พระพุทธศาสนาคลายทุกข์และให้ความสุขแก่เราได้จริงหรือ ?
พระพุทธศาสนาดับทุกข์จนหมดสิ้นและให้ความสุขอันไพบูลย์แก่เราได้จริงหรือ ?
ขอให้ท่านถามใจของท่านดูเองจากความรู้ที่ท่านได้รับมา รู้มาจากการฟังบ้าง การอ่านบ้าง ท่านเริ่มมีศรัทธาและทัศนคติต่อพระพุทธศาสนาอย่างไร เมื่อท่านได้คำตอบจากตัวของท่านเองแล้ว ท่านควรจะตั้งต้นตรง ไหนดี
๑. ปฏิบัติเจริญสมาธิดีไหม ? ไม่ต้องศึกษาหรือฟังให้เกิดความรู้ความเข้าใจเสียก่อนว่า
ก. สมาธิเป็นธรรมอะไร ละกิเลส ความโกรธ การเพ่งโทษเบียดเบียนผู้อื่นได้จริงไหม ?
ข. ทำให้รู้สภาพความจริงของทุกข์ได้จริงไหม ?
ค. บางครั้งกลับทำให้เครียดเกิดความกลัวและโกรธง่ายขึ้นจริงไหม ?
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ควรรู้ควรเข้าใจก่อนการปฏิบัติ เพราะสมาธิเป็นไปพร้อมกับสติและสัมปชัญญะก็มี สมาธิที่เป็นไปกับความกลัว ความหลงและความโลภก็มี สมาธินี้ไปคบเพื่อนที่ไม่ดีเข้าจะต้องทำอย่างไรใช้ความรู้สึกและอารมณ์อะไรจึงจะกันไม่ให้เพื่อนที่ไม่ดีไปร่วมกับสมาธิ และเอาเพื่อนที่แสนดี คือ สติและสัมปชัญญะ (ปัญญา) ไปด้วยกับสมาธิ
๒. ปฏิบัติรักษาศีล ๕, ๘ เป็นต้น จะได้อะไรจากการรักษาศีลเหล่านี้
ก. จะดับทุกข์ละกิเลสอะไรชนิดไหนได้บ้าง ?
ข. หรือจะบวชเป็นเพศบรรชิตเสียเลย ถือศีล ๒๒๗ บวชเณรถือศีล ๑๐ จะละความโลภ โกรธ หลง ได้ไหม ?
ค. ถ้าไม่ได้จะใช้ธรรมะอะไรเข้าช่วยด้วย จึงจะเป็นการละทำลายกิเลสขั้นละเอียด กลาง หยาบ ให้ค่อย ๆ หมดไปและต้องทำอย่างไร ?
๓. เมื่อพิจารณาดูแล้วเป็นฆราวาส จะรู้ภัยเผชิญภัย ปลงสู้กับความทุกข์ (ทุกข์กายทุกข์ใจ) ที่มาสู่ตัวเราและบุคคลที่เรารักด้วย อันทำให้เราต้องทุกข์เศร้าหมอง ต้องคอยโกรธบ้างกลัวบ้าง อาฆาตพยาบาท คอยเพ่งโทษเบียดเบียนผู้อื่นอยู่เสมอ แม้แต่คนที่เราเคยรักเคยบูชาเราก็ไม่ยอมให้อภัย
เราจำเป็นต้องแสวงหาปัจจัยทั้ง ๔ มาเพื่อให้เกิดความสุขแก่ตัวเองและครอบครัว เพระเรากลัวความยากจน เราจึงเพียรแสวงหาเงินทองอย่างไม่รู้จักพอ ลาภ สักการะบางครั้งจึงฆ่าคนได้ เพราะเมื่อเราเริ่มมีลาภสักการะสูงขึ้น เราไม่ยากจนแล้วความกลัวจนก็หายไป แต่จะมีความอยาก ความต้องการสูงขึ้นจากลาภ สักการะ ทรัพย์สมบัติและบริการสมบัติที่เรามีอยู่นั้นแหละ ความรู้สึกว่าไม่พอและอยากให้มีเพิ่มขึ้นจึงเกิดอยู่ในใจของเราเองอยู่เนือง ๆ เสมอ จึงเป็นเหตุให้เราเกิดความเร่าร้อนหวั่นไหว ทุกข์เดือดร้อนใจเมื่อผิดหวังและไม่สมอยากของเรา และจะทุกข์มากยิ่งขึ้นถ้าลาภสักการะนั้นกำลังเสื่อมลง แม้บริวารที่เคยนอบน้อมต่อเราก็เอาใจออกห่างไปจากเรา ซ้ำยังไปเป็นพวกพ้องกับบุคคลที่เราไม่ชอบอีก และยังกลับมานินทาว่าร้ายเรา ความทุกข์หม่นหมองแห่งจิตก็เพิ่มขึ้นเป็นพันทวี ทำให้โรคทางกายที่มีอยู่ก็เพิ่มมากขึ้น เช่น โรคความดัน โรคหัวใจ เป็นต้น
ในโลกนี้ความสุขที่เราพึงแสวงหาได้นั้นมีอยู่ ถ้าเราแค่ต้องการและรู้จักคำว่าพอ แต่จะไม่มีวันได้เลยและจะพบความสุขได้แสนยากสำหรับผู้ที่มีความต้องการสูงมากจนไม่รู้จักคำว่าพอนั่นเอง
ผู้ที่แสวงสาเหตุ สร้างเหตุที่ดีอยู่เสมอเรียกกว่า เป็นผู้ไม่ประมาทในธรรม (มงคลสูตรข้อ ๒๑) ย่อมประสพแต่ความสุขใจอยู่เสมอ ปัญหาทุกข์ทางกายย่อมน้อยลง ผิดกับผู้ที่ไม่รู้จักเหตุ ไม่รู้ผล ไม่รู้จักตน และไม่รู้ประมาณ ย่อมต้องการแต่ผลปรารภผลเป็นที่ตั้ง จึงทำเหตุเสียบ้างเหตุน้อยลง แต่ต้องการผลคือลาภสักการะมาก ๆ จึงเกิดการแก่งแย่งชิงดี ชิงเด่น ริษยา อาฆาต โกรธแค้นขัดเคืองในอยู่เป็นนิจ
เพราะความปรารถนาความต้องการเกินกว่าเหตุ (ตัณหา) อกุศลจิตจึงเกิดขึ้นเป็นพื้นใจอยู่เป็นประจำ เมื่อไปทำทานรักษาศีล เจริญสมาธิจึงได้ประโยชน์น้อย บางครั้งเกิดความหลงเข้าใจผิดเพิ่มขึ้น เกิดความดูถูกดูแคลนพระพุทธศาสนาว่าไม่เห็นให้ความสุขอะไรแก่เราได้เลย จึงเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นก็มี เพราะความเข้าใจผิด ไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของคำว่า ธรรม ไม่ชัดเจนในภาพรวมของพระพุทธศาสนา และไม่รู้ว่าการเข้าสู่พระพุทธ ศาสนานั้นควรตั้งต้นตรงไหนดี จึงทำให้เสียประโยชน์ไปอย่างน่าเสียดาย
เราจึงชอบง่าย ๆ อะไรยากหน่อยก็ไม่เอาแล้ว ขาดความเพียรในการแสวงหาเพื่อความใฝ่รู้ทั้งศรัทธาและปัญญาจึงไม่เกิดขึ้นในจิตใจ เพราะทั้งศรัทธาและปัญญาในพระพุทธศาสนานั้นเป็นอินทรีย์ (ความเป็นใหญ่) เป็นอริยะทรัพย์ภายในที่จะต้องขวนขวายเสริมสร้างให้เกิดขึ้น เจริญขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงอนาคตอย่างไม่มีสิ้นสุด เพราะทั้งศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา (อินทรีย์ ๕) เป็นธรรมชาติที่ประกอบอยู่ในจิต (กุศลจิต) สามารถปลูกขึ้นสร้างขึ้นให้เจริญขึ้นได้ด้วยการฟังธรรมและปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง เพื่อละกิเลสก่อให้เกิดความทุกข์เศร้าหมองเดือดร้อนทั้งกายและใจ (ทุกขทุกข์) ให้ลดลง คลายลง และหมดลงไปได้ในที่สุด อันเป็นหนทางเดียว อันประเสริฐ (เอกายนมรรค) ที่เราทุกคนผู้นับถือพระพุทธศาสนา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้อินทรีย์ทั้ง ๕ นี้เป็นพาหนะเดินทางเพื่อไปพบกับความสุขอันไพบูลย์ อันเป็นยอดธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นหนทางเดียวเท่านั้น ทางอื่นไม่มี จึงเป็นทางสายเอก อันจะดับเสียซึ่งความเศร้าโศก ความคร่ำครวญร่ำไห้ความทุกข์โทมนัสใจและทุกข์กายลงเสียได้ ย่อมให้ความสุขตั้งแต่ในปัจจุบันต่อเนื่องไปสู่อนาคตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ควรเริ่มต้นตรงไหนและทำอย่างไรอินทรีย์ทั้ง ๕ ของเราจึงจะเกิดขึ้นจนเป็นที่พึ่งของเราได้
ต้องศึกษาให้เข้าถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า ธรรม
โดยทั่วไปเราเพียงรู้ว่า ธรรมเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือไม่ก็หมายถึงปริยัติสัทธรรม (การศึกษาเล่าเรียนจากพระไตรปิฎก อรรถกถา เป็นต้น) และปฏิบัติปฏิเวธสัทธรรม (การปฏิบัติ-ผลที่ได้จากการปฏิบัติ) ตลอดจนหมายถึงกุศล (บุญ) อกุศล (บาป) และธรรมที่ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป (อพยากตธรรม) หรือหมายถึงคุณธรรม จริยธรรมและศีลธรรม ซึ่งมีความหมายคล้ายกันและแตกต่างกันไปแล้วแต่จะนำมาใช้ เราจะรู้พยัญชนะและความหมายของคำต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้วนี้ ด้วยการท่องบ่นจดจำไว้ แต่เราก็ยังเข้าไม่ถึงความหมายของ ธรรม อย่างชัดเจนอยู่นั่นเอง จะต้องทำอย่างไรต่อไปอีก
แท้จริงแล้ว ธรรม แปลว่า ธรรมชาติที่อยู่ที่ตัวเรานั่นเอง แต่เราไม่รู้จักตัวธรรมะหรือตัวธรรมชาติที่เป็นชีวิตของเรา แม้นอกตัวของเราไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม ล้วนเป็นธรรมะทั้งสิ้น ที่จะพ้นไปจากธรรมะนั้นหามีไม่
พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้สัจธรรม หมายถึง ธรรมชาติที่เป็นความจริงล้วนเป็นสัจจะ เกิดขึ้นเป็นผลด้วยเหตุ
ปัจจัย ธรรมทั้งหลายย่อมไหลมาแต่เหตุ มีเหตุเป็นแดนเกิด ผลจะเกิดขึ้นมาลอย ๆ โดยไม่มีเหตุนั้นไม่ได้ อุปมาดั่งต้นมะม่วงย่อมงอกงามเจริญขึ้นนั่นย่อมอาศัยเหตุคือ รากเหง้าที่เกาะยึดลงสู่ดินอันประกอบด้วยน้ำ ปุ๋ย แร่ธาตุต่าง ๆ ฉันใด ผลคือลำต้นของมะม่วงจะแข็งแรงตั้งอยู่ได้ ต้องอาศัยเหตุคือรากที่หยั่งลงสู่ดินฉันนั้น พืชอื่น ๆ ก็เช่นกัน ผักชีหรือถั่วงอกมีรากที่ไม่คงทน ผลคือลำต้นก็ย่อมไม่มั่นคงแข็งแรงเช่นกัน ดังนั้น คำสอนทั้งหมดของ พระบรมศาสดา ไม่ว่าจะเป็นน้ำค้างใบหญ้า ภูเขาลำน้ำ สิ่งที่ไม่มีชีวิตและมีชีวิตทั้งหลาย ที่จะพ้นไปจากสัจจะและเหตุผลนั้นหามีไม่
การเริ่มต้นเพื่อเข้าสู่พระพุทธศาสนาเพื่อพิสูจน์สัจธรรมและเจริญอินทรีย์ทั้ง ๕
(ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา)
ขอเริ่มต้นด้วยเสียง มีจริงไหม เป็นธรรมชาติไหม กายที่เคลื่อนไหวไปได้ของเรามีจริงไหม เป็นธรรมชาติจริงหรือเปล่า
เราอาจตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องคิด เพราะเรามีอยู่และใช้อยู่เป็นประจำเป็นของผิดเผิน แต่พอบอกว่าแล้วใจเล่ามีไหม ก็ลึกลงไปหน่อยแต่เราก็รู้ได้อีก ตกลงเสียง กาย และใจก็เป็นธรรมะจริง ๆ มีอยู่จริงตามธรรมชาติ นี่เป็นขั้นตอนแรกที่เราควรเริ่มต้นที่ เสียง กาย ใจ
ทำไมเราจึงต้องรู้ก่อนเข้าใจก่อนเพราะเหตุใด ? เหตุผลก็คงไม่ยากเพราะ
๑. ธรรมชาติทั้ง ๓ สัมพันธ์กันอย่างยิ่ง
๒. ให้คุณและโทษทั้งผู้อื่นและตนเองได้อยู่เสมอ จริงหรือไม่
พิสูจน์ดูก็ได้ เสียงของเรา (วาจา) ที่เปล่งออกไปย่อมทำร้ายผู้อื่นก็ได้ กลับมาให้โทษแก่ตัวเราก็ได้เป็น โทษธรรม (วจีทุจริต) เสียงของเราที่เปล่งออกไปย่อมให้คุณแก่ผู้อื่นก็ได้ ย้อนกลับมาให้คุณประโยชน์แก่ตัวเราก็ได้เป็น คุณธรรม (วจีสุจริต)
กาย ก็เช่นเดียวกันกับ เสียง นั่นเอง ย่อมให้คุณและโทษเหมือนกัน ดังนั้นโทษธรรมในโลกจึงมีอยู่ ถ้าเราได้รับเสียงที่ไม่ดีบางครั้งทนไม่ได้ คนจึงเบื่อโลกอยากหนีโลก ถ้าในโลกนี้โทษธรรมไม่มีเสียแล้ว คนจะเบื่อโลกได้อย่างไร
ทั้งเสียงและกายที่เคลื่อนไหวไปได้นี้เพราะใจเป็นผู้ใช้ให้ทำ ใจจึงเป็นนาย กายจึงเป็นบ่าว ดังนั้น กายและวาจาที่สุจริตย่อมต้องมาจากใจที่สุจริต สมดั่งพระพุทธสุภาษิตที่ว่า
ผู้ใดมีใจสุจริต กาย วาจา ย่อมสุจริต ความสุขอันเป็นผลของสุจริตทั้ง ๓ นั้น ย่อมติดตามบุคคลนั้นไปดุจดั่งเงาตามตัว
ผู้ใดมีใจทุจริต กาย วาจา ย่อมทุจริต ความทุกข์อันเป็นผลของทุจริตทั้ง ๓ นั้น ย่อมติดตามบุคคลนั้นไป ดุจดั่งรอยเกวียนที่ตามรอยโคไปฉันนั้น ธรรมทั้งหลายจึงมีใจเป็นใหญ่ ใจเป็นหัวหน้าสำเร็จลงด้วยใจ (มโนปุพพ ๐ คมา ธมมา ฯลฯ)
เราให้เสียงที่เป็นโทษออกจากจิตใจของเราที่เป็นอกุศล ไปทำโทษให้ผู้อื่นเขาเดือดเนื้อร้อนใจเรียกกว่าเราทำเหตุเสียไว้ทั้งมโนกรรมและวจีกรรม ผลในอนาคตที่เราจะต้องได้รับโทษจากเสียงที่ไม่ดี เราต้องมีความเดือดเนื้อร้อนใจเช่นกันตรงกับเหตุที่เราทำไว้ แต่ถ้าเราให้เสียงที่ดีเป็นคุณแก่เขา ให้เขาได้รับประโยชน์ที่เรียกว่าสัมมาวาจาจากจิตของเราที่เป็นกุศล ก็เรียกว่าเราได้ทำเหตุที่เป็นบุญกุศลไว้ ผลที่ได้รับเป็นกุศลวิบากคือได้รับความสุขจาก
การได้ยินเสียงที่ดี ๆ เป็นคุณประโยชน์เช่นกัน ตรงกับเหตุที่เราได้ทำไว้นั้นเอง
การกระทำทางกายของเราที่เป็นคุณ บ้าง เป็นโทษบ้าง แก่บุคคลอื่น หรือสัตว์อื่นก็ดี ก็ต้องได้รับผลตรงกันกับเหตุที่เราทำไว้เช่นเดียวกัน ดังนั้นในปัจจุบันนี้จึงได้รับความสุขบ้างทุกข์บ้างจากเสียงที่ได้ยินดีบ้างไม่ดีบ้าง รูปทางตา รถทางลิ้น กลิ่นทางจมูก สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งทุกข์หรือสุขทางกายล้วนเป็นผล (วิบาก) อันมาจากเหตุบุญหรือเหตุบาปที่เราได้ทำไว้ในอดีตแล้วทั้งนั้น เราจึงต้องรู้ต้องเข้าใจยอมรับผลของกรรมอันติดตามมาจากอดีตทั้งสิ้น อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด อะไรจะเป็นก็ต้องเป็น ล้วนเกิดขึ้นจากการกระทำของเราเองทั้งสิ้น จะกวัดไล่ไสส่งให้ใครมารับแทนกันย่อมไม่ได้
กรรมจึงเป็นเผ่าพันธุ์ เป็นทายาท เป็นสมบัติ เป็นของ ๆ ตน สมดั่งพระพุทธดำรัสที่ทรงแสดงไว้ บุญจึงอยู่ที่เหตุเรียกว่าเหตุบุญ บุญจึงอยู่ที่ผลเรียกว่า วิบาก (กุศลวิบาก) บาปจึงอยู่ที่เหตุเรียกว่า เหตุบาป บาปอยู่ที่ผลเรียกว่า อกุศลวิบาก ดังนั้นคำสอนของพระบรมศาสดาจึงเป็นสัจจะ ที่จะพ้นไปจากสัจจะและเหตุผลนั้นหามีไม่ ขอให้เข้าใจตามนี้
การเคลื่อนไหวของเสียงคือวาจา และกายของเราจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะปกตินั้นเรามักไม่ใคร่ครวญและทบทวน วาจาของเราที่กล่าวออกไปจึงมักเป็นโทษแก่ผู้อื่นเสมอ และย้อนกลับมาให้โทษแก่ตัวเองโดยไม่รู้ตัว มักไปติผู้ที่ไม่ควรติ ไปเลื่อมใสผู้ที่ไม่ควรเลื่อมใส ไปศรัทธาผู้ที่ไม่ควรศรัทธา เพราะขาดการใคร่ครวญทบทวน
เมื่อใคร่ครวญทบทวนแล้ว จึงติผู้ที่ควรติ จึงควรสรรเสริญผู้ที่ควรสรรเสริญ จึงควรเลื่อมใสผู้ที่ควรเลื่อมใส จึงควรศรัทธาผู้ที่ควรศรัทธา
เมื่อใคร่ครวญทบทวนแล้วพิจาณาแล้ว จึงทั้งไม่ติ ทั้งไม่สรรเสริญ ทั้งไม่เลื่อมใส และทั้งไม่ศรัทธา เพราะศรัทธาบางครั้งรักษายากยิ่งกว่าชีวิตเสียอีก
ดังนั้น สัจวาจา (จริงวาจา) จึงหมายถึงการพูดความจริง มีประโยชน์ ต้องมีกาลที่ถูกต้องด้วย จึงกล่าวออกไปด้วยวาจาที่ไพเราะ ด้วยใจที่เอ็นดู แต่ถ้าความจริงนั้นไม่มีประโยชน์หรือมีแต่กาลไม่ได้ก็ควรงดเว้นเสียคือไม่พูด เพราะการพูดความจริงในทางโลกบางครั้งอาจผิดกฎหมาย เพราะไปทำให้ผู้อื่นเสียประโยชน์และอาจเป็นโทษแก่ผู้พูดเองด้วย จึงต้องควรสำรวมระวังในเสียงให้ดี ถ้าเปล่งออกไปด้วยจิตที่เป็นกุศล เสียงนั้นย่อมยังคุณ ประโยชน์ให้แก่ผู้ฟัง และคุณประโยชน์จากเสียงที่เราให้ออกไปนั้นย่อมย้อนกลับมาให้คุณแก่เราเองอย่างแน่นอน
ในขั้นของการปฏิวัติเพื่อการรู้แจ้งว่าเสียงเป็นรูป กระทบโสตประสาทก็เป็นรูป ธรรมชาติที่รู้เสียงก็คือ โสตวิญญาณเป็นนามได้ยินเกิดขึ้นเป็นวิบากจิต เป็นตัวผลที่เราจะเลือกได้ยินเอาเองไม่ได้ ถ้าเราเลือกเองได้ทุกคนคงไม่อยากได้ยินเสียงไม่ดี เสียงนินทาว่าร้าย เราจะเลือกเอาแต่เสียงดี ๆ เพราะ ๆ ให้คนมาสรรเสริญเราอยู่เสมอ แต่ที่ไม่ได้เพราะเป็นวิบากจิตที่เกิดขึ้นจากเหตุที่เราได้ทำไว้
เพราะเราเลือกเอาเองไม่ได้ ไม่อยากได้ยินก็ต้องได้ยิน ไม่อยากเห็นก็ต้องเห็น อยากเห็นก็ไม่ได้เห็น อยากได้ยินก็ไม่ได้ยิน เป็นต้น
เพียงเรารู้เราเข้าใจดั่งนี้ เราก็จะมีความแกล้วกล้าและแข็งแกร่งในการรับกระทบทางทวารทั้ง ๖ ของเราดีขึ้น ความทุกข์ร้อนหวั่นไหวไปในความรัก ความชัง ความเพ่งโทษ ริษยา พยาบาทใครต่อใครย่อมลดลง ความเศร้าหมองเดือดเนื้อร้อนใจ ความวิตกกังวลทั้งหลาย ความกลัวว่าใครต่อใครจะมาทำร้ายเรา มามีอำนาจเหนือเรา มาทำให้เราต้องเสียประโยชน์ย่อมค่อย ๆ ละคลายไป ความอยากความยึดถือในสมบัติที่เป็นทรัพย์และบริวารทั้ง หลายจะค่อย ๆ หมดไป ความทุกข์ที่เคยเหมือนแบกโลกทั้งโลกไว้ย่อมคลายลงเหมือนมานั่งพิงโลก เบา ปลอดโปร่ง แจ่มใส ความสุขความมีอายุยืนอย่างมีชีวิตชีวา สดชื่น เบิกบาน ย่อมปรากฏอันท่านจะรู้ได้โดยตัวของท่านเอง สามารถกำหนดลักษณะที่ได้ยินรู้ว่าเป็นนามได้ยิน ด้วยมโนวิญญาณที่ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะที่แหลมคม แม้ทางทวารอื่นทั้ง ๖ ทวารก็เช่นเดียวกัน
นี่คือความรู้ด้วยสติสัมปชัญญะในขั้นของการปฏิบัติอันต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในธรรมที่เป็นสภาวะ ธรรมตามความเป็นจริงที่อยู่ที่ตัวเราที่ปรากฏขึ้นทางทวารทั้ง ๖ ของเรานั่นเอง จากการเริ่มต้นรู้ความหมายที่แท้ จริงของธรรมะที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง อันได้แก่ เสียง กาย ใจ อันเป็นรูปธรรม และ นามธรรม เช่น เสียง เป็น รูป ตัวรู้ เสียง เป็น นาม ฯลฯ
จิต วิญญาณ ใจ พยัญชนะต่างกันแต่มีความหมายเหมือนกัน เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ จิตใจ วิญญาณ จึงเป็นสภาพของนามธรรม สภาพธรรมอันเป็น นาม และ รูป จึงหมายถึง ธรรม อันแท้จริงที่พระบรมศาสดาทรงตรัสรู้ซึ่งพุทธศาสนิกชนควรรู้ควรเข้าใจและความเข้าถึง ด้วยการฟังและการปฏิบัติ โดยใช้อารมณ์ที่เป็นนาม เป็นรูป เป็นตัวกำหนดเพื่อละคลายความทุกข์ความเศร้าหมองแห่งจิตใจให้ค่อย ๆ หมดสิ้นไป
การช่วยกันรักษาและสืบทอดประพุทธศาสนา ซึ่งเป็นที่เคารพและสักการะอันสูงสุดของพวกเราให้เป็นมรดกอันล้ำค่า เพื่อกุลบุตร กุลธิดาของเราต่อไปในอนาคต จึงควรที่พวกเราต้องศึกษากันด้วยชีวิต ปฏิบัติด้วยชีวิตเพื่อชีวิตและตลอดชีวิตของเราทีเดียว
|
|