![]() |
|||
| โดย ปราณี สำเริงราชย์ |
|||
๑. อย่ามีอะไรไว้ในใจ จิตใจต้องว่างเปล่า ๒. วิปัสสนาเป็นงานที่ไม่ต้องทำ แต่เป็นงานดู ดูด้วยใจ ๓. วางใจเป็นผู้หมดหวัง ไม่หวังอะไรจากการกระทำ วางใจเป็นผู้ศึกษา มีหน้าที่ศึกษา ๔. จิตตกไปจากปัจจุบันกลับมาตั้งต้นใหม่ ผิดก็ได้ ถูกก็ได้ ๕. จิตตกจากปัจจุบันมีหน้าที่กลับมาตั้งต้นใหม่ ไม่ไปหาเหตุว่าทำไมจึงตก หรือหาวิธีแก้ไขไม่ให้ตก ๖. ใจเป็นผู้สำรวม แต่ไม่ใช่สำรวมที่ใจ ๗. ความรู้สึกที่ว่าจิตต้องอยู่กับปัจจุบันเสมอ เป็นอโยนิโสมนสิการ ๘. อารมณ์ในอนาคตเป็นเครื่องล่อของตัณหา ๙. ความพอใจในความมักน้อยสันโดษก็เป็นกิเลส ๑๐. รู้สึกในอาการท่าทางแต่ไม่รู้สึกตัวก็ไม่รู้ว่าใครดู ๑๑. คอยทำความรู้สึกตัวอยู่เสมอเมื่อตกจากปัจจุบันหรือขาดความรู้สึกตัว ๑๒. ความรู้สึกสบาย ความต้องการ ก็เป็นอารมณ์กรรมฐานได้ถ้าเข้าใจดู ๑๓. ยังมีความหวังอยู่ตัณหาก็อยู่ด้วย หมดหวังก็หมดตัณหา เห็นทุกข์มากเท่าไรตัณหาก็ยิ่งน้อยลงไปเท่านั้น เห็นแต่ทุกข์เท่านั้น ตัณหาก็หมดที่อาศัย ๑๔. มาปฏิบัติคือมากำหนดรู้ทุกข์ ก็ต้องมีทุกข์ให้พิจารณา ในเบื้องต้นรู้ทุกข์เวทนาก่อน ๑๕. ทุกข์เกิดขึ้นนิดหนึ่งหน่อยหนึ่ง ก็เปลี่ยนอิริยาบถเสียแล้ว เลยมองไม่เห็นทุกข์ ๑๖. อย่าทำอะไรตามความเคยชิน ให้รู้เหตุก่อนจึงค่อยทำ ๑๗. ความรู้สึกอยากเปลี่ยนเกิดขึ้นก็โยนิโสมนสิการใหม่ได้ ใส่ใจทุกข์ก่อนแล้วจึงเปลี่ยน ๑๘. การเปลี่ยนอิริยาบถจะผิดหรือถูกอยู่ที่ใส่ใจตรงต่อเหตุหรือไม่ ๑๙. เปลี่ยนอิริยาบถไปแล้วทุกข์หมดเลยหรือ แสดงว่าไม่ได้สำรวม ทิ้งทุกข์เสียแล้ว ๒๐. จะเปลี่ยนอิริยาบถความจำเป็นอยู่ที่ทุกข์บีบคั้น ๒๑. เมื่อคุ้นเคยกับกรรมฐานแล้ว สำรวมอยู่เท่านั้นก็รู้เหตุผลได้เอง ๒๒.ในการรู้สึกนั้นอาการท่าทางจะชัดหรือไม่ชัด จะรู้มากหรือรู้น้อยไม่สำคัญ แต่ขอให้รู้ว่าตัวกำลังดูรูปอะไรอยู่ ๒๓. สังเกตคือการศึกษา ขาดสังเกตก็ขาดการศึกษา ๒๔. การตามดูจิตทำให้เพลิน ทุกข์ก็ไม่มี ตัณหาก็ไม่สยบ ๒๕. การเข้าใจว่ากรรมฐานต้องมีตลอด ไม่มีกรรมฐานก็ไม่ชื่อว่ามีการปฏิบัติ เป็นอโยนิโสมนสิการ ๒๖. รูปนามทางปัญจทวารอย่าตั้งใจกำหนด ถ้าจะรู้ก็ให้เขารู้เอง ๒๗. อย่าให้อาหารตัณหา ไม่จำเป็นก็ไม่เปลี่ยนอิริยาบถ ๒๘. ธรรมชาติของอิริยาบถเขาดูหมิ่น ๆ ตื้น ๆ แตะ ๆ ผิวเผิน แต่เรามักดูเลยกันไปหมด ๒๙. ต้องสำรวมตั้งแต่ออกไปรับบาตร ปิ่นโต ตลอดจนกระทั่งรับประทานเสร็จ เมื่อตั้งต้นด้วยสติก็สำรวม ได้ตลอด ๓๐. การใส่ใจนามรูปบางอย่างในคราวที่ไม่ควรใส่ใจก็เป็นอโยนิโสมนสิการ ๓๑. การสำรวมไม่ใช่ว่าจะไม่ให้เห็น ไม่ให้ได้ยิน ให้เป็นไปตามปกติ เห็นได้ ได้ยินได้ แต่ก็ไม่สนใจ เพราะการงานของเรามีอยู่ ๓๒. รูปอะไรต้องติดตามไปในความรู้สึกเสมอ ๓๓. รูปอะไรเป็นทุกข์ต้องรู้ด้วย ไม่ใช่รู้แต่ทุกข์ไม่รู้รูป ๓๔. ก่อนเปลี่ยน กำลังเปลี่ยน เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ทิ้งการสำรวมในรูปและทุกข์ ๓๕. ตื่นนอนดูรูปนอนก่อน มีทุกข์จึงค่อยลุกขึ้น อย่ารีบลุก ๓๖. เข้านอนดูรูปนอนก่อน สำรวมกับท่านอนจนกว่าจะหลับ ๓๗. เห็นว่าสิ่งใดดีมีสาระ นำประโยชน์มาให้ ตัณหาก็อาศัยสิ่งนั้น ๓๘. เมื่อดูอะไรไม่ได้แล้วก็เลิกดูก็ได้ ๓๙. ทุกข์น้อยก็มองไม่เห็น ทุกข์มากก็ดูไม่ได้ เลยไม่เห็นทุกข์ ๔๐. ถ้าเข้าใจว่ารูปนอนมันสบายก็นอนมันทั้งวันเสียเลย พลิกไปมาได้แต่อย่าลุกนะก็มันสบายไม่ใช่หรือ ? ๔๑. ก่อนนอนก็ปรารภความเพียรเอาไว้ในใจว่าตื่นขึ้นมาแล้วจะดูต่อ ไม่นอนเรื่อยเปื่อย แต่ไม่ให้กำหนดเวลาว่าจะตื่นเวลานั้นเวลานี้ ๔๒. ก่อนออกจากเรือนกรรมฐาน ต้องทำความอาลัยเอาไว้บ้าง ว่าจะต้องกลับมาอีก ๔๓. ผิดก็รู้ ถูกก็รู้ การที่กิเลสเกิดขึ้นบ่อยไม่ใช่เป็นเรื่องเสียหายอะไร ผิดตรงที่จะให้เป็นไปตามใจปรารถนา ๔๔. การปฏิบัติไม่ใช่มาทำให้ถูก ที่จริงมาแก้ที่ผิดให้ถูก เมื่อรู้ว่าทำผิดก็เป็นปัจจัยให้เข้าหาที่ถูก เมื่อยังไม่รู้ถูกก็ต้องผิดก่อนทั้งนั้น เข้ามาจะเอาถูกเป็นอโยนิโสมนสิการ ๔๕. แม้จะเข้าใจการปฏิบัติดี ได้ความรู้สึกตัว กรรมฐานปรากฏแล้ว แต่ถ้าขาดการสำรวมแล้ว กรรมฐานย่อมหายไปได้ เหมือนกับการกินยารักษาโรคแต่ไม่ยอมอดของแสลงโรคก็ไม่หาย |