![]() |
|||
| โดย อาจารย์แนบ มหานีรานนท์ |
|||
๑. สังเกตความรู้สึกที่ถูก จำไว้เป็นบรรทัดฐาน จะได้มีโอกาสกลับมาตั้งอยู่กับปัจจุบันของการดูได้เสมอ ๒. ต้องรู้ตัวด้วยว่ากำลังดูรูปนั่ง รูปนั่งคืออาการท่าทางของกายที่ตั้งอยู่ ต้องสำเหนียกด้วยว่าดูรูปอะไร ดูรูป เฉย ๆ ไม่ได้ ๓. ระวังอย่าต้องการให้จิตสงบ หรือต้องการรู้เห็นได้อะไร ต้องมีการสังเกตด้วย ให้ดูเฉย ๆ เท่านั้น ไม่ดูเพื่ออะไร ๔. จะดูจิตก็ได้ จิตขณะนี้ประกอบด้วยอะไรก็ดูรู้อยู่ เช่น จิตชอบใจเกิดขึ้นก็รู้ หมดไปจิตอื่นเกิดขึ้นก็รู้ ตามดูเรื่อยไป ต้องทำความรู้สึกตัวว่า ดูนามนั้น ๆ ๕. มีรูปนามเป็นอารมณ์กรรมฐาน ต้องรู้สึกว่าเป็นรูปหรือเป็นนามไปพร้อมกับการดู รูปนามอะไรต้องติดตามในความรู้สึกเสมอ ทิ้งไม่ได้ ๖. อย่าตามอารมณ์บัญญัติ คอยสำรวมกับอารมณ์ปรมัตถ์ นี้เป็นกรรมฐาน ต้องคอยสำเหนียก ๗. ความรู้สึกตัวคือจิตต้องประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นตัวผู้ดูรู้ตัวต้องรู้ที่ผู้ดู ไม่ใช่รู้ที่กรรมฐาน ๘. นึก คือคิดเอาในใจ ไม่ได้อารมณ์ปัจจุบัน ไม่ได้สัมผัสสภาวะของรูปนามจริง ๆ ๙. เมื่อมีความรู้สึกว่าเป็นรูปเป็นนาม ก็ถ่ายถอนความรู้สึกว่า เป็นเราออกจากสันดานได้ ความเป็นรูปนามหายไปเราก็กลับมาอีก ๑๐. ตามกำหนดจนคล่องแคล่งชำนาญ กำหนดลงไปทีไรก็รู้ขึ้นมาทันทีว่าเป็นรูปนามอะไร จึงเป็นปัจจัยแก่วิปัสสนา ๑๑. ที่สอนก็เพื่อให้ไปพบครู คือนามรูป แล้วครูนามรูปเขาจะสอนทุกอย่างให้เราเอง ๑๒. ขั้นแรกต้องศึกษาปริยัติให้เข้าใจ แล้วนำมาปฏิบัติเพื่อให้เกิดปฏิเวธ ๑๓. ตั้งแต่เห็นโทษของนามรูปก็ชื่อว่าจิตนี้หยั่งลงสู่นิพพานแล้ว สงเคราะห์เป็นปฏิเวธ เพราะเห็นว่าเมื่อไม่มีนามรูปก็ไม่มีทุกข์ ๑๔. ทุกข์ได้แก่นามรูป มีหน้าที่ต้องกำหนดรู้ เรียนให้เข้าใจจำได้ เวลากำหนดก็ให้ตรงกับความเข้าใจที่เรียนมา ๑๕. สัมปชัญญะคือความรู้สึกตัว มีลักษณะคือรู้ว่าตัวกำลังดูรูปนามอะไร เป็นปัจจัยแก่การทำลายฆนะสัญญา จะได้รู้ว่าเป็นแต่ละรูปนาม และใครเป็นผู้ทำงาน ๑๖. ตั้งกายไว้ในอาการใด ๆ ก็รู้ในอาการนั้น ๆ มีอารมณ์กรรมฐานและผู้ทำกรรมฐาน ในการกำหนดต้องรู้ทั้ง ๒ อย่าง ๑๗ .เมื่อไม่รู้ว่าตัวดูอะไรก็ไม่รู้ว่าตัวเห็นอะไร การดูก็เพื่อให้รู้ว่าเป็นรูปนั้น ๆ นามนั้น ๆ ดูจนชำนาญ ดูทีไรก็ รู้ทันที จึงเป็นปัจจัยแก่วิปัสสนา ๑๘. สติก็สักแต่ว่าระลึก ปัญญาก็สักแต่ว่ารู้ ต่างก็ไม่มีสาระ ตกอยู่ในข่ายของไตรลักษณ์เหมือนกัน ๑๙. ปกติอารมณ์ใดเกิดขึ้นตัณหาและทิฏฐิต้องเข้าอาศัยอารมณ์นั้นทันที อารมณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่เกิดจากการปรารถนาของผู้ปฏิบัติ และรู้เหตุผลในการใช้อิริยาบถด้วย จึงกันตัณหาได้ ๒๐. นั่งกรรมฐานคือนั่งเพื่อต้องการกำหนด ที่ถูกแล้วนั่งก็เพราะต้องนั่ง ไม่ใช่นั่งเพื่อจะดูรูปนั่ง ๒๑. อย่าคอยจ้องจะกำหนด คือกรรมฐานยังไม่มีแต่คอยจะดู ต้องให้กรรมฐานเกิดก่อนจึงตามดู มิฉะนั้นจะไม่ได้ปัจจุบัน และไม่บริสุทธิ์ ๒๒. อย่ารู้สึกว่าอารมณ์นั้นดี อยากให้อยู่ อารมณ์นั้นไม่ดี อยากให้หายไป การเลือกอารมณ์อภิชฌาและโทมนัสก็อาศัยได้ ๒๓. วิปัสสนาไม่ได้ให้มาทำอะไร แก้ไขอะไร มีหน้าที่ดูให้รู้ตามความเป็นจริงเหมือนดูละคร ถ้าเข้าใจแล้วก็ไม่ลำบาก มีหน้าที่ดูตัวไหนออกมาเล่นก็รู้ว่าเขาเป็นใคร ๒๔. ถ้าเข้าใจแล้วทำผิดก็รู้ทำถูกก็รู้ ๒๕. รูปอยู่ที่อาการท่าทางทั้งหมด ไม่ใช่อยู่ที่อวัยวะน้อยใหญ่ที่ตรงนั้นตรงนี้ รูปเดินเฉพาะอาการที่ก้าวไปแต่ละข้าง ๒๖. การกำหนดต้องทำความรู้สึกในอาการท่าทาง (สติ) และรู้สึกตัวว่ากำลังดูรูปนั้น ๆ (สัมปชัญญะ) แต่ไม่ใช่เอานามผู้ดูมาเป็นกรรมฐาน ๒๗. เมื่อรู้รูปใดรูปหนึ่งก็รู้ไปถึงรูปทั้งหมด รู้เวทนาใด...รู้จิตใจ...รู้ธรรมใด...ต่างก็เป็นไตรลักษณ์ ๒๘. ต้องรู้จักหน้าตาของสติสัมปชัญญะด้วย ขณะกำหนดอยู่จะได้สังเกตว่ามีสติและสัมปชัญญะหรือไม่ ไม่งั้นมีหรือไม่มีก็ไม่รู้ ๒๙. ต้องเข้าใจว่าเข้าไปหัดทำให้ถูกไม่ใช่ไปเอาผล เมื่อทำเหตุถูกผลก็เกิดเอง ทำให้ตรงกับที่เข้าใจมา ใจอย่าเอื้อมไปจะให้รู้เห็นอะไร ๓๐. การปฏิบัติเป็นการงานของใจ มาหัดใจ ไม่ใช่มาหัดกาย หรือต้องทำท่าทางอย่างนั้นอย่างนี้ ๓๑. มาฝึกหัดให้มีความรู้สึกที่ถูกต่ออารมณ์ตามความเป็นจริง เพราะกิเลสเกิดที่ใจไม่ใช่เกิดที่กาย ทำความรู้สึกไม่ถูกก็กันกิเลสออกไม่ได้ ๓๒. ใช้ศัพท์ว่า ดู เบาที่สุด พิจารณา จะไปคิดเอา กำหนด ก็วางใจหนักไปอีก ๓๓. สังเกตความรู้สึกที่มีสติสัมปชัญญะเป็นอย่างไร ใจที่ไม่มีด้วยสติสัมปชัญญะเป็นอย่างไร ๓๔. ต้องการปัญญาคือต้องการขันธ์นั่นเอง ไม่มีสาระอะไรเลย เพราะตัวต้องการปัญญาเป็นตัวตัณหา ๓๕. ดูทีแรกสติสัมปชัญญะก็มีอยู่ แต่ดูไปนาน ๆ สัมปชัญญะค่อย ๆ หมดไป ต้องสังเกตจิตใจที่เปลี่ยนไป คอยทำความรู้สึกตัวใหม่ ๆ เสมอ ๓๖. การสำเหนียก, สังเกต คือการศึกษาในการปฏิบัติ ๓๗. เก็บความเข้าใจเอาไว้ เมื่อประสบกับอารมณ์ก็นำความเข้าใจออกมาใช้ด้วยการโยนิโสมนสิการต่ออารมณ์นั่นเอง ๓๘. การทำความรู้สึกที่ถูก (โยสิโนมนสิการ) ได้มาจากการฟัง, การศึกษาเล่าเรียนปริยัติ ๓๙. เห็นรูปก็ต้องเห็นนามด้วย แม้ดูอย่างเดียวเมื่อปัญญาเกิดก็เนื่องกันเพราะนามเป็นผู้ดู และเป็นธรรมที่อาศัยกันอยู่ ๔๐. รูปนั่งอยู่ที่ทำ ถ้าไปนึกก็ไม่ได้ความรู้สึกที่รูปจริง ๆ ก็ไม่ได้ปัจจุบัน ๔๑. รู้รูปเฉย ๆ ไม่ได้ ทำลายฆนะสัญญาไม่ได้ เป็นรูปเดียวกันไปหมด ต่างกันแต่อาการ นั่งเฉย ๆ ก็ไม่ได้ ไม่รู้ว่าใครนั่งก็เอาเราออกจากท่านั่งไม่ได้ ๔๒. จิตใจที่ได้ปัจจุบันกับจิตใจที่ไม่ได้ปัจจุบันต่างกันอย่างไร สังเกตจำไว้เพื่อจะกลับมาตั้งใหม่ ได้บ่อย ๆ ๔๓. บางทีดูอยู่ไม่ฟุ้ง แต่ก็ไม่รู้ปัจจุบันด้วยความรู้สึกตัว ๔๔. ตั้งใจไว้ผิด พอนั่งลงใจก็มุ่งไปหาผลทีเดียว จะให้รู้อย่างนั้นอย่างนี้ ก็ตกปัจจุบันไป เพราะจิตเอื้อมไปหาอารมณ์ใหม่แล้ว ๔๕. ที่สอบอารมณ์ก็เพื่อให้รู้ว่าทำเหตุถูกไหม ทำงานถูกไหม ไม่ใช่สอบเพื่อให้รู้อะไร ๔๖. การรู้ก็รู้อย่างปกติธรรมดาที่ไม่เข้ากรรมฐาน เพียงแต่เปลี่ยนความรู้สึกว่าเป็นรูปเป็นนามเท่านั้น แต่ไม่เข้าใจกลับมาหัดกายเสีย เลยปิดบังกฎธรรมดา ๔๗. มาหัดดูความรู้สึกใหม่ จากความรู้สึกว่าเป็นเรามาหัดใหม่ให้เคยกับความรู้สึกเป็นรูป โดยอาศัยท่าทางรองรับความรู้สึก ๔๘. การทำงานอยู่ที่ตรงทำความรู้สึกต่ออารมณ์ปัจจุบันตามความเป็นจริง ๔๙. เมื่อฟุ้งซ่านไปก็มีหน้าที่เพียงกลับมาดูปัจจุบันใหม่เท่านั้น ไม่มีหน้าที่แก้ไขหรือระวังไม่ให้ฟุ้งซ่าน ๕๐. การดูนิวรณ์ไม่ใช่กาล จะดูทำไม นามเป็นธรรมชาติละเอียดดูยากกว่ารูป ไม่ควรใส่ใจในเบื้องต้น ถ้าดูเพื่อให้นิวรณ์หายก็ยินดี ไม่หายก็ไม่พอใจ ๕๑. ปัจจัยของการกำหนดถูก คือ กัลยาณมิตร โยนิโสมนสิการ สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา ๕๒. ความรู้จะติดต่อหรือไม่ติดต่อไม่สำคัญ เป็นเรื่องของความชำนาญ ไปบังคับไม่ได้ ที่สำคัญตัวทำถูกหรือยัง ชำนาญเข้าเขาก็รู้ติดต่อเอง ๕๓. เมื่อรู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบัน อารมณ์อื่น ๆ สมาธิหรือนิมิตต่าง ๆ ก็เข้ามาไม่ได้ ๕๔. ต้องมีนามหรือรูปอะไรติดตามอยู่ในความรู้สึกเสมอ จิตจึงดำเนินไปในทางของวิปัสสนา ๕๕. การดูนามฟุ้งซ่าน อย่าติดตามเรื่องที่ฟุ้งซ่านไปซึ่งเป็นบัญญัติ ให้ดูนามที่ฟุ้งซ่านซึ่งเป็นปรมัตถ์ ๕๖. ขณะดูอย่าให้มีความต้องการเข้าไปอาศัย เพราะจะไม่เป็นวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์) ๕๗.เห็นผิดที่นามหรือรูปอันไหนก็ต้องดูนามหรือรูปอันนั้น เพื่อถ่ายถอนความเห็นผิดออกไป ๕๘. รู้ฟุ้งซ่านเฉย ๆ ไม่ได้ ต้องรู้ว่าเป็นนามฟุ้งซ่านด้วย ไม่รู้ว่าเป็นนามฟุ้งซ่านก็ต้องเป็นเราอยู่ดี ๕๙. ต้องรู้ว่าใครเป็นผู้ดู แต่ไม่ต้องรู้ว่าอันนี้เป็นนามสติ อันนี้เป็นนามสัมปชัญญะ รู้เพียงว่าเป็นนามผู้ดูก็พอ มิฉะนั้นจะเป็นการนึกเอาตามปริยัติ ๖๐. มีผู้ดูและอารมณ์กรรมฐาน ความรู้สึกตัวต้องรู้ที่ผู้ดูไม่ใช่รู้ที่อารมณ์กรรมฐาน ความรู้สึกตัวเป็นตัววิปัสสนา ๖๑. การดูรูปนามที่ชำนาญพอดูปุ๊บรู้ปั๊บทีเดียว อันนี้จึงเป็นปัจจัยแก่วิปัสสนา ๖๒. อารมณ์ปัจจุบันต้องมีอยู่แล้วเฉพาะหน้า ไม่ให้ปรารภอารมณ์อื่น อารมณ์ที่เกิดจากความต้องการก็กันตัณหาไม่ได้ นั่งเพราะต้องนั่งไม่ใช่นั่งเพราะอยากดูรูปนั่ง รูปนั่งนั้นก็ไม่บริสุทธิ์ ๖๓. อย่าไปคอยจดจ้องเพราะอารมณ์ยังมาไม่ถึง ก็ไม่เป็นปัจจุบัน ต้องให้อารมณ์เกิดขึ้นก่อนจึงตามดู ๖๔. อย่าดูเพื่อแก้ไข ต้องการให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามใจปรารถนา ๖๕. การปฏิบัติต้องมีวิสุทธิกำกับไปตลอด เริ่มตั้งแต่ศีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ ถ้าไม่เป็นวิสุทธิก็ตกทางวิปัสสนา ๖๖. รูปเดินอยู่ที่อาการก้าว ไม่ใช่อยู่ที่เท้าหรือการกระทบกับพื้น หรือนึกอยู่ที่ใจ ๖๗. การปฏิบัติจะยากหรือง่ายขึ้นอยู่ที่มีความเข้าใจหรือไม่ ทำตรงกับความเข้าใจหรือไม่ (โยนิโสมนสิการต่ออารมณ์ตรงกับความจริง) มีความบริสุทธิ์หรือไม่ จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับวาสนาบารมีด้วย ๖๘. มาปฏิบัติคือมาทำความรู้สึกให้ถูกตรงกับที่เข้าใจมาจากการศึกษาปริยัตินัยของปฏิบัติ ๖๙. รู้ว่าทำผิด ดีกว่าทำผิดแต่ไม่รู้ หรือทำผิดแต่เข้าใจว่าทำถูก ๗๐. มาฝึกหัดใจ ไม่ใช่มาฝึกหัดกาย มาฝึกหัดกายแสดงว่าใจก็ผิดด้วย กายมาจากใจ กิเลสก็เกิดที่ใจ ต้องชำระที่ใจ คือมาทำความเข้าใจถูก รู้สึกถูกตรงต่อความจริง มาหัดกายแต่ใจกิเลสอาศัยเสียแล้วก็ไม่มีประโยชน์ ๗๑. อะไรจะเกิดไม่เกิดไม่ใช่หน้าที่ หน้าที่มีเพียงทำความรู้สึกตัวว่าดูอะไร ถ้ามีอะไรผิดปกติเช่น นิมิตหรือสมาธิเพิ่มเติมเข้ามาแสดงว่าปฏิบัติผิด ๗๒. ที่ผิดนั้นมีมากมาย ที่ถูกมีนิดเดียว ให้จำที่ถูกนี้เอาไว้ ผิดจากนี้ละก็ไม่ใช่ ๗๓. จะดูรูปนามได้ถูกต้องศึกษาลักษณะของรูปนามนั้นให้เข้าใจดีเสียก่อน เพราะรูปนามมีหลายอย่าง ลักษณะที่แตกต่างกันของนามรูปนั่นเองทำให้รู้ว่ารูปนามแต่ละอย่างไม่ใช่อันเดียวกันเป็นการทำลายฆนะสัญญา ๗๔. ที่ปฏิบัติได้ถูกเพราะเข้าใจถูก แต่เพราะมีการจัดแจง ต้องการ คาดหวัง ควบคุม บังคับเลยปิดบังความจริงหมด ๗๕. ศรัทธาต้องเกิดขึ้นก่อนวิริยะจึงติดตามมาภายหลัง การปฏิบัติจะเป็นไปได้สม่ำเสมอต้องคอยปรับอินทรีย์ ทั้ง ๕ ให้เสมอกัน ไม่ให้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ๗๖. การมีตนเป็นที่พึ่งคือการมีสติสัมปชัญญะตามดูกาย เวทนา จิต ธรรม นั่นเอง แต่ต้องปัญญาเกิดแล้ว เข้าใจแล้ว จึงจะเรียกว่ามีตนเป็นที่พึ่ง ๗๗. จะผิดหรือถูกก็ทำให้เกิดปัญญาได้เหมือนกัน ที่สำคัญผิดก็ให้รู้ถูกก็ให้รู้ ล้วนแต่เป็นครูสอนให้รู้จักความจริงทั้งสิ้น ๗๘. ผู้มีปัญญาย่อมเชื่อเหตุผล ไม่ใช่เชื่อตำราหรือครูอาจารย์ เพราะคำสอนในพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของเหตุผลธรรมใดเป็นเหตุ ธรรมใดเป็นผลต้องมีความเข้าใจ วางใจนักศึกษา ดูตามที่มันเป็น (๑) อย่าไปคอยระวังระแวง ตั้งใจประคอง กังวล คิดไปล่วงหน้า หรือหาทางป้องกัน คอยจ้องจับ ความคิดเหล่านี้ทำให้ตกไปจากอารมณ์ปัจจุบัน (ทำให้เสียการปฏิบัติ) (๒) มีหน้าที่รับรู้ธรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นปัจจุบัน เว้นเสียแต่ว่าอารมณ์ใดที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีกำลังแรงพอที่จะดึงจิตไปจากอารมณ์หลัก (ประธาน) ได้ สรุปคือให้ยอมรับอารมณ์ไม่ลำเอียงอารมณ์ (๓) มีหน้าที่กันตัณหาออกจากความรู้สึกเรื่อยไป ไม่ให้อาหารแก่ตัณหา ตัณหาจะอ่อนกำลังลงเรื่อย ๆ จิตใจจะสะดวกแก่การดูยิ่งขึ้น ต้องสังเกตในเรื่องการทำอะไรต้องรู้เหตุผลก่อนเสมอ (๔) การสังเกตดูอย่างสม่ำเสมอทำให้ทราบได้ เมื่อรู้สึกว่าการดูนั้นเปลี่ยนไป เช่น น้อมไปหาความสงบ หรือมุ่งจะรู้ด้วยความต้องการ แล้วจัดการบริหารแก้ไขเสีย (๕) การกำหนดสติปัฏฐานหมวดอิริยาบถบรรพะ เมื่อได้ปัจจุบันบ่อยถี่เข้า จิตผู้ดูจะเกิดปีติโสมนัสไม่ได้ เพราะสภาวะของรูปที่ปรากฏในความรู้สึกที่แต่ทุกข์และการแก้ทุกข์ คือเห็นทุกข์ทั้งในอิริยาบถใหม่ และเก่า (๖) ผู้ดูต้องอิสระคล่องแคล่ว ไหวง่าย ไวต่อการรับอารมณ์ ไม่สงบนิ่งเพราะถูกบังคับ หรือเพราะอำนาจของสมาธิที่เพิ่มขึ้น (๗) ให้กำหนดอิริยาบถ ๔ เป็นประธาน สำหรับรูปนามทางปัญจทวารถ้าไม่จำเป็น (ไม่เป็นอธิบดีอารมณ์) ก็ไม่ต้องใส่ใจกำหนด แต่เมื่อจำเป็นจะต้องกำหนดก็เพียงมีสติไปที่การเห็น การได้ยินเป็นต้น ซึ่งปรากฏอยู่ที่ตา ที่หู นั้น ๆ โดยไม่ให้เลยไปที่สีหรือเสียง ทำความรู้สึกตัวว่า กำลังดูนามเห็น นามได้ยิน (๘) เรื่องปัจจุบันสำคัญที่สุด ขอให้สำรวมอยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องอื่นเลย เพราะทุกอย่างจะต้องประชุมพร้อมกันในที่นั้น จะผิดหรือถูกอย่างไรก็อยู่ที่นี่ การบริหารและการสังเกตก็ต้องทำที่นี่ อดีตอนาคตนั้นไม่มีความจริง การรอคอยหรือเอื้อมไป การระวังตัว การคิดไว้ก่อน จะทำให้จิตตกอารมณ์ปัจจุบัน (๙) ให้สังเกตความรู้สึกด้วยจิตใจที่เป็นอย่างนั้นเกิดขึ้น ด้วยการทำเหตุปัจจัยอย่างไร วางใจหรือทำไว้ในใจอย่างไม่ก็ให้รู้ จะมีประโยชน์ในการบริหาร เมื่อจะทำผิดซ้ำขึ้นอีก หรือสามารถทำเหตุปัจจัยที่ถูกให้เกิดขึ้นอีกได้ (๑๐) การรู้ว่าเป็นรูป แม้มีสติออกไปที่ท่าทางแล้ว แต่ก็อาจรู้ด้วยอำนาจสัญญาก็ได้ ถ้ามุ่งไปที่อารมณ์มากไป ขาดการใส่ใจผู้ดู การสังเกตที่ละเอียดก็ทำให้รู้ได้ (๑๑) การบริหารผู้ดูให้ถูกต้องและเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ต้องสังเกตว่ามีอัตตาเข้าไปในการบริหารนั้นด้วยหรือไม่ (จัดแจง บังคับให้เป็นไปด้วยความต้องการ) เช่น พยายามทำให้ตรงกับที่ได้ศึกษามา โดยการขาดความแยบคาย ผิดปกติจากความเป็นธรรมชาติ (๑๒) อย่าไปมัวคิดหาเหตุผลว่าจิตใจทำไมจึงเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เมื่อก่อนสะดวกวันนี้ไม่สะดวก เพราะเมื่อศึกษาปริยัติมาเข้าใจดีแล้วเพียงแต่สำรวมกับปัจจุบันบ่อย ๆ ในขณะที่ดูอยู่สภาวะเขาจะบอกให้ทราบเองว่าขณะนี้ต้องบริหารแก้ไยอย่างไร ทำใจอย่างไร เพียงรับรู้ทุกอย่างตามความเป็นจริงในขณะนั้น ไม่ปฏิเสธด้วยโลภะหรือโทสะ (เลือกจะรู้แต่อารมณ์ที่ตนปรารถนา) อนึ่ง จิตมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เราต้องยอมรับความเป็นไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น (๑๓) เรื่องทุกข์นี้ก็สำคัญ เมื่อเห็นอยู่บ่อย ๆ ใจต้องเหี่ยวแห้งสลด จิตใจที่ไม่สลดตัณหาก็มีโอกาสไหลฉาบทาอารมณ์ได้มาก เหมือนปลาที่ยกมาวางบนบก ย่อมได้ยินรื่นเริงกระปรี้กระเปร่าเหมือนอยู่ในน้ำ เพราะถูกพรากจากอารมณ์ที่มันเคยเสพอยู่ ไม่ได้อาหารปัจจัยเหมือนเดิมอีก (๑๔) การมนสิการมาก่อนจะเข้าปฏิบัติที่ผิด ๆ ทำให้ความรู้สึก หรือการปฏิบัติคอยแต่หันเหไปตามเจตนาที่วางไว้อยู่เรื่อย ๆ ยิ่งปฏิบัติไปนาน ๆ ก็ยิ่งไกลห่างจากความถูกต้องเป็นกลางยิ่งขึ้น เหมือนเรือที่ตั้งหางเสือไว้ผิดก็ยิ่งไกลฝั่งหรือท่าที่ควรถึงไปเรื่อย ๆ ฉะนั้นจึงไม่ควรปรารภไปถึงผล หรือตั้งใจจะรู้เห็นอะไรล่วงหน้า มนสิการเพียงว่ามาฝึกหัด มาทำกิจพระศาสนา คือมุ่งจะมาทำเหตุเท่านั้น (๑๕) ความเพียรนั้นคือเพียรตั้ง หมั่นกลับมาตั้งทำความรู้สึกตัวขึ้นมาใหม่เมื่อรู้ว่าตกไปจากปัจจุบัน ไม่ใช่มาเพียรทางกายให้มาก ๆ ไม่มีหน้าที่ไปแก้ไข จัดแจง หรือรังเกียจสิ่งที่เกิดขึ้น ให้เข้าใจความไม่อยู่ในอำนาจของสิ่งนั้น ๆ ให้รู้สึกว่าการปฏิบัติเป็นเรื่องปกติธรรมดา อิริยาบถก็ใช้ไปอย่างธรรมดา ไม่มีอะไรต้องปรุงแต่งดัดแปลงเป็นพิเศษ (๑๖) ก่อนใช้อิริยาบถต้องรู้เหตุก่อนทุกครั้ง ว่าจำเป็นต้องเปลี่ยน ขณะที่กำลังเปลี่ยนไปก็มีสติสำรวมอยู่ ส่วนอาการที่เหยียดคู้ เป็นต้น ก็ไม่ต้องใส่ใจกำหนดละเอียดทุกขั้นตอน การเคลื่อนไหวอาจช้าลงเล็กน้อยเพื่อให้สติตามทัน สัมปชัญญะความรู้ก็ให้เป็นไปของมันเอง (ถ้ามันจะรู้) จุดประสงค์ต้องกันการตัณหาขณะกำลังเปลี่ยน (๑๗) รูปนามนั้นไม่มีเจ้าของจึงไม่มีการเดือดร้อนเมื่อทุกข์เกิดขึ้น แต่ถ้าทุกข์เกิดแล้วยังเดือดร้อนอยู่แสดงว่ายังมีเราเป็นเจ้าของรูปนามนั้นอยู่ อุปมาเหมือนว่าสมบัติข้าวของ ๆ ผู้อื่นพินาศฉิบหาย เราก็ไม่รู้สึกเสียใจเพราะไม่ใช่ของ ๆ เรา แต่ถ้าเป็นของเราความยินร้ายจะเกิด (๑๘) สังเกตจิตใจในการกำหนดนั้นว่า วางใจหนักหรือเบาแค่ไหนอย่างไร การวางใจที่พอดีนั้นอย่างไร จึงจะทำให้สามารถดูได้สม่ำเสมอ เมื่อสังเกตออกก็สามารถทำปัจจัยอย่างนั้นให้เกิดได้อีก (๑๙) ขณะรับประทานอาหารใช้อิริยาบถย่อยทีละอย่าง เพื่อให้สติตามรู้ทัน ถ้าใช้มากอย่างก็มากอารมณ์ทำให้พลั้งเผลอเสมอ ต้องให้ช้าพอควรหรือใช้ไปตามปกติ (๒๐) การรู้ทุกขเวทนาจิตต้องจรดตรงทุกข์ด้วย ใส่ใจว่าทุกข์อะไรเกิดที่ไหน ไม่ใช่เพียงรับรู้ว่าทุกข์เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น จะเป็นการอ้างทุกข์ หรือเอาทุกข์เป็นสัญญาณในการเปลี่ยนอิริยาบถ คือทิ้งทุกข์ขณะเปลี่ยนอิริยาบถ ก็ไม่สามารถกันตัณหาในอิริยาบถใหม่ได้ (๒๑) ผลมาจากเหตุ ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้อะไรอยู่ ก็ย่อมจะรู้ว่าการกำหนดนั้นผิดหรือถูก ไม่สงสัยลังเลเคลือบแคลงใจ และรู้ด้วยว่าความรู้นั้นมาจากทำเหตุปัจจัยอย่างไร ถ้าเป็นความรู้ด้วยสติ และสัมปชัญญะก็ทราบได้ หรือรู้อย่างสัญญา คิดนึกเอาเองด้วยอำนาจปริยัติก็ทราบได้อีก (๒๒) ถ้าก่อนหลับมีสติสัมปชัญญะ เมื่อตื่นขึ้นความรู้สึกจะติดขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องตั้งใจกำหนดเลย ทั้งความฝันก็ไม่มีด้วยในการหลับนั้น (๒๓) เกิดทุกข์ขึ้นนิดหน่อยก็เปลี่ยนอิริยาบถเสียแล้ว แม้จะโยนิโสมนสิการก็เป็นการอ้างทุกข์เป็นสัญญาณในการเปลี่ยนอิริยาบถอยู่ดี จิตใจที่ตัณหาไม่อาศัยแล้วการใช้อิริยาบถใจก็ไม่น้อมไปเพื่อความสุขสบาย ขอเพียงได้บรรเทาทุกข์เวทนาก็เพียงพอ ใจไม่เอื้อมไปหารูปไหน ๆ เพราะพิสูจน์รู้มาหมดแล้วว่ารูปทุกรูป เป็นทุกข์เสมอเหมือนกัน ความสะดวกก็เป็นปัจจัยแก่การเกิดขึ้นของกิเลสหรือปัญญาก็ได้ อยู่ที่การใส่ใจต่ออารมณ์นั้นอย่างไร จิตใจแม้จะชำนาญคุ้นเคยกับกรรมฐานฟุ้งก็แทรกได้ให้รู้สึกว่าเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป ขอเพียงไม่ทิ้งการใส่ใจในกรรมฐานฟุ้งก็ไม่มีอิทธิพลใด ๆ แม้จะเห็นทุกข์มากเท่าไรใจก็ไม่ยินดียินร้าย แต่ถ้ายังมีรูปติดอยู่ในความรู้สึกโทสะก็เข้าไม่ได้ มีแต่ความเบื่อหน่ายที่เห็นว่าธรรมชาตินี้เป็นของ บีบคั้น สำนวนที่ว่าไม่จำเป็นห้ามใช้อิริยาบถใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ใช่เรื่องของการบังคับ ระวังตัว หรือตั้งใจเลย แต่เป็นเรื่องของเหตุผล จิตใจที่ตัณหายังอาศัย สติสัมปชัญญะมีกำลังอ่อนนับว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เอาเพียงว่าทำได้แค่ไหนก็เท่านั้น แต่จิตใจที่ตัณหาไม่อาศัย เสพคุ้นมีกำลังในการดู เป็นเรื่องปกติ จะเคลื่อนไหวไปทำไม ไม่มีเหตุผลนี่ การใส่ใจในท่าด้วย สังเกตตัวผู้ดูด้วย ทำให้การงานดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ ทุกข์แค่ไหนจึงจะเปลี่ยนอิริยาบถได้ กะประมาณไม่ได้ ไม่ตายตัว อยู่ที่ความรู้สึกว่ามีเหตุผลเพียงพอแล้วหรือยัง ทุกข์จะมากน้อยหรือไม่เป็นประมาณ (ทุกข์เวทนา) แต่ถ้าได้เหตุผลตามความจริงก็กันตัณหาได้ การรู้ว่าเป็นรูป รู้สึกว่าต้องเปลี่ยน ฯลฯ เป็นปัญญาที่ได้มาจากโยนิโสมนสิการต่ออารมณ์ ไม่ใช่ไปใส่ความรู้สึกให้เขา เราไปทำปัญญา ให้เกิดโดยตรงไม่ได้ทำได้เพียงปัจจัย ที่ทำให้เขาเกิดขึ้นเท่านั้น เมื่อได้ปัจจัยปัญญาก็เกิดเอง ปัญญาจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ความรู้สึกนั้นจะมีน้ำหนัก แต่ถ้าเป็นการใส่ความรู้สึก (คิดนึกไปตามปริยัติที่เรียนมา) ความรู้สึกจะไม่เปลี่ยน ได้แต่ความคล่องแคล่วชำนาญไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด (เป็นการใช้สัญญาที่ชำนาญ) จิตใจที่มีกำลังเสพคุ้นในกรรมฐาน สำรวมได้ง่าย ไม่แส่หาอารมณ์อื่นโดยไม่จำเป็น ก่อนเปลี่ยน กำลังเปลี่ยน หลังเปลี่ยน ก็ไม่ทิ้ง รูปอะไรทุกข์อะไรที่ไหน สำรวมรู้อยู่เป็นปัจจุบันตลอด ท่านดูเดินหรือเดินดู การที่สำรวมอยู่กับรูปที่เป็นปัจจุบันได้ตลอดบ่อย ๆ จะสังเกตพบความต้องการที่แทรกเข้ามามากมาย และการสำรวมที่ดีทำให้ได้เหตุผลในการกระทำนั้น ๆ ได้เอง หรืออีกนัยหนึ่งจิตใจที่ตัณหาไม่อาศัยบ่อย ๆ จะพบกับหน้าตาของตัณหาที่พยายามจะกลับเข้ามาอีกได้บ่อย ๆ คำว่า รู้ชัดว่าเดินอยู่ คือ ต้องมีความรู้ ๓ ประการ คือ (๑) ใครเดิน (๒) การเดินเป็นของใคร (๓) เพราะเหตุใดจึงเดิน เฉลยว่า (๑) รูปเดิน เพราะเป็นอาการของรูป อาศัยสติตั้งไว้ที่อาการแล้วทำความรู้สึกว่า นี้รูปเดิน (อสัมโมหะสัมปชัญญะ) ให้เกิดขึ้นบ่อย ๆ (๒) อาการเดินนั้นเป็นของนับเนื่องในรูป เพื่อป้องกันความรู้สึกว่า เป็นคนกรรมฐานพิเศษกว่าคนอื่น ทำให้เห็นว่ากรรมฐานนี้มีสาระ (๓) อาศัยปัจจัย คือจิตคิดจะเดินและทุกขเวทนาที่บีบคั้นอยู่ (ความทุกข์ทำให้เกิดความคิด จะเดิน) สรุป ข้อ ๑. เพื่อถอนความเห็นผิดว่ามีอัตตาผู้เดิน ข้อ ๒. ถอน ความเห็นผิดว่ามีบุคคลพิเศษเป็นผู้ปฏิบัติ ข้อ ๓. เพื่อป้องกันตัณหาในการใช้อิริยาบถ * * * * * * * * * สาระเกี่ยวกับการกำหนดอิริยาบถ ๑. ศึกษาทำความเข้าใจเรื่องรูปนามทางทวารทั้ง ๖ แต่เวลากำหนดให้เริ่มที่อิริยาบถ ๔ ก่อน อบรมสติปัญญาให้มีกำลัง ต่อไปรูปนามทางทวารอื่นจะรู้ขึ้นมาเอง ๒. กำหนดอิริยาบถ ๔ โดยความเป็นรูป และให้ทำความเข้าใจว่าผู้กำหนดเป็นนาม ในเบื้องต้นไม่ต้องกำหนดนาม รู้ว่าเป็นรูปนั่ง นอน ยืน เดิน ก็พอ ผู้กำหนดนั้นเป็นนามอยู่แล้ว ๓. การกำหนดเป็นการงานทางใจ ทำงานด้วยใจขณะทำความรู้สึกลงไปในอารมณ์ ๔. คำว่า ดู พิจารณา กำหนด มีความหมายอย่างเดียวกัน คือให้ทำความรู้สึกตัวว่า ดูรูปหรือนามอะไร ๕. กำหนดเพื่อละความเห็นผิดที่อาศัยการนั่ง จากความรู้สึกว่า เรานั่ง ให้รู้ตามความเป็นจริงว่ารูปนั่ง ไม่มีความเป็นสัตว์ บุคคล มีแต่สภาวะของรูปธรรม ๖. รูปเดินอยู่ที่อาการก้าว ไม่ใช่อยู่ที่เท้า เท้ามีอยู่เสมอ แต่เมื่อไม่มีอาการก้าว รูปเดินก็มีไม่ได้ ๗. ดูรูปนั่ง รู้สึกอยู่ในอาการที่นั่ง รู้สึกว่ากำลังดูรูปนั่ง แต่ถ้านึกว่า รูปนั่ง ความรู้สึกไม่ได้ออกมารู้ในอาการท่าทาง ๘. วิปัสสนาให้รู้กฎธรรมดาตามความเป็นจริง ไม่ใช่เราไปสร้างทำอะไรขึ้นมา หรือสร้างอารมณ์ให้กิเลส กิเลสเขาอาศัยอยู่กับอิริยาบถทั้งหลายนี่เอง ๙. ดูรูปเดินให้รู้ในอาการก้าว มีสติรู้ตามไปไม่ต้องทำให้เป็นจังหวะให้ผิดปกติ อย่างนั้นกิเลสเข้าแล้ว กิเลสไม่ได้ปิดบังตอนทำอย่างนั้น กิเลสปิดบังอยู่ตามอาการที่ปกติธรรมดานี่เอง จึงไม่ต้องค่อย ๆ ยก ค่อย ๆ ย่าง และอย่าให้เดินเร็วจนเกินไป ให้เดินเหมือนเดินแม้เมื่อย ๑๐. ความจริงเข้าใจแล้วไม่ยาก แต่ยากตรงที่ไม่เข้าใจ อิริยาบถมีให้ดูตลอดเวลา แต่กลับเข้าใจว่า การดูนี้ไม่เกิดประโยชน์ ต้องมีการรู้เห็นอะไรเป็นพิเศษ จึงจะเห็นว่าการดูอิริยาบถนี้เกิดประโยชน์ ๑๑. อิริยาบถ คืออาการนั่ง นอน ยืน เดิน อิริยาบถทั้ง ๔ นี้เป็นอาการของรูป เกิดจากจิตเป็นสมุฎฐาน ต้องมีจิตและเจตนาในการใช้อิริยาบถ ๑๒. รูปนั่งไม่ได้อยู่ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เวลาทรงกายอยู่ในท่านั่งก็ต้องนั่งทั้งตัว ทรงกายไว้ในอาการอย่างไร ให้รู้อยู่ในอาการอย่างนั้น ๆ เป็นอาการรวม ๆ กันทั้งหมด การรู้ส่วนนั้นส่วนนี้ของกาย ชื่อว่าดูไม่ถูกรูปนั่ง ๑๓. รูปเดินรู้ขณะยกเท้าก้าวไป ก้าวข้างไหนก็ให้รู้ข้างนั้น ไม่มีคำว่าซ้ายหรือขวาซึ่งเป็นบัญญัติ ๑๔. สังเกตดูไป ดูไปสักครู่ความรู้สึกว่าเป็นรูปจะหายไป เหลือแต่รู้ว่านั่งเฉย ๆ เมื่อความรู้สึกว่าเป็นรูปนั่งหายไป ความรู้สึกว่าเป็นเรานั่งก็เกิดขึ้นอีก ความรู้ว่าเป็นรูปนั่งนี้เองที่จะกันความรู้สึกว่าเป็นเราออกไป ๑๕. เมื่อมีความรู้สึกตัวว่าเป็นรูปเกิดขึ้น ความรู้สึกว่าเป็นเราจึงหมดไป ต้องรู้ว่าเป็นรูปอะไร แต่ในขั้นพิจารณากำหนดความรู้สึกอย่างนี้ยังไม่เกิด ๑๖. ในขณะที่วิปัสสนาปัญญาเกิด ความรู้สึกว่าเป็นเราก็ไม่มี ๑๗. จะดูเป็นรูปเฉย ๆ ไม่ได้ เพราะรูปแต่ละรูปไม่เหมือนกัน มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่า รูปนั่งก็รูปนั้น รูปนอนก็รูปนั้น เป็นรูปเดียวกัน เปลี่ยนแต่อาการท่าทางเท่านั้น จะทำให้เกิดความรู้สึกว่ารูปไม่เที่ยงไม่ได้ ๑๘. จะทิ้งไม่ได้เลยว่าดูรูปอะไรอยู่ จะต้องมีความรู้สึกว่าเป็นรูปอะไรติดตามอยู่ในความรู้สึกเสมอ ๆ จนกระทั้งจดจำอาการท่าทางของแต่ละรูปได้แม่นยำแล้ว พอดูลงไปก็รู้สึกขึ้นมาทันที ต้องหัดดูจนชำนาญ เมื่อวิปัสสนาเกิดแล้วจะมีความรู้สึกอีกอย่าง พอรู้แล้ว เขาบอกเอง รู้เอง ๑๙. บางครั้งพอนั่งลงไปใจมุ่งไปแล้ว จะอยากเห็นรูปนั่ง แต่ไม่ได้กำหนดรูปนั่ง เสียปัจจุบันไปแล้ว ใจเอื้อมไป ถึงแม้ว่าเคยเห็นมาแล้วจะไม่เห็นอีก เพราะเวลาเห็นเราก็ไม่คิดว่าจะเห็น เวลาจิตใจได้อารมณ์ปัจจุบันจะเห็นขึ้นมาเอง แต่เมื่อตั้งใจจะเห็นอีกเลยทำให้เสียปัจจุบัน ๒๐. ต้องมีความรู้สึกไว้ในใจว่ากำลังดูรูปอะไรอยู่ (ดูด้วยความเข้าใจ) ไม่ใช่ต้องไปนึกหรือบริกรรมว่า รูปนั่ง ๆ เป็นต้น ๒๑. เมื่อเกิดปัญญาแล้วจะรู้ว่ารูปนั่ง นอน ยืน เดิน เป็นแต่ละรูป แต่ถ้าดูเป็นรูปเฉย ๆ จะเป็นรูปเดียวกันหมด ๒๒. ใครเป็นผู้ใช้ให้นั่งก็รู้ ใครเป็นผู้กำหนดก็รู้ จึงต้องศึกษามาก่อนว่า ที่รู้ว่านั่งนั้นเป็นนาม นามเป็นผู้ใช้ให้นั่ง เมื่อกระจายฆนะสัญญาออกไปแล้ว นามที่รู้ว่านั่งกับนามที่ใช้ให้นั่งก็เป็นคนละอย่าง ๒๓. ในขั้นต้นให้กำหนดรูปก่อน นามจะรู้สึกติดตามขึ้นมาในภายหลัง เมื่อถึงตอนปัจจยปริคหญาณ จะรู้ว่านามและรูปเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ๒๔. ต้องศึกษาปริยัติโดยนัยของปฏิบัติให้เข้าใจดีก่อนว่า รูปอะไร นามอะไร อยู่ตรงไหนเวลาดูจะทำความรู้สึกอย่างไร เมื่อถึงคราวลงมือกำหนดจะทำได้ถูกต้อง ๒๕. ลักษณะอย่างนี้ สภาวะอย่างนี้ เป็นรูปเป็นนามอะไร ต้องศึกษาให้เข้าใจจนจำได้แม่นยำ รูปแต่ละรูป นามแต่ละนาม ต่างกันที่สภาวะลักษณะ ทำให้สติปัญญาสามารถแยกแยะได้ จึงสามารถทำลายฆนะสัญญาเข้าถึงทิฏฐิวิสุทธิได้
* * * * * * * * *
สาระเกี่ยวกับอุบายความเข้าใจในการปฏิบัติ ๑. ในขณะปฏิบัติอยู่นั้นต้องรู้ว่าเวลานี้กำลังดูรูปหรือนามอะไรอยู่ จึงจะได้ความจริงจากสิ่งที่พิจารณา ๒. รูปนามที่ศึกษามาเข้าใจดีแล้ว ต้องเอามาใช้งาน เอามาดู เอาความเข้าใจมาทำงานขณะทำความรู้สึกลงไปในอารมณ์ ไม่ใช่สอนให้รู้ไว้เฉย ๆ ๓. คนเรายุคนี้ส่วนใหญ่เป็นประเภทตัณหาจริต กิเลสมากปัญญาน้อย เพราะสิ่งรอบตัวเต็มไปด้วยอารมณ์ของกิเลสมากมาย จึงให้พิจารณาอิริยาบถ เพราะอารมณ์ปรากฏชัดและมีอยู่เป็นประจำอีกทั้งสามารถพิจารณาทุกข์จากอิริยาบถได้สะดวกด้วย ๔. การปฏิบัติขึ้นอยู่กับความเข้าใจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเพียรมากอย่างเดียว ถ้าเพียรไม่ถูกก็ไม่เกิดประโยชน์ และไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าต้องมีสมาธิมาก การสงบมากทำให้จิตนิ่งไปไม่มีเหตุผลอะไร การปฏิบัตินั้นก็ไม่เป็นปัจจัยแก่ปัญญา จึงต้องเข้าใจเรื่องโยนิโสมนสิการด้วย จึงจะเป็นประโยชน์แก่ปัญญา ๕. โยนิโสมนสิการ ได้มาจากการศึกษา เมื่อเข้าใจเหตุผลดีแล้ว เก็บความเข้าใจเอาไว้ในใจ ขณะปฏิบัติอาศัยการสังเกต เวลานั้นทำความรู้สึกอย่างไร ตรงกับที่เข้าใจไหม ๖. เวลาทำงานต้องคอยสังเกต ทำผิดก็รู้ ทำถูกก็รู้ รู้ว่าทำผิดก็ทำความรู้สึกใหม่ให้ถูก เช่นเวลานี้ให้ทำความรู้สึกอย่างนี้ ต้องสังเกตว่าตรงกับที่เข้าใจมาหรือไม่ ๗. การศึกษาเรียนรู้ในการทำงานอยู่ที่การสังเกต ขาดการสังเกตจะไม่มีการศึกษา การสังเกตได้ ต้องมีความเข้าใจมาก่อน เข้าใจว่าที่ถูกต้องนั้นเป็นอย่างไร ๘. เมื่อรู้ว่าทำผิดไปต้องกลับมาดูความรู้สึกตัวใหม่ พอชำนาญแล้วก็ผิดน้อยลง จึงต้องอาศัยการมีความเข้าใจก่อน แล้วค่อยหัดไปจนชำนาญในระหว่างการทำงานต้องคอยสังเกตไปด้วย ๙. การจะกันกิเลสออกไป จะต้องอาศัยการรู้อยู่กับอารมณ์ปัจจุบัน ไม่มีการเอื้อมไปในอนาคต ไม่มีการย้อนกลับไปในอดีต เพราะความจริงและของจริงเขาแสดงอยู่ในขณะปัจจุบัน ๑๐. ต้องเอาความจริงที่ถูกต้องตามเหตุผลเสนอปัญญา เมื่อปัญญามีโอกาสพิจารณาเหตุผลได้มาก จึงจะเห็นถูกขึ้นมาได้ และตัดสินได้ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้จริง ๆ การเห็นถูกจะเป็นปัจจัยแก่การรู้ถูกคือ ความรู้สึกที่ประกอบด้วยปัญญา การเห็นเป็นตัววิปัสสนา ส่วนความรู้สึกจากการเห็นเป็นญาณ ๑๑. กิเลสเข้าอาศัยตรงที่ความรู้สึก ปัญญาก็เกิดขึ้นที่ความรู้สึกเช่นกัน อยู่ตรงที่ว่ามีโยนิโสมนสิการ หรืออโยนิโสมนสิการต่ออารมณ์ ๑๒. การสอบอารมณ์เพื่อจะให้ทราบว่า ผู้ปฏิบัติมีความเข้าใจดีหรือไม่ ทำงานได้ถูกต้องไหม ถ้ายังไม่เข้าใจและทำงานยังไม่ถูกจะได้แนะนำให้ได้ ๑๓. ถ้าผู้ปฏิบัติกันกิเลสออกจากอิริยาบถเก่าไม่ได้ จะเป็นผลให้กันตัณหาออกจากอิริยาบถใหม่ไม่ได้เหมือนกัน การทำความเข้าใจเรื่องโยนิโสมนสิการจึงมีความสำคัญมาก ๑๔. ด้วยอำนาจแห่งสักกายทิฏฐิ เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้สึกว่า เราเห็น เราได้ยิน เป็นต้น และจะเป็นปัจจัยแก่ความยินดียินร้ายต่อไป เช่นเมื่อรู้ว่าตัวเห็นดี หรือเห็นไม่ดี ความยินดี ยินร้ายก็เกิด ๑๕. วิปัสสนาเป็นปัญญารู้ว่านามรูปเป็นไตรลักษณ์ การปฏิบัติจึงต้องยกนามรูปขึ้นสู่การพิจารณา ก่อนอื่นต้องเรียนนามรูปให้เข้าใจดีก่อน และนามรูปที่จะพิจารณานี้ ต้องเป็นที่อาศัยของสักกายทิฏฐิด้วย ๑๖. เวลาตาเห็นรูปกิเลสเกิดขึ้นที่ตา การละกิเลสต้องละที่ตา ในขณะที่เห็นอยู่นั้น เป็นการละกิเลสใหม่ (นิวรณ์) มิให้เกิด ทั้งเป็นการละกิเลสเก่า (อนุสัย) ได้ด้วย ๑๗. การกำหนดทางทวารตา ขณะเห็นต้องรู้ว่าเป็นนามเห็น (นามเป็นผู้เห็น) ให้รู้อยู่แค่เฉพาะตรงการเห็นเท่านั้น ไม่ให้เลยไปว่า เราเห็น หรือเห็นเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพราะการเห็นไม่มีเราและไม่ใช่เรา เป็นเพียงสภาพของนามธรรมเป็นผู้เห็น ต้องรู้ด้วยอำนาจแห่งสติสัมปชัญญะ ไม่ใช่รู้ด้วยอำนาจของสัญญาความจำ ๑๘. เราเข้าใจผิดต่ออารมณ์มาแต่เกิด รู้แต่เรื่องบัญญัติเท่านั้น ไม่เคยรู้เห็นสภาวะของปรมัตถ์ที่เกิดอยู่กับตัวเราเลย เราจึงเข้าใจผิดในสภาะธรรม สักกายทิฏฐิจึงเกิดอยู่ตลอดทุกอารมณ์ทุกทวาร ๑๙. การปฏิบัติให้ตามดูอารมณ์ตามนัยแห่งสติปัฏฐาน ๔ จนเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงในสภาวธรรม กระทั่งความเห็นผิดอาศัยไม่ได้ เรียกว่าทิฏฐิวิสุทธิ รู้เห็นว่าเป็นเพียงสภาพของรูปธรรมและนามธรรมต่าง ๆ เท่านั้น ไม่มีความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน ในสภาวะนั้น ๆ ๒๐. ความรู้จักการศึกษาปริยัติ กับความรู้จากภาวนาที่ความรู้สึกต่างกันมาก อานิสงส์ก็ต่างกันมาก อุปมาการนึกถึงรสเผ็ดกับการกินพริกแล้วได้รสเผ็ดจริง ๆ
ปัญญามี ๓ ขั้น คือ ๑.สุตมยปัญญา เป็นปัญญาเกิดจากการศึกษา ได้ยิน ได้ฟัง ๒.จินตามปัญญา เป็นปัญญาเกิดจากการพิจารณา กำหนด ๓.ภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาที่เห็นความจริงขณะความจริงกำลังแสดงอยู่ ปรากฏอยู่สามารถประหารกิเลสได้ - การปฏิบัติต้องอาศัยเวลาและความเข้าใจถูก ต้องหมั่นพิจารณาอยู่เสมอจนคล่องแคล่ว ชำนาญ ความเห็นที่ถูกต้องจึงเกิดขึ้นได้ ความเห็นผิดวิปลาสต่าง ๆ จึงจะหมดไป โดยเฉพาะอัตตวิปลาสจะหมดไปเมื่อกระจายฆนะสัญญาออกไปได้แล้ว - ในการกำหนดนั้นอย่าให้มีความตั้งใจแอบแฝงอยู่ว่าจะกำหนดเพื่อต้องการอะไร จะกำหนดเพื่อให้รู้เห็นอะไร ไม่ได้เลย เพราะเป็นความตั้งใจที่ไม่บริสุทธิ์ ขัดขวางต่อการเกิดขึ้นของปัญญา - โยนิโสมนสิการคือ การทำความรู้สึกตรงกับความจริง เป็นปัจจัยให้ปัญญาเกิด เวลาปฏิบัติจะต้องมีโยนิโสมนสิการอย่างไร กิเลสจึงไม่เข้าอาศัยความรู้สึก เช่น ให้มีมนสิการ ว่า เป็นรูปนั่ง รูปนั่งเป็นทุกข์ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อแก้ทุกข์ เป็นต้น เมื่อทำความรู้สึกถูก เข้าใจถูกต่ออารมณ์ กิเลสจะเข้าอาศัยอารมณ์นั้นไม่ได้
สาระเกี่ยวกับทุกข์และการเปลี่ยนอิริยาบถ - การปฏิบัติหมวดอิริยาบถบรรพ เพื่อให้เข้าถึงความจริง คือทุกข์ และการที่ต้องคอยแก้ไขทุกข์ โดยการต้องคอยเปลี่ยนอิริยาบถอยู่เสมอ ไม่มีหยุดหย่อน - ในเบื้องต้นจะเห็นความจริงคือทุกข์เทวนาก่อนเพราะเห็นง่าย และมีอยู่เสมอทุกอิริยาบถ จึงให้พิจารณาทุกข์จากอิริยาบถ - ทุกข์ที่จะต้องรู้มีอยู่ ๔ ประการ คือ ทุกขเวทนา สังขารทุกข์ ทุกขลักษณะ และทุกขสัจ - สังขารทุกข์ คือ การที่ต้องแก้ไขทุกข์เวทนา ซึ่งก็เป็นทุกข์อีกอย่างหนึ่ง ทุกข์เวทนาอุปมาเหมือนคนไข้ สังขารทุกข์เหมือนผู้พยาบาลคนไข้ การเข้าถึงสังขารทุกข์ด้วยอำนาจแห่งปัญญาที่เกิดจากการพิจารณา ในการที่ต้องคอยแก้ไขทุกข์เวทนา - วิปัสสนาให้มาดูกฎธรรมดา การที่ต้องคอยพยาบาลตัวเองอยู่ตลอดเวลา ควรหรือจะเห็นว่าเป็นความสุขสบาย - เพราะไม่รู้ว่าขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ จึงมีความยินดีพอใจทำให้เกิดวิปลาสอยากได้ขันธ์ แต่เมื่อเห็นขันธ์โดยความเป็นทุกข์ตามความจริง ทำให้เบื่อหน่ายในขันธ์ เห็นการเกิดของขันธ์เป็นโทษภัย ความรู้สึกจึงหยั่งลงสู่นิพพานซึ่งเป็นธรรมที่ไม่มีขันธ์ ยิ่งเห็นโทษมากก็ยิ่งคลายความยินดี หมดตัณหาเมื่อไรก็ถึงนิพพาน - ปัญญาที่เข้าถึงทุกขสัจ จะเห็นว่าโลกนี้มีแต่ทุกข์ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป - เห็นทุกข์เวทนาหรือสังขารทุกข์ หรือทุกขลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งก็สามารถเข้าถึงทุกขสัจได้ โดยพิจารณารู้ว่าทุกข์เหล่านั้นมาจากขันธ์ ต้องเห็นโทษของขันธ์จึงเข้าถึงทุกขสัจ วิปัสสนาต้องดำเนินไปอย่างนี้ มีความรู้สึกอย่างนี้ จึงชำระกิเลสให้หมดจดได้ ท่านจึงวางแบบแผนไว้ว่า ทุกข์มีกิจต้องกำหนดรู้ - ทุกขเวทนากำหนดได้ง่ายตามอิริยาบถ ๔ ที่สัตว์ไม่เห็นทุกข์เพราะไม่ได้พิจารณาอิริยาบถ - การพิจารณาอิริยาบถนี้ จะเห็นทุกข์เวทนาในอิริยาบถเก่า จะเห็นสังขารทุกข์ในอิริยาบถใหม่ - ในหมดสัมปชัญญะบรรพเป็นสังขารทุกข์ ไม่ใช่ทุกข์เวทนา ถึงจะมีทุกข์แต่ก็ไม่ปรากฏ เพราะอ่อนมากจึงดูไม่เห็น แต่ด้วยการพิจารณาจึงทำให้รู้ว่า การที่ต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลานั้น เป็นไปเพื่อแก้หรือกันทุกขเวทนานั่นเอง - สังขารทุกข์ คือ การที่ต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงด้วยอิริยาบถ เวลาปฏิบัติต้องมนสิการอิริยาบถเก่าอย่างหนึ่ง อิริยาบถใหม่อย่างหนึ่ง ต้องคอยมนสิการเรื่อยไป -? ตัณหาไม่อาศัยในอิริยาบถเก่า เพราะทุกข์เบียดเบียนบีบคั้นอยู่ แต่จะไปยินดีในอิริยาบถใหม่ที่เกิดขึ้น - ทุกขเวทนาเกิดกับอิริยาบถเก่า ตัณหาจึงเอื้อมไปเกิดในอิริยาบถใหม่ เห็นว่าอิริยาบถใหม่เป็นสุข จึงต้องใส่ในให้ถูกต้อง จะสามารถกันตัณหาออกจากอิริยาบถใหม่ได้ - การกำหนดเพื่อให้ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นหมดไป เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะใช้อำนาจเข้าไปเป็นการบังคับ - สุขเป็นเหตุให้เกิดวิปลาส แต่ทุกข์เป็นตัวอริยสัจ เป็นของจริง การเห็นทุกข์ชื่อว่าเห็นของจริง - ที่ไม่เห็นทุกข์เพราะอิริยาบถใหม่ปิดบังไว้ เมื่อเปลี่ยนอิริยาบถไปแล้วจะรู้สึกว่าอิริยาบถใหม่เป็นสุข ความสุขจะปิดบังทุกข์ในอิริยาบถเก่าเสีย สำคัญว่าอิริยาบถใหม่เป็นสุข ตัณหาจึงเข้าอาศัยอิริยาบถใหม่ได้ - วิธีการทำลายสิ่งปิดบังทุกข์ คือเวลาเปลี่ยนอิริยาบถต้องรู้เหตุในการเปลี่ยน การเปลี่ยนอิริยาบถเพราะถูกทุกข์บีบคั้น ถึงไม่อยากเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน ความยินดีพอใจในการเปลี่ยนจึงไม่เกิดขึ้น - การเห็นว่าแม้การเปลี่ยนก็เป็นทุกข์อย่างหนึ่ง จำเป็นต้องเปลี่ยนไป อิริยาบถใหม่จึงไม่เป็นที่อาศัยของตัณหา - เพราะไม่รู้ความจริง จึงเปลี่ยนอิริยาบถด้วยความอยาก หรือเพื่อให้เกิดสติปัญญา เพื่อให้รู้เห็นธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ตัณหาจะอาศัยการเปลี่ยนนั้น อิริยาบถใหม่จึงเป็นที่อาศัยของตัณหา ทำให้ไม่สามารถกำจัดสุขวิปลาสออกไปได้ - ทุกขเวทนาเกิดขึ้นในอิริยาบถเก่าแล้ว จึงไม่เป็นที่ต้องการของตัณหา แต่โทสะอาศัยได้ตัณหาจะเอื้อมไปอาศัยในอิริยาบถใหม่ อิริยาบถเก่าก็เกิดโทสะ อิริยาบถใหม่ก็เกิดตัณหา ความยินดียินร้ายจึงเกิดขึ้น อยู่เสมอ สติปัฏฐานเป็นไปเพื่อกำจัดอภิชฌาและโทมนัส คือความยินดีในอิริยาบถใหม่ความยินร้ายในอิริยาบถเก่า ด้วยอำนาจแห่งโยนิโสมนสิการ - ทุกข์เกิดขึ้นในอิริยาบถเก่า ต้องรู้ว่ารูปนั้น ๆ เป็นทุกข์ เมื่อรู้ว่ารูปเป็นทุกข์โทสะก็อาศัยไม่ได้ แต่ถ้าเราเป็นทุกข์แล้วโทสะก็อาศัยได้ เมื่อรู้ถูกบ่อย ๆ จะรู้สึกกว่ารูปทุกรูปล้วนแต่เป็นทุกข์ทั้งนั้น เมื่อเห็นความจริง ในอิริยาบถเก่าเช่นนี้ สุขวิปลาสจะไม่เกิดขึ้นในอิริยาบถใหม่ - เมื่อรู้ว่าทุกข์บังคับให้เปลี่ยน อิริยาบถอยู่เนือง ๆ จะเห็นว่าอิริยาบถใหม่ที่เปลี่ยนไปเพราะถูกบังคับให้เปลี่ยน ไม่ใช่อยากเปลี่ยนหรือเปลี่ยนเพื่อให้สบาย จึงเห็นทุกข์ที่ต้องคอยแก้ไขทุกขเวทนา - ทุกข์ที่แก้ไขบำบัดได้ไม่ชื่อว่าเป็นทุกขสัจ ต้องเกิดปัญญาหยั่งถึงความจริงว่าแก้ไขไม่ได้ ตัณหา จะลดลงทันที ไม่ดิ้นรน เลิกความปรารถนาเพราะยอมรับความจริง ปัญญาก็หยั่งลงสู่อริยสัจ - ปวดเมื่อยขึ้นก็อย่าทน อย่าเปลี่ยนโดยไม่ทันรู้เหตุผลที่สมควรจะเปลี่ยน ต้องมีเหตุผลเสนอปัญญา เมื่อเปลี่ยนด้วยความอยาก กิเลสจะเข้าอาศัยในการเปลี่ยนนั้น - ต้องรู้ว่าทุกข์บังคับให้เปลี่ยน หรือเปลี่ยนเพื่อบำบัดทุกข์ จึงจะถูกต้องตรงกับความจริง ถ้าเปลี่ยนเพื่อให้สบายหรือเพื่อให้ทุกข์หาย สุขวิปลาสจะอาศัยการเปลี่ยนนั้น - ตัณหามุ่งความสุขสบาย ไม่ชอบทุกข์ การเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อป้องกันตัณหาอาศัยในอิริยาบถใหม่ ต้องถึงความรู้สึกว่าต้องเปลี่ยน ไม่ได้อยากเปลี่ยน ถ้าต้องเปลี่ยนแล้วจะไม่เปลี่ยนก็ไม่ได้ แต่ถ้าอยากเปลี่ยนแล้วไม่เปลี่ยนก็ได้ การอยากเปลี่ยนจึงไม่ตรงกับความจริง ทุกข์เกิดขึ้นแล้วต้องแก้ไขนี่คือความจริง ถ้าไม่พิจารณาจะเข้าไม่ถึง ทำความรู้สึกไม่ถูก ตัณหาจะเข้าอาศัยในอิริยาบถใหม่ทันที - ยังไม่มีทุกข์เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอิริยาบถ จะเปลี่ยนเมื่อไรก็ได้แต่ให้มีเหตุผลที่สมควร - ให้รู้ว่าเป็นเรื่องของการแก้ทุกข์ ตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมา เพราะการที่ต้องแก้ทุกข์อยู่เสมอชีวิตจึงเป็นไปได้ การเคลื่อนไหวกายล้วนเป็นเรื่องของการแก้ทุกข์ ไม่แก้ก็ไม่ได้เพราะทุกข์บีบคั้น ทุกข์ทำให้เราร้อนต้องปรุงแต่งเนือง ๆ ลักษณะของทุกข์เป็นอย่างนี้ ที่เราไม่รู้ความจริงเพราะไม่พิจารณา - การปฏิบัติไม่ค่อยได้ผลเพราะไม่ให้ความสำคัญกับการมีเหตุผลในการเปลี่ยนอิริยาบถอวิชชาจึงปิดบังทำให้มองไม่เห็นความจริง - ทุกข์ไม่ใช่กิเลสแต่เป็นวิบากของเบญจพันธ์ ที่ต้องถูกบีบคั้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ให้กระสับกระส่ายอยู่เรื่อย ๆ เบญจขันธ์นี้มีทุกข์เป็นภาระอันหนัก ทุกข์ทั้งหมดมาจากเบญจขันธ์ เบญจขันธ์ไม่มีทุกข์ทั้งหมดก็ไม่มี อิริยาบถเก่าใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็นทุกข์ แต่อิริยาบถใหม่นี้ เพราะอิริยาบถปิดบังเสียจึงไม่เห็นทุกข์ เมื่อไม่ได้พิจารณา อิริยาบถเก่าเป็นทุกข์แต่อิริยาบถใหม่เป็นสุข เรารู้อย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ
- ไม่ใช่ว่าต้องไปสร้างไปจัดแจงทำอะไรขึ้นมา ความจริงเขาเป็นอยู่อย่างไรมีหน้าที่ศึกษาเรียนรู้ความจริงของเขาไปตามนั้น ไม่มีหน้าที่เปลี่ยนแปลงแก้ไข มีหน้าที่ดูเท่านั้น - ต้องได้อารมณ์ปัจจุบัน คือความรู้สึกอยู่กับรูปนั่งที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้น อารมณ์นั้นต้องเกิดขึ้นเอง ไม่ได้เกิดขึ้นจากความปรารถนาของผู้ปฏิบัติ เช่นนั่งลงเพื่อจะดูรูปนั่ง เป็นต้น - อย่าบังคับจิตให้ติดอยู่กับอารมณ์ด้วยความปรารถนา เพียงแต่ให้สำรวมไว้ให้จิตอยู่กับอารมณ์ปัจจุบันเท่านั้น - อย่าคิดว่าจะนั่งกรรมฐาน เช่นว่าต้องนั่งท่านั้นท่านี้ จะกลายเป็นว่านั่งเพื่อกำหนด เพื่อจะได้เห็นธรรมะจากการนั่ง ที่ถูกแล้วนั่งเพราะทุกข์บีบคั้นจากอิริยาบถอื่น จำเป็นต้องนั่งเพื่อบำบัดทุกข์ - การนั่งกรรมฐาน คือ การนั่งเพื่ออะไรสักอย่างหนึ่ง กิเลสก็เกิดขึ้นปิดบังอิริยาบถนั่งได้ เพราะไม่อาจทำความรู้สึกให้เกิดขึ้นได้ว่า ใครนั่ง นั่งทำไม จึงต้องรู้ให้ตรงกับความจริงตั้งแต่ก่อนนั่ง - จะผิดหรือถูกอยู่ตรงที่ความรู้สึก ปัญญาหรือกิเลสเกิดตรงความรู้สึก จิตใจมีความรู้สึกอย่างไรก็จะเป็นปัจจัยให้ปัญญาหรือกิเลส เช่น รู้สึกว่าเป็นการนั่งกรรมฐาน กิเลสก็อาศัยความรู้สึกในการนั่งนั้น แต่ถ้ารู้สึกว่าจำเป็นต้องนั่งเพื่อแก้ทุกข์ จะเป็นปัจจัยแก่ปัญญา - เดินกรรมฐาน กิเลสต้องการอะไรสักอย่างจากการเดิน ตัวเองก็รู้สึกว่าการเดินนี้เป็นสาระ นำประโยชน์มาให้ จึงแนะนำว่าไม่จำเป็นอย่าใช้เปลี่ยนอิริยาบถ มิฉะนั้นจะเป็นที่อาศัยของกิเลส - การทำกรรมฐานเกิดขึ้นเพราะเห็นว่าการทำอย่างนี้จะนำประโยชน์มาให้ เลยเกิดเจตนาจงใจทำขึ้นมา - ความต้องการให้จิตใจอยู่กับอารมณ์ปัจจุบันเสมอ ๆ นั้นไม่ถูก เพราะธรรมทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามอำนาจของใคร - ไม่จำเป็นแล้วอย่าใช้เปลี่ยนอิริยาบถ จะเป็นการทำกรรมฐานไปหมด - การทำกรรมฐานเพราะมีความตั้งใจแรง จิตใจมุ่งมั่นจดจ่อกับอารมณ์มากเกินไป - ในการปฏิบัติจะต้องไม่มีความต้องการอะไรทั้งสิ้น เพราะความต้องการนี้เป็นตัวกิเลส ทำให้จิตใจตกจากทางปฏิบัติที่ถูก - เมื่อความตั้งใจมีกำลังแรงจะปิดบังความจริง ซึ่งเป็นอารมณ์ของปัญญา เช่นนั่งไปสักครู่จิตจะนิ่ง เดินไปสักพักความสงบจะเกิดขึ้น ความรู้สึกตัวว่ากำลังดูรูปนามอะไรอยู่ก็เกิดไม่ได้ ต้องคอยสังเกตความรู้สึก ถ้ามันนิ่งเฉยไปอย่างนั้นใช้ไม่ได้ ต้องทำความรู้สึกตัวขึ้นใหม่ - เมื่อกำหนดลงไปที่แรกก็ชัดเจนดี เพราะว่าความสงบยังไม่มีกำลัง ให้สังเกตความรู้สึกที่ชัดเจนนี้เอาไว้เป็นบรรทัดฐาน พอดูไปสักครู่ความรู้สึกจะอ่อนลงไปเพราะขาดความรู้สึกตัว ให้กลับมาดูความรู้สึก ตัวใหม่ - การปฏิบัติเป็นการกำหนดรู้อารมณ์ตามความเป็นจริง ไม่ใช่กำหนดเพื่อให้จิตสงบนิ่งอยู่กับอารมณ์ การมีความเข้าใจแนวทางการปฏิบัติมาดีแล้วเป็นเรื่องสำคัญ - จิตที่นิ่งเฉยทำให้ขาดความรู้สึกตัว จึงต้องคอยทำความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่า กำลังดูรูปหรือนาม อะไรอยู่ - ความฟุ้งเป็นเรื่องธรรมดาของจิต เมื่อฟุ้งไปแล้วก็แล้วกันไปไม่ต้องสนใจ อย่าบังคับว่าจะไม่ให้ฟุ้ง อย่ารำคาญฟุ้งหรือกำหนดเพื่อให้ฟุ้งหายความรู้สึกอย่างนี้เป็นที่อาศัยของกิเลส เมื่อรู้ว่าฟุ้งไปแล้วก็ตั้งต้นมากำหนดใหม่ การไม่พอใจฟุ้งจะยิ่งฟุ้งมากยิ่งขึ้น ไม่มีหน้าที่แก้ไขอะไรทั้งหมด อุปมาการขี่จักรยาน เมื่อล้มลงไปก็ต้องลุกขึ้นขี่ต่อไป จนกระทั่งชำนาญเข้าใจดีแล้ว จิตใจได้รับการฝึกฝนอบรมดีแล้วจะฟุ้งน้อยลง
สาระเกี่ยวกับสัมปชัญญะ ๑. ต้องรู้ว่าเป็นรูปอะไรด้วย มิฉะนั้นจะไม่มีการกระจายฆนะสัญญา จะเป็นรูปเดียวกันไปหมดเป็นแต่อาการเท่านั้นที่ต่างกัน การรู้ว่าเป็นรูปแต่ละรูปอาศัยลักษณะท่าทางที่ต่างกันเป็นตัวบอกให้รู้ ๒. รูปปรมัตถ์คืออาการท่าทางเขาแสดงอยู่แล้ว ไม่เอาบัญญัติมาบริกรรม เพียงทำความรู้สึกให้ตรงต่อความจริงเท่านั้น รู้ว่าเป็นรูปอะไรคือรู้ด้วยความรู้สึกตัว ไม่ใช่คอยบอก ความรู้สึกต้องจรดกับสภาวะของ รูปด้วย ๓. การรู้รูปนามขั้นกำหนด คือต้องคอยใส่ใจอยู่เสมอว่ากำลังดูรูปนามอะไร เก็บความเข้าใจปริยัติไว้ในใจ ขณะใส่ใจต่ออารมณ์ ความเข้าใจจะออกมาทำงานเป็นสัมปชัญญะ ส่วนการรู้รูปนามตามนัยปฏิบัติคือ รู้ขึ้นมาเองโดยไม่ต้องคอยกำหนด เพราะชำนาญแล้ว ๔. สติสัมปชัญญะที่ฝึกไว้ชำนาญแล้ว เมื่อมีอารมณ์ทางทวารอื่นมากระทบสติสัมปชัญญะจะย้ายไป รู้เอง ความรู้ว่าเป็นรูปอะไรหรือนามอะไรก็จะเกิดขึ้น ๕. ธรรมชาติของรูปนามอยู่ตื้น ๆ หมิ่น ๆ ผิวเผิน จึงง่ายต่อการหลุด การดูจึงต้องให้เป็นปกติธรรมดา ไม่ตั้งใจแรง ให้ดูเบา ๆ ๖. ความรู้สึกตัวคือนามผู้ดู การงานคือการดู นามรูปเป็นผู้ถูกดู เวลาดูต้องรู้ด้วยว่าใครเป็นผู้ดู ๗. ถ้ามีความรู้สึกตัวแล้วเรื่องอารมณ์ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่รู้ ความรู้สึกตัวอยู่ที่ไหนอารมณ์ก็อยู่ที่นั่นด้วย ๘. จิตตานุปัสสนาต้องรู้ว่านามอะไรเกิดขึ้นและนามอะไรดับไป ต้องเห็นความแตกต่างนามผู้ดูกับ นามที่เป็นอารมณ์ ๙. เมื่อสติสัมปชัญญะมีกำลังแล้ว แม้ดูรูปอยู่ เวทนา จิตธรรมเกิดขึ้นก็สามารถรู้ได้ด้วย เพราะธรรมทุกอย่างเนื่องกันอยู่ แต่ต้องไม่มีความตั้งใจจะดู ๑๐. อุบายให้เกิดความรู้สึกตัว ๑. รู้สึกที่ท่า ๒. มีความรู้สึกตัวว่า ดูรูปหรือนามอะไร ๓. รู้ว่านามเป็นผู้ดู (รู้ไว้ก่อนในใจ) เพื่อป้องกันความรู้สึกว่าเราเป็นผู้ดู ๑๑. โดยปกติจิตใจจะรู้แต่อารมณ์ภายนอก เวลาปฏิบัติต้องฝึกใหม่ ให้กลับมารู้อารมณ์ภายในคือรูปหรือนามที่กำลังปรากฏอยู่ ๑๒. การกระจายฆนะสัญญาคือ แยกรูปต่อรูป (อารมณ์ต่ออารมณ์) แยกนามกับรูป (ผู้ดูกับอารมณ์) แยกนามกับนาม (ผู้ดูกับนามที่เป็นอารมณ์) ๑๓.ในการปฏิบัติจิตใจที่กำหนดต้องเป็นปกติธรรมดา มีการรู้อารมณ์กรรมฐานด้วย รู้สึกตัวผู้ดูด้วย ๑๔. รู้เฉย ๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นรูป ต้องรู้ตัวด้วยจึงรู้ว่าเป็นรูปอะไร นามอะไร ให้สังเกตว่าขณะกำหนดอยู่นั้นรู้ว่าเป็นรูปหรือนามอะไร หรือรู้ไปเฉย ๆ ต้องแยกแยะระหว่างรู้สึก (สติ) กับรู้สึกตัว (สัมปชัญญะ) รู้สึกนั่นคือรู้ที่อารมณ์ รู้สึกตัวนั้นรู้ที่นามผู้ดู ๑๕. จิตเป็นปกติธรรมดาแต่มีการทำงานอยู่ มีการสังเกตอยู่ ๑๖.นามผู้ดูต้องเป็นอิสระคล่องแคล่ว ไวต่อการรับอารมณ์ ไม่สงบนิ่งเพราะถูกบังคับ หรือเฉยไปกับความสงบที่เพิ่มขึ้น ๑๗. การรู้ว่าเป็นรูป แม้มีสติออกไปที่ท่าทางแล้ว แต่อาจรู้ด้วยอำนาจสัญญาก็ได้ ถ้ามุ่งไปที่อารมณ์มากไป ขาดการใส่ใจผู้ดู การสังเกตที่มีอยู่จะทำให้ทราบได้ ๑๘. ก่อนหลับมีสติสัมปชัญญะ เมื่อตื่นขึ้นมาความรู้สึกจะติดตามขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องใส่ใจ กำหนดเลย ขณะหลับอยู่ความฝันก็ไม่มีด้วย ๑๙. จิตใจที่อยู่กับปัจจุบันเป็นอย่างไรต้องรู้และจำได้ จะได้คอยรู้อยู่กับปัจจุบันเสมอ ๆ ๒๐. การสังเกตอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ทราบถึงความเป็นไปของจิต เช่น จิตน้อมไปหาความสงบ หรือมุ่งจะรู้ด้วยความต้องการ เป็นต้น เมื่อทราบแล้วจะได้มีโอกาสปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง ๒๑. การทำให้นามผู้ดูมีอยู่เสมอต้องมีการสังเกตว่าความต้องการเข้าไปอาศัยหรือไม่ เช่น พยายามกำหนดให้ตรงกับที่ได้ศึกษามา โดยอาศัยการบังคับ จัดแจง ตั้งใจทำ ๒๒. อย่ามัวคิดหาเหตุผลว่าทำไมจิตใจจึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมเมื่อก่อนสะดวกตอนนี้กลับไม่สะดวก เพราะเมื่อศึกษาเข้าใจมาดีแล้วมีหน้าที่สำรวมกับปัจจุบันบ่อย ๆ ขณะกำหนดอยู่สภาวะเขาจะบอกให้ทราบเองว่าขณะนี้ควรทำอย่างไร แก้ไขอย่างไร วางใจอย่างไร เพียงรับรู้ความเป็นจริงในขณะนั้น ไม่ปฏิเสธด้วยความยินดียินร้าย หรือเลือกที่จะรู้แต่อารมณ์ที่ตนต้องการ อนึ่ง ธรรมชาติของจิตย่อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่ต้องวางใจให้ได้ ๒๓. ให้สังเกตในการกำหนดนั้น มีการวางใจหนักเบาอย่างไรจึงจะพอดี สามารถดูได้สม่ำเสมอเรื่อย ๆ ทั้งนี้เพื่อว่าจะได้ทำปัจจัยอย่างนั้นอีก ๒๔. ผลมาจากเหตุ ผู้ปฏิบัติรู้อะไรย่อมจะทราบว่าการรู้นั้นผิดหรือถูก ไม่สงสัยลังเลเคลือบแคลงใจ และรู้ด้วยว่าความรู้นั้นมาจากปัจจัยอะไร ถ้าความรู้นั้นเป็นการรู้ด้วยอำนาจของสติสัมปชัญญะ ไม่ใช่รู้ด้วยปัญญา รู้ด้วยสมาธิ รู้ด้วยการคิดนึกเอาเอง ตามปริยัติที่ฟังมา๒๕. ให้รู้เหตุความจำเป็นก่อนจึงทำ ขณะทำก็เป็นไปตามปกติแต่สำรวมอยู่ เมื่อมีการสำรวมจะยกเหยียดคู้ก็รู้ไปเองได้ แม้ความรู้สึกว่าทำทำไมก็ติดตามไปด้วย ๒๖. ทำอะไรอย่ารีบร้อนสติจะตามไม่ทัน ตัณหาชำนาญกว่าจะเป็นไปกับกิเลส จะทำอะไรก็ทำ ทีละอย่าง อย่าทำไปพร้อม ๆ กันเพราะจะทำให้เสียปัจจุบัน ๒๗. เมื่อสามารถสำรวมอยู่กับรูปจนหลับไป ตื่นขึ้นมาสติจะแจ่มใสสามารถปรารภรูปนอนได้ทันที หรือมีอะไรเป็นอารมณ์ก็ให้ดูไป เมื่อมีความจำเป็นจึงค่อยลุกขึ้นไปทำกิจอื่น ๒๘. จับอารมณ์แน่นเพื่อจะให้รู้อยู่นาน ๆ ทำให้จิตเหน็ดเหนื่อยเป็นความเพียรที่ผิด ๒๙. เรื่องปัจจุบันสำคัญที่สุด ขอให้สำรวมอยู่กับปัจจุบันไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องอื่นเลย เพราะทุกอย่างจะต้องประชุมพร้อมกันในข ณะนั้น จะผิดหรือถูกอย่างไรก็อยู่ที่นี่ ให้สังเกตที่นี่ อดีตและอนาคตนั้นไม่มีความจริง การรอคอย เอื่อมไป การระวังตัว คิดไว้ก่อน สิ่งเหล่านี้จะทำให้เสียปัจจุบัน ๓๐. ก่อนใช้อิริยาบถต้องรู้เหตุผลก่อนทุกครั้ง ว่าจำเป็นต้องทำ มีสติสำรวมอยู่ ส่วนอาการท่าทางมี การเหยียดคู้ เป็นต้น ไม่ต้องใส่ใจกำหนดทุกขั้นตอน การเคลื่อนไหวอาจช้าลงเล็กน้อยเพื่อให้สติตามทัน สัมปชัญญะความรู้ก็ให้เป็นไปของมันเอง จุดสำคัญต้องกันตัณหาเสียก่อนขณะเคลื่อนไหวไป เพราะอิริยาบถใหม่เกิดอยู่เสมอ เป็นอารมณ์ให้ตัณหาได้ถ้าขาดความสำรวม ๓๑. ขณะรับประทานอาหารใช้อิริยาบถย่อยทีละอย่าง เพื่อให้สติตามรู้ทัน ถ้าทำมากอย่างก็มากอารมณ์ จะทำให้พลังเผลอเสมอ การเคลื่อนไหวก็ให้ช้าพอสมควร หรือตามปกติ
สาระเกี่ยวกับเรื่องการมีโยนิโสมนสิการและการวางใจในการปฏิบัติ ๑. เมื่อจิตใจหดหู่ท้อถอย ให้พิจารณาโทษภัยในสังสรวัฎฎ์ ตลอดจนสังเวควัตถุต่าง ๆ และพิจารณาเห็นประโยชน์และอานิสงส์ของการปฏิบัติ จะช่วยปลูกศรัทธาให้กับตนเอง ๒. การหมั่นฝึกหัดกำหนดอยู่บ่อย ๆ จะเกิดความชำนาญในการกำหนด และทำให้คุ้นเคยต่อความรู้สึกว่าทำทำไม ฝึกให้มีเหตุผลก่อนทำอะไรทุกอย่าง ฝึกให้เคยต่อความรู้สึกใหม่ที่ถูกต้อง ๓. กิเลสหรือปัญญาจะเกิดขึ้นในอารมณ์ปัจจุบัน อยู่ที่การใส่ใจต่ออารมณ์นั้นว่าผิดหรือถูก ๔. เผลอเปลี่ยนอิริยาบถใหม่แล้ว ไม่ต้องกลับไปย้อนต้นใหม่ในอิริยาบถเดิม ขณะนั้นมีรูปอะไรอยู่ปัจจุบันให้ดูรูปนั้นไปเลย ๕. การเข้าใจผิดจากเหตุผลเป็นปัจจัยแก่กิเลส การเข้าใจถูกกับเหตุผลเป็นปัจจัยแก่ปัญญา ๖. ถ้าโทสะยังอาศัยเกิดได้ แสดงว่าอารมณ์เก่าที่กำหนดอยู่ก่อนนั้นเป็นที่อาศัยของตัณหา ๗. ความตั้งใจที่มาปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์นั้นไม่จัดเป็นกรรมวัฎฎ์ ที่จะให้วนเวียน แต่เมื่อภพชาติมี ยังจะเป็นปัจจัยให้มากระทำกรรมที่ออกจากวัฎฎะอีก ๘. ก่อนนอนต้องปรารภความเพียรเอาไว้ในใจ ว่าตื่นขึ้นมาแล้วจะปรารภความเพียรต่อ แต่ไม่ใช่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะกำหนดเวลาตื่นเวลานั้นเวลานี้ เพราะถ้ามัวนอนอยู่ก็ไม่ได้ปฏิบัติ ๙. การย้ายที่ปฏิบัติจากที่ไม่สะดวกไปสู่ที่สะดวก จะไปด้วยกิเลสก็ได้ ไปด้วยปัญญาก็ได้ เช่น ในห้องอากาศร้อน จะย้ายออกไปใต้ร่มไม้ที่ร่มนั้น อาจไปด้วยกิเลสก็ได้ถ้าคิดว่าสถานที่นั้นจะสบายไปด้วยปัญญาก็ได้ เช่น ในห้องอากาศร้อน จะย้ายออกไปใต้ร่มไม้ที่ร่มรื่น อาจไปด้วยกิเลสก็ได้ถ้าคิดว่าสถานที่นั้นจะสบายไปด้วยปัญญาก็ได้ คือรู้ว่าในห้องไม่สะดวก ๑๐. เมื่อจิตรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว หากเกิดความยินดี ยินร้ายขึ้นเพราะขาดสำรวม ก็สามารถที่จะทำจิตนั้นให้กลับเป็นกุศลได้ ด้วยการมีโยนิโสมนสิการใหม่ต่ออารมณ์ ๑๑. จะดูนามเวทนาก็ได้ ในกรณีเวทนานั้นแก้ที่รูปไม่หาย เช่นปวดหัว ปวดฟัน ป่วยไข้ เป็นต้น แต่ต้องดูให้เป็นด้วย คือไม่ตามดูแบบจับอารมณ์ มิฉะนั้นเวทนาจะแรงขึ้น เวลาดูต้องมีความรู้สึกตัวด้วย ๑๒. ที่ให้ดูนามรูปเพื่อให้เห็นโทษภัย ความไม่เป็นสาระ เพื่อความคลายออก สำรอกตัณหาทิฏฐิ แต่เมื่อยังเห็นว่ารูปนามนี้เป็นของดี มีสารประโยชน์อยู่ ก็เห็นโทษภัยไม่ได้ ๑๓. เหตุคือทุกข์ ความจำเป็นมีอยู่จริง มีการใส่ใจรู้อยู่ ขณะเปลี่ยนมีความสำรวม ความรู้สึกว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อแก้ทุกข์ จะติดตามไปในความรู้สึกเองตลอด ๑๔. มีหน้าที่รับรู้อารมณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นปัจจุบัน เว้นไว้แต่อารมณ์ใหม่ที่จรมานั้นไม่มีกำลังแรงที่จะดึงจิตให้ไปสนใจ ก็ให้ตามดูกรรมฐานหลักอยู่เสมอ สรุปคือให้ยอมรับความเป็นจริง ไมมีการเลือกในการกำหนดอารมณ์ ๑๕. มีหน้าที่กันตัณหาออกจากความรู้สึกเรื่อยไป ไม่ให้อาหารแก่ตัณหา ตัณหาจะอ่อนกำลังลงไปเรื่อย ๆ จิตใจจะสะดวกแก่การดูยิ่งขึ้น ๑๖. กำหนดอิริยาบถ ๔ เป็นประธาน สำหรับรูปนามทางปัญจทวาร ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องกำหนด แต่ถ้าจำเป็นต้องกำหนดก็ให้มีความรู้สึกไปรู้ที่นามเห็น หรือนามได้ยิน โดยไม่ให้เลยไปที่สิ หรือเสียงและทำความรู้สึกว่ากำลังดูนามเห็น หรือนามได้ยิน ๑๗. สภาวะของรูปนามนั้นไม่มีเจ้าของ จึงไม่มีการเดือดร้อน เมื่อทุกข์เกิดขึ้น แต่ถ้ายังมีความเดือดร้อนอยู่ก็แสดงว่ายังมีเราเป็นเจ้าของรูปนามนั้นอยู่ เหมือนอย่างว่าสมบัติข้าวของของผู้อื่นพินาศสูญหาย เราจะไม่รู้สึกเสียใจ เพราะไม่ใช่สมบัติของเรา แต่ถ้าเป็นของเรา เราจะเกิดความเดือดร้อน ๑๘. จิตฟุ้งไปก็กลับมาให้ถูก คือต้องไม่บังคับให้กลับมา เพียงแต่กลับมาตั้งต้นทำความรู้สึกตัวใหม่ หรือกลับมารู้สึกที่อารมณ์ปัจจุบันต่อไปเท่านั้น ๑๙. อย่ารำคาญฟุ้ง ควรใส่ใจว่าเมื่อมีเหตุปัจจัยฟุ้งก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดา ไม่อยู่ในอำนาจ ให้กลับมาตั้งต้นกำหนดใหม่อยู่เสมอทุกครั้ง ๒๐. ฟุ้งดีกว่าสงบ เพราะมีโอกาสกลับมาทำความรู้ตัวอยู่กับปัจจุบันได้ง่าย ความสงบทำให้ขาดความรู้สึกตัวไปนาน ๆ เพราะจิตจับนิ่งอยู่อารมณ์ ? ? ? ? ? ?
สาระเกี่ยวกับทุกข์และการมนสิการต่อทุกข์ ๑. อย่าใส่ใจกำหนดอารมณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ โดยทิ้งเสียผลเสีย การกำหนดก็เปล่าประโยชน์ กันตัณหาไม่ได้ เมื่อไม่ทราบเหตุผลก่อนแล้วการใช้อิริยาบถก็อาศัยได้ จะตามกำหนดอย่างไรปัญญาเกิดไม่ได้ ๒. เมื่อใส่ใจทุกข์อยู่จะเกิดความรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนขึ้นเองโดยไม่ต้องนึก รู้สาเหตุในการเปลี่ยนแล้วขณะเปลี่ยนมาการสำรวม การใช้อิริยาบถให้ช้าลงหน่อยพอให้สติตามทัน แต่ไม่ใช่แสร้งทำช้า ๆ ประคองจนผิดปกติ ๓. ทุกข์เกิดขึ้นที่ไหนต้องไปรู้ที่นั่น ความรู้สึกต้องสัมผัสทุกข์จริง ๆ ไม่ใช่คิดนึกอยู่ในใจ แม้ทุกข์ยังไม่เกิดเป็นปัจจุบันก็สามารถโยนิโสมนสิการว่าต้องทำเพื่อแก้ทุกข์ได้ อยู่ที่ว่าเป็นจริงตามที่โยนิโสมนสิการ หรือเปล่า ไม่ทำจะเป็นทุกข์ในอนาคตจริง ๆ เช่นเป็นพระไม่ฉันตอนเพล ตกเย็นก็จะหิว เป็นต้น ๔. ไม่นั่งลงเพื่อจะดูรูปนั่ง แต่นั่งเพราะต้องนั่ง นั่งอย่าให้มีท่าทาง ไม่ต้องคิดว่าจะต้องนั่งท่านั้นท่านี้ คือไม่ให้มีความตั้งใจเอาไว้ก่อน ให้นั่งตามปกติ จะนั่งอย่างไรเป็นเรื่องของทุกข์ขณะปัจจุบันเขาจะบอกแก้เอง ไม่ใช่เราเป็นผู้จัดแจง ๕. ใส่ใจทุกข์บ่อย ๆ ก็รู้ว่า อิริยาบถถูกทุกข์บีบคั้นอยู่เนือง ๆ อิริยาบถเป็นไปเพื่อทุกข์ ทำให้ตัณหาคลายตัวออกไป การดูอิริยาบถก็จะสะดวกยิ่งขึ้น ๖. ทุกข์บีบคั้นที่ไหน จิตใจเห็นทุกข์แล้วเป็นอย่างไร ความจำเป็นอยู่ที่ไหน จิตใจมีปฎิฆะบ้างไหม ธรรมทั้งหมดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องศึกษา ๗. ถ้าไม่รู้ว่ารูปเป็นทุกข์ก็เราเป็นทุกข์ โทสะจะเกิด แต่ถ้ารู้ว่ารูปเป็นทุกข์จริง ๆ จะไม่มีการเดือดร้อน ๘. เมื่อรู้ว่าต้องเปลี่ยนแก้เพราะทุกข์บีบบังคับแล้ว อิริยาบถเก่าก็ไม่เป็นที่อาศัยของโทมนัส อิริยาบถใหม่ก็ไม่เป็นที่อาศัยของอภิชฌา ๙. ต้องตามเห็นทุกข์แม้ในอิริยาบถใหม่ ตัณหาจึงจับไม่ได้ ๑๐. สังขารทุกข์เกิดกับอุเบกขาเวทนา เมื่อติดตามดูทุกข์เวทนา และมนสิการความบีบคั้น ความต้องแก้ต้องเปลี่ยนอยู่เสมอ ไม่ใช่เป็นทุกข์ที่อิริยาบถ สามารถบีบน้ำตาเย็นให้ไหลได้ ๑๑. ไม่มีใครเคยเห็นว่า การเห็น การได้ยิน เป็นทุกข์ แต่ที่เห็นได้เพราะปัญญาคมกล้า ๑๒. ก่อนเปลี่ยนอิริยาบถต้องรู้ว่าทุกข์อะไร เกิดที่ไหน รูปอะไรเป็นทุกข์ ก่อนเปลี่ยน กำลังเปลี่ยน หลังเปลี่ยน ต้องไม่ทิ้งทุกข์และการสำรวมในอิริยาบถ แต่ไม่ใช่แกล้งทำช้า ๆ เพราะกลัวเสียปัจจุบัน ๑๓. การดูอิริยาบถเมื่อได้ปัจจุบันบ่อยเข้า จิตจะเกิดปีติโสมนัสไม่ได้ เพราะสภาวะของรูปที่ปรากฏในความรู้สึกมีแต่ทุกข์และการแก้ทุกข์ เห็นทุกข์ทั้งในอิริยาบถเก่าและใหม่ ๑๔. เรื่องทุกข์นี้สำคัญ เมื่อเห็นอยู่บ่อย ๆ ใจต้องแห้งเหี่ยวสลด จิตใจที่ไม่สลดตัณหามีโอกาสฉาบทาอารมณ์ได้มาก เหมือนปลาที่ยกมาวางบนบก ย่อมไม่ยินดีรื่นเริงกระปรี้กระเปร่าเหมือนอยู่ในน้ำ เพราะถูกพรากจากน้ำที่มันเคยอาศัยอยู่ ๑๕. การรู้ทุกขเวทนา ความรู้สึกต้องจรดตรงทุกข์ด้วย ใส่ใจว่าทุกข์อะไร เกิดที่ไหน ไม่เพียงรับรู้ว่าทุกข์เกิดแล้วเท่านั้น จะเป็นการอ้างทุกข์ หรือเอาทุกข์เป็นสัญญาณในการเปลี่ยนอิริยาบถ คือทิ้งทุกข์ขณะเปลี่ยนอิริยาบถ ก็ไม่สามารถกันตัณหาในอิริยาบถใหม่ได้
สาระเกี่ยวกับการทำกรรมฐาน ๑. การใช้อิริยาบถไปด้วยความต้องการเป็นโลภะ การใช้ไปด้วยความขัดเคืองเป็นโทสะ เผลอใช้ไปเป็นโมหะ จึงต้องมีโยนิโสมนสิการและการสำรวมด้วย ๒. อย่าทำความรู้สึกให้เป็นที่อาศัยของกิเลส เมื่อเห็นว่าอารมณ์ใดว่าเป็นสาระ เป็นของดี จะนำประโยชน์มาให้ กิเลสจะเข้าอาศัยอารมณ์อันนั้น ๓. จะทำอะไรต้องมีเหตุผลเสนอปัญญา ว่าทำเพราะจำเป็นต้องทำ ไม่จำเป็นอย่าทำอะไร ไม่ทำด้วยความอยาก เคยชิน ฝึกให้เคยกับการมีเหตุผล ๔. รู้ธรรมคือ รู้อารมณ์ตามปกติที่เขามีอยู่ เป็นอยู่ ไม่สร้างอารมณ์ขึ้นมาเพื่อกำหนด ๕. จะรู้ว่าผิดก็ต่อเมื่อผลปรากฏแล้ว ทำให้รู้ว่าทำผิดมาตั้งแต่ต้น การจะรู้ว่าทำถูกก็รู้ที่ผลเช่นกัน รู้ได้ว่าทำเหตุถูกมาตลอด ๖. ที่จริงเรามารู้ของปกติธรรมดา แต่กลับตั้งความหวังไว้ว่า จะได้รู้เห็นอะไรที่เป็นพิเศษขึ้นมา จึงเป็นเครื่องปิดบังความเป็นปกติธรรมดาเสีย ๗. มาปฏิบัติมีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร ถ้าใส่ใจผิดก็ปฏิบัติไปอย่างผิด ๆ เมื่อเริ่มต้นผิดการดำเนินไปในการกำหนดก็ต้องผิดเป็นธรรมดา ๘. จิตใจมีการฝืนกรรมฐาน คือบังคับจิตให้อยู่กับอารมณ์ที่กำหนด ไม่ยอมติดตามอารมณ์อื่นที่แรงกว่า ทำให้มีอาการผิดปกติ ๙. ความต้องการอารมณ์ในอนาคต เป็นอาหารของตัณหา เป็นเครื่องล่อของตัณหา แม้ความยินดีในความทำเหตุถูกก็เป็นอาหารของตัณหา ๑๐. การบังคับจิตใจให้ทำงานจะมีมากหรือน้อยก็ชื่อว่าเป็นอัตตาเหมือนกัน ๑๑. การรู้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการฝึกฝนจนชำนาญ ไม่ใช่เกิดจากการบังคับหรือต้องการ ๑๒. การเจริญสติปัฏฐานไม่เป็นเจตนากรรม เพราะไม่มีเจตนาทำเพื่ออะไร ๑๓. มีความต้องการ มุ่งมั่น ตั้งใจ เร่งร้อน เป็นการเพียรผิด เป็นอัตตา ๑๔. เมื่อรู้สึกว่าเป็นคนกรรมฐานก็ต้องทำกรรมฐานเป็นธรรมดา ๑๕. ไม่ทำเพราะอยากทำ แต่ทำเพราะต้องทำ ต้องไม่หวังผลจากการกระทำ ๑๖. มาปฏิบัติเหมือนมาดูละคร เมื่อตัวไหนออกมาแสดงก็ดูตามความจริง ไม่เลือกตัวละคร ชอบตัวนั้น ชังตัวนี้ จะดูเฉพาะตัวที่ชอบเท่านั้น จิตใจก็ไม่เป็นกลาง ตกไปฝ่ายยินดียินร้ายอยู่เรื่อย ให้ทำไว้ในใจว่าตัวละครทุกตัวต่างก็เป็นธรรมมีค่าเสมอกัน ๑๗. อย่างคอยระวัง ตั้งใจประคอง กังวล คิดไปล่วงหน้า หาทางป้องกัน คอยจ้องจับ ความผิดเช่นนี้จะทำให้จิตตกจากปัจจุบัน ๑๘. การตั้งใจที่ผิดก่อนเข้าปฏิบัติ ทำให้ความรู้สึกหรือการปฏิบัติคอยแต่หันเหไปตามความตั้งใจเดิมอยู่เรื่อย ๆ ยิ่งปฏิบัติไปนาน ๆ ก็ยิ่งห่างไกลความถูกต้องยิ่งขึ้น เหมือนเรือที่ตั้งหางเสือไว้ผิด ยิ่งแล่นไปก็ ยิ่งไกลฝั่งไปทุกขณะ ๑๙. การเพียรนั้นคือเพียรทำความรู้สึกตัว เมื่อรู้ว่าไม่ฟุ้งไปให้กลับมาทำความรู้สึกตัวใหม่ ไม่ใช่มาเพียรทางกายให้มาก ๆ ไม่มีหน้าที่ไปจัดแจงแก้ไขหรือรังเกียจอารมณ์ที่เกิดขึ้น ให้รู้สึกว่าการปฏิบัติเป็นเรื่องปกติธรรมดา อิริยาบถก็ใช้ไปอย่างปกติธรรมดา ไม่มีอะไรต้องปรุงแต่งดัดแปลงเป็นพิเศษ
? ? ? ? ? ? ?
สาระเกี่ยวกับปกิณณะธรรม
๑. ปัญญาที่รู้มรรค ผล นิพพาน ไม่เรียกวิปัสสนา เรียกว่ามรรคญาณ ผลญาณ และปัจจเวขณญาณ ๒. ขณะปฏิบัติต้องมีธรรมหลายอย่างเข้าประกอบพร้อมกัน เช่น สติปัฏฐาน ๔ วิปัสสนา ญาณวิสุทธิ ๗ อริยสัจ ๔ เหมือนกันยาเม็ดเดียวแต่มีตัวยาหลายตัว ขณะทำความรู้สึกที่ถูกต่ออารมณ์ธรรม ธรรมทุกประการต้องเข้าประกอบพร้อมกันในที่นั้น ๓. สัปปายะคือสะดวกในการปฏิบัติ ไม่ใช่สะดวกเพราะถูกใจกิเลส ๔. การสอนกรรมฐานต้องให้เป็นไปทีละเล็กทีละน้อยเท่าที่จำเป็น แล้วช่วยแนะนำว่าเขาทำถูกแล้ว หรือยัง จึงค่อยเพิ่มเติมต่อไป ถ้าไม่ถูกต้องให้เขาแก้ไขเสียก่อน ๕. คำสอนในพระพุทธศาสนาต้องพิสูจน์ด้วยตนเอง โดยทำความเข้าใจถูกเอาไว้ก่อน เมื่อกำหนดสภาวะนั่นแหละจะเป็นผู้บอกความจริง ไม่ใช่ได้จากตำราหรืออาจารย์ ๖. มาปฏิบัติคือมาปรับปรุงที่ผิด ไม่ใช่มาทำให้ถูก ไม่มีใครทำถูกมาก่อน เมื่อทำย่อมผิดเป็นธรรมดา ฉะนั้นจึงคอยปรับปรุงที่ผิดนั่นแหละให้ถูก ๗. จิตเคยชินต่ออารมณ์ใด ก็มักตกไปสู่อารมณ์นั้นเสมอเมื่อขาดสติหรือเผลอ ๘. ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติด้วยความคิดจะให้เป็นไปตามใจตัวเอง ๙. ไม่สะดวกคือไม่สะดวกต่อการกำหนด ไม่สะดวกต่อการดำเนินไปของกรรมฐาน ไม่ใช่ไม่สะดวกแก่กิเลส ๑๐. รู้ปรมัตถ์รู้ที่สภาวะ (อารมณ์กรรมฐาน) รู้บัญญัติรู้ที่ใจ ๑๑. เห็นสามัญลักษณะอันใดอันหนึ่งก็ชื่อว่าเห็นอีก ๒ ประการที่เหลือด้วย ๑๒. จำนามรูปและอุบายในการกำหนดได้ดีแล้ว ก็พยายามนำนามรูปที่ปรากฏเฉพาะหน้ามาใช้ในเวลาทำความรู้สึกตัวอยู่เสมอ รูปนามอะไรทิ้งไม่ได้เลยเพราะเป็นตัวกรรมฐาน ๑๓. รูปอิริยาบถเป็นธรรมารมณ์ สภาวะอยู่ที่อาการท่าทางของกาย รู้ได้ด้วยความรู้สึก ๑๔. รู้ว่าเป็นรูปนามอะไรด้วย รู้รูปนามเฉย ๆ ไม่ได้ต้องทำลายฆนะสัญญาจึงจะรู้อนัตตาได้ ๑๕. ความรู้สึกตัวจะติดต่อหรือไม่ไม่สำคัญ ให้เข้าใจว่ามาหัดทำให้ถูก ทำเหตุถูกผลก็เกิดเอง จะผิดหรือถูกอยู่ที่ความเข้าใจถูก ทำความรู้สึกตัวถูก เข้าใจถูกคือมีโยนิโสมนสิการถูก ๑๖. ใช้อิริยาบถเพราะต้องการอารมณ์ใหม่ ก็เป็นความยินดี เช่น เดินมากเพราะรู้สึกว่าอารมณ์ชัด รู้ได้ง่าย ๑๗. การกำหนดเพื่อให้รู้ว่าอิริยาบถเปลี่ยนไปเพราะทุกข์ เป็นไปด้วยทุกข์ เหตุผลสำคัญจึงอยู่ที่รู้เหตุในการเปลี่ยนอิริยาบถ เมื่อโยนิโสมนสิการถูกอิริยาบถใหม่ก็ไม่เป็นที่อาศัยของตัณหา ๑๘. เห็นอิริยาบถใดดี โดยความมีสาระประโยชน์ กิเลสก็เกิดในอิริยาบถนั้น ๑๙. การทำกรรมฐานเกิดขึ้นก็เพราะเห็นว่า ธรรมอันนี้เป็นเหตุให้เกิดปัญญา ๒๐. ฟุ้งไปก็กลับมาดูอิริยาบถใหม่ แต่ถ้าฟุ้งมากจนกำหนดไม่ได้ก็เปลี่ยนอิริยาบถ ด้วยการโยนิโสมนสิการว่าไม่สะดวก ๒๑. การรู้ว่าอย่างนี้ผิดก็เป็นโอกาสให้มีโยนิโสมนสิการเสียใหม่ให้ถูกต้อง ถ้าไม่รู้ว่าผิดก็ไม่มีโอกาส รู้ถูก ให้โยนิโสมนสิการว่าอารมณ์ใดปรากฏอารมณ์อันนั้นจะนำความจริงมาให้ จึงไม่เลือกอารมณ์ ถ้ายังยินดียินร้ายอยู่ก็ไม่อาจปฏิบัติให้ถูกต้องได้ ๒๒. จะได้ปัจจุบันน้อย จะสงบหรือไม่สงบ ขอให้รู้เถิดว่าวันหนึ่งต้องแก้ทุกข์กี่ครั้งเพราะการใช้อิริยาบถใดมาก ผิดก็ได้ ถูกก็ได้ อยู่ที่การใส่ใจให้ตรงกับความจริง ไม่ใช่ความอยาก ๒๓. ทำกรรมฐาน คือมุ่งจะเอาสาระประโยชน์จากการกระทำนั้น ๆ ความบริสุทธิ์เกิดไม่ได้ จึงไม่ให้รู้สึกอยากทำ แต่ทำเพราะต้องทำต่างหาก ? ? ? ? ? ? ?
ปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดนามรูป
๑. เพราะเหตุไรในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานจึงต้องมีการกำหนดนามรูป ? นามรูปเป็นกรรมฐานของวิปัสสนา เป็นที่ตั้งอาศัยของอุปาทาน จึงต้องพิจารณาเพื่อให้เห็นความจริงคือไตรลักษณ์ ประโยชน์เพื่อการถ่ายถอนอุปาทาน ทำให้พ้นวัฏฏะทุกข์ (โดยกิจของอริยสัจทุกข์มีกิจต้องกำหนดรู้ ทุกข์ได้แก่อุปาทานขันธ์ ๕ ย่อลงได้แก่รูปกับนาม) ๒. ธรรมที่เป็นผู้กำหนดนามรูปคืออะไร ? ไม่มีบุคคล หรือ โยคีผู้กำหนด มีแต่สภาวะธรรม ๓ ประการ คือ วิริยะ สติ สัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะเป็นผู้กำหนดโดยตรง วิริยะเป็นตัวคอยอุดหนุน คอยยกสติสัมปชัญญะขึ้นพิจารณาอารมณ์ โดยสม่ำเสมอ ๓. คำว่า กำหนดนามรูป มีความหมายว่ากระไร ? การที่มีสติระลึกหรือไปตั้งไว้ที่อารมณ์คือนามรูปนั้น ๆ มีสัมปชัญญะคือความรู้สึกตัวว่ากำลังดู นามรูปนั้น ๆ อยู่ มีความเพียรปรารภนามรูปนั้นอยู่เนือง ๆ ๔. นามรูปที่ผู้เจริญวิปัสสนาในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมวดพิจารณาอิริยาบถคืออะไร ? คือ รูปนั่ง นอน ยืน เดิน เป็นประธาน และนามรูปอื่น ๆ ทางทวาร ๖ เป็นครั้งคราว เท่าที่จำเป็นในวาระนั้น ๆ ๕. ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมวดพิจารณาอิริยาบถ ควรกำหนดรูปอิริยาบถ ๔ เท่านั้น ไม่ควรกำหนดรูปหรือนามอย่างอื่นใช่หรือไม่ ? ไม่ใช่ เพราะธรรมชาติของจิตย่อมแส่หาอารมณ์อยู่เสมอ มีการปรารภอารมณ์อื่นที่เด่นชัดกว่าเป็นธรรมดา การจะให้จิตรับรู้เฉพาะอิริยาบถ ๔ ไม่ถูกต้อง เป็นการบังคับไป จึงต้องปรารภรูปนามตามทวารอื่นด้วยเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันการถือเอาโดยนิมิตอนุพยัญชนะ ๖. จะต้องกำหนดรูปอิริยาบถนั้น ๆ ในเวลาไหน ? เวลาที่รูปอิริยาบถนั้น ๆ กำลังปรากฏอยู่ ๗. คำว่าปัจจุบันอารมณ์ มีความสำคัญเกี่ยวกับการเจริญวิปัสสนากรรมฐานอย่างไรบ้าง การที่สติสัมปชัญญะจะเกิดขึ้นเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของนามรูปได้ ก็ต้องรู้ที่อารมณ์ปัจจุบัน ๘. เวลามีอารมณ์ปรากฏพร้อม ๆ กันหลายอารมณ์ มีหลักเกี่ยวกับการใส่ใจอารมณ์ต่าง ๆ อย่างไร ? มีการกำหนดรูปอิริยาบถ ๔ เป็นประธาน ถ้ารู้สึกไม่จำเป็นก็ไม่ควรใส่ใจนามรูปทางทวารอื่น ๆ แต่ถ้ารู้สึกว่าจำเป็นต้องย้ายไปกำหนดนามรูปตามทวารนั้น ๆ ด้วย จำเป็นคือมีอารมณ์ภายนอกมารบเร้าให้จิตต้องทิ้งอิริยาบถไปสนใจอารมณ์นั้นบ่อย ๆ อารมณ์นั้นแรง เด่นชัดมาก ไม่จำเป็นคือแม้มีอารมณ์มากระทบ แต่ก็ยังรู้สึกว่าสำรวมอยู่กับอิริยาบถได้โดยไม่ต้องบังคับ ๙. ผู้ปฏิบัติควรเรียนเรื่องนามรูปก่อนเข้าปฏิบัติ หรือควรเรียนในคราวเข้าปฏิบัติ ? ควรศึกษาให้เข้าใจดีเสียก่อนมาปฏิบัติ ไม่ว่าเรื่องอารมณ์ปัจจุบัน อุบายการกำหนด การโยนิโสมนสิการ การสังเกต การสำรวม เท่าที่จำเป็นต้องใช้ในคราวปฏิบัติ จะทำให้การปฏิบัติสะดวก ไม่เป็นภาระแก่อาจารย์มากเกินไป ๑๐. การกำหนดนามรูปมีการกำหนดเวลาหรือไม่ว่าควรใช้เวลาสักเท่าไรในแต่ละวัน ? การปรารภความเพียรจะต้องเป็นไปโดยสม่ำเสมอจึงเป็นปัจจัยแก่วิปัสสนา อุปมาเหมือนการสีไฟ ต้องติดต่ออยู่เสมอจึงจะเกิดไฟได้ ๑๑. เวลาที่นั่งอยู่ ผู้ปฏิบัติปรารภความเพียรกำหนดรูปนั่งอย่างไรชื่อว่ากำหนดรูปนั่ง อย่างไรชื่อว่าไม่ได้กำหนดรูปนั่ง ? ไม่ได้กำหนดรูปนั่งคือนึกบริกรรมถึงรูปนั่ง มีแต่สติรู้อยู่ในท่าเฉย ๆ จะต้องประกอบด้วยสติสัมปชัญญะจึงชื่อว่ามีการกำหนดรูปนั่ง ๑๒. ในเวลาที่นั่งจะต้องรู้ว่าเป็นรูปนั่งสักกี่ครั้งกี่หน จนกว่าจะเปลี่ยนอิริยาบถ ? ต้องรู้เรื่อยไป อาศัยการสำรวม โยนิโสมนสิการ สังเกตอยู่ก็รู้ไปเอง ไม่ใช่บังคับให้รู้ให้อยู่ จะฟุ้งไปก็กลับมาดูความรู้สึกตัวใหม่ ต้องมีความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าตัวกำลังดูรูปนั่งอยู่ ความรู้ว่าเป็นรูปนั่งจึงเกิดขึ้นอยู่เสมอ ๆ ๑๓. เวลากำหนดรูปนั่งต้องใส่ใจด้วยหรือไม่ว่าเป็นรูปนั่งห้อยเท้าหรือเป็นรูปนั่งเหยียดขาเป็นต้น ? ไม่ต้องไปใส่ใจรายละเอียดปลีกย่อยของรูปอิริยาบถ จะเป็นการมุ่งกรรมฐาน จะกลายเป็นนึกบริกรรมไปเสีย ก็จะขาดความรู้สึกตัว รู้เพียงว่าเป็นรูปนั่งก็พอ ๑๔. ในระหว่างการปฏิบัติผู้ปฏิบัติได้ชื่อว่าปฏิบัติดี ปฏิบัติถูกต้อง ก็เพราะมีนามรูปเป็นอารมณ์อยู่ตลอดเวลาใช่หรือไม่ ? ไม่ใช่ การที่จิตตกจากนามรูปหรือฟุ้งไปเป็นเรื่องปกติธรรมดา การปฏิบัติไม่มีการบังคับว่าต้องให้รู้อยู่กับนามรูปเสมอจึงจะชื่อว่าปฏิบัติถูกต้อง คือมีความเข้าใจลักษณะของสติสัมปชัญญะ สามารถทำให้เกิดขึ้นได้บ่อย ๆ รู้จักการสังเกต เมื่อฟุ้งไปก็สามารถกลับมาความรู้สึกใหม่ ๑๕. เวลาลุกขึ้นยืนควรกำหนดอิริยาบถย่อยที่ค่อย ๆ ลุกขึ้นระหว่างรูปนั่งกับรูปยืนด้วยหรือไม ? ก่อนจะลุกขึ้นยืนก็ใส่ใจทุกข์หรือรูปนั่งเสียก่อน ขณะลุกก็มีความสำรวม การรู้ในอิริยาบถย่อยก็เป็นไปเองโดยไม่ต้องคอยตามดู ๑๖. ผู้ที่ปฏิบัติกรรมฐานอื่น เช่น ลมหายใจเข้าออกเป็นต้นจนเคยชินมาก่อน เมื่อมาปฏิบัติกรรมฐานนี้ก็ปรารภรูปอิริยาบถได้ไม่สะดวก จิตคอยไปรับรู้กรรมฐานเก่าที่เคยชินบ่อย ๆ ควรมีการปรับปรุงแก้ไขอย่างใดหรือไม่ ? ควรอาศัยการสังเกตและมีความเข้าใจที่ถูกไว้ก่อน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกก็กลับมาทำความรู้สึกในอาการท่าทางเสียใหม่ แต่อย่าบังคับ ต้องอาศัยการฝึกฝนและใช้เวลาด้วย เช่น เมื่อรู้ว่าไปรู้ลมหายใจก็เอาความรู้สึกมา รู้อาการท่าทางที่กำลังปรากฏอยู่ ๑๗. คำว่าเรียนเรื่องนามรูปชำนาญนั้น อย่างไรชื่อว่าชำนาญ ? ในด้านปริยัติคือศึกษาเข้าใจมาดีแล้วในเรื่องต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการกำหนด เช่น รูปนาม ตามทวาร ๖ อะไรเป็นรูปเป็นนาม ในคราวที่จะกำหนดต้องกำหนดที่รูปหรือที่นามอะไร เพราะเหตุผลใด และวิธีอุบายกำหนดทำอย่างไร ในด้านการปฏิบัติต้องตามดู นามรูปนั้น ๆ จนคล่องแคล่วชำนาญ นามรูปอะไรปรากฏก็รู้ได้ทันที ๑๘. ควรกำหนดนามซึ่งเป็นผู้กำหนดด้วยหรือไม่ ? ในเบื้องต้นไม่ควรกำหนด แต่ให้มีการสำเหนียกบ้างว่าผู้ดูก็เป็นนาม เพื่อป้องกันความรู้สึกว่ามีผู้ทำกรรมฐาน เมื่อปัญญาเกิดแล้วก็เอานามผู้ดูเป็นอารมณ์กรรมฐานได้ ๑๙. เวลาทุกขเวทนาเกิดขึ้นควรกำหนดเป็นอารมณ์กรรมฐานหรือไม่ (กำหนดเวทนานุปัสสนา) ? ไม่ควรกำหนด จะกลายเป็นการเปลี่ยนกรรมฐานไป เพียงใส่ใจทุกข์เท่านั้น เพื่อให้รู้เหตุผลก่อนเปลี่ยนอิริยาบถ ปัญหาเกี่ยวกับปัจจัยแห่งปัญญา
๑. ปัจจัยแห่งปัญญามีอะไรบ้าง มีคำอธิบายอย่างไร ? ปัจจัยแห่งปัญญามี ๒ อย่าง คือ (๑) ปรโตโฆสะ คือการศึกษาเล่าเรียนจากกัลยาณมิตร และมีความเข้าใจถูก (๒) โยนิโสมนสิการ คือการกระทำไว้ในใจโดยถูกอุบาย หรือถูกทาง (ที่จะให้เกิดปัญญา) หมายถึงการใส่ใจในอารมณ์ที่ควรใส่ใจ ไม่น้อมไปสู่อารมณ์ภายนอก เช่น นั่งอยู่ก็ใส่ใจในอิริยาบถที่นั่ง ทุกข์เกิดขึ้นก็ใส่ใจในทุกข์ เป็นต้น ๒. ผู้เป็นกัลยาณมิตร ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติอะไรบ้าง ? (๑) น่ารัก (๒) น่าเคารพ (๓) น่ายกย่อง (๔) เป็นผู้ว่ากล่าว (๕) อดทนที่จะว่ากล่าว (๖) แต่งคำพูดที่ลึกซึ้งได้ (๗) ไม่ชักชวนให้ประกอบในฐานะที่ไม่สมควร และควรเป็นผู้ประกอบด้วยญาณที่เป็น โลกีย์และโลกุตตระ ๓. จำเป็นต้องมีโยนิโสมนสิการในวาระไหนบ้าง ? ต้องมีอยู่เสมอ แต่แยกให้เห็นใน ๒ วาระ คือ (๑) ในคราวที่จะเปลี่ยนอิริยาบถต้องใส่ใจทุกข์ (๒) ในคราวที่กำหนดนามรูปต่าง ๆ ก็ใส่ใจนามรูปนั้น ๆ ๔. คำว่าเปลี่ยนอิริยาบถด้วยความจำเป็น เป็นอย่างไร ? เปลี่ยนด้วยความต้องการเป็นอย่างไร ? เปลี่ยนด้วยความจำเป็นคือใส่ใจทุกข์ก่อน เมื่อรู้สึกว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนก็มีการสำรวมไปในการเปลี่ยน เปลี่ยนด้วยความต้องการคือเพียงรับรู้ว่าทุกข์เกิดขึ้นแล้ว ก็เปลี่ยนไปเลยไม่ได้ใส่ใจทุกข์จริงหรือเปลี่ยนไปเพื่อจะได้กำหนดอิริยาบถใหม่ข้างหน้า หรือเปลี่ยนเพราะต้องการความสุขสบาย ๕. คำว่าใส่ใจทุกข์ก่อนเปลี่ยนอิริยาบถมีความหมายว่าให้กำหนดทุกข์ว่านามปวดใช่หรือไม่ ? ไม่ใช่ เพราะการกำหนดนามปวดเป็นการเปลี่ยนกรรมฐานไปแล้ว แต่การใส่ใจทุกข์เพียงต้องการให้ รู้ว่าทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นทุกข์อะไรเกิดที่ไหน เพราะทุกข์มีหลายอย่าง ตำแหน่งที่เกิดก็ต่างกัน ไม่สักแต่รับรู้ว่าทุกข์เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น ๖. เมื่อเกิดความปวดเมื่อยขึ้นจำเป็นต้องเปลี่ยนอิริยาบถ มีข้อกำหนดว่าจะต้องเปลี่ยนอิริยาบถนั้น อิริยาบถนี้อย่างไรหรือไม่ ? ไม่มีการกำหนดตั้งใจไว้ล่วงหน้าว่าจะต้องใช้หรือเปลี่ยนอิริยาบถอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เมื่อมีการใส่ใจทุกข์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ แล้ว ทุกข์นั่นแหละจะบอกให้ทราบเองว่าควรใช้อิริยาบถแก้ทุกข์อย่างไร ไม่มีเราเข้าไปจัดแจง ๗. เมื่อเกิดทุกข์ขึ้นในเวลาที่นั่งอยู่ มีความรู้สึกเกิดขึ้นว่ารูปนั่งเป็นทุกข์ ชื่อว่าเป็นผู้มีโยนิโสมนสิการใช่หรือไม่ ? ไม่แน่ ถ้ามีรูปนั่งเป็นอารมณ์อยู่ก่อนแล้วทุกข์เกิดขึ้นก็รู้ได้ทันทีว่ารูปนั่งเป็นทุกข์ ไม่ต้องโยนิโสมนสิการอะไรอีก แต่ถ้าไม่มีรูปนั่งเป็นอารมณ์อยู่ก่อน เมื่อเกิดทุกข์ขึ้นแล้วโยนิโสมนสิการว่ารูปนั่งเป็นทุกข์อาจเป็นการนึกเอาก็ได้ ๘. ผู้ปฏิบัติเมื่อนั่งอยู่ควรมีความตั้งใจไว้ก่อนว่า เราจะยืนแก้ทุกข์ใช่หรือไม่ ? ไม่ใช่ นั่นเป็นการติดตั้งไว้ล่วงหน้า จิตใจจะน้อมเข้าไปหา อิริยาบถข้างหน้า แม้เมื่อทุกข์เกิดขึ้นจะโยนิโสมนสิการว่ายืนเพื่อแก้ทุกข์ แต่ความรู้สึกก็ไม่น้อมไปในอันที่จะรู้สึกว่าแก้ทุกข์ เป็นการยืนเพราะอยากยืนอยู่ดี (เพื่อจะดูรูปยืน) การโยนิโสมนสิการต้องให้ถึงวาระที่ต้องใช้ แล้วความรู้สึกที่ถูกจะเกิดขึ้นเอง ๙. ควรมีความรู้สึกว่าทำแก้ทุกข์ เช่น รับประทานอาหารแก้ทุกข์ อาบน้ำแก้ทุกข์ เป็นต้น คิดตามไปจนกว่าจะทำกิจนั้น ๆ เสร็จหรือไม่ ด้วยเหตุผลอะไร ความรู้สึกนี้ควรมี แต่ไม่ใช่เกิดเพราะต้องการให้มี หรือต้องการทำให้มีก่อนทำกิจนั้น ๆ ต้องโยนิโสมนสิการเหตุความจำเป็นในการทำเสียก่อน ขณะทำกิจก็สำรวมในอาการนั้น ๆ ไป ความรู้สึกว่าทำแก้ทุกข์ก็จะติดตามไปเอง อนึ่ง เมื่อความรู้สึกนี้มีอยู่ตัณหาความยินดีพอใจก็เข้าอาศัยในการทำกิจนั้น ๆ ไม่ได้ ๑๐. ทำอย่างไรจึงจะเกิดความรู้สึกว่าเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อแก้ทุกข์ ? ก็ต้องใส่ใจทุกข์ในอิริยาบถนั้น ๆ เสียก่อน
๑๑. กำลังนั่งอยู่เวลาจะเปลี่ยนเป็นอิริยาบถ ถ้าไม่รู้เสียก่อนว่ารูปนั่งเป็นทุกข์ก็ชื่อว่าขาดโยนิโสมนสิการใช่หรือไม่ ? ใช่ เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นทุกข์ แต่ที่จริงความรู้ว่ารูปนั่งต้องมีอยู่ก่อนตั้งแต่ทุกข์ยังไม่เกิด ๑๒. โยนิโสมนสิการในอิริยาบถใหญ่แตกต่างจากในอิริยาบถย่อยอย่างไรบ้างหรือไม่ ? การโยนิโสมนสิการในการกำหนดอิริยาบถใหญ่ต้องมีอยู่เสมอ อิริยาบถย่อยนั้นเพียงโยนิโสมนสิการเพื่อให้รู้เหตุผลก่อนใช้ ขณะอิริยาบถเป็นไปอยู่ก็มีการสำรวมอยู่เท่านั้น ไม่โยนิโสมนสิการบ่อย ๆ จะเป็นการบริกรรมไป สำหรับเรื่องทุกข์ในอิริยาบถใหญ่เป็นทุกข์เวทนา ทุกข์ในอิริยาบถย่อยเป็นทุกข์เพราะต้องแก้ ต้องทำการโยนิโสมนสิการก็ไม่ต่างกันเพราะต้องใส่ใจทุกข์ก่อนแก้ ก่อนทำเหมือนกัน ๑๓.ถ้ามีโยนิโสมนสิการในเวลาเปลี่ยนอิริยาบถ กิเลสย่อมไม่มีโอกาสอาศัยอิริยาบถใหม่เกิดขึ้นได้เลยใช่หรือไม่ ? ไม่แน่ ถ้าขณะเปลี่ยนไม่มีการสำรวม กิเลสก็เข้าอาศัยได้ ๑๔. เมื่อกำลังดูรูปนั่งอยู่ เกิดความไม่สะดวกในการดูรูปนั่ง ประการใดประการหนึ่งขึ้นมา ควรทำประการใด เลิกดูหรือดูนามรูปอื่น ๆ ? ไม่สะดวกในเรื่องอะไรควรพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป เช่น ไม่สะดวกเพราะมีอารมณ์ทางทวารอื่นมารบเร้าก็ควรย้ายไปกำหนดนามรูปทางทวารนั้น ๆ เช่น เกิดง่วง มีความสงบมาก แดดร้อน ก็โยนิโสมนสิการเปลี่ยนอิริยาบถอื่น เกิดปวดหรือมีเวทนาที่แก้ที่รูปไม่ได้ ก็ต้องกำหนดนามเวทนา ดูนามเวทนาไม่ได้หรือมีสาเหตุให้กำหนดไม่ได้เลยก็ต้องเลิกดู เป็นต้น ตามความเหมาะสมแก่ความไม่สะดวกนั้น ๆ ๑๕. คำว่า ทำกรรมฐานเป็นอย่างไร เพราะเหตุใดท่านจึงห้าม เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับโยนิโสมนสิการอย่างใดอย่างหนึ่งบ้างหรือไม่ ? เป็นการทำจิตใจและอิริยาบถให้ผิดจากปกติธรรมดา เพราะความต้องการ การขาดเหตุผลและความเข้าใจ เช่น ความรู้สึกว่าเป็น คนกรรมฐาน จะให้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ให้หลุด การระวัง ตั้งใจ จดจ้อง หรือใช้อิริยาบถผิดไปจากปกติธรรมดา ประคองอิริยาบถ เกร็ง ทำช้า ๆ ค่อย ๆ ยก เหยียด คู้ แสร้งทำอิริยาบถขึ้นเพื่อดู ใช้อิริยาบถโดยขาดเหตุผล เป็นต้น ที่ห้ามเพราะไม่มีความบริสุทธิ์ในการปฏิบัติ เกี่ยวเนื่องด้วยขาดโยนิโสมนสิการด้วย เช่น ไม่ได้ใส่ใจเหตุผล ความจำเป็นในการใช้อิริยาบถ เป็นต้น ๑๖. การที่ผู้ปฏิบัติตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าเราจะปฏิบัติต่อกันไปอย่างไม่ย่อหย่อนความเพียร ไม่ล้มเลิกจนกว่าจะถึงกำหนดออก จะชื่อว่าตั้งใจทำกรรมฐานหรือไม่ ? สำหรับผู้เข้าใจอุบายและเหตุผลในการปฏิบัติดีแล้วถือเป็นการตั้งสัจจะ ไม่เป็นการทำกรรมฐานคำว่าการปฏิบัติติดต่อกันไปไม่ย่อหย่อนความเพียร ไม่ล้มเลิก ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องติดตามกำหนดให้รู้ว่าเป็นรูปเป็นนามตลอดเวลา ไม่ให้เกิดความยินดียินร้ายขึ้นได้ และการปฏิบัติจะไม่ยอมหลุดเลย แม้ถึงเวลาต้องพักผ่อนหลับนอน แต่หมายถึงว่าตราบใดที่จิตใจยังพร้อมที่จะปรารภกรรมฐานได้ ก็จะไม่ทอดทิ้งเถลไถลปล่อยปละละเลย ถ้ามีเหตุให้พักกรรมฐานชั่วคราว หรือต้องพักผ่อนต้องอนุโลมตามปัจจัย ไม่เพียรด้วยตัณหาหรือมีอัตตาเข้าไป คำว่าไม่ล้มเลิกจนกว่าถึงเวลาออกหมายถึงการไม่ละทิ้งความเพียรดังกล่าว แล้วออกกรรมฐานไปด้วยเหตุผลอันไม่สมควร เช่น คิดถึงบ้าน เป็นห่วงทางครอบครัว ไม่เคยชินกับความเป็นอยู่ในเรือนกรรมฐาน เพราะไม่สะดวกเหมือนบ้าน เป็นต้น อนึ่ง การตั้งปณิธานต้องคำนึงถึงกำลังความสามารถและความพร้อมของจิตใจด้วย เริ่มต้นแต่น้อย ๆ ไปก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มจำนวนเวลาขึ้น ๑๗. ในวันสำคัญทางศาสนา เช่นวันวิสาขบูชา เป็นต้น ผู้ปฏิบัติตั้งใจจะปฏิบัติบูชา โอกาสที่จะเป็นการทำกรรมฐาน จะมีได้หรือไม่ ทำอย่างไรจึงไม่เป็นการกรรมฐาน ? มีได้ เพราะเกิดมาตั้งใจปฏิบัติเป็นพิเศษในวันนั้น เป็นการทำขึ้นผิดจากปกติธรรมดา ที่ไม่เป็นก็ต้องปฏิบัติไปตามปกติเหมือนกันทุกวัน ไม่ให้มีเจตนาเป็นพิเศษ การปฏิบัติแม้ไม่คิดจะบูชาก็เป็นการบูชาอยู่แล้ว ๑๘. โอกาสที่ต้องย้ายจากการกำหนดรูปอิริยาบถนั้น ๆ ไปกำหนดนามรูปทางทวารอื่น ๆ มีบ้างหรือไม่อย่างไร ? มี ในวาระที่นามรูปทางทวารนั้น ๆ มีกำลังแรง หรือรบเร้าจิตให้ไปสนใจอารมณ์นั้นอยู่บ่อย ๆ หรือในกรณีที่ไม่สะดวกที่จะปรารภรูปอิริยาบถต่อไปได้ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ
ปัญหาเกี่ยวกับสมาธิในการปฏิบัติ
๑. ปัญญาจะเกิดขึ้นได้เพราะมีสมาธิเป็นปทัฏฐาน สมาธิในการเจริญวิปัสสนาเป็นอย่างไร ? ต้องเป็นสมาธิที่อนุโลมต่อการงานของสติสัมปชัญญะ ที่คอยตามพิจารณานามรูปอยู่เป็นปัจจุบันอารมณ์ สามารถโยกย้ายไปตามทวารต่าง ๆ ได้เท่าที่จำเป็น ได้แก่ ขณิกสมาธิ สมาธิที่เกิดร่วมกับสติสัมปชัญญะ ๒. สมาธิที่สมควรในการกำหนดรูปอิริยาบถ คือการที่จิตตั้งมั่น ในอิริยาบถนั้น ๆ ไม่ฟุ้งซ่านไปหรือไม่ ? ไม่ใช่ สมาธิจะเป็นไปพร้อมกับสติสัมปชัญญะ สามารถตามรู้อยู่กับอิริยาบถเป็นปัจจุบันเรื่อยไป แต่เมื่อมีอารมณ์อื่นมากระทบ ทำให้จิตต้องไปสนใจอารมณ์นั้น สมาธิและธรรมที่เกิดร่วมด้วยก็ต้องทิ้งจากอิริยาบถตามไปในอารมณ์ใหม่ด้วย ผู้มีสติสัมปชัญญะยังไม่มีกำลังการฟุ้งซ่านไปก็มีได้ เพราะสมาธินี้ไม่ได้ จับเกาะติดแน่นอยู่กับอิริยาบถ เป็นสมาธิที่พอแตะ ๆ กับอารมณ์เท่านั้น ๓. ถ้าหากเกิดความฟุ้งซ่านบ่อย ๆ ก็แสดงว่าสมาธิของผู้ปฏิบัติยังใช้ไม่ได้ ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาใช่หรือไม่ ? ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ผู้ยังสำรวมไม่ได้ ผู้ดูยังไม่มีกำลังก็ย่อมฟุ้งเป็นธรรมดา เป็นไปตามปัจจัย แต่สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับกรรมฐาน ผู้ดูมีกำลังแล้ว การปรารภอารมณ์ปัจจุบันเป็นไปได้ง่ายและบ่อย ๆ สมาธิ ก็เป็นปัจจัยแก่ปัญญาได้ ๔. จิตต้องจับอารมณ์ให้แน่นมั่นคงเสียก่อน ปัญญาจึงเกิดได้ใช่หรือไม่ ถ้าหากว่าไม่ใช่ก็ช่วยอธิบายด้วยว่า เพราะเหตุใดจึงไม่เป็นเช่นนั้น ที่ถูกควรเป็นอย่างไร ? ไม่ใช่ จิตที่จับอารมณ์แน่นสมาธิย่อมมีกำลัง สัมปชัญญะก็เกิดขึ้นทำงานไม่ได้ ที่ถูกการรู้อารมณ์ของจิตนั้นแผ่วเบา รู้สึกพอแตะ ๆ ต้องคอยรู้ใหม่อยู่เสมอ ไม่จับอารมณ์ แต่สมาธิก็มีอยู่ ทำให้จิตตั้งอยู่กับอารมณ์ได้ การพิจารณาอารมณ์ก็สะดวก ๕. ปรารภอารมณ์ปัจจุบันได้บ่อย ๆ กับปรารภอารมณ์ปัจจุบันได้นาน ๆ แตกต่างกันหรือเหมือนกัน ? การได้ปัจจุบันบ่อย ๆ แสดงว่าไม่จำเป็นว่าปัจจุบันต้องติดต่อกันไปตลอดยาวนาน อาจสามารถย้ายปัจจุบันไปตั้งที่อารมณ์อื่น ๆ ได้ตามความจำเป็น หรือตก หลุด ฟุ้งไปก็กลับมาตั้งกับปัจจุบันได้อีก ชื่อว่าเป็นปัจจุบันของปัญญา ได้ปัจจุบันนาน ๆ แสดงว่าอาจมีแต่สติจับนิ่งสงบอยู่กับอารมณ์ ไม่หลุดไม่ย้ายไปไหน ชื่อว่าเป็นปัจจุบันของสมาธิ สำหรบผู้ที่วิปัสสนาเกิดแล้วก็สามารถรู้อยู่กับปัจจุบันนาน ๆ หลายวันได้ ๖. ถ้าเกิดความฟุ้งซ่านขึ้นผู้ปฏิบัติควรทำอย่างไร ? ถ้าฟุ้งซ่านตามปกติธรรมดาก็ไม่มีหน้าที่อะไร นอกจากกลับมา ตั้งต้นทำความรู้สึกตัวใหม่ ฟุ้งบ่อย ๆ มีกำลังแรงควรดูนามฟุ้งเสียบ้าง แต่อย่าดูเพื่อให้หาย ฟุ้งเกิดจากความกังวลต่าง ๆ รบกวน ก็ต้องมนสิการว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตาไม่อยู่ในอำนาจ ไม่ต้องการให้เกิดก็เกิด อาจทำให้จิตยอมรับได้ อนึ่ง ไม่ควรรังเกียจฟุ้ง ยิ่งไม่พอใจฟุ้งก็ยิ่งฟุ้งมากขึ้น
ปัญหาเกี่ยวกับการสังเกต
๑. การสังเกตคืออะไร จำเป็นเกี่ยวกับการปฏิบัติอย่างไร ? การสังเกตเป็นตัวศึกษา คือปริหาริกปัญญา ได้มาจากการศึกษา ปริยัติให้เข้าใจดีไว้ก่อน เป็นธรรมที่อุปการะปรับปรุงธรรมทุกอย่าง ในการปฏิบัติ ทำให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้อง และก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไปเรื่อย ๆ ๒. ควรมีการสังเกตเรื่องอะไรในวาระไหนอย่างไร ? สังเกตทุกเรื่องไม่ว่าสำรวม โยนิโสมนสิการ สติ สัมปชัญญะเป็นต้น เป็นการสังเกตการณ์งานที่ทำ สังเกตมีตลอดเวลา การสังเกต ต้องเป็นไปพร้อมกับการดู แต่ไม่ใช่ไปทำสังเกตเป็นพัก ๆ คราว ๆ เมื่อศึกษาเรื่องต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการกำหนดให้เข้าใจดีแล้ว ขณะกำหนดอยู่นั้นการสังเกตก็เกิดขึ้นเอง ในวาระโอกาสต่าง ๆ เพื่อจะได้รู้ว่าการกำหนดนั้นถูกต้องตรงกับที่เข้าใจมาหรือไม่ เช่น นึกหรือรู้สึก รู้สึกตัวอยู่หรือไม่ว่าดูอยู่ ใส่ใจทุกข์จริงหรือสักแต่ว่ารู้ทุกข์เฉย ๆ เป็นต้น
ปัญหาที่ควรทราบทั่ว ๆ ไป
๑. ผู้ที่เคยชินกับเรื่องต่าง ๆ บางอย่าง เช่น อาหารการกิน เป็นต้น ฝืนความเคยชินนั้นยาก เวลาปฏิบัติการผ่อนปรน ไม่เคร่งครัดในเรื่องเหล่านี้จนเกินไปนัก เพื่อให้อยู่ปฏิบัติได้เรื่อย ๆ จะเป็นผลดีผลเสียอย่างใดอย่างหนึ่งแก่กรรมฐานหรือไม่ ? เป็นผลดี เช่น ผู้ปฏิบัติติดหมาก กาแฟ บุหรี่ เป็นต้น ก็ต้องผ่อนปรนได้ แต่ต้องรู้เหตุผลความจำเป็นก่อนจึงเสพ ไม่พร่ำเพรื่อ มิฉะนั้นจิตจะกระสับกระส่าย ไม่สามารถปรารภกรรมฐานได้ เมื่อตามเห็นความจำเป็นที่ต้องแก้ทุกข์อยู่เสมอก็อาจเลิกเสพไปได้เอง ๒. ผู้ปฏิบัติแม้รู้อยู่ว่าการทำใจอย่างนี้ไม่ถูกต้อง เช่น รอคอยอาหาร เป็นต้น ก็ไม่สามารถห้ามใจของตนเองได้ มีอุบายวิธีป้องกันอย่างไร ? เมื่อรู้ว่าการรอเกิดขึ้นก็เลิกจิตใจอย่างนั้นเสีย กลับมาปรารภกรรมฐานใหม่ ถ้าหิวก็ให้ดื่มน้ำไปก่อน ถ้ายังเกิดอยู่ก็ให้พิจารณาจิตใจที่เป็นไปอย่างนั้น มนสิการว่าไม่เป็นไปตามใจ เมื่อได้ปัจจัยก็เกิด แม้ไม่ต้องการให้เกิด ก็อาจยอมรับความเป็นอนัตตาได้ การศึกษากิเลสที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็จะยิ่งเห็นความเป็นโทษของกิเลสมากขึ้น ๓. เมื่อเกิดเรื่องกังวลใจในระหว่างการปฏิบัติทำให้จิตใจของผู้ปฏิบัติวุ่นวาย ไม่อาจมนสิการกรรมฐานได้สะดวก เมื่อเป็นเช่นนี้ควรทำอย่างไร ? ก็ต้องพิจารณาความไม่แน่นอนของชีวิต มัวกังวลอยู่ก็ไม่ได้ปฏิบัติ อันไหนสำคัญกว่า พิจารณาความเป็นอนัตตาของจิต ยอมรับความเป็นไปตามเหตุปัจจัยก็อาจลดความวุ่นวายได้ หรือจะกำหนดนามจิตนั้น แต่อย่าคิดว่าจะให้หาย ที่สุดต้องออกกรรมฐานไปชำระเรื่องกังวลเสีย ๔. ความสำรวมคืออะไร จำเป็นเกี่ยวกับการปฏิบัติอย่างไร ? คือการใส่ใจรู้อยู่ในอารมณ์กรรมฐานที่เป็นปัจจุบันที่ควรใส่ใจในวาระนั้น ๆ ไม่เที่ยวปล่อยใจออกไปสนใจอารมณ์ภายนอก หรืออารมณ์ที่ไม่ควรใส่ใจ การสำรวมเป็นศีล เป็นพื้นฐานของกุศลธรรมทั้งหลาย มีสมาธิและปัญญา ผู้ไม่มีศีล มีกายวาจาที่ไม่เป็นปกติ สมาธิปัญญาก็ย่อมมีไม่ได้ จึงต้องสำรวม ใจเป็นผู้สำรวมในทวารต่าง ๆ องค์ธรรมคือสติ เมื่อสำรวมอยู่ย่อมปิดกั้นอกุศลธรรมมีนิวรณ์ เป็นต้นไป ในการปฏิบัติสังวร ๕ ต้องใช้อินทรีย์สังวรสำคัญที่สุด เป็นอันเดียวกันกับสติปัฏฐาน ๕. ควรให้ความสำคัญเกี่ยวกับความสะดวกแค่ไหน เพียงไร ? ในความสะดวกทั้งหลาย คือ อาวาส โคจร คำพูด บุคคล โภชนะ อุตุ อิริยาบถ ผู้ปฏิบัติจำต้องอาศัยการสังเกตว่าอย่างไรจึงเป็นความสะดวก หรือต้องมีการเสพธรรมเหล่านั้นดูก่อนจึงทราบได้ ก็พึงเสพธรรมอันเป็นความสะดวก เว้นธรรมอันไม่เป็นความสะดวกเสีย ในเบื้องต้นแม้จะได้ธรรมทั้งหลายที่สะดวกแต่ขาดกัลยาณมิตรเสียก็ชื่อว่าไม่เป็นความสะดวก แต่ผู้ที่มีความเข้าใจในอุบายการปฏิบัติก็พึงเลือกเฟ้นความสะดวกที่เหมาะสมแก่กรรมฐาน และจริตอัธยาศัยของตนเถิด |