วิปัสสนา
คือปัญญาที่เห็นขันธ์ ๕ หรือนามรูปว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา ถ้าเห็นอย่างอื่นก็ไม่ชื่อว่าวิปัสสนา
วิปัสสนา
มีประโยชน์คือทำให้เกิดความเห็นถูกตรงกับความจริงของธรรมชาติ ว่าเป็นรูป เป็นนาม ไมใช่เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน
วิปัสสนา
มีกิจกำจัดอนุสัยกิเลสที่เป็นตัณหานุสัย ทิฏฐานุสัย อวิชชานุสัย ซึ่งเป็นมูลรากของวักฏะให้สิ้นไป ด้วยการทำลายวิปลาสที่เห็นว่าเป็นสุขสวยงาม เป็นของเที่ยง เป็นอัตตาตัวตน เพื่อให้พ้นจากวัฏฏทุกข์ คือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ต้องเกิดเป็นทุกข์อีกต่อไป อันเป็นผลของการเจริญวิปัสสนา
วิปัสสนา
ต้องเกิดจากการปฏิบัติ เกิดจากการทำงาน จึงจะทำความรู้สึกให้ถูกต้องตรงต่อเหตุผลความจริงได้ เพียงเรียนอย่างเดียวโดยไม่ลงมือทำงาน จะทำวิปัสสนาให้เกิดความรู้ถูกต้องตรงตามความจริงไม่ได้ เหมือนเห็นคนถีบจักรยาน รู้ว่าเขาทำอย่างนั้น ๆ แล้วจำมาทำตาม จะถีบจักรยานโดยไม่ล้มได้หรือไม่ก็ไม่ได้ เพราะยังไม่ได้หัดทำ จะต้องหัดทำให้เป็นก่อนจึงจะถีบจักรยานได้โดยไม่ล้ม แม้การทำวิปัสสนาก็เหมือนกัน ฟังอย่างเดียวแต่ไม่หัดทำก็ทำไม่เป็น จะต้องหัดทำให้เป็นก่อนจึงจะทำวิปัสสนาได้ เพราะวิปัสสนาต้องรู้ความจริงด้วยตนเอง คนอื่นบอกให้รู้ไม่ได้ ตัวเองต้องเข้าไปพบกับสภาวะความจริงด้วยปัญญาของตัวเอง แล้วสภาวะความจริงจึงจะแสดงให้รู้ความจริงได้ เพราะสภาวธรรมเป็นอนัตตาจะบังคับให้เป็นไปตามความต้องการไม่ได้ จะต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยเสมอ
เหตุนี้การเจริญวิปัสสนา จึงต้องไปดูสภาวะที่เป็นปรมัตถ์อารมณ์ จะเอาบัญญัติมาเป็นอารมณ์ไม่ได้ เพราะบัญญัติไม่มีสภาวะความจริงให้ดู แต่ปรมัตถ์มีความจริงให้ดู คือดูปรมัตถ์แล้วจะเห็น ไตรลักษณ์ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาได้ การดูรูปปรมัตถ์อารมณ์ก็ต้องดูสภาวะที่เกิดขึ้นตามอารมณ์ ๖ ตามทวารทั้ง ๖ ที่กิเลสเห็นผิดจากความจริง ให้มาเห็นถูกตรงตามความจริงของปรมัตถ์ เช่น ทวารทางตาต้องกำหนดเห็นเป็นนาม ทวารหูต้องกำหนดได้ยินเป็นนาม ทวารจมูกต้องกำหนดกลิ่นเป็นรูป ทวารลิ้นต้องกำหนดรสเป็นรูป ทวารกายต้องกำหนดเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ไหว ตึง เป็นรูป ทวารใจต้องกำหนดการนึกคิด ดีใจ เสียใจ เป็นต้น ทางใจว่าเป็นนาม
ขั้นแรก
จึงต้องเรียนสภาวะที่เกิดตามอารมณ์ ๖ ให้เข้าใจถูกต้องก่อนว่ากำหนดอะไรเป็นรูป เป็นนาม การที่ให้กำหนดอย่างนั้นก็เนื่องจากกิเลสเห็นผิดในอาการเหล่านั้นผิดจากความจริง จึงต้องรู้อาการเหล่านั้นให้ถูกตรงตามความจริง เมื่อสภาวะอันใดเกิดขึ้นจะได้กำหนดถูกตรงตามความจริงทำให้ละคลายกิเลสได้
ในการดูนามรูปของวิปัสสนา จึงต้องอาศัยมีความเพียร มีสติสัมปชัญญะ เพราะธรรม ๓ อย่างนี้เท่านั้นที่จะทำให้เห็นความจริงของสภาวะได้ และธรรม ๓ อย่างนี้ก็ต้องเกิดร่วมกัน คือความเพียรเป็นตัวลงมือทำงานตามดูนามรูปที่กำลังแสดงความจริง จะต้องสำรวมอินทรีย์ให้รู้อยู่กับนามรูปที่กำลังแสดงความจริงเป็นปัจจุบันอารมณ์ ไม่ออกไปรู้ตามบัญญัติเรื่องราวจึงจะชื่อว่าเป็นการสำรวมอินทรีย์ ไม่ให้จิตออกไปรับรู้อารมณ์ภายนอก โดยอาศัยสติเป็นตัวสำรวมอินทรีย์เป็นศีลก่อนสมาธิ ปัญญาจึงจะเกิดได้ สมาธิก็ได้แก่สติที่ระลึกรู้ออกไปที่อาการของสภาวะ ไม่ใช่รู้อยู่ที่ใจ ถ้ารู้อยู่ที่ใจจะเป็นการนึกรู้ตามสัญญาที่จำมา ก็เป็นอดีตอารมณ์ซึ่งสภาวะนั้นดับไปแล้ว แล้วมานึกรู้เอาที่ใจ จึงเห็นความจริงไม่ได้ เพราะสภาวะนั้นไม่ได้มีอยู่ วิปัสสนาจะต้องดูนามรูปที่กำลังแสดงความจริงเป็นปัจจุบันอารมณ์ จึงจะเห็นความจริงของสภาวะได้
ด้วยเหตุนี้ สติที่เป็นตัวระลึกรู้ จะต้องระลึกออกไปที่อาการของสภาวะที่กำลังแสดงความจริง เป็นการรู้ด้วยปัญญาที่รู้อยู่กับสภาวะที่กำลังปรากฏจริง เมื่อสติระลึกรู้ออกไปที่อาการของสภาวะแล้ว สัมปชัญญะคือตัวปัญญาก็ตามดูสภาวะที่กำลังแสดงความจริงเป็นปัจจุบันอารมณ์ว่าเป็นรูปอะไร นามอะไรให้ถูกตรงกับความจริงด้วยความรู้สึกตัวในอาการนั้น ๆ ไม่ใช่นึก จะต้องตามดูความรู้สึกที่รู้อยู่กับสภาวะนั้น คือรู้ตัวด้วย รู้อารมณ์ที่ถูกดูด้วย โดยอาศัยมีสติสำรวมอยู่กับรูปนามที่กำลังแสดงความจริงเป็นปัจจุบันอารมณ์เรียกว่าอินทรีย์สังวรจัดว่าเป็นศีล เมื่อเอาสติระลึกรู้ออกไปที่อาการของสภาวะที่กำลังแสดงความจริงเป็นปัจจุบันอารมณ์ทุก ๆ อารมณ์ จัดว่าเป็นสมาธิคือเป็นขณิกสมาธิ เพราะนิวรณ์คือความชอบไม่ชอบเกิดขึ้นในอารมณ์นั้นไม่ได้ส่วนสัมปชัญญะ คือตัวปัญญาก็รู้ตัวทั่วพร้อมคือรู้ด้วยรู้อารมณ์ที่ถูกดูด้วยว่าเป็นรูปนามตรงตามความจริงของสภาวะ เพราะฉะนั้นขณะที่กำลังกำหนดนามรูปแต่ละขณะ ๆ จึงต้องมีทั้งศีล สมาธิ ปัญญา เข้าร่วมไปในอารมณ์เดียวกัน ซึ่งเป็นอธิจิต อธิศีล อธิปัญญา คือเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ที่ไม่มีกิเลสเป็นปัจจัย จึงสามารถกำจัดอนุสัยกิเลส คือกิเลสละเอียดได้ เมื่อกำจัดอนุสัยกิเลส คือกิเลสละเอียดได้ เมื่อกำจัดอนุสัยกิเลสได้ก็กำจัดกิเลสอย่างหยาบอย่างกลางไปพร้อม ๆ กันด้วย เพราะการเจริญวิปัสสนาก็เพื่อละอนุสัยกิเลสจึงจะพ้นจากกิเลส พ้นจากทุกข์ได้ เพราะอนุสัยกิเลสนี้จะเกิดขึ้นตามอารมณ์ทุก ๆ อารมณ์ที่ไม่รู้อารมณ์นั้นตรงตามความจริง คืออารมณ์ที่เรารู้ไปตามสมมุติบัญญัติจะมีอวิชชานุสัยไหลเข้าปิดบังทุก ๆ อารมณ์ ทำให้ไม่รู้อารมณ์นั้นตามความเป็นจริง
การเจริญ
วิปัสสนาที่ละอนุสัยกิเลสได้ จึงต้องทำวิชชา คือปัญญาให้รู้เท่าทันอารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นเป็นปัจจุบันให้รู้ถูกตรงตามความจริงว่าเป็นรูป เพราะฉะนั้นขณะที่นั่งอยู่มีความรู้สึกตัวขึ้นมา ก็เอาสติระลึกออกไปที่อาการของท่านั่งว่าตั้งกายอยู่ในอาการอย่างนี้ แล้วก็เอาความรู้สึกตัวคือสัมปชัญญะตามรู้อาการที่นั่งว่าเป็น รูปนั่ง คือรู้ตัวว่ากำลังดูรูปนั่ง เรียกว่ามีทั้งสติและสัมปชัญญะ รู้อยู่กับรูปนั่ง เมื่ออาการนั่งยังอยู่ก็ตามดูความรู้สึกที่รู้อยู่กับรูปนั่งอย่าปล่อยใจให้ไปรู้อารมณ์อื่นจะทำให้ขาดสติ ขาดการสำรวม จึงไม่เห็นความจริงของรูปนั่ง แต่ถ้ามีสติสำรวมรู้สึกอยู่กับรูปนั่ง เดี๋ยวรูปนั่งก็จะแสดงความจริงให้ดู ทำให้เกิดความรู้สึกจากอาการที่นั่ง เช่น จะรู้สึกไม่สบายในอาการที่นั่ง ทำให้รู้ว่ารูปนั่งเป็นทุกข์ จึงต้องเปลี่ยนท่านั่งทำให้เกิดรูปนั่งใหม่ เพราะรูปนั่งเก่าดับไปแล้วก็ดับหมดเลย ส่วนที่เกิดใหม่ก็เป็นคนละรูป ไม่ใช่รูปนั่งเก่า การรู้รูปนั่งใหม่จะต้องรู้ทันความรู้สึกที่กำลังแสดงความจริง เรียกว่ารู้ทันปัจจุบันอารมณ์ ที่รู้ทันปัจจุบันอารมณ์ได้ ก็เพราะมีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัวอยู่กับรูปนั่ง เรียกว่ารู้ตัวเพราะรู้อยู่กับรูปนั่ง โดยไม่ต้องนึกไปถึงที่เป็นสมมุติบัญญัติ เรียกว่าไม่สภาวะ ไม่ใช่เอาสัญญานึกรู้ที่ชื่อ เพราะชื่อเป็นสมมุติบัญญัติไม่มีความจริงให้ดู ต้องเอาปัญญาดูที่อาการของสภาวะจึงจะเห็นความจริงได้ เพราะมีสัมปชัญญะรู้สึกตามอาการของรูปนั่ง รูปนั่งก็จะแสดงความทุกข์ให้ปรากฏ ทำให้เห็นความไม่เที่ยง ความบังคับบัญชาไม่ได้ รูปนั่งจึงเปลี่ยนไป ผู้เจริญวิปัสสนาจะต้องใส่ใจอยู่กับความรู้สึก คือต้องมีทั้งสติและสัมปชัญญะรู้อยู่กับสภาวะที่กำลังแสดงความจริงเป็นปัจจุบันอารมณ์ จึงจะเห็นความจริงของสภาวะว่าเป็นรูปหรือเป็นนามได้ โดยอาศัยมีความเพียรให้เกิดสติสัมปชัญญะ บ่อย ๆ สติสัมปชัญญะที่เกิดได้บ่อย ๆ ก็อยู่ที่ตรงสติรู้สึกตัวได้นั่นเอง เพราะฉะนั้นรู้สึกตัวเวลาใดก็รู้ออกไปที่อาการของสภาวะให้รู้อาการนั้นว่าเป็นรูปหรือนาม ต้องมีนามรูปติดตามอยู่เสมอ จึงจะทำลายทิฏฐิความเห็นผิดว่าเป็นเราออกได้ทุก ๆ อารมณ์ ที่รู้อารมณ์ตรงกับความจริงว่าเป็นรูปหรือเป็นนาม การรู้เป็นรูปเป็นนามก็รู้ด้วยความรู้สึกที่รู้ในอาการนั้น โดยไม่ต้องนึกคิดตามสมมุติบัญญัติ จึงจะรู้ทันปัจจุบันอารมณ์ ถ้านึกคิดว่าเป็นรูปนั่ง ก็เป็นการรู้ด้วยสัญญาที่จำมาเป็นอดีตอารมณ์จึงไม่เห็นความจริง วิปัสสนาจะต้องรู้ด้วยปัญญาที่เข้าไปพบกับสภาวะที่กำลังแสดงความจริงด้วยตนเอง จึงจะเห็นความจริงของสภาวะว่าเป็นรูปเป็นนามได้ เมื่อเห็นสภาวะว่าเป็นรูปเป็นนามได้ ก็จะเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตาของสภาวะนั้น ๆ ได้
ขั้นแรกของการเจริญวิปัสสนาจึงต้องแยกนึกกับรู้สึกให้ออกจากกัน ถ้านึกจะรู้ชื่อเป็นบัญญัติ ไม่เห็นตัวสภาวะ ถ้ารู้สึกจะรู้อาการของสภาวะทำให้เห็นตัวสภาวะ เหตุนี้ถ้านึกรู้ชื่อจะไม่เห็นสภาวะ แต่ถ้าเห็นสภาวะจะรู้แน่ว่าเป็นรูปหรือเป็นนาม ผู้ปฏิบัติต้องสังเกตตัวเองถ้ารู้ชื่อจะไม่เห็นความจริง แต่ถ้าเห็นสภาวะจะรู้ความจริง
การปฏิบัติจึงมี ๓ ลักษณะ คือ
๑. ใช้นึกเอารู้แต่ชื่อของสภาวะ ไม่มีทั้งสติและสัมปชัญญะ
๒. รู้แต่อารมณ์อย่างเดียว คือรู้ที่อาการของสภาวะ แต่ไม่รู้ตัวว่าดูอะไร มีแต่สติไม่มีสัมปชัญญะ
๓. รู้สึกตัวด้วย รู้อารมณ์ที่ถูกดูด้วย คือรู้ตัวว่ากำลังดูรูปอะไรหรือนามอะไรอยู่ จะมีทั้งสติและสัมปชัญญะ
การรู้ด้วยสติ
เช่น รู้ว่านั่ง ก็จะเพ่งจับที่ท่านั่งอย่างเดียว ทำให้เกิดสมาธิ ท่านั่งก็จะสงบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง เพราะสมาธิจะจับอารมณ์เดียว จึงทำให้เกิดวิปลาสพอใจในรูปนั่งเห็นว่าเป็นสุขไม่เห็นทุกข์ จึงไม่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา เพราะมีแต่สติจับอารมณ์แน่ ไม่มีสัมปชัญญะรู้ตัวจึงทำให้เกิดสมาธิ เมื่อนั่งไปนาน ๆ สติที่ระลึกรู้ออกไปที่ท่านั่งก็จะเปลี่ยนมารู้อยู่ที่ใจว่าเป็นรูปนั่ง เพราะรูปนั่งยังคงนั่งอยู่จึงทำให้ใจลอยออกไปรู้อารมณ์อื่น ๆ โดยไม่รู้ตัวทำให้ขาดสติฟุ้งไปในเรื่องต่างๆ หรือบางทีก็ทำให้ใจซึมเฉยเป็นโมหะ ไม่รู้สึกตัวทำให้ง่วงซึมไปเพราะไม่มีสติ การปฏิบัติก็ไม่ได้ผล
การปฏิบัติ
ที่ได้ผลจะต้องมีทั้งสติและสัมปชัญญะซึ่งเป็นการรู้ด้วยความรู้สึกตัว ที่รู้ตรงกับอาการของสภาวะที่กำลังแสดงความจริงเป็นปัจจุบันอารมณ์ คือเอาสติระลึกออกไปที่อาการของท่านั่ง อย่านึกอยู่ที่ใจจะรู้แต่ชื่อแต่ไม่รู้อาการของสภาวะ เมื่อเอาสติระลึกออกไปที่อาการของสภาวะแล้ว ก็ต้องรู้สึกตัวตามอาการของสภาวะด้วย คือต้องใส่ใจอยู่กับความรู้สึกเรียกว่ามีสัมปชัญญะรู้ตัว เพราะสัมปชัญญะแปลว่ารู้ตัวทั่วพร้อม คือรู้ตัวด้วยรู้อารมณ์ที่ถูกดูที่กำลังเป็นปัจจุบันด้วย เมื่อมีความรู้สึกตัวอยู่ก็จะรู้ทันอาการของสภาวะที่กำลังแสดงความจริง เพราะสภาวะจะแสดงความจริงให้เห็นเป็นรูป ต่าง ๆ นามต่าง ๆ จึงจะเรียกว่ารู้ด้วยวิปัสสนา เพราะวิปัสสนาแปลว่าเห็นต่าง ๆ ทำให้กระจายความเป็นกลุ่มก้อนที่เคยยึดว่าเป็นเราให้รู้ว่าเป็นรูปต่าง ๆ นามต่าง ๆ เป็นการรู้ด้วยสติสัมปชัญญะ แต่ถ้ารู้ด้วยสติจะรู้แต่อารมณ์อย่างเดียวจะไม่เห็นอาการของสภาวะว่ามีต่าง ๆ กัน ผู้ปฏิบัติจะต้องสังเกตจิตใจของตนเองว่ารู้ด้วยสติกับรู้ด้วยสัมปชัญญะความรู้สึกจะไม่เหมือนกัน คือถ้ารู้ด้วยสติจะรู้แต่อารมณ์อย่างเดียวทำให้จิตสงบเฉย ส่วนที่รู้ด้วยสัมปชัญญะ จะมีความรู้สึกตัวทันกับสภาวะที่กำลังแสดงความจริงทุก ๆ อารมณ์ ทำให้จิตตื่นตัว ไม่ง่วงซึม เพราะมีงานให้ดูอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้เห็นความจริงของสภาวะว่าเป็นแต่ละรูปแต่ละนาม จึงเอาอนุสัยกิเลสออกได้เพราะรู้ทันกับความจริง คือรู้ทันจิตรู้ทันอารมณ์ที่กำลังเป็นปัจจุบันทุก ๆ อารมณ์ เรียกว่ารู้ด้วยสัมปชัญญะ หรือจะเรียกว่ารู้ตัวก็ได้เพราะรู้อารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์คือนามรูปไม่รู้ไปถึงบัญญัติเรื่องราว เพราะวิปัสสนาต้องการรู้ความจริงว่าเป็นนามรูปเท่านั้น ไม่ต้องการรู้บัญญัติเรื่องราวเลย
การเจริญวิปัสสนาที่จะได้ผลจึงต้องอาศัยธรรม ๒ อย่าง คือ ปรโตโฆษะ ต้องได้ยินได้ฟัง ข้อปฏิบัติจากผู้ที่ปฏิบัติถูก ต้องอาศัยกัลยาณมิตร มิตรผู้แนะนำประโยชน์ที่ถูกต้องและต้องอาศัยโยนิโสมนสิการ คือความเข้าใจถูกตรงตามความจริงของตัวเอง คือได้ผู้แนะนำถูกตัวเองเข้าใจด้วยก็ปฏิบัติได้ผล
ผู้ปฏิบัติต้องมีความรู้ตัวในสัมปชัญญะ ๔ อย่าง คือ
๑. สาตถกสัมปชัญญะ รู้ประโยชน์ของการปฏิบัติในการที่จะกั้นกิเลสไม่ให้เกิดกิเลส เช่น การปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อต้องการความพ้นทุกข์ไม่ใช่ต้องการเอาบุญ ถ้าต้องการบุญก็หวังผลตอบแทนจึงพ้นทุกข์ไม่ได้ ในการกำหนดทุกข์ที่ให้รู้เป็นนามเป็นรูปประโยชน์เพื่อให้รู้ว่าไม่ใช่เรา เป็นการทำลายทิฏฐิให้ออกไป เวลาเปลี่ยนอิริยาบถจึงต้องรู้ว่าเปลี่ยนทำไม เปลี่ยนเพราะถูกทุกข์บีบคั้น ทุกข์อะไรบีบคั้นก็ต้องรู้ทุกข์นั้น ๆ ด้วย การรู้ทุกข์จะทำให้ไม่เกิดความยินดีในเวลาที่เปลี่ยนอิริยาบถ โดยรู้ว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์จึงกั้นกิเลสตัณหาไม่ให้เกิดขึ้นในอารมณ์นั้น ๆ ได้
การทำวิปัสสนา ก็เพื่อทำลายกิเลส ๒ ตัว คือทิฏฐิกับตัณหาเป็นสำคัญ เพราะถ้าทำลายกิเลส ๒ ตัวนี้ได้ กิเลสอื่น ๆ ก็จะถูกทำลายไปได้ในที่สุด
๒. สัปปายสัมปชัญญะ รู้จักใช้อารมณ์ให้เป็นที่สบาย คือใช้อารมร์ที่กำลังแสดงความจริงเป็นปัจจุบัน ไม่ต้องสร้างอารมณ์ขึ้นมาดู ถ้าสร้างอารมณ์ขึ้นมาดูจะทำให้เกิดความเครียดไม่สบาย แต่ถ้าดูไปตามอารมณ์ที่มีอยู่เป็นปัจจุบันจะไม่เครียดไม่เดือดร้อนเพราะกิเลสไม่เกิด
๓. โคจรสัมปชัญญะ รู้อารมณ์เป็นที่เที่ยวไป คือไม่ทอดทิ้งอารมณ์กรรมฐานที่เป็นปัจจุบันอารมณ์ เมื่อตกจากปัจจุบันอารมณ์ ก็ยกขึ้นสู่ปัจจุบันอารมณ์ใหม่ เพียรตามดูนามรูปไป
๔. อสัมโมหสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อมว่าเป็นนามอะไรรูปอะไร ไม่หลง มีทั้งสติและสัมปชัญญะทุก ๆ อารมณ์ คือมีความรู้สึกตัวตามความเป็นจริงว่ากำลังดูนามอะไรรูปอะไรต้องรู้ตัวอยู่เสมอ
ถ้าทำความรู้ตัวได้อย่างนี้ก็เจริญวิปัสสนาได้
การรู้เป็นนามเป็นรูปกันทิฏฐิ การรู้ทุกข์กันตัณหา ก่อนเปลี่ยนอิริยาบถจึงต้องรู้ทุกข์ก่อนว่าเป็นทุกข์อะไร เพราะทุกข์ที่ให้เปลี่ยนอิริยาบถจะมีทุกข์ต่าง ๆ กัน การรู้ทุกข์จึงไม่ต้องนึกว่าเปลี่ยนแก้ทุกข์
การเจริญ
วิปัสสนา จะทำอะไรทุกอย่างต้องรู้ให้ถูกตรงกับความจริงเสมอจึงจะป้องกันตัณหาทิฏฐิได้ เมื่อกิเลสเกิดไม่ได้ปัญญาก็เจริญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ดูนามรูปจึงต้องคอยสังเกตว่าที่กำหนดนามรูปนั้นถูกตรงความจริงหรือเปล่า เช่นสติระลึกออกมาที่อาการของท่านั้น ๆ หรือเปล่า หรือว่ารู้อยู่ในใจด้วยการนึกเอาก็เปลี่ยนทำให้ถูก เมื่อสติรู้ถูกแล้วก็สังเกตสัมปชัญญะคือดูว่าใส่ในอยู่ในอาการนั้น ๆ จริงหรือเปล่าเพื่อป้องกันไม่ให้จิตตกจากปัจจุบัน เพราะถ้าไม่ใส่ใจอยู่ในอาการนั้น ๆ หรือไม่รู้ตัวว่าดูอะไรอยู่จิตก็จะออกไปรู้อารมณ์อื่น การสังเกตจะช่วยไม่ให้จิตตกจากปัจจุบันบ่อย ๆ อันนี้เป็นตัวโยนิโสที่สำคัญ คือต้องมีความรู้สึกตัวให้ตรงกับความจริง จะช่วยให้การปฏิบัติเจริญขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าทำความเห็นถูกได้อย่างนี้การปฏิบัติก็จะได้ไม่บอกผิดจากความจริงเลย โดยอาศัยมีสติสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำให้รู้ว่าการทำอะไรทุกอย่างจะต้องทำเพื่อแก้ทุกข์ทั้งนั้นไม่แก้ก็ไม่ได้ เช่น รู้สึกคันก็ต้องเกา รู้สึกเมื่อยปวดเจ็บก็ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ รู้สึกหิวก็ต้องกิน รู้สึกเห็นก็ต้องดู รู้สึกได้ยินก็ต้องฟัง รู้สึกได้กลิ่นก็ต้องดม เมื่อความรู้สึกเกิดขึ้นแล้วที่จะไม่แก้ไข ไม่เปลี่ยนแปลงไม่มีเลย ความรู้สึกจึงทำให้รู้ว่าต้องทำทุกอย่างด้วยความจำเป็นคือต้องทำเพราะถูกทุกข์บังคับให้ต้องทำทั้งนั้น การที่ต้องทำต้องแก้ทุกข์จึงไม่ต้องไปบอกว่าเป็นทุกข์จะต้องแก้ทุกข์ เพราะความรู้สึกเกิดขึ้นบอกให้รู้ตรงกับความจริงอยู่แล้ว และเป็นปัจจุบันอารมณ์ด้วย ความรู้สึกตัวนี่แหละจะทำให้เห็นสภาวะตามความเป็นจริง
การเจริญวิปัสสนาจึงสำคัญอยู่ตรงที่มีสติรู้สึกตัวได้ เพราะถ้ารู้สึกตัวได้ ก็อยู่กับปัจจุบันอารมณ์ได้ ถ้าได้ปัจจุบันอารมณ์มากกว่าเท่าไรก็เห็นความจริงได้มากเท่านั้น การเห็นความจริงก็คือเห็นทุกข์จะทำให้ตัณหาลดลง เพราะตัณหาทำให้หวงแหนยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา ส่วนมานะทำให้เอาเราไปเปรียบกับคนอื่นทำให้ยึดมั่นคือมั่นเพิ่มขึ้น ส่วนทิฏฐิทำให้สำคัญผิดว่าเป็นเราเป็นสัตว์บุคคลตัวตน การจะละตัณหามานะทิฏฐิได้จึงต้องเห็นความจริงคือเห็นว่าเป็นนามเป็นรูป เห็นว่ารูปนามเป็นทุกข์จึงจะละความยึดมั่นถือมั่นลงได้
การรู้
อารมณ์ปัจจุบันจะต้องรู้ตรงที่สภาวะกำลังแสดงความจริงโดยไม่ต้องคิดนึกหรือบริกรรม แต่เป็นปัญญาที่รู้ขึ้นมาเองถ้ารู้ไปถึงบัญญัติก็ตกจากปัจจุบัน การรู้ทันทีอารมณ์ปัจจุบันจึงจะละอนุสัยกิเลสได้ ข้อปฏิบัติอย่างนี้จึงจะทำให้พ้นจากทุกข์ได้เพราะเป็นมัชฌิมาปฏิปทา เป็นทางสายกลางที่ดับทั้งโลภะและโทสะก็เพราะดับอวิชชาคือความหลงไม่รู้อารมณ์ ให้มารู้อารมณ์ตรงตามความเป็นจริงด้วยการรู้สึก เพราะการรู้ตัวมีทั้งสติและสัมปชัญญะเกิดร่วมกันจึงเห็นความจริงของนามรูปได้ การรู้ด้วยวิปัสสนาปัญญาจะปล่อยวางความเร่าร้อนที่ท่วมทับจิตใจให้เย็นลง เพราะเหตุที่กำจัดอภิชฌาโทมนัสได้ แต่เราจะเกิดปัญญารู้ตามธรรมเหล่านี้ได้อย่างไร ก็ต้องอาศัยการตามรู้สภาพธรรมที่เกิดขึ้นเนือง ๆ ด้วยความรู้ตัวอยู่เท่านั้น เช่น นั่งอยู่ก็รู้เป็นรูปนั่ง นั่งเมื่อยก็รู้รูปนั่นเมื่อย คิดจะเปลี่ยนรูปนั่งก็รู้เป็นนามคิดพอรูปนั่งเปลี่ยนก็รู้เป็นรูปนั่งใหม่ เพราะรูปนั่งเก่าหมดไปแล้ว เมื่อรูปเคลื่อนไปทางไหนก็รู้ในอาการนั้น ๆ ว่าเป็นรูปแต่ละรูป การรู้เป็นรูปแต่ละรูปได้ก็รู้ที่ลักษณะของรูป เพราะรูปจะมีลักษณะประจำตัวของเขาโดยเฉพาะ ๆ ไม่ปะปนกัน รูปจะมีการเกิดขึ้นแล้วก็แตกสลายไปด้วยความเย็นความร้อนเฉพาะแต่ละรูป ๆ แม้นามทุกประเภทก็มีสภาพที่ทรงไว้เฉพาะลักษณะของตน ๆ แต่ละอย่างไม่ปะปนกันไม่เหมือนกัน เช่น นามคิด นามชอบ นามไม่ชอบ ก็มีลักษณะคนละอย่าง ๆ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปแต่ละขณะ ถ้ารู้ลักษณะของรูปของนามได้ก็จริงเห็นความจริงของธรรมะได้ เพราะลักษณะจะทรงความจริงไว้ไม่เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วก็หมดไป ๆ เป็นอนัตตาธรรม ซึ่งเป็นธรรมที่เกิดจากเหตุปัจจัยทั้งนั้น แต่ที่เราไม่เห็นลักษณะของธรรมเหล่านั้นว่าเป็นอนัตตาก็เพราะไม่เคยมนสิการแยกลักษณะของธรรมะ แต่ถ้ามนสิการแยกลักษณะของธรรมะให้ถูกตรงตามความจริงได้ อนัตตาธรรมก็จะปรากฏว่าไม่ใช่เป็นเราเป็นแต่รูปกับนาม เพราะบังคับบัญชาให้เป็นไปตามความต้องการไม่ได้ธรรมะที่เกิดขึ้นทุก ๆ ขณะล้วนเป็นอนัตตาทั้งนั้น แต่ที่อนัตตาไม่ปรากฏก็เพราะสัญญาความจำปิดบังไว้ว่าเป็นอัตตาตัวตนเป็นเรา ก็เพราะทิฏฐิความเห็นผิดจึงเอานามรูปมาเป็นเรา เหตุนี้จึงต้องตามดูความจริงที่ตัวเราว่าเป็นเราจริงหรือเปล่า ให้มีหน้าที่ตามดูไปเท่านั้น ไม่มีหน้าที่ไปจัดแจง เช่น เราเข้าใจว่ารูปนอนก็ทนอยู่ในอาการนั้นไม่ได้ให้เกิดอาการปวดเมื่อย รูปนอนก็ต้องเปลี่ยนท่าไปต่าง ๆ ก็ให้รู้ในท่าต่าง ๆ ว่าเป็นรูป แต่ละรูปให้มีสติตามรู้ไปทุกอาการโดยรู้ว่าเป็นแต่ละรูปก็เป็นสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะจะต้องเกิดควบคู่กันไปเสมอเป็นการแยกรูปแต่ละรูปไปเรื่อย ๆ จนชำนาญทำให้รู้ว่ารูปนอนอาศัยกันเกิดขึ้นอย่างนี้ให้ตามรู้รูปนามไปเรื่อย ๆ รูปนามเขาแสดงอย่างไรก็มีหน้าที่ตามรู้ไปทุกรูปทุกนาม เรียกว่ารู้ด้วยวิปัสสนาไม่ต้องท่องหรือนึกแต่เป็นการรู้ด้วยความรู้สึก เช่น นั่งอยู่เกิดปวดเมื่อย ความปวดเมื่อยก็เป็นทุกข์ทำให้ต้องพลิกตัวยกแขนขาก็รู้เป็นรูปแต่ละรูป การรู้อย่างนี้คือรู้ที่ลักษณะของรูปแต่ละรูป การรู้อย่างนี้คือรู้ที่ลักษณะของรูปแต่ละรูปของนามแต่ละนาม เรียกว่ารู้อนัตตลักษณะคือรู้ว่าไม่ใช่เป็นเรา การรู้อยู่กับนามรูปอย่างนี้เรียกว่ารู้ธรรมะเพราะปัญญาจะรอบรู้อาการของนามรูปไปเรื่อย ๆ ทำให้เห็นทุกข์ของนามรูป ความทุกข์จึงเป็นสัจธรรมเป็นความจริง เพราะถ้าไม่เป็นทุกข์แล้วจะเปลี่ยนอิริยาบถทำไม แต่เราไม่เคยดูอิริยาบถไม่เคยดูตัวเองไม่เคยรู้ตัวทำอะไรก็ไม่รู้ ได้แต่รู้ไปที่อารมณ์ออกไปรู้เป็นเรื่องราวต่าง ๆ จึงได้หลงอารมณ์เห็นผิดจากความจริง แต่ถ้ารู้ตัวอยู่ดูตัวอยู่ จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกายว่าถูกทุกข์บังคับให้ต้องทำอาการไปต่าง ๆ การรู้ตรงกับความจริงครั้งหนึ่งปัญญาก็เกิดครั้งหนึ่ง ถ้ารอบรู้ไปทุกอาการ ปัญญาก็เกิดรอบรู้มากขึ้น คือจะรู้ว่ามีทุกข์เกิดอยู่ตลอดเวลา เพราะทุกข์เกิดรูปจึงเปลี่ยนปัญญาที่รอบรู้อยู่ทุก ๆ อาการที่เกิดขึ้นนั้นทำให้รู้ว่ารูปเป็นทุกข์จริง ๆ ไม่ใช่รู้ว่าเราเป็นทุกข์ เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย บังคับไม่ได้เลยจึงไม่ใช่เรา เมื่อรู้ว่ารูปเป็นทุกข์ไม่ใช่เราก็ไม่เดือดร้อน เพราะเหมือนกับเห็นคนอื่นเป็นทุกข์เรียกว่าโยนิโสมนสิการเห็นถูกตรงความจริงพอรู้ทุกข์จึงคิดเปลี่ยน เมื่อเปลี่ยนแล้วก็รู้ว่าเป็นรูปอีกรูปหนึ่ง เพราะรูปเกิดขึ้นแล้วก็จะสลายไปหมดไปทุกขณะ เช่น นั่งอยู่พอเอียงตัวไปนิดหนึ่งก็เป็นคนละรูปกันแล้ว เพราะไม่ใช่ท่าเดียวกันคือรูปนั่งเป็นรูปนิ่ง รูปเอียงตัวเป็นรูปไหว พอไหวแล้วก็หมด ก็เป็นรูปนั่งอีกรูปหนึ่งให้ตามรู้แยกรูปไปตามอาการต่าง ๆ จะกระจายฆนสัญญาที่เคยยึดว่าเป็นเราให้มารู้ว่าเป็นรูปแต่ละรูปทำให้เข้าถึงอนัตตาว่าไม่มีเรามีแต่รูปกับนาม วิปัสสนาต้องการรู้ความจริงอย่างนี้ว่าไม่ใช่เรา เมื่อร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ให้รู้ชัดในอาการนั้น ๆ ที่รู้ชัดในอาการนั้น ๆ ได้ก็ด้วยการรู้ตัว คือมีสติสำรวมรู้อยู่กับอารมณ์ภายในไม่ส่งใจออกไปรู้อารมณ์ภายนอก จึงกันอภิชฌาโทมนัสไม่ให้เกิดขึ้นในอารมณ์นั้น ๆ
การรู้ตัวเริ่ม
ตั้งแต่ตื่นนอนก็รู้เป็นรูปนอน พอยกแขนยกขาก็รู้ว่าเป็นรูปแต่ละรูป เกิดรู้สึกปวดท้องก็รู้ว่าเป็นนาม รูปนอนเป็นทุกข์ทนอยู่ไม่ได้ต้องลุกขึ้นก็รู้เป็นรูปนั่ง รูปนั่งเป็นทุกข์เพราะต้องยืนก็ต้องรู้ว่าเป็นรูปยืน รูปยืนเป็นทุกข์เพราะต้องเดินก็ต้องรู้รูปเดิน รูปเดินเป็นทุกข์เพราะต้องยกขาก้าวไปแต่ละก้าวก็เป็นรูปแต่ละรูป การยกขาไปแต่ละก้าวก็เป็นทุกข์ทุกก้าว เพราะถูกทุกข์ปวดท้องบีบคั้นทำให้รูปเดินต้องเป็นทุกข์ก้าวไปแต่ละก้าวจนถึงห้องน้ำ รูปเดินก็หยุดเป็นรูปยืนก็ต้องรู้รูปยืน มือยกขึ้นเปิดประตูก็รู้ในอาการนั้นว่าเป็นรูป ก้าวเข้าไปก็รู้เป็นรูปก้าว มือปิดประตูก็รู้ว่าเป็นรูป ก้าวเดินต่อไปก็รู้เป็นรูปก้าว นั่งลงก็รู้เป็นรูปนั่ง ให้ตามรู้ไปทุก ๆ อาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองด้วยความรู้ชัดในอาการ นั้น ๆ ไม่ต้องนึกจะรู้ทันความจริงได้ทุก ๆ อาการด้วยความรู้สึกตัวแยกให้ออกว่าเป็นรูปแต่ละรูปหรือนามแต่ละนามตลอดจนอาการของทุกข์ที่เกิดขึ้นว่า เกิดเพราะทุกข์อะไรจึงทำให้ต้องเปลี่ยนท่าไปแต่ละท่า ต้องรู้ไปถึงอาการของทุกข์นั้น ๆ ด้วย จะได้เห็นทุกข์ชัดเจน การเจริญวิปัสสนาจะต้องรู้ความจริงอย่างนี้จึงจะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายเห็นว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์จริง ๆ เพราะการทำอะไรทุกอย่างล้วนถูกทุกข์บีบคั้นให้ต้องทำทั้งนั้นไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะถ้าไม่ทำก็จะเป็นทุกข์มากขึ้น จึงทำให้เห็นว่าชีวิตที่เป็นอยู่ได้จะต้องแก้ทุกข์อยู่ตลอดเวลา จึงไม่เห็นชีวิตว่าเป็นสุข มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นดับไปตลอดเวลา ความรู้ตัวจะต้องรอบรู้ไปทุก ๆ อาการจึงจะชื่อว่ารู้ด้วยสัมปชัญญะ คือรู้ตัวว่าดูอะไรก็จะรู้ไปถึงอารมณ์ที่ถูกดูด้วย เมื่อทุกข์เกิดขึ้นนามก็หาอุบายให้รูปแก้ทุกข์ต่อไป นามกับรูปต้องทำงานร่วมกันช่วยกันเสมอ การรู้ด้วยวิปัสสนาจึงต้องรู้ด้วยความรู้สึก ความรู้สึกเกิดที่ไหนก็ดูที่นั่นให้รู้ตรงกับความจริง เป็นปรมัตถ์อารมณ์จึงละกิเลสได้ การรู้ตัวอยู่กับรูปนามไม่รู้ไปถึงสัตว์บุคคลตัวตนจะมีแต่ธรรมะ เป็นแต่ละรูปแต่ละนามเกิดขึ้นแล้วก็สลายไป เกิดใหม่อีกก็สลายอีกไม่ได้มีเราเลยมีแต่ธรรมะ แต่ถ้าไม่รู้ตัวอะไร ๆ เกิดขึ้นก็เป็นเราไปหมดไม่มีธรรมเกิดเลย ชีวิตก็ต้องจมอยู่กับความทุกข์สิ้นกาลนาน เพราะไม่รู้จักความจริงคือทุกข์ จึงพ้นทุกข์ไม่ได้
การเจริญวิปัสสนาก็คือให้รู้จักความจริงในเรื่องของตัวเองตรงตามความจริง จะได้ไม่หลงอารมณ์ว่าเป็นของดีเป็นของสวยงาม เป็นสุขเป็นอัตตาตัวตน จึงเป็นทางให้พ้นจากทุกข์ เมื่อรูปนามใดเป็นทุกข์ก็แก้ทุกข์ได้ทุกขณะเช่นนั่งเมื่อยก็แก้ทุกข์เป็นนอน นอนก็ดูรูปนอนไป คือนอนให้รู้ไม่ใช่นอนให้หลับ วิปัสสนาแก้ทุกข์ปัจจุบันโดยรู้เป็นรูปเป็นนาม ไม่ใช่แก้ทุกข์อนาคตที่รู้เป็นเรื่องราว การแก้ทุกข์ที่เป็นปัจจุบันไม่เป็นปัจจัยให้เกิดกิเลส จึงพ้นทุกข์เป็นเรื่องราว การแก้ทุกข์ที่เป็นปัจจุบันไม่เป็นปัจจัยให้เกิดกิเลส จึงพ้นทุกข์ได้เด็ดขาด ส่วนการแก้ทุกข์อนาคตเป็นปัจจัยให้เกิดกิเลสจึงไม่พ้นจากทุกข์ การแก้ทุกข์จึงต้องแก้ที่ตรงปัจจุบันอารมณ์ที่สภาวะนั้นกำลังเกิด ผู้ปฏิบัติจึงต้องรู้จักอารมณ์ปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร
ปัจจุบันอารมณ์มี ๒ อย่าง คือ ปัจจุบันรู้เรื่องกับปัจจุบันรู้ตัว วิปัสสนาต้องการปัจจุบันรู้ตัวว่าเป็นรูปเป็นนามเท่านั้น เพราะไม่เป็นปัจจัยให้เกิดกิเลส วิปัสสนาไม่ต้องการปัจจุบันรู้เรื่องเพราะเป็นปัจจุบันให้เกิดกิเลส ปัจจุบันรู้ตัวจะอยู่ที่ตรงเกิดความรู้สึก เช่น รู้สึกนั่งอาการที่นั่งก็กำลังแสดงความจริงเป็นปัจจุบัน ก็รู้ว่าเป็นรูปนั่ง ขณะที่นั่งเกิดความรู้สึกเย็น อาการที่เย็นกำลังแสดงความจริงเป็นปัจจุบันก็รู้ว่าเป็นรูปเย็น แม้อาการที่นั่งจะยังอยู่ก็ไม่เป็นปัจจุบัน อารมณ์เพราะไม่ได้รู้สึกที่นั่ง แต่มารู้สึกที่เย็น รูปเย็นก็เป็นปัจจุบันอารมณ์ ปัจจุบันอารมณ์จึงอยู่ที่ตรงรู้สึกตัว รู้สึกตัวที่ไหนปัจจุบันก็อยู่ตรงนั้น ถ้าไม่รู้สึกตัวก็หาปัจจุบันไม่พบ เพราะฉะนั้นรู้สึกตัวที่ไหนก็ให้ดูที่นั่นแล้วจะหายหลงนี่คือการเจริญวิปัสสนา ให้เพียรเจริญสติสัมปชัญญะรู้ตัวบ่อย ๆ เพราะความรู้ตัวเท่านั้นจะทำให้พ้นจากทุกข์ได้เด็ดขาด เหตุนี้ถ้าไม่ช่วยตัวเองใครเล่าจะช่วยตัวให้พ้นจากทุกข์ได้ก็ต้องจมอยู่กับทุกข์สิ้นกาลนาน
สรุปการเจริญวิปัสสนา ต้องถึงพร้อมด้วยความเพียร สติ สัมปชัญญะ
ความเพียร ต้องกำหนดรู้นามรูป ตัวกำหนดคือสติ ตัวรู้นามรูป คือสัมปชัญญะ ต้องเกิดร่วมพร้อมกัน
ความเพียร ต้องกำหนดรู้นามรูป ตัวกำหนดคือสติ ตัวรู้นามรูป คือสัมปชัญญะ ต้องเกิดร่วมพร้อมกัน
สติ การระลึกรู้อารมณ์ด้วยความรู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ เป็นปัจจุบันอารมณ์ คือรู้สึกตัวขณะไหนปัจจุบันอารมณ์ก็อยู่ที่นั่น
สัมปชัญญะ ความรู้ตัวทั่วพร้อม ว่ากำลังดูรูปอะไร นามอะไรอยู่ต้องรู้ตัวผู้ดู ไม่ใช่รู้อารมณ์อย่างเดียว เพราะถ้ารู้ตัวผู้ดู ก็จะรู้ถึงอารมณ์ที่ถูกดูด้วย เพราะการรู้ตัวผู้ดู สัมปชัญญะจะไม่จับอารมณ์แน่ คือรู้แล้วก็ปล่อยแล้วก็รู้อีก จึงทำให้เห็นอาการของสภาวะว่าเป็นต่าง ๆ กัน ไม่ใช่เป็นอย่างเดียวกัน แต่ถ้าไม่รู้ตัวผู้ดูก็ไม่มีสัมปชัญญะจะมีแต่สติจับอารมณ์แน่นอย่างเดียว ทำให้จิตนิ่งเป็นสมาธิไป ก็ไม่ใช่วิปัสสนา การรู้ตัวจึงต้องรู้ที่อาการของสภาวะ จะมีทั้งสติ สัมปชัญญะ และมีการสำรวมอยู่กับอารมณ์นั้นด้วย จัดเป็นอินทรีย์สังวรศีล คือต้องมีศีลด้วย สมาธิกับปัญญาจึงจะเกิดได้ เป็นปัจจุบันอารมณ์ ถ้านึกจะรู้เป็นบัญญัติเรื่องราว ก็ไม่เป็นปัจจุบันอารมณ์ หรือรู้แต่อารมณ์ก็จะมีแต่สติอย่างเดียวไม่มีสัมปชัญญะ แต่ถ้ารู้ตัวจะรู้ตรงกับสภาวะความจริงที่กำลังเป็นปัจจุบันอารมณ์ จึงมีทั้งศีล สมาธิ ปัญญา เกิดร่วมพร้อมกัน การเจริญวิปัสสนาจึงจะได้ผล เหตุนี้การรู้ตัวอย่างเดียวว่าเป็นรูปเป็นนามก็ชื่อว่ารู้จบพระไตรปิฎก พ้นจากทุกข์ได้แน่นอน
สาธุ สาธุ สาธุ |