สอบอารมณ์การปฏิบัติ  
โดย อาจารย์ปราณี สำเริงราชย์

๑. พิจารณาเห็นประโยชน์และอานิสงส์ของการปฏิบัติ จะช่วยปลูกศรัทธาให้กับตนเอง

๒. การฝึกหัดกำหนดอยู่บ่อย ๆ ก็เกิดความชำนาญในวิธีการกำหนด และทำให้คุ้นเคยต่อความรู้สึกว่าทำไม ฝึกให้มีเหตุผลก่อนทำ ให้คุ้นเคยต่อความรู้สึกใหม่ที่ถูก

๓. ให้รู้เหตุผลจำเป็นก่อนจึงทำ ขณะทำก็เป็นไปตามปกติแต่สำรวมอยู่ ไม่ต้องใส่ใจกำหนดรูปย่อย อาศัยการสำรวม จะยกเหยียดคู้รู้ไปเอง แม้ความรู้สึกว่าทำทำไมก็ติดตามไปด้วย

๔. อย่าใส่ใจกำหนดอารมณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ โดยทิ้งเหตุเสีย การกำหนดก็เปล่าประโยชน์ กันตัณหาไม่ได้ เมื่อไม่ทราบเหตุก่อนแล้วการใช้อิริยาบถตัณหาก็อาศัย จะตามกำหนดอย่างไรปัญญาก็เกิดไม่ได้

๕. ใช้อิริยาบถไปด้วยความต้องการ อยากก็เป็นโลภะ เผลอใช้ไปโดยไม่รู้ก็เป็นโมหะ ต้องมีขันติสังวรด้วย

๖. อย่าทำความรู้สึกให้เป็นที่อาศัยของกิเลส เมื่อเห็นอารมณ์ อันใดว่าเป็นของดีมีสาระ จะนำประโยชน์มาให้กิเลสก็จะเข้าอาศัยอารมณ์นั้น

๗. ต้องรู้ว่าเป็นรูปอะไรด้วย มิฉะนั้นจะไม่มีการกระจายฆนะสัญญา จะเป็นรูปเดียวกันไปหมด เป็นแต่อาการเท่านั้นที่ต่างกัน ต้องรู้ว่าเป็นรูปแต่ละรูปโดยมีท่าทางที่ต่างกันแสดงให้รู้

๘. รูปปรมัตถ์คืออาการท่าทางเขาแสดงอยู่แล้ว ไม่เอาบัญญัติมาบริกรรม เพียงแต่ทำความรู้สึกให้ตรงต่อความจริงเท่านั้น รู้ว่าเป็นรูปอะไรคือรู้อยู่ในใจ ไม่ใช่คอยบอก ความรู้สึกต้องจรดสภาวะของรูปด้วย

๙. เมื่อจิตฟุ้งไปก็อย่ารำคาญฟุ้ง ควรวางใจว่าเมื่อมีเหตุปัจจัยฟุ้งก็เกิดเป็นธรรมดา ไม่อยู่ในอำนาจของใคร เมื่อรู้แล้วก็กลับมาทำความรู้สึกตัวใหม่เท่านั้น

๑๐. เมื่อใส่ใจทุกข์อยู่จะเกิดความรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์โดยไม่ต้องนึก รู้เหตุก่อนเปลี่ยนแล้วขณะเปลี่ยนก็ต้องสำรวมด้วย ใช้อิริยาบถช้าลงหน่อยแต่ก็ไม่ใช่แสร้งประคองช้า ๆ จนผิดปกติ

๑๑. ทำอะไรก็อย่ารีบร้อนเพราะสติจะตามไม่ทัน ตัณหาชำนาญกว่าก็จะเป็นไปกับกิเลส จะทำอะไรก็ทำทีละอย่าง ไม่ทำไปพร้อม ๆ กัน ปัจจุบันจะหลุดหาย เวลาเคี้ยวก็ไม่สนใจมองอาหาร มือก็ไม่ตัก

๑๒. ทุกข์เกิดตรงไหนก็ต้องไปรู้ที่นั่น ความรู้สึกต้องสัมผัสทุกข์จริง ๆ ไม่ใช่นึกอยู่ในใจ แม้ยังไม่เกิดเป็นปัจจุบันแต่ก็โยสิโนมนสิการว่าต้องทำเพื่อแก้ทุกข์ได้ อยู่ที่ว่าจะเป็นจริงดังโยนิโสมนสิการหรือเปล่า (ไม่ทำก็จะเป็นทุกข์ในอนาคตจริง ๆ ) เช่น ไม่ฉันตอนเพลตกเย็นก็จะหิว เป็นต้น

๑๓. มีเสียงดังมารบกวนก็ต้องย้ายสติไปตั้งที่หู แล้วทำความรู้สึกว่าดูนามได้ยิน

๑๔. สำรวมอยู่กับรูปนอนไปจนหลับ ตื่นมาสติจะแจ่มใสปรารภรูปนอนได้ทันที ตื่นนอนดูรูปนอนก่อนต่อเมื่อมีความจำเป็นจึงค่อยลุกขึ้นไปทำกิจอื่น ๆ

๑๕. ไม่นั่งลงเพื่อจะดู แต่นั่งก็เพราะต้องนั่ง นั่งอย่าให้มีท่าทาง คือไม่คิดว่าต้องนั่งอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีเจตนาเอาไว้ก่อน ให้นั่งตามปกติ จะนั่งอย่างไรเป็นเรื่องของทุกข์ขณะปัจจุบันเขาบอกแก้เองไม่ใช่เราเป็น ผู้จัดแจง

๑๖. จะทำอะไรต้องมีเหตุผลเสนอปัญญาว่าจำเป็นจริง ๆ ไม่ทำด้วยความอยาก ความเคยชิน ฝึกให้เคยกับเหตุผลไม่จำเป็นก็ไม่ทำ

๑๗. กิเลสหรือปัญญาจะเกิดขึ้นในอารมณ์นั้น อยู่ที่การใส่ใจต่ออารมณ์นั้นผิดหรือถูก

๑๘. เผลอใช้อิริยาบถไปแล้วก็ไม่ต้องกลับไปตั้งต้นใหม่ ขณะนั้นมีรูปอะไรอยู่เป็นปัจจุบันก็ดูไปเลย

๑๙. รู้ธรรม คือรู้อารมณ์ตามปกติที่เขามีอยู่ ไม่ใช่ไปสร้างอารมณ์ขึ้นมา

๒๐. จะรู้สึกผิดก็ต่อเมื่อผลปรากฏแล้ว ทำให้รู้ว่าทำผิดมาแต่ต้น รู้ถูกก็รู้ที่ผลเช่นกันเกิดมาจากทำเหตุถูกมาตลอด

๒๑. จิตใจที่อยู่กับปัจจุบันเป็นอย่างไรต้องรู้และจำได้ จะได้คอยตั้งอยู่กับปัจจุบันได้เสมอ

๒๒. ที่จริงเรามารู้ของปกติธรรมดา แต่กลับตั้งความหวังไว้ว่า จะได้รู้อะไรที่เป็นพิเศษขึ้นมา จึงเป็นเครื่องปิดบังความจริงเสีย

๒๓. การรู้รูปนามตามนัยปฏิบัติ คือต้องคอยใส่ใจอยู่เสมอว่า กำลังดูรูปนามอะไร เก็บความเข้าใจปริยัติไว้ในใจ ขณะใส่ใจต่ออารมณ์ความเข้าใจจะออกมาทำงานเป็นสัมปชัญญะ

๒๔. การสอนกรรมฐานต้องให้เป็นไปทีละน้อยเท่าที่จำเป็น แล้วตามสอบสวนว่าเขาทำถูกแล้วหรือไม่ ถ้ารู้ว่าทำถูกแล้วจึงค่อยเพิ่มเติมต่อไป ถ้าไม่ถูกต้องก็ให้เขาแก้ไขเสียก่อน

๒๕. มาปฏิบัติมีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร ถ้าวางใจผิดก็ปฏิบัติไปอย่างผิด ๆ เริ่มต้นผิดก็ดำเนินไปผิด ๆ เช่นกัน

๒๖. คำสอนในพระพุทธศาสนาต้องพิสูจน์ด้วยตนเอง โดยมีความเข้าใจถูกเอาไว้ก่อน เมื่อกำหนดสภาวะนั่นแหละจะเป็นผู้บอกความจริง ไม่ใช่ได้จากตำราหรืออาจารย์

๒๗. จับอารมณ์แน่นเพื่อจะให้รู้อยู่ได้นาน ๆ ทำให้จิตเหน็ดเหนื่อย เป็นความเพียรที่ไม่ถูก

๒๘. มาปฏิบัติคือมาแก้ที่ผิด ไม่ใช่มาทำไมถูก ไม่มีใครถูกมาก่อน เมื่อหัดทำย่อมผิดเป็นธรรมดา ฉะนั้นต้องคอยแก้ที่ผิดนั่นแหละให้ถูก

๒๙. จิตจับอารมณ์ทำให้รู้สึกไม่สะดวก ก็ต้องบริหารมีการเปลี่ยนอารมณ์ เป็นต้น จิตจึงจะไม่จับ

๓๐. จิตใจมีการฝืนกรรมฐาน คือบังคับจิตใจให้อยู่กับอารมณ์ที่กำหนด ไม่ยอมให้รู้อารมณ์อื่นที่ แรงกว่า ทำให้มีอาการผิดปกติ

๓๑. ใส่ใจทุกข์บ่อย ๆ ก็รู้ว่าอิริยาบถถูกทุกข์บีบคั้นอยู่เนือง ๆ เป็นไปเพื่อทุกข์ ทำให้ตัณหาคลายตัวออกไป ทำให้ดูอิริยาบถได้สะดวกยิ่งขึ้น

๓๒. ถ้าไม่รู้ว่าเป็นทุกข์ก็เราเป็นทุกข์โทสะก็จะเกิด รูปเป็นทุกข์จะเดือดร้อนทำไม

๓๓. เมื่อรู้ว่าต้องเปลี่ยนเพราะทุกข์บังคับ อิริยาบถเก่าก็ไม่เป็นที่อาศัยของโทมนัส อิริยาบถใหม่ก็ไม่เป็นที่อาศัยของอภิชฌา

๓๔. ต้องตามเห็นทุกข์แม้ในอิริยาบถใหม่ตัณหาจึงเกิดไม่ได้

๓๕. โทสะยังอาศัยเกิดได้ แสดงว่าอารมณ์เก่าที่กำหนดอยู่ก่อนนั้นเป็นที่อาศัยของตัณหา

๓๖. การย้ายอารมณ์เพราะไม่สะดวกก็กันตัณหาได้

๓๗. สติสัมปชัญญะที่ฝึกไว้ชำนาญแล้ว เมื่ออารมณ์ทางทวารอื่นมากระทบจิตย้ายไปรับรู้อารมณ์นั้น สติสัมปชัญญะก็จะติดตามไปด้วย ความรู้ว่าเป็นรูปนามอะไรก็เกิดขึ้นมาเอง

๓๘. ความยินดีในการทำเหตุถูกก็เป็นตัณหา

๓๙. ก่อนนอนต้องปรารภความเพียรเอาไวในใจว่าตื่นขึ้นมาแล้วจะปรารภการดูต่อ (แต่ไม่ใช่จะตื่นเวลานั้นเวลานี้) เพราะถ้ามัวนอนอยู่ก็ไม่ได้ปฏิบัติ

๔๐. อย่างตั้งใจเอาไว้ล่วงหน้าว่าจะทำเมื่อนั้น จะทำอย่างนั้น ทำให้จิตเอื้อมไปในอนาคต เมื่อถึงเวลาทำจิรงจิตก็ไม่น้อมไปว่าจะทำเพื่อแก้ทุกข์จริง ๆ

๔๑. จิตเคยชินต่ออารมณ์ใดก็มักจะตกไปสู่อารมณ์นั้นเสมอ เมื่อขาสดสติ

๔๒. ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาด้วยอัตตา

๔๓. สังขารทุกข์เกิดกับอุเบกขาเวทนา เมื่อตามดูทุกขเวทนาและใส่ใจความบีบคั้น ไม่ใช่เป็นทุกข์ที่อิริยาบถ สามารถบีบน้ำตาให้ไหลได้

๔๔. ไม่มีใครเคยเห็นว่าการเห็น การได้ยิน เป็นต้น เป็นทุกข์ แต่เห็นได้เพราะปัญญาคมกล้า

๔๕. ความโลภ ความโกรธ เกิดขึ้นแล้ว ก็สามารถโยสิโนมนสิการใหม่ได้ จิตก็บริสุทธิ์

๔๖. อุบายการทำความรู้สึกตัว

๑. รู้สึกที่ทำ

๒. มีความรู้สึกตัวว่าดูรูปนามอะไร

๓. รู้ว่านามเป็นผู้ดู (รู้ไว้ก่อนในใจ) แล้วนามผู้ดูกับอารมณ์ก็แยกจากกัน

๔๗. จิตใจปกติรู้แต่อารมณ์ภายนอก ต้องฝึกใหม่ให้กลับมารู้อารมณ์ภายใน

๔๘. ต้องรู้จักลักษณะของสติสัมปชัญญะ ขณะตามกำหนดจะได้รู้ว่าขณะนี้มีแต่สติเพียงอย่างเดียวหรือมีสัมปชัญญะด้วย

๔๙. ฟุ้งดีกว่าสงบ เพราะมีโอกาสกลับมาตั้งกับปัจจุบันได้ง่าย ความสงบทำให้ขาดความรู้สึกตัวไป นาน ๆ

๕๐. ดูนามเวทนาก็ได้ในกรณีเวทนานั้นแก้ที่รูปไม่หาย เช่น ปวดหัว ปวดฟัน ป่วยไข้ เป็นต้น แต่ต้องดูให้เป็นด้วยมือ ไม่ตามดูแบบจับอารมณ์ เวทนาจะแรงขึ้น ต้องรู้สึกตัวด้วย

๕๑. การรู้มากรู้น้อยอยู่ที่ความเข้าใจ และการฝึกฝนจนชำนาญ ไม่ใช่เกิดจากการความต้องการ

๕๒. ให้มาดูรูปนามก็เพื่อให้เห็นโทษภัย ความไม่เป็นสาระ เพื่อความคลายออก สำรอกตัณหาทิฏฐิ แต่เมื่อยังคงเห็นว่าเป็นของดี มีสาระอยู่ก็เห็นโทษภัยไม่ได้

๕๓. การกระจายฆนะสัญญา คือ

แยกรูปต่อรูป อารมณ์ต่ออารมณ์

นามกับรูป ผู้ดูกับอารมณ์

นามกับนาม ผู้ดูกับนามที่เป็นอารมณ์

๕๔. อิริยาบถใดเกิดความสงบบ่อย ๆ ก็อย่าใช้อิริยาบถนั้น อย่าจับอิริยาบถแน่น

๕๕. รู้ปรมัตถ์ รู้ที่สภาวะคืออารมณ์กรรมฐาน รู้บัญญัติ รู้ที่ใจ

๕๖. รู้เฉย ๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นรูปอะไร ต้องรู้ตัวด้วยจึงรู้ว่าเป็นรูปอะไรหรือนามอะไร ให้สังเกตว่าขณะกำหนดอยู่นั้นรู้ว่าเป็นรูปนามอะไรหรือรู้เฉย ๆ ต้องแยกแยะระหว่างรู้สึก (สติ) รู้สึกตัว (สัมปชัญญะ) รู้สึกนั้นคือรู้ที่อารมณ์ ส่วนรู้สึกตัวนั้นรู้ที่นามผู้ดู

๕๗. เมื่อรู้สึกว่าเป็นคนกรรมฐานก็ต้องทำกรรมฐานเป็นธรรมดา

๕๘. ไม่ทำเพราะอยากทำ แต่ทำเพราะต้องทำ ไม่หวังผลจากการกระทำ