ศาสนาอันตรธาน  
โดย อาจารย์สุคนธ์ สุ่นศิริ

ศาสนาอันตรธาน ซึ่งนำมาจาก “ สุมังคลวิลาสินี ทีฆนิกายอัฎฐกถา ตติยภาค ” ท่านแสดงไว้ดังนี้ :-

อนาคตกาลภายภาคหน้า เมื่อศาสนาแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราค่อยๆล่วงไป ๆ นั้น ครั้งหนึ่งจักมีสมเด็จพระราชาธิบดีซึ่งบังเกิดในกาลกลียุคสมัย พระองค์จะมิได้ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมประเพณี หมู่อำมาตย์ราชเสนาบดี อาณาประชาชนชาวพระนครแลชาวชนบททั้งหลาย ก็มีจิตสันดานมากไปด้วย อกุศลกรรม คือ โลภะ โทสะ โมหะ เขาเหล่านั้นจะพากันประพฤติทุจริตผิดมนุษย์ธรรม

เมื่อมนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้นมิได้ตั้งอยู่ในธรรม โดยพากันประพฤติทุจริตผิดมนุษย์ธรรมเช่นนี้ ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายก็จะสั้นด่วนพลันตาย ฝนฟ้าก็มิได้ตกต้องตามฤดูกาล ไร่นา อาหารก็แสนจะฝืดเคือง กาลเมื่อพืชโภชนาธัญญาหารฝืดเคืองหายากมิได้บริบูรณ์แล้ว เหล่ามนุษย์ทั้งหลาย ซึ่งมีใจเคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเคยถวายอาหารบิณฑบาต ถวายจตุปัจจัยแก่พระภิกษุสงฆ์ ก็ย่อมถึงความคับแค้น มิสามารถถวายอาหารจตุปัจจัยแก่พระภิกษุสงฆ์ได้ดังแต่ก่อน เมื่อพระภิกษุสงฆ์สาวกแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าตาจน จนถึงความลำบากด้วยจตุปัจจัยเช่นนี้ ก็ไม่สามารถที่จะสงเคราะห์เหล่าศิษยานุศิษย์ให้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม อันเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาได้....

ครั้นกาลล่วงไป เมื่อพระปริยัติธรรมหาผู้ซึ่งจะเล่าเรียนไม่ได้แล้ว พระปริยัติศาสนาก็จักถึงความวิบัติ ค่อยทรุดถอยเสื่อมลง ๆ โดยพระภิกษุสงฆ์ไม่อาจทรงไว้ซึ่งอรรถรสได้ จะทรงไว้ก็แต่พระบาลีสิ่งเดียว แต่ไม่มีใครสามารถจะแปลพระบาลีให้เข้าใจความหมายได้

ครั้นกาลล่วงไปอีก แม้พระบาลีก็ไม่มีภิกษุรูปใดจะเป็นผู้ทรงไว้ทั้งสิ้นได้ เพราะมัวไปสนใจแต่เรื่องไร้สาระอย่างอื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ พระปริยัติศาสนาแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ย่อมเข้าถึงความเสื่อมทรุดสาบสูญไปเองตามลำดับ คือ พระอภิธรรมปิฎกเสื่อมสูญไปก่อน เมื่อพระอภิธรรมปิฎกเสื่อมสูญไปแล้ว พระสุตตันตปิฎกก็จักเสื่อมสูญตามไป เมื่อพระสุตตันตปิฎกเสื่อมสูญไปแล้ว พระปิฎกสุดท้ายคือพระวินัยปิฎก ก็จักเสื่อมสูญไปจนถึงอุโบสถขันธ์ ในกาลนั้นพระภิกษุทั้งหลายจักทรงไว้ซึ่งอุโบสถขันธ์สิ่งเดียว แม้จะเสื่อมสูญไปขนาดหนักถึงเพียงนี้ พระปริยัติธรรมก็ยังได้ชื่อว่าปรากฏอยู่ ยังไม่อันตรธาน

ต่อเมื่อถึงกาลที่บาทพระคาถา ๔ บาท ซึ่งมีอักษร ๓๒ อักษร มิได้ประพฤติเป็นไปในสันดานแห่งมนุษย์ คือ ไม่มีมนุษย์ผู้ใดผู้หนึ่ง อาจจะทรงไว้ซึ่งพระคาถา ๔ บาทแล้วเมื่อใด เมื่อนั้น แลความเสื่อมสูญอันตรธานแห่งพระปริยัติจึงจะบังเกิดมีซึ่งในระยะนี้ ท่านกล่าวไว้ว่า จักมีสมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์หนึ่ง ซึ่งทรงพระประสงค์ใคร่จะได้สดับพระธรรมเทศนาในบวรพุทธศาสนาเป็นอันมาก พระองค์จะทรงเอาพระราชทรัพย์มีมูลค่าถึงพันตำลึง ใส่ลงในผอบทองคำ แล้วมีพระราชดำรัสสั่งให้ราชบุรุษยกพระราชทรัพย์นั้นขึ้นสู่หลังคชาธารช้างพระที่นั่ง แล้วให้เอากลองชัยเภรีเที่ยวตี เป่า ประกาศไปทั่วเขตขันฑสีมาเมืองว่า “ ผู้ใดเรืองปัญญา รู้ซึ่งพระคาถาอันพระเจ้าตรัสไว้ในบวรพระพุทธศาสนา แม้มิมาก มาตรว่า ๔ บาทคาถาเดียว ผู้นั้นจงมารับเอาพระราชทรัพย์มีมูลค่าถึงหนึ่งพันตำลึงนี้ไปเถิด ” เมื่อราชบุรุษทั้งหลายนำเอากลองชัยไป เที่ยวตี และป่าวประกาศในสถานที่ต่าง ๆ จนเหน็ดเหนื่อยไปตามกันครบ ๓ ครั้งแล้ว จะได้มีผู้ใดผู้หนึ่งรู้พระคาถา และคว้าเอาพระราชรางวัลนั้นก็หามิได้ พวกเขาจึงนำเอาพระราชทรัพย์นั้นเข้าไปเก็บไว้ในท้องพระคลังตามเดิม พร้อมกับกราบบังคมทูลเหตุการณ์ให้สมเด็จพระบรมกษัตริย์ทรงทราบทุกประการ

เมื่อพระองค์ทรงทราบตามคำกราบบังคมทูลเช่นนั้น ก็พลันบังเกิดความเสียพระทัยสุดประมาณ ทรงอุทานรำพึงออกมาด้วยความสังเวชว่า “ โอ้ ! ศาสนาแห่งพระศรีศากยมุนีโคดมบรมครูเจ้า เข้าถึงความวิบัติเสื่อมสูญอันตรธานจากโลกนี้ทุกวัน หมดแล้วจริง ๆ หนอ ” เหตุการณ์เช่นว่ามานี้แล เรียกชื่อว่า พระปริยัติธรรมอันตรธาน

 

พระปฏิบัติธรรมอันตรธาน

นอกจากพระปริยัติธรรมจะอันตรธานเสื่อมสูญไปแล้ว ในอนาคตกาล แม้การปฏิบัติบำเพ็ญก็จักอันตรธานไปด้วย คือ บรรดาพระภิกษุผู้เห็นภัยในวัฎฎสงสารทั้งหลายที่ตั้งใจปฏิบัติธรรมบำเพ็ญกรรมฐาน โดยมีความปรารถนาได้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน อันเป็นธรรมวิเศษในพระพุทธศาสนา แต่เพราะเหตุที่ตนเป็นผู้ไม่มีวาสนา บารมี และเพราะเหตุที่เขาขาดอาจารย์ผู้ทรงไว้ ซึ่งวิทยาการในหลักปฏิบัติบำเพ็ญกรรมฐาน จึงไม่สามารถที่จะให้ฌานบังเกิดขึ้น โดยอำนาจแห่งสมถกรรมฐาน และไม่สามารถที่จะให้ มรรค ผล นิพพาน เกิดขึ้น โดยอำนาจแห่งวิปัสสนากรรมฐานได้ ก็ให้บังเกิดความเบื่อหน่ายระอาใจในการปฏิบัติบำเพ็ญสมณธรรมเป็นยิ่งนัก จักพากันหันหน้าไปรักษาไว้เพียงแต่พระจตุปาริสุทธิศีลเท่านั้น

เมื่อนานไปภิกษุทั้งหลายก็บังเกิดความเบื่อหน่ายในการที่จะรักษาศีลให้บริสุทธิ์ โดยคิดเห็นเป็นอัตโนมัติเอาเองว่า “ ถึงเราจักรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ประการใด ๆ ก็ดี หรือถึงเราจะกระทำปณิธานความเพียรพยายามบำเพ็ญธรรมในพระพุทธศาสนาจนถึงแก่มรณาสัญญาเป็นประการใด ๆ ก็ดีก็เท่านั้นเอง คือไม่อาจที่จะกระทำให้แจ้งซึ่ง มรรค ผล ธรรมวิเศษในพระพุทธศาสนาได้ เราจะรักษาศีล และบำเพ็ญเพียรไปทำไมกัน กาลบัดนี้ไม่มีผู้ที่จะได้รู้แจ้งเห็นจริงใน มรรค ผล นิพพานแล้ว มรรค ผล นิพพาน อันเป็นธรรมวิเศษที่ว่า ๆ กันตามลัทธิทางพระพุทธศาสนานั้นจักมีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ คิด ๆ ดูไม่น่าจะมี เกิดข้อกังขาค่อนข้างไปในความเห็นอันวิปริต ฉะนี้แล้วก็จักมีใจเบื่อหน่ายในการประพฤติพรหมจรรย์ ถึงอาการอันคลายความเพียร จะพากันเป็นผู้มากไปด้วยความเกียจคร้าน จะมิได้มีใครกล่าวตักเตือนซึ่งกันและกัน จะไม่มีใครเตือนกันให้ระลึกถึงอธิกรณ์น้อยใหญ่ ไม่มีการสนเท่ห์สงสัยในการพิจารณากิจอันควรและมิควร ไม่มีใครยังกันให้ระลึกถึงกองอาบัติที่ตนต้องและมิได้ต้อง เพราะเหตุที่มีความประพฤติอันเลวทรามเสมอกัน

จำเดิมแต่นั้น ภิกษุทั้งหลายก็จะทำการย่ำยีล่วงเกินซึ่งสิกขาบทน้อยใหญ่ ต้องอาบัติเรื่อยไปถึงแก่อาบัติทุกกฎ ทุพภาสิต ปาจิตตีย์ นิสสัคคีย์ ถุลลัจจัย และสังฆาทิเสส จะรักษาไว้แต่ปราชิกสิกขาทั้ง ๔ เท่านั้น กาลเมื่อพระภิกษุทั้งหลายยังทรงไว้ซึ่งปราชิกสิกขาบทอยู่ได้ จะเป็นภิกษุ ๑,๐๐๐ องค์ก็ดี ๑๐๐ องค์ก็ดี ๑๐ องค์ก็ดี ๒ องค์ก็ดี หรือเหลือท่านที่สามารถจะรักษาปราชิกสิกขาบทไว้ได้เพียง ๑ องค์ก็ดี การปฏิบัติธรรมในพระศาสนานี้ก็ยังได้ชื่อว่าปรากฏอยู่ ยังไม่อันตรธาน

ต่อเมื่อท่านองค์ที่มีใจมั่นรักษา ปราชิกสิกขาบทองค์สุดท้าย ท่านถึงแก่มรณภาพตายไป และไม่มีภิกษุรูปใดรักษาไว้ได้อีกนั่นแหละ การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา จึงจักถึงซึ่งความเสื่อมสูญอันตรธาน เหตุการณ์เช่นว่ามานี้แล เรียกชื่อว่า พระปฏิบัติธรรมอันตรธาน

 

พระอธิคมธรรมอันตรธาน

นอกจากพระปริยัติธรรม และการปฏิบัติธรรมจะถึงความเสื่อมสูญไปแล้วในอนาคตกาล ปฏิเวธธรรม หรือ พระอธิคมธรรม ก็จักถึงความเสื่อมสูญอันตรธานไปด้วย ก็พระอธิคมธรรมนี้ ได้แก่ธรรมวิเศษอันมีอยู่ในพระบวรพุทธศาสนาเหล่านี้ คือ

พระโสดาปัตติมัคญาณ พระสกิทาคามิมัคญาณ พระอนาคามิมัคญาณ พระอรหัตมัคญาณ พระอภิญญา พระปฏิสัมภิทาญาณ ธรรมวิเศษเหล่านี้ ชื่อว่า พระอธิคมในพระพุทธศาสนา เพราะเหตุว่า เป็นธรรมที่ผู้ปฏิบัติตามโอวาทานุสาสนี แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจักได้บรรลุ เป็นธรรมที่สาวกของพระพุทธองค์เท่านั้น จะพึงแทงตลอดด้วยปัญญาน้อมนำมาให้บังเกิดแก่ตนได้ ก็แต่ว่าต่อไปในกาลภายหน้า ธรรมวิเศษเหล่านี้จักถึงความวิบัติเสื่อมสูญไปจากโลก ตั้งแต่พระปฏิสัมภิทาญาณ และพระอภิญญาลงมาจนถึง พระโสดาปัตติมัคญาณ

การที่ธรรมวิเศษเหล่านี้จักถึงความเสื่อมสูญอันตรธานไปก็โดยเหตุที่ว่า เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนาไม่มีใครได้บรรลุพระปฏิสัมภิทาญาณ และอภิญญาตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้นั้น เพราะความที่ตนเป็นผู้ไร้วาสนาบารมี ก็จักพากันใส่โทษพระคัมภีร์และตำรา ก่นตั้งแต่ข้อหาไปโดยนัยเป็นต้นว่า “ พระปฏิสัมภิทาญาณ และ พระอภิญญา อันเป็นคุณวิเศษแห่งพระอรหันต์อริยเจ้าทั้งหลาย ซึ่งปรากฏมีในพระคัมภีร์ทางศาสนานั้น ท่านก็ว่าเรื่อยไปอย่างนั้นเอง เพื่อเป็นกุศโลบายให้คนเกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ความจริงพระปฏิสัมภิทาอันเป็นคุณวิเศษทำให้มีปัญญาแตกฉานในอรรถในธรรมในภาษาเป็นอาทินั้น อันเกินวิสัยแห่งมนุษย์ธรรมดาสามัญ พระอภิญญาซึ่งเป็นคุณวิเศษ ทำให้มีฤทธิ์เดชแสดงปาฏิหาริย์ได้ต่าง ๆนานา เช่น เหาะเหินเดินอากาศ มีหูทิพย์ ตาทิพย์ สามารถเห็นสวรรค์ชั้นฟ้า หรือสนทนาปราศรัยแก่ชาวนภา เป็นต้นก็ดี เหล่านี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ไม่ควรเชื่อเรื่องเหล่านี้ให้โง่เขลาไปเปล่า ๆ ดังนี้

เมื่อเขาพากันเข้าใจเอาเองด้วยความคิดอันวิปริตไปดังนี้ เพราะความที่ตนเองเป็นคนทรามปัญญา จึงไม่สามารถจะได้ทราบว่า แก่นธรรม คือ อริยมัค อริยผลที่แท้จริงนั้น มีสภาพเป็นอย่างไร ก็เลยไปคว้าเอาธรรมที่ผิดโดยคิดว่าเป็นธรรมที่ถูก เกิดความสำคัญผิดคิดว่าตนเองได้พบแก่นธรรม คืออริยมัค อริยผล เข้าแล้ว ต่อจากนั้นก็เริ่มเทศนาเจื้อยแจ้ว เพ้อเจ้อไปโดยนัยว่า “ แก่นธรรมก็คือความว่างนั้นเอง ความว่าง ไม่วุ่นนี้แหละเป็นแก่นธรรม เป็นตัว มรรค ผล นิพพาน เรามีจิตว่างขณะใดก็เข้าถึงนิพพานในขณะนั้น เหล่านี้เป็นต้น เทศนาห้ำหั่นพระคัมภีร์ บาลี อรรถกถา ฎีกา ซึ่งเป็นพระปริยัติเสียจนป่นปี้ เพราะสำคัญผิดคิดว่าตนเองมีปัญญาดี ฝ่ายประชาชนผู้ไม่มีปัญญาพอได้ฟัง ก็พากันเชื่อหลงไขว่คว้าตามวาทะเหล่านั้นกันมาก รวมความว่าในระยะนั้นจะมีผู้รู้เห็นมรรค ผล นิพพาน นอกคัมภีร์เป็นอันมาก โดยหารู้ไม่ว่า พระปริยัติธรรมนั้นเป็นมูลรากแห่งพระศาสนา พระปริยัติธรรมเป็นประทีปส่องให้มีการปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง และเป็นประทีปส่องให้ทราบว่า ปฏิเวธ คือ การบรรลุธรรมวิเศษอันเป็นผลสืบเนื่องจากการปฏิบัตินั้น เป็นไปอย่างถูกต้องตามกระแสพระพุทธฎีกาหรือไม่ พระปฏิบัติธรรมและพระอธิคม หรือพระปฏิเวธธรรม จักมี ขึ้นได้ จะเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องก็ต้องอาศัยพระปริยัติธรรม ฉะนั้นจึงมีคำอุปมาสรรเสริญ พระปริยัติธรรมที่ท่านโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า “ พระปริยัติธรรมนี้ดุจจะนางโคที่รักษาไว้ซึ่งประเพณี อันธรรมดาว่า โค คือ วัวทั้งหลายในโลกนี้ แม้จะมีมากมายนับได้ ๑,๐๐๐ ตัว ๑๐,๐๐๐ ตัว หนึ่งแสนตัว หรือ หนึ่งล้านตัวก็ดี ถ้าหากว่ามีแต่โคตัวผู้เท่านั้น ไม่มีนางโคอยู่ด้วยแล้วไซร์ วงค์ประเพณีแห่งโคก็จะตั้งมั่นยั่งยืนต่อไปไม่ได้ เมื่อโคเหล่านั้นตายไปแล้ว พงษ์พันธุ์แห่งโคทั้งหลายจักสูญหายไปจากโลกนี้แน่นอน เพราะไม่มีลูกโคอ่อน คือมาจากอุทรแห่งนางโค แต่ถ้ามีนางโคแล้ว นางโคนี่แหละจะเป็นโคผลิตลูกโคอ่อน ที่มีลักษณะเหมือนโคต้นตระกูลวงศ์ประเพณีแห่งโค จึงไม่ขาดสูญ

อุปมาข้อนี้ฉันใด พระปริยัติธรรมในพระคัมภีร์เปรียบเหมือนนางโค ปฏิบัติธรรมและปฏิเวธธรรม เปรียบเหมือนลูกโค หากว่าไม่มีพระปริยัติธรรมแล้ว พระปฏิบัติธรรมและการบรรลุธรรมวิเศษจักมีขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด อนึ่งพระปริยัติธรรมนี้ เป็นดุจอักษรอันบุคคลจารึกไว้เหนือแผ่นศิลา เพื่อเป็นลายแทง บอกที่ฝังขุมทรัพย์ไว้ อันธรรมดาว่าคนโบราณผู้มีปัญญาทั้งหลาย ท่านมักฝังทรัพย์มีค่า เช่น เงินทอง เพชรนิลจินดา ซ่อนไว้ในแผ่นปฐพี แล้วก็สลักอักษรลายแทงบอกที่ซ่อนขุมทรัพย์อันมีค่านั้นไว้ที่แผ่นศิลา โดยประสงค์ว่า เมื่อตนเองตายจากโลกนี้ไปแล้ว อนุชนรุ่นหลังผู้มีวาสนามาพบลายแทงนี้แล้ว จักได้ขุดเอาทรัพย์อันมีค่าซึ่งตนฝังไว้ในปฐพีได้อย่างถูกต้อง แล้วนำเอาทรัพย์ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป ภายหลังต่อมาบุคคลผู้มีวาสนาและปัญญา มาพบลายแทงนี้เข้าย่อมได้สมบัตินั้นไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ถ้าสมมุติว่ามีบุคคลชาติจัณฑาลมากไปด้วยโมหะ พากันเหยียบย่ำศิลาลายแทงนั้น จนอักษรลบเลือนอันตรธานไป โดยเห็นเป็นของไร้สาระประโยชน์ แล้วพยายามขุดปฐพีเพื่อหาทรัพย์ในที่อื่นอย่างนี้ต่อให้ขุดแผ่นดินไปจนขาดใจตายก็ไม่สามารถจะพบขุมทรัพย์อันมีค่านั้นได้ อุปมาข้อนี้ฉันใด พระปริยัติธรรมในคัมภีร์จึงมีอยู่ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ซึ่งเป็นเครื่องส่องให้เห็นประโยชน์ทั้ง ๓ คือ ประโยชน์ในชาตินี้ ๑ ประโยชน์ ในชาติหน้า ๑ และประโยชน์สูงสุดคือ มรรค ผล นิพพาน ๑ และเป็นเครื่องบอกให้ทราบถึงวิธีปฏิบัติ เพื่อให้ได้ประโยชน์เหล่านั้น เปรียบดังลายแทงที่คนโบราณสลักไว้ในศิลาจารึก เพื่อมาให้รู้ถึงที่ซ่อนทรัพย์อันมีค่า ที่ผู้มีวาสนาบารมีคนใดเมื่อได้พบอักษรลายแทง คือ พระปริยัติธรรมดังกล่าวพยายามศึกษาให้เข้าใจความหมายแห่งพระปริยัติธรรมเป็นอย่างดี จนได้บรรลุประโยชน์อันสูงสุด คือ มรรค ผล นิพพานได้ต่อไป

เมื่อจะกล่าวถึงลำดับการเสื่อมอันตรธานแห่งปฏิเวธธรรมนี้ ในคัมภีร์อรรถกถาสังยุตตนิกาย ท่านกล่าวไว้ว่า ดังนี้ :-

ครั้นปฐมโพธิกาล ซึ่งได้แก่กาลเมื่อองค์พระบรมศาสดาแห่งเราทั้งหลายยังทรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น ปรากฏว่ามีพระภิกษุสงฆ์ซึ่งสำเร็จเป็นองค์อรหันต์เพียบพร้อมดัวยพระปฏิสัมภิทาญาณอภิญญาอยู่มากมายสุดที่จะคณา ครั้นกาลล่วงไป เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพานไปแล้ว ภิกษุองค์อรหันต์ผู้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ซึ่งเพียบพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณอภิญญาย่อมเสื่อมสูญอันตรธานไปหมดสิ้น คงเหลือแต่องค์อรหันต์พร้อมด้วยอภิญญาเท่านั้น ครั้นกาลล่วงไป องค์อรหันต์ทั้งหลายผู้เพียบพร้อมด้วยอภิญญา ก็จักเสื่อมสิ้นอันตรธานไปหมดสิ้น คงเหลืออยู่แต่องค์อรหันต์สุกขวิปัสสก ผู้ไม่มีปฏิสัมภิทาญาณและอภิญญาเท่านั้น ครั้นกาลเวลาล่วงไป องค์อรหันต์สุกขวิปัสสก ผู้บรรลุอรหัตมัคอรหัตผลทั้งหลาย ย่อมจักสูญสิ้นอันตรธานไป คงเหลือแต่พระอริยบุคคลชั้นสูงสุดอยู่ก็แต่เพียงพระอนาคามิบุคคลเท่านั้น ครั้นกาลเวลาล่วงไป องค์อนาคามีอริยบุคคล ผู้บรรลุอนาคามิมัค อนาคามิผลบุคคลทั้งหลายย่อมจักเสื่อมสูญอันตรธานหมดสิ้น คงเหลือแต่พระอริยบุคคลสูงสุดอยู่ก็เพียงแต่พระสกิทาคามิอริยบุคคลเท่านั้น ครั้นกาลเวลาล่วงไป องค์สกิทาคามิอริยบุคคลผู้ได้บรรลุสกิทาคามิมัค สกิทาคามิผลทั้งหลายย่อมสูญสิ้นอันตรธานไป คงเหลือแต่พระอริยบุคคลอันดับสุดท้าย ขั้นต่ำสุดคือพระโสดาบันบุคคล ในกาลที่โลกยังมีผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมฐาน จนสามารถบรรลุพระอธิคมธรรมขั้นต่ำสุด คือพระโสดาปัตติมรรค พระโสดาปัตติผลสำเร็จ เป็นพระโสดาบันบุคคลอยู่นี้ถ้ายังมีพระโสดาบันอยู่ แม้ไม่มากสักแต่ว่ามีพระโสดาบันเพียงท่านเดียวเท่านั้น พระอธิคมหรือปฏิเวธธรรมก็ชื่อว่ายังมีอยู่ ยังไม่อันตรธาน ต่อเมื่อท่านผู้อุตสาหะบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานจนได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันอริยบุคคลองค์สุดท้าย ท่านถึงแก่มรณภาพตายไป และหาผู้ใดจะได้บรรลุอริยมัคอริยผลไม่ได้อีกแล้วนั้นแล ปฏิเวธซึ่งหมายถึงการบรรลุธรรมวิเศษในพระพุทธศาสนา จึงจักถึงซึ่งความเสื่อมสูญอันตรธาน เหตุการณ์เช่นว่านี้แล เรียกว่าพระอธิคมหรือพระปฏิเวธธรรมอันตรธาน

นอกจาก พระปริยัติธรรม พระปฏิบัติธรรม พระปฏิเวธธรรม จักถึงความเสื่อมสูญอันตรธานไปแล้วในอนาคตเบื้องหน้า แม้เพศแห่งพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาซึ่งจัดว่าเป็นอุดมเพศ คือเพศอันประเสริฐสูงสุด ก็จักถึงซึ่งความเสื่อมสลายและอันตรธานสูญหายไปด้วย กล่าวคือ เมื่อกาลล่วงไป พระสงฆ์ผู้ขาดปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ แต่ยังทรงเพศเป็นพระภิกษุ สามเณร ครองผ้ากาสาวพัสตร์อยู่ จักมิรู้อาลัยใยดีในเพศของตนนัก จักเป็นผู้มากไปด้วยความเบื่อหน่าย ในการประพฤติพรหมจรรย์ครองผ้ากาสาวพัสตร์ไปวันหนึ่ง ๆ โดยถือเสียว่า การบรรพชาอุปสมบทและการมีชีวิตเป็นสมณะอยู่ในพุทธศาสนานี้ดีกว่าการอยู่ใน ฆาราวาสวิสัย หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ง่าย ถือเอาการบวชเป็นอาชีพ หาใช่บรรพชาเพื่อการบำเพ็ญสมณธรรมแต่ประการใด บวชอยู่เรื่อย ๆ ไปจนได้เป็นถึงอุปฌาชย์ ครูบาอาจารย์ ก็ยังมีความคิดเห็นดังนี้อยู่ เมื่อพระภิกษุสงฆ์ผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ต่างมีความเห็นวิบัติ ถือเอาการบวชเป็นอาชีพเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเช่นนี้ ก็จะเป็นผู้ยังอุดมเพศอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วให้เลอะเทอะเปรอเปื้อนไปด้วยมลพิษ กล่าวคือ พระภิกษุเหล่านั้นจะมีอากัปปกิริยาไม่น่าดู เช่นเพลาจะรับบาตร จีวร จะคู้เข้า เหยียดออก อวัยวะจะแลดูเบื้องหน้า เบื้องหลังก็จะมีอาการเหมือนดังฆราวาสปราศจากอาการสำรวมระวังมีอาการผลุนผลัน ว่องไว ผิดสมณวิสัย ครั้นกาลล่วงไป พระภิกษุทั้งหลายจะมีอาการน่าสังเวชยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีกคือ เวลาไปบิณฑบาตรในบ้าน จักไม่อุ้มบาตรไปเหมือนเช่นเคย แต่จะปลงลงจากแขน แล้วหิ้วไปด้วยมือบ้าง เอาบาตรใส่สาแหรกแล้วหิ้วไปบ้าง นอกจากนั้นจะประพฤติผิดสามัญวิสัยต่าง ๆ นานา แม้ผ้ากาสาวพัสตร์ จะมีสีสัน นุ่งห่มไปตามอัธยาศัย หนักเข้าก็จะเหลือสีผ้าภิกษุไว้เพียงครึ่งท่อนพอเป็นที่สังเกต จนกระทั่งเหลือผ้าเหลืองน้อยห้อยหู ที่ข้อมือบ้าง ที่คอบ้าง พอเป็นเครื่องหมายให้รู้ว่าตนได้บวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา แล้วจักพากันประกอบกสิกรรม พาณิชยกรรม ทำไร่ ไถนา หรือค้าขายเลี้ยงชีวิตตนและบุตรภรรยา เมื่อเวลาอย่างนี้แหละ ภิกษุทั้งหลายจักได้นามว่า เป็น โคตรภูสงฆ์ ซึ่งมีผ้าผืนน้อยติดที่กาย ซึ่งเป็นเครื่องหมายให้รู้ว่าเป็นสงฆ์เท่านั้น

ในกาลนั้น หากบุคคลใดในสมัยนั้น มีจิตปรารถนาจักบำเพ็ญทาน จึงตระเตรียมวัตถุทานมีประการต่าง ๆ แล้วตั้งจิตอุทิศว่า เราจักถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ ผู้ทรงคุณอันประเสริฐในพระพุทธศาสนาแล้ว มีจิตผ่องแผ้วให้ซึ่งวัตถุทานแก่คนทั้งหลายอันได้นามว่า โคตรภูสงฆ์นั้น โดยการกระทำให้เป็นสังฆทานอย่างนี้ บุคคลนั้นย่อมจะได้อานิสงส์ใหญ่ เช่นเดียวกันกับการถวายสังฆทานในปัจจุบันทุกวันนี้เหมือนกัน ดังคำรับรองสมกับพระวจนะ ที่สมเด็จพระพุทธองค์ ตรัสกับพระอานนท์เถรเจ้า แปลความว่า “ ดูก่อนอานนท์ สืบไปในอนาคตกาล จะหาภิกษุสงฆ์ซึ่งทรงสมณบริขารและไตรจีวรมิได้ จะมีก็แต่โคตรภูสงฆ์ซึ่งทรงผ้ากาสาวพัสตร์แต่เพียงนิดหน่อย โดยผูกพันไว้ที่ข้อมือและที่คอ พอเป็นเครื่องหมายให้รู้ว่าตนเป็นภิกษุเท่านั้น ก็โคตรภูสงฆ์นั้นเป็นภิกษุที่มีอาจาระเลว มีความประพฤติหยาบช้าลามกหาสีลาจารวัตรไม่ได้ หากบุคคลใดประกอบด้วยสัทธาปรารถนาจักทำกองกุศลให้ได้ผลมาก ก็จงตั้งจิตอุทิศต่อสงฆ์ทำให้เป็นสังฆทาน แล้วจงให้ซึ่งทักขิณาทานแก่คนทั้งหลายซึ่งได้นามว่า โคตรภูสงฆ์นั้น เช่นนี้เราตถาคตสรรเสริญว่าทานของบุคคลนั้น ย่อมเป็นทานที่ถวายแก่สงฆ์เป็นสังฆทานแท้ เพียงที่จะนำมาซึ่งผลานิสงส์เป็นอสงไขยเป็นอัปไมย ” ดังนี้ แม้ว่าสมณเพศจะถดถอยลงมาจนเหลือโคตรภูสงฆ์ก็ยังได้ชื่อว่า สมณเพศยังไม่อันตรธาน เมื่อโคตรภูสงฆ์คนสุดท้าย ไปทำการงานที่อรัญราวป่า เกิดความคิดว่า จะมีประโยชน์ อันใดด้วยผ้ากาสาวพัสตร์อันผูกมือและที่คอให้เกะกะน่ารำคาญ แล้วทิ้งผ้าน้อยนั้นไว้ในอรัญราวป่า เหลือแต่ฆราวาสวิสัย ในกาลนี้แล เพศสมณจึงอันตรธาน แล้วจักถึงกาลที่สำคัญแห่งอันตรธานสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือกาลเป็นที่ปรินิพพานแห่งพระบรมสารีริกธาตุนั้นเอง ก่อนอื่นต้องทราบว่า ธรรมดาพระบรมสารีริกธาตุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ซึ่งประดิษฐานอยู่ในประเทศที่ต่าง ๆ หลังจากที่พระองค์เสด็จดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพานไปแล้วนั้น เมื่อมิได้เครื่องสักการะบูชาในสถานที่ซึ่งสถิตอยู่ คือ เมื่อไม่มีผู้สนใจสักการะบูชาในที่สถิตอยู่แล้ว พระบรมสารีริกธาตุทั้งปวง จะเสด็จเที่ยวเรื่อยไป หากปรากฏว่าในที่ใดมีเครื่องสักการบูชาอันเหมาะสม พระบรมสารีริกธาตุจะเสด็จไปอยู่ ณ ที่นั้น ด้วยกำลังพระอธิษฐานแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย เหตุการณ์ย่อมเป็นไปเช่นนี้เสมอมา จนถึงกาลเป็นที่สิ้นสุดอายุพระพุทธศาสนาแห่งองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าของเราแล้ว พระบรมสารีริกธาตุทั้งปวงจะเสด็จจากทิศต่าง ๆ มาประชุมกัน ณ พระมหาเจดีย์เจ้าทั้งหมด จะได้สาปสูญไปเป็นอันตรายแม้เท่าเมล็ดพันธ์ผักกาดก็มิได้ ครั้นประชุมพร้อมกันแล้ว ก็จักรวมกลุ่มพากันเสด็จไปสู่ประเทศอันเป็นที่ประดิษฐานแห่งพระราชายตนะเจดีย์ในนาคทวีป ครั้นแล้วจะพากันเสด็จไปสู่ประเทศอันเป็นที่ประดิษฐานแห่งพระมหาโพธิบัลลังก์ และแล้วก็จักปรากฏมีปาฏิหาริย์เกิดเป็นอัศจรรย์ขึ้นทันใดด้วยว่า พระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายที่พากันเสด็จมาแต่แดนไกล และมาสถิตอยู่ที่มหาโพธิบัลลังก์นั้น จักพลันคืนเพศกลายเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งประดับประดาด้วยมหาปุริสลักษณะและอนุพยัญชนะ ทรงพระรัศมีสีสรรพรรโณภาสผ่องผัน มีปริมณฑลพระรังสีล้อมพระวรกายออกไปข้างละวาเป็นกำหนด พระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นพระพุทธองค์เสด็จนั่งเหนือรัตนบัลลังก์แทนควบไม้มหาโพธิ์นั้น จักมีพระปาฏิหาริย์เป็นอัศจรรย์ โดยสำแดงปาฏิหาริย์อาการดุจดังพระยมกปาฏิหาริย์ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดง เมื่อครั้งทรมานเหล่าเดียรถีย์นิครนถ์ที่ภายใต้ต้นไม้คัณพามพฤกษ์เปล่งออกซึ่งช่อฉัพพรรณรัศมี ๖ ประการ และพระรัศมีนั้นจะ ส่องสว่างกระจ่างไปในหมื่นโลกธาตุ แต่เป็นที่น่าเสียใจว่า สัตว์ทั้งหลายที่บังเกิดชาติเป็นมนุษย์ในครั้นนั้น จะไม่มีโอกาสได้พบเห็นปาฏิหาริย์ครั้งสุดท้ายนี้ จะได้พบ จะได้เห็น จะได้เชยชมก็แต่หมู่เทวดาทั้งปวงในหมื่นโลกธาตุเท่านั้น เทวดาทั้งหลายต่างก็พากันพิไรรำพัน ยกเว้นแต่เทวดาที่เป็นพระอรหันต์ และเป็นพระอนาคามีแล้วเท่านั้น แล้วก็จักปรากฏอัศจรรย์อีกคือ เตโชธาตุ แสงไฟบังเกิดพลุ่งขึ้นจากพระวรกายแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ปรากฏขึ้นจากพระบรมสารีริกธาตุนั่นเอง ไฟนั้นเผาผลาญสังหารพระวรกายให้ย่อยยับสูญสิ้นไป ไม่มีเหลือแม้สักนิดหนึ่งแล้วเปลวไฟจึงสิ้นแสงอัคคี พระบรมสารีริกธาตุสำแดงซึ่งพระพุทธานุภาพอันยิ่งใหญ่เป็นอัศจรรย์เช่นนี้แล้วก็นิพพานไปกาลนั้น แลได้นามว่า พระธาตุนิพพาน ก็ถึงกาลเวลาที่สิ้นสุดแห่งพุทธศาสนา ทั้งหมดนี้นำมาจากสุมังคลวิลาสินีทีฆนิกายอรรถกถา นะคะ ก็ขอจบเรื่องศาสนาอันตรธานแต่เพียงนี้......