|
ชีวิตของทุกคนล้วนรักมากและหวงแหน อยากอยู่นาน ๆ และมีความสุข แต่มักไม่รู้ว่าชีวิตที่ยืนยาวออกไปนั้น ความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า จะทำอย่างไรให้ชีวิตมีชีวิตชีวาต่างหาก จึงเหงา เบื่อ เซ็งมากขึ้น เมื่ออายุมากขึ้นจะกลายเป็นคนแก่ที่น่าสะพรึงกลัว ขี้บ่นจู้จี้ เอาใจตัวเองเป็นใหญ่ ทุกอย่างดูเสื่อมลงไปหมด ไม่วาจะเป็นความจำความเพียรในการทำความดี มีอยู่สิ่งเดียวเท่านั้นที่ไม่เคยเสื่อม สิ่งนั้นคือความโง่ ประทานโทษขอใช้ภาษาชาวบ้าน ถ้าเป็นภาษาวิชาการเรียกว่าอวิชชาหรือโมหะ คือความไม่รู้หรือความหลงนั่นเอง ไม่รู้ในชีวิตและความเป็นไปของชีวิตว่าควรจะต้องทำอย่างไร ให้ชีวิตมีประโยชน์มีความสุขมากที่สุด ไม่รู้ว่าความรักความเมตตากรุณาประกอบ ด้วยปัญญา (ความพอใจ) ควรต้องทำและทำอย่างไร จึงทำไปด้วยความไม่รู้ ความสงสารเกินกว่าเหตุ จึงกลับมาทำร้ายใจตนเองให้เศร้าหมองเดือดร้อนสลดหดหู่ ดีแล้วเธอ ทีหลังอย่ามาอีกเลย ช่างไม่รู้จักบุญคุณกันบ้างเสียเลย บ่นเพ้อไปกับความเมตตากรุณาที่ทำไป เพราะขาดปัญญาเข้าประกอบ ให้ไปแล้วกลับเสียดายก็มี ใจเราจึงมักเป็นเช่นนี้อยู่เสมอ
ใครคนหนึ่งกล่าวว่าชีวิตคนเราเหมือนหนังสือเป็นบท ๆ ไป เราต้องเขียนเองไม่มีใครมาเขียนให้เราได้ บทที่หนึ่งคือ พึ่ง เพียร พบ พัก แล้วก็พรากเป็นบทสุดท้าย เผลอนิดเดียวสองหมื่นกว่าวัน (๖๐) ปี จะอยู่ถึง ๓๐,๐๐๐ วันก็ยาก แต่เรามักประมาทในชีวิตเสมอ ถึงเวลาศึกษาเล่าเรียนก็ไม่ทำ ของ่าย ๆ ไว้ก่อน ถึงเวลาเพียรก็ไม่เพียรเพราะเพียรไม่เป็น ไม่รู้ว่าจะเพียรไปทำไม ฉันแก่แล้วอยู่สบายไปวัน ๆ ดีกว่า คิดก็ไม่เป็นเพราะคิดในสิ่งที่ไม่ควรคิด และคิดให้แรมใจอยู่เสมอ พูดก็ไม่เป็น เพราะมัวแต่ว่าคนอื่นอยู่เสมอว่าดีแต่พูด ทำไม่เป็นหรอก หรือคิดเอาเองว่าพูดดีกว่าทำ อย่างไรก็ตามทำต้องดีกว่าพูด
ไม่เคยรู้เลยว่าถ้าโง่และขยัน ทำด้วยความไม่รู้จริงนั้นอันตราย สู้อยู่เฉย ๆ ดีกว่าไม่รู้ว่าความโง่ในตัวของเรานั้นช่างมากมายเสียเหลือเกิน ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ไม่เข้าใจ และยังไม่ยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ไม่เข้าใจด้วย เป็นความโง่ถึง ๒ ชั้น ไม่รู้ว่าการพูดเป็นนั้น ต้องนิ่งเป็นด้วยจึงอยู่กับความเคยชินไม่มีประโยชน์ และเป็นโทษไม่มีสาระ อยู่เสมอ สิ่งที่ไม่ควรทำก็ไปทำเข้า สิ่งที่ไม่ควรเว้นก็ไปเว้นเข้า สิ่งที่ต้องส่งเสริมหรือต้องระงับยับยั้งก็ไม่รู้ สิ่งที่ต้องขวนขวายเพิ่มเติมอยู่เสมอก็ไม่ขวนขวาย แสวงหาแต่สิ่งที่เศร้าหมองเดือดร้อน จึงต้องเศร้าหมองเดือดร้อนใจด้วยเครื่องเศร้าหมองเดือดร้อน แล้วก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะดับจิตใจที่เศร้าหมองเดือดร้อนวิตกกังวลเหล่านั้นให้หมดลงไปได้ ไม่รู้ว่าผลที่ไม่ดีนี้มาจากต้องดับที่เหตุ ไม่รู้ว่าจิตใจที่มีคุณลักษณะที่ดีมีความสบายใจ เบา รื่นเริงอยู่นั้นเกิดด้วยเหตุอันใด เราสามารถจะสร้างจิตที่มีคุณลักษณะที่ดีงามนั้นได้อย่างไรและจะรักษาไว้ให้ยืนยาวนานนั้นต้องทำอย่างไร
ความสบายใจ ปีติ รื่นเริงนั้นเป็นผลที่เกิดมาจากเหตุที่ต้องขวนขวายในการสร้างปัญญาจะตั้งต้นที่ไหนและทำอย่างไรจึงมีสติสัมปชัญญะแหลมคมและเจริญขึ้น เราได้แต่หลงเพลิดเพลินอยู่ในความสนุกสนานไปวันหนึ่ง ๆ ด้วยรสอาหาร รูปสวย ๆ เสียงเพราะ ๆ บ้าง เมื่อถึงเวลาที่ต้องพรากจากโลกนี้ไป จึงต้องเศร้าโศกอาลัยอาวรณ์ด้วยความทุกข์เสียดายชีวิต เสียดายทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ ต้องพลัดพรากจากไป กว่าจะรู้ก็สายเกินไปเพราะตกอยู่ในความประมาทมายาวนาน ไม่เคยปฏิรูปหรือปฏิวัติตัวเองเพื่อยกระดับจิตให้สูงขึ้น สร้างสติปัญญาให้แหลมคมขึ้น ใคร่ครวญทบทวนให้ดีก่อนจะคิดจะทำจะพูด จึงหลงอยู่ในความมืดอย่างหมดจดจริง ๆ ความมืดจะไม่ปรากฏกับบุคคลที่อยู่ในความมืด จนกว่าเมื่อผู้นั้นมาอยู่ในที่สว่างจึงจะรู้ได้ว่าความมืดนั้นเป็นเช่นใด
ทุกศาสนาเหมือนกันตรงที่ว่า 
ผู้ทำความดีย่อมได้รับรางวัลตอบแทน
ผู้ทำความชั่วย่อมได้รับผลตอบแทนด้วยการลงโทษ
ดังนั้น ทุกศาสนาจึงส่งเสริมให้มนุษย์ทุกคนทำในข้อแรก และระงับยับยั้งในข้อสอง ซึ่งอาจดีและจำเป็น
สำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็มีข้อเสียถ้าคนขาดความรู้ความเข้าใจในหน้าที่ของตนที่จะต้องปฏิบัติ และยึดติดอยู่กับความกลัวบาป ละเลยและขาดการพิจารณาใคร่ครวญว่าอะไรต้องทำและอะไรทำไม่ได้ ไม่ใช่อะไร ๆ ก็เป็นบาปไปหมดหรือไม่ก็จะมีแต่ความต้องการผลของการทำความดีของตนเองเพราะต้องการรางวัล รางวัลน้อยไปก็ไม่ชอบ หรือทำความดีก็ต้องการให้คนเห็น ครั้นไม่มีใครเห็นหรือรางวัลน้อยไปเลยเลิกทำความดีอย่างนี้เป็นต้น
พุทธศาสนาเน้นในเสรีภาพ ประโยชน์และความสุขของชนหมู่มาก ต้องมีความเมตตากรุณาเป็นพื้นฐานของจิตอยู่ในความรู้สึก และต้องมีการกระทำเผื่อแผ่ความสุข ความเมตตา กรุณา ให้ถึงผู้อื่นด้วย
เรื่องของกรรมเป็นเรื่องหนึ่ง เรื่องของชะตากรรม เสรีภาพและประโยชน์สุขของมวลมนุษย์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่พระพุทธศาสนาเน้นและต้องให้ความเคารพอย่างเต็มที่ด้วย
ทุกชีวิตมีอิสระที่จะจัดการกับชะตากรรมของตนเอง แต่มนุษย์บางคนกลับเหยียบย่ำเสรีภาพของผู้อื่น ด้วยอำนาจของอำนาจ ยศศักดิ์ และความมั่นคั่ง ชาวพุทธถือหลักของความเมตตา กรุณา แต่ชาวคริสต์ถือหลักของความรัก ความรักถ้าขาดความเมตตาประกอบ ความรักนั้นจะทำให้เกิดความลำเอียง และความริษยาอาฆาตตามมาได้
ศาสนากับโลกทัศน์ 
พุทธศาสนามีทัศนะที่เกี่ยวข้องกับโลกและสิ่งแวดล้อมทั้งหมดในสากลจักรวาล ด้วยความเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวงโดยไม่เลือกชั้นวรรณะของบุคคล ที่มีเสรีภาพทัดเทียมกันแต่ต่างกันที่การกระทำ พุทธศาสนาเชื่อในกฎแห่งเหตุผลที่เป็นจริงและหลีกเลี่ยงไม่ได้ตามธรรมชาติแต่สามารถปรับและเปลี่ยนกระบวนการธรรมชาติที่เป็นไปในทางลบให้เป็นไปในทางบวกได้ และกฎนี้สามารถใช้ได้กับปรากฏการณ์ทั้งหลายในจักรวาลด้วย บาง อย่างก็รู้ได้ ต้องใช้เวลาและปัญญาที่ต้องพัฒนาสูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่งจึงรู้ได้
พุทธศาสนาเชื่อสนการหมุนเวียนของความเป็นและความตายอันเป็นไปในสกลจักรวาล(ชีวิตสกลจักรวาล ที่ยิ่งใหญ่) การเกิดแต่ละชาติของชีวิตหนึ่ง ๆ เมื่อบังเกิดขึ้นก็จะพาเอาผลของกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อนติดตามมาด้วย แต่การใช้หลักบุญกรรมมาอธิบายในลักษณะท่าทาง บุคลิกภาพ สรีรสภาพ และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ของบุคคลแต่ละบุคคลย่อมต่างกันไปตามอำนาจของวิบากกรรม(ผล)ที่ปรากฏขึ้นในธรรมชาตินี้เป็นการยากที่จะชี้ชัดลงไปได้ ปรัชญาทางพุทธศาสนาอธิบายผลกรรมว่ามาจากเหตุแต่ปางก่อนนั้น ไม่จำกัดที่ต้องเกิดบนโลกมนุษย์ เนื่องจากที่ภพและจักรวาลเป็นจำนวนมากนับไม่ถ้วนที่มีสิ่งที่ชีวิตอื่น ๆ ปรากฏอยู่
ชีวิตที่เกิดมาแต่ละชีวิตที่ต้องเกิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก จากอดีตที่ไม่มีจุดเริ่มต้นแผ่อยู่ทั่วไปในสกลจักรวาล จึงเป็นไปได้อย่างยิ่งว่า ณ ที่ใดที่หนึ่งในจักรวาล และเวลาใดเวลาหนึ่งในสกลจักรวาลนี้แต่ละชีวิตต่างต้องเคยมีสัมพันธ์กันทางสายเลือดร่วมกันมาแล้วทั้งสิ้น ความเป็นญาติ พ่อแม่ พี่น้อง ความร่ำรวย ยากจน ทุกข์ลำบากแค่ไหนต้องเคยมีมาแล้วทั้งสิ้น เคยรัก เคยเกลียด เคยเป็นสามีภรรยาบุตรธิดาร่วมชะตากรรมกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน โดยสรุปแล้วเราทั้งหลายล้วนเคยเป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกันมาแล้วในสกลจักรวาลนี้
พุทธศาสนาจึงสอนให้แผ่เมตตาไปให้กว้างขวางในสรรพสัตว์ทั้งหลายในภพภูมิต่าง ๆ ทั้งเบื้องสูง เบื้องกลางและเบื้องล่างให้ทั่วถึง เพื่อขจัดความเกลียดชัง ริษยา อาฆาตให้หมดไปจากจิตใจเพื่อให้เกิดความรักความเมตตากรุณาที่แท้จริง ลดความเบียดเบียนและให้เกิดความกรุณาที่จะเผยแผ่ความสุขไปให้ทั่ว และจะต้องยอมรับเคราะห์กรรมที่ตัวเองได้ทำมาแล้ว ทุก ๆ ชีวิตจึงมีชะตากรรมร่วมกันคือต้องแก่ต้องเจ็บและตายไป และในระหว่างช่วงระยะเวลาของชีวิตก็ต้องได้รับความทุกข์กายทุกข์ใจ โศกเศร้า คับแค้นใจ สับสน และสิ้นหวังอยู่แล้ว มนุษย์จึงไม่สมควรเบียดเบียนกันให้ได้รับความทุกข์ความคับแค้นเพิ่มขึ้นมาอีก ควรเคารพในเสรีภาพแห่งชีวิต ให้เกียรติแก่ทุกชีวิตไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม การเรียนรู้ที่จะปรารถนาให้ความรักความเมตตากรุณาบังเกิดขึ้นในจิตใจของตนเองและเผยแผ่ความเมตตากรุณาต่อไปให้ถึงผู้อื่นด้วย จึงเป็นความสำคัญและเป็นหลักการขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ในทางพุทธศาสนา อันจะช่วยให้เราทำสิ่งอื่นอันเป็นประโยชน์ได้ง่ายขึ้น และอำนวยพื้นฐานให้แก่การใช้ชีวิตที่เป็นประโยชน์อย่างสงบสุขด้วย ดังนั้นพุทธศาสนา จึงมิใช่เรื่องเฉพาะตัวหรือลัทธิที่มีเจ้าสำนักนั้นหาใช่ไม่ แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขของสรรพสัตว์ทั้งมวลในสกลจักรวาล
การค้นพบบางอย่างในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และจิตวิทยาของตะวันตก ได้ให้หลักฐานสอดคล้องกับความเชื่อทางพุทธศาสนาว่าด้วยชีวิตในชาติปางก่อน ตัวอย่างหญิงผู้ถูกสะกดจิตรายหนึ่งได้เล่าย้อนความทรงจำของเธอไปหลายร้อยปีว่า เธอเคยเป็นแม่บ้านอยู่ในฝรั่งเศสมาก่อน นักประวัติศาสตร์ต่างยอมรับความถูกต้องของสถานที่ ภาษา และวิถีชีวิตของคนสมัยนั้นที่เธอได้เล่าให้ฟังตอนนั้นและอีกหลายรายที่มีประวัติของการย้อนระลึกถึงชาติปางก่อน ซึ่งได้ตีพิมพ์ลงในนิตยสารจากนักวิทยาศาสตร์ผู้ที่มีชื่อเสียงกระนั้นก็ดี การสอบสวนทางวิทยา ศาสตร์นั้น ที่แท้จริงเป็นการวิจัยเพื่อหาสิ่งที่เกิด เกิดขึ้นหลังจากการตาย หรือที่เคยเกิดมาแล้วก่อนการเกิดในชาตินี้ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องยากมาก แม้การค้นคว้าลงไปในชีวิตอดีตและอนาคตโดยการสะกดจิตยังไม่เป็นที่ยอมรับของโลกวิทยาการ แต่ก็ได้ช่วยให้ทัศนะเกี่ยวกับชีวิตทางพุทธศาสนาน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
กรรมที่กำหนด กรรมที่ยังไม่กำหนด 
หลักการทางพุทธศาสนาได้กล่าวมาแล้วถึงความหมุนวนของชีวิต อันเป็นกรรมที่กำหนดแน่นอนตามกฎแห่งเหตุและผลของธรรมชาติ เช่นการได้เกิดเป็นมนุษย์เป็นกรรมที่กำหนดไว้แล้วแต่ปางก่อน นำเกิด (ชนกกรรม) กรรมที่ไม่กำหนดคือการกระทำกรรมในปัจจุบันนี้ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี กรรมเหล่านี้จะรวบรวมและถูกกำหนดในเวลาใกล้จะตาย (จุติ) เป็นกรรมอารมณ์ กรรมนิมิตคตินิมิตอารมณ์ ซึ่งจะปรากฏให้เห็นชัดเจนในภพภูมิที่จะเป็นที่เกิดใหม่ในชาติต่อไปเหมือนหนี้ที่ต้องทดแทนแค้นไม่ต้องชำระก็ได้
เราจึงมีเสรีภาพเต็มที่ในการกระทำของเราในปัจจุบัน ที่จะส่งเสริมหรือระงับยับยั้งในบางเรื่องบางอย่างที่เป็นคุณประโยชน์หรือเป็นโทษ อันจะให้ผลเป็นวิบากต่อไปในอนาคต พระพุทธองค์จึงทรงรับสั่งว่า ถ้าเธออยากจะรู้อนาคตชะตากรรมของเธอ ก็ให้เฝ้าดูที่การกระทำของเธอเองว่า กาย วาจา และใจของเธอนั้นเป็นไปอย่างไรดีหรือไม่ดี เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้อื่นและตัวเองหรือไม่ก็ดูเสียตั้งแต่บัดนี้ก่อนที่จะสายเกินไป และเธอย่อมจะรู้ได้แก่ใจของเธอเอง
มนุษย์จึงตกเป็นเหยื่อของกาลเวลาเป็นเหยื่อแก่ตัวเอง (อกุศลกรรม) กาลเวลาจึงกลืนกินสัตว์ทั้งหลายให้วอดวายลงอยู่ทุกขณะ จึงควรรู้ตัวอยู่ทุกขณะว่ากำลังทำอะไรและจะทำอะไรต่อไป ไม่ควรปล่อยเวลาให้ว่างไปโดยเปล่าประโยชน์ ให้โอกาสแก่ตัวเองและให้โอกาสแก่ผู้อื่น ด้วยการเผื่อแผ่ความรักความเมตตาให้กับผู้อื่นนั้นมิใช่เป็นการสูญเสียอะไรเลย แท้จริงเป็นการให้กับตัวเอง อันเป็นสิ่งที่ต้องทำและควรกระทำอย่างยิ่ง
ความรักเป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ แต่ความเมตตากรุณาทำให้ความเป็นมนุษย์สมบูรณ์ขึ้น หมาย ถึงความเผื่อแผ่ความสุขไปยังผู้อื่น มีความพยายามที่จะให้ผู้อื่นได้รับความสุขจากการกระทำของตน แทนที่จะจูงใจผู้อื่นให้สำเร็จในประโยชน์ของตนด้วยการเห็นแก่ตัว
การที่คุณพยาบาลเฝ้าดูแลผู้ป่วยที่อาการหนักตลอดคืน คุณแม่เฝ้าพยาบาลลูกที่เจ็บไม่เป็นอันนอนแม้ชีวิตก็ยอมแลกได้หรือพ่อสอนลูกให้ชีวิตอย่างสุขสบายในวันข้างหน้าแม้ความสุขนั้นยังมาไม่ถึง ทั้งหมดล้วนแล้ว แต่เป็นความเมตตา กรุณา เผื่อแผ่ประโยชน์และความสุขให้ถึงผู้อื่นทั้งสิ้น
นี้เป็นความรักความเมตตากรุณาที่พระพุทธศาสนาเน้นและถือเป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์อันปราศจากความเห็นแก่ตัวอันใดทั้งสิ้นที่มนุษย์จะต้องปฏิรูปจิตใจ ยกระดับจิตของตัวเองให้สูงขึ้น ต้องขวนขวายในการสร้างสติปัญญาจากการเรียน รู้และปฏิบัติทุกรูปแบบ ทุกอารมณ์ที่รับกระทบและสามารถรู้กระบวนการ ต่าง ๆ ของธรรมชาติจิตใจที่เป็นไปกับธรรมชาติของอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นด้วยความแกล้วกล้า ไม่หวั่นไหวไปด้วยความรัก ความชัง ความเศร้าโศกอาลัยอาวรณ์จนเกินไป นี้เป็นเป้าประสงค์ที่แท้จริงในพุทธธรรม
สิ่งที่ควรรู้และปฏิบัติในฐานะที่ได้ชีวิตขึ้นมาเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นศาสนิกชนหรือไม่ก็ตามสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องประกอบแต่คุณงามความดี และจะต้องประกอบด้วยความเพียรพยายามที่ต้องกระทำด้วย พร้อมกับไม่ต้องกังวลในการเกิดใหม่หรือไม่เกิดด้วย และต้องไม่หวังรางวัลจากการกระทำความดีหรือกลัวในการที่จะถูกลงโทษ นี่คือการประยุกต์พระพุทธศาสนามาใช้กับชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดคุณค่าแก่ตัวเอง และประโยชน์สุขแก่สังคมและมวลมนุษย์ทั้งปวง |