เกิดมาทำไม  
โดย อาจารย์ปราโมช น้อยวัฒน์

ขอนอบน้อม
แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระมหากรุณาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ พระปัญญาคุณด้วยเศียรเกล้า และขอนมัสการพระคุณเจ้าทั้งหลาย ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ขอสวัสดีท่านสาธุชนผู้ใคร่ธรรมทุกท่านและขอโอกาสแด่พระสงฆ์ ในการนำเอาพระธรรม คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเล่าสู่กันฟัง ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธนับคือพระพุทธศาสนา ก็ควรที่จะได้ฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะคำสอนของพระพุทธองค์จะบอกให้รู้ถึงเหตุผลตรงตามความจริงทุกอย่างในเรื่องของตัวเราเอง เช่นเรื่องที่จะพูดในวันนี้คือ “ คนเราเกิดมาทำไม ” ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดกับตัว เราเองทุกคน แต่คนส่วนมากก็ไม่รู้ความจริงในเรื่องของตัวเอง เพราะไม่เคยได้ฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เกี่ยวกับความจริงของชีวิต

วัน
นี้ก็จะอาศัยคำสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงแสดงเกี่ยวกับความจริงของชีวิตสัตว์ทั้งหลาย ที่มีการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏที่ทรงแสดงไว้ในปฏิจจสมุปบาทว่า สัตว์ทั้งหลายเกิดมาเพราะอำนาจของอวิชชา ความหลงที่ไม่รู้ความจริงของชีวิตอันเป็นกิเลส จึงเป็นเหตุให้ทำกรรมเป็นบุญ เป็นบาปเมื่อทำกรรม กรรมก็ส่งผลให้มาเกิดเป็นวิบาก ตามหลักของ ปฏิจจสมุปบาทจึงได้แสดงความเป็นไปของสัตว์ทั้งหลาย ที่วนเวียนอยู่ในสังสารวัฏว่าเป็นด้วยอำนาจของกิเลส กรรม วิบาก เช่นเราทำบุญ บุญก็ส่งผลให้มาเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาในสุคติภูมิ ภูมิที่มีความสุข แต่ถ้าเราบาป บาปก็ส่งผลให้ไปเกิดเป็นสัตว์ในอบายหรืออุคติภูมิ ภูมิที่หาความสบายไม่ได้ทำให้ได้รับความทุกข์ เพราะเหตุว่าทุกคนที่เกิดมาจะต้องทำการงาน การทำการงานก็คือการทำกรรมเป็นบุญบ้าง เป็นบาปบ้าง เพราะว่าจิตใจของผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ที่จะพ้นจากการทำบุญทำบาปย่อมไม่มี ถ้าหากว่าผู้ใดทำกรรมดี คือทำกาย วาจา ใจ ให้สุจริตก็จะเป็นเหตุให้มีการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา บุญก็ช่วยส่งผลให้ได้ความสุข แต่ถ้าผู้ใดทำกาย วาจา ใจทุจริต เป็นเหตุให้ผิดศีล ๕ มีการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดปดเสพสุราเมาสิ่งเสพติดต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดโทษ จิตก็เป็นบาป บาปก็จะส่งผลให้ไปเกิดในทุคติภูมิได้เสวยความทุกข์ เพราะว่าการเกิดขึ้นของสัตว์ทั้งหลาย เกิดมาจากอำนาจของอวิชชา ความไม่รู้ความจริงของขันธ์ ๕ คือไม่รู้จักความจริงในเรื่องของตัวเองว่าจิตใจอย่างใดเป็นบุญ จิตใจอย่างใดเป็นบาปก็ไม่รู้ และบุญบาปให้ผลอย่างไรก็ไม่รู้ จึงได้เห็นผิดจากความจริง

พระพุทธองค์จึงได้แสดงความจริงของขันธ์ ๕ แก่สัตว์ทั้งหลายได้รู้ความจริง เพราะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้ความจริง คือ ได้ตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ พร้อมด้วยสัพพัญญุตญาณ คือพระองค์ทรงมีปัญญารู้ทุกสิ่งทุกอย่าง จึงทำให้พระองค์ได้พระนามว่า “ โลกวิทู ” คือผู้รู้แจ้งโลก โลกในที่นี้หมายถึงโลกคือ ขันธ์ ๕ เพราะการรู้ความจริงของขันธ์ ๕ จึงทำให้พระองค์พ้นจากทุกข์ทั้งปวง เพราะขันธ์ ๕ เป็นผลมาจากการกระทำกรรม กรรมจึงทำให้ได้ปฏิสนธิวิญญาณเกิดขึ้นเป็นวิบาก ตามที่กล่าวในหลักของปฏิจจสมุปบาทว่า “ อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป เป็นต้น จนถึงชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรามรณะเป็นที่สุด ” สังขารก็คือกรรมที่เป็นบุญ เป็นบาปเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณก็หมายถึงปฏิสนธิวิบากที่เกิดขึ้นเพื่อมาเสวยผลของกรรมที่ตนทำไว้ เพราะฉะนั้นสัตว์โลกทั้งหลายที่เกิดมาจึงต้องตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม คือทำกรรมไว้อย่างไรก็ต้องรับผลตรงตามกรรมที่ทำไว้ กฎแห่งกรรมจึงเป็นกฏที่ยุติธรรมที่สุด เพราะให้ผลตรงตามความจริงทุกอย่าง กฎแห่งกรรมจึงเป็นกฎแห่งความจริง คือใคร ๆ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎแห่งกรรมได้ เพราะเมื่อถึงคราวที่กรรมให้ผล ใครๆ ก็ไม่สามารถห้ามกรรมไม่ให้ส่งผลไม่ได้เลย เพราะเมื่อทำกรรมแล้วก็ต้องรับผลของกรรมแน่นอน การรับผลของกรรมก็ต้องรับตามอารมณ์ เพราะการให้ผลของกรรมจะให้ตั้งแต่ปฏิสนธิที่เกิดขึ้นมาทันที และระหว่างที่เกิดมาแล้วก็ยังต้องรับผลของกรรมตลอดเวลา ตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งล้วนเป็นผลที่เกิดจากกรรมที่เราทำไว้เองส่งผลมาให้ตามอารมณ์ เช่นเวลาเห็น เวลาได้ยิน เป็นต้น ถ้าเป็นอารมณ์ดี จิตที่รับอารมณ์ก็เป็นกุศลวิบากทำให้ได้เสวยผลเป็นความสุข แต่ถ้าอารมณ์ไม่ดี จิตที่รับอารมณ์ก็เป็นอกุศลวิบาก ทำให้ได้เสวยผลเป็นความทุกข์ เพราะเหตุนี้สัตว์ทั้งหลายที่เกิดมามีสุขมีทุกข์ต่างกัน ก็เพราะทำกรรมต่างกันและเมื่อรับผลของกรรมแล้ว ก็ไม่ใช่จะหยุดอยู่เพียงแค่รับผลของกรรมเท่านั้น ผลของกรรมยังเป็นปัจจัยให้ทำกรรมใหม่ในอารมณ์เดียวกันอีก เช่นได้อารมณ์ดีเป็นผลของกุศลกรรมแล้วเกิดความพอใจเป็นโลภะ ก็เป็นปัจจัยให้ทำกรรมใหม่เป็นอกุศลกรรม ๆ ก็จะส่งผลให้เกิดวิบาก ทำให้ได้เสวยความทุกข์หรือถ้าได้อารมณ์ไม่ดีทำให้ไม่พอใจเป็นโทสะ ก็เป็นปัจจัยให้ทำกรรมใหม่เป็นอกุศลกรรม ๆ ก็จะส่งให้ได้เสวยวิบากเป็นทุกข์ แต่ถ้าหากได้รับอารมณ์ดีแล้วรู้ว่าเป็นผลของวิบากเป็นผลของกรรมดีที่เราทำไว้ เมื่อรู้ตรงตามความจริงก็จะไม่หลงระเริงจนเกินไป หรือได้รับอารมณ์ไม่ดีก็รู้ว่าเป็นวิบากเป็นผลของกรรมไม่ดีที่เราทำไว้ ทำให้ได้รับความทุกข์ก็จะไม่เศร้าโศกเสียใจจนเกินไป เพราะเป็นกรรมที่เราทำสำเร็จมาแล้ว เมื่อกรรมนั้นให้ผลจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ก็ต้องรับทั้งนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย การยอมรับความจริงทำให้ทุกข์ลดลง และยังทำให้เกิดกุศลเป็นกรรมใหม่ กุศลก็จะส่งผลให้ได้ความสุขในอนาคต

เพราะเหตุนี้การเกิดขึ้นของสัตว์ทั้งหลายที่ว่าเกิดมาทำไมก็เกิดมาเพื่อรับผลของกรรม และเมื่อรับผลของกรรมแล้วก็เป็นเหตุให้ทำกรรมใหม่อีก ก็ต้องมารับผลของกรรมเป็นวิบาก วิบากก็หมายถึงการมาเสวยความสุขความทุกข์ตามกรรมที่ทำไว้ เมื่อได้เสวยวิบากแล้วก็เป็นปัจจัยให้ทำกรรมใหม่ซ้ำอีก เพราะสัตว์ทั้งหลายที่ยังมีกิเลสอยู่ก็ยังต้องทำกรรม ต้องรับผลของกรรม จึงต้องเสวยสุข เสวยทุกข์วน เวียนท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏไม่มีที่สิ้นสุด

เหตุนี้การเกิดขึ้นของสัตว์ทั้งหลายจึงเป็นไปด้วยความทุกข์ เพราะเกิดมาก็ทำให้ได้ขันธ์ ๕ มา การมีขันธ์ ๕ จึงเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ เพราะขันธ์ ๕ ได้แก่ ชาติความเกิด คือเกิดมาแล้วก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ไม่มีใครที่จะพ้นจากทุกข์เหล่านี้ไปได้ ถ้าตราบใดยังมีกิเลสอยู่ ยังทำกรรมอยู่ก็ต้องเกิดอีกต้องรับทุกข์อีก การเกิดมารับผลของกรรม จึงต้องเกิดมาทำกรรมดีที่เป็นกุศลจะได้ช่วยให้พ้นจากทุกข์ เพราะการเกิดทำให้ได้ขันธ์ ๕ มา มีทั้งรูปขันธ์ นามขันธ์ ๆ ได้แก่วิญญาณขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ อันเป็นขันธ์ที่สั่งสมกรรมและกิเลสที่ตนทำมาแล้ว ก็ส่งผลให้ได้รับความสุข ความทุกข์ ตามกรรมที่ทำไว้ เมื่อส่งผลแล้วก็เป็นปัจจัยให้ทำกรรมใหม่ สั่งสมกรรมและกิเลสให้เกิดวิบาก วนเวียนอยู่อย่างนี้ล้วนเป็นไปเพื่อความทุกข์ทั้งสิ้น

แม้รูปขันธ์ ก็เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์เช่นเดียวกัน เพราะเกิดมาแล้วก็ต้องพยาบาลรูปขันธ์ด้วย เช่นต้องหาอาหารให้กินหาที่ให้อยู่ หายารักษาโรค หาเครื่องนุ่งห่มให้ใช้ ล้วนเป็นทุกข์ทั้งนั้น เพราะรูปขันธ์ก็ได้แก่มหาภูตรูป ๔ คือ ธาตุ ๔ ไม่เสมอกัน ทำให้ต้องผลัดเปลี่ยนอิริยาบถอยู่ตลอดเวลา การที่ต้องผลัดเปลี่ยนอิริยาบถก็เป็นทุกข์ เพราะไม่เปลี่ยนอิริยาบถก็ทนอยู่ไม่ได้ แต่คนทั้งหลายที่ไม่เคยได้ฟังคำสอนของพระพุทธองค์ ก็ไม่รู้ว่าการพยาบาลขันธ์ ๕ นั้นเป็นทุกข์ ทั้งที่เราต้องพยาบาลขันธ์ ๕ ให้ลุกนั่ง นอน ยืน เดิน ต้องให้เผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ ต้องอาบน้ำ ล้างหน้า ต้องพาไปขับถ่าย ต้องรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย และยังมีทุกข์ต่าง ๆ อีกมากมายที่ต้องพยาบาลเมื่อ

เจ็บป่วย และยังมีทุกข์ต่าง ๆ อีกมากมายที่ต้องพยาบาลแก้ไขนับไม่ถ้วน เช่นไม่มีกินก็ต้องไปทำมาหากินเพื่อเลี้ยงขันธ์ กว่าจะได้เงินมาก็ต้องลำบากเหนื่อยมาก การที่ต้องพยาบาลขันธ์ ๕ จึงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง เป็นภาระหนักที่ทุกคนเกิดมา จะต้องพยาบาลรักษาขันธ์ด้วยความลำบาก แต่เพราะเราพยาบาลรักษาตัวเองจึงไม่เห็นว่าเป็นทุกข์ เพราะเรามีความรักใคร่ในตัวเราอย่างยิ่ง เมื่อมีความต้องการในสิ่งใด เราก็สามารถแสวงหาสิ่งที่เราต้องการให้รับร่างกายและจิตใจของเราด้วยความเต็มใจ เราจึงไม่เห็นว่าเป็นทุกข์ แต่ถ้าหากว่าเราต้องไปพยาบาลคนอื่นที่เรา ไม่รักโดยไม่ได้สิ่งใด ๆ ตอบแทนก็จะเห็นว่าเป็นทุกข์จริง ๆ เพราะเหตุที่เราไม่รู้เหตุผลความจริงว่าขันธ์ ๕ เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ จึงต้องเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดไม่มีที่สิ้นสุด

เหตุนี้การเกิดของสัตว์ทั้งหลาย จึงต้องเกิดมาเพื่อช่วยตัวเองให้พ้นจากทุกข์ด้วย การที่จะช่วยตัวเองให้พ้นจากทุกข์ก็ต้องพยายามทำบุญกุศล เพราะได้กล่าวแล้วว่าการทำบุญให้ผลเป็นสุข การทำบาปให้ผลเป็นทุกข์ เมื่อปรารถนาความสุขก็ต้องทำบุญให้มาก ๆ การจะทำบุญได้ก็ต้องหมั่นดูจิตใจของตัวเองว่าเป็นบุญหรือเป็นบาป ถ้าจิตใจเป็นบุญก็ต้องเป็นไปในทาน ศีล ภาวนา หรือเป็นไปในกาย วาจา ใจที่สุจริต บุญก็จะส่งผลให้ได้ความสุข แต่ถ้าขณะใดจิตใจไม่ตั้งอยู่ในทาน ศีล ภาวนา ไม่ตั้งอยู่ในการทำความดี จิตใจก็เป็นบาป บาปก็จะส่งผลให้เป็นทุกข์ เพราะว่าชีวิตของเรามีการเดินทางอยู่ตลอดเวลาคือทำบุญบ้าง ทำบาปบ้าง ก็จงสังเกตดูว่าวันหนึ่ง ๆ เราทำบุญกับทำบาปอย่างไหนจะมากกว่ากัน เราก็สามารถจะรู้ได้ว่าชีวิตที่จะเดินไปข้างหน้าจะเดินไปทางไหน จะไปทางสุคติหรือทุคติเพระถ้าได้ทำบุญ จิตใจจะสะอาดผ่องใส บุญจึงเป็นของเบาทำให้ยกจิตขึ้นสู่ที่สูง ทำให้ได้เกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา ได้เกิดในสุคติภูมิ ย่อมมีโอกาสทำกุศลได้ก็หาความสุขได้ แต่ถ้าปล่อยจิตใจให้ไหลไปตามอารมณ์ เวลาพอใจก็เป็นโลภะ ไม่พอใจก็เป็นโทสะ เฉย ๆ ไม่รู้อะไรก็เป็นโมหะ เกิดแต่อกุศลทำให้จิตใจหนัก จิตก็ไหลลงสู่ที่ต่ำคือไหลไปสู่อบายภูมิ ก็หมดโอกาสทำกุศล ทำให้ไม่ได้ความสุขเพราะการเกิดเป็นมนุษย์มีโอกาสทำกุศลได้ แต่ไม่รู้จักทำก็น่าเสียดาย ส่วนการทำบาปทำให้ต้องไปเกิดในอบาย เมื่อไปเกิดในอบายทำบุญไม่ได้ก็มาเกิดเป็นมนุษย์ไม่ได้ เพราะการเกิดเป็นมนุษย์จะต้องเกิดด้วยบุญเป็นอันมาก เมื่อไม่ได้ทำบุญชีวิตก็ต้องเวียนเกิดเวียนตายเสวยทุกข์อยู่ในอบายภูมิ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่คอยดูจิตใจของเรา จิตใจก็จะไหลไปในกิเลส อกุศลไหลไปตามอารมณ์ได้ง่าย เป็นเหตุให้ทำบาปโดยไม่รู้ตัว เหตุนี้ผู้ที่ปรารถนาความสุข ความพ้นทุกข์ ก็ต้องพยายามรักษาจิตใจของตัวเองด้วยการทำบุญอยู่เสมอ ๆ เพราะถ้าไม่ทำบุญก็อย่าหวังเลยที่จะได้รับความสุขความสบาย

ที่เอาความจริงเกี่ยวกับชีวิตมาพูดในวันนี้ ก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้รู้เหตุผลตามความจริงจะได้ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ โดยไม่ปล่อยจิตใจให้ไหลไปในการทำบาป เพราะการทำบาปก็คือการทำลายตนเองให้เป็นทุกข์ เมื่อไม่ต้องการความทุกข์ก็จงหมั่นทำบุญ อย่างเช่นวันนี้เรามาทำบุญทอดกฐินกัน ถ้าจะให้บุญที่เราทำได้ผลดี ก็ต้องทำบุญประกอบด้วยเจตนา ๓ กาล คือเรารู้ว่าจะมีการทอดกฐิน และเราก็จะไปงานทอดกฐิน เราก็ต้องมีเจตนาตั้งไว้ก่อน โดยเตรียมเงิน เตรียมข้าวของ หรือเตรียมใจที่จะทำบุญ เรียกว่าเป็นบุพเจตนา คือมีเจตนาตั้งใจไว้ก่อนทำบุญ บุพพเจตนาจะให้ผลดีในเวลาที่เกิดมาเป็นเด็ก จะได้เกิดในพ่อแม่ที่ดีทำให้ได้รับความสุข ถึงแม้ว่าตอนเป็นเด็กจะได้รับความทุกข์ แต่เพราะความไม่รู้เดียงสาของเด็กก็เป็นทุกข์ไปตามกรรมที่ทำไว้ แต่จิตใจจะไม่คิดเป็นทุกข์เดือดร้อนเท่าไร ครั้นเมื่องานบุญนั้นมาถึง ก็มีจิตใจตั้งใจในการทำบุญ เรียกว่ามุญจเจตนา คือเต็มใจในการทำบุญอย่างยิ่ง มุญจเจตนา ก็จะให้ผลดีในเวลาที่เป็นหนุ่มสาว ทำให้มีร่างกายแข็งแรงมีสุขภาพดี ได้รับความสุข เมื่อมีความทุกข์เดือดร้อนถ้าร่างกายแข็งแรงดีก็ทนต่อความทุกข์ได้ทำให้ทุกข์น้อยลง และเมื่อทำบุญแล้วก็ต้องพยายามนึกถึงบุญนั้นบ่อย ๆ เรียกว่า อปราปรเจตนา การนึกถึงบุญที่ทำแล้วก็ทำให้บุญเกิดเพิ่มขึ้นอีก อปราปรเจตนาก็จะให้ผลดีใน วัยชรา เพราะความชราทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง ไม่สามารถทำการงานได้เหมือนเวลาเป็นหนุ่มเป็นสาว คนชราจึงจำเป็นต้องอาศัยมีผู้อื่นคอยช่วยเหลือดูแล แต่ถ้าทำบุญแล้วไม่เคยนึกถึงบุญที่ทำแล้ว เวลาแก่ก็จะไม่มีผู้ดูแลคอยช่วยเหลือจิตใจก็จะมีแต่ความทุกข์เศร้าหมองหาความสุขมิได้ ย่อมจะเป็นปัจจัยให้ได้อารมณ์ไม่ดีในเวลาใกล้ตาย เพราะจิตใจที่เศร้าหมองเป็นบาป บาปก็พาไปเกิดในอบายทำให้ต้องไปเสวยความทุกข์ในอนาคตยิ่งขึ้น แต่ถ้าทำบุญแล้วนึกถึงบุญนั้นบ่อย ๆ ก็จะทำให้มีผู้อุปถัมภ์คอยดูแลช่วยเหลือในเวลาแก่ ทำให้ได้ความสุขจิตใจก็ผ่องใส เมื่อใกล้ตายก็ทำให้ได้อารมณ์ดี ๆ ก็จะพาให้ไปเกิดในสุคติได้เสวยความสุข มีโอกาสได้ทำบุญต่อไปอีก บุญก็จะช่วยให้มีความสุข เพราะการเกิดเป็นมนุษย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นลาภอันประเสริฐ เพราะมนุษย์สามารถมีปัญญาที่จะทำกุศลได้ทุกอย่างทำให้พ้นจากทุกข์ได้ ส่วนผู้ที่ไม่รู้เหตุผล ความจริงว่าบุญให้ผลเป็นสุข บาปให้ผลเป็นทุกข์ จึงไม่สนใจในเรื่องของกรรม ไม่เชื่อเรื่องกิเลส กรรม วิบาก จึงได้ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม เป็นเหตุให้ทำบาปโดยไม่รู้ตัว บาปก็ทำลายตนเองให้เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาจะมีสุข มีทุกข์ ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเอง ไม่ใช่มีผู้อื่นมาทำให้เราเป็นสุขเป็นทุกข์ แต่ที่ว่าคนอื่นทำให้เราเป็นทุกข์ ก็เพราะกรรมนั้นจะส่งผลให้ จึงต้องอาศัยผู้อื่นมาเป็นสื่อ เพื่อให้เราได้รับผลของกรรมตามที่ตนทำไว้ เพราะตามธรรมดาทุกคนที่เกิดมาต่างก็รักตัวเองเป็นที่สุด ไม่มีใครจะรักคนอื่นยิ่งกว่ารักตนเอง เมื่อรักตนเองก็ควรที่จะช่วยตนเองให้มีความสุข ด้วยการหมั่นทำบุญเสมอ ๆ ก็จะทำให้ได้รับความสุข

สำหรับการทำบุญก็ไม่ต้องทำบุญด้วยเงินเสมอไป เพราะการทำบุญด้วยการให้วัตถุเป็นทานก็ต้องเสียเงินซื้อวัตถุ แต่ถ้าทำบุญโดยไม่เสียเงิน เช่น เห็นผู้ใดทำบุญก็อนุโมทนายินดีในบุญที่เขาทำ จิตใจก็เกิดบุญกุศลร่วมกับเขาด้วย กุศลก็จะให้ผลเป็นความสุข หรือว่าวันนี้เราได้มาทำบุญทอดกฐินแล้ว กลับไปบ้านก็แบ่งส่วนบุญให้ญาติพี่น้อง ให้เขาได้เกิดอนุโมทนายินดีในบุญที่เราทำ เมื่อเขาอนุโมทนาเขาก็ได้ความสุขด้วย เพราะฉะนั้นการทำบุญที่เสียเงินก็มีแต่การให้วัตถุเป็นทานอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถึงแม้การทำบุญจะต้องเสียเงินบ้าง แต่การเสียเงินก็ทำให้เราได้รับความสุข เพราะว่าผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักที่เคารพของคนทั่วไป และยังทำให้จิตใจของผู้รับทานอ่อนโยนลง ทำให้เกิดความรักใคร่สามัคคีซึ่งกันและกัน และการให้ทานยังจะเป็นเสบียงติดตามตนไปในภพชาติข้างหน้า ทำให้เกิดมาเป็นคนมีกินมีใช้ไม่อดอยากยากจน การให้ทานจึงเป็นปัจจัยให้ได้บุญถึง ๓ อย่าง คือการให้วัตถุเป็นทาน เรียกว่าทานมัย ต้องเสียเงิน ส่วนการเห็นผู้อื่นทำบุญแล้วอนุโมทนายินดีในบุญที่เขาทำ เรียกว่า ปัตตานุโมทนามัย ไม่ต้องเสียเงิน หรือการแบ่งส่วนบุญให้ผู้อื่น เรียกว่า ปัตติทานมัย ก็ไม่ต้องเสียเงิน บุญก็จะให้ผลเป็นความสุข และยังมีบุญที่เกิดจากการรักษาศีล ก็ไม่ต้องเสียเงิน โดยรักษากาย วาจา ให้สุจริต ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เป็นการละกิเลสอย่างหยาบที่เกิดขึ้นทางกายวาจา เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ เป็นต้น ศีลก็จะรักษาคุ้มครองเราไม่ให้ทำความชั่ว ทำให้ไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิ และการรักษาศีล ยังมีการช่วยเหลือผู้อื่นโดยเอา กาย วาจา ช่วยเหลือในการทำงาน เรียกว่า เวยยาวัจจมัย ก็จัดว่าเป็นศีล และการอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้มีคุณธรรม ผู้มีวัยวุฒิ มีชาติวุฒิ ก็จัดว่าเป็นศีล เรียกว่า อปจายนมัย ศีลก็จะรักษาผู้นั้นให้มีความสุข

ส่วนการเจริญภาวนาก็เป็นบุญได้แก่การเจริญสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา

การเจริญสมถภาวนา คือการทำจิตให้สงบเป็นสมาธิตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นการข่ม

กิเลสอย่างกลางที่เกิดกลุ้มรุมจิตใจที่ทำให้เกิดความทุกข์เดือดร้อน เมื่อทำจิตให้สงบเป็นสมาธิเกิดความสุข ก็ทำให้พ้นจากความทุกข์เดือดร้อนทางใจได้

ส่วนการเจริญวิปัสสนา ทำให้เกิดปัญญารู้ตามความเป็นจริงเป็นการทำลายอนุสัยกิเลส คือกิเลสละเอียดเป็นตทังคปหานด้วยการรู้ว่าธรรมทั้งหลายไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน แต่เป็นรูป เป็นนาม หรือขันธ์ ๕ ที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย และรูปนามนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เช่นรู้ว่าขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ก็ต้องรักษาขันธ์ ๕ ด้วยการทำบุญเสมอ ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ไปเกิดในอบายภูมิ เพราะถ้าไปเกิดในอบายภูมิ โอกาสที่จะทำกุศลก็ไม่มี มีแต่ความทุกข์ ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ก็ยังมีโอกาสทำกุศลได้ก็จะได้รับความทุกข์ แต่ถ้าทำบาปอกุศล ก็จะได้รับแต่ความทุกข์เดือดร้อน และในการเจริญภาวนา ยังมีการฟังธรรม ก็จัดว่าเป็นภาวนาเพราะทำให้กุศลเจริญขึ้น เรียกว่า ธัมมัสสวนมัย การฟังธรรม ทำให้เกิดปัญญารู้เหตุผลในคำสอนแล้วนำไปปฏิบัติตามก็ช่วยให้พ้นทุกข์ได้ แม้การแสดงธรรม หรืออธิบายธรรมะให้ผู้อื่นเข้าใจถูกตามความเป็นจริง ก็เป็นภาวนา เรียกว่า ธัมมเทสนามัย บุญที่เป็นทาน ศีล ภาวนา จะเกิดได้ต้องมีความเห็นถูกตรงตามความเป็นจริงเป็นสำคัญ เรียกว่า ทิฏฐุชุกรรม การเห็นถูกตามความเป็นจริงย่อมป้องกันไม่ให้ตกไปสู่มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิดจากความจริง) การเห็นถูกตรงตามความจริงย่อมจะช่วยตัวเองให้พ้นจากทุกข์ไปตาม ลำดับ ก็ด้วยการทำบุญกุศลซึ่งมีถึง ๑๐ อย่าง เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ๑๐

อีกอย่างหนึ่ง ถ้าเราจะรักษาตัวให้มีความสุขด้วยการตั้งใจรักษาศีล ๕ เป็นนิจก็ได้ เพราะศีล ๕ ท่านจัดว่าเป็นมนุษยธรรม ธรรมที่ทำให้ได้เกิดเป็นมนุษย์ เพราะศีล ๕ จะป้องกันไม่ให้ไปเกิดในอบาย และการรักษาศีล ๕ ก็ยังช่วยให้สังคมได้อยู่เป็นสุข เพราะผู้มีศีล ๕ จะไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้เป็นทุกข์เดือดร้อน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าคำสอนในพระพุทธศาสนาจะสอนให้รู้เหตุผล ตรงตามความเป็นจริงทุกอย่าง ถ้าหากว่าเราได้ฟังคำสอนของพระพุทธองค์ แล้วปฏิบัติตามได้ ชีวิตก็จะมีความสุขพ้นจากทุกข์ไปตามลำดับ

สำหรับเรื่องที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความจริงของตัวเราเองทั้งสิ้น ตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ แต่เพราะไม่เคยได้ฟังคำสอนเหล่านี้ จึงทำลายตัวเองให้เป็นทุกข์ ด้วยการปล่อยจิตใจให้ไหลไปตามอารมณ์ ไหลไปตามบาป แต่ถ้าได้ฟังคำสอนก็สามารถจะแก้ไขจิตใจที่เห็นผิดให้เห็นถูกได้ ด้วยการทำบุญจะต้องทวนกระแสกิเลส ยกจิตให้ขึ้นสู่ที่สูง บุญก็จะให้ผลเป็นความสุข ก็หวังว่าธรรมะเหล่านี้คงจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้ฟัง ที่จะนำไปประพฤติปฏิบัติตามเพื่อช่วยตัวเองให้พ้นจากทุกข์ เพราะว่าคนเราเกิดมาก็เพื่อรับผลของกรรมเป็นสุข เป็นทุกข์ เมื่อรับผลของกรรมแล้วก็ทำกรรมใหม่ต่อ ก็จงทำแต่กรรมที่เป็นกุศล ๆ ก็จะช่วยตัวให้พ้นจากทุกข์ ถ้าใครปฏิบัติตามคำสอนได้ ผู้นั้นก็จะมีความสุขจนถึงความพ้นทุกข์ และการจะพ้นจากทุกข์ได้ก็ต้องละกิเลส เพราะถ้าละกิเลสหมดก็จะทำให้เป็นผู้บริสุทธิ์ พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ไม่ต้องมาเกิดอีกต่อไป ก็ขออนุโมทนาในกุศลที่ท่านทั้งหลายได้บำเพ็ญแล้ว และจะบำเพ็ญต่อไปในอนาคตข้างหน้า ขอให้พยายามเจริญกุศลให้มาก ๆ เพื่อช่วยตัวเองให้พ้นจากทุกข์ คือเราเกิดมา ต้องเกิดมาเพื่อแก้ทุกข์ให้แก่ตัวเองด้วย จึงจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ถ้าเกิดมาทำบาปก็ทำลายตัวเองให้เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น ถ้าต้องการความสุขก็จงทำบุญกุศลให้มาก ๆ ก็ขออนุโมทนา สาธุ

 

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชิเนติ

 

การให้ธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง

สุโข ปญฺญาปฏิลาโภ

 

การได้ปัญญา นำความสุขมาให้