นโมตสฺส
ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ
ปัญหาที่ตั้ง
ถามขึ้นว่า พระพุทธศาสนาอยู่ที่ไหน ? เพื่อจะได้สำรวจตรวจตราดูว่า พระพุทธศาสนาปัจจุบันนี้มีความเจริญขึ้น หรือมีความเสื่อมไปอย่างไรหรือไม่ จะได้ช่วยกันแก้ไขทะนุบำรุงให้เจริญมั่นคงยิ่งขึ้นต่อไป
พุทธศาสนิกชนที่นับถือพุทธศาสนากันในปัจจุบันนี้ ส่วนมากนับถือด้วยศรัทธา ที่ยังขาดปัญญาร่วมด้วย
โดยจะเห็นว่า
พุทธศาสนิกชนส่วนมากยังเข้าใจว่า พระพุทธศาสนาอยู่ที่สังเวชนียสถาน ๔ แห่ง คือที่ประสูตร ที่ตรัสรู้ ที่แสดงปฐมเทศนา และที่ดับขันธปรินิพพาน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงพากันไปบูชากราบไหว้สังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่งนี้เป็นประจำทุกปี บางท่านไปมาแล้ว ๔ - ๕ ครั้ง ก็ยังประทับใจอยู่อยากจะไปอีก
พุทธศาสนิกชนบางหมู่เหล่าเข้าใจว่า พระพุทธศาสนามีความสำคัญอยู่ที่ พระบรมสารีริกธาตุ มีพระเขี้ยวแก้ว ที่ประเทศศรีลังกา เป็นต้น พากันไปบูชาเป็นหมู่เป็นคณะในประเทศนั้น ๆ
บางหมู่เหล่าเข้าใจว่า
พระพุทธศาสนาอยู่ที่วัดวาอาราม โบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญตลอดจนพระเจดีย์ ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หรือบรรจุพระไตรปิฎกไว้ภายในห้องใต้เจดีย์ก็มี ประชาชนพากันไปกราบไหว้บูชา เห็น ว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ไป หรือไม่ก็สำคัญว่า พระพุทธศาสนา อยู่ที่พระภิกษุและสามเณร ถ้าวัดวาอารามใดไม่มีพระภิกษุสามเณร ก็จะสำคัญว่า พระพุทธศาสนาเสื่อมไป ต้องเป็นธุระจัดการบวชพระภิกษุบวชสามเณร อุดหนุนมิฉะนั้น พุทธศาสนาก็จะสูญสิ้นไป จึงนิยมพากันจัดการอุปสมบทหมู่ หรือมิฉะนั้นก็พากันไปกราบไหว้พระ ๘ วัด ๙ วัดบ้าง
ส่วนพุทธศาสนิกชน
ที่สนใจในการศึกษาค้นคว้าก็จะเห็นว่า พระพุทธศาสนาอยู่ที่พระไตรปิฎก หรืออยู่ที่ภาษาบาลี จำเป็นต้องเรียนภาษาบาลีให้ได้ประโยคสูงสุด จึงจะรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้
บางหมู่เหล่าเข้าใจว่า
พระพุทธศาสนาอยู่ที่พระรัตนตรัย ก็พากันไปสวดมนต์ทำวัตรเช้า-ทำวัตรเย็น เป็นการบูชาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อให้พุทธศาสนามั่นคงอยู่ต่อไป หรือไม่ก็เพียงเปล่งวาจา ว่า :-
พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเป็นที่พึ่ง ขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง และขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง เท่านี้ก็เป็นการทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาไว้ดีแล้ว
พระพุทธศาสนา
คือพระสัทธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เกิดขึ้นจากพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระสัทธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ล้วนเป็นไปเพื่อละกิเลส เพื่อทำให้พ้นทุกข์ทั้งปวง
พระสัทธรรม
คำสอนของพระพุทธองค์ มีมากมายตลอดเวลา ๔๕ พรรษา ได้แสดงพระสัทธรรมไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แต่พระพุทธองค์ก็สรุปพระสัทธรรมทั้งหมดลงในอริยสัจ ๔ มี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ดังที่ทราบกันแล้วเป็นส่วนมาก แต่ผู้ที่เข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่จะรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ ที่เป็นพระอริยบุคคลนั้นหายาก ผู้รู้เข้าใจในพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องแท้จริงนั้น ก็จะมีแต่พระอริยบุคคลที่เรียกว่าเป็น พุทธบริษัท
พระพุทธศาสนาจึงอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจในความเห็นถูกของพุทธบริษัท พระพุทธองค์ จึงทรงฝากพุทธศาสนาไว้กับพุทธบริษัท แม้ผู้มีอำนาจวาสนา เช่น พระราชามหากษัตริย์ ก็ยังไม่ฝากไว้ พุทธบริษัท จึงหมายถึง พระอริยบุคคลผู้รู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ โดยเห็นโทษของทุกข์และสมุทัย อันเป็นธรรมที่ทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดยังไม่พ้นทุกข
เห็นคุณของนิโรธ และมรรค เพราะเป็นธรรมที่บริสุทธิ์ ที่จะทำให้แจ้งพระนิพพานและพ้นจากทุกข์ได้จริง
มรรคสัจจะ
ได้แก่ มัชฌิมาปฏิปทาเป็นผู้ทำกิจของอริยสัจ ๔ ให้บริบูรณ์ แต่การเจริญมรรคจะต้องเริ่มต้นจากการเจริญ สติปัฏฐาน ที่เรียกว่าเป็น ปุพพภาคมรรค ปัญญาที่จะให้เห็นอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ก็คือการเจริญสติปัฏ-ฐาน ๔ อันใดอันหนึ่ง ซึ่งเป็นทางเดียวเท่านั้น
การเจริญสติ
ปัฏฐานนั้น ต้องได้มาจากการเรียนรูปนามที่เป็นปัจจุบันอารมณ์ นับเป็น คันถะธุระ และมีธรรมที่เป็นตัวปฏิบัติที่จะทำให้ปัญญาเห็นรูปนามไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตานั้น เป็นวิปัสสนาธุระนั้น ซึ่งจะต้องได้มาด้วย สติ ปัญญา และความเพียร อันเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ที่จะทำลายกิเลสทั้งปวง โดยมีสติเป็นประธาน ในการเจริญสติปัฏฐานนี้
จึงมีความ
สำคัญยิ่งในพุทธศาสนา ดังพระองค์ตรัสไว้ในมหาปรินิพพานสูตรว่า พระสัทธรรมคำสอนของตถาคต จะดำรงคงอยู่ได้ เมื่อพุทธบริษัทยังมีการเจริญสติปัฏ-ฐานกันอยู่ หากพุทธบริษัทมิได้เจริญสติปัฏฐานกัน ในกาลที่ตถาคต ดับขันธปรินิพพานไปแล้ว พระสัทธรรมคำสอนของตถาคตก็จะต้องอันตรธานไป
ทรงเตือนภิกษุ ทั้งหลายเป็นปัจฉิมพุทธพจน์ดังปรากฎในปรินิพพานสูตร มีพระบาลีว่า หนฺททานิ ภิกฺขเว
อามนฺตยามิโว วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ
ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราคถาคต ขอเตือนเธอทั้งหลายให้รู้ว่า รูปนามทั้งหลายที่เรียกว่า สังขารนั้น มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด
นับเป็นการเตือนที่มีคุณค่าอย่างยิ่งแก่ภิกษุทั้งหลายให้เจริญสติปัฏฐานกัน และยังเป็นการทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา ด้วยการทำกิจในการเจริญสติปัฏฐาน อีกประการหนึ่งด้วย ฉะนั้นพระพุทธศาสนาจึงอยู่ที่ การเจริญสติปัฏฐาน นั่นเอง |
|