|
สวัสดีท่านสาธุชนผู้ใคร่ธรรมทั้งหลาย การฟังธรรมเป็นการสร้างปัจจัยให้เกิดศรัทธาเลื่อมใสในการทำความดีต่าง ๆ ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะได้เกิดปัญญารู้เหตุผลความจริงของธรรมะ ทำให้ได้ ทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นเพิ่มขึ้น เพราะการทำความดีมีพระบาลีกล่าวรับรองว่า สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย การสั่งสมบุญเป็นเหตุให้เกิดความสุข ถ้าประชุมชนใดทำบุญกันมาก เช่นมี การให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ เจริญปัญญา มีเมตตากรุณาช่วยเหลือซึ่งกันและกันมีความปรารถนาดีต่อกันประชุมชนนั้นก็มีความสุขความเจริญ แต่ถ้าประชุมชนใดทำบาปกันมาก มีการเบียดเบียนกัน มีการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ล่วงกาม พูดเท็จ ขาดสติไม่รู้ดีรู้ชั่ว ประพฤติกายวาจาทุจริต ผิดศีล ๕ ประชุมชนนั้นก็มีความทุกข์เดือดร้อน เพราะไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุอะไร จึงแก้ทุกข์กันไม่ถูก แต่ความจริงทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกล้วนเกิดจากธรรมะทั้งสิ้น เพราะไม่มีสิ่งใดนอกไปจากธรรมะ เช่นความดีคือกุศลให้ผลเป็นสุขก็เป็นธรรมะ ความชั่วคืออกุศลให้ผลเป็นทุกข์ก็เป็นธรรมะ ส่วนความไม่ดีไม่ชั่วคือวิบากซึ่งเป็นผลของกรรมและกิริยา การกระทำที่ไม่มีผลก็เป็นธรรมะ เพราะธรรมะก็คือธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ถ้าเรารู้เหตุผลของธรรมะถูกตรงตามความจริงแล้ว ทำเหตุให้ถูกชีวิตก็มีความสุขความเจริญ แต่ถ้าทำเหตุผิดชีวิตก็เป็นทุกข์เดือดร้อน คำสอนในพระพุทธศาสนาจะสอนให้รู้เหตุผลตรงตามความจริงทุกอย่าง เพื่อเอาไปใช้แก้ไขจิตใจที่เห็นผิดให้เกิดความเห็นถูกตรงตามเหตุผล เพราะถ้าตนเองแก้ไขจิตใจของตนเองไม่ได้ คนอื่นก็ไม่สามารถแก้ไขให้ได้ เพราะความสุขความทุกข์ที่เราได้รับกันอยู่ทุกวันนี้ก็เกิดจากเหตุ คือการกระทำของตนเองทั้งสิ้นไม่ใช่มีผู้อื่นมาทำให้เลย แต่ที่เราเข้าใจว่าผู้อื่นทำให้เราเป็นทุกข์เดือดร้อนก็เพราะกรรมที่เราเคยเบียดเบียนผู้อื่นให้เป็นทุกข์ เมื่อกรรมนั้นให้ผลก็ต้องอาศัยผู้อื่นเป็นสื่อ เพื่อให้เราได้รับผลของกรรมที่เราทำไว้ แต่เราไม่รู้เหตุผลความจริงในเรื่องกรรม จึงได้โทษผู้อื่นว่าทำให้เราเดือดร้อน
แต่ความจริงแล้วผลทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุ ถ้าเหตุไม่มีผลก็เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ที่ผลเกิดขึ้นได้เพราะเหตุเราได้ทำไว้แล้ว ถ้าเราได้ศึกษาคำสอนในพระพุทธศาสนาจะทำให้เกิดความเห็นถูก ก็แก้ความเห็นผิดให้ลดลงไปได้ชีวิตก็มีความสุข เมื่อประพฤติความดีก็สามารถกำจัดกิเลส คือความโลภ โกรธ หลง ให้ลดลง ด้วยการเจริญกุศล มีการให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ เจริญปัญญา เพราะธรรมเหล่านี้เป็นธรรมที่กำจัดกิเลสให้หมดไป ก็สามารถใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่ตนได้มาก คือช่วยตนเองให้พ้นจากทุกข์ไปตามลำดับ
เหตุที่เอาเรื่องความกตัญญูมาพูด เพราะเกี่ยวกับการทำบุญในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องของการทำความดีทั้งนั้น อย่างเช่นในเดือนเมษายนเป็นเดือนที่มีอากาศร้อนมาก อาจทำให้จิตใจคนวิปริต เร่าร้อนไปตามอากาศ หาความสุขไม่ได้ คนโบราณที่มีปัญญารู้เหตุผลความจริงก็อาศัยคำสอนในพระพุทธศาสนา หาวิธีคลายความร้อนด้วยการชักชวนกันทำบุญ เพราะการทำบุญเป็นการชำระจิตใจให้ สะอาดปราศจากกิเลสทำให้จิตใจสงบเยือกเย็นลงสามารถคลายทุกข์ที่เกิดจากความร้อนของอากาศลงไปได้ จึงได้จัดพิธีทำบุญต่าง ๆ ขึ้นเป็นประเพณี เพราะสิ่งใดที่ทำกันเป็นประเพณี สิ่งนั้นจะต้องเป็นของดีที่คนส่วนมากพอใจเห็นว่ามีประโยชน์ จึงได้ทำกันเป็นประจำสืบต่อ ๆ กันมา อีกอย่างหนึ่งที่จัดทำบุญในเดือนเมษายน เพราะคนไทยส่วนมากประกอบอาชีพกสิกรรม ทำไร่ ทำนา ทำสวน พวกชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน จึงมีการเตรียมเพาะปลูกพืช เมื่อขึ้นเดือนพฤษภาคมเข้าหน้าฝน ฝนตกลงมาพืชที่เพาะปลูกไว้ก็เจริญงอกงาม จึงได้มีพิธีทำบุญกันก่อนที่จะประกอบอาชีพ เพื่อให้เกิดความสุขความเจริญแก่ตน เรียกว่าเป็นประเพณีทำบุญตรุษไทย ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ได้ทำกันมาเป็นประจำตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
ต่อมาทางราชการได้จัดเอาวันที่ ๑ เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพราะเห็นว่าเหมาะสมกับอาชีพกสิกรรมของคนไทย คือได้ทำบุญตรุษไทยด้วยและได้ทำบุญปีใหม่ด้วยเท่ากับเป็นการตั้งต้นชีวิตใหม่ด้วยการทำบุญก่อนประกอบอาชีพ ผลแห่งการทำความดีย่อมจะคุ้มครองให้อาชีพที่ทำเจริญรุ่งเรือง ครั้นต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ไปตามสากลนิยมของชาวโลกเป็นวันที่ ๑ มกราคม การทำบุญปีใหม่ในเดือนเมษายนก็ยกเลิกไป และพลอยเลิกการทำบุญตรุษไทยไปด้วย คนไทยสมัยนี้จึงไม่มีวันตรุษของคนไทย มีแต่วันตรุษสากลคือวันตรุษจีน ตรุษแขก ตรุษฝรั่ง เพราะเขารักษาประเพณีของเขาไว้ แต่คนไทยไม่รักษาประเพณีของตน เพราะไม่เห็นประโยชน์ของการทำความดี จึงเป็นที่น่าเสียดายยิ่งนักที่ประเพณีดี ๆ ที่คนโบราณสร้างไว้ต้องสูญไป เพราะของดีไม่รักษาไว้ คนสมัยนี้ จึงมีทุกข์มากกว่าคนสมัยก่อนและเพราะคนสมัยก่อนหาอุบายให้คนได้ทำความดีมาก ๆ เพื่อจิตใจจะได้มีความสุขคลายจากความทุกข์ จึงได้ยกเอาความดีของผู้ที่ทำอุปการะไว้ก่อนมา เป็นเครื่องระลึกให้ได้ทำบุญกัน แม้ว่าบุคคลนั้นจะล่วงลับไปแล้ว แต่ความดีที่ท่านทำไว้ยังมีผลปรากฏอยู่ ลูกหลานหรือผู้ที่เคยได้รับอุปการะก็ควรระลึกถึงบุญคุณของท่าน แล้วชวนกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่านเป็นการกตัญญูระลึกถึงคุณท่านและตอบแทนคุณท่าน ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็ควรนำเอาทรัพย์สิน เครื่องอุปโภค บริโภคไปเคารพกราบไหว้บูชาคุณท่าน เพราะการกระทำความดีเป็นเหตุให้เกิดความเจริญ ดังมีพุทธภาษิตตรัสว่า นิมิตฺตํ สาธุ รูปานํ กตญฺญ กตเวทิตา ผู้ที่รู้อุปการะที่ท่านทำแล้วและกระทำตอบเป็นนิมิตเครื่องหมายของคนดี เรียกว่า กตัญญูกตเวทีบุคคล ดังนี้ผู้ที่ได้กระทำตอบก็เป็นผู้มีคุณความดีด้วย เพราะการทำดีทำแล้วย่อมไม่สูญหายไปไหน มีแต่จะส่งผลให้เกิดความสุขความเจริญในภายหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะการที่ระลึกถึงคุณของท่านผู้มีอุปการะก่อนและได้ตอบแทนคุณท่าน ทำให้เกิดความรักความอบอุ่นใจที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันจึงได้จัดขึ้นเป็นประเพณีของคนไทย ในสมัยก่อนมีการกระทำความเคารพ แต่สมัยนี้การกระทำบุญเปลี่ยนไปเป็นความสนุกสนาน บุญที่จะได้ก็ลดลงไป ด้วยเหตุนี้ในเดือนเมษายนตั้งแต่สมัยอยุธยา เราจึงมีพิธีทำบุญตรุษไทยในวันที่ ๑ ค่ำ เดือน ๕ พอมาถึงวันที่ ๑๓ เมษายน ก็มีพิธีทำบุญตรุษสงกรานต์ ซึ่งถือว่าเป็นวันที่พระอาทิตย์ย้ายจากราศีมีนขึ้นสู่ราศีเมษที่คนไทยถือว่าเป็นวันต้นราศีของปีทุก ๆ ปี ที่เกี่ยวกับการโคจรของดวงอาทิตย์ ถือเป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชตามสุริยคติ เท่ากับเป็นวันขึ้นปีใหม่แห่งจุลศักราช จึงได้มีพิธีทำบุญตรุษสงกรานถึง ๓ วัน คือวันที่ ๑๓ เมษายน เป็นวันย้ายราศีของดวงอาทิตย์ วันที่ ๑๔ เมษายน เป็นวันเนาว์ขึ้นวันใหม่ และวันที่ ๑๕ เมษายน เป็นวันเถลิงศกขึ้นปีจุลศักราชใหม่ ส่วนวันตรุษไทยก็เลิกไปเหลือแต่วันตรุษสงกรานต์ ความหมายของคำว่า ตรุษ แปลว่าผู้ร่าเริงหรือผู้ยินดี คือยินดีในการทำบุญย่อมได้บุญมาก ส่วนคำว่า สงกรานต์ มาจากคำว่า สํ กับ กร แปลว่าการกระทำพร้อม คือได้ทำความดีหลาย ๆ อย่าง เช่น ในการทำบุญสงกรานต์ ก็มีการทำทาน เลี้ยงพระ เลี้ยงญาติ พี่น้อง แจกทานแก่คนยากจน ได้รักษาศีล ได้ฟังธรรม ได้อุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว และยังมีการสรงน้ำพระ ขอพรจากพระ ได้กราบไหว้บูชาท่านผู้ใหญ่ ได้รดน้ำผู้ใหญ่ ขอพรจากผู้ใหญ่ เพื่อให้เกิดสิริมงคลแก่ตนในการประกอบอาชีพการงานให้เจริญก้าวหน้า การได้ทำบุญทำให้เกิดความสุขใจความชุ่มชื่นใจคลายจากความร้อนกายร้อนใจลงได้
การทำบุญตรุษสงกรานต์ จึงจัดว่าเป็นวันแห่งความกตัญญูเป็นวันแห่งการระลึกถึงท่านผู้มี อุปการคุณและได้กระทำตอบแทนคุณท่าน และวันสงกรานต์ซึ่งจัดว่าเป็นวันแห่งความรัก เป็นวันแห่งความสุขของครอบครัวอีกด้วยที่พ่อแม่ลูกหลานไปอยู่พร้อมหน้ากัน ทำให้เกิดความสุขความอบอุ่นในครอบครัว และการทำบุญสงกรานต์ทำให้รู้จักหน้าที่ของคนที่มี ๓ วัย เป็นเหตุให้ได้ทำความดีเพิ่มขึ้น เพราะคนเราเกิดมาบางคนก็มีอายุอยู่ได้ครบ ๓ วัย แต่บางคนก็อยู่ได้วัยเดียว บางคนก็อยู่ได้ ๒ วัย ในเมื่อทุกคนเกิดมาต่างก็รักชีวิตของตนยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ ก็ควรได้ทำความดีให้แก่ตนเพื่อให้ตนมีความสุข เพราะว่าความตายไม่มีนิมิต เครื่องหมายบอกให้รู้ล่วงหน้าว่าจะตายในวันใด เพื่อความไม่ประมาทก็ควรได้ทำความดีทุกวัย เพราะการทำความดีย่อมเป็นที่พึ่งให้ได้ความสุขทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
การที่นับอายุของมนุษย์ว่ามี ๓ วัย เพราะนับตามอายุกัปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ในกาลที่มนุษย์มีอายุประมาณ ๑๐๐ ปีเป็นส่วนมาก ที่จะเกินจาก ๑๐๐ ปี ก็มีไม่มากและเวลานี้ พระพุทธองค์ได้ปรินิพพานไปแล้ว ๒,๕๐๐ ปีกว่า อายุขัยของมนุษย์ก็ลดลง โดยนับอายุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ผ่านไป ๑๐๐ ปีให้ลดลง ๑ ปี เมื่อผ่านไป ๒,๕๐๐ ปีกว่า อายุขัยของมนุษย์ก็ลดลงไป ๒๕ ปีกว่า อายุขัยของมนุษย์ในเวลานี้จึงเหลือประมาณ ๗๕ ปีเป็นอย่างมาก ที่จะเกินจาก ๗๕ ปี หรือ เกิน ๑๐๐ ปีจึงมีจำนวนน้อย และที่นับอายุของมนุษย์ว่ามี ๓ วัย คือวัยต้น หมายถึงปฐมวัยตั้งแต่เด็กจนถึงวัยหนุ่มสาว นับอายุตั้งแต่ ๑ ปีถึง ๒๕ ปี ส่วนวัยกลางคนหมายถึงมัชฌิมวัย ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวถึงวัยกลางคน นับอายุตั้งแต่ ๒๕ ปีถึง ๕๐ ปี และวัยสุดท้ายหมายถึงปัจฉิมวัย ตั้งแต่วัยกลางคนถึงวัยชรา นับอายุตั้งแต่ ปีถึง ๗๕ ปี ถ้ามนุษย์ได้ทำความดีทุกวัยก็ชื่อว่าเป็นผู้รักตน เพราะได้ช่วยตนให้มีความสุข
การทำบุญเกี่ยวกับประเพณีสงกรานต์ ได้มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาอีกว่า ประเพณีสงกรานต์นี้เกิดขึ้นจากความคิดขอพระพรหมชื่อว่ากปิลพรหม ผู้มีเมตตาต่อมนุษย์ต้องการให้มนุษย์มีความสุขจงต้องปริศนาธรรมถามท่านธรรมปาละ ผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญามาก ซึ่งเป็นบุตรของเศรษฐีโดยเอาศีรษะเป็นเครื่องพนันกัน ถ้าท่านธรรมปาละตอบปัญหาธรรมได้ ท่านกปิลพรหมก็จะตัดศีรษะบูชาธรรม แต่ถ้าท่านธรรมปาละตอบไม่ได้ก็ต้องตัดศีรษะของตนเช่นเดียวกัน จุดประสงค์ที่ถามปัญหานี้ เพื่อจะให้มนุษย์ได้รู้จักหน้าที่ของตนตามวัยจะได้ทำความให้แก่ตน คือ
ปัญหาที่ ๑ ท่านกปิลพรหม ถามว่า เวลาเช้า ราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน เพราะเหตุใด ?
ท่านธรรมปาละ ตอบว่า เวลาเช้าราศีของมนุษย์อยู่ที่หน้า เพราะคนนอนตื่นขึ้นมาหน้าตาปกปรกจะต้องล้างหน้าก่อน หน้าจึงจะสะอาดผ่องใสมีสง่าราศี โดยอธิบายตามธรรมะเปรียบเทียบเวลาเช้าว่าได้แก่ปฐมวัย คือวัยเด็กก็ต้องรู้จักหน้าที่ของตน คือหน้าที่ของเด็กต้องเชื่อฟังคำสั่งสอนของ พ่อแม่ ถ้าเด็กไม่ทำตามคำสั่งสอนของพ่อแม่ก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของเด็ก และหน้าที่ของเด็กจะต้องช่วยเหลือพ่อแม่ทำงานตามสมควร พ่อแม่ต้องหัดให้ลูกทำงานบ่อย ๆ จะได้คุ้นเคยเป็นนิสัยที่ดีติดตัวไป ทำให้รู้จักช่วยตัวเองได้ และหน้าที่ของเด็กจะต้องศึกษาเล่าเรียนหาความรู้เพื่อไว้ประกอบอาชีพเมื่อโต ถ้าเด็กรู้จักทำหน้าที่ของตน โตขึ้นก็มีความเจริญรุ่งเรือง แต่ถ้าพ่อแม่ไม่รู้จักอบรมลูกให้ ทำหน้าที่มาตั้งแต่เด็ก จิตใจเด็กก็จะทำไปตามกิเลสตามสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี เมื่อประพฤติไม่ดีก็ทำลายตนเองให้เป็นทุกข์หาความเจริญไม่ได้ เพระเหตุนี้เวลาเช้าจึงได้กล่าวราศีอยู่ที่หน้า คือต้องรู้จักทำหน้าที่ของตนตั้งแต่เด็ก แม้คนที่นอนตื่นขึ้นมาก็ต้องนึกถึงหน้าที่ของตนก่อนว่ามีหน้าที่ทำอะไรก็ทำไปตามหน้าที่ของตน ความทุกข์ความเดือดร้อนในครอบครัวก็ไม่เกิดขึ้น ทำให้มีความสุขความเจริญและการทำความดีให้กับตนเองยังเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย คือไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อนก็เพราะเราทำแต่ความดี ทำให้มีผลดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย
ส่วนปัญหาที่ ๒ ท่านกปิลพรหม ถามว่า เวลากลางวัน ราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน เพราะ เหตุใด ?
ท่านธรรมปาละ ตอบว่า เวลากลางวันราศีของมนุษย์อยู่ที่อก เพราะเวลากลางวันอากาศร้อนขึ้นจิตใจไม่สบาย ต้องใช้น้ำลูกอกลูกตัวให้เกิดความเย็น ก็คลายจากความร้อนลงได้ เพราะในสมัยก่อนก็ใช้ธรรมชาติคือดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นเครื่องแก้ทุกข์ เพราะไม่มีพัดลมไม่มีเครื่องปรับอากาศเหมือนอย่างสมัยนี้ และเวลากลางวันก็เปรียบได้กับมัชฌิมวัย คือวัยหนุ่มสาวถึงวัยกลางคน ต้องทำงานประกอบอาชีพต้องประสพกับความทุกข์ยากลำบากต่าง ๆ ก็ควรเอาธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องแก้ไขปลุกปลอบใจ เพราะธรรมะของพระพุทธองค์สามารถแก้ทุกข์ได้ทุกอย่างถ้ารู้จักใช้ เช่นในมัชฌิมวัย ต้องขยันหาทรัพย์ รู้จักรักษาทรัพย์ รู้จักคบเพื่อนที่ดี รู้จักเลี้ยงชีวิตตามกำลังทรัพย์ที่หาได้ ถ้าปฏิบัติตนได้อย่างนี้ ชาตินี้ก็มีความสุข และต้องรู้จักทำประโยชน์ชาติหน้าด้วย โดยการบริจาคทานช่วยเหลือผู้อื่นให้เป็นสุขบ้าง เพราะทานที่ให้แล้วย่อมมีผลให้ได้เกิดมาเป็นผู้มั่งคั่ง ชาติหน้าก็มีความสุข และควรรู้จักทำประโยชน์อย่างยิ่งให้ถึงพระนิพพาน อันเป็นธรรมที่ดับกิเลสดับขันธ์ด้วยการเจริญวิปัสสนา ทำให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ถ้าเข้าใจทำเหตุให้ถูกก็แก้ทุกข์ได้ จึงได้กล่าวว่าเวลากลางวันราศีของมนุษย์อยู่ที่อก เมื่อเกิดความทุกข์ใจก็จงเอาธรรมะเป็นเครื่องแก้ไขจิตใจก็พ้นจากทุกข์ได้
ส่วนปัญหาที่ ๓ ท่านกปิลพรหม ถามว่า เวลากลางคืนราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน เพราะ เหตุใด ?
ท่านธรรมปาละ ตอบว่า เวลากลางคืนราศีของมนุษย์อยู่ที่เท้า เพราะเวลากลางวันทำงานตรากตรำมาทั้งวัน เมื่อถึงเวลากลางคืนต้องพักผ่อนร่างกายก็ต้องล้างเท้า ชำระร่างกายให้สะอาดจึงจะนอนเป็นสุข เวลากลางคืนจึงกล่าวว่าราศีอยู่ที่เท้า เพราะเวลากลางคืนเปรียบได้กับปัจฉิมวัย วัยสุดท้ายซึ่งร่างกายแก่ชราทำงานทางกายไม่ไหวแล้ว และอายุก็อยู่ได้ไม่นานจึงควรล้างมือล้างเท้าชำระความสกปรกที่เคยทำความชั่วมาในมัชฌิมวัย ด้วยการประพฤติความดีทางใจประกอบบุญกุศล มีการให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรม หรือศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรมอบรมจิตใจให้สะอาดเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปสู่ปรโลกด้วยการทำบุญให้มาก ๆ ชีวิตก็จะมีความสุขในปัจฉิมวัย ถ้าตายไปด้วยจิตใจที่ผ่องใสก็ได้ไปสู่สุคติที่มีความสุข ด้วยเท้าที่สะอาดเพราะได้ทำบุญไว้ แต่ถ้าในปัจฉิมวัยไม่ได้รู้เหตุผลความจริงไม่ได้ประกอบบุญกุศล ไม่มีการจัดชีวิตในวัยทั้ง ๓ ไม่ได้ทำหน้าที่ของตนตามวัย พอถึงวัยสุดท้ายก็จะมีแต่ความสับสนวุ่นวาย เพราะยังหลงเพลิดเพลินทางโลก ยังสนุกอยู่กับกามคุณ ถ้าไม่ได้กามคุณ ที่ถูกใจก็เกิดความทุกข์เดือดร้อน ทำให้จิตใจเศร้าหมอง ถ้าตายไปด้วยจิตที่เศร้าหมองก็ต้องไปสู่ทุคติที่มีความทุกข์ด้วยเท้าที่สกปรก เพราะไม่ได้ทำบุญกุศล บาปก็ทำลายตนให้เป็นทุกข์ แต่ถ้าในปัจฉิมวัยได้ล้างเท้าให้สะอาดด้วยการล้างบาปมาทำบุญ เมื่อจากโลกนี้ไปก็ได้ไปสู่สุคติที่มีความสุข ได้ไปเจริญกุศลต่อไปเพื่อให้ถึงความพ้นทุกข์ในที่สุด เพราะเหตุนี้จึงได้กล่าวว่าเวลากลางคืนราศีของมนุษย์อยู่ที่เท้าด้วยการละชั่วทำดี โดยแก้ไขจิตใจที่เห็นผิดให้เกิดความเห็นถูก เพราะถ้าเราไม่ช่วยตัวเองคนอื่นก็ช่วยเราไม่ได้
สรุปแล้วการทำบุญสงกรานต์เป็นเหตุให้คนได้ทำความดีหลายอย่าง แต่คนสมัยนี้ไม่ได้รู้เหตุผลของการทำความดี จึงไม่เห็นความสำคัญของประเพณีทำบุญสงกรานต์จึงไม่ตั้งใจทำบุญ เอาแต่ความสนุกอย่างเดียวเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์เบียดเบียนกันมาก เพราะไม่รู้คุณความดีของบุญกุศลก็เป็นการทำลายประเพณีดี ๆ ให้หมดไป
แต่ถ้าเราได้ศึกษาให้รู้เหตุผลของประเพณีทำบุญสงกรานต์ จะทำให้ได้ความดีมากขึ้น เช่น สามารถทำความดีได้ทุกวัย ชีวิตก็มีความสุขความเจริญ เพราะเรื่องหน้าที่ของคน พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในคำสอนทั้งหมด ตั้งแต่หน้าที่ของลูก ของพ่อแม่ ของสามีภรรยา ของเพื่อน ของคนรับใช้ ของนาย ของพระราชา ของประชาชน ตลอดจนหน้าที่ของพระพุทธเจ้า และพุทธบริษัทว่าควรทำหน้าที่อย่างไรก็ทรงบอกให้รู้หมด แม้แต่หน้าที่ของโจร พระพุทธองค์ก็ทรงสอนว่า การที่จะลักขโมยเขากินได้นาน ๆ ก็อย่าเอาของเขาจนหมดตัว ควรเหลือให้เขาได้กินได้ใช้บ้าง ควรมีใจเมตตาบ้าง เขาจะได้ไม่โกรธแค้น และการลักขโมยก็อย่าเอาของคนที่อยู่ในตำบลเดียวกัน ควรไปเอาของคนในตำบลอื่นที่เขาไม่รู้จักเขาจำไม่ได้ คำสอนในพระพุทธศาสนาจะบอกให้รู้เหตุผลตรงตามความจริงทุกอย่าง ถ้าเราได้ศึกษาก็จะเกิดความซาบซึ้งในคำสอน เพราะเป็นคำสอนที่มีประโยชน์เพื่อช่วยคนทั้งหลายให้มีความสุขจนถึงความพ้นทุกข์
ดังเรื่องปริศนาธรรมที่ท่านธรรมปาละตอบท่านกปิลพรหม ก็เอามาจากคำสอนในพระพุทธศาสนา แต่ตามเรื่องของประเพณีสงกรานต์ได้เล่าว่า ท่านธรรมปาละคิดปัญหานี้ไม่ออกก็จะถูกตัดศีรษะ จึงคิดว่าเมื่อจะต้องตายก็ควรไปตายในที่อื่น จึงได้เดินทางเข้าไปในป่าได้ไปพักอยู่ที่ใต้ต้นตาลซึ่งมีนกอินทรีย์ ๒ ตัวผัวเมียอาศัยอยู่บนยอดตาล
นกตัวเมีย ได้พูดขึ้นมา พรุ่งนี้เราจะได้อาหารที่ไหนกิน
นกตัวผู้ ก็บอกว่า จะได้ท่านธรรมปาละกินเป็นอาหาร
นกตัวเมีย ถามว่า เพราะเหตุใด ?
นกตัวผู้ ก็ตอบว่า ท่านธรรมปาละตอบปัญหาของท่านกปิลพรหมไม่ได้ก็จะต้องถูกตัดศีรษะ เราก็จะได้ท่านธรรมปาละกินเป็นอาหาร ?
นกตัวเมีย ก็ถามว่า ท่านรู้ปัญหานั้นหรือ ?
นกตัวผู้ ก็บอกว่ารู้ และเล่าปัญหานั้นให้นกตัวเมียฟัง
ท่านธรรมปาละสามารถรู้ภาษานกได้ จึงจำเอาคำของนกอินทรีย์มาตอบท่านกปิลพรหมตามปัญหาที่ตอบมาแล้ว ทำให้รอดพ้นจากความตาย ท่านกปิลพรหมก็ต้องถูกตัดศีรษะและตามเรื่องของประเพณีทำบุญสงกรานต์ได้เล่าว่า ศีรษะของท่านกปิลพรหมนั้นถ้าตกลงสู่พื้นดินจะทำให้เกิดไฟไหม้ ถ้าโยนขึ้นไปบนอากาศฝนจะแล้ง ถ้าทิ้งลงในมหาสมุทรน้ำจะแห้ง โลกจะถูกทำลาย ด้วยเหตุนี้ท่านกปิลพรหมจึงได้สั่งให้ลูกสาวของท่านซึ่งมี ๗ คน ให้เอาพานมารองรับศีรษะของท่านอย่าให้ตกลง สู่โลก แล้วให้เอาศีรษะของท่านแห่เวียนรอบเขาพระสุเมรุ และเชิญไปไว้ในถ้ำไกรลาสบูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่าง ๆ จนถึงวันสงกรานต์ในปีใหม่ ซึ่งตรงกับวันใดก็ให้ลูกสาวที่เกิดตรงกับวันนั้นมีหน้าที่นำศีรษะของท่านนั้นแห่เวียนประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุทุก ๆ ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่เล่าไว้ในประเพณีทำบุญสงกรานต์
แต่ความหมายทางธรรมะ ศีรษะของท่านกปิลพรหม หมายถึงคุณธรรมของพรหม ซึ่งได้แก่พรหมวิหารธรรม ๔ คือมี เมตตา ปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข มี กรุณา ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นจากทุกข์ มี มุทิตา ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีมีความสุข มี อุเบกขา ความวางเฉยเป็นกลางในสุขในทุกข์ตามกรรมของสัตว์ พรหมวิหารธรรมจึงหมายถึงคุณธรรมของผู้ใหญ่ที่ปกครองผู้น้อยให้มีความสุข เพราะถ้าหากมนุษย์ขาดพรหมวิหารธรรม ก็จะเบียดเบียนกันให้เกิดความทุกข์เดือดร้อน และเหตุที่มีการแห่ศีรษะของท่านกปิลพรหมในวันสงกรานต์ ก็เพื่อประกาศคุณของพรหมวิหารธรรมให้ชาวโลกได้นำไปประพฤติปฏิบัติ มนุษย์ก็จะมีความสุขความเจริญ
และตามเรื่องที่เล่าในประเพณีทำบุญสงกรานต์ได้กล่าวว่า ท่านธรรมปาละคิดปัญหาธรรมไม่ออกจึงหนีเข้าป่า แล้วได้ไปรู้คำตอบนั้นจากนกอินทรีย์มาตอบท่านกปิลพรหม ซึ่งเป็นเรื่องเล่าโดย ยกสัตว์บุคคลขึ้นแสดง แต่ถ้ากล่าวโดยธรรมะก็กล่าวไปตามความจริงของสภาวะ เช่นนี้กล่าวว่าท่านธรรมปาละเข้าไปในป่าก็เพื่อหาที่สงบจะได้คิดปัญหาออกด้วยการเจริญปัญจินทรีย์ คืออินทรีย์ ๕ อย่าง ได้แก่ ศรัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อันเป็นอินทรีย์ที่ควรเจริญ ทำให้เกิดปัญญารู้เหตุผลความจริงขึ้นมา เพราะฉะนั้นที่กล่าวว่า ท่านธรรมปาละรู้ปัญหานี้จากนกอินทรีย์ความจริงก็รู้จากปัญญินทรีย์ คือปัญญาของท่านเองที่ประกอบด้วยปัญจินทรีย์ทั้ง ๕ ไม่ใช่รู้จากนกอินทรีย์ เพราะคำว่า อินทรีย์ หมายถึงธรรมที่เป็นใหญ่เป็นหัวหน้าเฉพาะหน้าที่ของตน และยังปกครองธรรมที่เกิดร่วมกับตนให้เป็นไปตามตนด้วย เช่นปัญญาชื่อว่าเป็นใหญ่เป็นหัวหน้าของปัญจินทรีย์ เมื่อปัญญารู้ความจริงก็ยังศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิคือเอกัคคตา ที่เกิดร่วมกับตนให้เกิดปัญญารู้เหมือนกับตนจึงเรียกว่าอินทรีย์ เพราะธรรมที่เป็นอินทรีย์มีอยู่ ๒๒ อย่าง ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นต้น ต่างก็เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน เช่น ตาเป็นใหญ่ในการเห็น ถ้าตาบอดจะเอาอย่างอื่นมาเห็นแทนตาก็ไม่ได้ หูก็เป็นใหญ่ในการได้ยิน จมูกเป็นใหญ่ในการรู้กลิ่น ลิ้นเป็นใหญ่ในการรู้รส กายเป็นใหญ่ในการรู้ถูกต้องสัมผัส ใจเป็นใหญ่ในการรู้อารมณ์ทางใจ ต่างก็เป็นใหญ่เฉพาะหน้าที่ของตน ๆ ไม่ก้าวก่ายหน้าที่กันเลย ธรรมที่เป็นอินทรีย์จึงเกิดพร้อมกันได้ทีละหลายอินทรีย์ ปัญจินทรีย์ก็เป็นใหญ่ให้เกิดกุศล ถ้าขาดศรัทธาเลื่อมใสในธรรมกุศลใด ๆ ก็เกิดไม่ได้ เมื่อมีศรัทธาก็ต้องมีความเพียรคือ วิริยะทำกุศลให้เจริญขึ้น และต้องมีสติระลึกรู้ธรรมที่เป็นกุศลต้องมีสมาธิให้จิตตั้งมั่นในการทำกุศล และต้องมีปัญญารู้ธรรมตามความเป็นจริง ปัญจินทรีย์จึงเป็นธรรมที่ควรเจริญควรฝึกให้มาก ๆ สามารถจะช่วยตัวให้พ้นจากทุกข์ได้ด้วยการทำกุศล พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ส่วนคนที่ไม่เจริญปัญจินทรีย์ จิตใจก็มีแต่ไหลลงสู่ที่ต่ำเพราะเกิดแต่อกุศล
เพราะฉะนั้นการทำบุญสงกรานต์เป็นเหตุให้คนได้กระทำความดีให้มีความกตัญญู เพราะคำว่ากตัญญูมีความหมายได้ ๒ อย่าง คือบุคคลที่รู้จักคุณความดีของผู้อื่นก็เรียกว่าเป็นผู้มีกตัญญู เมื่อรู้ คุณแล้วก็ได้ตอบแทนคุณท่านก็เรียกผู้นั้นว่า กตเวที คือเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที เป็นคุณความดีประการหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งการที่เราได้ทำคุณความดีอย่างนี้ ก็ชื่อว่าเป็นผู้รู้จักคุณของการทำบุญด้วย เพราะการที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ก็เกิดได้ด้วยอำนาจของบุญ ถ้าเรารู้จักกตัญญูต่อบุญ คือทำบุญให้เพิ่มพูนขึ้นมาก ๆ บุญก็จะอุปการะให้มีความสุขความเจริญให้พ้นจากทุกข์ไปตามลำดับ จึงไม่ควรลืมบุญคุณของบุญ ความกตัญญูทำให้ได้ประโยชน์ ๒ อย่าง คือ ได้กตัญญูต่อผู้อื่นด้วย ได้กตัญญูต่อบุญของตัวเองด้วยที่ทำให้ได้เกิดมาเป็นมนุษย์สามารถทำกุศลได้ทุกอย่าง แต่ถ้าไม่รู้จักกตัญญูต่อบุญของตัว ชาติหน้าอาจจะเปลี่ยนอัตภาพจากความเป็นมนุษย์ไปเกิดเป็นสัตว์ในอบายก็หมดโอกาสทำกุศล ชีวิตก็จะมีแต่ความทุกข์ เพราะคนส่วนมากไม่รู้เหตุผลความจริงของบุญกุศล ทั้งที่ทุกคนก็อยากได้บุญอยากได้ความสุข แต่เวลาจะทำบุญแต่ละอย่างก็คิดแล้วคิดอีกทำไม่ค่อยได้ แต่ถ้าทำเพื่อกิเลสคืออยากได้สิ่งที่ตนพอใจถึงจะเสียเงินมากมายก็สละได้ง่าย แต่เวลาทำบุญเพื่อจะสละกิเลสความไม่ดีให้หมดไปรู้สึกว่าสละได้ยาก เพราะเราไม่รู้คุณงามความดีของบุญที่ทำให้เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก แต่ถ้าได้รู้เหตุผลความจริงของบุญก็จะทำให้เราได้ทำบุญเสมอ ๆ การทำบุญเสมอ ๆ ก็เป็นความกตัญญูต่อบุญที่จะทำให้เราได้เกิดในภพที่มีความสุข ความกตัญญูจึงเป็นเหตุให้เราได้ทำความดีต่าง ๆ เมื่อเรากตัญญูและตอบแทนบุญคุณของบุญก็เป็นกตเวทีด้วย
ดังนั้นความหมายของผู้ที่มีกตัญญูกตเวทีบุคคล พระพุทธองค์ทรงแสดงว่าบุคคลผู้ทำอุปการะไว้ก่อน เรียกว่า บุพพการี ชื่อว่าเป็นเจ้าหนี้ ส่วนบุคคลที่ได้รับอุปการะจากผู้มีคุณ ชื่อว่าเป็นลูกหนี้ ถ้าลูกหนี้รู้จักใช้หนี้คือได้ตอบแทนคุณก็เป็นคนดี ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันทำให้ได้ความสุขทั้งสองฝ่าย บุคคลทั้ง ๒ ประเภทนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นบุคคลที่หาได้ยากในโลก เพราะว่าคนที่จะทำความดีโดยทำอุปการะก่อนต้องเป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัวจึงเสียสละความสุขของตัวได้ เพื่อช่วยคนอื่นให้มีความสุขจึงเป็นบุคคลที่หาได้ยาก ส่วนบุคคลที่ได้รับอุปการะและกระทำอุปการะตอบคือมีความกตัญญูกตเวทีก็เป็นบุคคลที่หาได้ยาก บุคคลที่หาได้ยากในโลกพระพุทธองค์ทรงตรัสว่ามีเพียง ๔ คู่ ๘ บุคคล เท่านั้น คือ
บุคคลที่ ๑ ได้แก่ มารดาที่ดี คู่กับ บุตรธิดาที่ดี
บุคคลที่ ๒ ได้แก่ ครูอาจารย์ คู่กับ ศิษย์ที่ดี
บุคคลที่ ๓ ได้แก่ พระราชาที่ดี คู่กับ ประชาชนที่ดี
บุคคลที่ ๔ ได้แก่ พระพุทธเจ้า คู่กับ เวไนยบุคคล
การที่จัดมารดาบิดากับบุตรธิดาว่าเป็นบุคคลที่หาได้ยากในโลกเป็นคู่ที่ ๑ เพราะว่าพ่อแม่กับลูกเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกันมากที่สุด คือพ่อแม่เมื่อให้กำเนิดลูกย่อมจะรักลูกมากด้วยการเลี้ยงดูอุปการะ
ลูกให้มีความสุขทุกอย่าง ซึ่งเป็นธรรมชาติของสัตว์โลกมักมีจิตใจไหลลงสู่ที่ต่ำมากกว่าไหลขึ้นสู่ที่สูง คือรักลูกมากกว่ารักพ่อแม่ เช่นลูกจะต้องการอะไร พ่อแม่หาให้ได้แทบทุกอย่าง ยอมสละความสุขของตนเองยกให้แก่ลูกได้ทั้งหมด แต่เวลาพ่อแม่จะต้องการอะไรจากลูก ส่วนมากลูกจะให้พ่อแม่โดยยาก เหตุนี้ท่านผู้รู้จึงได้อุปมาจิตใจของคนว่าเหมือนกับน้ำที่มีแต่ไหลลงสู่ที่ต่ำอย่างเดียวที่จะไหลขึ้นสู่ที่สูงต้องมีการทำเป็นพิเศษ ดังนั้นพ่อแม่ที่อุปการะลูกก็ชื่อว่าเป็นบุพพการี ส่วนลูกที่มีกตัญญูกตเวทีตอบแทนคุณพ่อแม่นั้นหาได้ยาก คือพ่อแม่มีลูกกี่คนก็เลี้ยงได้หมด แต่พ่อแม่สองคนนั้นลูกหลายคนเลี้ยงไม่ได้ นอกจากลูกที่มีคุณงามความดีจึงจะเห็นคุณของพ่อแม่และตอบแทนคุณพ่อแม่ได้ เหตุนี้พ่อแม่ที่เป็นบุพพการีและลูกที่มีกตัญญูกตเวทีที่จะได้ครบทั้งคู่ พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นบุคคลที่หาได้ยากในโลก
และที่กล่าวว่าพ่อแม่มีคุณแก่ลูก เพราะพ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูกที่สอนให้ลูกรู้จักสิ่งต่าง ๆ ในโลกก่อนผู้อื่น และพ่อแม่ยังได้ชื่อว่าเป็นพระพรหมของลูก เพราะพ่อแม่มีพรหมวิหารธรรมต่อลูก คือมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาต่อลูก พ่อแม่ยังเป็นเพื่อนที่ดีของลูก เวลาที่ลูกเป็นทุกข์เดือดร้อน ก็พลอยเป็นทุกข์ไปกับลูก หาทางช่วยเหลือลูก คือลูกจะสุขจะทุกข์อย่างไรพ่อแม่ก็รับเอามาเป็นธุระของตัวเอง คือเป็นทั้งพ่อแม่ด้วยเป็นทั้งเพื่อนด้วย พ่อแม่จึงชื่อว่าเป็นพระพรหมของลูก และเป็นพระอรหันต์ของลูกด้วย เพราะจะช่วยลูกให้มีความสุขทุกอย่าง ซึ่งไม่มีใครที่จะรักและหวังดีเท่ากับพ่อแม่ ลูกที่รู้จักตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่จึงเท่ากับว่าได้ทำบุญกับพระอรหันต์ย่อมได้บุญมาก เพราะพ่อแม่เป็นผู้ที่มีจิตใจสะอาดหวังดีต่อลูกทุกอย่าง ลูกที่ปรนนิบัติต่อพ่อแม่ย่อมมีแต่ความสุขความเจริญขึ้นสู่ที่สูง ชีวิตไม่มีทางตกต่ำเป็นทุกข์ลำบาก
ดังมีเรื่องที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในโสณะนันทะชาดก ถึงลูกผู้กตัญญูต่อพ่อแม่ คือมีลูกเศรษฐีคนหนึ่งได้ไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วเกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระธรรมจึงคิดออกบวช ได้ไปอ้อนวอนขอพ่อแม่ออกบวช แต่พ่อแม่ไม่อยากให้ลูกบวชเพราะมีลูกคนเดียวต้องการให้ลูกได้ปกครองทรัพย์สมบัติแต่ลูกก็ไม่เอา ถ้าพ่อแม่ไม่ให้บวชก็จะอดอาหารให้ตาย พ่อแม่จึงต้องยอมให้บวชเพราะคิดว่าถ้าลูกไปบวชแล้วได้รับความลำบากก็จะกลับมา ลูกก็ได้ไปบวชประพฤติธรรมอยู่ถึง ๑๒ ปี ก็ไม่ได้บรรลุธรรมใดเลยจึงคิดถึงพ่อแม่ว่าจะเป็นสุขเป็นทุกข์อย่างไร เมื่อพบกับคนที่ออกไปจากเมืองก็ถามว่ารู้จักเศรษฐีผู้นี้ไหม เวลานี้มีสุขมีทุกข์อย่างไร คนที่รู้จักก็เล่าให้ฟังว่าเศรษฐีนั้นแก่เฒ่าลงได้ ถูกบริวารโกงทรัพย์สมบัติไปหมด เดี๋ยวนี้ต้องขอทานมาเลี้ยงชีพเป็นทุกข์ลำบาก ภิกษุนั้นได้ฟังก็เกิดความเสียใจจึงคิดจะสึกกลับไปเลี้ยงพ่อแม่ ก่อนจะสึกก็ได้มากราบทูลลาพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ตรัสถามว่าจะสึกเพราะเหตุไร ก็กราบทูลว่าจะสึกไปเลี้ยงพ่อแม่ผู้แก่เฒ่า พระพุทธองค์ทรงบอกว่าแม้เป็นภิกษุก็เลี้ยงพ่อแม่ได้ คืออาหารที่บิณฑบาตได้มาก็เอาไปให้พ่อแม่กินก่อนได้ไม่เป็นอาบัติ เพราะทำศรัทธาไทยทานของผู้ทำบุญให้ตกไป แต่ถ้าเอาไปเพื่ออุปการะพ่อแม่เพื่อตอบแทนคุณท่าน เมื่อผู้ทำบุญรู้ก็จะเกิดศรัทธาเลื่อมใสยิ่งขึ้น และพระพุทธองค์ยังตรัสอีกว่าแม้การบำรุงร่างกายพ่อแม่ให้เป็นสุขก็ทำได้ทุกอย่างไม่เป็นอาบัติ ภิกษุนั้นจึงไม่สึก เมื่อไปบิณฑบาตได้อาหารมาก็นำเอาไปให้พ่อแม่ก่อน บางวันตัวเองก็ไม่มีฉัน ทำให้ร่างกายซูบผอมเป็นโรคผอมเหลือง ภิกษุทั้งหลายต่างก็ติเตียนกล่าวโทษ แล้วไปกราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบ พระพุทธองค์รับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมา ภิกษุก็กราบทูลไปตามความจริง พระพุทธองค์ทรงสาธุการว่าเป็นการดี ทรงยกย่องว่าเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงธรรมให้ฟัง เมื่อจบเทศนาภิกษุนั้นได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน มีอันจะถึงที่สุดแห่งทุกข์แน่นอน และยังคงบิณฑบาตเลี้ยงพ่อแม่ต่อไป
เรื่องความกตัญญูก็ไม่ใช่ว่าจะมีแก่คนเท่านั้น แม้เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ยังมีความกตัญญูต่อพ่อแม่ได้ แต่ว่าต้องเป็นสัตว์พิเศษ คือเป็นพระโพธิสัตว์ถึงจะมีความกตัญญูต่อพ่อแม่ได้ ดังมีเรื่องเล่าว่าพระโพธิสัตว์ได้เสวยพระชาติเป็นพระยาช้างเผือกได้เลี้ยงมารดาผู้ตาบอดอยู่ในป่าหิมพานต์ วันหนึ่งได้มีนายพรานชาวพาราณสีคนหนึ่งเข้าไปหาสัตว์ป่า แล้วหลงทางหาทางออกจากป่าไม่ได้ถึง ๗ วัน ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ช้างพระโพธิสัตว์เกิดความสงสารจึงพานายพรานขึ้นหลังมาส่งที่ใกล้ชายแดนมนุษย์ แล้วสั่งนายพรานว่าอย่าได้ไปบอกใคร ๆ ว่ามีช้างอยู่ในป่านี้ แต่นายพรานต้องการลาภยศ เพราะเป็นช้างเผือกมีรูปร่างสวยงามมาก จึงไปกราบทูลพระเจ้าพาราณสีให้ทรงทราบ พระราชาก็สั่งให้นายหัตถาจารย์ไปนำช้างนั้นมาไว้ในโรงช้าง แล้วพระราชทานอาหารดี ๆ ให้ แต่พระยาช้างก็ย่อมกินอาหารเพราะคิดถึงแม่ จนล่วงมาถึง ๗ วัน พระราชาก็ให้นายพรานไปสืบความดูก็รู้ว่าพระยาช้างเลี้ยงแม่ผู้ตาบอดซึ่งอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งพระราชาจึงโปรดให้ปล่อยพระยาช้างนั้นไป พระยาช้างเมื่อถูกปล่อยก็ได้แสดงทศพิธราชธรรมถวายพระราชา ทำให้พระราชาทรงเลื่อมใสในพระยาช้างมาก ก็สั่งให้จัดอาหารส่งให้พระยาช้างทุก ๆ วัน จนแม่ของพระยาช้างตาย พระยาช้างจึงได้ไปอยู่ปรนนิบัติ รับใช้พระฤาษีจนตลอดชีวิต แม้เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ยังรู้จักกตัญญูต่อผู้มีคุณ เพราะเป็นช้างพระโพธิสัตว์ เป็นสัตว์ผู้ข้องอยู่กับการตรัสรู้แสวงหาโมกขธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ แม้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัชฉาน ความดีที่เคยสั่งสมเป็นบารมีมาก็ไม่สูญหายไปไหน ย่อมติดตามตนไปให้ประพฤติแต่ความดีงามเป็นบารมีต่อไป ถ้าเราได้เข้าใจรู้เหตุผลอย่างนี้ก็ควรทำแต่ความดีเรื่อยไป จิตใจก็จะสะอาดขึ้นทำให้มีความสุข ถ้าเราได้สั่งสมอบรมเยาวชนให้รู้จักทำหน้าที่ของตนตามวัย ต่อไปก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดี แต่เพราะเราไม่มีการอบรมสั่งสอนกันให้เห็นถูกก็เลยทำให้เห็นผิด ชีวิตก็ไม่มีความเจริญทั้งที่คนเกิดมาก็เป็นลูกเป็นพ่อแม่กันมีจำนวนมากมาย แต่จะหามารดาบิดาที่เป็นบุพพการีและบุตรธิดาที่มีกตัญญูเวทีครบทั้งคู่ย่อมหาได้ยากในโลก
ส่วนครูบาอาจารย์ที่ดีกับศิษย์ที่ดี ก็เป็นบุคคลที่หาได้ยากในโลกเป็นคู่ที่ ๒ เพราะเด็กเมื่อโตขึ้นก็ต้องไปโรงเรียนได้อาศัยครูเป็นผู้อบรมสั่งสอนต่อให้เด็กได้มีคุณงามความดี ครูอาจารย์ก็ชื่อว่าเป็นบุพพการีต่อจากพ่อแม่ เพราะครูที่ดีย่อมมีความเมตตาปราณีปรารถนาดีต่อศิษย์ พยายามสั่งสอนศิษย์ให้เป็นคนดีมีความรู้ทั้งวิชาทางโลกวิชาทางธรรม เพื่อให้ศิษย์ได้นำไปประพฤติปฏิบัติตนให้มีความสุขความเจริญให้พ้นจากทุกข์ ซึ่งเป็นธรรมชาติของครูที่ดี เมื่อครูอาจารย์ได้ทำอุปการะก่อนก็ชื่อว่าเป็นบุพพการี ส่วนศิษย์ที่ดีก็ต้องรู้จักคุณงามความดีของครูอาจารย์ แล้วกระทำอุปการะตอบตามสมควรที่จะทำได้ เช่นช่วยเหลือครูทำการงานต่าง ๆ ที่สามารถทำได้ หรือนำเอาวัตถุสิ่งของต่าง ๆ มากราบไหว้บูชาคุณครูตามโอกาสที่จะทำได้ แต่ถึงแม้ว่าจะไม่มีโอกาสกระทำได้โดยตรง แต่ถ้าศิษย์นั้นประพฤติตัวดีกระทำความดีให้มีเกียรติยศชื่อเสียงก็ชื่อว่าเป็นการยกย่องเชิดชูคุณงามความดีของครูอาจารย์ ก็ชื่อว่าเป็นการกตัญญูเหมือนกัน แต่ถ้าได้ระลึกถึงคุณและได้ตอบคุณด้วยก็ชื่อว่ากตัญญูกตเวที บุคคลที่ ๒ คือครูอาจารย์ที่ดีกับศิษย์ที่ดีก็เป็นบุคคลที่หาได้ยาก ทั้งที่ครูกับศิษย์ก็มีอยู่มากมายในโลก แต่การที่จะได้ครูอาจารย์ที่ดีกับศิษย์ที่ดีได้ครบทั้งคู่ก็หาได้ยากในโลก
พระราชาที่ดีกับประชาชนที่ดี เป็นบุคคลที่หาได้ยากในโลกเป็นคู่ที่ ๓ คือประชาชนจะอยู่ร่มเย็นเป็นสุขได้ก็ต้องอาศัยพระราชาผู้มีคุณความดีมีความสามารถย่อมช่วยเหลือประชาชนให้มีความสุข อย่างเช่นในหลวงของเราทรงเป็นพระราชาที่ประเสริฐยิ่งเพราะสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพัฒนาบ้านเมืองให้ประชาชนได้ประกอบอาชีพมีกินมีใช้มีความสุขความเจริญ พระองค์ทรงกระทำทุกอย่างโดยไม่เห็นแก่ความลำบากเหนื่อยยากที่ต้องเสด็จไปในทางทุรกันดารด้วยความลำบากก็ทรงอดทนได้ เพื่อช่วยประชาชนให้รู้จักทำมาหากินจะได้มีความสุข พระองค์ทรงมีอุปการะแก่ประชาชน ทรงเป็นบุพพาการีอย่างยอดเยี่ยม ประชาชนก็ควรตอบแทนพระองค์ท่าน ด้วยการปฏิบัติตนตามกฎหมายบ้านเมือง ไม่ทำบ้านเมืองให้เดือดร้อน คือรู้คุณและเห็นความดีของพระองค์ท่านที่ทรงเสียสละความสุขทำความดีช่วยเหลือประชาชน ก็ควรกระทำตอบด้วยการเสียภาษีบำรุงบ้านเมือง ประพฤติตัวให้เป็นพลเมืองที่ดีเพื่อให้เกิดความสุขความเจริญ ชื่อว่าได้กตัญญูกตเวทีต่อพระราชา เพราะฉะนั้นพระราชาที่ดีกับประชาชนที่ดีที่จะได้ครบทั้งคู่ก็หาได้ยากในโลก
ส่วนพระพุทธเจ้ากับเวไนยบุคคล เป็นบุคคลที่หาได้ยากในโลกเป็นคู่ที่ ๔ การที่นับพระพุทธเจ้าว่าเป็นบุพพการี เพราะพระพุทธองค์ทรงเป็นบุพพการีที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ไม่มีใครจะมีบุพพการีมากเท่ากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าทรงมีพระมหากรุณาต่อสัตว์โลกเสมอเหมือนกันหมด ปรารถนาจะช่วยสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง จึงได้ทรงบำเพ็ญบารมีมาเป็นโกฏิกัปนับไม่ถ้วน ด้วยความทุกข์ยากลำบากแสนสาหัส ต้องเสียสละอวัยวะสละชีวิตนับจำนวนไม่ถ้วน เพื่อทำหน้าที่เป็นบุพพการีช่วยสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์ ด้วยการแสวงหาโมกขธรรม ธรรมที่ให้พ้นจากทุกข์ เพื่อให้ได้ตรัสรู้ความจริง จึงจะช่วยตัวเองและสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์ได้และผู้ที่รู้คุณของพระพุทธเจ้าและตอบแทนคุณได้ ก็มีเวไนยบุคคล คือบุคคลผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาดที่พระพุทธองค์ทรงสามารถแนะนำให้ตรัสรู้ความจริงได้ในบรรดาบุคคลทั้ง ๔ คู่ บุคคลคู่ที่ ๔ หาได้ยากที่สุดในโลก เพราะผู้จะเป็นเวไนยบุคคลต้องเป็นพระอริยบุคคลด้วย และในกาลนี้พระอริยบุคคลก็หาได้ยากจะมีมากก็แต่ในสมัยพุทธกาล เพราะกาลนี้อกุศลเกิดมากกว่ากุศล จิตใจของคนส่วนมากมีแต่ความโลภ โกรธหลง มีความอยากในวัตถุ คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ จึงยากที่จะทวนกระแสกิเลสมาเจริญกุศลเพื่อให้พ้นจากทุกข์ได้ เพราะผู้ที่จะเป็นบุพพการีและกตัญญูกตเวทีได้ จะต้องเป็นผู้ไม่เห็นแก่ตัว ยอมเสียสละความสุขของตัวเพื่อช่วยผู้อื่นให้มีความสุขจึงหาได้ยาก
เหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลในโลกที่มีความกตัญญูนั้นมี ๓ ประเภทคือ
บุคคลประเภทชั้นต่ำ รู้จักคุณของผู้มีคุณ เช่นรู้ว่าพ่อแม่มีคุณอุปการะลูกให้มีความสุขความเจริญ แต่ลูกก็ไม่ได้ตอบแทนคุณ มีแต่กตัญญูแต่ไม่มีกตเวที
บุคคลประเภทชั้นกลาง รู้จักคุณและตอบแทนคุณ มีกตัญญูกตเวที แต่ว่าปฏิบัติไปตามธรรมดา ไม่ได้ทำด้วยความเคารพนอบน้อม เป็นแต่ทำเพื่อไม่ได้คนอื่นติเตียน
บุคคลประเภทชั้นสูง รู้จักคุณและตอบแทนคุณกระทำด้วยความเคารพนอบน้อย มีการบูชาคุณด้วยการสรรเสริญคุณท่านระลึกถึงคุณท่านอยู่เสมอและตอบแทนคุณด้วย มีทั้งกตัญญูกตเวที เป็นบุคคลที่มีจิตใจสูง บุคคลประเภทนี้เป็นบุคคลที่หาได้ยาก
ดังนั้นบุคคลที่ถึงพร้อมด้วยกตัญญูกตเวทีที่จะได้ครบทั้ง ๔ คู่ ๘ บุคคลจึงเป็นบุคคลที่หาได้ยากในโลก เพราะบางทีพ่อแม่เป็นบุพพการี แต่ลูกไม่มีกตัญญูกตเวทีที่เป็นดังนี้
พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้อีกว่า บุคคลที่ทำความดีได้ยากมีอยู่ ๔ ประเภท คือ
๑. ตโม ตม ปรายโน บุคคลที่มืดมามืดไป คือบุคคลที่เกิดในตระกูลยากจนเข็ญใจหาเลี้ยงชีพได้ยาก เพราะชาติก่อนเคยเกิดในอบายสั่งสมแต่ความโง่ ชาตินี้ได้เกิดมาเป็นมนุษย์จึงเป็นคนโง่ ไม่รู้จักทำบุญกุศลก็ทำแต่บาปอกุศลทุจริต เมื่อตายไปก็ต้องกลับไปเกิดในอบายอีก เพราะไม่รู้ว่าที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นเกิดได้ด้วยบุญ จึงไม่ได้ทำบุญตอบแทนบุญคุณของบุญ จึงเป็นผู้มืดมามืดไป
๒. ตโม โชติ ปรายโน บุคคลผู้มืดมาสว่างไป คือ บุคคลที่เกิดในตระกูลยากจน แต่ในอดีตชาติได้เคยทำบุญไว้แม้จะยากจนก็ชอบทำแต่ความดี ประพฤติกาย วาจา ใจ สุจริต ทำบุญกุศลเสมอ ๆ เมื่อตายไปก็ได้ไปเกิดในสุคติ เพราะรู้จักกตัญญูต่อบุญ จึงเป็นผู้มืดมาสว่างไป
๓. โชติ ตโม ปรายโน บุคคลผู้สว่างมามืดไป คือบุคคลที่เกิดในตระกูลมั่งคั่งร่ำรวย แต่ไปคบกับคนพาลทำให้ประพฤติกาย วาจา ใจ ทุจริต ทำแต่บาปอกุศล เมื่อตายไปก็ต้องไปเกิดในอบายทุคติ เพราะไม่รู้จักกตัญญูต่อบุญที่ทำให้ตนได้มาเกิดเป็นมนุษย์ จึงเป็นผู้สว่างมามืดไป
๔. โชติ โชติ ปรายโน บุคคลผู้สว่างมาสว่างไป คือบุคคลที่เกิดในตระกูลมั่งคั่งร่ำรวยประกอบด้วยปัญญา มีความประพฤติดี ทำแต่บุญกุศล เมื่อตายไปก็ได้ไปเกิดในสุคติ เพราะรู้จักคุณค่าของบุญได้เป็นบุพพการีบุคคลด้วย เป็นกตัญญูกตเวทีบุคคลด้วย ย่อมช่วยตัวเองให้พ้นจากทุกข์ได้ จึงเป็นผู้สว่างมาสว่างไป บุคคลประเภทที่ ๔ นี้เป็นบุคคลที่หาได้ยาก
การที่พระพุทธองค์ตรัสว่า บุพพการีกตัญญูกตเวทีบุคคล เป็นบุคคลที่หาได้ยากในโลก เพราะเหตุมีบุคคลที่ ๔ ประเภทนี้
คำสอนในพระพุทธศาสนาจะสอนให้รู้เหตุผลตรงตามความจริงทุกอย่าง เช่นคนเราที่ทำความดีหรือความชั่วได้ก็เนื่องมาจากการสั่งสมนิสัย คือการกระทำของตนเอง ถ้าบุคคลใดทำกุศลมามากก็ทำความดีได้ง่าย ถ้าบุคคลใดทำอกุศลมากมายก็ทำความชั่วได้ง่าย ทั้งที่ทุกคนต่างก็ปรารถนาความดีความสุขความเจริญ แต่ทำไม่ได้เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น ไม่ใช่จะนึกคิดทำเอาตามใจชอบได้ ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างปรารถนาได้ตามความต้องการ ความทุกข์ก็จะไม่มีในโลก เพราะทุกคนต่างก็ปรารถนาความสุขก็ต้องได้ความสุข แต่ที่ไม่ได้ความสุขก็เพราะการสั่งสมนิสัยมาต่าง ๆ กัน ถ้าทำบาปมากก็ได้ความทุกข์ ถ้าทำบุญมากก็ได้ความสุข เพราะผลทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุ ถ้าได้รู้เหตุผลความจริงก็ต้องแก้ไขจิตใจให้ทำแต่ความดีเป็นการตั้งต้นชีวิตใหม่ เพื่อจะได้มีความสุขจนถึงความพ้นทุกข์ ด้วยการขัดเกลากิเลสไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เกิดปัญญาสัมมาทิฏฐิ ถ้าไม่ได้ฟังคำสอนของพระพุทธองค์ก็ไม่อาจทำเหตุให้ถูกได้ก็ไม่มีทางพ้นจากทุกข์ และคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงแสดงก็ไม่ใช่แสดงให้ผู้อื่นปฏิบัติตามเท่านั้น แม้พระพุทธองค์ก็ทรงปฏิบัติด้วย เช่นพระพุทธบิดาทรงประชวร พระพุทธองค์ก็ทรงพยาบาลดูแลทรงป้อนอาหารและชำระร่างกายถวาย ทรงปรนนิบัติด้วยดี และยังทรงปลอบประโลมใจด้วยธรรมะ ทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธบิดาจนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ พระพุทธองค์ทรงเป็นทั้งบุพพการีและกตัญญูกตเวที เหตุนี้ผู้ที่จะประพฤติปฏิบัติทำความดีได้ต้องอาศัยได้ฟังคำสอนของพระพุทธองค์ จึงจะสามารถขัดเกลากิเลสให้พ้นจากทุกข์ได้ เพราะไม่มีทุกข์อะไรจะมากเท่ากับทุกข์ของการมีขันธ์ ๕ เพราะถ้ายังมีขันธ์ ๕ อยู่ตราบใดที่จะพ้นจากทุกข์ย่อมไม่มี การจะพ้นจากขันธ์ ๕ ได้ก็ต้องเจริญวิปัสสนาตามหลักของสติปัฏฐาน ๔ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเท่านั้น จึงจะพ้นจากทุกข์ได้ เพราะบุคคลในโลกทั้งหมดไม่มีใครที่ปรารถนาดีต่อสัตว์โลกเท่ากับพระพุทธเจ้า แม้พ่อแม่จะปรารถนาดีต่อลูกก็ให้ความสุขได้ในวัฏฏะเท่านั้น แต่พระพุทธองค์ให้ความสุขแก่สัตว์โลกให้พ้นจากวัฏฏะ ให้พ้นจากขันธ์ ๕ ได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงเป็นผู้ประเสริฐสูงสุดในโลกที่ทรงถึงพร้อมด้วยคุณธรรมอันสูงส่ง ผู้ที่มีความประพฤติอันประเสริฐ มีความเจริญถึงพร้อมด้วยคุณธรรมอันเยี่ยม พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้นั้นเป็นแก้วมี ๕ ประการคือ
๑.ได้แก่พระพุทธเจ้า ทรงเป็นแก้วดวงวิเศษที่สุดยิ่งกว่าแก้วทั้งหมดในโลก เพราะพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาต่อสัตว์โลกต้องการจะช่วยสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์ จึงทรงกระทำบุพพการี ต้องเสียสละความสุข เสียสละอวัยวะ เสียสละชีวิต ต้องผจญกับความทุกข์ยากลำบากนับภพชาติไม่ถ้วนเพื่อจะช่วยสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์เป็นประการสำคัญ และทรงมีกตัญญูกตเวทีต่อบุญด้วย ทรงสร้างบารมีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย พระพุทธเจ้าทรงเป็นแก้วที่สูงสุดในโลกไม่มีผู้ใดเปรียบได้
๒.ได้แก่ผู้ที่รู้แจ้งธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจนได้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลขั้นพระโสดาบัน พระสกทาคามีพระอนาคามี พระอรหันต์ และพระปัจเจกพุทธเจ้า จัดว่าเป็นแก้วดวงที่ ๒ รองลงมาจากพระพุทธเจ้า
๓.ได้แก่ผู้ที่แสดงธรรม บอกธรรม สอนธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ด้วยความเลื่อมใส ศรัทธา เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น โดยไม่เห็นแก่ลาภสักการะใด ๆ มุ่งแต่จะให้พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแพร่หลายออกไปให้มากที่สุด ผู้ที่แสดงธรรมบอกเหตุผลความจริงได้จัดว่าเป็นแก้วดวงที่ ๓
๔.ได้แก่ผู้ปฏิบัติตามธรรมของพระพุทธเจ้า เพื่อกำจัดกิเลสให้สิ้นไป ด้วยการเจริญวิปัสสนาตามหลักของสติปัฏฐาน เพื่อให้ถึงพระนิพพานพ้นจากทุกข์ทั้งปวง จัดว่าเป็นแก้วดวงที่ ๔
๕.ได้แก่ผู้ที่มีความกตัญญูกตเวที รู้คุณของผู้อื่นที่มีอุปการะแก่ตน มีมารดา บิดา ครู อาจารย์ เป็นต้น ด้วยการตอบแทนคุณตามกำลังของตน จัดว่าเป็นแก้วดวงที่ ๕
แก้ว ๕ ประการนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นแก้วที่หาได้ยากกว่าแก้ว ๗ ประการของพระเจ้าจักรพรรดิ มีจักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว ก็ยังไม่ประเสริฐเท่ากับแก้วในพระพุทธศาสนา เพราะแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิมีแต่สร้างอำนาจประกาศความยิ่งใหญ่ แต่ไม่อาจทำความดีให้พ้นจากวัฏฏะได้ สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิที่ชาวโลกถือว่าเป็นสิ่งประเสริฐ แม้จะมีมากมายมหาศาลก็ไม่เท่าเสี้ยวหนึ่งของการได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลเพียงขั้นพระโสดาบันเท่านั้นยังประเสริฐกว่า เพราะสามารถช่วยตัวเองให้พ้นจากทุกข์ในอบายและพ้นจากทุกข์ในวัฏฏะด้วย เพราะฉะนั้นแก้ว ๕ ประการในพระพุทธศาสนาจึงเป็นแก้วอันประเสริฐที่สุด ก็จงพิจารณาดูตัวเราว่าจัดเข้าในแก้วประการใดบ้าง ถ้าไม่มีก็จงพยายามทำให้มีขึ้น จะได้หาความสุขความพ้นทุกข์ได้ เพราะการทำดีทำชั่วแล้วไม่สูญหายไปไหน แต่จะติดตามตนไปให้กระทำอย่างนั้นอีกในชาติต่อไปด้วยความเคยชินเป็นนิสัย ถ้าทำบุญก็ได้ดีมีความสุขทำให้ได้เกิดในสุคติ ชื่อว่าเป็นผู้รักตน เพราะหาความสุขให้ตนได้ แต่ถ้าทำชั่วก็ชื่อว่าไม่รักตน เพราะทำลายตนให้เป็นทุกข์ ต้องไปเกิดในอบายทุคติมีแต่ความทุกข์
เมื่อรู้เหตุผลความจริงอย่างนี้ก็ควรเอาธรรมะของพระพุทธองค์เป็นเครื่องแก้ไขจิตใจให้ได้ทำดี อย่างน้อยก็ควรได้เป็นบุพพการีบุคคลหรือเป็นกตัญญูกตเวทีบุคคล ก็มีโอกาสจะได้เป็นแก้วในพระพุทธศาสนาบ้าง เช่นเวลาเดินไปตามถนนได้รับความสะดวกสบายก็จงนึกถึงคุณของถนน ไม่ควรทิ้งสิ่งสกปรกลงในถนน และควรนึกถึงคุณของผู้สร้างถนนด้วยให้เขาได้มีความสุขความเจริญ ที่ทำให้เราได้เดินสบาย หรือเมื่อเดินบนสะพานข้ามคลอง ข้ามแม่น้ำก็ควรระลึกถึงคุณของผู้สร้างสะพาน แม้ได้นั่งพักผ่อนใต้ต้นไม้ ได้รับความร่มเย็นหายร้อน ก็ควรนึกถึงคุณของต้นไม้บ้าง หรือที่เราได้มีความสุขความเจริญก้าวหน้า เพราะได้รับความรู้จากครูอาจารย์ก็ควรนึกถึงคุณท่าน ได้ตอบแทนคุณท่านและพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเรามาด้วยความลำบากเหนื่อยยากได้พยายามสั่งสอนให้เราเป็นคนดี ยอมสละเงินทองให้ได้ศึกษาเล่าเรียนมีความรู้ก็ควรนึกถึงคุณท่านและตอบแทนคุณท่านให้ท่านได้มีความสุขบ้าง อย่าคิดว่าที่เราได้ดีมีความสุขก็เพราะความรู้ความสามารถของเราเอง โดยลืมคุณของบุญที่ทำให้เราได้มาเกิดเป็นมนุษย์ และลืมคุณของผู้อื่น ที่มีอุปการะต่อเรา ชีวิตก็จะหาความสุขความเจริญได้ยาก เพราะไม่มีเมตตากรุณาต่อกันมีแต่การเบียดเบียนกัน เบียดเบียนสัตว์ เบียดเบียนธรรมชาติ จึงต้องรับทุกข์โทษภัยนานาประการ เพราะไม่ได้ฟังคำสอนในพระพุทธศาสนา จึงทำความดีไม่ได้ก็ทำลายตนให้เดือดร้อนเอง
ฉะนั้นเรื่องที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดเป็นเรื่องของประเพณีทำบุญสงกรานต์ที่สอนให้รู้จักหน้าที่ของคนให้ได้เป็นบุพพการีบุคคล กตัญญูกตเวทีบุคคล และยังสอนให้รู้จักหน้าที่ของคนที่มี ๓ วัย ให้ได้ทำความดีทุกวัยชีวิตก็มีความเจริญรุ่งเรืองให้ขึ้นสู่ที่สูงจนถึงความพ้นทุกข์ได้ไม่ตกต่ำไปตกอบายให้เป็นทุกข์เดือดร้อน ประเพณีทำบุญสงกรานต์ให้ความรู้กับเรามากให้ได้ทำความดีหลายอย่าง ส่วนผู้ไม่รู้เหตุผลของการทำความดีเอาแต่สนุกสนานรื่นเริงเป็นการทำบุญปนกิเลส ก็ได้บาปมากกว่าบุญเพราะกิเลสไม่ยอมให้ทำความดี คนในโลกจึงได้มีทุกข์มากกว่ามีสุข คือทำเหตุอย่างไรก็ได้ผลอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเราจะให้กิเลสชนะเราหรือว่าเราจะเอาชนะกิเลสก็ควรพิจารณา เพราะความสุขความทุกข์ที่ได้มาย่อมเกิดจากเหตุที่ตนทำเองทั้งสิ้นไม่ใช่มีผู้อื่นมาทำให้เราเลย
เหตุนี้ถ้ารู้จักกตัญญูต่อบุญก็ได้ทำบุญเพิ่มขึ้น เป็นการสร้างบารมีให้แก่ตนเพื่อไปสู่ความพ้นทุกข์ เพราะถ้าไม่สะสมบุญบารมีก็จะไม่มีกุศลไปรองรับพระนิพพาน เพราะพระนิพพานเป็นธรรมที่ประเสริฐที่สุดสามารถดับกิเลสดับขันธ์ให้พ้นจากทุกข์ได้ จะต้องมีปัญญาไปรองรับพระนิพพาน จึงต้องฟังธรรมของพระพุทธเจ้า คือทำบุญเพื่อสละกิเลสความโลภ โกรธ หลง ให้หมดไปเพื่อให้พ้นจากทุกข์จะต้องเจริญสติปัฏฐานจึงจะทำลายกิเลสให้พ้นจากทุกข์ได้ เพราะพุทธองค์ได้ตรัสรู้ความจริงทรงรู้ธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลทุกอย่าง คือรู้เหตุที่ให้เกิดความเสื่อม รู้เหตุที่ให้เกิดความเจริญ และรู้เหตุที่ให้ถึงความพ้นทุกข์ด้วย จะต้องเจริญสติปัฏฐานให้เกิดปัญญารู้ถูกตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าปฏิบัติตามคำสอนของอาจารย์อื่นก็พ้นทุกข์ไม่ได้ เพราะอาจารย์เหล่านั้นไม่ได้ตรัสรู้ความจริงก็พาให้ปฏิบัติผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิทำให้ต้องเป็นทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นชาตินี้ได้มาพบพระพุทธศาสนาได้รู้เหตุผลคำสอนที่ถูกต้อง ถ้าละทิ้งการเจริญสติปัฏฐานก็มีแต่สะสมกิเลส ชาติต่อไปก็ไม่อาจเจริญสติปัฏฐานได้ เพราะกิเลสไม่ยอมให้ทำ แต่เพราะเราปฏิบัติสติปัฏฐานได้ จึงต้องพยายามฟังธรรมของพระพุทธองค์ให้ติดต่อกันมาก ๆ เพื่อสะสมปัญญาบารมี เพราะพระธรรมคือนวโลกุตตรธรรมได้แก่ มัค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ จะขาดปริยัติธรรมการศึกษาให้รู้เหตุผลความจริงไม่ได้ เพราะการรู้เหตุผลความจริงจะรู้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ได้ จะต้องรู้ด้วยปัญญา เพราะปัญญาเท่านั้นที่สามารถรู้แจ้งความจริงได้ ถ้าไม่มีปัญญาก็ตัดสินความจริงไม่ได้ ปัญญาจะเกิดได้ก็ต้องได้มาจากการศึกษาสภาวธรรมคือการศึกษาเพื่อให้รู้ความจริง เพราะสิ่งใดที่เป็นความจริงสิ่งนั้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ผู้รู้ความจริงจึงรู้ถูกตรงกันเหมือนกันทั้งหมดจะไม่รู้ต่างกันเลย เพราะสภาวธรรมจะบอกตรงตามความจริงทุกอย่าง ผู้รู้ความจริงจึงจบไม่ต้องพิสูจน์ไม่ต้องศึกษาอีกต่อไป เพราะรู้ความจริงหมดแล้ว จึงพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ส่วนวิชาทางโลกเป็นวิชาที่ไม่เข้าถึงความจริง เพราะรู้ไปตามสมมุติบัญญัติของชาวโลก ซึ่งไม่ใช่ความจริง จึงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทำให้ต้องพิสูจน์ไม่มีที่สิ้นสุด การรู้วิชาทางโลกจึงศึกษาไม่จบก็พ้นทุกข์ไม่ได้ ส่วนวิชาทางธรรมศึกษาแล้วต้องปฏิบัติพิสูจน์ให้ได้ความจริงด้วยก็ศึกษาจบ แต่ถ้าศึกษาอย่างเดียวไม่ปฏิบัติพิสูจน์ให้ได้ความจริงก็ศึกษาไม่จบเหมือนกัน เพราะฉะนั้น มัก ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ซึ่งเป็นธรรมอันประเสริฐสูงสุด ถ้ารู้จักแต่ชื่อไม่รู้จักความจริงก็ไม่ได้ประโยชน์จากคำสอนในพระพุทธศาสนาเพราะพ้นทุกข์ไม่ได้ การจะพ้นจากทุกข์ได้ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เจริญศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นธรรมที่กำจัดกิเลสจะต้องเกิดพร้อมกันในองค์มัก ๘ ศีล สมาธิ ปัญญา ในพระพุทธศาสนาจึงประเสริฐที่สุด เพราะสามารถรู้แจ้งความจริงได้จึงทำให้พ้นทุกข์ทั้งปวง ส่วนคำสอนในศาสนาอื่นก็สอนศีล สมาธิ ปัญญา เหมือนกันแต่ไม่ประเสริฐ เพราะสอนให้รู้ความจริงไม่ได้จึงสอนให้พ้นจากทุกข์ไม่ได้
ปกติของคนทั่วไปที่ไม่มีการสำรวมอินทรีย์แล้ว จิตจะไหลไหในอดีต อนาคตอยู่เสมอ ทำให้ไม่มีการรู้สึกตัว จึงกันกิเลสไม่ได้ เพราะมีแต่การรู้เรื่องต่าง ๆ การรู้เรื่องจึงได้เป็นปัจจัยให้เกิดกิเลส กรรม วิบาก ไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยเหตุนี้พระพุทธศาสนาจึงได้สอนให้รู้จักสำรวมอินทรีย์ ให้รู้เท่าทันอารมณ์ตามความจริง ขณะที่อารมณ์มากระทบตามทวาร ๖ ก็ให้รู้ตามหน้าที่ของอายตนะที่เกิดขึ้นรับอารมณ์ตรงขณะปัจจุบัน จึงจะสามารถกั้นกิเลสไม่ให้เกิดขึ้นเป็นปัจจัยแก่การทำกรรม เมื่อไม่มีกิเลสเป็นปัจจัยแก่การทำกรรมก็ย่อมจะเป็นปัจจัยให้ออกจากสังสารวัฏฏ์ ด้วยเหตุนี้การรู้จักสำรวมอินทรีย์ ท่านจึงกล่าวว่าเป็นการดี เพราะยังประโยชน์ให้สำเร็จสามารถทำให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง
การที่เราได้มาพบพระพุทธศาสนาและได้รู้เหตุผลในคำสอนก็ด้วยอำนาจของบุญกุศลที่ได้สร้างปัญญาบารมีเห็นถูกตรงตามความเป็นจริง คือได้เห็นโทษของวัฏฏะ ได้เห็นทุกข์ของขันธ์ ได้เห็นโทษของกิเลส จึงได้มาพบพระพุทธศาสนาก็ด้วยอำนาจของสัมมาทิฏฐิ ก็จงพยายามสร้างปัญญาบารีนี้ให้สืบต่อ ๆ ไปจะได้พ้นจากทุกข์แห่งวัฏฏะ คือไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตายอีกต่อไป ข้อสำคัญที่สุด คือต้องกตัญญูต่อบุญจึงจะสร้างบุญกุศลให้ถึงความพ้นทุกข์ได้ เรื่องความกตัญญูก็จบลงเพียงเท่านี้
ขออนุโมทนาในกุศลจิตของท่านทั้งหลายที่ได้ฟังพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอจงเป็นพลวปัจจัยให้ท่านได้ถึงที่สุดแห่งทุกข์โดยทั่วกัน
สาธุ สาธุ สาธุ
รู้อะไรก็ไม่รู้เท่ารู้ตัว ไม่พ้นพัวอกุศลพ้นอบาย |