายดิ้นรน ไม่หยุดนิ่ง แม้ว่าในเวลานั้นยังไม่มีความโกรธเกิดขึ้นก็ตาม เมื่อพยายามทำใจสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ ย่อมทำได้ยาก รู้สึกเป็นภาระหนัก อนึ่ง แม้ว่าจะไปอยู่ในที่สงัดวิเวกปรารภกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง มีกสิณเป็นต้น เป็นปาริหาริยกรรมฐาน ได้สถานที่อยู่ที่เป็นเช่นนั้นแล้ว จิตยังสงบได้ยาก เพราะคอยแต่จะหงุดหงิด ขัดเคืองกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในสถานที่นั้น เกี่ยวกับอากาศที่ร้อนไปหน่อยบ้าง หนาวไปหน่อยบ้าง เกี่ยวกับเหลือบยุงที่มาไต่ตอมบ้าง เป็นต้น ทำให้ภาวนาไม่สำเร็จ
ส่วนผู้ที่มีจิตอบรมดีแล้วด้วยเมตตา จะไม่มีอุปสรรคขัดขวางอย่างนั้น เมื่อเขาพยายามจะทำให้จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ จิตก็จะสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิได้เร็ว
- ข้อว่า มีสีหน้าผ่องใส มีอรรถาธิบายว่า สำหรับผู้มากไปด้วยความโกรธ มีจิตใจห่างไกลจากเมตตา ใจคอที่หงุดหงิดขดเคืองอยู่เสมอ ๆ ของเขานั่นเองย่อมมีผลไปถึงรูป ทำให้หน้าตาของเขาหม่นหมองบึ้งตึง อย่าว่าแต่เป็นคนขี้ริ้วขี้เหร่ตามปกติอยู่แล้วเลย แม้ว่าจะเป็นคนสวยคนงามก็ตาม ความสวยความงามนั้นจะถูกลบเลือนไป เพราะสีหน้าอันเกิดแต่กำลังของความโกรธนั้นนั่นเทียว ส่วนบุคคลผู้มีใจมากด้วยเมตตามิได้เป็นอย่างนั้น ใจที่ชุ่มชื่นเบิกบานจากการมองผู้อื่นในด้านดี เกี่ยวกับมุ่งจะให้เขาได้ดีมีสุขอยู่เสมอ ๆ นั่นเอง จะทำสีหน้าของเขาให้ผ่องใสอิ่มเอิบ อย่าว่าแต่จะเป็นคนสวยงามตามปกติอยู่แล้วเลย แม้ว่าเป็นคนขี้ริ้วขี้เหร่ หากว่ามีจิตชุ่มชื่นด้วยเมตตาธรรมอยู่เสมอ ๆ ความขี้ริ้วขี้เหร่นั้นจะถูกลบเลือนไปได้มาก
- ข้อว่า ไม่หลงตาย มีอรรถาธิบายว่า บุคคลอื่น ๆ ผู้มิได้อบรมจิตใจด้วยเมตตา เป็นทาสของความโกรธ หากว่าในเวลาใกล้ตาย เกิดทุกขเวทนาขึ้น แม้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขาก็จะอดกลั้นไม่ได้ ความโกรธ ความไม่พอใจ ความหงุดหงิดใจย่อมเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย เมื่อตายไปในระหว่างนั้น ชื่อว่าเป็นคนหลงตาย เพราะเหตุที่ไม่มีสติตายไป ส่วนผู้ที่มีจิตใจประกอบด้วยเมตตาธรรม ย่อมไม่ตกใต้อำนาจทุกขเวทนาแม้แรงกล้าที่เกิดขึ้น ย่อมอดกลั้นมีสติ เอาชนะความไม่พอใจความหงุดหงิดใจได้ เมื่อตายไปในระหว่างนั้น ก็ชื่อว่า ไม่หลงตาย
- ข้อว่า เมื่อยังไม่แทงตลอดธรรมที่สูงยิ่งขึ้นไป (กว่าเมตตานี้) ก็จะเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก มีอรรถาธิบายว่า ข้อนี้ ท่านกล่าวไว้สำหรับผู้เจริญเมตตา เป็นปาริหาริยกรรมฐานอันเป็นประเภท สมถกรรมฐานจนบรรลุฌาน เมื่อบรรลุฌานได้แล้ว หากว่าไม่สามารถแทงตลอดคุณวิเศษที่สูงยิ่งกว่าฌานนี้คือ ความเป็นพระอรหันต์ ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดกันต่อไปอีก ถึงกระนั้นก็ไม่ตกต่ำ เพราะว่าฌานที่ได้จากการเจริญเมตตานั้น หากว่ารักษาไว้ดีไม่เสื่อมไม่เสียก่อน หลังจากตายแล้วย่อมส่งให้เข้าถึงพรหมโลก
อานิสงส์ของเมตตา ๑๑ ประการ ก็มีนัยดังพรรณนามาฉะนี้แล
อนึ่ง ในข้อความนี้ อานิสงส์ทั้งหลาย มีนอนหลับเป็นสุขเป็นต้น ย่อมมีได้แม้โดยการปรารภกรรมฐานอื่นจากเมตตานี้ก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น สำหรับบุคคลผู้เจริญเมตตาแล้ว ย่อมได้รับอานิสงส์เหล่านี้ไม่มีเหลือ เพราะภาวะที่เมตตาเป็นข้าศึกโดยตรงต่อโทสะนั่นเอง
การพิจารณาอานิสงส์ ๑๑ ประการนี้ ย่อมเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดความใคร่จะเจริญเมตตาได้เป็นอย่างดีแห่งผู้ที่ใคร่จะได้รับอานิสงส์เหล่านี้
เมื่อได้พิจารณาอานิสงส์จนเกิดความกระตือรือร้นในอันจะเจริญเมตตาแล้ว ก็ควรทราบวิธีเจริญเมตตาต่อไป
วิธีเจริญเมตตา
ผู้ใคร่จะเจริญเมตตา ก่อนอื่นพึงพิจารณาโทษและโทสะ (ความโกรธ) และคุณค่าของขันติ (ความอดกลั้น)เนืองๆเพราะเหตุไรจึงต้องมีการพิจารณาอย่างนี้ ?ตอบว่า การเจริญเมตตา อันเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งอานิสงส์ ๑๑ ประการนั้น ก็เกี่ยวกับว่า ภาวนานี้เป็นไปเพื่อกำจัดกิเลสอันเป็นปฏิปักษ์คือโทสะ และให้บรรลุธรรมคือขันติ ทำให้เป็นบุคคลผู้มีจิตใจเยือกเย็นไม่รุ่มร้อน และอดกลั้นได้ ไม่ถือสาในความผิดของผู้อื่นก็แต่ว่า การที่จะกำจัดธรรมฝ่ายชั่วอะไร ๆ โดยที่ไม่หมั่นพิจารณาเห็นโทษ เห็นภัยของมันเนือง ๆ เสียก่อนนั้น ย่อมทำให้สำเร็จด้วยดีมิได้ ต้องหมั่นพิจารณาโทษภัยของธรรมฝ่ายชั่วนั้น ๆ ก่อนจึงจะกำจัดมันได้ด้วยดี เพราะฉะนั้น การที่จะเจริญเมตตาเพื่อละโทสะ และโทสะนั้นจะเป็นอันละได้ดี ก็โดยพิจารณาเห็นโทษภัยของโทสะเนืองๆ เหมือนอย่างบุคคลคิดจะละเว้นอบายมุข จะเป็นอันละเว้นได้ดี ก็โดยการพิจารณาเห็นโทษภัยของอบายมุขเนือง ๆ
อนึ่ง คนเราจะบรรจุธรรมวิเศษอะไรสักอย่างหนึ่ง ถ้าหากไม่หมั่นพิจารณาเห็นคุณค่าของธรรมวิเศษนั้นอยู่เนือง ๆ ความพยายามเพื่ออันบรรลุก็ย่อมอ่อนไป หรือเฉื่อยชาไป เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ย่อมบรรลุถึงธรรมวิเศษไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อต้องการจะเจริญเมตตาเพื่อบรรลุธรรมคือขันติ ก็ต้องพิจารณาเห็นคุณค่าของขันตินั้นอยู่เนือง ๆ เหมือนอย่างบุคคลพยายามทำการงาน เพื่ออันได้มาซึ่งเงินและทอง ก็เพราะเขาได้พิจารณาเห็นคุณค่าคือประโยชน์ของเงินและทองแล้ว ฉะนั้น เพราะฉะนั้น ผู้ใคร่เจริญเมตตา อันดับแรก พึงพิจารณาโทษของโทสะเสมอ ๆ อย่างนี้ว่า
- คนเราจะประสบความสำเร็จ ในการงานอาชีพ หรือในการศึกษาเล่าเรียน เพราะความโกรธหามิได้ ที่แท้แล้วมันจะล้มเหลวพินาศไปเพราะความโกรธนั่นแหละ โกรธผู้บังคับบัญชา ก็ไม่ยินดีทำตามคำสั่ง หรือทำไปอย่างเสียไม่ได้ โกรธเพื่อร่วมงาน ก็ไม่ให้ความร่วมมือประสานงานกับผู้อื่นเพื่อให้การงานนั้นสำเร็จด้วยดี หรือไม่ก็เอาแต่เกี่ยงงอนให้ผู้อื่นทำ เป็นนักเรียน นักศึกษา ก็คอยแต่เพ่งโทษครูอาจารย์ว่า สอนไม่ดีบ้าง พูดจาฟังไม่รู้เรื่องบ้าง เอาแต่ขุ่นเคืองใจ ก็เลยไม่ตั้งใจฟัง ไม่ตั้งใจเรียนอย่างเคารพ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จในงานอาชีพ หรือการศึกษาเล่าเรียนนั้นได้
- คนมักโกรธ ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ อยากคบหาสมาคมด้วย เพราะเขากลัวการมีเรื่องกระทบกระทั่งขัดเคืองใจกัน จึงเป็นผู้มีมิตรสหายน้อย เวลาเดือดร้อน ย่อมหาคนช่วยเหลือได้ยาก
- คนเรา เมื่อถูกความโกรธครอบงำ โอกาสที่จะขาดสติสัมปชัญญะ แล้วทำกรรมชั่ว ด้วยกาย วาจา และใจย่อมมีได้เสมอ ทั้ง ๆ ที่ไม่คิดจะทำอย่างนั้นมาก่อนเลย ซึ่งอย่างน้อยมันก็จะเป็นเหตุให้ต้องเสียใจ เสวยทุกข์โทมนัสเพราะการกระทำของตนในภายหลังได้เมื่อได้สำนึก
ความข้อนี้ บัณฑิตย่อมแจ่มแจ้งได้ด้วยเรื่องของช่างเจียระไนเพชรผู้หนึ่ง ที่ท่านเล่าไว้ใน อรรถกถาธรรมบท เป็นนิทัสสนะ
มีเรื่องว่า ที่เรือนสกุลของช่างเจียระไนเพชรผู้หนึ่ง มีพระเถระรูปหนึ่ง ชื่อว่า ติสสะ ไปมาหาสู่เป็นประจำ จนเป็นพระเถระประจำสกุล คุ้นเคยกันมาตลอดเวลา ๑๒ ปี ตัวช่างและภรรยาปรนนิบัติทะนุบำรุงพระเถระ เหมือนกับว่าท่านเป็นมารดาหรือบิดาของตนทีเดียว
อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ช่างเจียระไนผู้นี้กำลงหั่นเนื้อเพื่อประกอบอาหารอยู่เบื้องหน้าพระเถระ พระราชาปเสนทิแห่งแคว้นโกศลรับสั่งให้พนักงานนำเพชรเม็ดหนึ่งมาให้เจียระไน ช่างเจียระไนรับเอาเพชรเม็ดนั้นด้วยมือของตนที่เปื้อนคราบเลือดในการหั่นเนื้อ แล้ววางบนหีบ เข้าไปล้างมือข้างใน
ก็ในเรือนของช่างเจียระไนผู้นั้น มีนกกระเรียนที่เลี้ยงไว้อยู่ตัวหนึ่ง มันได้กลิ่นเลือดของเนื้อที่หั่น ก็เข้ามาเดินป้วนเปี้ยนในบริเวณนั้น เห็นเพชรที่เปื้อนคราบเลือดเม็ดนั้นเข้า ก็สำคัญว่าเป็นเนื้อ จึงคาบเพชรเม็ดนั้น แล้วก็กลืนกินเสีย เป็นเวลาเดียวกับที่พระเถระผู้นั่งอยู่ข้างหนึ่ง เหลือบมองมาทางนี้ ท่านจึงเห็นการกระทำของนกกระเรียนทุกอย่าง
ข้างนายช่างเจียระไนออกมาไม่เห็นเพชรเม็ดนั้นแล้ว ก็เที่ยวมองหาไปข้างนั้นข้างนี้ เมื่อไม่พบก็เที่ยวถามคนในบ้านทุกคน รวมทั้งภรรยาของตน แต่ละคนก็บอกว่าไม่เห็นและไม่ได้เอาไป ช่างเจียระไนก็ร้อนใจนัก หวาดหวั่นสะดุ้งกลัวต่อราชภัยว่า เราทำทรัพย์สินของพระราชาให้สูญหาย จะถูกรับสั่งให้ลงโทษประหารชีวิตหมดทั้งครอบครัว เมื่อถามแล้ว คนนี้ก็ปฏิเสธ คนนั้นก็ไม่ยอมรับ เหลือพระเถระอยู่รูปเดียว ก็เกิดความปักใจว่าท่านต้องเป็นผู้หยิบฉวยเอาไป เมื่อถามท่านแล้ว ท่านปฏิเสธก็โกรธ กล่าวว่า บริเวณนี้ไม่มีคนอื่น ก็มีแต่ตัวท่านเท่านั้น ท่านนั่นแหละเอาไป คืนผมเสียเถอะ คาดคั้นอย่างไร ๆ พระติสสเถระก็ไม่ยอมรับ ช่างเจียระไนโกรธจนลืมตัว หันไปคว้าเชือกเส้นหนึ่งมา จับตัวพระเถระ เอาเชือกมัดศีรษะของท่านทำการขันชะเนาะให้เชือกรัดแน่นเข้า บังคับให้ท่านรับสารภาพ เมื่อท่านไม่ยอมรับ ก็ขันชะเนาะให้เชือกรัดแน่นเข้าไปอีก จนในที่สุดก็มีเลือดหลั่งไหลออกมา จากช่องหู ช่องจมูกของท่าน หยดลงที่พื้น แม้ตาทั้งสองของพระเถระก็ถึงอาการถลนออกมานอกเบ้า พระติสสเถระนั้น เมื่อได้รับความเจ็บปวดเห็นปานฉะนี้ ก็ไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้ ทรุดลงไปหมอบอยู่ที่พื้น
ขณะเดียวกันนั้น นกกระเรียนตัวนั้นได้กลิ่นเลือดของพระเถระก็เข้ามาอีก ดื่มเลือดที่เปรอะอยู่ตามพื้น ช่างเจียระไนโกรธจัด ตะโกนออกมาว่า มึงจะทำอะไร ? ดังนี้แล้ว ก็ใช้เท้าเตะนกกระเรียนตัวนั้นอย่างแรง เพียงทีเดียวเท่านั้น นกกระเด็นไปนอนตายอยู่มุมหนึ่ง
พระเถระเหลือบดูนกนั้น แล้วกล่าวว่า อุบาสก คลายเชือกที่รัดศีรษะเราสักหน่อยเถิด ไปดูนกนี้ก่อนว่ามันตายแล้ว หรือยังไม่ตาย ช่างเจียระไนโพล่งออกไปว่า ถึงแกก็ต้องตายเหมือนมัน
พระเถระ ครั้นทราบว่านกกระเรียนตายแล้ว จึงแจ้งให้ช่างเจียระไนทราบว่า นกกระเรียนเป็นผู้กลืนกินเพชรเม็ดนั้น แต่ที่อาตมาไม่ยอมบอกกล่าวเสียทีแรก ก็เพราะกลัวว่ามันจะถูกฆ่าตาย หากไม่เชื่อก็จงผ่าท้องนกตัวนั้นออกดูเถิด
ช่างเจียระไนผ่าท้องนกกระเรียน พบเพชรอยู่ในนั้นก็เกิดความสลดสังเวชใจ รู้สึกสำนึกความผิดของตน ที่ได้บุ่มบ่ามทำกรรมหนักเช่นนี้ เสียใจเพราะการกระทำของตนนัก จึงหมอบอยู่แทบเท้าพระเถระ กล่าวขออภัยโทษต่อท่าน พระเถระไม่ถือโทษ หลังจากที่ท่านกลับไปที่อยู่ของท่านได้ไม่นาน ท่านก็ปรินิพพานไป เพราะความเจ็บปวดสาหัสครั้งนี้
ช่างเจียระไน แม้ว่าเป็นผู้ที่น่าเห็นใจ ตรงที่ที่เกิดความโกรธเพราะความหวาดหวั่นต่อพระราชอาญา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโทสะของเขาเป็นเหตุให้ขาดสติสัมปชัญญะ ความรอบคอบในการพิจารณาความเป็นไปด้านอื่น ๆ หุนหันกระทำกรรมที่ไม่คิดว่าจะทำมาก่อน ถึงขนาดว่าทำร้ายผู้ที่ตนนับถือเสมอมารดาบิดามาตลอดเวลากว่า ๑๐ ปี เห็นปานฉะนี้ได้ทำให้ต้องเสียใจ เร่าร้อนใจเพราะการกระทำของตนไปจนวันตายทีเดียว
- หลายคนต้องเสวยทุกข์ เสวยความลำบาก เพราะการถูกลงโทษ ลงอาญาจากทางบ้านเมือง รวมทั้งต้องเสวยทุกข์ ความเดือดร้อนในอบายภูมิ เพราะกรรมชั่วที่ทำด้วยความโกรธ
- คนมักโกรธ เมื่อประสบอนิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ที่ตนไม่ปรารถนาอยู่เนือง ๆ จะเป็นวัตถุสิ่งของก็ตาม บุคคลก็ตาม ความโกรธย่อมเกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ นั่นย่อมเป็นไปเพื่อความทุกข์ความไม่สบายใจแก่เขาอยู่เสมอ ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ต้องการเลย เพราะใคร ๆ ก็รักสุข เกลียดทุกข์ การกำจัดความโกรธ จึงเป็นการสร้างความสุข ความสบายใจ อันเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนาได้อย่างแน่นอน ความข้อนี้บัณฑิตย่อมแจ่มแจ้งได้ ด้วยเรื่องของพราหมณ์คนหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า ภารทวาชะ ที่ท่านเล่าไว้ใน สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เป็นนิทัสสนะ
มีเรื่องว่า พราหมณ์ผู้นี้เป็นคนมีมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นวิปริต หาศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัยมิได้ มักกล่าวติเตียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่เสมอ ถือเอาพระรัตนตรัยโดยความเป็นอนิฏฐานสำหรับตน เล็งเห็นว่า พระพุทธเจ้าก็ดี พระธรรมก็ดี พระภิกษุสงฆ์ก็ดี เป็นสิ่งอัปมงคลสำหรับตน เพราะฉะนั้น เวลาที่ได้พบเห็นพระพุทธเจ้าก็ดี ได้ยินธรรมเทศนาก็ดี ได้พบปะพระภิกษุสงฆ์ก็ดี ก็จะเกิดความโกรธ ความไม่พอใจ ความขุ่นเคืองใจทุกครั้ง ว่า วันนี้เราเจอสิ่งอัปมงคลเข้าแล้ว แล้วก็พยายามกำจัดความเป็นอัปมงคลนั้น ด้วยวิธีการมีการสรงน้ำในแม่น้ำคงคา เป็นต้น ตามความเชื่อในลัทธิของตน
ก็แต่ว่า นางพราหมณีผู้ภรรยากลับมีความเป็นไปตรงกันข้าม คือ หลังจากที่เกิดไปฟังธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าเข้าก็ได้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลในพระศาสนาชั้นพระโสดาบัน ละทิ้งลัทธิความเห็นดังเดิมของตนเสียสิ้น มีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนัก สร้างความไม่พอใจให้แก่พราหมณ์สามีอย่างยิ่ง เวลาที่นางลุกก็ดี ก้าวก็ดี หากเกิดพลั้งพลาดหกล้มขึ้น ด้วยความตกใจ ก็มักจะเปล่งอุทานออกมาว่า นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส (ข้าพเจ้าขอนอบน้อม พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น) เหมือนอย่างที่คนไทยบางคนชอบเปล่งอุทานว่า พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ นั่นแหละ ทั้งนี้ ก็เพราะจิตใจของนางพราหมณีน้อมรำลึกถึงพระรัตนตรัยอยู่เนือง ๆ นั่นเอง
ทุกครั้งที่นางพราหมณีเปล่งอุทานอย่างนี้ ตาพราหมณ์ผู้สามีได้ยินแล้วรู้สึกเหมือนมีเหล็กแหลมทิ่มแทงเข้าไปในหู เกิดความพลุ่งพล่านบันดาลโทสะขึ้นมาทันทีว่า นางพราหมณีมากล่าวคำอัปมงคลให้ได้ยิน
ก็นางพราหมณีย่างเข้าสู่วัยชราแล้ว เมื่อยังต้องทำการงานอย่างนั้นอย่างนี้ ที่เป็นงานบ้าน โดยเฉพาะการปรนนิบัติรับใช้สามีของตนอยู่อย่างนี้ โอกาสที่จะหกล้มพลั้งพลาดจึงมีอยู่เสมอ เป็นเหตุให้พราหมณ์ภารทวาชะต้องพลุ่งพล่านขุ่นเคืองใจอยู่บ่อย ๆ หาความสุขสงบใจมิได้ เรียกว่าถูกความโกรธของตนนั่นเอง บ่อนทำลายความสุข
มีอยู่คราวหนึ่ง ขณะที่นางพราหมณีกำลังยกสำรับข้าวปลาอาหารไปให้พราหมณ์สามี นางเกิดก้าวเท้าพลาดจะหกล้มอีก นางตกใจก็เปล่งอุทานอย่างเดิมนั่นแหละอีก ตาพราหมณ์ได้ยินแล้ว คราวนี้บันดาลโทสะเสียจนหมดความอดทนไม่ยอมแตะต้องข้าวปลาอาหาร กล่าวว่า อีนางถ่อยผู้นี้ มันพลั้งพลาดไม่ว่าตรงที่ไหน ๆ มันจะต้องสรรเสริญสมณะโล้นของมันทุกครั้งไป เอาเหอะ นางถ่อย ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ จะโต้วาทะกะศาสดาของแก นางพราหมณีได้ยินก็พูดขึ้นมาบ้างว่า ไปเถอะท่านพราหมณ์ เชิญท่านไปตั้งปัญหาถามพระผู้มีพระภาคเถอะ ฉันยังไม่เคยเห็นใครเลยที่โต้วาทะกะพระองค์แล้วสามารถคัดง้างวาทะของพระองค์ได้
พราหมณ์ไปเฝ้าพระศาสดา ได้เห็นพระพักตร์ของพระศาสดา แทนที่จะชื่นชมเห็นว่าเป็นบุญ กลับพลุ่งพล่านยิ่งขึ้น จึงไม่ยอมกราบไหว้ ยืนถามปัญหาอยู่ข้างหนึ่งว่า
กึสุ ฆตฺวา สุขํ เสติ กึสุ ฆตฺวา น โสจติ
กิสฺสสฺสุ เอกธมฺมสฺส วธํ โรเจสิ โคตม
แปลว่า นี่แน่ะ ท่านโคตรมะ บุคคลฆ่าอะไรล่ะจึงจะอยู่เป็นสุข
ฆ่าอะไรล่ะจึงจะไม่เศร้าโศก ท่านชอบให้ฆ่าธรรมอะไรสักอย่างหนึ่งล่ะ
อันว่าพราหมณ์ทราบมาก่อนแล้วว่า พระพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญการฆ่า ทรงสอนให้งดเว้นการฆ่า เพราะฉะนั้นจึงได้ถามอย่างนี้ ด้วยหมายใจว่าพระพุทธเจ้าจะตรัสตอบไม่ได้ หรือไม่ก็จะตรัสตอบโดยประการอื่น ที่เขาจะใช้วาทะข่มขี่เอาได้
พระบรมศาสดาทรงทราบเป็นอย่างดีว่า พราหมณ์ผู้นี้มีจิตใจคุกรุ่นด้วยความโกรธ ผูกอาฆาตในพระองค์ เดือดร้อนหาความสุขสบายใจมิได้ เพราะความโกรธของตนอยู่เป็นประจำ เพราะทรงทราบอย่างนี้ จึงตรัสตอบพราหมณ์อย่างนี้ว่า
โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ โกธํ ฆตฺวา น โสจติ
โกธสฺส วีสมูลสฺส มธุรคฺคสฺส พฺราหฺมณ
วธํ อริยา ปสํสนฺติ ตญฺติ ฆตฺวา น โสจติ
แปลว่า บุคคลฆ่าความโกรธได้จึงจะอยู่เป็นสุข ฆ่าความโกรธได้จึงจะไม่เศร้าโศก ดูก่อนท่านพราหมณ์ พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญการฆ่าความโกรธ ซึ่งมีรากเป็นพิษ มียอดหวาน เพราะว่าฆ่าความโกรธนั้นได้แล้ว จะไม่เศร้าโศก
ฝ่ายพราหมณ์ พอได้สดับคำเทศนานี้เท่านั้น ก็รู้สึกเหมือนถูกประพรมน้ำเย็นที่หัวใจซึ่งกำลังคุกรุ่น เพราะตรงต่อความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นแก่ตน ก็การที่ตนหาความสุขมิได้ มีแต่ความเดือดร้อนใจมาช้านานนั้น เป็นเพราะเหตุใดเล่า ? มองไม่เห็นเหตุอย่างอื่น ความโกรธของตนนั่นแหละเป็นเหตุ แต่หากมิได้พิจารณาความจริงข้อนี้ มัวแต่เพ่งโทษผู้อื่น โทษภรรยา โทษพระพุทธเจ้า ความโกรธจึงครอบงำอยู่ได้ไม่รู้จักสงบ ทำให้มีแต่ความเดือดร้อน ไม่สบายใจเป็นนิตย์ หากว่าตนไม่โกรธเสียอย่างเดียวเท่านั้น ความเดือดร้อนใจก็ไม่มี ก็ย่อมเป็นสุขอยู่ได้ตามปกติ เพราะฉะนั้น การที่ตรัสว่า ฆ่าความโกรธได้ จึงจะอยู่เป็นสุข ดังนี้นั้น ถูกต้องยิ่งนัก
พราหมณ์ ครั้นหมดพยศไปในทันทีทันใด เพราะกระแสธรรมเทศนาเพียงเท่านี้ก็อ้ำอึ้ง ยืนสงบเสงี่ยมอยู่
พระพุทธเจ้า ครั้นทรงเห็นว่า ด้วยธรรมเทศนาเพียงเท่านี้ ก็ทรมานพราหมณ์ให้หมดพยศได้แล้ว ให้มีจิตเลื่อมใสได้แล้ว ก็ทรงแสดงธรรมโปรดต่อไป พราหมณ์เป็นผู้สั่งสมบารมีมาเต็มเปี่ยมแล้วแต่ชาติอดีตหนหลัง เมื่อส่งจิตของตนไปตามลำดับกระแสธรรมเทศนา ปรารภวิปัสสนาไป เมื่อธรรมเทศนาจบลง ก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เป็นอันว่าต่อไปนี้ ความโกรธไม่สามารถจะเกิดขึ้นครอบงำจิตใจของพราหมณ์ได้อีกเลยอย่างเด็ดขาด
เรื่องราวของพราหมณ์ภารทวาชะนี้ เปิดเผยให้เห็นเป็นอย่างดีว่า ความโกรธ เป็นความทุกข์ใจ การฆ่าความโกรธเสียได้ ไม่มีความโกรธ ย่อมเป็นความสุข
- ความโกรธทำให้แก่หง่อมเร็ว เพราะว่าไฟคือความโกรธที่คุกรุ่นอยู่เรื่อย ๆ ย่อมเผาผลาญไปทั่วสรีระ ทำให้แก่หง่อมเร็ว
- ความโกรธทำให้การงานบกพร่อง กล่าวคือ เวลาที่บุคคลกระทำการงาน อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะการงานที่ต้องอาศัยความประณีต หากว่ามีแต่ความฉุนเฉียวขัดเคืองใจกลุ้มรุมอยู่บ่อย ๆ การงานที่ทำนั้นมักบกพร่องผิดพลาด ทำให้ถูกตำหนิถูกไล่ออกจากงาน เป็นต้น
- ความโกรธทำให้พลาดจากอานิสงส์ของเมตตาและได้รับโทษ คือ สภาพที่ตรงกันข้ามกับอานิสงส์ของเมตตาตามที่กล่าวแล้วนั้นฯลฯ
พึงพิจารณาโทษของโทสะเนือง ๆ ดังกล่าวนี้
อนึ่ง พึงพิจารณาคุณค่าของขันติคือความอดกลั้น คือพึงพิจารณาเสมอว่า คนเราถ้าขาดความอดกลั้นเสียอย่างเดียว จะทำการงานอะไร ๆ ก็สำเร็จได้ยาก เพราะมีปัญญายุ่งยากนิด ๆ หน่อย ๆ เขาก็จะทนไม่ได้ คือ งานหนักหน่อยก็บ่น ไม่ถูกใจผู้บังคับบัญชาหรือเพื่อนร่วมงานแม้ด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็บ่นก็ทนไม่ได้ จะหยุดงาน จะลาออก อย่างนี้แล้วจะประสบความสำเร็จในการงานอาชีพอะไรได้ เพราะมัวแต่จะตั้งต้นกันใหม่ เริ่มกันใหม่อยู่ร่ำไป
ทางโลกซึ่งเป็นเรื่องหยาบ ๆ ยังสำเร็จได้ยาก ทางธรรมโดยเฉพาะการปฏิบัติในส่วนเบื้องสูง เพื่อบรรลุมรรคผลและพระนิพพาน ซึ่งเป็นเรื่องประณีตนัก จะป่วยกล่าวไปไยถึงความสำเร็จเล่า ขันติจึงเป็นธรรมที่พึงต้องการในเบื้องต้น ขาดขันติแล้ว การเจริญกุศลทุกอย่าง แม้แต่กุศลชั้นต่ำสุดคือทานการให้ ย่อมสำเร็จได้ยาก เพราะพอรู้สึกว่ายากลำบาก หรือเป็นภาระหน่อยก็จะไม่ทำ หรือทำยังไม่เสร็จสรรพก็จะหยุดทำ เมื่อกุศลชั้นต่ำสุดยังทำได้ยากอย่างนี้ กุศลที่สูงกว่านี้ มีศีลเป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝืนกิเลสกว่า ต้องใช้ความอดกลั้นมากกว่า ก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงกันเลยทีเดียว เมื่อเจริญกุศลแทบไม่ได้ไปเสียทุกอย่าง เพราะขาดความอดกลั้นอย่างนี้แล้ว จะหาคุณธรรมของความเป็นมนุษย์ผู้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาได้อย่างไร
ขันติ ความอดกลั้นนั้น เป็นพุทธการกธรรม (ธรรมที่สร้างความเป็นพุทธเจ้า) ที่สำคัญอย่างหนึ่งทีเดียว คือเป็นบารมีอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับเมตตาที่พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ทรงบำเพ็ญเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า ขันติจึงจัดว่าเป็นธรรมที่อำนวยประโยชน์ ทั้งส่วนเบื้องต่ำ ทั้งส่วนเบื้องสูง ให้สำเร็จเพราะเหตุนั้นนั่นเอง จึงตรัสสรรเสริญ ธรรมคือขันติไว้ (ใน ที.มหา. ๑๐/๕๗) ว่า
ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
แปลว่า ขันติคือความอดกลั้น เป็นตบะ (ธรรมเครื่องเผาผลาญกิเลส) อย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวถึงพระนิพพานว่าเป็นธรรมที่ยอดเยี่ยม
หรือ (ใน ขุ. ธ. ๒๕/๖๙) ว่า
ขนฺติพลํ พลาณีกํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ
แปลว่า เรากล่าวถึงบุคคลผู้มีขันติเป็นกำลัง เป็นกองทัพนั้นว่าเป็นพราหมณ์ (พราหมณ์ในที่นี้ หมายถึงผู้ที่สามารถลอยบุญบาปสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้)
หรือ (ใน สํ. สดาถ. ๑๙/๓๒๕) ว่า
ขนฺตฺยา ภิยฺโย น วิชฺชติ
ประโยชน์ยิ่งกว่าขันติหามีไม่
ดังนี้ เป็นต้น
ที่ว่ามานี้ เป็นคุณค่าของขันติที่พึงพิจารณาเนือง ๆ
ผู้เริ่มเจริญยังไม่ควรแผ่เมตตาไปยังบุคคล ๔ ประเภทก่อน
ก็เมื่อจะอบรมจิตด้วยการเจริญเมตตา ควรแยกประเภทของบุคคลที่จะแผ่เมตตา แล้วไม่ควรเมตตาไปยังบุคคล ๔ ประเภทก่อน คือ
คนที่เกลียด
คนที่รักมาก ๆ
คนที่เป็นกลาง ๆ
คนที่ผูกเวรกันหรือเป็นศัตรูกัน
มีอรรถธิบายว่า สำหรับคนที่เริ่มเจริญ เพราะมีจิตใจที่ยังไม่คุ้นเคยกับความรู้สึกของเมตตา
เมื่อพยายามจะแผ่ความรักไปยังคนที่เกลียด โดยกลับทำให้เป็นที่รักขึ้นมา ย่อมลำบากทำได้ยาก ถ้าพยายามแผ่ไปยังคนที่รักมาก ๆ เช่น บุตร ภรรยา สหายที่รักยิ่ง เป็นต้น โอกาสที่จะเกินเลยกลายเป็นตัณหาก็มีมาก เพราะปกติก็รักเขามากอยู่แล้ว สำหรับบุคคลที่เป็นกลาง ๆ คือ ไม่ได้รัก ไม่ได้เกลียด เฉย ๆ อยู่ การที่จะทำความพอใจความรักใคร่ ให้เป็นไปในบุคคลนั้นได้นาน ๆ ซึ่งเป็นลักษณะของการเจริญเมตตา ย่อมเป็นการลำบาก ส่วนผู้ที่ผูกเวรกันหรือเป็นศัตรูกันมาก่อนแล้ว แทบจะไม่ต้องพูดถึงกันเลย เพราะปกติเพียงแต่ให้นึกถึงเขาในแง่ดีบ้างก็ยากอยู่แล้ว จะป่วยการกล่าวไปไยถึงการจะแผ่เมตตาไปยังเขาเล่า เพราะฉะนั้นแรกเริ่มเดิมทีควรจะงดเว้นบุคคลเหล่านี้เอาไว้ก่อน
เมื่อเป็นเช่นนี้ จะให้เริ่มที่ใครก่อนเล่า ?
ตอบว่า ในตนเองก่อน หากมีความสงสัยว่า ทำไมจะต้องแผ่เมตตาไปในตนเองก่อน เพราะตามปกติคนเราก็มีความรักในตนเองอยู่แล้ว ? ก็มีคำเฉลยว่า ความรักที่มีในตนเองนั้น สำหรับผู้ที่มิได้มีจิตอบรมแล้วด้วยเมตตาจนเกิดความคุ้นเคยมักจะเป็นไปด้วยอำนาจตัณหา ไม่ใช่เมตตา เพราะมันเกิดขึ้นโดยสักแต่เห็นว่า เป็นเรา เมื่อเห็นว่าเป็นเราอย่างนี้ อะไร ๆ ที่เกี่ยวกับตัวเรา ก็เป็นไปในด้านดีไปเสียทั้งนั้น จึงต้องความรักความหวงแหนไว้ในตนเองยิ่งกว่าสิ่งใด แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่า รักอื่นเสมอตน ไม่มี
ก็แต่ชื่อว่า เมตตาที่จะพึงแผ่ไปในตนเอง ในที่นี้ ได้แก่ เมตตาที่ทำให้เป็นไปในฐานะว่าเราก็เป็นสัตว์โลกผู้หนึ่ง เช่นเดียวกับคนอื่น ที่รักสุข เกลียดทุกข์ กลัวตาย แล้วเกิดความเห็นใจผู้อื่น พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า การเจริญเมตตาในตน ความจริงก็คือ การตั้งความปรารถนาให้ประโยชน์สุขเกิดแก่คนอื่นนั่นแหละ เพียงแต่ตั้งตนไว้ในฐานะเป็นพยาน หรือในฐานะเป็นอุปมาเท่านั้น อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้ใคร่สุข เกลียดทุกข์ รักชีวิต และไม่อยากตายฉันใด แม้บุคคลอื่นสัตว์อื่นทั้งหลายก็ฉันนั้น ดังนี้ เป็นต้น ข้อนี้ก็สมตามคำที่พระศาสดาตรัสไว้ (ใน สํ. สดาถ. ๑๕/๑๐๙) ว่า
สพฺพา ทิสา อนุปริคมฺมา เจตสา
เนวชฺฌคา ปิยตรมตฺตนา กฺวจิ
เอวํ ปิโย ปุถุ อตฺตา ปเรสํ
ตสฺมา น หึเส ปรมตฺตกาโม
แปลว่า เราตามค้นหาด้วยใจ ตลอดทิศทั้งปวง ในที่ไหน ๆ ก็ไม่พบพานผู้เป็นที่รักยิ่งกว่าตน
ถึงตัวตนของคนเหล่าอื่นแต่ละคน ก็เป็นที่รักอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น
เมื่อได้เจริญเมตตาไปในตน คือโดยตั้งต้นไว้ในฐานะเป็นพยาน หรือในฐานะเป็นอุปมา อย่างนี้จนคุ้นเคยแล้ว ต่อไปก็พึงแผ่ไปยังบุคคลอื่น ๆ คือบุคคลเป็นที่รักพอประมาณก่อน คือไม่ถึงกับรักมาก ทว่าค่อนไปทางเคารพบูชา เช่นผู้ตั้งในฐานะเป็นครูหรืออาจารย์เป็นต้น เมื่อคุ้ยเคยดีแล้ว จึงจะแผ่ไปยังบุคคลที่รักมาก ๆ บุคคลที่เกลียด บุคคลที่ผูกเวรกัน หรือว่าเป็นศัตรูกัน (หากว่ามีอยู่) ตามลำดับ
ก็แต่ว่าการแผ่เมตตาไปยังบุคคลที่เกลียด ทำได้ยากและถึงขั้นว่าผูกเวรกันหรือเป็นศัตรูกัน ก็ยิ่งทำได้ยากขึ้นไปอีก เพราะมักจะนึกถึงความไม่ดีของเขาบ้าง โทษหรือความผิดที่เขาได้ก่อไว้ซึ่งทำให้เราได้รับความเสียหายบ้าง อันจัดว่าเป็นข้อเสียของเขา เมื่อใฝ่ใจถึงข้อเสียของเขานั่นเทียว จึงเกลียดเขาบ้างผูกเวรหรือเล็งเห็นว่าเป็นศัตรูบ้าง พอนึกถึงคนเหล่านี้ทีไรความโกรธก็ย่อมเกิดขึ้น เมตตาก็พินาศไปสิ้น เพราะฉะนั้น ผู้ใคร่จะเจริญเมตตา ทำให้แผ่ไพศาล โดยการที่แผ่ไปยังบุคคลทั้งหลายได้ทุกคน แม้แต่คนที่เป็นศัตรูกัน พึงทราบวิธีระงับความโกรธเมื่อระลึกถึงคนที่เกลียด คนที่ผูกเวรกันหรือเป็นศัตรูกัน ดังต่อไปนี้ก่อน
วิธีระงับความโกรธที่เกิดขึ้น เพราะนึกคนที่เกลียด คนที่ผูกเวรหรือเป็นศัตรูกัน
วิธีที่ ๑ ระลึกถึงพระพุทธโอวาท
สำหรับผู้ที่มีการสดับตรับฟังธรรมอยู่เสมอ ย่อมทราบแล้วทีเดียวว่า พระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทเกี่ยวกับการระงับความโกรธไว้ในที่หลายแห่ง อย่างที่ตรัสไว้ (ใน ส. สคาถ. ๑๕/๓๒๕) ว่า
ตสฺเสว เตน ปาปิโย โย กุทฺธํ ปฏิกุชฺฌติ
กุทฺธํ อปฺปฏิกุชฺฌนฺโต สงฺคามํ เชติ ทุชฺชยํ
อุภินฺนมตฺภํ จรติ อตฺตโน จ ปรสฺส จ
ปรํ สงฺกุปิตํ ญตฺวา โย สโต อุปสมฺมติ
แปลว่า ผู้ใดโกรธตอบผู้ที่โกรธตน เพราะเหตุที่โกรธตอบนั้น ผู้นั้นชื่อว่าเลวกว่าผู้ที่โกรธ
(ก่อน) นั้นเสียอีก ผู้ที่ไม่โกรธตอบผู้ที่โกรธ (ก่อน) ชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยาก ผู้ใดทราบว่าคนอื่นเขาขุ่นเคืองแล้วมีสติระงับเสียได้ ชื่อว่าประพฤติประโยชน์แก่ คน ๒ ฝ่าย คือ แก่ตนและแก่คนอื่น
พระโอวาทตอนนี้มีอรรถาธิบายว่า ความโกรธที่คนอื่นทำให้เกิดขึ้น เป็นสิ่งไม่ดี เป็นความประสงค์ร้าย เราเห็นว่าเขาเป็นคนไม่ดี มีความประสงค์ร้าย ก็เพราะเขามาทำความโกรธให้เกิดขึ้นนี่แหละ และทั้ง ๆ ที่เรารู้อย่างนี้ เราก็กลับโกรธตอบเขา ซึ่งก็เท่ากับยอมเป็นคนไม่ดีตามเขา จึงนับว่าเลวกว่าเขาซึ่งเป็นคนโกรธก่อน ทั้งนี้ก็ตรงที่รู้ว่าเขาไม่ดี แล้วก็ยังทำตนให้เป็นคนไม่ดีตามเขา โดยการที่โกรธเหมือนเขานั่นเอง เท่ากับขยายความโกรธให้กว้างขวางออกไป ส่วนผู้ที่ไม่โกรธตอบย่อมเป็นผู้ระงับความโกรธให้หยุดยั้งเพียงแค่นั้น ไม่ให้กว้างขวางออกไป เท่ากับระงับสงครามคือความโกรธได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ทำได้แสนยาก จึงชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยาก และชื่อว่าประพฤติประโยชน์แก่ตน ตรงที่ไม่ยังธรรม อันมีโทษคือความโกรธให้เกิดขึ้นในตน ทั้งชื่อว่าประพฤติประโยชน์แก่ผู้อื่นตรงที่ปราศจากความประสงค์ร้ายในบุคคลอื่น
หรืออย่างที่ตรัสไว้ (ใน องฺ. สตฺตก. ๒๓/๙๖) ว่า
สตฺติเม ภิกฺขเว ธมฺมา สปตฺตกนฺตา สปตฺตกรณา โกธนํ อาคจฺฉนฺติ อันแปลว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ศัตรูพอใจ (จะให้มีแก่คนที่เป็นศัตรูกัน) ที่ศัตรูพึงกระทำ (ต่อคนที่เป็นศัตรูกัน) ๗ อย่าง เหล่านี้ ย่อมมาสู่บุคคลผู้มักโกรธ เป็นต้น ซึ่งในที่นี้ขอถอดเอาแต่ใจความมาแสดง
ความว่า คนที่เป็นศัตรู ย่อมปรารถนาธรรมคือความไม่สวัสดีต่อผู้เป็นศัตรูของตน รวมแล้ว ๗ ประการ อย่างนี้ คือ
ขอให้มันเป็นผู้มีผิวพรรณทราม
ขอให้มันนอนเป็นทุกข์
ขอให้มันเป็นคนอัตคัดยากจน มีทรัพย์น้อย
ขอให้มันเป็นคนขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภค
ขอให้มันเป็นคนไม่มียศ ไม่มีเกียรติ
ขอให้มันขาดแคลนมิตรสหาย ไม่มีใครคบหา
ขอให้มัน หลังจากตายแล้ว อย่าได้ไปสู่สุคติเลย
ความไม่สวัสดี ๗ ประการเหล่านี้ ย่อมมาสู่บุคคลผู้มักโกรธนั่นเทียว อย่างนี้คือ เพราะความ
โกรธที่กำลังเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ นั่นเทียว ย่อมทำให้มีหน้าตาถมึงทึง เศร้าหมอง ไม่แจ่มใส จึงชื่อว่าเป็นผู้มีผิวพรรณทราม ความโกรธที่กลุ้มรุมจิตใจบ่อย ๆ ย่อมทำจิตใจให้กระสับกระส่ายกลัดกลุ้ม เป็นเหตุให้หลับได้ยาก ชื่อว่านอนเป็นทุกข์ อนึ่ง แม้ประกอบการงานอาชีพอยู่ ก็ทำได้ไม่ดี มีความบกพร่องอยู่เสมอ การงานไม่ก้าวหน้า ก็ทำให้เป็นคนอัตคัดยากจนได้ เพราะเหตุนั้นนั่นแล จึงขาดแคลนทรัพย์สำหรับจับจ่ายใช้สอย ซื้อหาเครื่องอุปโภคบริโภคตามที่ต้องการ ทำให้ขาดแคลนไป อนึ่ง คนมักโกรธย่อมเป็นผู้ที่คนทั้งหลายไม่ไว้ใจให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งมีเกียรติ เพราะเขากลัวความเสียหาย โอกาสที่จะเป็นคนมียศมีเกียรติสูง ๆ จึงหาได้ยาก ก็แล คนมักโกรธ ย่อมเป็นผู้มีมิตรสหายน้อยไม่ค่อยมีใครคบหา เพราะเขากลัวจะมีเรื่องกระทบกระทั่งกัน จึงเป็นคนมีมิตรสหายน้อย และเพราะถูกความโกรธครอบงำอยู่เนือง ๆ โอกาสที่จะกระทำกรรมชั่ว มีการฆ่า เป็นต้น ย่อมมีได้ง่าย จงมีหวังว่าตายไปจะไม่ได้ไปสู่สุคติ ดังนี้ เป็นต้น
พึงรำลึกถึงพระโอวาทที่มีลักษณะเช่นนี้อยู่เนือง ๆ ก็อาจทำความโกรธให้ระงับได้
วิธีที่ ๒ ระลึกถึงความประพฤติดีทางทวารทั้งสามของบุคคลที่เราจะโกรธ
ความว่า ความประพฤติของคนเรานั้นมี ๓ ทาง คือ ความประพฤติทางกาย ความประพฤติทางวาจา และความประพฤติทางใจจริงอยู่ บางคนมีความประพฤติทางกายอย่างเดียวเท่านั้นที่จัดว่าดีคือเรียบร้อย ได้แก่ เป็นคนไม่ลุกลี้ลุกลน สำรวมกิริยา จะลุกจะนั่งเป็นต้น ก็สำรวม น่าทัศนา เป็นที่เจริญตาแก่ผู้พบเห็น มีมารยาทดีงาม มีสัมมาคารวะ รู้จักนอบน้อมต่อผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นต้น แต่ว่ามีความประพฤติทางวาจาไม่เรียบร้อย กล่าวคือ ชอบพูดคำหยาบ ชอบเจรจาเรื่องเหลวไหลเพ้อเจ้อ ไม่รู้จักประมาณในการพูดจา ไม่รู้จักกาลเทศะในอันที่จะพูด เป็นต้น ทั้งมีความประพฤติทางใจก็ไม่เรียบร้อย อันคนอื่นจะพึงทราบได้ โดยเกี่ยวกับความเป็นคนตระหนี่ ถึงความบริจาคก็ไม่ยินดีบริจาค ขาดเมตตากรุณา ดูดายในคนที่กำลังมีทุกข์ ต้องการความช่วยเหลือ เวลาฟังธรรมก็ไม่ฟังอย่างเคารพฟุ้งซ่านบ้าง โงกง่วงบ้าง เป็นต้น สำหรับบุคคลนี้ ต้องพยายามไม่นึกถึงความประพฤติทางวาจาและทางใจของเขา พยายามนึกถึงแต่ความประพฤติทางกายของเขาเท่านั้น ก็อาจจะป้องกันไม่ให้ความโกรธเกิดขึ้น หรือระงับความโกรธที่เกิดขึ้นแล้วได้
ส่วนบางคน มีความประพฤติทางวาจาอย่างเดียวเท่านั้นที่เรียบร้อย กล่าวคือ เป็นผู้มากด้วยปฏิสันถาร ทักก่อนในทันทีที่ได้พบกัน เจรจาด้วยถ้อยคำที่รื่นหู น่าฟัง พูดชัดถ้อยชัดคำ รู้จักประมาณในการพูดจา เป็นต้น ส่วนความประพฤติทางกายและทางใจไม่เรียบร้อย สำหรับบุคคลที่ต้องพยายามไม่นึกถึงความประพฤติทางกายและทางใจของเขา พยายามระลึกถึงแต่ความประพฤติทางวาจาของเขาเท่านั้น
ส่วนบางคนมีความประพฤติทางใจอย่างเดียวเท่านั้นที่เรียบร้อย กล่าวคือ ยินดีในการทำกุศล ตั้งใจฟังธรรมอย่างเคารพมากไปด้วยการบริจาค มีเมตตากรุณาเป็นต้น ส่วนความประพฤติทางกายและทางวาจาไม่เรียบร้อย สำหรับบุคคลนี้ต้องพยายามไม่นึกถึงความประพฤติทางกายและทางวาจาของเขา พยายามระลึกถึงแต่ความประพฤติทางใจของเขาเท่านั้น
ส่วนบางคน มีความประพฤติเรียบร้อย ๒ หรือทั้ง ๓ ทาง สำหรับบุคคลนี้ ต้องพยายามระลึกถึงความประพฤติทางทวารใดทวารหนึ่งก็ได้ หรือหลายทวารก็ได้ ที่เห็นว่าดีนั้น
ส่วนผู้ที่มีความประพฤติไม่เรียบร้อยเลยทั้ง ๓ ทวาร ก็ไม่มีอุบายอื่นใด นอกจากตั้งความกรุณาไว้เฉพาะหน้า อย่างนี้ว่า บุคคลผู้ที่น่าสงสารจริง ได้อัตภาพเป็นมนุษย์แล้ว ก็นับว่าได้โอกาสที่หาได้แสนยาก ในอันที่จะประพฤติอะไร ๆ ให้สมควรแก่อัตภาพ แต่เขากลับปล่อยโอกาสให้เสียไป มิได้ประพฤติอะไร ๆ ให้สมควรแก่อัตภาพของตนเลย เห็นทีว่าเขาจะมีโอกาสท่องเที่ยวอยู่ในสุคติก็แต่อัตภาพนี้เท่านั้น ละอัตภาพนี้แล้ว อัตภาพต่อไปคงบังเกิดในอบาย เสวยทุกข์ ณ ที่นั้นเสียเป็น แม่นมั่น ดังนี้ แล้วก็เกิดความกรุณาสงสารขึ้น ความขัดเคืองใจก็พอสงบระงับได้เหมือนกัน
รวมความว่า พยายามไม่นึกถึงความประพฤติที่ไม่ดีทางทวารนั้น ๆ ของเขา เพราะถ้าไปนึกถึงเข้า ความโกรธความไม่พอใจก็จะพลุ่งขึ้นมาอีก พยายามระลึกถึงเฉพาะความประพฤติดีทางทวาร นั้น ๆ เท่านั้น ถ้าหากเขามีความประพฤติไม่ดีทั้ง ๓ ทาง ก็ทำความกรุณาสงสารให้เกิด ความโกรธ ความขุ่นเคืองใจ ย่อมระงับได้โดยวิธีการเช่นนี้
วิธีที่ ๓ สั่งสอนตนเอง
สำหรับผู้ที่ใช้วิธีที่ ๒ แล้วไม่ได้ผล ยังขุ่นเคืองใจอยู่นั่นเอง ก็ลองใช้วิธีที่ ๓ นี้ คือ สั่งสอนตนเอง อย่างนี้ว่าเราโกรธเขา คิดที่จะกระทำตอบแทนเขา ให้เขาได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อน แต่ยังมิทันได้ลงมือกระทำอะไรเขาเลย ตัวเรานั่นแหละ กลับเป็นผู้ได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อนก่อน เพราะถูกไฟคือความโกรธที่กำลังเกิดอยู่นี้ เผาผลาญเอาเราเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็ควรประพฤติตนให้สมควรแก่ความเป็นมนุษย์ มีการรักษาศีลเป็นต้น ก็แต่ว่า ความโกรธนั่นเทียว เป็นตัวตัดรากเหง้าของศีลได้ดีนัก เพราะว่าบุคคลเมื่อถูกความโกรธครอบงำ ย่อมขาดความละอาย ขาดความเกรงกลัวต่อบาปทุจริต อันเป็นรากเหง้าของศีล ความทุศีล มีการฆ่าเป็นต้น ย่อมได้ช่อง ได้โอกาสคนอื่นมาทำสิ่งที่ไม่ดีแก่เรา คือมาว่าร้ายเราเป็นต้น ก็ด้วยหวังจะให้เราเป็นทุกข์ อย่างน้อยก็ต้องการจะให้เราโกรธเราไม่พอใจ ถ้าหากว่าเราโกรธที่เขามาทำอย่างนั้น ก็เท่ากับเราทำให้เขาสมหวัง ถ้าหากว่าเราไม่โกรธ เขาก็จะผิดหวัง การที่เราไม่โกรธผู้ที่โกรธเรานั่นเอง จัดว่าได้แก้แค้นเราแล้ว แต่ว่าเป็นการแก้แค้นอย่างบัณฑิต เพราะว่าตัวเราเมื่อเห็นว่าเราไม่โกรธ ก็ย่อมโกรธ ย่อมขุ่นเคืองใจมากขึ้น นั่นก็คือ สร้างทุกข์ให้แก่ตนเองมากขึ้น ฯลฯ ได้สั่งสอนตนเองอย่างนี้แล้ว ก็อาจระงับความโกรธได้
วิธีที่ ๔ พิจารณาภาวะที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน
ความว่า หากใช้วิธีที่ ๓ แล้ว ก็ยังไม่ได้ผลอีก ก็ควรใช้วิธีที่ ๔ นี้ คือ ควรพิจารณาอย่าง นี้ว่าสัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน จะประสบสุข ประสบทุกข์ ก็ด้วยอาศัยกรรมที่ตนได้ทำไว้ บัดนี้ หากว่าเราตกเป็นทาสของความโกรธ คิดจะกระทำตอบแทนแก่เขา เราจะกระทำความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่เขาได้ก็ตาม ไม่ได้ก็ตาม กรรมที่เขาทำลงไปนี้ จะสร้างความเป็นพระราชาให้แก่เราก็หาไม่ จะสร้างความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ความเป็นเทวดา ความเป็นพรหมให้แก่เราก็หาไม่ ที่แท้แล้ว มันจะสร้างความทุกข์ ความเดือดร้อนให้แก่ตัวเราผู้กระทำนั่นแหละก่อน ตัวเรานั่นแหละที่เป็นผู้รับผลแห่งการกระทำที่แน่นอน เปรียบเหมือนการจับก้อนอาจม หรือก้อนถ่านลุกแดง ใคร่จะปาให้โดนตัวผู้อื่น จะโดนตัวผู้อื่นหรือไม่ก็ตาม คนที่จับปานั่นแหละที่เป็นคนเปื้อนอาจมก่อน ถูกความร้อนไหม้มือเอาก่อน คนจับปานั่นแหละที่เป็นผู้รับผลแห่งการกระทำที่แน่นอน ถึงฝ่ายเขาก็เช่นเดียวกัน การที่เขามุ่งร้ายต่อเรา กระทำไม่ดีแก่เรา เขาจะกระทำความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่เราได้ก็ตาม ไม่ได้ก็ตาม กรรมที่เขาทำลงไปนี้ จะสร้างความเป็นพระราชา ฯลฯ ความเป็นพรหมแก่เขาก็หาไม่ ที่แท้แล้ว มันจะสร้างความทุกข์ ความเดือดร้อนให้แก่ตัวเขา ผู้กระทำนั่นแหละก่อน ตัวเขานั่นแหละที่เป็นผู้รับผลแห่งการกระทำที่แน่นอน ดังนี้เมื่อได้พิจารณาอย่างนี้ ก็อาจระงับความโกรธความไม่พอใจได้
วิธีที่ ๕ พิจารณาพระจริยคุณในชาติปางก่อนของพระศาสดา
ถ้าหากว่าใช้วิธีที่ ๔ แล้วก็ยังไม่ได้ผลอีก ความโกรธยังเกิดได้อยู่นั่นเอง เพราะเหตุที่เป็นคนสั่งสมความโกรธเอาไว้เป็นเวลาช้านาน ก็ลองใช้วิธีที่ ๕ นี้ความว่า สำหรับผู้ที่มากด้วยศรัทธาในพระรัตนตรัย พึงพิจารณาพระจริยคุณคือความประพฤติชอบของพระศาสดา ในชาติปางก่อนคือในครั้งที่ยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญพระบารมีอยู่เป็นแนวทาง ขอยกเรื่องขันติวาทีชาดกมาแสดงเป็นนิทัสสนะเป็นเรื่องแรกมีเรื่องว่า กาลครั้งหนึ่ง พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมนุษย์บุตรเศรษฐีผู้มั่งคั่ง ได้ออกบวชประพฤติวัตรเป็นดาบสเป็นผู้มักกล่าวสรรเสริญคุณของขันติ จึงได้สมญาว่า ขันติวาทีดาบส ครั้งหนึ่ง ท่านเที่ยวจารึกแสวงหาที่วิเวกไปถึงพระราชอุทยานของพระราชาแห่งแคว้นกาสี ทรงพระนามว่า กลาพุ ก็เข้าอาศัยบำเพ็ญพรตอยู่ที่นั่นวันหนึ่ง พระเจ้ากลาพุทรงมีเหล่านางสนมกำนัลแวดล้อมเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ณ สถานที่นั้น พวกหญิงที่เป็นนักฟ้อนรำขับร้องถวายให้ทอดพระเนตร พระเจ้ากลาพุทอดพระเนตรการฟ้อนรำ ทรงเพลิดเพลินจนกระทั่งบรรทมหลับไปเหนือตักของนางกำนัลคนหนึ่ง พวกหญิงที่เหลือทราบว่าบรรทมหลับไปแล้วก็หยุดการฟ้อนรำขับร้อง พากันจับกลุ่มเที่ยวชมพระราชอุทยาน ไปพบพระโพธิสัตว์เข้า เห็นอิริยาบถที่สำรวมของท่านเข้าก็เลื่อมใส เข้าไปนมัสการและขอให้แสดงธรรม พระดาบสจึงแสดงธรรมแก่หญิงเหล่านั้น หญิงเหล่านั้นฟังธรรมเพลิดเพลินจนลืมกำหนดเวลา ระหว่างนั้นหญิงที่พระราชาเหนือตักอยู่เกิดขยับตัวเพราะความเมื่อยขบ เป็นเหตุให้พระราชาทรงตื่นบรรทม ครั้นทรงทราบว่าพวกนางสนมกำนัลไปฟังธรรมของพระดาบสกันหมด ก็ทรงกริ้ว ทรงคว้าพระขรรค์เสร็จไป ด้วยหมายพระทัยว่าจะตัดศีรษะของพระดาบสเสีย บรรดาหญิงที่นั่งฟังธรรมอยู่นั้น หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นที่ทรงโปรดปรานมาก เห็นพระราชาทรงถือพระขรรค์เสด็จเข้ามาอย่างนั้นก็ตกใจ ลุกขึ้นไปแย่งเอาพระขรรค์มาจากพระหัตถ์เสียพระราชาประทับยืนอยู่ต่อหน้าพระโพธิสัตว์ ตรัสถามว่า เฮ้ย สมณะ แกมักพูดถึงอะไร ?พระโพธิสัตว์ อาตมภาพมักพูดถึงขันติ กล่าวสรรเสริญขันติ พระราชา ที่เรียกว่าขันติของแกนั้นคืออะไร ?พระโพธิสัตว์ คือความอดกลั้นไว้ไม่โกรธ ในเมื่อถูกด่าอยู่ ทำร้ายอยู่ เย้ยหยันอยู่ พระราชา ดีละ ข้าจะทดลองขันติของแก รับสั่งเรียกเพชฌฆาตผู้ทำหน้าที่ประหารโจรมา เพชฌฆาตทำตามรับสั่งของพระราชา ฉุดพระโพธิสัตว์ให้ล้มลงที่พื้น แล้วเอาแส้หนามเฆี่ยน ๒,๐๐๐ ครั้ง ผิวของพระโพธิสัตว์ขาด หนังขาด เนื้อฉีกโลหิตหลั่งไหลพระราชา ทีนี้ล่ะ แกจะมักพูดถึงอะไรอีก ?พระโพธิสัตว์ อาตมภาพจะพูดถึงขันตินี่แหละ จะยกย่องขันติ ขันติได้อยู่ตามหนัง ตามเนื้อ ตามมือ ตามเท้าของอาตมา แต่อยู่ในใจของอาตมา พระราชารับสั่งให้ตัดมือ ตัดเท้า ตัดหู ตัดจมูก ของพระโพธิสัตว์ไปตามลำดับ เมื่อพระโพธิสัตว์ยังคงยืนยันว่า จะเป็นผู้กล่าวถึงขันติ ยกย่องขันติอยู่อย่างนั้น ก็ทรงกริ้วหนัก ทรงกระทืบพระโพธิสัตว์ตรงยอดอก แล้วเสร็จหลีกไปพระโพธิสัตว์ แม้ถูกกระทำทารุณกรรมอย่างนั้น ก็ไม่ทำความโกรธเคืองพระราชาให้เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย กลับกล่าวกะเสนาบดีผู้กำลังปรนนิบัติพยาบาลอยู่ ว่า โย เม หตฺเถ จ ปาเท จ กณฺณนาสญฺจ เฉทยิ เป็นต้น ซึ่งแปลว่า พระราชาพระองค์ใด รับสั่งให้เขาตัดมือ ตัดเท้า หู และจมูกของอาตมา ขอพระราชาพระองค์นั้นจงทรงพระชนมายุอยู่ได้ยืนนานเถิด บัณฑิตทั้งหลายผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังคือขันติเช่นอย่างอาตมภาพ ย่อมไม่โกรธเคืองเลย ดังนี้พระโพธิสัตว์กล่าวอย่างนี้แล้ว ก็กระทำกาลกิริยาไปเพราะทุกขเวทนาแสนสาหัสนั้นนี้ จัดได้ว่าเป็นการกระทำที่ใคร ๆ ทำได้แสนยากยิ่งของพระโพธิสัตว์ น่าอัศจรรย์นัก ถึงกระนั้น พระโพธิสัตว์ซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้ว กระทำได้อย่างนี้ไม่นับว่าน่าอัศจรรย์นัก หากว่านำไปเทียบกับครั้งที่เสวยพระชาติเป็นธรรมปาลกุมาร ซึ่งเป็นเพียงเด็กอ่อนนอนแบเบาะ อายุเพียง ๗ เดือนเท่านั้นมีเรื่องว่า ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์พระนางจันทาเทวี อัครมเหสีของพระเจ้ามหาปตาปะ ผู้ครองราชย์สมบัติ ณ กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ประสูติแล้ว ทรงได้รับการขนานพระนามว่า ธรรมปละ เมื่อพระชนมายุได้ ๗ เดือน วันหนึ่ง พระชนนีทรงสรงน้ำให้อยู่ พร้อมทั้งทรงหยอกล้อเล่นหัวกับพระกุมารด้วยความสนิทเสน่หา เพลิดเพลินเสียจนแม้พระราชาเสด็จผ่านมาก็มิได้ ทรงลุกขึ้นต้อนรับ พระราชากริ้ว ทรงดำริว่า เดี๋ยวนี้นางจันทามันหลงบุตร หลงเสียจนไม่เห็นเราอยู่ในสายตา แต่เด็กอายุเพียง ๗ เดือน ก็ยังหลงใหลเอาถึงเพียงนี้ เมื่อมันโตขึ้น เห็นทีว่านางนี้ถึงกับจะไม่สำคัญเราว่าเป็นมนุษย์เอาเลยก็ได้ เราต้องกำจัดเด็กนี่เสียก่อนเดี๋ยวนี้แหละ ดังนี้ แล้วก็รับสั่งเรียกเพชฌฆาตมา ทรงบังคับเพชฌฆาตผู้ไม่เต็มใจ ให้จับตัวพระกุมารลงนอนบนแผ่นกระดาน มิใยที่พระเทวีจะทรงกราบทูลขอร้องคร่ำครวญปริเวทนาการอยู่ พระราชาก็หาทรงรับฟังไม่ รับสั่งให้ตัดพระหัตถ์ ตัดพระบาท จนกระทั่งตัดพระเศียรของพระกุมารตามลำดับ เท่านั้นแล้วก็ยังไม่ทรงพอพระทัย รับสั่งให้เพชฌฆาตจับพระกุมารโยนขึ้นไปบนอากาศ เมื่อตกลงมาก็ให้เราปลายดาบรับ
ฝ่ายพระธรรมปาลกุมาร ขณะที่ทรงถูกเขาตัดพระหัตถ์และพระบาทอยู่ ครั้นทรงได้ยินพระ สุรเสียงรับสั่งว่า จงตัดหัวมันเสีย ดังนี้ ก็ทรงตั้งจิตอธิษฐานมั่นคงไม่หวั่นไหว สอนพระองค์เองอย่างนี้ว่า กาลบัดนี้ เป็นกาลสำหรับข่มจิตของเจ้าไว้ให้ดี นี่แน่ะ ธรรมปาละเอ๋ย บัดนี้ เจ้าจงเป็นผู้มีจิตเสมอกัน ในบุคคล ๔ คน เหล่านี้ คือ ในพระชนกผู้รับสั่งให้เขาตัดศีรษะ เจ้าจงวางเฉยคืออย่าโกรธ, ในพระชนนี เจ้าจงวางเฉย คืออย่าโทมนัส และในตนเอง เจ้าจงวางเฉยคืออย่ากลัว ดังนี้แล้ว ก็ไม่ทรงกระทำแม้เพียงความขัดเคืองให้เกิดขึ้น
ก็ข้อที่พระโพธิสัตว์ แม้อายุเพียง ๗ เดือน ยังทำได้ถึงอย่างนี้นั่น แม้ว่าน่าอัศจรรย์เหลือเกินแล้ว ถึงกระนั้น การที่ผู้เป็นมนุษย์ แม้เป็นเด็กทำได้อย่างนี้นั้น ยังไม่นับว่าน่าอัศจรรย์นัก เมื่อได้เทียบกับเมื่อครั้งที่ทรงเสวยพระชาติเป็นสัตว์เดรัจฉานต่าง ๆ เช่น ครั้งที่เสวยพระชาติเป็นพญาช้าง ชื่อว่า ฉัททันต์ เป็นต้น บรรดาพระชาติเหล่านั้นถูกเขากระทำทารุณกรรมต่าง ๆ บางทีก็ถึงกับสิ้นชีวิต จะถูกเขากระทำโดยประการใดก็ตาม ก็ไม่ทำแม้เพียงความขัดเคืองใจให้เกิดขึ้นเลย ข้อนี้แหละ น่าอัศจรรย์แท้ ผู้บำเพ็ญบารมีจะสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แน่นอนเท่านั้น ที่จะกระทำได้ผู้ใคร่จะสงบระงับความโกรธของตน เมื่อปรารภถึงคนที่เกลียด คนที่ผูกเวรกันหรือเป็นศัตรูกัน พึงพิจารณาพระจริยคุณแต่กาลก่อนของพระศาสดาโดยนัยอย่างนี้ว่า
พระศาสดาของเรา สมัยที่ยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ในครั้งที่เสวยพระชาตินั้น ๆ ไม่ทรงลุแก่อำนาจของความโกรธ ทรงอดกลั้นไม่ถือโทษ แม้แต่บุคคลผู้ที่ปลงชีวิตของพระองค์ สำหรับตัวเราเพียงแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ไม่ถึงขนาดว่า เขาจะเอาชีวิตอะไรเลย ก็ยังอดกลั้นไม่ได้ ป่วยการที่จะนับถือพระองค์ ยึดเอาพระศาสดา แล้วคิดจะเป็นผู้มีส่วนรู้ธรรมเห็นธรรม ที่พระองค์ทรงเห็น ทรงรู้ ด้วยว่าโทษหรือความผิดของผู้อื่นเพียงเท่านี้ เราก็ทนไม่ได้ ดังนี้ เป็นต้น เมื่อได้พิจารณาอย่างนี้ก็อาจจะระงับความโกรธของตนได้
วิธีที่ ๖ พิจารณาถึงความเกี่ยวข้องกับผู้อื่นในสังสารวัฏฏ์อันยาวนาน
ความว่า หากใช้วิธีที่ ๕ แล้วยังไม่ได้ผลอีก เพราะเหตุที่เป็นคนสั่งสมกิเลสคือโทสะไว้หนาแน่นเหลือเกิน ก็ลองใช้วิธีที่ ๖ นี้ คือ พึงใส่ใจบทพระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวข้องกันในสังสารวัฏฏ์อันยาวนาน เช่น อย่างที่ตรัสไว้ (ใน สํ. นิทาน. ๑๖/๒๒๓-๒๒๔) ว่า น โส ภิกฺขเว สตฺโต สุลภรูโป โย น มาตา ภูตปุพฺโพ เป็นต้น ซึ่งแปลว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สัตว์ผู้ไม่เคยเป็นมารดา ไม่เคยเป็นบิดา ไม่เคยเป็นพี่น้องชาย ไม่เคยเป็นพี่น้องหญิง ไม่เคยเป็นบุตร ไม่เคยเป็นธิดา มิใช่หาได้ง่าย ดังนี้แล้วก็พิจารณาอย่างนี้ว่า นัยว่า สังสารวัฏฏ์นี้ยาวนานหนักหนา เพราะฉะนั้น เราอาจจะเคยเกี่ยวดองเป็นญาติกับใคร ๆ มาแล้วทุกคน ผู้นี้ก็เหมือนกัน อาจเคยเป็นบิดา เป็นมารดาผู้ถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ด้วยความรัก ความทะนุถนอม ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม แม้ชีวิตก็ยินดีสละให้ได้ ในเวลานี้ โทษที่เขาทำกับเรา แม้ว่ามีอยู่ แต่เมื่อเทียบกับบุญคุณในอดีตแล้ว ก็เป็นเรื่องเล็กน้อยนัก ไม่น่าถือโกรธเลย ดังนี้ เป็นต้น ก็อาจสงบระงับความโกรธได้
วิธีที่ ๗ พิจารณาอานิสงส์ของเมตตา
ความว่า แม้หากว่าใช้วิธีที่ ๖ แล้วยังไม่ได้ผลอีก ยังเกิดความขุ่นเคืองได้อยู่นั่นเอง ก็ลองใช้วิธีที่ ๗ นี้ดู คือ ถึงพิจารณาอานิสงส์ของเมตตา ๑๑ ประการ อย่างนี้ว่า พระศาสดาตรัสอานิสงค์ของเมตตาไว้ ๑๑ ประการ มีนอนหลับเป็นสุข เป็นต้น ก็แต่ว่าอานิสงส์เหล่านี้ คนที่ไม่มักโกรธ มีความอดกลั้น มากด้วยเมตตาเท่านั้น จะพึงรับเอาได้ คนมักโกรธ ไม่มีความอดกลั้น ย่อมพลาดจากอานิสงส์เหล่านี้ ดังนี้ เมื่อหวังอานิสงส์ของเมตตาอยู่ ก็อาจระงับความโกรธได้
วิธีที่ ๘ ทำการแยกธาตุ
ความว่า แม้หากว่าใช้วิธีที่ ๗ แล้วยังไม่ได้ผลอีก เพราะเหตุที่ได้สั่งสมความโกรธตั้งแต่ครั้งอดีตกาลนานมาจนหนาแน่นเหลือเกินนั่นแหละ ก็ควรใช้วิธีที่ ๘ นี้ดู คือ พึงกระทำการแยกธาตุอย่างนี้ว่า
ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ขึ้นชื่อว่าสัตว์หรือบุคคลไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงสมมุติที่อาศัยธาตุ ๔ ประชุมกัน คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม เมื่อจะโกรธ โกรธอะไร ? โกรธธาตุดินหรือ ? หรือว่า ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ? อนึ่ง เพิกสัตว์และบุคคลอันเป็นสมมุติออกเสีย ก็มีแต่เพียงขันธ์ ๕ หรืออายตนะ ๑๒ หรือธาตุ ๑๘ เท่านั้น ที่เป็นสิ่งมีอยู่จริงโดยปรมัตถ์ เมื่อเป็นเช่นนี้ หากว่าจะโกรธ โกรธอะไร ? โกรธรูปขันธ์หรือ หรือว่าเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ? โกรธจักขวายตนะหรือ ? หรือว่ารูปายตนะ ? ฯลฯ ก็จะหาบุคคลผู้ที่เราจะโกรธมิได้ ความโกรธก็ย่อมระงับดับไปทีเดียว ด้วยว่าโทสะก็เช่นเดียวกับกิเลสอื่น ๆ นั่นแหละ คือ จะมีโอกาสเกิดขึ้นก็ในเวลาที่เล็งเห็นอยู่ว่าเป็นสัตว์ เป็นคน เป็นหญิง เป็นชาย อันพ้นไปจากความจริงโดยปรมัตถ์เท่านั้น ความเห็นตามความเป็นจริงว่า เป็นเพียงธาตุ ๔ ประชุมกัน เป็นต้น จึงเป็นเครื่องตัดมูลแห่งโทสะได้เป็นอย่างดี
วิธีที่ ๙ (สุดท้าย) ทำการให้และการแบ่งปัน
ความว่า หากใช้วิธีที่ ๘ แล้วก็ยังไม่ได้ผลอีก เพราะไม่สามารถจะทำใจให้น้อมไปในอันเห็นว่าเป็นเพียงธาตุ ๔ ประชุมกัน เป็นต้นได้ ก็ลองใช้วิธีสุดท้ายนี้ดู คือ ทำการให้และการแบ่งปันอธิบายว่า พึงให้และแบ่งปันของ ๆ ตนแก่คนที่ตนโกรธและรับเอาของที่เขาให้ เพราะว่าบางคนความโกรธระงับไปเพราะได้ให้ของบางอย่างแก่คนที่ตนโกรธ หรือรับเอาของบางอย่างที่เขาให้ ด้วยว่าการให้เป็นการแสดงความรู้สึกที่เป็นไมตรีให้เกิดขึ้นแก่ผู้ให้และผู้รับ เหมือนอย่างเรื่องของพระเถระ ๒ รูปมีเรื่องว่า พระเถระ ๒ รูปมีเรื่องกระทบกระทั่งขุ่นเคืองใจกันมานาน ท่านทั้ง ๒ ต้องพบปะกันอยู่เสมอ เกี่ยวกับเวลาที่ต้องลงอุโบสถทำสังฆกรรมร่วมกัน เป็นต้น ทุกครั้งที่พบปะกัน ต่างฝ่ายต่างไม่มีความสบายใจ วันหนึ่ง พระเถระรูปหนึ่งได้บาตรอย่างดี มีค่ามาก จากโยมมารดาของท่าน ท่านฝืนใจเอาไปถวายให้แก่พระเถระที่ผิดใจกันอยู่นั้น ทันทีที่ได้มอบบาตรให้ไป พระเถระทั้ง ๒ รูป คือ ที่เป็นผู้ให้และที่เป็นผู้รับต่างรู้สึกโล่งใจ เกิดความรู้สึกที่เป็นไมตรีกัน สิ้นความขุ่นเคืองใจกันแต่เพียงเท่านี้ด้วยวิธีนี้ ย่อมทำปฏิฆะความขุ่นเคืองใจ ให้ระงับไปได้เป็นอย่างดีทีเดียวเพราะฉะนั้นแล ผู้ใคร่จะเจริญเมตตา หากว่าไม่มีผู้อื่นบางคนซึ่งเป็นผู้ที่ตนเกลียด เป็นผู้ที่ผูกเวรหรือเป็นศัตรูกัน ก็เป็นการดี แต่ถ้าหากว่ามีก็พึงรู้จักวิธีระงับความโกรธ ความขุ่นเคืองใจที่จะพึงเกิดขึ้นเมื่อนึกถึงคนเหล่านี้ ตามที่กล่าวมานี้เถิดไม่ติดขัดเลย เมื่อบุคคลที่เคยถือว่า เป็นคนที่เกลียด ผูกเวรหรือเป็นศัตรูกัน ก็ยังแม่เมตตาให้ได้ ทีนี้จะป่วยกล่าวไปไยถึงแม้ว่าเป็นอย่างนี้ได้แล้ว ก็ไม่ควรหยุดชะงักเลิกไป ควรเจริญอยู่เนือง ๆ ทำให้คุ้นเคยไว้ จะได้ไม่เสื่อมอานิสงส์ทั้งหลายของเมตตาก็ชื่อว่าอยู่ในกำมือ หากจะบำเพ็ญให้หนักหน่วงเป็นปาริหาริยกรรมฐาน เพื่อให้จิตสงบระงับไปตามลำดับ จนบรรลุอัปปนาหรือฌาน ก็ย่อมทำได้ไม่ยากแล้ว ซึ่งความละเอียดที่เหลือเกี่ยวกับการบำเพ็ญให้เป็นปาริหาริยกรรมฐาน ท่านผู้ใคร่ต่อการศึกษาถึงค้นหาดูได้ใน ปกรณ์วิสุทธิมรรค
อาการที่แผ่ไปแห่งเมตตา
อนึ่ง ผู้ปรารถนาจะแผ่เมตตาไปยังสัตว์อื่น พึงทราบอาการที่แผ่ไปแห่งเมตตา ว่ามี ๔ อาการ คือ
จงเป็นผู้ไม่มีเวร
จงเป็นผู้ไม่มีความเบียดเบียน
จงเป็นผู้ไม่มีความทุกข์
จงเป็นผู้มีความสุข บริหารตน
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า เวลาที่ปรารภถึงสัตว์อื่น เวลานั้นจะชื่อว่าแผ่เมตตาไปยังเขา ก็เพราะมีจิตใจประกอบด้วยอาการที่แผ่ไปเหล่านี้ มีอาการว่า จงเป็นผู้ไม่มีเวร เป็นต้นนั่นเองก็การนึกแผ่เมตตา อันประกอบพร้อมด้วยอาการเหล่านี้ไปยังสัตว์ทั้งหลาย โดยการนึกอยู่ในใจก็ดี โดยการเปล่งออกมาด้วยวาจาก็ดี อันกำกับด้วยภาษามคธว่า สพฺเพ สตฺตา อเวรา (สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร) เป็นต้น อย่างที่ท่านพระสารีบุตรแนะนำไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคนั้น ช่วยให้เพิ่มพูนศรัทธา มีจิตแน่วแน่ในการแผ่นั้นมากขึ้น เมตตาจิตย่อมเกิดได้ง่ายกว่าน้อมนึกไปเฉย ๆ โดยปราศจากการกำกับไว้ด้วยภาษามคธ เพราะว่าปกติเราเล็งเห็นอยู่แล้วว่า ภาษามคธเป็นภาษาชั้นสูงที่ควรเทิดทูน เป็นภาษาของพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงใช้เผยแผ่พระศาสนา แต่ทั้งนี้ ต้องรู้จักความหมายของคำเหล่านั้นด้วย อนึ่ง ใน คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค นั้น ท่านจำแนกการแผ่เมตตาไว้เป็น ๒ อย่างคือ การแผ่ไปโดยไม่เจาะจงบุคคล และการแผ่ไปโดยเจาะจงบุคคลท
การแผ่ไปโดยไม่เจาะจงบุคคลเป็นอย่างไร ? เฉลยว่าการแผ่เมตตาไปโดยไม่เจาะจงบุคคลนั้น เป็นการแผ่ไปยังสัตว์ทั้งหลายรวมเข้าด้วยกัน โดยสักว่าเป็นสัตว์ผู้ร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ และตายด้วยกัน ไม่มีการระบุตัวบุคคลว่า ผู้ที่เราแผ่เมตตาความปรารถนาดีให้นั้นเป็นผู้ใด เป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉาน เป็นหญิงหรือเป็นชาย เป็นต้น จะเป็นผู้ใดก็แล้วแต่ ต่างก็เป็นสัตว์ผู้ที่เราควรเยื่อใยปรารถนาให้มีความสุข ให้พ้นจากความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้นการแผ่เมตตาโดยไม่เจาะจงบุคคล อันประกอบด้วยอาการที่แผ่ไป ๔ อย่าง เป็นอย่างนี้ คือ
สพฺเพ สตฺตา
- สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
อเวรา
- จงเป็นผู้ไม่มีเวร
อพฺยาปชฺชา
- จงเป็นผู้ไม่มีความเบียดเบียน
อนีฆา
- จงเป็นผู้ไม่มีความทุกข์
สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ
- จงเป็นผู้มีความสุขบริหารตนเถิด ดังนี้
คำว่า สพฺเพ สตฺตา ที่แปลว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง นั้นเป็นการแผ่ไปโดยไม่เจาะจง คำว่า อเวรา ที่แปลว่า จงเป็นผู้ไม่มีเวร เป็นต้น เป็นอาการที่แผ่ไป
ในคำว่า สพฺเพ สตฺตา นี้ จะใช้คำอื่นแทนคำว่า สตฺตา ก็ได้ คือ เป็น สพฺเพ ปาณา ปาณะทั้งหลายทั้งปวงก็ได้ (ปาณะ แปลว่า ผู้ที่เนื่องด้วยลมหายใจ ), เป็น สพฺเพ ภูตา - ภูตทั้งหลายทั้งปวงก็ได้, เป็น สพฺเพ ปุคฺคลา บุคคลทั้งหลายทั้งปวงก็ได้, เป็น สพฺเพ อตฺตภาวปริยาปนฺนา ผู้นับเนื่องในอัตภาพผู้นับเนื่องในอัตภาพก็ดี ต่างก็มีความหมายว่า สัตว์ ทั้งนั้นบัณฑิตจะใช้คำไหนก็ได้ แล้วแต่ว่าคำไหนจะชัดเจน เป็นเหตุให้เกิดเมตตาจิตได้ง่ายที่ว่ามานี้ เป็นการแผ่เมตตาไปโดยไม่เจาะจงบุคคล
การแผ่ไปโดยเจาะจงบุคคล เป็นอย่างไร ? เฉลยว่า การแผ่เมตตาไปโดยเจาะจงบุคคลนั้น เป็นการแผ่ไปยังสัตว์ทั้งหลายนั่นแหละ แต่แยกเป็นแต่ละจำพวก โดยเกี่ยวกับเพศ คือหญิงพวกหนึ่ง ชายพวกหนึ่ง โดยเกี่ยวกับคุณธรรม คือ พระอภัยเจ้าพวกหนึ่ง ปุถุชนพวกหนึ่ง โดยเกี่ยวกับภูมิ คือ เทวดาพวกหนึ่ง มนุษย์พวกหนึ่ง อบายสัตว์พวกหนึ่ง
การแผ่เมตตาไปโดยเจาะจงบุคคล อันประกอบกับอาการที่แผ่ไป ๔ อย่าง เป็นอย่างนี้ คือ
สพฺพา อิตฺถิโย
- หญิงทั้งหลายทั้งปวง
อเวรา
- จงเป็นผู้ไม่มีเวร
อพฺยาปชฺชา
- จงเป็นผู้ไม่มีความเบียดเบียน
อนีฆา
- จงเป็นผู้ไม่มีความทุกข์
สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ
- จงเป็นผู้มีความสุข บริหารตนเถิด
สพฺเพ ปุริสา ฯเปฯ
- ชายทั้งหลายทั้งปวง ฯลฯ
สพฺเพ อริยา ฯเปฯ
- ปุถุชนทั้งหลายทั้ง ปวง ฯลฯ
สพฺ เพ เทวา ฯเปฯ
- เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ฯลฯ
สพฺเพ มนุสฺสา ฯเปฯ
- มนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ฯลฯ
สพฺเพ วินิปาติกา ฯเปฯ
- สัตว์ผู้ตกไปในอบายภู มิทั้งหลายทั้งปวง ฯลฯ
(เครื่องหมาย ฯเปฯ และ ฯลฯ ย่อคำว่า อเวรา จงเป็นผู้ไม่มีเวร เป็นต้นไว้ เวลาแผ่เมตตาไป จริง ๆ ต้องว่าให้เต็ม)
ที่ว่ามานี้ เป็นการแผ่ไปโดยเจาะจงบุคคล
ผู้ใคร่เจริญเมตตา พึงแผ่เมตตาไปโดยไม่เจาะจงบุคคลและโดยเจาะบุคคล ทุก ๆ โอกาสเท่าที่จะหาได้ ไม่ว่าก่อนออกจากบ้าน เวลาทำกิจการการงาน หรือก่อนก่อน เป็นต้น จิตได้จะได้อ่อนโอนด้วยคุณธรรมคือเมตตานี้ อานิสงส์ทั้งหลายของเมตตาก็จะเป็นอันหวังได้
อนึ่ง อานิสงส์ ๑๑ ประการ มีการนอนหลับเป็นสุขเป็นต้นนั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ทรงหมายเอาความเป็นอานิสงส์ที่ทางฝ่ายผู้เจริญเมตตาพึงได้รับเป็นสำคัญ จัดว่าเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว ก็แต่ว่าท่านผู้ใคร่ต่อการศึกษาทั้งหลายพึงทราบว่า การเจริญเมตตามีผลดีแก่ส่วนรวมด้วย โดยเกี่ยวกับทำให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในหมู่คณะ มีความสงบเรียบร้อย ไม่มีการข่มเหงเบียดเบียนกันอีกอย่างหนึ่ง ผู้ที่มากด้วยเมตตาย่อมเป็นผู้ที่มากด้วยการสละบริจาค เมตตาจึงเป็นคุณธรรมที่เป็นเหตุให้บุคคลขวนขวาย ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่เพิกเฉย สังคมที่พรั่งพร้อมด้วยผู้คนที่มีเมตตาจิตจึงเป็นสังคมที่ร่วมเย็น ปลอดโปร่ง เป็นต้น สมตามที่ตรัสไว้ว่า เมตตาเป็นธรรมค้ำจุนโลก
อนึ่ง สำหรับบุคคลผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตา โดยเฉพาะภิกษุสงฆ์ ผู้เลี้ยงชีพด้วยปัจจัยที่ชาวบ้านน้อมนำมาถวาย ถ้าหากว่าเป็นผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตา โดยเฉพาะเมตตาที่สามารถเจริญจนบรรลุถึงฌานได้ ย่อมเป็นผู้ที่ทำปัจจัยที่ทายกนำมาถวายนั้นได้มีผลตอบแทนมากน้อยแก่ทายกเหล่านั้นได้เหมือนอย่างพระสุภูติเถระ ฉะนั้น
มีเรื่องว่า พระอรหันต์องค์หนึ่งชื่อว่า พระสุภูติเถระเวลาที่ท่านเข้าไปในละแวกบ้านเพื่อบิณฑบาต ท่านจะต้องเข้าเมตตาฌานเสียก่อนเสมอด้วยประสงค์จะให้ทายกผู้ถวายบิณฑบาตได้รับผลตอบแทนจากการกระทำตนมากยิ่งขึ้น เพราะเหตุนั้นนั่นเอง พระพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องท่านไว้ (ใน อํ. เอก. ๒๐/๓๑) ว่า เป็นภิกษุผู้เลิศทางเป็นทักขิไณยบุคคล (ทักขิไณยบุคคล ได้แก่ บุคคลผู้ควรแก่ทักขิณาคือท่านที่เขานำมาถวาย เพราะเชื่อว่ามีโลกหน้า โดยเกี่ยวกับทำให้ทายกผู้ถวายได้รับผลตอบแทนมากมาย) อย่างนี้ว่า เอตทคฺคํ ภิกฺขเวมม สาวกนํ ภิกขูนํ ทกฺขิเณยฺยานํ ยทิทํ สุภูติ แปลว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย พระสุภูตินี้ จัดว่าเป็นยอดแห่งบรรดาภิกษุสาวกของเรา ซึ่งเป็นทักขิไณยบุคคล ดังนี้ พระดำรัสนี้มีความหมายว่า พระอริยบุคคลทั้งหลาย โดยเฉพาะพระอรหันต์เพราะความที่ท่านเป็นผู้หมดจดจากกิเลส ทานที่บุคคลถวายให้แก่ท่านจึงมีผลตอบแทนแก่ผู้ให้มากมาย ท่านเหล่านั้นจึงจัดว่าเป็นทักขิไณยบุคคล ถึงกระนั้น ทานที่บุคคลถวายให้แก่พระสุภูติเถระยังมีผลตอบแทนมากกว่าที่ถวายให้แก่พระอรหันต์องค์อื่น ๆ ตรงที่ท่านนอกจากจะเป็นพระอรหันต์แล้ว ยังเป็นผู้สำเร็จเมตตาฌาน เข้าฌานเสียก่อนทุกครั้ง ก่อนรับบิณฑบาตจากชาวบ้าน เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องท่านไว้อย่างนี้
อนึ่ง ผู้ที่มากด้วยเมตตา มีจิตเยือกเย็นด้วยเมตตาอยู่เสมอ ๆ ย่อมเป็นผู้ที่เป็นอยู่ง่าย หนาวไปนิด ร้อนไปหน่อยก็ไม่เดือดร้อน ได้อาหารหวานคาวที่เลวไปหน่อยก็ไม่จู้จี้ขี้บ่นเป็นต้น เพราะฉะนั้น จะไปอยู่ยังสถานที่ใด ๆ แม้ไปพำนักอยู่ติดต่อกันหลายวันก็ตาม คนเขาก็ยินดีต้อนรับ ไม่สร้างความหนักใจ ไม่สร้างความรู้สึกว่าเป็นภาระที่ต้องรับผิดชอบให้เกิดขึ้นแก่ผู้ต้อนรับเมื่อเมตตามีคุณมหาศาล ดังได้พรรณนามานี้ ท่านผู้ใคร่ความเจริญทั้งหลาย พึงเจริญเมตตาบ่อย ๆ เป็นกรรมฐานประจำวันเกิด
ก็แล บรรดาพรหมวิหาร ๔ เหล่านี้ เมตตาพรหมวิหารเท่านั้นที่ท่านจัดเป็นสัพพัตถกกรรมฐาน เพราะเหตุที่สามารถเจริญได้โดยสะดวกในโอกาสทั่วไป พรหมวิหาร ๓ ที่เหลือ มีกรุณาพรหมวิหารเป็นต้น ท่านไม่จัดเป็นสัพพัตถกกรรมฐาน เพราะไม่สามารถเจริญได้โดยสะดวกในโอกาสทั่วไป กล่าวคือ บุคคลจะเจริญกรุณาได้เป็นอย่างดีก็ในโอกาสที่ได้พบเห็นหรือได้รับข่าวว่าผู้อื่นกำลังประสบทุกข์เท่านั้น จะเจริญมุทิตาได้ก็เฉพาะในโอกาสที่ได้พบเห็นหรือสดับข่าวว่าผู้อื่นได้ดีมีสุขประสบความสำเร็จเท่านั้น จะเจริญอุเบกขาได้ก็เฉพาะในคราวที่เห็นว่าจะเกิดความยินดียินร้ายครอบงำ อันอาจจะเป็นเหตุให้เกิดความลำเอียง จนเสียความยุติธรรมเท่านั้น ฉะนี้แล
เนื้อหาสาระเกี่ยวกับเมตตาก็มีเพียงเท่านี้
|