อนุปุพพิกกถา ตอนที่ ๒  
โดย อาจารย์ปราโมช น้อยวัฒน์

ขอยกเอาคำดำรัสของพระพุทธองค์ที่ตรัสว่า “ ยาทิสํ วปเตพีชํ ตาทิสํ ลภเตผลํ ” แปลว่า การหว่านพืชชนิดใดย่อมได้ผลชนิดนั้น ด้วยเหตุนี้ บุคคลจึงควรทำแต่กรรมที่ดี เพื่อที่จะได้รับผลดี อันเป็นความสุขที่ชื่นใจ เพราะขึ้นชื่อว่าบุญแล้วใคร ๆ ไม่ควรดูหมิ่นบุญ ว่าบุญนี้เล็กน้อย เหมือนน้ำที่หยดทีละหยดย่อมเต็มตุ่มได้ฉันใด บุญที่สั่งสมทีละน้อยทีละน้อย ก็ย่อมเต็มด้วยบุญฉันนั้น
คราวก่อน ได้แสดงเรื่องของอนุปุพพิกถา อันเกี่ยวกับเรื่องทาน เมื่อคราวที่แล้วก็ได้พูดมาถึง การให้ทานที่เป็นสังฆทาน สังฆทานนั้น ในสมัยนี้เหลืออยู่เพียงข้อเดียวเท่านั้น คือการให้ทานด้วยการขอสงฆ์ว่า จงจัดภิกษุสงฆ์มีจำนวนเท่านี้ ๆ ให้แก่ข้าพเจ้า เพราะเหตุว่า ในสมัยนี้มีแต่ภิกษุสงฆ์เท่านั้นเอง ไม่มีภิกษุณีแล้ว การถวายทานแด่สงฆ์ที่เป็นสังฆทาน ทายกจะต้องไปขอสงฆ์ว่า จงจัดภิกษุมีจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์ให้แก่ข้าพเจ้า เมื่อสงฆ์ส่งภิกษุใดมา เราต้องทำใจไม่ให้ยินดียินร้ายในภิกษุนั้น เพราะการถวายแก่สงฆ์เป็นสังฆทานนั้นจะเป็นพระอริยบุคคลรูปใดรูปหนึ่งหรือว่าจะเป็นภิกษุปุถุชน หรือแม้ว่าจะภิกษุผู้ทุศีล หรือเป็นพระอริยบุคคล ถ้าหากว่าเรามีเจตนาตั้งใจที่จะถวายต่อพระอริยสงฆ์แล้ว ก็ไม่ต้องเลือกบุคคลผู้รับ อย่างนี้จึงจะจัดว่าเป็นสังฆทาน
ฉะนั้นการถวายสังฆทานนั้น ขอจงอย่าได้มีจิตหวั่นไหวในภิกษุผู้ที่มารับทาน ถึงแม้ว่า สงฆ์จะส่งภิกษุผู้ทุศีลมาให้ ก็ต้องเต็มใจถวายด้วยความเคารพนอบน้อมเหมือนอย่างกับถวายแก่พระอริยสงฆ์ ต้องไม่ทำใจให้ยินดียินร้าย เช่น ได้ภิกษุผู้มีคุณธรรมก็ไม่เกิดปีติยินดีปลื้มใจ หรือได้ภิกษุผู้ที่ไม่มีคุณธรรมก็ต้องไม่แสดงความไม่พอใจ ถ้าหากว่าทำใจไม่ให้หวั่นไหวอย่างนี้ได้ การถวายทานนั้นจึงจะจัดว่าเป็นสังฆทาน แต่ถ้าหากมีใจหวั่นไหว คือได้ภิกษุผู้มีคุณธรรมมาแล้วเกิดความปีติยินดี หรือว่าได้ภิกษุที่ไม่มีคุณธรรมแล้วเกิดความเสียใจ ถ้าเป็นเช่นนั้นการถวายสังฆทานนั้น จะถือว่าขาดความเคารพยำเกรงในสงฆ์ คือขาดความเคารพในพระอริยสงฆ์ ก็ไม่เป็นสังฆทาน การถวายทานแก่สงฆ์ที่เป็นสังฆทานนั้น จะต้องตั้งเจตนาถวายต่อพระอริยสงฆ์เท่านั้น เพราะ พระอริยสงฆ์ คือผู้ปฏิบัติดีเป็นสุปฏิปันโน หมายถึงผู้ที่เป็นพระโสดาบัน
พระอริยสงฆ์ คือผู้ที่ปฎิบัติตรงเป็นอุชุปฏิปันโน หมายถึงผู้ที่เป็นพระสกทาคามี
พระอริยสงฆ์ คือผู้ที่ปฏิบัติเพื่อญายธรรมเป็นญายปฏิปันโน หมายถึงผู้ที่เป็นพระอนาคามี
พระอริยสงฆ์ คือผู้ที่ปฏิบัติชอบ เป็นสามีจิปฏิปันโน หมายถึงผู้ที่เป็นพระอรหันต์
พระอริยสงฆ์ เหล่านี้ย่อมเป็นผู้ที่ควรแก่ของที่เขานำมาบูชา เป็นอาหุเนยบุคคล
พระอริยสงฆ์ นั้นจัดว่าเป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก คือไม่มีเนื้อนาบุญอื่น ยิ่งกว่า คือเป็น “อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส”
เพราะเหตุที่พระอริยสงฆ์ประกอบด้วยพระคุณอันประเสริฐเหล่านี้ ทานที่น้อมถวายต่อพระอริยสงฆ์ จึงมีอานิสงส์มากหาประมาณมิได้ แม้การใส่บาตร ถ้าหากว่าเราจะถวายแก่สงฆ์เพื่อเป็นสังฆทานก็ได้ โดยตั้งเจตนาน้อมถวายทานนั้นต่อพระอริยสงฆ์ เมื่อมีภิกษุหรือสามเณรรูปใดเดินผ่านมา ก็น้อมถวายโดยไม่ต้องเลือกภิกษุและต้องถวายด้วยความเคารพนอบน้อม ส่วนวัตถุที่ถวายควรเป็นของดีของประณีต เหมือนน้อมถวายต่อพระอริยสงฆ์ เพราะว่าการให้วัตถุเป็นทานนั้นมีลักษณะด้วยกัน ๓ อย่าง คือ
๑. ทาสทาน
๒. สหายทาน
๓. ทานบดี
สำหรับการให้ทานที่เป็น ทาสทาน นั้นหมายถึง ของที่ให้เลวกว่าของที่ตนบริโภค เพราะเป็นทาสของไทยธรรม เวลาได้ผลก็ย่อมจะได้ของไม่ดี
ส่วนการให้ที่เป็น สหายทาน หมายถึง ให้ของที่เหมือนกับของที่ตนบริโภค เพราะว่าเป็นเหมือนกับเป็นสหายของไทยธรรม เวลาให้ผลก็ได้ของที่ดี
สำหรับ ทานบดี หมายถึง การให้ของที่ให้เป็นของประณีตดีกว่าที่ตนบริโภค ถือว่าเป็นเจ้าของแห่งไทยธรรม ทานข้อนี้บางทีก็เรียกว่า สามีทาน คือทานที่เป็นใหญ่หรือเป็นเจ้าของ เวลาให้ผลก็จะรับของที่ประณีตที่ดีเลิศ
ด้วยเหตุนี้การให้ทานที่จะได้ผลดีหรือไม่ดีก็ขึ้นอยู่ที่เจตนาเป็นสำคัญ ถ้าหากว่าเราทำด้วยความเข้าใจ รู้เหตุผลมีปัญญาเข้าประกอบย่อมจะได้อานิสงส์มาก ฉะนั้นการให้ทานจึงไม่ควรเสียดายวัตถุ ควรที่จะให้ตามฐานะของตน คือให้แล้วต้องไม่เป็นทุกข์ใจ ให้แล้วเกิดแต่ความสุข ย่อมจะทำให้ได้ความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
การถวายที่เป็นสังฆทานนั้นยังช่วยให้ภิกษุได้รับความสุข คือทำให้สามารถที่จะปฏิบัติสมณธรรมได้สะดวก จนกระทั่งสามารถที่จะบรรลุธรรมคือเห็นแจ้งสัจธรรมได้ เป็นเหตุให้มีพระอริยสงฆ์เพิ่มขึ้น
ดังนั้นหากว่า พุทธศาสนามีพระอริยสงฆ์มาก พุทธศาสนาก็จะเจริญตั้งอยู่ได้นาน เพราะว่าท่านที่เป็นอริยสงฆ์ ย่อมจะเผยแพร่พระธรรมให้แก่ชาวโลกได้รู้ธรรมเห็นธรรม ช่วยกันให้พ้นจากทุกข์ เพราะฉะนั้นการถวายสังฆทานจึงนับว่ามีอานิสงส์ยิ่งใหญ่ เพราะเท่ากับได้ช่วยกันรักษาพุทธศาสนาให้เจริญยั่งยืน
ด้วยเหตุนี้เมื่อเวลาที่พระนางมหาปชาบดี ถวายผ้าห่มซึ่งพระนางทอขึ้นเองโดยตั้งใจถวายแด่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงตรัสแนะนำให้พระนางถวายต่อสงฆ์ อย่าได้ถวายเจาะจงแต่เฉพาะพระพุทธองค์เลย เพราะว่าเมื่อพระนางถวายผ้าห่มนั้นแก่สงฆ์ เท่ากับว่าพระนางได้บูชาทั้งพระพุทธองค์และพระสงฆ์ด้วย และการถวายสังฆทานนี้ แม้ในอนาคตกาลจักมีแต่โคตรภูสงฆ์ คือภิกษุผู้มีแต่ผ้ากาสาวะพันคอ เป็นผู้ทุศีลมีธรรมลามก คือมีลูกมีเมียได้ แต่ถ้าหากว่าได้ถวายทานแก่สงฆ์ให้เป็นสังฆทานกระนั้นยังมีผลนับประมาณมิได้ ยังมีผลมากกว่าการถวายทานที่เป็นปาฏิปุคคลิกทานเสียอีก เพราะว่าอานิสงส์ของสังฆทานนั้นประเสริฐกว่าปาฏิปุคคลิกทาน เป็นทักขิณาที่มีผลนับประมาณไม่ได้
ความหมายของคำว่าทักขิณา หมายถึงการให้ทานที่เชื่อปรโลก คือมีศรัทธาเชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม เชื่อว่าผลทานที่ให้แล้วจะทำให้เกิดในสุคติภูมิได้ เพราะบางคนที่ให้ทาน แต่ไม่เชื่อชาติหน้าก็มี โดยคิดว่าคนเราเกิดมาชาติเดียว ตายแล้วก็สูญ ไม่ต้องเกิดอีก เพราะฉะนั้น การที่เขามาให้ทานก็เพียงแต่ว่า จะช่วยเหลือสงเคราะห์กันให้มีความสุขในชาตินี้เท่านั้น การให้ทานที่เข้าใจเช่นนี้ นับว่าเป็นทานธรรมดา ไม่เรียกว่าทักขิณาทาน การให้ที่เป็นทักขิณาทาน จะต้องให้ด้วยมีศรัทธาเชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม เชื่อว่าชาติหน้ามีจริง
การให้ทานที่เป็นทักขิณาทานนี้ก็ได้แก่การทำพลี ๕ อย่าง ได้แก่
๑. ญาติพลี คือ การสงเคราะห์ช่วยเหลือญาติพี่น้องให้มีความสุข
๒. อติถิพลี คือ การต้อนรับแขกด้วยการให้ข้าวให้น้ำตามสมควร
๓. ปุพพเปตพลี คือ การทำบุญอุทิศให้ผู้ตายเมื่อเขาได้อนุโมทนาบุญก็จะได้พ้นจากทุกขทรมาน
๔. ราชพลี คือ การเสียภาษีอากรให้แก่รัฐบาล เพื่อบำรุงประเทศ
๕. เวทตาพลี คือ การทำบุญอุทิศให้เทวดา เพราะเทวดาก็ยังต้องการบุญเพื่อความพ้นทุกข์
ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นทักขิณาทาน คือการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้อื่น เพราะเหตุว่าสัตว์ทั้งหลายที่ยังมีกิเลส ตายแล้วก็ต้องไปเกิดอีก เพราะฉะนั้นการให้ทานที่เชื่อปรโลก คือเชื่อชาติหน้าว่ามีจริงเรียกว่า ทักขิณาทาน
การทำบุญยังมีความสำคัญเกี่ยวกับกาลเวลาด้วย เพราะการทำบุญที่เกี่ยวกับกาลย่อมจะมีการให้ผลมาก คือการให้ทานที่ประกอบด้วยกาลเวลานี้เรียกว่า กาลทาน กาลทานหมายถึงว่าการให้โภชนะที่ประกอบด้วยกาลทาน มีด้วยกัน ๕ อย่าง
๑.ให้แก่ภิกษุอาคันตุกะ คือภิกษุผู้ที่จรมาจากที่อื่นแล้วมาสู่ถิ่นของตน ผู้ยังไม่อาจหา อาหารบิณฑบาตได้ จึงมีการสงเคราะห์ถวายอาหารให้แก่ภิกษุอาคันตุกะ
๒.ให้แก่ภิกษุผู้ที่เตรียมจะไปสู่ที่อื่น เพราะว่ารีบไป เรียกว่า คมิกทาน คือ พระภิกษุที่จะรีบไป ย่อมไม่อาจที่จะออกไปบิณฑบาตได้ จึงมีการสงเคราะห์ช่วยเหลือกัน
๓.ให้แก่ภิกษุไข้ผู้อาพาธ เรียกว่า คิลานทาน เพราะเหตุว่าเจ็บไข้ออกไปบิณฑบาตไม่ได้
๔.ให้แก่ภิกษุในกาลที่ข้าวของแพงหาได้ยาก เกิดทุพภิกภัย เรียกว่า ทุพภิกขทาน เพราะไม่มีผู้ทำบุญใส่บาตรในกาลนั้น
๕.ให้ของใหม่ที่พึ่งเกิดในคราวแรก คือในคราวต้นฤดูกาล เรียกว่า นวทาน คือทานที่เป็นของใหม่ อย่างเช่นให้ข้าวกล้าใหม่ทำเป็นข้าวยาคูก่อนที่ข้าวนั้นจะสุกเก็บเกี่ยวได้ หรือว่าให้ผลไม้ที่ออกก่อนตอนต้นฤดูที่มีรสดีก็รีบเอามาทำบุญเสียก่อนที่ตนจะกินหรือว่านำเอาไปขาย แม้ของที่ตนได้มาใหม่ ๆ ก็เอาไปทำบุญก่อนที่ตนจะกินอย่างนี้เรียกว่าเป็น นวทาน เหมือนกัน
การให้ทานที่เป็นกาลทานนี้ ถือว่าเป็นการให้อย่างรีบด่วน ฉะนั้นการที่ให้อย่างรีบด่วนนี้ก็ทำให้เกิดกุศลจิตเร็วขึ้น ผลของกาลทานจึงทำให้ร่ำรวยในวัยหนุ่มสาว ทำให้ได้บริโภคใช้สอยทรัพย์สมบัติได้เต็มที่ แต่มีบางคนที่มาร่ำรวยเอาตอนวัยชราหรือว่าในตอนใกล้จะตาย ยังไม่ทันที่จะได้บริโภคใช้สอยทรัพย์สมบัติได้เต็มที่ ก็ตายไปเสียก่อน เป็นเพราะว่าไม่ได้ทำบุญที่เป็นกาลทานนั่นเอง
บุญที่เป็นกาลทานนั้นเป็นบุญที่ทำโดยรีบด่วน คือถึงโอกาสที่จะทำได้ก็รีบทำ เมื่อถึงกาลที่ควรให้ก็ควรที่จะรีบให้ เพราะบุญย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายทั้งในโลกนี้และโลกหน้า การที่บุคคลเกิดมามีสุขมีทุกข์ต่าง ๆ กัน ก็เพราะกิริยาที่ให้ทานนั้นไม่เหมือนกัน เช่นบางคนเกิดมาร่ำรวยมีทรัพย์สมบัติมาก แต่ว่ามีรูปร่างไม่สวยไม่งาม หรือว่ามีผิวพรรณทราม ถึงรวยก็มีความทุกข์ หรือบางคนเกิดมาร่ำรวยมีทรัพย์สมบัติมากแต่ว่ามีบุตรภรรยาข้าทาสบริวารไม่เชื่อฟัง เป็นคนว่ายาก ก็เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์เหมือนกัน หรือบางคนร่ำรวยมีทรัพย์สมบัติมากแต่ทรัพย์สมบัตินั้นก็ประสบอันตรายบ่อย ๆ เช่นถูกไฟไหม้บ้าง ถูกน้ำท่วม พายุพัดหรือว่าถูกโจรกรรมบ่อย ๆ ทำให้ทรัพย์สมบัติต้องวิบัติอยู่เสมอ ถึงร่ำรวยแต่ก็เป็นทุกข์ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าทานที่ให้นั้นถูกกิเลสเบียดเบียน ไม่ให้บริจาคโดยง่าย ทำให้ได้รับความสุขปนความทุกข์
ดังนั้น เมื่อเวลาที่มีจิตคิดจะให้ทานก็ควรรีบทำทันที เพราะว่าบุญที่ทำเร็ว ๆ ย่อมจะได้ผลเร็วและได้ผลมาก ส่วนบุญที่ทำช้าก็ย่อมจะให้ผลช้าและได้ผลน้อยลง เพราะถูกกิเลสเบียดเบียนดังเช่น พราหมณ์ จูเฬกสาฏก มีผ้าห่มอยู่ผืนเดียว ผลัดกันใช้กับภรรยา โดยภรรยาใช้ผ้าห่มไปฟังธรรมในเวลากลางวัน ส่วนพราหมณ์นั้นจะใช้ห่มไปฟังธรรมในเวลากลางคืน และคืนวันหนึ่งพราหมณ์ก็ได้ไปฟังธรรมที่พระพุทธองค์ทรงเสดง เกิดความเลื่อมใสในธรรมใคร่ที่จะเปลื้องผ้าห่มบูชาธรรม แต่เพราะเหตุที่ตนมีผ้าห่มเพียงผืนเดียวซึ่งต้องผลัดกันใช้กับภรรยาจึงคิดแล้วคิดอีก ตั้งแต่ยามต้นจนกระทั่งถึงยามสุดท้าย จึงได้เอาชนะความตระหนี่ได้ ก็ร้องออกมาด้วยความดีใจว่า “เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว” เวลานั้นพระเจ้า ปเสนทิโกศลท่านเสด็จประทับฟังธรรมอยู่ในที่นั้นด้วย ก็ถามพราหมณ์ว่า “ชนะอะไร” พราหมณ์ได้ทูลว่า “เอาชนะความตระหนี่ได้ (ที่จะได้ถวายผ้าห่มบูชาธรรม)” พระเจ้า ปเสนทิโกศลเมื่อทรงทราบความนั้น ก็เกิดความเลื่อมใสในพราหมณ์จึงได้พระราชทานทรัพย์ให้แก่พราหมณ์นี้เป็นอันมาก ภิกษุทั้งหลายก็ประชุมกันสรรเสริญพราหมณ์ที่สามารถสละผ้าห่มผืนเดียวได้ เป็นเหตุให้ได้ทรัพย์สมบัติมากมาย เมื่อพระพุทธองค์ได้ยินดังนั้น จึงตรัสว่า ถ้าหากว่าพราหมณ์นี้ได้บูชาผ้าตั้งแต่ยามต้นเขาก็จะได้โภคะสมบัติมากยิ่งกว่านี้ถึง ๔ เท่า เพราะเจตนาที่ถวายในตอนแรกไม่เกิดกิเลสที่จะมาทำให้ทานนั้นเศร้าหมองจะเป็นเหตุให้ได้อานิสงส์มาก แต่ครั้นมาถวายเอาตอนยามสุดท้าย ซึ่งการให้นั้นถูกกิเลสเบียดเบียนไปเสียแล้ว ก็เป็นเหตุให้ได้อานิสงส์น้อยลง แต่เพราะพราหมณ์นั้นมีศรัทธาตั้งใจ เจตนาตั้งใจแรงเต็มทีที่จะถวายทานนั้นแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือได้ถวายแก่ผู้มีคุณธรรมอย่างยิ่งก็เป็นเหตุให้ได้อานิสงส์คือได้รับผลทันตาเห็นเลย
หากบุคคลไม่ได้ทำกาลทาน ไม่ได้ทำทานโดยเร็วเมื่อมีโอกาส ในระหว่างที่ยังไม่ได้ให้ใจก็จะยินดีในบาป ทำให้ได้ผลไม่ดี แล้วพระพุทธองค์ยังได้ตรัสอีกว่า “บุคคลควรรีบขวนขวายในการทำความดี พึงห้ามจิตจากบาป เพราะเมื่อทำความดีช้าไป ใจจะยินดีในบาปทำให้ได้ผลไม่ดี” เพราะฉะนั้นการให้ทานจะได้ผลมากผลน้อยก็ต้องขึ้นอยู่กับกาลเวลาด้วย หากเราให้ทานโดยเร็ว ปราศจากความตระหนี่ก็ย่อมจะได้ทรัพย์สมบัติโดยง่าย ส่วนคนที่ทำบุญโดยยากหรือว่าทำบุญช้ามีความตระหนี่ก็ย่อมจะได้ทรัพย์สมบัติโดยยาก
เหตุนี้บุคคลต้องการจะได้ผลดี ๆ ควรจะต้องรู้จักเลือกให้ทานแบบสัตบุรุษ ที่เรียกว่า สัปปุริสทาน ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๕ อย่าง ได้แก่
๑.ให้ทานด้วยศรัทธาเพราะเชื่อกรรมเชื่อผลของกรรม จะทำให้เป็นผู้มั่งคั่งมีโภคะมาก มีรูปสวย มีผิวพรรณงาม
๒.ให้ทานโดยเคารพ คือเคารพในทานที่ให้ และเคารพปฏิคาหกผู้รับทานด้วย จะทำให้เป็นผู้มั่งคั่งมีบุตรภรรยาคนใช้หรือบริวารเป็นผู้ที่ว่าง่ายเชื่อฟัง ตั้งอยู่ในคำสอน
๓.ให้ทานโดยกาลอันควร ทำให้เป็นผู้มั่งคั่งย่อมจะได้ผลตามที่ปรารถนาตามกาลบริบูรณ์ หมายถึง การให้ที่เป็นกาลทานนั่นเอง คือให้ทานโดยเร็วย่อมจะทำให้ได้รับผลดีตามที่ปรารถนา ตามความประสงค์ที่จะได้
๔.ให้ทานโดยมีจิตอนุเคราะห์ช่วยเหลือเต็มใจให้เพื่อที่จะให้ผู้อื่นมีความสุข นี้เป็นเหตุให้ได้เป็นผู้มั่งคั่งได้บริโภคกามคุณอันประณีต
๕.ให้ทานโดยที่ไม่กระทบตนและผู้อื่น คือไม่ยกตนข่มผู้อื่น ไม่ทำตนและผู้อื่นให้เดือดร้อน ผลของทานนี้ จะทำให้เป็นผู้มั่งคั่ง ทำให้สมบัติพ้นจากภัยพิบัติต่าง ๆ เช่นพ้นจากไฟไหม้ น้ำท่วม พ้นจากราชภัย โจรภัย พ้นจากความผิดใจกันในหมู่ญาติพี่น้องที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สมบัติ เพราะว่าให้ทานโดยที่ไม่กระทบตนและกระทบผู้อื่น
การให้ทานแบบสัตบุรุษ อีกนัยหนึ่ง คือ
๑.ให้ทานโดยเคารพ คือให้ของดี ให้ของประณีต เป็นการเคารพในไทยธรรมแล้วก็ให้ด้วยความอ่อนน้อมเป็นการเคารพในปฏิคาหก ชื่อว่าให้ทานโดยเคารพ
๒.ให้ทานด้วยมือของตนเอง คือขวนขวายกระทำด้วยตนเอง เช่นเต็มใจทำ เต็มใจให้ ไม่ใช้คนอื่นให้ คือไม่ใช้คนอื่นทำหรือว่าไม่ใช้ให้คนอื่นให้แทน ทำให้เกิดเจตนาครบ ๓ กาล ชื่อว่าให้ทานด้วยมือของตนเอง
๓.ให้ทานด้วยความยำเกรง คือให้ของที่ดีมีประโยชน์ ไม่มีโทษ มีการอ่อนน้อมต้อนรับอย่างดี การให้ทานด้วยความยำเกรงจะต้องไม่ดูหมิ่นผู้รับทานว่าต้องอาศัยเรา จึงให้ของไม่ดีให้ของเลว ถ้าหากว่ามีจิตเป็นอย่างนี้แล้ว จิตก็เกิดอกุศล ทานที่ให้เป็นทานก็เศร้าหมอง ทำให้เจตนาไม่ดีคือไม่ครบ ๓ กาล เหตุนี้เมื่อจะช่วยเหลือใครแล้ว ไม่ควรที่จะไปดูหมิ่นผู้นั้น จะทำให้ทานนั้นเศร้าหมองไม่ได้ผลดี การให้ทานด้วยความยำเกรงก็ต้องเคารพในผู้ที่รับด้วย
๔.ให้ทานโดยไม่ทิ้งขว้าง คือมีจิตคิดจะให้อยู่เสมอเหมือนกับมีมืออันล้างไว้สะอาดพร้อมที่จะหยิบของให้ทาน และก็ให้ของดีของที่ตนกินได้ใช้ได้ และให้อยู่เป็นประจำชื่อว่าให้ทานโดยไม่ทิ้งขว้าง
๕.ให้ทานด้วยเห็นอานิสงส์ของการให้ เพราะรู้ว่าการให้ทานนั้นมีผล คือทำให้มีกินมีใช้ไม่อดอยากยากจน และทำให้ได้โภคสมบัติ ภพสมบัติ ได้เกิดในที่ที่มีความสุขพรั่งพร้อมด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์
นี้เป็นอานิสงส์ของการให้ทาน เป็นทานที่สัตบุรุษทำ เพราะว่าสัตบุรุษย่อมจะให้ทานโดยง่าย เพราะสัตบุรุษเป็นผู้ที่ฉลาด มีกายวาจาสงบจากอกุศล คิดทำกุศลอยู่เสมอ
ผู้เป็นสัตบุรุษย่อมประกอบด้วยคุณธรรม ๗ อย่างคือ เป็นผู้ที่มีศรัทธามีหิริ โอตตัปปะ มีสุตตะ วิริยะ จาคะ และปัญญา ฉะนั้นผู้ที่เป็นสัตบุรุษจึงนิยมการให้ทาน
ส่วนอสัตบุรุษก็ตรงกันข้ามกับสัตบุรุษ ผู้ที่เป็นอสัตบุรุษ เป็นชนพาล ย่อมไม่ชอบที่จะให้ทาน คือไม่ชอบทำประโยชน์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ถึงแม้ว่าพวกอสัตบุรุษจะให้ทานบ้าง ก็ให้โดยไม่เต็มใจให้ เพราะฉะนั้นการให้ทานของอสัตบุรุษจึงตรงกันข้ามกับทานของสัตบุรุษ ทานของอสัตบุรุษ นั้นมีลักษณะ ๕ อย่าง คือ
๑.ให้ทานโดยไม่เคารพ คือให้ของไม่ดีไม่เคารพในไทยธรรม ให้ด้วยกิริยาแข็งกระด้าง ไม่อ่อนน้อม ไม่เคารพในปฏิคาหกเป็นการให้ทานโดยไม่เคารพ
๒.ไม่ให้ทานด้วยมือของตนเอง คือไม่ขวนขวายที่จะกระทำด้วยตนเอง ใช้ให้คนอื่นทำ ใช้ให้คนอื่นให้ ถ้าหากว่าไม่มีคนทำหรือว่าไม่มีคนให้ก็จะไม่ให้ทาน ชื่อว่าไม่ให้ทานด้วยมือของตนเอง
๓.ให้ทานโดยไม่ยำเกรง คือให้ของไม่ดี ไม่มีประโยชน์ และก็ไม่เคารพในทานไม่เคารพปฏิคาหก คือให้ด้วยการดูถูกดูหมิ่นผู้รับทานเพราะคิดว่า ถ้าเราไม่ให้เขาก็เป็นอยู่ไม่ได้ จึงให้สักแต่ว่าให้ แล้วก็ให้ของไม่ดีอันนี้ก็เป็นเหตุให้เจตนานี้ไม่ดีทั้ง ๓ กาล ทำให้ทานนั้นเศร้าหมองไม่ได้ผลดี
๔.ให้ทานโดยทิ้งขว้าง ให้ดุจทิ้งให้เทให้ เช่นของที่ตนกินไม่ได้ใช้ไม่ได้ จะทิ้งแล้วถึงจะเอาไปให้ อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นการให้ทานโดยทิ้งขว้าง คือนาน ๆ จะให้เสียทีหนึ่งไม่ได้ให้โดยสม่ำเสมอ
๕.ไม่เห็นอานิสงส์ของการให้ เพราะว่าไม่มีศรัทธาเชื่อกรรมเชื่อผลของกรรมและเสียดายวัตถุ คิดว่าให้แล้วจะทำให้วัตถุข้าวของนั้นหมดไปจึงไม่กล้าให้ทาน ส่วนที่ให้ได้ก็เพราะเห็นคนอื่นให้ ถ้าตนไม่ให้ก็จะถูกผู้อื่นติเตียน จึงได้ให้โดยไม่เต็มใจ
เพราะไม่รู้เหตุผลว่า ทานที่ให้จะให้ผลดี ได้เป็นผู้มั่งคั่งในวันข้างหน้า พวกอสัตบุรุษจึงไม่ชอบให้ทาน อย่างเช่นทานของพระเจ้าปายาสิ ที่บริจาคทานให้แก่คนทั่วไป โดยให้ของไม่ประณีตเช่นให้ปลายข้าวกับน้ำผักกาดดอง และให้ผ้าเนื้อหยาบ ๆ โดยใช้ให้เจ้าหน้าที่ชื่อว่า อุตตรมานพ เป็นผู้ให้ทาน เมื่อเขาให้ทานแล้วก็ได้อธิษฐานว่าขออย่าให้เขาได้เกิดร่วมกับพระเจ้าปายาสิในโลกหน้าอีกเลย เพราะเหตุว่าพระเจ้าปายาสินี้ให้ทานด้วยของไม่ดี เมื่อพระเจ้าปายาสิได้ทราบเรื่องนี้ก็ได้สั่งให้อุตตรมานพจัดของให้ทานประณีตขึ้น คือพระองค์เสวยโภชนะอย่างใดก็ให้จัดโภชนะอย่างนั้นให้ทาน แล้วพระองค์นุ่งห่มด้วยผ้าชนิดใดก็ให้จัดผ้าชนิดนั้นให้เป็นทาน แต่ด้วยเหตุที่พระเจ้าปายาสิไม่ได้ให้ทานโดยความเคารพ และก็ไม่ได้ให้ทานด้วยมือของตนเอง ไม่ได้ให้ทานด้วยความนอบน้อม ให้ทานอย่างแบบทิ้งขว้าง ครั้นสวรรคตไปแล้วก็ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่ชั้นจาตุมหาราชิกา มีวิมานอันว่างเปล่า
แต่ส่วนอุตตรมานพซึ่งเป็นคนที่ให้ทานของพระเจ้าปายาสินั้นให้ทานด้วยความเคารพแล้วก็ให้ทานด้วยมือของตนเอง ให้ทานด้วยความนอบน้อม ให้ทานโดยไม่ทิ้งขว้าง เมื่อตายไปก็ได้ไปเกิดเป็นเทวดาในชั้นดาวดึงส์ด้วยอำนาจของเจตนาที่กระทำต่างกัน คือพระเจ้าปายาสิเป็นผู้ที่บริจาคของให้ทานก็จริง แต่พระองค์ไม่ได้ให้ด้วยตนเอง และไม่มีศรัทธาในการให้ ทั้ง ๆ ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติที่ให้ทาน แต่เพราะเหตุที่เจตนาไม่ดี จึงทำให้ไปเกิดเป็นเทวดาชั้นต่ำกว่า คนรับใช้เป็นผู้ให้ทานนั้นให้ทานด้วยความเคารพก็เป็นเหตุให้ได้ไปเกิดเป็นเทวดาชั้นสูงกว่า
นี้ขึ้นอยู่กับเจตนาในการให้ทานนั้น ท่านไม่ถือวัตถุเป็นสำคัญ แต่ถือเอาเจตนาเป็นสำคัญ ถ้าหากว่ามีเจตนาดีแล้วมีเจตนาครบ ๓ กาล การให้ทานนั้นก็ย่อมจะได้ผลดี เช่น
บุคคลใดเมื่อให้ทานด้วยตนเองแล้ว ก็ควรชักชวนบุคคลอื่นให้ทานด้วย ผลของทานนี้ ย่อมจะทำให้ได้ทั้งโภคสมบัติและบริวารสมบัติ
บุคคลใดที่ให้ทานด้วยตนเองแต่ไม่ได้ชักชวนบุคคลอื่นให้ ให้ทานด้วย ผลของทานก็ย่อมจะทำให้ได้โภคสมบัติแต่ไม่ได้บริวารสมบัติ
บุคคลใดที่ชักชวนบุคคลอื่นให้ให้ทานแต่ว่าตนเองไม่ได้ให้ทานด้วย ผลของทานก็จะทำให้ได้แต่บริวารสมบัติแต่ไม่ได้โภคสมบัติ
ส่วนบุคคลใดที่ไม่ให้ทานด้วยและไม่ชักชวนบุคคลอื่นให้ให้ทานด้วย ผลก็ย่อมจะทำให้ไม่มีโภคสมบัติและไม่มีบริวารสมบัติ ทำให้เป็นคนยากจนอนาถา
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของบุคคลในการที่จะให้ทาน ด้วยเหตุนี้เมื่อใคร ๆ เขาทำบุญเขาชักชวนให้ทำบุญ จงอย่าได้ขัดขวางบุญของเขา จะเป็นการทำลายบุญของผู้อื่นและยังขัดขวางลาภของผู้อื่นด้วย และเป็นการทำลายประโยชน์ตนเองด้วย เพราะเหตุที่ตนเกิดอกุศลจิตก็ย่อมจะทำให้ได้รับผลเป็นทุกข์ในอนาคต
จะเห็นได้ว่าการให้ทรัพย์ของสัตบุรุษและอสัตบุรุษย่อมทำให้ได้ผลต่างกัน คือทรัพย์ของสัตบุรุษ แม้ว่าจะมีจำนวนน้อยก็ย่อมเป็นที่อาศัยแก่ผู้อื่นได้ คืออุปมาเหมือนกับน้ำในบ่อหรือว่าในแม่น้ำ ซึ่งเป็นน้ำจืดก็ย่อมจะเป็นที่อาศัยอาบกินชำระล้างสิ่งของต่าง ๆ แก่คนทั้งหลายได้ ทรัพย์ของสัตบุรุษจึงเป็นประโยชน์แก่ตนและคนอื่นทั่วไป เพราะว่าผลของทานก็ทำให้ตนเป็นผู้ที่มั่งคั่งในอนาคตข้างหน้า และคนอื่นก็ยังได้รับความสุขเพราะทานที่ตัวบริจาคให้ด้วย
ส่วนทรัพย์สมบัติของอสัตบุรุษแม้จะมีจำนวนมากก็เป็นที่อาศัยของผู้อื่นไม่ได้ เปรียบเหมือนกับน้ำในมหาสมุทรซึ่งเป็นน้ำเค็ม ใคร ๆ ก็ไม่อาจที่จะใช้อาบใช้กินหรือว่าชำระสิ่งต่าง ๆได้ ทรัพย์ของสัตบุรุษจึงไม่เป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น เพราะการที่ตนไม่ให้ทานก็ทำให้ตนเองยากจนในอนาคต และผู้อื่นก็ไม่ได้มีส่วนได้รับความสุขด้วย เพราะเหตุที่ตนไม่ได้ให้ทานแก่เขา เมื่อตายแล้วก็ต้องทิ้งทรัพย์สมบัติเหล่านี้ไป ทรัพย์สมบัติเหล่านี้ก็ไม่สามารถติดตามตัวไปในภพข้างหน้าได้
เหตุนี้ทรัพย์สมบัติทั้งหลายจึงไม่ใช่ของตน แต่กรรมเท่านั้นที่เป็นสมบัติของตนคือ ตนทำกรรมอย่างไรกรรมนั้นก็จะติดตามไปให้ผลตามกรรมที่ทำไว้
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสว่า “ทรัพย์สมบัติใด ๆ ถ้าอยู่กับสัตบุรุษแล้วย่อมนำเจ้าของไปสู่สุคติ ส่วนทรัพย์สมบัติใดอยู่กับอสัตบุรุษก็ย่อมนำเจ้าของไปสู่ทุคติ เพราะว่าผู้มีปัญญาทรามย่อมใช้ทรัพย์ไปในทางสนุกสนานไร้สาระและยังมีการเบียดเบียนผู้อื่นเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทองนั้นอีก การใช้ทรัพย์ของผู้มีปัญญาทรามคือ อสัตบุรุษย่อมจะฆ่าเจ้าของเองเพราะใช้ไปในทางทำอกุศลทำลายตัวเองให้เป็นทุกข์เดือดร้อน ส่วนทรัพย์ของผู้มีปัญญาคือสัตบุรุษ ย่อมใช้ทรัพย์ในการบริจาคทานรักษาศีลเจริญภาวนา ใช้ไปในการกุศลจึงช่วยตัวเองให้พ้นจากทุกข์ไปตามลำดับจนถึงทำให้พ้นจากความทุกข์ได้ในที่สุด”
ฉะนั้น การให้ทานจะได้ผลดีหรือไม่ดีย่อมขึ้นอยู่กับความตั้งใจเป็นใหญ่เป็นสำคัญ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสกับท่านอนาถบิณฑิกะว่า “แม้วัตถุไทยธรรมที่ให้นั้นจะเศร้าหมองหรือว่าประณีต แต่เมื่อให้ด้วยความเคารพให้ด้วยความนอบน้อมให้ด้วยมือของตนเอง ไทยธรรมที่ให้นั้นไม่ใช่ของเหลือหรือไม่ใช่ของที่จะทิ้ง และการเชื่อกรรมเชื่อผลของกรรมในการให้ทาน ทานนั้นย่อมมีอานิสงส์มาก และบุคคลนั้น เมื่อได้บังเกิดในตระกูลใด ๆ จิตของผู้ให้ทานย่อมน้อมไปเพื่อบริโภคอาหารอย่างดี เพื่อบริโภคเสื้อผ้าอย่างดี เพื่อบริโภคกามคุณ ๕ อย่างดี แม้บริวารชนของผู้ให้ทาน คือบุตรภรรยาคนใช้ก็เป็นผู้ที่เชื่อฟังดีไม่ส่งจิตไปที่อื่น”
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร...?
“เพราะผลของกรรมที่ตนกระทำโดยความเคารพนั้นเป็นสำคัญจึงทำให้ได้ผลดี ๆ แต่ถ้าหากว่าตรงกันข้าม บุคคลใดให้ไทยธรรมที่เศร้าหมองหรือประณีตก็ตาม แต่ให้ทานโดยไม่เคารพไม่ทำความนอบน้อมให้ ไม่ให้ด้วยมือของตนเอง ให้ของที่เหลือคือให้ของที่จะทิ้ง และไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมให้ทาน ทานนั้นแม้บังเกิดผลในตระกูลใด ๆ ในตระกูลนั้น ๆ จิตของผู้ให้ทานย่อมไม่น้อมไปเพื่อบริโภคกามคุณ ๕ อย่างดี แม้บริวารชนของผู้ให้ทาน คือบุตรภรรยาคนใช้ย่อมไม่เชื่อฟังส่งจิตไปที่อื่น เพราะเป็นผลของกรรมที่ตนทำโดยไม่เคารพนั่นเอง” ฉะนั้นทานที่ให้แล้วย่อมจะส่งผลให้ได้อานิสงส์หลายอย่างคือ
๑.การให้ทานถือว่าเป็นบันไดขั้นต้นที่จะนำไปสู่สวรรค์ เพราะว่าการให้ทานก็เพื่อที่จะให้ผู้รับมีกินมีใช้มีความสุข เมื่อเจตนานี้ให้ผล ย่อมจะทำให้ได้โภคสมบัติ จึงเป็นเหตุให้ได้ไปเกิดในภพที่มีโภคสมบัติมากคือสวรรค์ จึงได้กล่าวว่าทานนี้เป็นบันไดขั้นต้นที่จะนำไปสู่สวรรค์
๒.ทานที่ให้นั้นจะเป็นเสบียงติดตามตนไปในภพชาติข้างหน้า ทำให้มีกินมีใช้ในระหว่างที่ยังต้องท่องเที่ยวไปในวัฏฏะ การให้ทานนี้จะทำให้มีความสุขมีโอกาสที่จะได้เจริญกุศลให้เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ
๓.การให้ทาน เป็นทางสายตรงที่จะพาไปสู่พระนิพพาน เพราะว่าการให้ทานนั้นมีผลทำให้เกิดเป็นผู้มั่งคั่งจึงไม่ต้องห่วงอาชีพในการทำมาหากิน ทำให้มีโอกาสที่จะมารักษาศีลเจริญภาวนาได้สะดวก ก็จะเป็นเหตุให้บรรลุถึงมรรคผลนิพพานได้
๔.การให้ทาน เป็นเหตุอันประเสริฐที่จะทำให้พ้นจากสังสารวัฏฏ์ เพราะว่าได้อาศัยผลแห่งทานนั้นเป็นเครื่องอุดหนุนค้ำจุนให้เจริญภาวนาได้สะดวกโดยที่ไม่มีอุปสรรคใด ๆ มาขัดขวาง ทำให้ปฏิบัติธรรมนั้นถึงความสำเร็จพ้นจากกิเลสพ้นจากทุกข์ได้
๕.ผลของผู้ที่ให้ทานย่อมจะทำให้เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลายเพราะได้ดำเนินตามธรรมของสัตบุรุษที่ท่านกล่าวว่า การให้ทานนั้นเป็นความดี ทำให้มีความรักใคร่สามัคคีช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
๖.ชนเป็นอันมากย่อมคบหา แม้สัตบุรุษก็ย่อมคบหา ย่อมแสดงธรรมเป็นที่บรรเทาทุกข์ให้โดยประการทั้งปวง คือสัตบุรุษย่อมจะบอกธรรมที่พ้นทุกข์ให้ เมื่อเขาทราบข้อปฏิบัตินั้นชัดเจนแล้ว เขาก็สามารถที่จะปฏิบัติตามธรรมนั้น ทำให้หมดจดจากกิเลสได้
๗.กิตติศัพท์ของผู้ที่ให้ทานย่อมฟุ้งขจรไปทั่วทิศ คือกลิ่นของผู้ที่ให้ทานนั้น จัดว่าเป็นกลิ่นอย่างอุกกฤษฏ์ เพราะฟุ้งไปได้ทั้งทวนลมและตามลม
๘.เมื่อเข้าสู่ที่ประชุมชนก็เป็นผู้องอาจแกล้วกล้าไม่เก้อเขิน เพราะมีจิตเป็นกุศลอยู่เสมอ
๙.ผู้ให้ทานย่อมไม่เหินห่างจากธรรมของคฤหัสถ์ คือเป็นผู้ที่มีสัจจะ ทมะ จาคะ และขันติเสมอ ซึ่งเป็นธรรมของคฤหัสถ์ ที่เรียกว่าฆราวาสธรรม ๔ ประการ
๑๐.ผู้ให้ทานย่อมเป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะไม่หลงตาย เมื่อตายแล้ว ย่อมได้บังเกิดในสุคติโลกสวรรค์
การให้ทานนั้น ถ้าหากว่าตั้งเจตนาปรารถนาสมบัติในวัฏฏะสงสาร เช่นปรารถนามนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ ความปรารถนาอย่างนี้ชื่อว่าตั้งเจตนาไว้ผิด เพราะว่าการให้ทานที่ปรารถนาสมบัติในวัฏฏะ จะทำให้ต้องเป็นทุกข์ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฎฎ์ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะต้องไปรับผลของทานนั้นก่อน ดังนั้นผลของการให้เช่นนี้ ไม่อาจที่จะทำให้ผู้นั้นบรรลุถึงมรรคผลนิพพานได้
แต่ถ้าหากว่าตั้งเจตนาปรารถนาเพื่อที่จะให้พ้นจากทุกข์ เพื่อให้สิ้นอาสวะกิเลส เพื่อให้บรรลุมรรคผลนิพพาน การให้ทานด้วยการตั้งเจตนาอย่างนี้ ชื่อว่าตั้งเจตนาไว้ชอบ เพราะผลของทานย่อมจะทำให้สำเร็จบรรลุถึงอรหัตตผล พ้นจากทุกข์ในวัฎฎะได้เร็ว
เพราะฉะนั้นผู้ให้ทานนั้น ถ้าหากว่าเป็นผู้มีปัญญาได้โภคสมบัติไพบูลย์แล้ว เขาพึงบริจาคแก่ปฎิคาหกและบริโภคเลี้ยงตนเอง เลี้ยงมารดาบิดา บุตรภรรยา ญาติพี่น้องทาสกรรมกรให้เป็นสุข ครั้นบริจาคและบริโภคแล้วอย่างนี้ นักปราชญ์ย่อมสรรเสริญ ดังท่านอุปมาว่า เหมือนเรือนที่ถูกไฟไหม้ ถ้าเจ้าของขนภาชนะเครื่องใช้ออกได้ ของนั้นก็เป็นประโยชน์ได้ใช้สอยต่อไปในภายหน้า ส่วนสิ่งของที่ขนออกไปไม่ได้ก็เป็นเชื้อเพลิงย่อยยับสูญหายไม่ได้ประโยชน์ฉันใด แม้ตัวเราคือเบญจขันธ์ อันชรา มรณะเผาผลาญแล้ว ถ้าหากว่าได้นำทรัพย์บริจาคแก่คนยากจนอนาถาหรือสมณะพราหมณ์ตามกาลตามสมัย สิ่งที่บริจาคให้แล้วย่อมเป็นการนำออกด้วยดีคือพ้นจากอันตรายทั้งปวง เพราะทานที่ให้ดีแล้วจะให้ผลเป็นความสุขในวันข้างหน้า ส่วนของที่ไม่ได้นำออกบริจาคนั้นก็เหมือนกับของที่สูญไปในเพลิงไม่มีประโยชน์อันใดแก่ตนเลย แม้สมบัตินั้นยังมีอยู่ก็ตกเป็นสมบัติของผู้อื่นไปเมื่อมรณะภัยมาถึงแล้ว ร่างกายก็แตกดับต้องละทรัพย์สมบัติไป สมบัติเหล่านี้ไม่อาจติดตามตนไปยังปรโลกได้ นอกจากว่าเราจะได้ทำทาน
การให้ทาน นับเป็นอริยทรัพย์ที่จะติดตามตนไปในภพชาติข้างหน้าได้ เพราะฉะนั้นท่านผู้มีปัญญาผู้ทีมีทรัพย์พึงขวนขวายบริจาคทานและบริโภคตามสมควร อย่าได้เกิดวิปฏิสารคือความเดือดร้อนใจในภายหลัง ควรรีบขวนขวายกระทำบุญเพื่อชำระขันธสันดานให้สะอาด เพื่อเป็นปัจจัยแก่การไปสู่สุคติภพ เมื่อเห็นประโยชน์ของบุญก็ควรที่จะสร้างบุญนี้ให้ยิ่งกว่าสิ่งอื่น ๆ เพราะเหตุว่าบุญย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในปรโลก ฉะนั้นท่านทั้งหลายอย่าได้กลัวบุญเลย เพราะบุญเป็นชื่อของความสุข สัตว์ทั้งหลายต่างก็ปรารถนาความสุขแสวงหาความสุขด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อรู้ว่าบุญพืชก่อให้เกิดผลคือสุขสมบัติแล้ว ก็ไม่ควรประมาทในการทำบุญ ควรที่จะหมั่นสะสมบุญให้มาก ๆ เป็นนิจ เพื่อให้เข้าถึงสันติสุขคือพระนิพพาน
ดังนั้นท่านทั้งหลายจงให้ทานด้วย จงบริโภคเองด้วย แล้วก็จงปฏิบัติตามทางของพระอริยะ เพราะว่าผู้ที่กินคนเดียวย่อมไม่มีความสุข การเผื่อแผ่ให้ผู้อื่นกินด้วย ผู้อื่นก็มีความสุข ตัวเองก็มีความสุข คือจะทำให้ถึงความพ้นทุกข์ได้
อีกอย่างหนึ่ง การให้ทานถ้ามีปัญญาเข้าใจทำ การให้นั้น เป็นทานก็ได้เป็นศีลก็ได้เป็นภาวนาก็ได้ เช่นเรานำเอาอาหารไปใส่บาตรก็เท่ากับว่าเอารสไปถวายพระ วัตถุที่ให้นั้นท่านจัดว่าเป็นทาน แต่ถ้าคิดว่าการใส่บาตรนี้เราทำตามประเพณีของตระกูลซึ่งพ่อแม่ทำมาก็รักษาประเพณีนี้ทำสืบต่อไป การให้ทานนี้ก็จัดว่าเป็นศีล เพราะศีลแปลว่าปกติคือมีการให้เป็นปกติ เป็นธรรมเนียมของตระกูล แต่ถ้าหากเราคิดว่าสิ่งของที่นำมาให้ใส่บาตรนี้ล้วนมีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แม้ผู้ให้ผู้รับก็เช่นเดียวกันคือไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาเหมือนกัน หรือขณะที่เราให้ทานอยู่เราก็พิจารณาเวลาที่ให้ทานว่าเป็นรูปเป็นนาม รู้ไปตามความเป็นจริง หรือว่าเราใส่บาตรเพื่อประสงค์ที่จะทำนุบำรุงพุทธศาสนาไว้ให้ยั่งยืน การให้ทานอย่างนี้ก็จัดว่าเป็นภาวนา
การให้ทานนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นบุญขั้นต่ำกว่าศีลกว่าภาวนา ก็อย่าคิดว่าจะทำได้โดยง่าย เพราะว่าการยื่นมือให้นั้นยาก แต่การยื่นมือรับนั้นง่าย เนื่องจากจิตของปุถุชนนี้คล่องอยู่กับกิเลส คุ้นเคยอยู่กับกิเลสจนชำนาญ การที่จะยื่นมือให้จึงยาก แต่ถ้ายื่นมือรับแล้วจะยื่นมือรับได้ง่าย เว้นเสียว่าจิตใจของผู้ใดที่คุ้นเคยอยู่กับบุญ ปกติมีศรัทธาเลื่อมใสในการให้ รู้ว่าการให้มีประโยชน์ จึงยื่นมือให้ได้ง่ายเพราะเหตุว่าเป็นผู้ที่คล่องอยู่กับการทำบุญกุศลเสมอ ๆ
ส่วนผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับบุญกุศลก็จะถูกกิเลสคือความโลภคลอบงำจึงยื่นมือให้ทานไม่ได้ การให้ที่เป็นทานนั้นมีอานิสงส์น้อยกว่าการให้ที่เป็นศีล และการให้ที่เป็นศีลก็มีอานิสงส์น้อยกว่าการให้ที่เป็นภาวนา เพราะว่าการให้ที่เป็นภาวนานั้นจะต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้เข้าถึงเหตุผล เป็นการให้เพื่อที่จะทำลายความโลภความตระหนี่ให้หมดไป จะต้องไม่เสียดายในวัตถุ เพราะคิดว่าให้กิเลสไม่ใช่ให้วัตถุ ถึงมีวัตถุน้อยก็สละให้ได้ เพราะจุดประสงค์ที่ให้เพื่อที่จะกำจัดความโลภโกรธหลงให้หมดไป เช่น
การให้วัตถุเป็นทาน เพื่อที่จะกำจัดความโลภ สงเคราะห์เป็นทาน หรือ
การให้ชีวิตสัตว์ คือไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนี่เรียกว่า มหาทาน และ
การที่ให้อภัยทาน คือไม่เอาโทษแก่ผู้ทำผิด การให้ทานเหล่านี้จัดว่าเป็นการให้เพื่อกำจัดความโกรธ สงเคราะห์เป็นศีล
ส่วนการให้ธรรมทานเพื่อกำจัดความหลง เพราะว่าการให้ธรรมทานนั้นทำให้ผู้รับนี้ได้รู้เหตุผลความจริงของสภาวธรรม ทำให้ผู้นั้นได้รู้ความจริงทำให้หายหลงทำให้พ้นจากทุกข์ สงเคราะห์เป็นภาวนา
ดังนั้น ถ้าหากว่าเรารู้เหตุผลอย่างนี้ สมควรที่จะนำเอาความรู้นี้ไปแก้ไขจิตใจของเราให้เกิดความเห็นถูก เพราะว่าการทำกุศลทุก ๆ อย่าง ถ้าหากว่าเราทำโดยรอบรู้เหตุผลมีปัญญาเข้าประกอบแล้ว ทานอันนั้นก็จะเป็นปัจจัยให้ถึงนิพพานได้ เพราะทานที่มีปัญญาเข้าประกอบย่อมเป็นบารมีคือเป็นปัจจัยให้ถึงพระนิพพานได้ แต่ถ้าหากว่าเราทำกุศลโดยที่เราไม่รู้เหตุผลแล้วไม่มีปัญญาเข้าประกอบ ทานนั้นไม่จัดเป็นบารมี ไม่เป็นปัจจัยให้ถึงพระนิพพาน
การทำทานนั้นจุดประสงค์เพื่อละกิเลส ถ้าหากว่าผู้ใดทำทานเพื่อละกิเลสอย่างนี้พระพุทธองค์ก็ทรงสรรเสริญมาก เพราะว่าประโยชน์ของการทำกุศลทุกอย่าง พระพุทธองค์สอนให้ทำเพื่อละกิเลสเป็นสำคัญ จะได้เป็นปัจจัยให้พ้นจากทุกข์ ส่วนอานิสงค์ของทานถึงแม้ว่าจะให้ผลเป็นผู้มั่งคั่งมีความสุขทั้งในชาตินี้ชาติหน้า แต่ถ้าหากว่าเอามาเปรียบเทียบกับศีลแล้ว ศีลนั้นยังมีอานิสงส์มากกว่าทาน ส่วนการเจริญภาวนามีอานิสงส์มากกว่าศีล ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าการที่บุคคลมีจิตใจเลื่อมใสถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งนั้น ย่อมมีผลมากกว่าทานที่บุคคลสร้างวิหารถวายแก่สงฆ์ที่มาจากทิศทั้ง ๔เพราะการเลื่อมใสในพระรัตนตรัยย่อมป้องกันตัวเองไม่ให้ทำชั่ว
ถ้าบุคคลได้สมาทานรักษาศีล ๕ พร้อมทั้งเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ย่อมมีอานิสงส์มากกว่าเลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างเดียว เพราะการรักษาศีล ๕ ย่อมเป็นเครื่องป้องกันให้พ้นจากอบายภูมิ ทำให้ได้เกิดในสุคติภูมิ
ถ้าบุคคลเจริญเมตตาจิต แม้เพียงเวลาที่สูดดมของหอมเท่านั้น ก็มีอานิสงส์มากกว่าการรักษาศีล ๕ และการเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เพราะผู้ที่เจริญเมตตาได้เข้าถึงฌานย่อมทำให้พ้นจากกามภูมิ ได้ไปเกิดในพรหมภูมิมีความสุขมากกว่าเกิดในกามภูมิ
และถ้าบุคคลได้เจริญอนิจจสัญญา เพียงแค่ลัดนิ้วมือเดียว ก็มีผลมากกว่าบุคคลที่เจริญเมตตา เพราะการเจริญอนิจจสัญญาได้เห็นความจริงเข้าถึงสัจจธรรมแจ้งอริยสัจจ์ ๔ ย่อมทำผู้นั้นให้พ้นจากวัฎฎะทุกข์ เข้าถึงสันติสุขคือพระนิพพาน ส่วนการให้ทานแม้ยังไม่อาจทำบุคคลให้พ้นจากทุกข์ได้ แต่ก็ให้ผลเป็นสุข เพราะละกิเลสความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัวให้ลดลง ทำให้ไม่เป็นผู้ประมาทหลงมัวเมาในทรัพย์สมบัติ ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ข้าวเปลือก ทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ตลอดจนข้าทาสบริวารทั้งหลาย ย่อมไม่อาจติดตามตนไปสู่ปรโลกได้ มีแต่กรรมดีกรรมชั่วเท่านั้น ที่ติดตามตนไปได้เหมือนเงาติดตามตนไปฉะนั้น” เหตุนี้บุคคลพึงทำแต่กรรมดีสั่งสมไว้เป็นที่พึ่งในภพชาติข้างหน้า เพราะการให้ทานเป็นกุศลที่เกื้อกูลต่อสัตว์ทั้งหลายให้ได้ความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ถ้าขาดการให้ทานเสียแล้วสัตว์โลกทั้งหลายก็หาความสุขสบายไม่ได้ แม้การรักษาพระพุทธศาสนาให้เจริญยั่งยืนก็ต้องอาศัยทานเป็นเครื่องค้ำจุน พุทธศาสนาจึงจะเจริญตั้งมั่นอยู่ได้ และการให้ทานยังเป็นรากฐานให้ได้ทำกุศลขั้นสูงต่อไป โดยเป็นสะพานให้ข้ามไปถึงฟากฝั่งคือพระนิพพานได้ ฉะนั้นท่านทั้งหลายจงยินดีในการบำเพ็ญทาน เพื่อเป็นปัจจัยส่งท่านให้ถึงโลกุตตรกุศลให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง
ด้วยเหตุนี้จึงได้นำอานิสงส์ของทานมาแสดงต่อเพื่อให้ได้ความสมบูรณ์ในเรื่องของทาน เพื่อเป็นเหตุให้ท่านทั้งหลายได้เกิดศรัทธาเลื่อมใสในการทำทาน เพื่อเป็นอุปนิสัยเพิ่มพูนบารมีให้แก่กล้าไปตามลำดับ เพราะสัตว์โลกทั้งหลายที่มีชีวิตเป็นอยู่ได้ ต้องเริ่มต้นด้วยทานก่อน เช่นพ่อแม่ให้เลือดเนื้อแก่บุตร ตลอดจนให้การบำรุงเลี้ยงดู บุตรจึงมีชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยทาน ฉะนั้นจึงควรรู้อานิสงส์ของทานซึ่งมีหลายอย่างตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่ามี ๗ อย่าง คือมีเจตนาทาน ปาฎิปุคคลิกทาน สังฆทาน อามิสทาน ธรรมทาน ปัตตานุโมทนาทาน และปัตติทาน
ในการให้ทานจะต้องตั้งต้นที่เจตนาเป็นสำคัญก่อน คือจะต้องมีเจตนาครบ ๓ กาล เช่นตั้งใจทำ เต็มใจทำ ทำแล้วจิตผ่องใส ทานที่ให้ย่อมมีอานิสงส์มาก
ดังเช่นทานของพระเจ้าทุฏฐคามินีอภัย ที่พระองค์ทรงปราชัยในการรบ แล้วได้หลบหนีไปกับอำมาตย์พี่เลี้ยงเข้าไปอยู่ในป่า ในขณะที่หลบหนีไม่ได้เสวยอาหารได้เกิดความหิวขึ้นมา จึงถามพี่เลี้ยงว่ามีอะไรกินบ้างไหม พี่เลี้ยงก็ทูลว่ามีข้าวมา ๑ ห่อ พระราชาให้แบ่งข้าวนี้ออกเป็น ๔ ส่วน พี่เลี้ยงสงสัยว่ามาด้วยกัน ๒ คนกับลาตัวหนึ่ง ทำไมพระราชาจึงให้แบ่งเป็น ๔ ส่วน พระราชาก็กล่าวว่าอาหารที่เราจะบริโภคหากว่ายังไม่ได้ถวายพระคุณเจ้าก่อนก็จะไม่บริโภค จึงได้บอกให้พี่เลี้ยงร้องนิมนต์พระคุณเจ้าว่าได้เวลาแล้วขอให้พระคุณเจ้าจงมารับบิณฑบาต พี่เลี้ยงก็ทูลว่าอยู่ในป่าอย่างนี้จะได้พระคุณเจ้าจากที่ไหน พระราชากล่าวว่าถ้าหากว่าเรามีศรัทธาอยู่ก็จะได้พบพระคุณเจ้า พี่เลี้ยงก็ต้องทำตามคำสั่งของพระราชาโดยตะโกนบอกนิมนต์พระคุณเจ้าไป ๓ ครั้ง เสียงนั้นก็ได้ยินไปถึงพระเถระผู้มีหูทิพย์ รู้ว่าพระเจ้าทุฏฐคามินีอภัยจะใส่บาตร จึงได้เหาะมาทางอากาศแล้วก็มายืนอยู่ตรงหน้าพระราชา พระราชาทอดพระเนตรเห็นพระเถระก็โสมนัสยินดียิ่งนัก บอกให้พี่เลี้ยงดูพระเถระด้วยความสมประสงค์ พระราชาได้ไหว้พระเถระแล้วใส่บาตรด้วยส่วนที่เป็นของพระเถระและส่วนที่เป็นของพระองค์ด้วยความปีติโสมนัสอย่างยิ่ง เมื่อใส่แล้วก็ไหว้พระเถระ แล้วตั้งความปรารถนาว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญขึ้นชื่อว่าความเดือดร้อนเกี่ยวกับอาหารในกาลข้างหน้า ขออย่าได้มีแก่โยมเลย” พระเถระก็อนุโมทนาว่า “จงเป็นอย่างนั้น” ส่วนพี่เลี้ยงเมื่อเห็นพระราชาถวายอาหารที่เป็นส่วนของพระองค์แก่พระเถระจึงถวายส่วนที่เป็นของตนลงในบาตรบ้าง พระราชามองดูลาก็รู้ว่าลาก็ยินดีที่จะใส่บาตรด้วยเหมือนกันจึงได้เอาส่วนของลาใส่บาตร พระเถระแล้วไหว้พระเถระส่งพระเถระไป พระเถระได้นำอาหารนั้นมาแล้วก็ได้แบ่งถวายแก่พระที่อยู่ในวิหารทุกรูป ฝ่ายพระราชาคิดว่า “เราหิวเหลือเกิน ถ้าหากว่าพระเถระจะพึงส่งอาหารเหลือเดนมาให้เราบ้างก็จะดี” พระเถระทราบความดำริของพระราชา จึงได้ส่งอาหารเหลือเดนนี่ให้พอแก่ความต้องการของคนเหล่านั้นโดยขว้างบาตรมาทางอากาศ บาตรก็มาตั้งอยู่ในพระหัตถ์ของพระราชา เมื่อทุกคนได้บริโภคอาหารอิ่มแล้ว พระราชาก็ทรงเปลื้องเสื้อคลุมของพระองค์ใส่ลงในบาตรเพื่อถวายแก่พะเถระแล้วบาตรก็ลอยไปในอากาศตั้งอยู่ในมือของพระเถระ
ต่อมาภายหลังพระราชาก็ได้กลับมาครองบ้านเมืองตามเดิม เมื่อถึงวาระสุดท้ายใกล้ที่จะสวรรคต ได้ให้เจ้าหน้าที่อ่านสมุดบันทึกการทำบุญต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงกระทำไว้ บุญอื่น ๆ ที่ทำแล้วก็ไม่เป็นที่ประทับใจเท่ากับบุญที่พระองค์ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระเถระในป่าเมื่อคราวที่ปราชัยในการรบนั้น เป็นบุญที่พระองค์ทรงนึกถึงด้วยปีติโสมนัสอยู่บ่อย ๆ เพราะเป็นบุญที่ทำด้วยเจตนาครบ ๓ กาล และบุญนี้ก็ได้ส่งพระองค์ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตได้เสวยทิพย์สมบัติอยู่ตลอดกาลนาน (สำหรับพระเจ้าทุฏฐคามินีอภัยนั้นต่อไปจะได้มาเป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระศรีอริยเมตไตรย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะอุบัติขึ้นภายหน้า) ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าบุญที่ทำครบ ๓ กาลนั้นย่อมให้อานิสงส์มากมาย เพราะว่าทำให้พระเจ้าทุฎฐคามินีอภัยนี้ได้ไปเกิดอยู่ในดุสิตเทวโลกเป็นเวลานาน ฉะนั้นในการให้ทานที่มีเจตนาครบ ๓ กาลนี้ คือก่อนทำก็ตั้งใจดี กำลังทำก็เต็มใจทำ เมื่อทำแล้วก็โสมนัสนึกถึงบุญนั้นบ่อย ๆ บุญนั้นย่อมให้อานิสงส์มาก
ส่วนการให้ทานที่มีเจตนาไม่ครบ ๓ กาลคือให้แล้วเกิดความเสียดายในภายหลัง จะทำให้ได้อานิสงส์ไม่เต็มที่ดังเช่นทานของเศรษฐีคนหนึ่งซึ่งอยู่เมืองสาวัตถี เป็นผู้ที่มีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่ว่าบริโภคอาหารด้วยข้าวปลายเกรียนกับน้ำผักดอง เป็นผู้ใช้เสื้อผ้าเนื้อหยาบใช้รถเก่ากั้นร่มด้วยใบไม้ พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ได้ทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเพราะเหตุใดเศรษฐีจึงเป็นเศรษฐีที่ใช้สมบัติไม่เป็นประโยชน์แก่ตนเองเลยหนอ
พระพุทธองค์ได้ทรงเล่าเรื่องราวของเศรษฐีนั้นให้ฟังว่า ในอัตภาพก่อน เขาได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้าเสด็จมาบิณฑบาต ก็สั่งภรรยาให้จัดอาหารถวายพระเถระ ด้วยความตั้งใจที่จะถวายอาหารบิณฑบาต ภรรยาก็ปรุงอาหารด้วยของอันประณีตใส่ลงให้เต็มบาตรพระเถระ ฝ่ายเศรษฐีนั้นเห็นภรรยาถวายอาหารอันประณีตแก่พระเถระแทนที่จะเกิดความโสมนัสยินดีกลับเกิดความเสียดายในอาหารนั้น เพราะคิดว่าอาหารนี้ถ้าหากว่าให้แก่ทาสบริวารของตนแล้ว จะมีประโยชน์มากกว่าที่จะถวายแก่พระเถระ ด้วยความคิดเสียดายในอาหารที่ถวายแก่พระเถระ นี้เป็นเหตุให้เจตนาไม่ครบ ๓ กาล อปรเจตนานั้นเสียไป แต่ด้วยเจตนาที่ตั้งใจถวายในกาลแรกดีก็ได้ส่งให้เศรษฐีนี้ได้ไปเกิดอยู่ในโลกสวรรค์ถึง ๗ ครั้ง และด้วยวิบากอันเป็นเศษเหลือจากการถวายอาหารบิณฑบาตนี้ ยังตามส่งผลให้ได้มาเกิดเป็นเศรษฐีอยู่ในกรุงสาวัตถีอีก ๗ ครั้ง แต่ว่าเจตนาในกาลหลังนี้เสียไป แม้ว่าเขาจะได้เกิดเป็นเศรษฐีแต่ใจไม่น้อมไปเพื่อที่จะบริโภครสอาหารอันประณีต ไม่น้อมไปเพื่อนุ่งห่มอันประณีต ไม่น้อมไปเพื่อที่จะใช้ยานพาหนะอันประณีตและก็ไม่น้อมไปในการบริโภคกามคุณอันประณีตให้ยินดีใช้แต่ของที่เก่า ๆ ก็ด้วยอำนาจของกิเลสที่สั่งสมมาเบียดเบียนบุญนี้ ทำให้บุญนี้ลดลงด้วยอำนาจของความตระหนี่ เพราะไม่รู้ว่าการทำบุญนั้นเป็นการชำระขันธสันดานนี้ให้หมดจดจากกิเลส จึงทำให้เกิดความเสียดายในวัตถุที่ทำบุญ เพราะไม่รู้จักกิเลสนั่งเอง คือไม่รู้ว่ากิเลสที่เกิดขึ้นแล้วจะเป็นเหตุให้เกิดผลเป็นทุกข์
ดังนั้นการไม่รู้จักกิเลสจึงได้ตกเป็นทาสของกิเลส ทั้ง ๆ ที่มีศรัทธาในการทำบุญอยู่ คือในคราวแรกได้ตั้งใจที่จะถวายอาหารบิณฑบาตเต็มที่ แต่เมื่อถวายไปแล้วเกิดความเสียดายเพราะถูกกิเลสเบียดเบียน จึงทำให้อานิสงส์ของการถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นลดลง ด้วยเหตุนี้เมื่อเราจะทำบุญจึงต้องพยายามที่จะโยนิโสมนสิการให้เกิดปัญญารู้เหตุผลตามความเป็นจริง ว่าการทำบุญทุกอย่างเราจะต้องทำเพื่อละกิเลสให้หมดไป คือให้พิจารณาว่าบุญที่เราจะทำนั้น ทำแล้วได้กิเลสหรือว่าทำแล้วละกิเลสได้ อันนี้เป็นความสำคัญ ถ้าเราได้พิจารณาบุญก่อนที่เราจะทำว่าเป็นสิ่งมีประโยชน์ เป็นเครื่องกั้นกิเลสไม่ให้เกิดขึ้น บุญนั้นต้องประกอบด้วยเจตนาครบ ๓ กาล และเป็นบุญที่ประกอบด้วยปัญญาที่รู้เหตุผลว่าการทำบุญนี้เราทำเพื่อที่จะให้หมดจดจากกิเลส ย่อมได้อานิสงส์มาก
ด้วยเหตุนี้ถ้าหากว่าเราไม่ศึกษาให้รู้เหตุผลในการทำทานแล้ว การทำทานก็ไม่ใช่เป็นของที่ทำได้ง่าย ๆ เพราะว่าคนส่วนมากย่อมจะติดในวัตถุ บางครั้งก็สละวัตถุได้ขาด แต่บางครั้งก็สละไม่ได้ ถ้าเราได้ศึกษารู้เหตุผลแล้วว่าการทำทานหรือว่าการทำกุศลทุกอย่างนั้นเราจะต้องทำเพื่อให้หมดจากกิเลส เช่น เศรษฐีเมื่อทำบุญด้วยเจตนาที่ไม่ครบ ๓ กาล จึงเป็นเหตุให้ไม่ได้ใช้ทรัพย์สมบัตินั้นเต็มที่ และทรัพย์สมบัติที่มีอยู่นั้นเศรษฐีไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์ขึ้นมาเลย เพราะเหตุว่าเศรษฐีนี้ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสด้วยการที่สั่งสมความโลภมามาก แม้จะมีทรัพย์สมบัติ เป็นเศรษฐีแล้วก็ยังมีความอยากไม่รู้จักพอ เป็นเหตุให้เศรษฐีนี้คิดฆ่าหลานชาย คือลูกของพี่ชายเพื่อที่จะเอาทรัพย์สมบัติของหลานมาเป็นของตน ด้วยการที่ฆ่าหลานชายนี้เป็นเหตุให้ตายแล้วต้องไปตกนรก คือหลังจากที่ได้มาเป็นเศรษฐีในชาตินี้แล้วบุญเก่าที่ทำไว้แล้วก็หมดสิ้น ส่วนบุญใหม่ไม่ได้ทำเพิ่มอีกเลยและยังทำบาปกรรมคือมาฆ่าหลานชายอีก จึงเป็นเหตุให้ตายแล้วต้องไปตกนรกถูกไฟเผาไหม้อยู่ในนรกนานนับภพชาติไม่ถ้วน
เราจะเห็นได้ว่ากิเลสนั้นเป็นภัยที่ร้ายกาจที่สุด มีแต่จะทำลายให้ผู้หลงคบอยู่กับกิเลสต้องเป็นทุกข์เดือดร้อนแสนสาหัส หากเราไม่ทำบุญเพื่อที่จะชำระกิเลสให้หมดไปแล้ว เราก็ไม่สามารถที่จะพ้นจากกิเลสได้ เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยที่แต่ละคนสั่งสมมา
ดังนั้นคำสอนในพระพุทธศาสนา จึงได้สอนให้บุคคลรู้จักทำเหตุให้ถูกเป็นสำคัญ เพราะถ้าทำเหตุถูกแล้วผลก็ย่อมจะทำให้พ้นจากกิเลสและพ้นจากทุกข์ไปตามลำดับ
จะเห็นได้ว่าการทำกุศลขั้นทานนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นของที่ทำได้ง่ายนัก หากไม่เข้าใจทำ ย่อมเป็นที่อาศัยให้เกิดกิเลสมาทำลายตน ทำให้ไม่ได้ผลของบุญเต็มที่ เหมือนดังเศรษฐีผู้นี้
ที่ได้นำเอาตัวอย่างนี้มาเล่าให้ฟัง ก็เพื่อให้เราได้รู้จักแก้ไขจิตใจเห็นผิดให้เกิดความเห็นถูก เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตนเองในการที่จะพ้นจากกิเลส และพ้นจากทุกข์ในอนาคตข้างหน้า ต่อไปนี้จะได้แสดงอานิสงส์ของการทำทานต่อไป
อานิสงส์ของการให้ทานที่เป็นปาฎิปุคคลิกทาน ซึ่งเกี่ยวกับการทำทานที่เจาะจงบุคคล โดยให้กับผู้ที่มีคุณธรรมอันประเสริฐตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น จนกระทั่งการให้แก่สัตว์เดรัจฉาน การให้ทานที่เป็นปาฎิปุคคลิกทานนั้น ถ้าหากว่าได้ทำบุญกับพระอริยะ หรือว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงคุณอันประเสริฐแล้วย่อมจะได้รับอานิสงส์มากมายนับไม่ถ้วน ไม่สามารถที่จะนับได้ว่าบุญที่ทำไปแล้วนั้น จะได้อานิสงส์มากมายสักเท่าไร ย่อมไม่สามารถที่จะวัดตวงได้ เปรียบเหมือนอย่างน้ำที่อยู่ในมหาสมุทรเราไม่สามารถที่จะวัดตวงได้ว่าน้ำนั้นมีจำนวนเท่าไร แม้บุญที่ทำกับผู้ที่มีคุณธรรมอันประเสริฐยิ่งก็เช่นนั้น ย่อมจะได้อานิสงส์มากมายยิ่งนัก
ดังเช่นทานของนางกุลธิดาผู้หนึ่งได้กายทานแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีต และทานที่ได้ถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีตนี้เป็นเหตุให้ได้ท่องเที่ยวอยู่ในสุคติ คือไปเป็นมนุษย์บ้างไปสวรรค์บ้างนับภพชาติไม่ถ้วน จนกระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มาอุบัติขึ้นในโลกนี้ นางได้จุติจากสวรรค์แล้วมาเกิดในตระกูลของกษัตริย์ที่ในกรุงเวสาลีชื่อว่า เถริกาและได้อภิเษกกับขัตติยราชกุมาร วันหนึ่งนางได้ไปฟังธรรมที่ในสำนักของพระมหาปชาบดีโคตรมีเถรีทำให้นางเกิดความเลื่อมใสในธรรม พอใจในการที่จะออกบวช ได้ขออนุญาตสามีแต่สามีไม่อนุญาต เมื่อสามีไม่อนุญาต นางก็ได้เอาธรรมที่ได้ยินมานั้นมาพิจารณาให้เห็น โดยความเป็นรูปธรรมนามธรรมอยู่เสมอ วันหนึ่งขณะที่นางกำลังปรุงอาหารอยู่ในครัว เปลวไฟก็ลุกขึ้นโพลงทำให้ภาชนะนั้นมีเสียงดังเปรี๊ยะๆ นางจึงเอาการได้ยินนั้นเป็นอารมณ์ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาขึ้นภายในครัวนั้นเอง แล้วนางก็ได้เจริญวิปัสสนานั้นไปตามลำดับจนกระทั่งได้บรรลุเป็นพระอานาคามี ต่อจากนั้นนางก็ไม่ใช้เสื้อผ้าที่สวยงาม ไม่ใช้เครื่องประดับตกแต่งเหมือนอย่างแต่ก่อน เป็นเหตุให้สามีถามว่าเพราะเหตุอะไรนางจึงเปลี่ยนไป ไม่ใช้เสื้อผ้าเครื่องประดับตกแต่งร่างกายให้สวยงามเหมือนอย่างแต่ก่อน นางก็บอกว่าตนไม่สมควรที่จะอยู่เป็นคฤหัสถ์แล้ว จึงขออนุญาตที่จะออกบวช เมื่อเป็นอย่างนี้สามีก็ต้องยอม ได้พานางไปยังสำนักของพระมหาปชาบดีโคตรมี แล้วขอพระแม่เจ้าบวชให้ เมื่อพระโคตรมีเถรีบวชให้นางแล้วก็ได้พาไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อไปเฝ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแสดงธรรมให้นางฟัง พอนางฟังธรรมจบก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาหมดจดจากกิเลส เพราะบารมีที่นางได้สั่งสมมาดีแล้ว เริ่มต้นแต่ได้ถวายทานแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้สร้างมณฑปถวายแด่พระพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ และได้ถวายพระสถูปแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยอานิสงส์แห่งการทำบุญที่เป็นปาฏิปุคคลิกทาน ทำให้ได้โลกียทรัพย์และโลกุตตรทรัพย์ ซึ่งเกิดจากการทำบุญที่เป็นปาฏิปุคคลิกทาน เพราะฉะนั้นการทำบุญที่เป็นปาฏิปุคคลิกทานนั้น ถ้าหากว่าได้ทำกับผู้ที่มีคุณธรรมสูงย่อมจะเป็นเหตุให้ผู้นั้นได้ไปเกิดในสุคติภูมินับเป็นกัป ๆ หรือหลายร้อยหลายพันกัปป์ และได้มาในกาลที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้มาพบกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย และในที่สุดได้ตรัสรู้ธรรมพ้นทุกข์ทั้งปวง นี้เป็นอานิสงส์ของปาฎิปุคคลิกทาน
ส่วนอานิสงส์ของสังฆทาน หมายถึงทานที่ถวายในสงฆ์โดยน้อมถวายแด่พระอริยสงฆ์ แม้ว่าจะได้ภิกษุทุศีลมาก็ไม่เสียใจ ต้องเต็มใจถวาย เหมือนถวายแด่พระอริยสงฆ์ ด้วยการน้อมนอบ ด้วยความเคารพยำเกรงในสงฆ์ การที่พระพุทธองค์ให้ถวายเป็นสังฆทาน เพื่อที่จะให้บุคคลได้ถวายทานแก่สงฆ์ทั่ว ๆ ไป เพื่อสงฆ์จักได้อยู่เป็นสุขช่วยกันรักษาพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป ทานที่ถวายเป็นสังฆทานเช่นนี้ จึงมีอานิสงส์มากกว่าทานที่ถวายเป็นปาฏิปุคคลิกทาน ถึงแม้จะถวายแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อานิสงส์ที่ได้ก็ยังไม่เท่ากับการถวายสังฆทาน เพราะเหตุว่าการถวายสังฆทานนี้เป็นเหตุให้รักษาพระพุทธศาสนาให้เจริญยั่งยืนสืบต่อไป พระพุทธเจ้าทรงเห็นความสำคัญของพระศาสนาจึงได้แสดงสังฆทาน เพราะพระอริยสงฆ์เป็นผู้มีความเพียรเป็นเยี่ยมกว่านรชนทั้งปวง ทั้งเป็นผู้มีปัญญารุ่งโรจน์สามารถนำเอาพระสัทธรรม ธรรมที่สงบจากกิเลสสงบจากทุกข์ทั้งปวง แสดงแก่ชาวโลกให้พ้นจากทุกข์ได้ พระอริยสงฆ์จึงเป็นผู้มีคุณธรรมอันประเสริฐ อานิสงส์แห่งการถวายสังฆทานจึงมีผลมากกว่าปาฏิปุคคลิกทาน
ดังเช่นทานของนางเทพธิดา ๒ พี่น้อง ซึ่งในสมัยที่เกิดเป็นมนุษย์ นางภัททาผู้พี่สาวได้ถวายอาหารเจาะจงพระสงฆ์ผู้สำรวมดี ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ให้อิ่มหนำสำราญด้วยมือของตนเองมากกว่าทานของนางสุภัททาผู้น้องสาว ทานของนางภัททาเป็นปาฏิปุคคลิกทาน จึงส่งผลให้นางได้เกิดในสวรรค์ขึ้นดาวดึงส์ ส่วนทานของนางสุภัททาผู้น้องสาวซึ่งถวายอาหารบิณฑบาต ๘ ที่ แก่พระสงฆ์โดยมีพระเรวตะเป็นประธาน พระเรวตะได้บอกนาง สุภัททาให้ถวายแก่สงฆ์ อย่าถวายแก่บุคคล นางก็ได้ทำตามคำของพระเถระ ทานของนางจึงเป็นสังฆทานที่ตั้งไว้ในสงฆ์ ด้วยผลแห่งสังฆทานนี้ ทำให้นางได้เกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี มีวรรณะงาม มีรัศมีสว่างสว่างรุ่งโรจน์ไปทั่วทิศ ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายสังฆทาน เมื่อ เทพธิดาทั้ง ๒ มาพบกัน เทพธิดาผู้น้องจำพี่ได้จึงได้ทักพี่สาว พี่สาวเห็นเทพธิดาผู้น้องว่ามีรัศมีรุ่งโรจน์ จึงถามน้องว่าทำบุญอะไรมาจึงได้รัศมีรุ่งโรจน์อย่างนี้ เทพธิดาผู้น้องก็เล่าให้ฟังถึงการถวายสังฆทาน ตามที่กล่าวมาแล้ว นี้เป็นอานิสงส์แห่งการถวายสังฆทาน
ส่วนอานิสงส์แห่งการให้อามิสทาน ได้แก่การให้วัตถุทาน ๑๐ อย่าง มีข้าว น้ำ ผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก เครื่องประทีป การให้วัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๑๐ อย่างนี้ ชื่อว่าให้อามิสทาน
การให้อามิสทานย่อมให้ด้วยเหตุต่าง ๆ กันเป็น ๘ ประการ คือ
๑.บุคคลบางคนให้ทาน เพราะหวังได้ผลจึงให้ทาน คือรู้ว่าให้ทานแล้วจะได้ผลตอบแทน ทำให้เกิดความร่ำรวยมีความสุข จึงให้ทาน
๒.บุคคลบางคนให้ทาน เพราะความกลัว เช่นกลัวคนติเตียนดูถูก กลัวคนอื่นไม่ช่วยเหลือ กลัวเจ็บ กลัวตาย จึงให้ทาน
๓.บุคคลบางคนให้ทาน เพราะคิดว่าเขาให้เราจึงให้ตอบแทน
๔.บุคคลบางคนให้ทาน เพราะหวังได้ผลตอบแทน จึงได้ให้ทาน
๕.บุคคลบางคนให้ทาน เพราะนึกว่าการให้ทานเป็นการดี เพราะทานยังประโยชน์ให้สำเร็จ ทำให้ร่ำรวย
๖.บุคคลบางคนให้ทาน เพราะคิดว่าเราหุงหากินได้ ส่วนชนเหล่านั้นไม่ได้หุงหากิน จึงให้เพื่ออนุเคราะห์หรือให้เพื่อบูชา
๗.บุคคลบางคนให้ทาน เพราะนึกว่าเมื่อเราให้ทานกิตติศัพท์อันงามย่อมฟุ้งขจรไป จึงให้เพื่อต้องการชื่อเสียง เพื่อต้องการความสรรเสริญ
๘.บุคคลบางคนให้ทาน เพื่อประดับปรุงแต่งจิตเพื่อให้จิตเกิดกุศล เพื่อให้หมดจดจากกิเลส เพราะถ้าไม่ให้ทานจิตต์เป็นอกุศล จึงได้ให้ทานเพื่อจะให้พ้นจากวัฏฏะทุกข์
ดังนั้นคนในโลกเมื่อจะให้ทาน ย่อมให้เพราะเหตุเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนเหตุที่ให้ทานเพื่อประดับปรุงแต่งจิต คือให้เพื่อปรุงแต่งจิตที่เป็นอกุศลให้เกิดกุศล เพราะขณะที่กำลังให้ทานก็เปลี่ยนจิตที่เป็นอกุศลให้เป็นกุศล ชื่อว่าให้ทานเพื่อประดับปรุงแต่งจิต
อีกอย่างหนึ่งการให้ทานเพื่อประดับปรุงแต่งจิต ขณะที่ให้ทานก็มีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวว่าเป็นรูปธรรมนามธรรมที่กำลังแสดงความจริงในขณะนั้น แล้วพิจารณาธรรมนั้น จนรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจจ์ ๔ ได้บรรลุเป็นพระอนาคามี ตายแล้วย่อมไปบังเกิดในพรหมโลก ไม่ต้องกลับมาเป็นอย่างนี้อีก คือไม่ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในกามภูมิอีก และจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในพรหมโลกนั่นเอง นี้ก็เป็นการให้ทานเพื่อประดับปรุงแต่งจิตให้พ้นจากกิเลสให้พ้นจากวัฏฏทุกข์
และพระสารีบุตรก็ได้ทูลตามพระพุทธองค์อีกว่า “อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ทานที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทานแล้วมีผลมาก แต่ไม่มีอานิสงส์มาก” และ
“บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทานแล้วมีผลมาก มีอานิสงส์มาก”
พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระสารีบุตรว่า
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีความหวังในการให้ทาน มีจิตผูกพันในผลแห่งทานมุ่งการสั่งสมให้ทาน ด้วยคิดว่าเราตายแล้วจักได้เสวยผลของทานนี้ จึงให้ข้าว ให้น้ำ เป็นต้น แก่สมณะหรือพราหมณ์ คือให้เพื่อหวังเป็นเสบียงเลี้ยงตัวในภพหน้า
ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทานไม่ได้หวังผลแห่งทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทาน ไม่มุ่งการสั่งสมทาน แต่ให้เพราะคิดว่าการให้ทานเป็นการดี เป็นการทำตามบัณฑิตที่ท่านกล่าวไว้ดีแล้ว บุคคลที่คิดให้ทานอย่างนี้ เมื่อตายไป เขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ เมื่อเสวยผลแห่งกรรมหมดสิ้นแล้ว เขาย่อมกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก คือได้มาเกิดเป็นมนุษย์อีก คือให้เพื่อยังประโยชน์ให้สำเร็จมีความสุข
ส่วนบุคคลบางคนให้ทาน ไม่ได้คิดว่าการให้ทานเป็นการดี แต่ให้ด้วยคิดว่าบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้เคยทำมา ก็ทำตามเพื่อไม่ให้เสียประเพณี เมื่อเขาตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นมายา เมื่อเสวยผลแห่งกรรมหมดสิ้นแล้ว เขาย่อมกลับมาสู่กรรมเป็นอย่างนี้อีก คือกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก คือให้เพื่อรักษาประเพณี
ส่วนบุคคลบางคนไม่ได้ให้ทาน เพราะคิดว่า บิดา มารด ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้เคยทำมา แต่ให้ทาน เพราะคิดว่าเราหุงหากินได้ ส่วนสมณะพราหมณ์ไม่ได้หุงหากินจึงให้ทาน เพราะผลแห่งทานนี้ เมื่อเขาตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแก่เทวดาชั้นดุสิต เมื่อเสวยผลแห่งกรรมหมดสิ้นแล้ว เขาย่อมกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์อีก คือให้เพื่ออนุเคราะห์ ให้เพื่อบูชา
ส่วนบุคคลบางคนไม่ได้ให้ทาน ด้วยคิดว่าเราหุงหากินได้ สมณะพราหมณ์ไม่ได้หุงหากิน แต่ให้ด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทานเหมือนฤาษีแต่ครั้งก่อน ๆ เพราะผลแห่งทานนี้ เมื่อเขาตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแก่เทวดาชั้นนิมมานรดี เมื่อเสวยผลแห่งกรรมหมดสิ้นแล้ว เขาย่อมกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก เป็นการให้เพื่อต้องการชื่อเสียง
ส่วนบุคคลบางคนไม่ได้ให้ทาน ด้วยคิดว่าเราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน แต่ให้ด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ ทำให้จิตเกิดศรัทธาเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัสยินดี จึงให้ทาน เพราะผลแห่งทานนี้ เมื่อเขาตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวตี เมื่อเสวยผลของกรรมหมดสิ้นแล้ว ก็จักกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์อีก เป็นการให้เพื่อปลูกศรัทธาให้เกิดปีติยินดี
ส่วนบุคคลบางคนไม่ได้ให้ทาน ด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอยู่จิตย่อมเลื่อมใสเกิดความปลื้มใจโสมนัสยินดี แต่ให้ทานเพื่อเป็นเครื่องปรุงแต่งจิตให้จิตเกิดกุศล เพื่อละอกุศลไม่ให้เกิด
ส่วนบุคคลบางคนไม่ได้ให้ทาน เพื่อหวังผลเหล่านี้ คือไม่ได้ให้เพื่อหวังผลของทาน ไม่ได้มีจิตผูกพันในผลของทาน ไม่ได้มุ่งเพื่อการสั่งสมทาน ไม่ให้เพื่อหวังประโยชน์ความสำเร็จ ไม่ได้ให้เพื่อรักษาประเพณี ไม่ได้ให้เพื่ออนุเคราะห์เพื่อบูชา ไม่ได้ให้เพื่อต้องการความสรรเสริญ ไม่ได้ให้เพื่อให้เกิดศรัทธา แต่ให้ทานเพื่อเป็นเครื่องปรุงแต่งจิตให้หมดจดจากกิเลส ให้จิตตั้งอยู่ในการเจริญสติปัฏฐานเสมอ ๆ แม้ขณะที่ให้ทานอยู่ ก็มีสติพิจารณากายบ้าง เวทนาบ้าง จิตบ้าง ธรรมบ้าง เป็นปกติประจำวัน จนได้บรรลุเป็นพระอนาคามี เมื่อเขาตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นสุทธาวาสพรหม เป็นผู้ไม่ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก เพราะจักปรินิพพานไปในพรหมโลก
การให้ทานเพื่อปรุงแต่งจิตอย่างนี้ ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก เพราะให้แล้วพ้นจากวัฏฏะทุกข์ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของการให้ทานในพุทธศาสนา คือให้เพื่อให้หมดจดจากกิเลสให้พ้นจากขันติ ไม่ต้องมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย รับทุกข์อีกต่อไป
ส่วนการให้ทาน เพื่อหวังผลตอบแทนให้แล้วยังต้องไปรับผลของทานหมุนเวียนอยู่ในวัฏฏะ เป็นการให้เพื่อสร้างวัฏฏะ ย่อมมีผลมากแต่ไม่มีอานิสงส์มาก เพราะยังไม่พ้นจากทุกข์ และท่านพระสารีบุตรยังได้กราบทูลถามพระพุทธองค์อีกว่า “อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บุคคลในโลกนี้ทำการค้าขายขาดทุน”
“ทำการค้าขายแล้วไม่ได้กำไรตามที่ประสงค์”
“ทำการค้าขายแล้วได้กำไรตามที่ประสงค์”
และ “ทำการค้าขายแล้วได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์”
พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า
“บุคคลที่เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์ แล้วปวารณาว่า “ท่านทั้งหลาย จงบอกปัจจัยที่ท่านประสงค์ แต่เขาก็ไม่ได้ถวายปัจจัยที่เขาปวารณา เมื่อเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อีก เขาทำการค้าใด ๆ เขาย่อมขาดทุน เพราะบอกจะถวายแล้วก็ไม่ถวาย
ส่วนบุคคลที่ปวารณาว่า “ท่านจงบอกปัจจัยที่ประสงค์ แต่เขาถวายปัจจัยที่ปวารณาไม่เป็นไปตามประสงค์ เมื่อเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อีก เมื่อเขาทำการค้าขายใด ๆ ย่อมไม่ได้กำไรตามที่ประสงค์
ส่วนบุคคลที่ปวารณาว่า ท่านจงบอกปัจจัยที่ประสงค์ เขาก็ถวายปัจจัยที่ปวารณาไว้ตามที่ประสงค์ เมื่อเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อีก เมื่อเขาทำการค้าใด ๆ ย่อมได้กำไรตามที่ประสงค์
ส่วนบุคคลที่ปวารณาว่า “ท่านจงบอกปัจจัยที่ประสงค์ เขาถวายปัจจัยที่ปวารณาไว้ยิ่งกว่าที่ประสงค์ เมื่อเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อีก เมื่อทำการถ้าใด ๆ ย่อมได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์
แม้การให้ทานธรรมดา เมื่อเจตนาจะทำเท่านี้ แล้วไม่ทำผลแห่งทานไม่มี ก็ชื่อว่าขาดทุน แต่ถ้าตั้งใจทำมากแล้ว เกิดความเสียดายทำน้อย ผลแห่งทานก็ลดลงก็ชื่อว่าได้กำไรน้อย ถ้าตั้งใจทำเท่าไรก็ทำตามนั้น ผลก็ได้สมบูรณ์ ชื่อว่าได้กำไรดี แต่ถ้าตั้งใจทำน้อย แล้วกลับทำมากขึ้น ผลก็ยิ่งทวีเพิ่มพูน ชื่อว่าได้กำไรมากขึ้น เพราะฉะนั้นการทำบุญจะได้ผลมากผลน้อย ย่อมขึ้นอยู่กับเจตนาเป็นสำคัญ
ส่วนการให้อามิสทานที่เป็นวัตถุทาน เช่นให้ข้าวและน้ำ ชื่อว่าให้กำลังให้ผ้าเครื่องนุ่งห่ม ชื่อว่าให้ผิวพรรณ คือมีผ้าปกปิดร่างกายย่อมงาม
ให้ยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสุข ให้ความสะดวกความสบาย
ให้ประทีปโคมไฟ ชื่อว่าให้ดวงตา ให้แสงสว่างทำให้เกิดปัญญา
ให้ที่พักอาศัย ชื่อว่าให้ทุกอย่าง เพราะได้ที่พักผ่อน ทำให้ได้ทั้งกำลังผิวพรรณความสุข ความมีปัญญา
อีกอย่างหนึ่งการให้วัตถุทาน ก็คือการให้ปัจจัย ๔ ซึ่งได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นของจำเป็นแก่ชีวิต เช่นให้โภชนะเป็นทาน ชื่อว่าให้ฐานะ ๕ อย่างแก่ปฏิคาหก คือ ให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ครั้นให้แล้วผู้ให้ย่อมจะได้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ คือจะเกิดในที่ใด ๆ ย่อมจะเป็นผู้มีอายุยืน มียศ มีผิวพรรณดี มีความสุขกาย สุขใจ มีความคิดดี เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายต้องอาศัยอาหารชีวิตจึงเป็นอยู่ได้ ถ้าไม่ได้อาหารชีวิตก็เป็นอยู่ไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเรายังต้องกินอาหารทุกวัน เมื่อมีกินควรจะแบ่งให้ผู้อื่นกินบ้าง เพราะผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข การแบ่งให้คนอื่นกินบ้าง ผู้อื่นก็มีความสุข ตัวเองก็มีความสุข ที่กล่าวมานี้ก็เป็นอานิสงส์ของอามิสทาน
อานิสงส์ของทานที่ได้แสดงมาแล้วมีเจตนาทาน ปาฏิปุคคลิกทาน สังฆทาน อามิสทาน ที่ว่ามีผลมากอย่างนั้น มีอานิสงส์มากอย่างนี้ แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้สรรเสริญว่าเป็นทานอันเลิศ เพราะถึงแม้จะให้ผลมาก แต่ก็ให้เพื่อความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏะ แต่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญการให้ธรรมทานว่าเป็นทานอันเลิศ เพระเหตุว่าผู้ที่ไม่ได้ฟังธรรมย่อมไม่ให้ทาน ย่อมไม่ทำกุศลใด ๆ แต่ถ้าได้ฟังธรรมแล้วจึงให้ทานได้ ทำกุศลอื่น ๆ ได้ หลังจากฟังธรรมแล้วก็สามารถบรรลุธรรมได้ด้วย ธรรมทานจึงประเสริฐเลิศกว่าทานทั้งปวง ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสกับท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพว่า “ธรรมทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง รสแห่งพระธรรม ย่อมชนะรสทั้งปวง ความยินดีในธรรม ย่อมชนะความยินดีทั้งปวง ความสิ้นไปแห่งตัณหา ย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง”
ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสอย่างนี้ เพราะการให้ธรรมทานทำให้บุคคลทำกุศลได้ทุกอย่างจนถึงความพ้นทุกข์ อย่างเช่นพระสารีบุตรเป็นผู้มีปัญญามาก สามารถนับหยาดฝนได้ในเมื่อฝนตกอยู่ตลอดกัปทั้งสิ้น แต่ก็ไม่สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลได้ ต่อเมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าที่พระอัสซิได้แสดงให้ฟังจึงได้บรรลุโสดามัตติมัค โสดามัตติผลได้ แต่ถ้าหากไม่ได้ฟังธรรมแล้ว กุศลใด ๆ ก็ไม่อาจทำได้ แต่ข้าวเพียงทัพพีเดียว หรือแกงเพียงถ้วยเดียวก็ให้ไม่ได้ เพราะเหตุนี้การให้ธรรมทานจึงประเสริฐเลิศกว่าทานทั้งปวง อย่างการให้อามิสทานคือให้วัตถุเป็นทาน ให้แล้วก็หมดไม่มีอะไรเหลือ แต่การให้ธรรมทานให้แล้วไม่หมดสามารถนำไปใช้เจริญกุศลให้เพิ่มพูนมากขึ้น ๆ จนถึงให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง เพราะฉะนั้น “การให้ธรรมทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง”
ส่วนรสแห่งพระธรรม ย่อมชนะรสทั้งปวง เพราะรสพระธรรมมีโพธินักขิยธรรม เป็นต้น ย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากวัฏฏะได้ ส่วนรสอื่นๆ มีรสที่เกิดจากต้นไม้ทุกชนิด หรือแม้แต่รสแห่งสุธาโภชน์ของเทวดาอันเป็นทิพย์ ก็ล้วนเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายติดข้องอยู่ในวัฏฏะ ไม่สามารถที่จะพ้นจากทุกข์ได้ ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงได้ตรัสว่า “รสแห่งพระธรรมย่อมชนะรสทั้งปวง” คือทำให้สัตว์ทั้งหลายพ้นจากทุกข์ ส่วนรสอื่น ๆ มีแต่ทำให้สัตว์ทั้งหลายติดอยู่ในสังสารวัฎฎ์ต้องเสวยความทุกข์ท่องเที่ยวไปไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นรสแห่งพระธรรมนี้จึงถือว่าเป็นรสที่ประเสริฐกว่ารสทั้งปวง
ส่วนความยินดีในธรรมย่อมจะชนะความยินดีทั้งปวง เพราะว่าความยินดีในธรรมย่อมทำให้บุคคลที่ยินดีในธรรมนั้นถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ คือทำให้พ้นจากสังสารวัฎฎ์ได้ แต่ส่วนความยินดีในสิ่งอื่นมีการยินดีในบุตรภรรยาหรือว่าในทรัพย์สมบัติในกามคุณต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ย่อมจะทำให้สัตว์ทั้งหลายตกไปในวัฏฏทุกข์ คือไม่สามารถที่จะพ้นจากทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นความยินดีในธรรมนั้นประเสริฐกว่าความยินดีในสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมด
ส่วนความสิ้นไปแห่งตัณหานั้น ย่อมชนะทุกข์ทั้งปวงเพราะว่าความสิ้นไปแห่งตัณหานี้ทำให้หมดความอยากในทุกสิ่งทุกอย่างได้เข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ เพราะความเป็นพระอรหันต์ย่อมเกิดขึ้นในที่สุดแห่งความสิ้นไปแห่งตัณหา เพราะฉะนั้นความเป็นพระอรหันต์นี้จึงประเสริฐกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะสามารถที่จะครอบงำวัฏฏทุกข์ได้หมดทั้งสิ้น คือทำให้ผู้นั้นพ้นจากภพชาติการเกิด ไม่ต้องมาเกิดเป็นทุกข์อีกต่อไป เพราะอย่างนั้น “การสิ้นไปแห่งตัณหาย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง”
ที่แสดงธรรมทาน เพื่อที่จะให้ท่านได้เห็นอานิสงส์ของการให้ธรรมเป็นทานหรือว่าความยินดีในธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่จะเป็นเหตุที่จะยังให้ท่านทั้งหลายได้พ้นจากทุกข์ไปตามลำดับ และก็ยังได้รับความสุขเพราะว่าการที่เราปฏิบัติธรรมหรือว่าเราได้มาศึกษาหาความรู้ในธรรมอย่างนี้ย่อมจะเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เราตกไปสู่มิจฉาทิฏฐิ จะได้เกิดความเห็นถูก และย่อมจะพาชีวิตให้ไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ และในการแสดงธรรมะเป็นทานนี้ผู้ให้ธรรมเป็นทานต้องให้ด้วยความบริสุทธิ์จริง ๆ หรือว่าให้เป็นทานโดยแท้ ผู้ให้ธรรมทานจะต้องเป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยน แผ่ไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้ฟัง คือให้ผู้ฟังได้เกิดความเข้าใจถูกในธรรมแล้วก็สามารถนำเอาธรรมไปปฏิบัติได้ แล้วผู้ที่แสดงธรรมหรือว่าให้ธรรมนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ไม่หนักในลาภและต้องแสดงธรรมตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย ไม่ใช่ว่าเอาธรรมของผู้อื่นมาแสดง หรือว่าเอาความเห็นของตัวเองขึ้นมาแสดง การแสดงธรรมนี้จะต้องเอาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแสดง เพื่อที่จะให้เขาได้เกิดความเห็นถูก ทำลายความเห็นผิดให้หมดไปแล้วก็ทำให้ผู้ฟังนั้นได้ปฏิบัติธรรมจนกระทั่งถึงความพ้นทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นการแสดงธรรมจึงถือว่า ประเสริฐที่สุด เพราะทำให้สัตว์ทั้งหลายนี้พ้นจากทุกข์ได้แน่นอน
และการแสดงธรรมไม่ใช่เป็นของที่จะทำได้ง่าย ๆ จะต้องอาศัยศึกษาคำสอนของพระพุทธองค์ให้รู้เหตุรู้ผลแล้วต้องแสดงธรรมนี้ไปตามลำดับแห่งเหตุผล เพราะฉะนั้นผู้แสดงธรรมจะต้องประกอบด้วยธรรมอีก ๕ ประการคือ
๑. ต้องแสดงธรรมไปตามลำดับ คือแสดงธรรมตั้งแต่ขั้นต่ำไปจนกระทั่งถึงขั้นสูงหรือ ว่าแสดงจากง่าย ๆ ไปหาธรรมที่ยากขึ้นไปเรียกว่าเป็นการแสดงธรรมไปตามลำดับคือให้เข้าใจไปตามลำดับตั้งแต่ธรรมเบื้องต้นจนกระทั่งถึงธรรมเบื้องสูง เพราะว่าธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแบ่งเป็นสองตอน คือแสดงธรรมเพื่อต้องการให้บุคคลมีความสุขก็จะทรงแสดงธรรมเรื่องกรรม เพื่อที่จะให้เขาได้ทำกรรมที่ถูกต้องอันจะเป็นเหตุให้เขาได้รับความสุข และแสดงธรรมอีกอย่างหนึ่งคือเพื่อที่จะให้เขาพ้นจากทุกข์ เป็นการแสดงธรรมเบื้องปลายคือเพื่อที่จะให้ละความเป็นอัตตาตัวตน ผู้ที่จะแสดงธรรมนั้น จะต้องกล่าวธรรมไปตามลำดับอย่างนี้
๒.แสดงธรรมโดยมีเหตุผลคือไม่เอาผลมาเป็นเหตุ หรือว่าเอาเหตุมาเป็นผล ต้องบอกให้ถูกตรงตามความเป็นจริง ธรรมใดเป็นเหตุก็แสดงโดยความเป็นเหตุ ธรรมใดเป็นผลต้องแสดงโดยความเป็นผล เรียกว่าให้เขารู้ถึงเหตุและผลเพื่อที่เขาจะต้องการผลอะไรเขาจะได้ทำเหตุได้ถูก
๓.แสดงธรรมด้วยความเอ็นดู คือแสดงให้ผู้ฟังได้เข้าใจตามคำสอนแล้วสามารถที่จะทำให้ผู้นั้นละคลายกิเลสได้ เรียกว่าเป็นการแสดงธรรมด้วยความเอ็นดู ๔.แสดงธรรมแล้วไม่เป็นผู้เพ่งอามิส ไม่แสดงธรรมเพื่อที่จะเห็นแก่ลาภแต่ว่าให้เพื่อไม่ปรารถนาลาภหรือชื่อเสียงเป็นของตน
๕.จักไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น โดยการยกตนข่มผู้อื่นว่าตัวเป็นผู้ที่แสดงดี คนอื่นสู้ไม่ได้อย่างนี้ เรียกว่าไม่แสดงธรรมด้วยการยกตนข่มผู้อื่น
นี้เป็นการแสดงธรรมของผู้ที่จะให้ธรรมเป็นทานจริง ๆ จะต้องแสดงธรรมอย่างนี้ เรียกว่าเป็นการให้ธรรมโดยแท้เพราะว่าการที่ให้ธรรมโดยแท้อย่างนี้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่างที่กล่าวมานี้ จะทำให้ได้ประโยชน์ทั้งผู้ฟังและผู้แสดง คือผู้แสดงหมดกิเลสด้วย และทำให้ผู้ฟังหมดจากกิเลสด้วย คือการแสดงธรรมอาจจะทำให้ทั้งผู้แสดงกับผู้สดับได้บรรลุธรรมพ้นจากกิเลสด้วยกัน อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าเป็นการแสดงธรรมโดยแท้ที่หวังที่จะให้พ้นจากทุกข์เป็นสำคัญ อันนี้ก็จะเห็นได้ว่าการให้ธรรมทานนี้เป็นสิ่งที่ประเสริฐเลิศกว่าทานทั้งปวง เพราะทำให้สัตว์ทั้งหลายพ้นจากวัฏฏทุกข์ ไม่ต้องมาเป็นทุกข์ท่องเที่ยวกันอีกต่อไป คืออานิสงส์ของธรรมทาน ให้ผลพ้นจากวัฏฏะ ทำให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง นับว่าเป็นอานิสงส์ที่ประเสริฐ คือพ้นจากการต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
ต่อไปนี้เป็นการอนุโมทนาทาน ซึ่งจัดว่าเป็นทานด้วย หมายถึงการยินดีในบุญที่ผู้อื่น กระทำแล้วและเราก็อนุโมทนาในบุญของผู้อื่นนั้น อานิสงส์แห่งการอนุโมทนาทานนี้ก็จัดว่ามีผลมาก ดังที่พระอนุรุทธเถระได้พบกับนางเทพธิดาผู้หนึ่งซึ่งมีวรรณะงดงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไปทั่วทุกทิศ และมีเสียงไพเราะเป็นทิพย์น่าฟัง ทั่วร่างกายก็ยังมีกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทิศอีกด้วย เมื่อพระอนุรุทธเถระได้พบนางเทพธิดาก็จึงได้ถามว่าที่นางได้สมบัติเป็นทิพย์อย่างนี้เพราะทำกรรมอะไรมา นางเทพธิดาก็ตอบว่าสมบัติทิพย์ที่นางได้เหล่านี้ก็ได้มาเพราะการอนุโมทนาในทานที่ผู้อื่นได้กระทำแล้ว คือในสมัยเมื่อนางเกิดเป็นมนุษย์ได้เป็นเพื่อนกับนางวิสาขามหาอุบาสิกาผู้ที่สร้างวิหารถวายแก่สงฆ์ และนางผู้นี้เป็นผู้ที่เลื่อมใสในบุญของนางวิสาขานี้มาก การอนุโมทนายินดีในบุญนี้ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ เป็นเหตุให้ได้รับผลเหล่านี้ และผลที่พระอนุรุทธเถระเห็นก็เห็นเพียงแต่ว่านางเป็นผู้ที่มีผิวพรรณงามมีรัศมีส่องสว่างเหล่านี้ แต่มิเพียงแค่นี้ นางยังได้บอกอีกว่าอานิสงส์ที่ได้จากการอนุโมทนาทานอันนี้ยังทำให้นางได้มีวิมานน่าอัศจรรย์สูงถึง ๑๖ โยชน์และวิมานนั้นก็สามารถที่จะลอยไปในอากาศได้ตามความปรารถนา และรอบวิมานนี้ยังมีสระโปกขรณีมีน้ำใสสะอาด มีหมู่มัจฉาชาติหลายอย่างพร้อมทั้งมีดอกประทุมนานาชนิดที่ส่งกลิ่นหอมและยังมีพรรณไม้ต่างๆซึ่งอยู่ใกล้ๆกับวิมาน และวิมานนี้ยังมีเสียงกึกก้องไปด้วยเสียงดนตรีและกึกก้องไปด้วยเสียงของหมู่นางเทพอักษร มีความสว่างไสวไปทั่วทิศ การที่นางได้สมบัติเหล่านี้ นางได้มาด้วยการอนุโมทนาทาน เพราะฉะนั้นการอนุโมทนาทานนี้หมายถึงว่าเราเห็นผู้อื่นเขาทำบุญ แล้วเราก็ยินดีในบุญที่คนอื่นเขาทำโดยที่เราไม่ได้เสียวัตถุอะไรยังได้อานิสงส์ของทานถึงเพียงนี้ การที่ได้อานิสงส์เพราะเหตุว่าการอนุโมทนาในบุญของผู้อื่นเป็นการขัดกับกิเลสของตน คือคนส่วนมากจะมีความริษยาเมื่อเห็นคนอื่นเขาได้ดี แต่ว่าการที่ไม่ริษยาคนอื่นเขาจึงทำอนุโมทนาในบุญของผู้อื่นได้ เป็นเหตุให้ได้รับอานิสงส์มากมาย เพราะฉะนั้นเวลาที่เราเห็นผู้อื่นที่เป็นผู้มีคุณธรรมแล้วเราสรรเสริญท่าน อันนี้ก็ถือว่าเป็นการอนุโมทนาในบุญที่ผู้อื่นทำแล้ว คือเรายกย่องให้เกียรติกับผู้นั้น หรือว่าผู้ใดที่ทำบุญ เราเอาไปกล่าวให้ผู้อื่นได้ยินแล้วตัวเราเองก็ชื่นชมยินดีในบุญของผู้อื่น อันนี้เป็นการทำลายความริษยาของตนเองให้ลดลงไปและยังเป็นเหตุให้ได้อานิสงส์มากมายอันเกิดจากการอนุโมทนาทาน
ต่อไปเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้ผู้อื่นที่เรียกว่า ปัตติทาน จัดว่าเป็นทานเหมือนกัน การ อุทิศส่วนกุศลให้ผู้อื่นนับเป็นการทำกุศลให้เจริญเพิ่มขึ้น เพียงแต่ว่าเราให้วัตถุไปแล้วเรายังอาศัยการให้วัตถุนั้นแบ่งส่วนกุศลให้กับผู้อื่นต่อไปอีก เพราะว่าเพียงแต่เราทำบุญแค่เพียงครั้งเดียวเราแต่เราสามารถที่จะเจริญกุศลให้เพิ่มพูนขึ้นได้ด้วยการบอกให้ผู้อื่นได้รู้ในบุญที่เราทำแล้วคือการอุทิศส่วนกุศลให้ผู้อื่น เรียกว่า ปัตติทาน
จริง ๆ แล้วเราไม่ได้อุทิศบุญของเรานี้ให้ผู้อื่น แต่ว่าเราบอกบุญเพื่อที่จะให้ผู้อื่นได้รู้ แล้วก็จะได้ให้เขาได้เกิดอนุโมทนาในบุญที่เราทำแล้ว ดังนั้นถ้าหากว่าเราบอกให้รู้ว่าเราทำบุญอะไรมาก็เรียกว่าเป็นทาน ไม่ใช่แบ่งบุญของเราไปให้คนอื่นแต่เป็นการบอกให้เขารู้เพื่อที่เขาจะได้เกิดกุศลจิตอนุโมทนาในบุญที่เราทำแล้ว เพราะฉะนั้นการอุทิศส่วนกุศลนี้ก็เรียกว่าทำให้ได้กุศลเพิ่มขึ้น หรือว่าเราจะพูดว่าเป็นการแบ่งบุญ ความจริงที่เราแบ่งบุญนี้คนอื่นที่เขาจะได้เกิดบุญได้ เขาเกิดของเขาเอง ไม่ใช่ว่าเขามาได้ส่วนบุญจากเรา แต่ว่าเขาเกิดอนุโมทนาขึ้นมาเองทำให้เขาเกิดบุญขึ้น
สำหรับอานิสงส์แห่งการอุทิศส่วนกุศลให้ผู้อื่นท่านก็อุปมาเอาไว้ว่า การแบ่งส่วนบุญให้ผู้อื่น ถ้าเรายิ่งให้ผู้อื่นมากเท่าไร บุญของเราก็ยังเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น เหมือนกับการที่เราจุดประทีปไว้ดวงหนึ่งแสงสว่างมีไม่มาก ต่อเมื่อเราให้ผู้อื่นจุดต่อ ๆไป แสงสว่างก็เพิ่มมากขึ้น แสงสว่างเดิมไม่ได้เสียหายไปไหนเลย ก็ยังคงอยู่แต่ว่าการที่เราแบ่งให้ผู้อื่นเขาได้จุดไฟต่อก็ทำให้สถานที่นั้นเพิ่มความสว่างมากขึ้น ด้วยเหตุนี้การที่เราอุทิศส่วนกุศลไห้คนอื่นไป กุศลที่เราอุทิศให้ก็มิได้หมดไปด้วยแต่ว่ากลับได้บุญเพิ่มขึ้นอีกมากมาย
ดังเช่นบุญของนายอันนภาระ ที่ได้แบ่งส่วนบุญให้แก่เศรษฐีคือ ตนเองเป็นคนรับใช้ ขนหญ้าของท่านสุมนเศรษฐี วันหนึ่งก็มีพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ออกจากนิโรธสมาบัติแล้วมารับบิณฑบาต นายอันนภาระได้ถวายแล้วก็ได้ตั้งความปรารถนาว่าด้วยทานอันนี้ว่า ขออย่าให้เป็นผู้มีความขัดสนในอนาคตข้างหน้า ชื่อว่า “คำว่าไม่มี” ขออย่าได้มีแก่ตนในภพน้อยภพใหญ่อีกต่อไป เมื่ออธิฐานอย่างนี้แล้วพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ได้ให้พรว่า “ขอให้ความปรารถนาของท่านจงสำเร็จ” คือเป็นไปตามที่ต้องการ เพราะอย่างนั้นเมื่อนายอันนาภาระได้ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว เทวดาที่สิงสถิตย์อยู่ในบ้านของท่านเศรษฐีได้เห็นการถวายทานของนายอันนภาระว่าเป็นการให้ทานอันเป็นเยี่ยมเนื่องจากว่านายอันนภาระเป็นผู้ที่ยากจนลำบาก อาหารมีน้อยขัดสนแต่ยอมเสียสละอาหารของตนถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าได้ เมื่อเทวดาได้เห็นอย่างนั้นจึงสาธุการขึ้น ๓ ครั้ง
ฝ่ายเศรษฐีได้ยินเทวดาสาธุการ จึงกล่าวกับเทวดาว่าเราให้ทานอยู่ทุกวันเป็นเวลานาน เทวดาไม่เคยเห็นหรือพึ่งจะมาให้สาธุการในวันนี้เท่านั้น เทวดานั้นก็บอกว่าข้าพเจ้ามิได้สาธุการในทานของท่านแต่ข้าพเจ้าสาธุการในทานของนายอันนภาระที่เขาถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าในวันนี้ ท่านเศรษฐีก็คิดว่า “น่าอัศจรรย์จริงท่านผู้เจริญ เราถวายทานสิ้นกาลมานาน ก็ไม่สามารถยังเทวดาให้สาธุการได้ ส่วนนายอันนภาระอาศัยเราเป็นอยู่ ได้ถวายอาหารบิณฑบาตเพียงครั้งเดียวยังเทวดาให้สาธุการได้” ท่านเศรษฐีก็คิดว่าจะเอาบิณฑบาตที่นายอันนภาระถวายกับพระปัจเจกพุทธเจ้าให้มาเป็นของตน จึงได้เรียกนายอันนภาระมาแล้วถามว่า เมื่อเช้านี้ท่านได้ให้ทานแก่ใคร นายอันนะภาระตอบว่า “ได้ถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า” เศรษฐีจึงกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ให้นายอันนภาระจงถือเอากหาปณะนี้ไป แล้วก็ยกบิณฑบาตคือทานที่ถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าให้แก่ตน” นายอันนภาระบอกว่า “ให้ไม่ได้นาย” เศรษฐีก็ได้ขึ้นราคาค่าอาหารบิณฑบาตนั้นจนกระทั่งถึงราคาเป็นพันกหาปณะ นายอันนภาระแม้กระนั้นก็ไม่ยอมที่จะขายบิณฑบาตนั้นให้ เศรษฐีไม่ได้บิณฑบาตนั้นก็บอกแก่นายอันนภาระว่า “ถ้าไม่ให้บิณฑบาตก็จงแบ่งส่วนบุญให้เราบ้าง” โดยเอากหาปณะอันนี้ไป คือให้ทรัพย์พันหนึ่งให้นายอันนภาระแบ่งส่วนบุญให้ นายอันนภาระก็บอกว่า “ต้องไปถามพระปัจเจกพุทธเจ้าดูก่อนว่าบุญที่ทำไปแล้วจะแบ่งให้คนอื่นได้ไหม” พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงได้อุปมาให้นายอันนภาระฟังอย่างที่กล่าวไปแล้วว่าจุดไฟดวงหนึ่งแล้วมีคนมาขอจุดต่ออีก ไฟที่มีอยู่เดิมนั้นไม่ได้หมดไป แต่ไฟที่มาจุดต่อนั้นเพิ่มความสว่างอีก เพราะฉะนั้นบุญที่เราทำไปแล้วนี้ถึงแม้ว่าเราจะแบ่งให้ผู้อื่นไปบุญนั้นก็ไม่ได้หมดไปมีแต่จะกลับเพิ่มพูนขึ้น เมื่อนายอันนภาระได้ยินดังนั้นก็รีบกลับมาบอกเศรษฐีว่ายินดีแบ่งส่วนบุญนี้ให้กับท่านเศรษฐี แล้วท่านเศรษฐีก็ได้ยกกหาปณะหนึ่งพันนั้นให้กับนายอันนภาระ นายอันนภาระไม่ยอมรับ “บอกว่าข้าพเจ้าไม่ได้ขายส่วนบุญแต่ว่าให้ส่วนบุญแก่ท่านนี้ด้วยศรัทธา” เศรษฐีก็กล่าวว่า เมื่อเจ้าให้ส่วนบุญแก่เราด้วยศรัทธาเพราะฉะนั้นเราก็ขอบูชาคุณเจ้าด้วยศรัทธาและก็ให้นายอันนภาระรับกหาปณะเหล่านั้นไป และบอกแก่นายอันนภาระว่าต่อแต่นี้ไปไม่ต้องทำงานรับใช้ตนอีก แล้วยังให้ปลูกบ้านอยู่ในที่ของตนและให้ถือเอาวัตถุข้าวของซึ่งมีอยู่ในบ้านตนนี่ใช้กินได้ตามความต้องการ
ข่าวการให้ทานของนายอันนภาระนี้ได้รู้ไปถึงพระราชา พระราชาก็อยากจะได้บุญจาก นายอันนภาระบ้าง จึงได้มาขอส่วนบุญกับนายอันนภาระ นายอันนภาระก็ได้ให้ส่วนบุญแด่พระราชา พระราชาจึงยกตำแหน่งเศรษฐีให้ เพราะฉะนั้นบุญของนายอันนภาระที่ทำกับพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยการอุทิศส่วนกุศลให้ผู้อื่น จึงเป็นเหตุให้ได้อานิสงส์มากมาย ที่ได้รับผลแห่งบุญนี้ ก็เป็นด้วยอำนาจของการที่ได้ถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ที่ออกจากนิโรธสมาบัติ จึงได้อานิสงส์นี้มากมาย แล้วประกอบกับว่าได้ทำบุญนี้แล้วก็ยังได้แบ่งส่วนบุญนี้ให้กับเศรษฐีผู้เป็นนายแล้วก็ยังให้กับพระราชา เลยยิ่งได้อานิสงส์มากมายเพิ่มขึ้น ทำให้อันนภาระได้กลายเป็นเศรษฐีขึ้นมาและนายอันนภาระนี้ภายหลังก็ได้กลับมาเกิดเป็นพระเจ้าอนุรุทธนั่นเอง คือผู้ที่เสวยขนมไม่มี คือว่านายอันนภาระหลังจากที่ได้ทำบุญกับพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว เมื่อตายไปก็ไปเสวยความสุขอยู่ในเทวโลกเป็นเวลานับภพชาติไม่ถ้วนจนกระทั่งถึงคราวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรามาอุบัติขึ้น นายอันนภาระก็ได้มาเกิดเป็นพระเจ้าอนุรุทธซึ่งเป็นพระญาติกับพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุที่เคยตั้งความปรารถนาไว้ว่าขออย่าให้ตนเป็นผู้ขัดสนเลย เมื่อมาเกิดเป็นพระเจ้าอนุรุทธ ครั้งหนึ่งได้เล่นกีฬาพนันกินขนมกันกับเพื่อน ถ้าแพ้ต้องเอาขนมมาให้กิน พระเจ้าอนุรุทธแพ้จนกระทั่งพระมารดาไม่มีขนมให้กินแล้ว เมื่อคนใช้ไปบอกว่าขนมไม่มี พระอนุรุทธนี้ไม่เคยได้ยินคำว่าไม่มี เลยเจ้าคิดว่าคำว่าไม่มีนี้เป็นชื่อของขนม จึงบอกคนใช้ให้ไปเอาขนมไม่มีมาก็แล้วกัน พระมารดาอยากจะสอนให้พระโอรสรู้จักคำว่าไม่มีนี้ว่า คืออะไร จึงเอาถาดเปล่าครอบกันแล้วส่งให้คนใช้เอามาให้กับพระอนุรุทธ แต่ด้วยอำนาจที่เคยตั้งความปรารถนาไว้ว่าอย่าให้ได้พบกับคำว่าไม่มีเลย เป็นเหตุให้พวกเทวดาที่อยู่ในที่นั้นเกิดความเดือดร้อนขึ้นมา เพราะถ้าหากว่าส่งถาดเปล่าไปให้พระอนุรุทธพวกตนก็จะต้องหัวแตกเป็น ๗ เสี่ยง เพราะฉะนั้นจึงต้องทำขนมให้บรรจุลงไปเต็มถาดเลย แล้วขนมนี้เป็นขนมทิพย์ซึ่งมีรสดี พอคนใช้นำถาดขนมไปให้พระอนุรุทธเมื่อเปิดถาดขึ้นมากลิ่นก็หอมตลบไปหมดเลย เมื่อพระอนุรุทธได้เสวยขนมแล้วติดใจในขนมนั้น จึงมาต่อว่าพระมารดาว่าไม่เคยทำขนมอย่างนี้ให้กินเลย เพราะว่าไม่รักลูกหรืออย่างไร พระมารดาก็สงสัยว่าส่งถาดเปล่าไปทำไมถึงมีขนมอยู่ในนั้น ก็รู้ว่าอันนี้เป็นด้วยอำนาจบุญของลูกคือทำให้มีขนมอยู่ในถาดนั้น เพราะฉะนั้นต่อมาเวลาที่พระเจ้าอนุรุทธจะเสวยขนมไม่มี พระมารดาก็เอาถาดเปล่าครอบไป พระเจ้าอนุรุทธก็ได้เสวยขนมไม่มีตลอดกาล พระเจ้าอนุรุทธนี้ก็มาจากนายอันนภาระผู้ที่ถวายทานกับพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วแบ่งส่วนบุญให้เศรษฐีและพระราชา ด้วยอำนาจของอานิสงส์แห่งการที่แบ่งส่วนบุญให้ผู้อื่นทำให้ได้ผลตามที่ปรารถนาไว้ เพราะฉะนั้นถ้าเราได้ยินได้ฟังเรื่องของทาน ย่อมจะเป็นเหตุให้เกิดศรัทธาเลื่อมใสในการทำบุญ เพราะเพียงแต่ทำทานธรรมดายังได้อานิสงส์ถึงเพียงนี้ ถ้าหากว่าเราตั้งเจตนาทำทานนี่เพื่อจะให้หมดจดจากกิเลส จะทำให้ได้ผลดีคือได้ผลมากและได้อานิสงส์มาก สามารถเป็นปัจจัยให้เราได้พ้นจากกิเลส พ้นจากทุกข์ในที่สุด
เพราะการทำบุญในพระพุทธศาสนาจุดประประสงค์เพื่อที่จะให้หมดจดจากกิเลส จิตใจ จะได้ไม่ขุ่นมัวเศร้าหมองตกเป็นทาสของกิเลส และการที่เราได้ทำทานในเบื้องต้นนี้เมื่อเราคุ้นเคยกับการทำกุศลอยู่เสมอ ๆ ก็จะเป็นเหตุให้เราได้เจริญกุศลที่สูงๆ ขึ้นไปคือจะมารักษาศีลหรือจะมาเจริญภาวนา ย่อมเป็นปัจจัยให้ทำกุศลเหล่านี้ได้ง่ายและเจริญกุศลนี้ให้เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าการให้ทานที่เอามากล่าวเรื่องอานิสงส์ของทานเหล่านี้ ไม่ใช่เพื่อที่จะให้ท่านทั้งหลายหวังผลในการทำบุญ คือต้องการอานิสงส์มากอย่างนี้ เพราะจุดประสงค์ของการทำบุญในพระพุทธศาสนา ต้องการที่จะทำบุญเพื่อขัดเกลากิเลสให้หมดไป เพราะว่าผลของทานที่ได้เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรที่จะตั้งใจหวังผลจนเกินไป แต่ควรจะทำทานเพื่อที่จะละกิเลสให้หมดไป
เพราะเหตุว่า หากเราทำบุญแล้วทำลายกิเลสไม่ได้ เราจะต้องเป็นทุกข์ท่องเที่ยวไปใน วัฏฏะไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้าหากเราให้ทานเพื่อให้หมดจดจากกิเลสด้วยการที่นึกถึงว่าทุกครั้งที่ทำทานนี้เพื่อที่จะสละกิเลสทั้งหลายให้หมดไป ถ้าเราตั้งใจอย่างนี้แล้ว ทานที่ทำนั้นก็ย่อมจะได้ผลมากได้อานิสงส์มาก คือจะทำให้พ้นจากทุกข์ เพราะฉะนั้นที่เอาเรื่องทานมาเล่าก็เพื่อให้ท่านเกิดศรัทธาเลื่อมใสเจริญกุศลให้มาก ๆ แต่ไม่ได้ให้หวังในอานิสงส์จนเกินไป แต่จงทำกุศลเพื่อให้หมดจดจากกิเลส
ในการทำทานทุกครั้งที่ทำ ก็ควรจะมีการอธิษฐานจิตด้วยเพื่อที่จะให้ผลบุญนั้นได้ถึง ความสำเร็จโดยเร็ว ในการอธิษฐานต้องอธิษฐานให้หมดจากกิเลส ให้พ้นจากทุกข์ ให้ถึงพระนิพพาน อย่าได้ไปขออย่างอื่น เพราะถ้าเราทำทานเพื่อขออย่างอื่นแล้วก็ล้วนแต่มีกิเลสเป็นปัจจัยทั้งนั้น แต่ถ้าหากว่าเราทำทานเพื่อปรารถนาให้สิ้นกิเลสหรือว่าให้พ้นจากทุกข์แล้วกิเลสไม่สามารถเป็นปัจจัยได้ แล้วก็ยังจะทำให้ทานที่เราทำไปนี้ส่งผลให้เราได้ถึงพระนิพพานเร็วขึ้น เพราะฉะนั้นการทำทานทุกครั้งก็ควรจะมีการอธิษฐานด้วยเพื่อที่จะได้ถึงจุดหมายโดยเร็ว เพราะถ้าหากว่าเราไม่อธิษฐานเพื่อจะให้พ้นจากทุกข์ เราไปอธิษฐานขอมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติด้วย กว่าจะพ้นจากทุกข์ได้ก็ต้องท่องเที่ยวไปหลายร้อยพันกัปป์นับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้นการทำทานควรจะทำเพื่อให้หมดจดจากกิเลส ข้อสำคัญที่สุดที่เราจะหมดจากกิเลสได้นั้นจะต้องเจริญสติปัฎฐานไม่ใช่ทำทานอย่างเดียวแล้วจะหมดจากกิเลสได้ เพราะสติปัฎฐานเป็นหนทางเดียวที่ให้ถึงความพ้นทุกข์ได้แน่นอน เพราะฉะนั้นที่เอาเรื่องทานกับอานิสงส์ของทานมาเล่านี้ ก็เพื่อที่จะให้เกิดศรัทธาเลื่อมใสในการที่เราจะได้เจริญกุศลชนิดนี้ให้เพิ่มพูนยิ่ง ๆ ขึ้นไป จะได้เป็นปัจจัยให้เราได้คุ้นเคยกับการทำกุศลบ่อย ๆ แล้วการทำกุศลบ่อย ๆ ถือว่าเป็นสันดานของคนฉลาดเพราะฉะนั้นคนฉลาดก็ย่อมมีปัญญาเจริญสติปัฏฐานได้พ้นทุกข์ได้ เรื่องของทานที่แสดงมานี้ก็ขอจบเพียงเท่านี้