เครียด  
โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์เชวง เดชะไกศยะ

โทษของความ
เครียดและวิธีการแก้
ความเครียด ฆ่าคนได้จริงหรือ และฆ่าได้อย่างไร ตลอดจนวิธีการแก้ความเครียดที่รุนแรง เป็นปัญหาของชีวิต และสังคมอย่างยิ่ง
ดังนั้น วิธีการแก้ที่ได้ผลอย่างถูกต้อง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องศึกษา เรียนรู้ให้เกิดความเข้าใจในชีวิตของเราเอง ศึกษาชีวิตอันประกอบด้วย ร่างกาย และ จิตใจ สองส่วนด้านนอกและ ด้านในนี้อาศัยซึ่งกันและกันอย่างแยกออกจากกันไม่ได้ เป็นเหตุเป็นผลสัมพันธ์กันอย่างยิ่ง และต่อเนื่อง ทั้งชีวิตด้านในคือจิตใจและชีวิตด้านนอกคือร่างกาย

โทษของ
ความเครียด
เรามี
ทั้งทุกข์กายและทุกข์ที่จิตใจเกิดขึ้นตลอดเวลา เล็กน้อยบ้าง ปานกลางบ้าง พอทนได้บ้าง ทุกข์ทางกายเป็นปัจจัยให้ทุกข์ใจเกิดขึ้นทันที เช่น เราถูกตะปูตำ ยิ่งตะปูสกปรกมาก ความกลัวอันเป็นทุกข์ทางใจเกิดขึ้นทันที เราต้องรีบไปหาหมอทำความสะอาดแผลและฉีดยากันโรคบาดทะยัก เป็นต้น เรียกว่า เกิด ทุกข์ทั้งทางกายและใจ เป็น ความเครียด ที่เกิดขึ้นทันที และค่อยน้อยลง เมื่อเราไปหาหมอมาเรียบร้อยแล้วแต่ความวิตกกังวลก็ยังอยู่ในใจเรา ไม่หมดสิ้นไปเสียทีเดียว ยังคงมีอยู่จนกว่าแผลนั้นจะหายสนิทเรียบร้อยดี แต่แน่นอน ถ้าแผลนั้นไม่หายกลายเป็นแผลเรื้อรังยาวนานต่อไป ความทุกข์ทั้งกายและใจก็ต้องติดตามเราต่อไป ไม่ว่าเราจะอยู่ในท่านั่ง ท่านอน ท่ายืน ท่าเดิน ความเครียดจะเพิ่มขึ้น เราจะมีความกังวลใจมากขึ้นโทษคนล้างแผลเราไม่ดีไม่สะอาด แล้วก็โทษหมออีก เอายาอะไรมาให้เราก็ไม่รู้ แผลไม่รู้จักหายเสียที ยังคงอักเสบ บวมแดงไม่ลดลงเลย เริ่มนอนไม่หลับ จิตใจไม่สงบ ทำสมาธิเท่าใดก็ไม่หาย รับประทานอาหารได้น้อยลง ร่างกายอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย นอนหลับไม่พอ หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูงขึ้น เบื่องาน เบื่อคนรอบข้าง ความสะดวกความสบายหายไป ความสนุกก็ไม่มี ไปหาหมอก็มีโรคเพิ่มขึ้นอีก หมอหัวใจก็บอกว่าคุณเริ่มเป็นโรคหัวใจ เพราะหัวใจเต้น ไม่เสมอ เต้นเร็ว เหนื่อยง่าย แล้วก็มีความดันสูงขึ้นด้วยเป็นบางครั้งบางคราว คุณก็ได้รับยาทางโรคหัวใจมา ๓ - ๔ อย่างเป็นต้น
คุณมีปัญหาทางอาหารที่รับประทานไปแล้ว ท้องอืด มีลมในท้องมาก บางครั้งมีคลื่นไส้อาเจียน คุณก็ได้โรคเพิ่มมาอีกหนึ่ง คือ โรคทางกระเพาะอาหาร หรือบางครั้งคุณก็รับยานอนหลับ และยาคลายเครียดมาด้วย คุณก็มีโรคทางประสาทมาด้วยอีก ๑ โรค
ทั้งยาทางกระเพาะและยาทางประสาทก็รวมเป็น ๔ - ๕ อย่าง คุณอาจจะระงับอาการนอน ไม่หลับ หรืออาการวิตกกังวลได้บ้าง เพราะยาที่คุณรับประทานไปนั้นได้ผล แต่ก็เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น ต่อไปยาก็ใช้ไม่ได้ผลคุณต้องใช้ยาแรงขึ้นและมากขึ้น ผลข้างเคียงก็ตามมาเป็น โรคซึมเซา ซึมเศร้า ซึมเฉย คุณก็ต้องไปหาหมอโรคจิต รับประทานยาของหมอโรคจิตกลายเป็นคนไข้โรคจิตไปอีกโรคหนึ่ง มองเห็นโลกไม่น่าอยู่เลย มองโลกในแง่ร้าย ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยมี ซ้ำเคยเป็นคนร่าเริงเสียด้วยนี่คือสาเหตุเป็น โรคเครียดรุนแรงเรื้องรัง และ ยาวนาน ทำลาย ความสุขสงบทางจิตใจ และ ร่างกาย ให้หมดสิ้นไป เขาจะสอนให้คุณไปทำ สมาธิ บ้าง วิปัสสนา บ้าง ไปร้องเพลง ไปออกกำลังกาย ไปหาความสนุกเพลิดเพลินกับเพื่อนฝูงบ้าง รับรองว่าในระยะนี้ท่านทำไม่ได้หรอก เพราะคุณไม่สามารถทำสติ - สัมปชัญญะ ให้เกิดขึ้นมาได้เอง เพราะคุณไม่รู้จักหน้าตาของ สติ - สัมปชัญญะ มาก่อนเลย แล้วคุณจะทำให้ ธรรม ๒ อย่างนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร นี้เพียงเหตุที่เกิดขึ้นกับโรคทางกายเท่านั้น ถ้าโรคทางกายที่ร้ายแรงกว่านี้มาก คุณจะอยู่ได้อย่างไร ให้มีความเครียดและความทุกข์ให้น้อยที่สุดคงยากมาก ๆ และแย่ลงมาก ๆ ทีเดียว ถ้าคุณเสียสิ่งที่คุณรักมาก ๆ คุณจะทำใจอย่างไร บางคนทำได้ บางคนทำไม่ได้ มีเงิน ๑๐ ล้านบาท ๑๐๐ - ๒๐๐ ล้านบาท แล้วหมดไป คุณเพิ่งเริ่ม มีมาเมื่อ ๑๐ ปี ที่แล้วมา ปีนี้หมดไปกลับเป็นหนี้เขา ไม่มีดอกเบี้ยจ่ายให้เจ้าหนี้เขา คุณเคยเป็นเจ้าหนี้ เดี๋ยวนี้กลับเป็นลูกหนี้ คุณไม่เครียดหรือ ไม่ทุกข์หรือ นอนหลับอย่างเป็นสุขหรือ คงยากมาก ๆ แน่นอนคุณต้อง อยู่ร้อนนอนทุกข์ ไม่สามารถ อยู่เย็นเป็นสุข ได้แน่นอน นี้เป็น สัจธรรม ที่แท้จริง

ชีวิตคือความฝัน
สิ่งสำคัญคือเงินตรา ยอดปรารถนา คือความรัก.... จริงหรือ ?

วิธีการ
แก้ความเครียด
ความ
เครียด ที่รุนแรงและยาวนานนั้น มีความสำคัญยิ่ง เพราะจะเป็นเหตุนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลายระบบ ทั้งระบบประสาท ระบบทางจิตใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด และระบบทางกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะระบบต่าง ๆ ของร่างกายนั้นมีความสัมพันธ์กัน อย่างยิ่ง และอาจกลับกลายเกิดเป็นโรคร้ายแรงต่าง ๆ ขึ้นได้ ชีวิตจะหมดความสุขไป อยู่อย่างไม่มีชีวิตชีวา อายุสั้นลงกว่าปกติ และถ้าเรื้อรังมากเข้า โรคในตัวหลายระบบมากขึ้น หมอต้องใช้ยา มากขึ้นและยาหลายอย่างอาจถูกกำหนดให้ใช้มากขึ้น จึงต้องควรระวังเป็นอย่างยิ่ง อาจมีโรคและอาการของโรคเกิดขึ้นจากการใช้ยาหลาย ๆ อย่างก็ได้
คุณอาจทราบแล้วว่า การแก้โรคเครียด ด้วยการออกกำลังกาย การร้องเพลง การหาความเพลิดเพลินต่าง ๆ อาจใช้ได้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่การแก้ที่ถูกต้องและได้ผลที่ถาวร ยิ่งในคนไข้ที่มีปัญหามากจากการ สูญเสียทรัพย์ เสียชื่อเสียง เสียของรัก สูญเสียสิ่งที่รักต้องพลัดพรากไป มีอาการ ซึมเซา ซึมเศร้ามาก ๆ คงไม่สามารถไปหาความสนุกเพลิดเพลินต่าง ๆ ได้ นอกจากจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจ สร้าง ระบบความคิดที่ดีที่ถูกต้องตรงเหตุผลของสัจธรรม และสร้าง สติ - สัมปชัญญะ ให้รู้เท่า รู้ทัน รู้กัน รู้แก้ เมื่อประสบปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาสู่ตัวเรา ทำให้เกิดความทุกข์เร่าร้อนขึ้นภาย ในจิตใจ ความคิดที่ไม่มี (คิดร้ายต่าง ๆ) เช่น คิด กลัว คิดโกรธ คิด เกลียด คิด พยาบาท และคิด เบียดเบียนเขา เป็น เหตุ ให้เกิดความ เครียด ขึ้นภายในจิตใจ จะมีผลกระทบกับร่างกายทุกระบบดังที่ ได้กล่าวมาแล้วความคิดเกิดจาก อารมณ์ในอดีต อันเป็นสัญญาที่เราเก็บจดจำไว้ที่ไม่ดี ที่ไม่ควรคิด และอารมณ์ใหม่ ๆ ที่เราเกิดความไม่พอใจขึ้นในปัจจุบัน จากการไม่สมหวังไม่ได้ดั่งใจ ความเครียด คือความ เร่าร้อน และ เศร้าหมอง แห่งจิตจึงเกิดขึ้นทันทีจึงต้องควรทำความรู้จักมันไว้ เข้าใจไว้ให้ดี รู้อย่างนี้แล้วก็ทำให้เกิด สติ - ปัญญา ขึ้นสะสมและเพิ่มพูนมากขึ้น จิตใจจะผ่องใสเบาสบายขึ้น ดังนั้น ความเครียดจึงมีสาเหตุจากทั้งปัจจัยภายนอก และ ปัจจัยที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ ของเราเอง
เราจึง
จำเป็น ต้องศึกษา และ เรียนรู้ชีวิตด้านในของเราให้ดี เราจึงจะ สอนตนเอง เตือนตนเองได้ และ ทันตน คือ ทันกับความเครียด ทันกับ ความดี ความไม่เครียด ที่เกิดขึ้นภายในจิตของเราเอง แล้วเราจะ ทันคน ทันเหตุการณ์ และ ทันสมัย อยู่เสมอ สติปัญญา ของเราจะแหลมคมขึ้น มีตนเป็นที่พึ่ง อย่างดีที่สุด ไม่ต้องไปพึ่ง ความรัก จากใคร ๆ ไม่ต้องไปพึ่งความหวังใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเราหวังอะไร มักจะผิดหวัง อยู่เสมอ แต่ในทางโลกคนเรามักจะอยู่ด้วยความรัก และความหวังเสมอ หวังว่าเขาคงจะรักเราและเข้าใจเราตลอดไป ถ้าเขารักเราน้อยไป เขาไม่เข้าใจเรา ความทุกข์ ความเศร้าเสียใจ ก็เกิดขึ้นภายในใจเราทันที แต่ความจริงแล้ว ใจคนมักผันแปร เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเสมอ เขาไม่เป็นต้องรักเรา ต้องเข้าใจเรา เสมอไปก็ได้ หวังสิ่งใดแล้ว ไม่ได้ก็มี เป็นต้น ทรัพย์ทั้งหลาย ทั้งที่เราหวงแหน ทั้ง ทรัพย์ที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต เขามี หน้าที่ที่ต้องจากเรา ไป หรือไม่เขาก็ ทำให้เราต้องจากเขา ไป นี่เป็น สัจธรรม แม้ ชีวิต เราก็บังคับให้อยู่กับเรานาน ๆ หรือตลอดไปก็ไม่ได้เพื่อนที่แสนดีที่สุดของเรา คือ สติ - ปัญญา แรงใดไม่เสมอด้วยแรงกรรมแห่ง ความคิด แห่ง คำพูด และ การกระทำของเรา เอง ที่เราต้องรู้เองว่า ดีหรือไม่ดี (สุจรติ ๓ / ทุจริต ๓) ความคิดที่ไม่ดีก็หยุดเสีย คิดดีก็คิดออกไป คิดช่วยเหลือ คิดจะพูดอะไรก็ได้ แต่ต้อง เป็นประโยชน์ ถ้ารู้ว่า ไม่เป็นประโยชน์ ก็หยุดคิด หยุดพูด หยุดกระทำ นั้นเสีย ควรฟังให้ได้มาก ๆ พูดให้น้อย ๆ หน่อย อย่าให้ปากรู้มากกว่าใจ แล้วความทุกข์และความเครียดก็จะน้อยลง และหมดลงไปได้ในที่สุด จะอยู่เย็นเป็นสุข ไม่ต้อง อยู่ร้อนนอนทุกข์ หลับก็เป็นสุขตื่นก็เป็นสุข ชีวิตก็จะยืนนาน และอยู่อย่าง มีชีวิตชีวา นี้เป็น คำสอนของพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เท่านั้น

 

ความทุกข์ของวันไหน ควรพอแล้วสำหรับวันนั้น ควรหรือที่จะนำมาทุกข์ในวันนี้