นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺสฯ
ขอกราบถวายนมัสการพระคุณเจ้า อันเป็นที่เคารพของชาวพุทธ ที่อยู่ ณ ที่นี้
สวัสดีค่ะ ท่านผู้ฟังที่เคารพ
วันนี้ ดิฉันจะพูดเรื่องธุระในพระศาสนา บางทีก็จะเป็นเรื่องที่จะเข้าใจกันยากอยู่สักหน่อยหนึ่ง เพราะคล้าย ๆ กับว่า เอาเรื่องเหตุผลที่แท้จริงในพระพุทธศาสนามาพูดกัน แต่ดิฉันก็คิดว่า ท่านผู้ฟังที่อยู่ในพระพุทธสมาคมนี้ก็คงได้มีการศึกษาพระพุทธศาสนากันมาแล้วไม่ใช่น้อย ฉะนั้น ก็คงเป็นที่ไม่ลำบากในการที่จะเข้าใจในเรื่องจะพูดนี้นัก
อนึ่ง ดิฉันก็มีความรู้สึกว่า การที่จะมาพูดหรือการที่จะมาปาฐกถาในพุทธสมาคมนี้ ก็ควรจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวแก่การศึกษาในพระพุทธศาสนา เพราะท่านที่มาฟัง ณ ที่นี้ ท่านก็ตั้งใจจะฟังเรื่องของพระพุทธศาสนาเท่านั้น เพราะถ้าหากท่านต้องการจะรู้เรื่องอื่น ๆ แล้ว ท่านก็จะไม่มาศึกษา ณ ที่นี้ ท่านก็คงจะไปในที่อื่น ๆ
ฉะนั้น ดิฉันจึงคิดว่า ในการที่ดิฉันจะพูดในวันนี้ก็คงจะไม่เป็นการยากในการที่ท่านจะเข้าใจมากนัก วันนี้ดิฉันตั้งหัวข้อเรื่องไว้ว่า จะพูดเรื่อง ธุระในพระพุทธศาสนา เพราะเหตุว่า เป็นสิ่งที่ชาวพุทธทั้งหลายควรจะทราบว่า อะไรเป็นธุระสำคัญในพระพุทธศาสนา
ธุระสำคัญในพระพุทธศาสนานี้มี ๒ ประมาณ คือ คันถธุระ กับ วิปัสสนาธุระ
คันถธุระ ได้แก่ การศึกษาเล่าเรียนให้เข้าใจถูกต้องทั้งอรรถะและพยัญชนะ ตามที่มีอยู่ในพระไตรปิฏกทั้ง ๓ ซึ่งได้แก่ พระสุตตันตปิฏก อันนี้เรียกว่า คันถธุระ เป็นกิจสำคัญอันหนึ่งในขั้นต้น ที่จะต้องมีการศึกษาเล่าเรียนให้เข้าใจเหตุผลที่ถูกต้องในคำสอนของพระบรมศาสดา
วิปัสสนาธุระ ก็ได้แก่ การปฏิบัติเพื่อขูดเกลากิเลสให้หมดสิ้นไป อันนี้เป็นธุระสำคัญยิ่งไปขั้นที่ ๒ เพราะวัตถุประสงค์ในพระพุทธศาสนานี้ก็ต้องการกำจัดขูดเกลากิเลส เพื่อพ้นจากสังสารทุกข์ นั่นแหละ เป็นความสำคัญในพระพุทธศาสนา
ฉะนั้น ธุระทั้ง ๒ นี้จึงเป็นธุระสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา และ พระพุทธศาสนดาจะดำรงอยู่ได้หรือจะแพร่หลายรุ่งเรืองกว้างขวางออกไปได้ ก็เพราะธุระทั้ง ๒ นี้ ถ้าหากธุระทั้ง ๒ นี้ไม่มี หรือมีแต่ไม่สมบูรณ์ ก็เป็นอันว่าชาวพุทธทั้งหลายก็ไม่สามารถที่จะมีความเข้าใจถึงเหตุผลในคำสอนของพระพุทธองค์ที่ถูกต้องโดยแท้จริงได้ เพราะธุระทั้ง ๒ นี้จะต้องเป็นอุปการะซึ่งกันและกัน
ฉะนั้น จึง ต้องมีทั้ง ๒ อย่าง จะมีแต่อย่างเดียวไม่ได้ เช่น จะมีแต่การศึกษาเล่าเรียนอย่างเดียวเท่านั้น แต่ไม่มีการขูดเกลากิเลสให้หมดสิ้นไปบ้าง ก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงพระพุทธศาสนาที่
แท้จริงได้ แต่ถ้าเราจะก้มหน้าก้มตาแต่อย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงการศึกษาเล่าเรียนในหลักฐานตำรับตำราเสียเลย อย่างนี้ การปฏิบัติของเราก็มีหวังผิดร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มเลย
เพราะอะไร ? เพราะตำรานั้นก็เปรียบเหมือนแผนที่ การศึกษาในตำราก็เปรียบเหมือนเรียน ดูแผนที่ผู้ปฏิบัติก็เหมือนกับคนเดินทาง ถ้าคนเดินทางไม่รู้จักแผนที่เลย ก็มีหวังหลง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ โดยเหตุผลดังว่านี้ ธุระทั้ง ๒ นั้นจึงต้องเป็นอุปการะซึ่งกันและกัน จะมีแค่อย่างเดียวก็ไม่สามารถจะเข้าใจเหตุผลที่ถูกต้องได้
ในเรื่องนี้ ดิฉันจะขอยกตัวอย่างซึ่งมีอยู่ในพระสูตรเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องนี้ ดิฉันก็เชื่อว่าท่านผู้ฟังที่นั่งอยู่ในที่นี้ก็คงจะเคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้วโดยมาก เนื้อความในเรื่องนั้นมีอยู่ว่า
ในสมัยเมื่อพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่นั้น มีอาจารย์ องค์หนึ่ง นามว่า พระโปฐิละ มีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฏกอย่างไรก็ตาม แต่ก็ยังไม่เข้าถึงหรือยังไม่ได้สรณะที่แท้จริงดอก
โดยเหตุนี้ ท่านจึงทรงรับสั่งเรียกโดยอุปมาว่าเป็น ผู้ถือใบลาน หรือคัมภีร์เปล่า ๆ ในคัมภีร์นั้นไม่มีตัวหนังสือที่เป็นหลักฐานโดยแน่นอนอะไร
เมื่ออาจารย์องค์นั้นได้ยินว่าพระพุทธองค์ตรัสเรียกด้วยนามอย่างนั้น ก็มีความสามารถเข้าใจความหมายนั้นทันที เพระเหตุว่าท่านเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญา จึงรู้ว่าที่พระองค์ทรงรับสั่งใช้นามเราเช่นนั้น ก็เพราะเหตุว่าเรายังไม่ได้ทำการปฏิบัติเพื่อทำลายกิเลส อันเป็นมูลเหตุแห่งสังสารทุกข์ให้หมดไปนั้นเอง
เมื่อท่านอาจารย์โปฐิละได้ทราบความหมายเช่นนั้นแล้ว ก็ต้องการจะทำการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อให้เข้าถึงสรณะที่แท้จริงกับเขาบ้าง แต่ตนเองก็ไม่เข้าใจในวิธีปฏิบัติ จึงไปเที่ยวหาพระอรหันต์ที่เคยเป็นลูกศิษย์ มีจำนวนตั้งหลายองค์ แต่ก็ไม่มีใครสอนให้ เพราะเหตุว่าเคยเป็นอาจารย์ใหญ่มาท่านคงมีมานะทิฏฐิอยู่มากมาย ที่ไหนจะเชื่อจะทำตามคำสอนของเราจึงไม่ยอมสอนให้โดยปฏิเสธว่า กระผมไม่อาจพอที่จะสอนให้ท่านอาจารย์ดอก ลงท้ายที่สุดท่านก็ต้องไปหาสามเณร เล็ก ๆ องค์หนึ่งที่เป็นพระอรหันต์ แต่ก็เคยเป็นลูกศิษย์ท่านมา เพื่อให้แนะนำวิธีปฏิบัติวิปัสสนาให้แก่ท่าน
สามเณรองค์นี้ ในเมื่อเห็นอาจารย์มาขอเรียนวิปัสสนากรรมฐานจากท่านเช่นกัน มีความรู้สึกว่าท่านอาจารย์องค์นี้ก็คงจะหมดมานะทิฏฐิแล้ว จึงได้มาหาเรา ท่านรู้สึกมีความยินดีที่จะได้ทำการสนองพระคุณของอาจารย์ในคราวนี้ แต่ก็จะทำการทดลองดูก่อนว่ามานะทิฏฐิของอาจารย์จะยังมีมากน้อยเพียงไร วิธีการทดลองของสามเณรนั้น ท่านสั่งให้อาจารย์เดินลงไปในสระน้ำที่มีน้ำอยู่พอสมควร ท่านอาจารย์องค์นั้นก็เดินลงไปในน้ำตามคำที่สามเณรสั่ง เมื่อสามเณรองค์นั้นเห็นอาจารย์เดินลงไปในน้ำตามคำสั่งของตนจนสบงเปียกแล้ว ก็สั่งใหม่ให้เดินกลับขึ้นมาอีก อาจารย์ก็เดินกลับขึ้นมา เมื่อสามเณรเห็นว่าท่านอาจารย์หมดมานะทิฏฐิ ยอมทำตามคำสั่งของตนทุกประการแล้วเช่นนั้น จึงได้แนะนำวิธีการเจริญวิปัสสนาให้แก่ท่านอาจารย์องค์นั้น
ในการสอนวิปัสสนากรรมฐานของสามเณรนั้นก็คือ ให้สำรวมอินทรีย์ในทวารทั้ง ๕ นั่นเอง การสำรวมอินทรีย์ในทวารทั้ง ๕ นั้น ก็คือการให้เจริญมหาสติปัฏฐานนั่นเอง เพราะมีอยู่ในพระบาลี มหาวัคคสังยุตตนิกาย ว่า
จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา พหุลีกตา อินฺทฺริยสํวรสีลํ ปริปูเรนติ
แปลความว่า สติปัฏฐาน ๔ เมื่อเจริญให้ได้มากแล้วก็ย่อมยังอินทรียสังวรให้บริบูรณ์
แต่การสอนให้สำรวมอินทรีย์ทั้ง ๕ ของสามเณรนั้น ตั้งเป็นปริศนาด้วยการอุปมาว่า มีจอมปลวกแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเหี้ยอาศัยอยู่ในจอมปลวกนั้นตัวหนึ่ง และจอมปลวกนั้นมีทางออกอยู่ ๖ ช่อง ให้อุดเสีย ๕ ช่องเปิดไว้ ๑ ช่อง แล้วคอยจับเหี้ยที่จะเดินออกและเข้าในทางนั้น สามเณรตั้งปัญหาโดยอุปมาเพียงเท่านั้น แต่ก็เพราะอาศัยเหตุที่ท่านอาจารย์โปฐิละ เป็นผู้มีการศึกษาจนมีความชำนิชำนาญเข้าใจแตกฉานในพระไตรปิฎกนั้นแหละ จึงมีความเข้าใจในเหตุผลของการปฏิบัติจากการอุปมาของสามเณรนั้นได้ในทันที ท่านจึงทำการปฏิบัติ ในเวลาอันไม่ช้า ท่านก็บรรลุมรรคผลด้วยการเดินจงกรมเพียง ๗ ก้าวเท่านั้น ก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ก้าวล่วงเสียซึ่งสังสารทุกข์ได้
ในการที่ดิฉันยกเอาเรื่องของท่านอาจารย์โปฐิละขึ้นมาสาธกให้ท่านฟังนี้ ก็เพื่อเป็นตัวอย่างให้ท่านผู้ฟังทั้งหลายเห็นว่า การที่เราจะเข้าใจถึงเหตุผลที่ถูกต้องโดยแท้จริงได้นั้น จะต้องเป็นไปด้วยธุระ ๒ อย่างนี้ จะมีแต่อย่างเดียวไม่ได้ เพราะธุระทั้ง ๒ นี้จะต้องเป็นอุปการะซึ่งกันและกัน ตามที่ดิฉันได้เรียนท่านมาแล้วในตอนต้น
เพราะเหตุว่า ธรรมะคำสอนในพุทธศาสนานี้มีความสุขุมคัมภีรภาพยิ่งนัก ท่านจึงวางพระศาสนาคือ คำสอนไว้ถึง ๓ ขั้น คือ
ธรรมะบางประเภท ก็รู้ได้เพียง ปริยัติ
ธรรมะบางประเภท ก็ต้องก็ต้องรู้ได้ด้วย การปฏิบัติ
ธรรมะบางประเภท ก็ต้องรู้ด้วย ปฏิเวธ
หมายความว่า ธรรมะบางอย่างต้องทำให้เกิดขึ้นจึงรู้ ถ้าเรายังไม่เคยทำให้เกิดขึ้น ธรรมะประเภทนั้นเราก็ยังรู้ความจริงไม่ได้ ฉะนั้น พวกเราชาวพุทธทั้งหลาย จึงต้องมีปริยัติ และปฏิบัติ ทั้งปฏิเวธด้วย
โดยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงสงเคราะห์ประเภทของธรรมไว้ในอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ว่า
ธรรมประเภทหนึ่ง ที่มีอยู่แล้วไม่ต้องทำให้เกิดขึ้นคือ ทุกข์ ธรรมประเภทนี้ควรจะ กำหนดรู้ ความจริงของธรรมเหล่านั้นเท่านั้น
ส่วน สมุทัย อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ธรรมประเภทนี้ควรจะ ละ ให้หมดไป
นิโรธสัจ เป็นธรรมที่ดับทุกข์ ธรรมประเภทนี้ควรจะ ทำให้แจ้ง หมายความว่านิโรธ คือพระนิพพานนี้ไม่ใช่ธรรมสำหรับกำหนดรู้ หรือเป็นธรรมที่ควรจะละหมดไป
ส่วนธรรมอีกประเภทหนึ่ง คือ มัคคสัจ ธรรมประเภทนี้ ต้องเจริญ ให้เกิดขึ้น จึงจะมีขึ้นได้
นี้แหละ ท่านแบ่งประเภทธรรมของท่านไว้ดังนี้ เมื่อเราเข้าใจประเภทของธรรมอย่างนี้แล้ว ความเข้าใจไขว้เขวในพระพุทธศาสนาก็จะไม่เป็นของยุ่งยากอะไร
บวชเพื่ออะไร ?
เมื่อเราเข้าใจในเหตุผลของธุระทั้ง ๒ ในพระพุทธศาสนานี้แล้ว ก็จะทำให้เรามองเห็นได้ว่า การศึกษาพระปริยัติธรรมในสมัยพระพุทธกาลนั้น เป็นการศึกษาเพื่อที่จะ ขูดเกลากิเลส กันเท่านั้น เป็นส่วนมากหาใช่จะศึกษาเพื่อหา ลาภ ยศ หรือ ความสรรเสริญสุข ไม่
แต่การศึกษาของชาวพุทธสมัยนี้ ดิฉันยังไม่แน่ใจนักว่าจะศึกษาเพื่อเป็นอย่างนี้เพราะอะไร เพราะการบวชในสมัยก่อนกับเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนกัน แต่ก่อนนี้ท่านมาบวชเพื่อขูดเกลากิเลสกัน เพราะเมื่อก่อนที่จะเข้าไปบวชนั้น ท่านศึกษาจนเข้าใจในเหตุผลของบรรพชาดีแล้วว่า การจะออกบวชนั้นเพื่อประโยชน์อะไร
ฉะนั้น การบวชของแต่ก่อนนี้ กับการบวชของสมัยนี้นั้น ไม่สู้จะเหมือนกันนัก เพราะอะไร เพราะการบวชของพระภิกษุแต่ก่อนนี้ ท่านได้ศึกษาจนเป็นที่ซาบซึ้งในเหตุผลและทุกข์โทษของสังสารวัฏฏ์โดยแน่นอนแล้ว ท่านจึง ออกบวชเพื่อพ้นจากสังสารทุกข์กันจริง ๆ
เพราะฉะนั้น เมื่อบวชแล้ว จึง มุ่งหวังทำธุระสำคัญในพระพุทธศาสนา ทั้ง ๒ นี้ จะทำแต่อย่างเดียวไม่ได้ เช่น เราจะมีการปฏิบัติแต่อย่างเดียวโดยไม่มีการเอื้อเฟื้อต่อปริยัติ คือไม่ต้องอาศัยตำรับตำราเสียเลย ไม่ได้ ถ้าเข้าใจเช่นนั้น ก็เท่ากับไม่ต้องอาศัยคำสั่งสอนเสียเลย อันนี้ก็คงเป็นไปไม่ได้แน่ เพราะเราไม่ใช่วิสัยที่จะตรัสรู้เอง ถ้าเราไม่อาศัยเลย ก็แปลว่าเราเป็นผู้ตรัสรู้เอง อันนี้ก็คงเป็นไม่ได้ เพราะการตรัสรู้เองนั้นไม่ใช่ของง่าย ๆ เป็นของยากเหลือเกินที่ความรู้ของเราจะเป็นไปโดยถูกต้องได้ ฉะนั้น จึงต้องอาศัยการศึกษาก่อน แล้วจึงจะปฏิบัติให้ถูกต้องได้
และการบวชของพระภิกษุแต่ก่อนนี้ โดยมากก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความรู้มาดีแล้วทั้งนั้น เป็นปุโรหิตมาแล้วก็มี หรือแต่ละท่านที่เคยเป็นอาจารย์มาแล้วก็มี ล้วนแต่มีการศึกษาในวิชาอื่น ๆ มาช่ำชองแล้ว และท่านเหล่านี้ เมื่อมาถึงพระพุทธเจ้านั้น ก็ใช่ว่ามีอายุเล็กน้อย โดยมากเป็นผู้มีอายุมามาก ๆ กันแล้ว อย่างเช่น พระโมคคัลลาน์และพระสารีบุตร เป็นต้น เมื่อมาพบพระพุทธเจ้านั้นก็มีอายุแก่กว่าพระพุทธองค์ คงจะมีอายุราวสัก ๗๐-๘๐ เพราะท่านเหล่านี้นิพพานก่อนพระพุทธเจ้า พระโมคคัลลาน์มีอายุถึง ๑๒๐ ปี ท่านเหล่านี้ ท่านก็ล้วนแต่ค้นคว้าหาเหตุผลกันมาช่ำชองแล้วทั้งนั้น ไม่ใช่ คนโง่ เมื่อท่านได้เหตุผลในพระพุทธศาสนาดีแล้ว จึงได้เข้ามาบวชเพื่อประพฤติพรหมจรรย์ใน พระ
พุทธศาสนา และการประพฤติพรหมจรรย์ตามคำสอนของพระพุทธศาสนานั้นก็ต้องสมบูรณ์ หรือมีพร้อมในธุระทั้ง ๒ คือ คันถธุระ และ วิปัสสนาธุระ
ศีล สมาธิ ปัญญา ในพระพุทธศาสนา
เมื่อพูดถึงธุระทั้ง ๒ นี้แล้ว ก็จะต้องมีปัญหาขึ้นถามว่า ทำไมธุระในพระพุทธศาสนานั้นจะมีแต่การเล่าเรียนพระไตรปิฎกกับการทำวิปัสสนาเท่านั้นหรือนอกนั้นไม่ใช่ธุระในพระศาสนาหรือ เช่น การรักษาศีล การทำสมาธินั้น ไม่ใช่ธุระในพระพุทธศาสนาหรือ ?
ข้อนี้ก็ต้องตอบว่า เป็นธุระในพระพุทธศาสนาเหมือนกัน เพราะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าก็ต้องมีทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา แต่ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นั้นสงเคราะห์อยู่ใน วิปัสสนาธุระ แล้ว เพราะวิปัสสนาธุระนั้นก็ต้องเดินตามมรรค ๘ นั่นเอง
แต่การเจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา ในองค์มรรค ๘ นั้น จะตรงกันกับศีล สมาธิ ปัญญา ที่เราเข้าใจกันอยู่ในเวลานี้หรือไม่นั้น ในข้อนี้ดิฉันก็ยังไม่แน่ใจ เพราะที่ดิฉันเคยได้ยินมา โดยมากก็มีการเข้าใจกันว่า ต้องถือศีลเสียก่อน แล้วทำสมาธิ ๆ ดี แล้วจึงจะเกิดปัญญาขึ้นมาเอง ดังนี้ เป็นต้น
ความเข้าใจดังนี้ยังไม่ตรงกับคำว่ามรรคมีองค์ ๘ คือ หมายความว่า ทางเดียว แต่มีองค์ ๘ ไม่ใช่มรรคมี ๘ ทาง จะได้ทำทีละทาง ๆ เช่น เราถือศีล เราก็จะมีแต่ศีลอย่างเดียว สมาธิยังไม่มี ถ้าเราทำสมาธิ เราก็จะมีแต่ศีลกับสมาธิ ๒ อย่างเท่านั้น แต่ปัญญายังไม่มี แต่ถ้าเราทำวิปัสสนา เราก็มีทั้งศีล ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา พร้อมด้วยมรรคมีองค์ ๘
โดยเหตุนี้ วิปัสสนาจึงเป็นธุระสำคัญในพระพุทะศาสนาที่ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องปฏิบัติไปพร้อมกัน
แต่ในเวลานี้ พระพุทธศาสนาล่วงไป ๒,๕๐๐ ปี กว่าแล้ว ธุระในพระพุทธศาสนาทั้ง ๒ นี้ กำลังหันหลังให้กัน ไม่ยอมหันหน้าเข้าหากันเลย ปริยัติก็ไปทางหนึ่ง ปฏิบัติก็ไปทางหนึ่ง ปรับปรุงให้ลงกันไม่ได้ โดยเหตุนี้ จึงทำให้เกิดลัทธิต่าง ๆ ขึ้นในทางปฏิบัติ
ในเรื่องนี้ก็เป็นเหตุอันหนึ่งที่จะทำความวิบัติให้แก่พระพุทธศาสนา เพราะในการที่จะเข้าถึงเหตุผลให้พระพุทธศาสนาที่แท้จริงหรือถูกต้องได้ ก็ต้องอาศัยธุระทั้ง ๒ นั้น เพราะธุระทั้ง ๒ นี้ ต้องมีอุปการะซึ่งกันและกัน จึงต้องปรับปรุงให้เข้ากันได้
ถ้าหากปรับปรุงกันไม่ได้ ความเข้าใจอันนั้นก็ได้แต่เพียง ลัทธิ อย่างหนึ่งเท่านั้น หาใช่ถูกต้องด้วยเหตุผลตามคำสอนของพระพุทธศาสนาไม่
คันถธุระและวิปัสสนาธุระ อุปาระกันอย่างไร ?
ดิฉันจะขอเรียนยกตัวอย่างย่อ ๆ ให้ท่านผู้ฟังพิจารณาดูเหตุผลของธุระทั้ง ๒ นี้ว่า จะเป็นอุปการะกันอย่างไร เช่นว่า ผู้ที่จะเจริญวิปัสสนาก็ต้องเข้าใจ ภูมิของวิปัสสนา เสียก่อน อันนี้มีหลักฐานอยู่มากมายซึ่งใครๆก็ทราบกันดีว่าผู้ที่จะเจริญวิปัสสนาจะต้องเรียนภูมิของวิปัสสนาเสียก่อน
คำว่า ภูมิ นี้ จะหมายถึง อารมณ์ ก็ได้ ภูมิของวิปัสสนานั้นมี ๖ อย่าง ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาทองค์ ๑๒ นี้เป็นภูมิของวิปัสสนา หมายความว่า สภาวธรรมในภูมิทั้ง ๖ นี้แหละ เป็นวัตถุที่จะเอามาใช้รองรับการเพ่งของวิปัสสนาปัญญา เพราะวิปัสสนาจะต้องเอาสภาวธรรมเหล่านี้มาพิจารณา จนกว่าจะได้ความจริงของสภาวธรรมเหล่านั้น ปัญญา ที่เข้าไปรู้ตามความจริงของ วัตถุธรรม เหล่านั้น มีขันธ์เป็นต้น ปัญญา นั้น เรียกว่า วิปัสสนา
ฉะนั้น การเรียนรู้ภูมิทั้ง ๖ คือ เรียน รูปนาม นั้นเป็น ปริยัติ เรียกว่า คันถธุระ การเพ่งพิจารณาเพื่อให้รู้ความจริงของภูมิทั้ง ๖ หรือ นามรูป นั้น เป็น ปฏิบัติ เรียกว่า วิปัสสนาธุระ
ฉะนั้น ผู้ทำวิปัสสนา ถ้าไม่ศึกษารูปนามให้เข้าใจให้ดีเสียก่อนแล้ว ดิฉันขอยืนยันว่า วิปัสสนาภาวนาเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าจะเกิดได้ ก็แต่เพียงจินตามยปัญญาไม่ใช่ วิปัสสนาปัญญา เพราะวิปัสสนาปัญญานี้จะต้องเห็น ไตรลักษณ์ โดย ปัจจุบันธรรม หมายความว่า จะเห็นความไม่เที่ยง หรือการเกิดขึ้นและถัดไป ของวัตถุธรรมที่กำลังแสดงอยู่โดยเฉพาะหน้า ไม่ใช่โดยอนุมานตามหรือโดยคิดเทียบเคียงเอาเอง
แต่ข้อสำคัญในเรื่องที่ควรจะรู้ก่อนนี้ก็คือ ภูมิทั้ง ๖ ซึ่งได้แก่ นามรูป นั้น อยู่ที่ไหน ถ้าเราไม่รู้ว่าธรรมเหล่านี้อยู่ที่ไหนแล้ว จะไปพิจารณาดูความจริงของธรรมนั้นที่ไหน ถ้าผู้ที่ไม่มีการศึกษาแล้วจะรู้ไม่ได้เลย
โดยเหตุนี้ ธุระทั้ง ๒ นี้จึงจะต้องปรับปรุงให้ลงกันได้ ถ้าหากว่า ปริยัติกับปฏิบัติยังปรับปรุงกันไม่ได้ก็ยังถือว่าความเข้าใจนั้นถูกต้องไม่ได้ เพราะเหตุที่ปรับปรุงกันไม่ได้นี้เอง จึงมีลัทธิเกิดขึ้นมากมายหลายแห่ง หลายสำนัก มีต่าง ๆ กัน ผู้ที่ยังไม่ได้เหตุผลที่ถูกต้อง ก็ไปเที่ยวทดลองที่โน่นบ้าง ที่นี่บ้าง ชีวิตของเราก็หมดเปลืองเข้าไปทุกที บางทีทดลองยังไม่ทันทั่วก็ตายเสียแล้ว เพราะในเวลานี้มีหลายสิบอย่างมากมายเหลือเกิน และเราจะเอาอะไรเป็นผู้ตัดสินว่าถูกต้องเล่า
เพราะเหตุนี้แหละ เราจึงต้องอาศัยการศึกษาตามหลักฐานใน พระปริยัติธรรม ก่อน แล้วจึงนำเข้าไปพิสูจน์ดูด้วยการ ปฏิบัติ จึงจะรู้ว่า ในหลักฐานมีความจริงแค่ไหน ความจริงในเรื่องการศึกษานี้ ถึงพระอรหันต์ก็ยังต้องศึกษาอยู่ เพราะเหตุอะไร เพราะเหตุว่า ถึงท่านจะเป็นพระอรหันต์ทำกิเลสให้สิ้นแล้วก็จริงอยู่ จะรู้ความเป็นจริงของธรรมทั้งหลายให้เหมือนกับพระสัพพัญญุตญาณนั้นไม่ได้ บางอย่างที่พระสาวกรู้เองไม่ได้ ก็ต้องรับฟังเพื่อเป็นการถ่ายทอดพระศาสนาไว้จากพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นการดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา
วันหนึ่ง มีท่านผู้หนึ่งเดินเข้ามาในพุทธสมาคมนี้เขามาแลเห็นเรากำลังศึกษากันอยู่ เขาก็พูดขึ้นว่า จะต้องมัวมานั่งศึกษากันทำไม เขาไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรเลย เอาแต่จิตดวงเดียวก็พอ ว่า พระพุทธจิต บังเอิญดิฉันนั่งอยู่ที่นั่นด้วย ดิฉันจึงบอกว่า ท่านเข้าใจผิดกระมัง ศาสนานั้น ท่านวางหลักปริยัติไว้เป็นขั้นต้นปฏิบัติเป็นขั้นที่ ๒ ข้อนี้ใช่จะลืมระเบียบการศึกษาเท่านั้น ยังลืมบุญคุณของการศึกษาเสียอีกด้วย ถ้าหากเมื่อ ๒,๕๐๐ ปีก่อนโน้นมีคนเข้าใจอย่างท่านที่เห็นว่า การศึกษาไม่จำเป็น ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรเลย ถ้ามีคนเข้าใจอย่างนี้เมื่อ ๒,๕๐๐ ปีก่อนนั้น ป่านนี้ท่านจะไม่รู้จักพระพุทธศาสนาเลย และไม่รู้เลยว่าพระพุทธศาสนานั้นคืออะไร นี่หากเพราะอำนาจแห่งการ ศึกษาของท่านเหล่านั้น ที่ได้ศึกษาไว้ จึงได้เป็นมรดกถ่ายทอดต่อ ๆ กันมา พระพุทธศาสนาจึงได้ยังมีปรากฏอยู่ในโลกจนถึงทุกวันนี้ นี่แหละค่ะ เขามีความเห็นกันอย่างนี้
ในเวลานี้ ในวงการของพุทธบริษัทก็กำลังมีความเห็นสับสนอลหม่านไม่เหมือนกัน สำมะหาอะไร แม้แต่ในวงการของพุทธสมาคมนี้เอง ก็ยังมีความเห็นไม่เหมือนกัน แม้แต่กรรมการเอง บางท่านก็เห็นว่าการศึกษาเล่าเรียนมีความสำคัญที่จะให้เข้าใจเหตุผลในพุทธศาสนาที่แท้จริงได้ แต่กรรมการบางท่านเห็นว่าเสียเวลาเปล่า ๆ จะมานั่งศึกษากันทำไม เสียเวลาและเสียสุขภาพด้วย นี่แหละค่ะ แม้พวกเรายังเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า เราไม่ยอมปรับปรุงกัน จึงต้องว้าวุ่นกัน
ความจริงการศึกษานี้ เมื่อเราอาศัยเหตุผลเป็นหลักแล้ว เราจะไปศึกษาที่ไหน หรือสำนักไหนก็ตามไม่สำคัญหรอกค่ะ เพราะถือว่าการไปเที่ยวศึกษานั้น จะผิดหรือถูกก็ตามก็เป็นไปเพื่อความรู้ทั้งนั้น และก็เป็นการเพิ่มปัญญาบารมีของเรา ข้อสำคัญที่ว่าเมื่อถูกก็ให้รู้ว่าถูก อย่างนี้ไม่เป็นไร เพราะความรู้อันนี้สามารถคุ้มครองรักษาตัวได้
แต่ถ้าไม่ศึกษาให้เข้าใจในเหตุผลเสียก่อนเลย ถ้าไปเจอที่สอนผิดบางทีก็เข้าใจผิดไปตาม อาจารย์ อันนี้ลำบากมากเพราะถ้าลงเข้าใจผิดแล้วแก้ไม่ค่อยได้นอกจากจะเป็นคนที่มีเหตุผลหรือ ยอมรับฟังเหตุผลกันบ้างเท่านั้นจึงจะแก้ได้ ถ้ามิฉะนั้นไม่มีหวัง เหมือนคนหลงทางเพราะไม่รู้จักดูแผนที่ ก็เช่นเดียวกัน อยากจะกลับก็ไม่รู้จะกลับอย่างไร เพราะเขาห้ามรู้เสียด้วย
ดิฉันขอยกตัวอย่างเช่น เวลานี้เราจะทำวิปัสสนาจะไปสำนักไหน ๆ ก็มีแต่วิปัสสนาทั้งนั้น ทุกแห่งไม่มีใครเป็นสมถะ เพราะใคร ๆ ก็รู้กันว่า วิปัสสนาเป็นธรรมที่ดีสุดยอดในพระพุทธศาสนา จึงทำวิปัสสนากันทุกแห่ง ฉะนั้น ก่อนที่เราจะไปทำวิปัสสนาที่ไหน ๆ ก็ตาม เราจะต้องศึกษาให้เข้าใจในเหตุผลในความหมายของคำว่า วิปัสสนา เสียก่อนว่า คือรู้อะไร ? และการทำวิปัสสนานั้นเพื่อประโยชน์อะไร ? และวิปัสสนามีความหมายต่างจากสมถะอย่างไร ? อันนี้ต้องศึกษาให้เข้าใจเสียก่อน ดิฉันจะเรียนเดี๋ยวนี้เวลาไม่พอ ถ้าเราพยายามให้เข้าใจในเหตุผลในธรรมเหล่านี้เสียก่อน ดังว่านี้แล้ว เราจึงไปหาสำนักที่ทำวิปัสสนาถูก ถ้าไม่เข้าใจเหตุผลเสียก่อนแล้ว ท่านคงหาสำนักทำวิปัสสนาไม่เจอะแน่
ดิฉันได้เคยถามผู้ที่จะไปเข้าวิปัสสนาว่า เพราะเหตุไรจึงได้อยากทำวิปัสสนา และการทำวิปัสสนานั้น เพื่อประโยชน์อะไร เอาเพียงเหตุผลง่าย ๆ แค่นี้เท่านั้น โดยมากทีเดียวมักจะไม่มีใครที่จะให้เหตุผลที่ถูกต้องเลย โดยมากบอกว่า อยากเห็นไตรลักษณ์บ้าง อยากเห็นนามรูปเกิดดับบ้าง อยากได้ความสุขบ้าง เพราะเขาว่าการทำวิปัสสนานั้นเขาว่ามันเป็นสุขสบายเหลือเกินบ้าง ดังนี้ เป็นต้น
เหตุผลตามที่เขาบอกมานั้น มันไม่ใช่เหตุผลของการที่จะเข้ามาทำวิปัสสนาเลย เพราะการที่จะมาเข้าวิปัสสนานี้ โดยเหตุผลที่ถูกแล้ว การเข้าวิปัสสนานั้นต้องไปเข้า เพื่อไม่เอาอะไรเลย ต้องเข้า เพื่อขูดเกลากิเลส หรือเพื่อเอากิเลสออก ไม่ใช่เอากิเลสเข้า เพื่อหนีทุกข์ในสังสารวัฏ อย่างเดียวเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อหาความสุข
การที่เรามีโยนิโสมนสิการไม่ถูกต้องด้วยอรรถธรรมนั้น ก็เพราะขาดการศึกษา ซึ่งเป็นความสำคัญในขั้นต้นนั้นเสียก่อน เราจึงพลอยตาม ๆ เขาไป โดยไม่รู้เหตุผลอะไร เห็นเขาว่าดี ๆ กัน ก็เลยอยากจะได้กับเขาด้วย จึงได้ไปทำวิปัสสนาตามเขาบอกเล่า ครั้งเมื่อไปทำแล้วก็แล้วแต่อาจารย์อีก เมื่ออาจารย์บอกว่า ได้ ก็ ได้ บอกว่า เห็น ก็ เห็น หรือบอกว่า สำเร็จ ก็ สำเร็จ ตามเขาไปด้วย แต่ตัวของตัวเองนั้นไม่มีความรู้ในเหตุผลจากการกระทำ คือการปฏิบัติของตัวเองเลย แล้วก็หลงยึดมั่นในถ้อยคำที่คนอื่นเขาบอกให้ แล้วก็เกิดปีติยินดี
หรืออีกนัยหนึ่ง ผู้ปฏิบัติเข้าไปทำความเพียรเมื่อตั้งสติให้เกิดมากขึ้น ๆ จนกระทั่งสตินั้นติด ต่อกันแล้วสมาธิก็เกิดขึ้น ผู้ปฏิบัติก็ไปพบความสงบเข้า จะมากหรือน้อยก็ตาม ซึ่งบางคนตั้งแต่เกิดมาจนใกล้จะแก่ตายยังไม่เคยลิ้มรสของสมาธิเลย เพราะว่าจิตใจมันยุ่งอยู่ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน ยิ่งมาอายุอยู่นานตั้ง ๘๐ - ๙๐ ปี ยิ่งนานเข้ารู้สึกว่ามันยิ่งยุ่งมากขึ้น ไม่มีโอกาสที่จะได้พบกับความสงบเลย แต่พอไปทำกรรมฐานเข้าก็ได้มีโอกาสเข้าไปพบความสงบ เข้าเพียงแค่สมาธิเท่านั้น ยังไม่เกิดปัญญาที่จะรู้ถึงเหตุผลตามความเป็นจริงในที่นั้นเลย ก็เกิดความดีใจและปลื้มอกปลื้มใจเสียเหลือเกิน ก็เข้าใจว่า วิปัสสนานี้มีความสุข อย่างนี้ทีเดียวหนอ แล้วก็เที่ยวได้ประกาศเรียกร้องให้ ใคร ๆ ไปปฏิบัติวิปัสสนาท่านจะได้พบความสุขจริง ๆ แม้มันสบายเหลือเกิน และก็เข้าใจว่าตนได้ถึงหรือได้พบเห็นพระนิพพานแล้ว เพราะเวลานั้น จิตใจสะอาดผ่องใส ความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็มองไม่เห็นมี เพราะอำนาจสมาธิยังกดทับอยู่ กิเลสจึงยังไม่เกิดขึ้นได้ จึงเข้าใจว่าในที่นั้นเป็น พระนิพพาน แต่ที่แท้นั้นเป็นความเข้าใจผิดทั้งเพเลย
เพราะเหตุอะไร ? เพราะเหตุว่า ในที่นั้นเป็นเพียง สมาธิ เท่านั้น วิปัสสนา ก็ยังไม่เกิดขึ้น แล้วจะไปถึงนิพพานได้อย่างไร เพราะการไปถึงนิพพานนั้นต้องถึงด้วย ปัญญา ไม่ใช่ถึงด้วย สมาธิ และก็มิใช่ว่าแต่เพียงวิปัสสนาจะเกิดไม่ได้เท่านั้น มิหนำซ้ำยังทำให้เกิด วิปลาส ขึ้นตัวโตถนัดใจทีเดียว คือ สุขวิปลาสที่เข้าไปอาศัยอารมณ์ของสมาธินั้นเกิดขึ้น เพราะเหตุว่าอำนาจของสมาธินั้นไม่สามารถที่จะทำลายวิปลาสได้
เพราะเหตุนี้ สุขวิปลาสจึงอาศัยเกิดขึ้นในอารมณ์ของสมาธิได้ ถ้าเกิดวิปัสสนาแล้วสุขวิปลาสจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเหตุว่า วิปัสสนาเป็นตัวทำลาย ไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นอนัตตา ๓ อย่างนี้เท่านั้น ไม่เห็นมีคำว่า สุขในวิปัสสนาเลย เพราะเหตุนี้ ปัญญาในวิปัสสนาจึงได้ทำลายวิปลาสทั้ง ๓ ได้
๑.สุขวิปลาส ที่เห็นว่า เบญจขันธ์เป็นสุข จะทำลายได้เพราะความรู้สึกว่าเป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา
๒.นิจจวิปลาส ที่เห็นว่า เบญจขันธ์เป็นของเที่ยง จะทำลายได้เพราะความรู้สึกว่าไม่เที่ยงที่เกิดขึ้นเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา
๓.อัตตวิปลาส ที่เห็นว่า เบญจขันธ์เป็นตัวตนหรือมีตัวตนอยู่ในเบญจขันธ์ จะทำลายได้เพราะความรู้สึกเป็นอนัตตาที่เกิดขึ้นเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา
โดยเหตุนี้ ในอารมณ์ของวิปัสสนา วิปลาสธรรมย่อมไม่อาศัยเกิดขึ้นได้ แต่ส่วนในอารมณ์ของสมาธินั้น มีความรู้สึกตรงกันข้ามกับวิปัสสนา เพราะเมื่อจิตเป็นสมาธินั้นย่อมทำให้รู้สึกว่าเป็นของดี และเห็นว่าเป็นของเที่ยง เพราะอารมณ์ของสมาธิไม่สามารถที่จะทำลาย สันตติ ที่ปิดบังอนิจจังได้ เมื่อสันตติยังไม่ถูกทำลายลงตราบใด ความรู้สึกว่าไม่เที่ยงก็ยังปรากฏไม่ได้ เมื่อความไม่เที่ยงยังไม่ปรากฏในที่นั้น ก็ย่อมทำความรู้สึกว่าในที่นั้นเป็นของเที่ยง
ฉะนั้น โดยมากผู้ทำสมาธิจะต้องมีความรู้สึกว่า เบญจขันธ์เป็นของเที่ยงในบางส่วน และโดยมากก็เห็นว่าวิญญาณขันธ์นั่นแหละ เป็นของเที่ยง แต่แยกเอา วิญญาณ ออกเป็น จิต เสีย และไม่ยอมให้พยัญชนะที่ใช้เรียกชื่อ จิต นั้นว่าไม่เที่ยง แต่พยัญชนะที่ชื่อ วิญญาณ นั้นยอมให้ว่าไม่เที่ยง แต่คำว่าจิตนี้ ท่านใช้หัดสมาธิจึงไม่ยอมให้ไม่เที่ยง และอย่างน้อยที่สุดก็จะกันเอาวิญญาณออกมาไว้เป็น จิตเดิม ส่วนไม่เที่ยงนั้นเอาวิญญาณยกให้เป็น อาการของจิต แต่คำว่า อาการของจิต นั้น ดิฉันก็ยังไม่เคยพบที่ไหนเลย แต่ท่านที่ได้ผ่านการศึกษาสูง ๆ มาแล้ว ท่านก็คงจะได้พบคำว่า จิตฺตากาโร ในที่ไหนมาแล้วกระมัง ท่านจึงว่าไม่เที่ยงนั้นไม่ใช่จิต เป็นอาการของจิตต่างหาก
ตกลงเราก็เกิดมาเถียงกันก็เพราะยึดเอาแต่เพียงพยัญชนะเท่านั้น เพราะขาดการศึกษาอรรถะ คือความหมายหรือเนื้อความของพยัญชนะนั้น ๆ แล้วก็ทำให้ถือเอาเนื้อความสนพระสุตตันตปิฎกและพระอภิธรรมปิฎกให้แตกต่างกันได้ ไม่สามารถที่จะปรับปรุงให้เข้ากันได้
โดยเหตุนี้เอง จึงได้ขอร้องให้นักศึกษาพระอภิธรรม ได้มีการศึกษาพระสูตรด้วย เพื่อจะได้ไม่ทำให้เนื้อความในพระสูตรกับพระอภิธรรมให้ผิดกันไป และเพื่อจะได้ให้มีความเข้าใจปรับปรุงปิฎกทั้ง ๒ นี้ให้เข้ากันได้ ไม่ให้แตกต่างกัน ดังเช่น จิต กับ วิญญาณ ไม่ใช่อย่างเดียวกัน ดังนี้เป็นต้น
ที่เป็นดังนี้ ก็เพราะธุระทั้ง ๒ นั้นต่างคนต่างหันหลังเข้าหากัน ปริยัติกับปฏิบัติจึงไม่ลงกันได้ ทางฝ่ายปริยัติ บอกว่า วิปัสสนาต้องเห็นจิตไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แต่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาแบบประยุกต์นี้เห็นว่า จิตนั้นเที่ยง ปริยัติว่าขันธ์เป็นทุกข์ นักวิปัสสนาสมัยนี้ว่าขันธ์เป็นสุข ก็เพราะไม่ศึกษาให้รู้จักขันธ์เสียก่อน แต่อันที่จริง พระพุทธองค์ทรงประกาศพระศาสนาอยู่ ๔๕ ปี พระบรมศาสดาก็แสดงอยู่ว่า ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ๆ ทรงเทศนาดังนี้เสมอ ๆ
แต่เราเข้าไปปฏิบัติ มีความรู้สึกว่า ขันธ์ ๕ เป็นสุข ในเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว เข้าใจว่า สมาธินั้นเป็นนิพพาน ความสุขอันนั้นไม่ใช่ขันธ์ เพราะว่าขันธ์นั้นท่านบอกว่าเป็นทุกข์ แต่ความจริงสมาธินั้นก็หาพ้นจากขันธ์ ๕ ไปไม่ ความสุขนั้นก็เกิดจากเวทนาขันธ์ที่เข้าไปเสวยอารมณ์ที่อาศัยเกิดขึ้นจากสมาธิ ที่แท้ความสุขอันนั้นก็ได้แก่ เวทนาขันธ์ นั้นเอง หาใช่ความสุขของพระนิพพานไม่
แต่ ผู้ปฏิบัติ เข้าใจว่า ความสงบ นั้น เป็นพระนิพพาน เพราะไปยึดเอาว่า นตฺถิ สนฺตปรํ สุขํ ซึ่งแปลว่า ความสุขอื่นนอกจากสงบไม่มี แต่คำว่า สงบ ในที่นี้ ท่านหมายถึง ความสงบจากกิเลสและสงบจากทุกข์ คือขันธ์ทั้ง ๕ หรือจะว่า สงบจากสังขาร ทั้งปวงก็ได้ ความสงบอันนี้จึงจะได้ชื่อว่าเข้าถึง สันติสุข ได้
การที่มีความเข้าใจว้าวุ่นกันอยู่ในเวลานี้ ก็เพราะผู้ปฏิบัติไม่เอื้อเฟื้อต่อหลักปริยัติกันเสียเลย หันหลังให้กับการศึก ษา ไม่พยายามปรับปรุงการปฏิบัติของตนให้เข้ากับหลักฐานตำรับตำรา แล้วยังกลับเกิดความเห็นที่ไม่ประกอบไปด้วยเหตุผลว่า ปริยัติกับปฏิบัติเป็นคนละทาง จะมาปรับปรุงให้กันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติไม่จำเป็นต้องเล่าเรียนอะไรก็ได้ ปฏิบัติไปก็รู้เอง แต่อย่าลืมว่าเราไม่ใช่พระพุทธเจ้า เราจะได้ตรัสรู้เองโดยไม่ต้องอาศัยคำสั่งสอน
ถ้าพูดกันโดยเหตุผลที่ถูกต้องแล้ว ผู้ที่ต้องการปฏิบัติ จะเป็นสมถะหรือวิปัสสนาก็ตาม ควรจะต้องศึกษาให้ได้เหตุผลในเรื่องที่ตนจะปฏิบัตินั้นให้ดีเสียก่อน แล้วจึงค่อยลงมือปฏิบัติ และในระหว่างที่ปฏิบัติอยู่นั้น เมื่อได้เหตุผลอะไร หรือได้พบอารมณ์อะไรเกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ซึ่งบางทีอาจเป็นอารมณ์ที่เรายังไม่เคยรู้เคยเห็น ก็อย่างเพิ่งทึกทักเอาว่า เราได้รู้ธรรมเห็นธรรมแล้ว หรือถึงนิพพานแล้ว ดังนี้เป็นต้น
เราควรจะศึกษาปรับปรุงเหตุผลในความเข้าใจนั้นให้ถูกต้องด้วยหลักฐานในพระปริยัติธรรมนั้นอยู่เสมอ ๆ เพราะธุระทั้ง ๒ นี้จะต้องเดินคู่กันไป
อุปมาเหมือนคนจะเดินทางไปในที่ตนยังไม่เคยไป จำเป็นต้องดูแผนที่ไปเรื่อย ๆ ในระหว่างที่เดินทางนั้น ถ้ามิฉะนั้นมีหวังหลงตายอยู่ในป่านั้นเอง หรือถ้าเราจะถือเสียว่า ไม่จำเป็นจะต้องไปนั่งเรียน ดูแผนที่ทำไมกันเมื่อเราจะเดินทางไปที่เรายังไม่เคยไป เราก็อาศัยให้คนอื่นที่เขารู้จักพาไปก็แล้วกัน สบายดี มันก็ถึงเหมือนกัน ถ้าท่านมีความเข้าใจดังนี้ ก็อยากจะตั้งเป็นปัญหาขึ้นถามท่านสักข้อหนึ่งว่า ท่านจะเอาอะไรตัดสินว่า คนที่พานั้น เขาจะพาท่านไปไม่ผิด และถ้าหากเขาพาท่านไปผิด ท่านจะมีหนทางรู้ได้อย่างไรว่าเขาพาไปผิด ถ้าไม่อาศัยเหตุผลและหลักฐานไว้บ้างเลย อาศัยเชื่อแต่คนอื่นทั้งนั้น อันนี้ก็เป็นความเชื่อที่น่าหวาดเสียวที่สุด เพราะเป็นการเสี่ยงภัยใกล้ต่ออันตราย ที่จะถูก มิจฉาทิฏฐิ มันจับกินตายเสียมากกว่าที่จะปลอดภัยไปได้
ในเรื่องนี้ดิฉันได้เคยพบอยู่เสมอ ๆ สำหรับท่านที่ได้ประกาศตนว่า ตนนั้นเป็นผู้สำเร็จมาแล้วในทางปฏิบัติวิปัสสนา ทั้ง ๆ ที่การปฏิบัตินั้นไม่มีเหตุผลที่น่าจะเชื่อเลย ก็ยังเชื่อกันได้ ครั้นเมื่อได้ไปเข้าปฏิบัติแล้ว ออกมาแล้ว เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่ได้ไปปฏิบัติมานั้น ก็ไม่สามารถที่จะให้เหตุผลแก่ผู้ฟังที่ต้องการเหตุผลให้เกิดศรัทาปสาทะได้ เมื่อไม่สามารถที่จะให้เหตุผลได้ ก็หลบเข้า หลุมหลบภัย ไป คือใช้คำว่า ปัจจัตตัง เขาแปลว่า รู้เฉพาะตน พูดให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้
ดิฉันนึกขำเหลือเกินว่า ท่านนักธรรมะ สมัยประยุกต์ นี้ เขาเอาคำว่า ปัตจัตตัง นั้น มาเป็น หลุมหลบภัย ของผู้ปฏิบัติที่ไม่มีเหตุผล หรือที่ไม่สามารถจะให้เหตุผลได้ เอะอะก็วิ่งเข้าหลุมหลบภัยไปด้วยคำว่า ปัจจัตตัง ครั้นจะบอกกับเขาว่า ฉันบอกไม่ได้ เพราะฉันไม่รู้ กลัวจะเสียภูมิไป ก็เลยหลบเข้าคำว่าปัจจัตตังไป เพราะเขาแปลคำ ปัจจัตตัง ว่า พูดไม่ได้
ท่านผู้ฟังคะ ขอให้เราลองมาใช้วิจารณญาณกันด้วยเหตุผลว่า ถ้าคำสอนในพระพุทธศาสนานี้เป็นคำสอนที่พูดไม่ได้แล้ว หรือเมื่อตนเข้าใจในเหตุผลแล้ว จะพูดให้คนอื่นเข้าใจในเหตุผลที่ตนรู้นั้นไม่ได้ สมเด็จพระบรมศาสดาก็คงจะเทศนาให้พระสาวกทั้งหลายตรัสรู้ตามอย่างที่พระองค์ตรัสรู้ไม่ได้ ถ้าเช่นนั้น นับแต่พระโสดาจนถึงพระอรหันต์ มิต้องนับเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยกันทั้งนั้น เพราะต้องตรัสรู้เองทั้งนั้น ไม่มีพระอริยะที่ได้ตรัสรู้หรือสำเร็จด้วยการฟังเทศนาหรือคำสั่งสอนนั้น ก็คงไม่มีเลยอีกนัยหนึ่ง ถ้าหากธรรมะในพระพุทธศาสนาเป็นดังนั้น ก็จะได้ประโยชน์อะไรในการที่จะประกาศหรือเผยแพร่พระศาสนา เพราะพระศาสนาเป็นปัจจัตตัง พูดให้คนเข้าใจไม่ได้
นี่แหละค่ะ ขอให้ท่านลองพิจารณาดูว่า ความเข้าใจของท่านผู้ที่ดิฉันยกเอามาเป็นตัวอย่างนั้น มีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ในการที่เขายกเอาคำว่า ปัจจัตตัง ขึ้นมาปิดปากนั้น
แต่ความจริง คำว่า ปัจจัตตัง นั้น เขาไม่ได้แปลว่า พูดไม่ได้ หรือบอกไม่ได้ คำว่า ปัจจัตตัง นั้น หมายความว่า ใครกินใครก็อิ่ม คนที่ไม่กินนั้นจะให้เกิดความอิ่มด้วยไม่ได้ แต่ ฉันจะหาอาหารให้เธอรับประทานได้ แต่จะให้ฉันกินแทน แล้วเธอเป็นผู้อิ่ม อย่างนี้ไม่ได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็หมายถึงว่า การที่จะบรรลุมรรคผล นิพพาน แค่ไหน หรือขั้นไหนนั้น ตนจะต้องรู้ได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ให้คนอื่นเขาบอกว่า ตนรู้แล้ว หรือจะให้คนอื่นเขารับรองว่า ตนนั้นได้แล้ว ถึงแล้ว ดังนี้เป็นต้น
แต่นี่เอามาแปลเสียว่า พูดให้คนอื่นรู้ไม่ได้ ถ้าคำว่า ปัจจัตตัง แปลวา พูดหรือแสดงให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้ ก็คงจะขัดกับคำว่า เอปิปัสสิโก ซึ่งแปลว่า เรียกให้มาดูได้ หรือหมายความว่า คำสอนของในพระศาสนานี้เป็นของจริง ท้าให้มาพิสูจน์ได้ ในเมื่อคำแปลของเอปิปัสสิโก แปลว่า เรียกให้มาดูได้ แต่แปลคำ ปัจจัตตัง ว่าพูดให้ฟังไม่ได้ แต่คำหนึ่งบอกว่า เรียกให้มาดูได้ ทั้ง ๒ คำนี้ จะไม่ขัดกันหรือคะ ขอท่านลองรับไปพิจารณาดู
แต่เท่าที่ดิฉันยกขึ้นมาเทียบกันแล้ว ดิฉันก็เชื่อว่า ท่านก็คงจะทราบได้ในเวลานี้แล้วใช่ไหมคะ ว่ามีเนื้อความขัดกัน แต่ในธรรมะทั้ง ๒ บทนี้ เป็นเรื่องเดียวกันของท่านไม่ขัดกันเลย เพราะเป็นคุณของธรรมอย่างเดียวกัน พระพุทธศาสนาทำให้คนฉลาด ไม่ใช่ทำให้คนโง่
นี่แหละค่ะ การศึกษาพระพุทธศาสนาของพวกเราในเวลานี้กำลังเรรวนกันใหญ่ จนไม่สามารถที่จะเอาเป็นกำหนดกฎเกณฑ์ได้ ทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระ แยกย้ายกันไปคนละทางสองทาง บางท่านก็บอกว่าการที่จะไปนิพพานนั้น ไม่ต้องทำอะไรมากมาย ถือศีล อย่างเดียวก็พอ ขอให้บริสุทธิ์ก็แล้วกัน บางท่านก็บอกว่า ทำสมาธิ ให้ดีหรือแหลมคมแล้ว วิปัสสนา มันก็จะเกิดขึ้นมาเอง ดังนี้ เป็นต้น
แต่ในการสับสนอลหม่านและเกิดปัญหาถกเถียงกันนี้ ก็มีมาตั้งแต่ก่อนพระพุทธกาลแล้ว แต่เวลานั้นพระพุทธองค์ยังไม่ทรงตรัสรู้ และการประกาศพระศาสนาก็ยังไม่เกิดขึ้น ถึงเขาจะมีความเข้าใจไขว้เขวหรือไม่มีความเข้าใจ เราก็ยังน่าอภัยให้เขา เพราะเวลานั้น พระพุทธเจ้ายังไม่เกิดขึ้น จึงไม่มีใครที่จะสามารถเข้าใจในเหตุผลที่ถูกต้องได้
แต่ว่า พวกเราในสมัยนี้ พระพุทธเจ้าได้บังเกิดแล้ว พระศาสนาก็ประกาศแล้วและทรงชี้ทรงให้แล้ว และตำรับตำราก็มีบรรจุไว้ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เต็มพร้อมไปด้วยเหตุผล และทั้งเราก็ยอมรับนับถือแล้ว แต่ถ้าเรายังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิดอยู่อีก อันนี้ก็น่าจะถูกปรับโทษให้ยิ่งกว่าคนในสมัยพุทธกาล และไม่ควรจะให้อภัยด้วย
เหตุแห่งความวิบัติในพระพุทธศาสนา
ภัยอันร้ายแรงที่สุดแห่งการวิบัติของพระศาสนานั้นมีอยู่หลายประการ คือ :-
การไม่ได้มีการศึกษาพระศาสนา
ศึกษาแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจดี
ศึกษาเพื่อประกาศนียบัตร ไม่ได้เพื่อพระพุทธศาสนา
ประกาศพระศาสนาโดยตนยังไม่มีความเข้าใจดี
พุทธบริษัทไม่เอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัย
ผู้นำไม่ทำเป็นตัวอย่าง
เอาพระศาสนาเป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ที่ตนต้องการ
นี่แหละค่ะใน ๗ ข้อนี้แหละ เป็นเหตุแห่งความวิบัติในพระพุทธศาสนา ซึ่งเวลานี้กำลังระบาด
อยู่ในพระพุทธศาสนา
ท่านสาธุชนทั้งหลาย แล้วจะคิดแก้ไขอย่างไรในพวกเราที่นับถือพระพุทธศาสนา ที่เป็นพุทธบริษัทด้วยกัน ตลอดจนพระคุณเจ้าที่บวชอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาอันเป็นที่เคารพบูชาของชาวพุทธทั้งหลาย ที่ได้มานั่งประชุมอยู่ ณ ที่ประชุมนี้ด้วย ทุก ๆ องค์ว่า เราจะมีวิธีแก้ไขกันอย่างไร และจะแก้ไขไหวหรือไม่
สำหรับความรู้สึกในทรรศนะของดิฉัน ก็มีอยู่อย่างเดียว คือให้พวกเรานี้แหละ ต้องช่วยกันทำธุระทั้ง ๒ คือ ทั้ง คันถธุระ และ วิปัสสนาธุระ ไม่ใช่ว่าจะมอบหน้าที่ให้แก่ท่านพระภิกษุแต่พวกเดียวเท่านั้น ถูกแล้ว พระท่านมีหน้าที่โดยตรงในธุระทั้ง ๒ คือ ศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติเพื่อขูดเกลากิเลส แต่ว่าพระท่านทำ ท่านก็ได้ของท่าน ใช่ว่าเราจะไปได้กับท่านด้วยเมื่อไร ใช่ว่าจะไปอาศัยพระท่านช่วยทำให้เราหมดกิเลสได้ด้วยโดยเราไม่ต้องทำ อย่างนั้นก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นพวกเราที่เป็นพุทธบริษัทด้วยกันนี้แหละ จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาในธุระทั้ง ๒ นี้ให้เข้ากันถูกต้องในเหตุผลกันจริง ๆ
อนึ่ง ถ้าเราขาดการศึกษาแล้ว ถึงแม้ท่านจะมาสอนเรา เราก็จะไม่เชื่อ เพราะเราไม่รู้ไม่เข้าใจในคำสอนของท่าน หรือมิฉะนั้นก็เชื่อไปโดยไร้เหตุผล
โดยเหตุนี้แหละ ดิฉันจึงว่า ถ้าเราไม่ศึกษาด้วยก็จะเห็นว่าไปไม่ไหวแน่ หรือจะมามัวแต่ไปเที่ยวได้ทดลองตามเขาว่า อาจารย์ที่ไหน ๆ ดีก็ตาม ไปที่โน่นบ้าง ที่นี่บ้าง ก็หมดเวลา อีกประกาศหนึ่ง เรายังไม่มีบทพิสูจน์การทดลองนั้นว่าถูกผิดอย่างไร ? แล้วก็เที่ยวไปจะได้ผลอย่างไร แต่ถ้าเรามีเครื่องพิสูจน์แล้วนั่นแหละ การทดลองจึงจะได้ผล
พระไตรปิฎกอยู่ที่ตัวเรา
แต่เมื่อพูดถึงการศึกษาแล้ว ก็อยากจะเรียนให้ทราบอีกสักหน่อยว่า ในการที่จะต้องศึกษากันนั้น ไม่ใช่ว่าจะต้องเรียนกันจนจบ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เช่นนี้ใครจะเรียนจบ ชีวิตพวกเขานี้คงเรียนไม่จบแน่ เราเรียนแต่พอให้เข้าใจปรับปรุงเนื้อความเท่าที่เข้าใจนั้น แต่ละบท ๆ อย่าให้ขัดกับในพระไตรปิฎก ความจริง เมื่อย่อพระไตรปิฎกลงมาแล้ว ก็รู้สึกว่าจะไม่มากมายนักถ้าเราเรียนด้วยความเข้าใจ เช่นอย่างภูมิของวิปัสสนาทั้ง ๖ นั้น แต่ละภูมิ ๆ ก็จบพระไตรปิฎกทุกภูมิ
ข้อสำคัญ เราต้องเข้าใจในสภาวะของธรรมในภูมินั้น ๆ ก็พอแล้ว เช่น เราเข้าใจขันธ์ ๕ ก็จบพระไตรปิฎกเมื่อเราเข้าใจ อายตนะ ก็จบพระไตรปิฎก เข้าใจ ธาตุ ก็จบพระไตรปิฎก หรือจะย่อลงมาอีก เพียงมาติกาบทเดียวก็ได้ เช่น กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา อพยากตาธัมมา บทเดียวเท่านี้ ก็จบพระไตรปิฎกแล้ว หรือจะย่อให้สั้นลงยิ่งกว่านั้น ก็อยู่ที่ตัวเรานี่เอง
ตัวเรานั้น มีอะไรบ้างเล่า ตัวเราก็ไม่มีอะไร ที่นอกไปจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พระไตรปิฎกก็อยู่ที่ ตา หรืออยู่ที่ หู ของเรานี่เอง ฉะนั้น การเห็น หรือ การได้ยิน เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง นั้นแหละชื่อว่า พระไตรปิฎก เกิดขึ้นแล้ว ถ้าเราเข้าใจจริงแล้ว ก็แยกการเห็นออกเป็นพระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ก็ได้ เพราะสภาวธรรมที่ยกขึ้นมากล่าวไว้ในพระไตรปิฎกนั้น ก็อยู่ที่ ตัวเรา นี่เอง
ฉะนั้น ถ้าจะเรียนพระไตรปิฎกให้เข้าใจดีจริง ๆ แล้ว จะต้องหันเข้ามาปรับปรุงสภาวะที่มีที่เป็นอยู่ในตัวเราเสมอ ๆ ไป จึงจะเข้าใจดี เพราะฉะนั้น ถ้าใครรู้จักตัวเองมากเท่าไร ก็ได้ชื่อว่ารู้จักพระไตรปิฎกมากเท่านั้น
โดยเหตุนี้แหละ พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนข้อปฏิบัติคือวิปัสสนาธุระนั้น ก็ให้รู้จักสภาวะตามความเป็นจริงที่มีอยู่ในตัวเรานี้แหละให้มากที่สุด เพราะ ปริยัติอยู่ในตัวเรา ปฏิบัติก็ต้องมาดูที่ตัวเรา ในธุระทั้ง ๒ จึงจะไม่ขัดกัน ฉะนั้น ในเวลาปฏิบัติ ให้หยุดพักรู้เรื่องข้างนอก ให้กลับมารู้ตัวเรานี้เอง แต่ต้องเข้าใจดูให้ถูก
อันนี้ จะต้องเข้าใจความหมายในพระปริยัติให้ดีก่อน จึงจะรู้จักดูตัวเอง เมื่อ เรารู้จักความจริงในตัวเรามากเท่าไร ก็จะรู้จักพระศาสนา หรือเป็นการเข้าถึงพระศาสนาที่แท้จริงมากเท่านั้น ยิ่งรู้เรื่องภายนอกมากเท่าไร หรือยิ่งรู้เรื่องคนอื่นมากเท่าไร ก็ยิ่งห่างจากพระพุทธศาสนาที่แท้จริงมากเท่านั้น และอีกประการหนึ่ง พวกเราควรจะเข้าใจด้วยว่า การที่จะเข้าใจในพระพุทธศาสนาได้ดีนั้น มิใช่เข้าใจดีแต่ พยัญชนะ หือภาษาดีแต่อย่างเดียว ไม่ได้ จะต้องเข้าใจถึง อรรถะ คือเนื้อความก็ต้องเข้าใจด้วยจึงจะได้
แต่จะเข้าใจด้วยการคิดเอาเอง หรือเข้าใจตามครูอาจารย์เขาว่า ก็ไม่ได้ เพราะพระพุทธองค์ทรงรับสั่งไว้ว่า อย่าเชื่อโดยอาศัยเหตุที่ว่าคนนี้เป็นอาจารย์ของเราหรือคนนี้มีคนนับถือกันมากไม่ได้
เราต้องเข้าถึงเหตุผลด้วยตัวของเราเอง และที่ตัวของเราเอง จึงจะใช้ได้ แล้วแต่เราจะเข้าใจความจริงของสภาวธรรมในอันใดอันหนึ่ง หรือในที่ใดที่หนึ่ง ก็ได้ เช่น ทวารใดทวารหนึ่ง หรืออิริยาบถในอิริยาบถหนึ่ง ก็ชื่อว่าได้ความจริงในสภาวะที่เหลือทั้งหมด เพราะเมื่อความหลง หรือความเข้าใจผิดดับลงในที่ใด ก็ชื่อว่า ดับลงในที่อื่นด้วย
ในเรื่องนี้ ดิฉันได้เคยอุปมาว่า เหมือนกับมีคนร้ายคนหนึ่งเที่ยวได้ไปทำโจรกรรมอยู่ ๖ ตำบลด้วยกัน ตำบล หมายถึง อายตนะ ผู้ร้าย หมายถึงกิเลสที่อาศัยเกิดขึ้นด้วยอายตนะเหล่านั้น ถ้าเราได้ฆ่าผู้ร้ายตายลงในตำบลในตำบลหนึ่งหรืออายตนะใดอายตนะหนึ่งก็ตามที่เหลืออีก ๕ ตำบลหรืออีก ๕ อายตนะนั้น ก็ชื่อว่าไม่มีผู้ร้ายด้วย
ฉะนั้น การศึกษาในพระพุทธศาสนานั้น ถ้าเราจะว่าง่ายก็ง่าย ไม่ถึงกับเหลือวิสัย แต่ถ้าจะว่ายากก็ยากจริงเหมือน แล้วแต่ว่าเราจะต้องศึกษาในแง่ไหน แต่ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า ต้องศึกษาก็แล้วกัน อยากจะรู้ว่า เรามีความเข้าใจแล้วหรือยังนั้น อยู่ที่ว่า เราต้องปรับปรุงความเข้าใจของเราให้เข้ากันได้ในปิฎกทั้ง ๓ นั้น และธุระทั้ง ๒ คือ ปริยัติและปฏิบัติ ต้องไม่ขัดกัน ถ้ายังขัดกันอยู่ ก็พึงให้รู้เถิดว่า เรายังไม่เข้าใจดีพอ หรือเรายังอ่านหนังสือไม่จบเรื่อง หรืออ่านหนังสือไม่ติดต่อกัน จึงไม่รู้ว่าตอนต้นกับตอนกลางและตอนปลายนั้นจะนำเอามาติดต่อกันได้อย่างไร ถ้าเราพิจารณาโดยเหตุผลแล้ว มันจะขัดกันไม่ได้ เพราะว่าเป็นเรื่องเดียวกัน และเราก็เข้าใจกันดีแล้วว่า การเรียนปริยัติหรือคันถธุระ เป็นการศึกษาพระไตรปิฎก ไม่ใช่เรียนเอกปิฎก หรือทวิปิฎก เราต้องใช้คำว่า เรียนพระไตรปิฎก แต่ถ้าเราเข้าใจกันเพียงคนละปิฎกสองปิฎก พอพบกันเข้าเป็นต้องทะเลาะกันแน่ ๆ
แต่ความจริงนั้น ไม่ว่าสภาวธรรมอันใด หรือธรรมบทใดบทหนึ่ง ที่มีในปิฎกใดปิฎกหนึ่ง สภาวะอันนั้นก็จะมีอยู่ในสองปิฎกด้วย เว้นแต่แสดงเหตุผลไว้มากและน้อยแตกต่างกัน โดยอาศัยเหตุของบุคคลนั้น ๆ หรือบางทีต่างกันด้วยพยัญชนะแต่องค์ธรรมอันเดียวกันหรือองค์ธรรมอันเดียวกันแต่พยัญชนะต่างกัน หรือองค์ธรรมอันเดียวกัน พยัญชนะอันเดียวกัน แต่มาในที่ต่างกันก็อาจมีเนื้อความหมายต่างกันก็ได้
โดยเหตุนี้แหละค่ะ ดิฉันจึงให้พวกเราช่วยกันศึกษาและช่วยกันปฏิบัติ ช่วยกันปรับปรุงเหตุผลในคำสอนที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกนั้น ให้ถูกต้องด้วยเหตุด้วยผลของตนเอง ถ้ามิฉะนั้นไม่สำเร็จแน่ ๆ ทีเดียว และในเวลานี้ ความวิบัติในพระพุทธศาสนานั้นนับวันแต่จะมากขึ้นทุกวัน ๆ แต่ว่าท่านที่ยังมองไม่เห็นความสุขุมลุ่มลึกในพระพุทธศาสนาก็อาจจะเข้าใจว่า เวลานี้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองเจริญขึ้น เพราะสำหรับปฏิบัติก็มีมากขึ้น การบรรลุมรรคผลก็ง่ายขึ้น การเล่าเรียนก็แพร่หลายขึ้น ท่านจึงเห็นว่าพระพุทธศาสนารุ่งเรืองขึ้น แต่ท่านอย่าลืมว่า การประกาศพระศาสนาก็ดี การเล่าเรียนหรือการอบรมปฏิบัติก็ดี ในการกระทำเหล่านี้แหละ ถ้ามัน ถูก ก็ดี แต่ถ้ามัน ผิด ก็จะเป็นการทำลายพระศาสนาให้วิบัติทันที และความเข้าใจผิดก็มีมากขึ้น ความเข้าใจเหตุผลที่ถูกต้องก็ต้องน้อยลง
โดยเหตุนี้แหละค่ะ ดิฉันจึงเห็นว่า เราจะต้องอาศัย เหตุผลเท่านั้นที่จะเป็นการนำเราเข้าถึงพระศาสนาที่แท้จริงได้
ฉะนั้น ในการปาฐกถาเรื่องธุระทั้ง ๒ ในวันนี้ จึงขอเรียนเหตุผลในธุระทั้ง ๒ แต่เพียงนี้ ในโอกาสที่เราได้มาร่วมกัน ณ ที่นี้ พร้อมทั้งกุศลที่เกิดจากท่านผู้ฟังและกุศลที่เกิดจากดิฉัน ซึ่งเป็นผู้อธิบายธรรมด้วยความบริสุทธิ์ใจนั้น จงเป็นพลวปัจจัยให้เราทั้งมวลนี้ จงได้ประสบความสำเร็จสมบูรณ์ด้วยธุระทั้ง ๒ ในพระพุทธศาสนาด้วยกันทุกท่าน เทอญ
|