ตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน และแนวโน้มที่นำไปสู่อนาคต คงไม่มีใครกล้าโต้แย้งเป็นแน่ว่า ปัจจัยที่ ๕ คือ การศึกษา เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งอันหนึ่งของชีวิตที่นอกไปจากปัจจัย ๔ ที่จำเป็นต้องมีแล้ว ปัจจัยที่ ๕ นี้จะช่วยเสริมสร้างชีวิตให้มีคุณภาพและสมบูรณ์ขึ้นได้อย่างแน่นอน เนื่องด้วยความเปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งหมุนเร็วเหลือ เกิน วิทยาการสมัยใหม่ในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นและสูงขึ้น การแก่งแย่งชิงดี เบียดเบียนกันระหว่างสังคมของมนุษย์ย่อมสูงขึ้น อันเป็นผลให้เกิดความขัดแย้งในด้านความคิด ความรู้สึกและความทุกข์ทางด้านจิตใจย่อมสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย จึงต้องควรพัฒนาทางด้านจิตใจควบคู่กันไปจึงจะเกิดประโยชน์ร่วมกันได้อย่างแท้จริง แม้จะมีวัตถุที่มาอำนวยความสะดวกความสบายให้แก่มนุษย์มากขึ้นเท่าใดก็ตามมนุษย์ก็จะไม่มีวันพอที่จะตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้ ความต้องการนั้นก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แล้วจิตใจของมนุษย์ก็ย่อมต้องมีความทุกข์ด้วย ความหวง ความห่วง ความอาลัยอาวรณ์ ความสับสน วุ่นวาย ความเร่าร้อนหม่นไหม้ก็ยังต้องมีอยู่และดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจและใช้สิ่งเหล่านั้นไม่เป็น หรือด้วยความไม่รู้จริง จึงต้องควรศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่ ๕ นี้ให้ดี ก็จะได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง
ปัจจัยที่ ๕ ก็คือการศึกษาอันมีองค์ประกอบที่สำคัญ ๒ อย่างคือ
๑. การศึกษาภายนอกตัว อันได้แก่วิชาชีพความรู้ต่าง ๆ อันเป็นส่วนจำเป็นที่จะต้องไปแสวงหาปัจจัย ๔ มาบำรุงเลี้ยงตัวและครอบครัวเพื่อประโยชน์และความสุขอันจะได้มาด้วยการใช้ทรัพย์ เป็นต้น
๒. การศึกษาภายนอกตัว ได้แก่ความเป็นไปของชีวิต ความรู้สึกนึกคิด และสภาวะของจิตใจที่เป็นไปต่าง ๆ ตามอารมณ์ที่มากระทบกระทั่งทำให้เกิดความทุกข์ใจ สุขใจ บางครั้งก็ทุกข์เร่าร้อนอย่างแสนสาหัส และบางครั้งก็ทนได้อย่างเหลือเกิน
เราจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจถึง ธรรมชาติในตัวเรา เพื่อจะได้เชื่อมโยงกับ ธรรมชาติของสังคม (ธรรมชาติภายนอกตัว) เพราะความทุกข์ที่กลุ้มรุมจิตใจของเรานั้นไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในทางความคิด ความ รู้สึกที่ไม่พอใจบุคคลอื่นและสิ่งแวดล้อมตลอดจนระเบียบแบบแผนและประเพณีต่าง ๆ นั้นมักเกิดขึ้นจาก ความไม่รู้ ความไม่เข้าใจ ในสภาพที่เป็นธรรมชาติในตัวเราและโยง ไป สู่ความไม่รู้ไม่เข้าใจในธรรมชาติ ในสังคมที่เราอาศัยอยู่ว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ควรจะเป็นอย่างนี้ ทำไมเขาต้องทำอย่างนี้ เขาควรจะทำอย่างนั้นมากกว่า เพราะเรามักต้องการให้ทุก ๆ อย่างเป็นไปตามความต้องการของเรา เป็นไปตามความรู้สึกนึกคิดของเราเองอยู่เสมอ เราจึงรู้สึกผิดหวังและไม่พอใจในอารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบอยู่เสมอ ไม่อยากพบก็ต้องพบ ไม่อยากจะเห็นก็ต้องเห็น ไม่อยากได้ก็ได้มา
สิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายอันเป็นความทุกข์ทางด้านจิตใจจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เราจะต้องมีการศึกษา เพื่อให้เกิดความรู้ทางด้านพื้นฐานให้เข้าใจชีวิต และรู้เท่าทันกับระบบความคิดความรู้สึกของเรา ในส่วนที่ดีและไม่ดีนั้นล้วนมาจากเหตุต่าง ๆ กันการศึกษาที่สำคัญในส่วนนี้จึงมีความหมายมากแก่ชีวิตของเราและผู้อื่น ย่อมยังให้ความสับสนวุ่นวาย ความเหงา เบื่อ กลุ้ม เซ็ง ท้อแท้ เบื่อหน่าย ซึมเศร้าโศก เสียใจ คับแค้นใจ เมื่อต้องสูญเสียสิ่งที่ตนรักและประสพสิ่งที่ไม่ปรารถนา ตลอดจนผิดหวัง เมื่อหวังอะไรแล้วไม่สมความปรารถนา ภัยทั้งภายนอก และภายในจึงเกิดขึ้นมาคอยทำร้ายจิตใจของเราอยู่เสมอ
เราดูจะไม่เข้าใจตัวเราเอง แต่อยากให้คนอื่นมาเข้าใจเรา เราอาจจะเสียเวลาไปค่อนชีวิตที่จะกระทำทุกอย่างเพื่อให้คนอื่นมายกย่องเรา เข้าใจเราแล้วเราจึงจะมีความสุข แต่กลับทำให้เราต้องผิดหวังอยู่เสมอ ซึ่งเราไม่เคยรู้สึกตัวเลยว่ามันไม่จำเป็นเลยที่เขาจะต้องมาเข้าใจหรือยกย่องเรา หรือเขาเคยยกย่องสรรเสริญ แล้วเขาก็เมินเราทีหลังก็ได้ ความรู้สึกอย่างนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในใจของเราเลย เราจึงมีแต่ความรู้สึกต้องการให้ผู้อื่นมาต้องการเราอยู่เสมอเราจึงใหญ่ขึ้นทุกวัน
เราไม่เคยรู้สึกเลยว่า แม้เราจะมีความรู้ ความสามารถ และร่ำรวยสักเพียงไหนก็ตาม เราก็เป็นเพียงหยดน้ำหยดเดียวในมหาสมุทรเท่านั้น หรืออาจจะน้อยกว่านั้นเสียอีก ถึงแม้ว่าเราจะตายลง ความรัก ความชังของผู้อื่นที่มีต่อเราก็ยังคงมีอยู่ ลมก็ยังต้องพัด ใบไม้ก็ต้องไหวอยู่เสมอไป เราจะเดินลงโลงเอง จะนิมนต์พระมาสวดศพให้ตัวเอง หรือเราจะเผาตัวเราเองก็ไม่ได้
เห็นไหม ชีวิตของเราจะต้องอาศัยผู้อื่น พึ่งผู้อื่นอยู่เสมอ แม้เราจะมีชีวิตเกิดขึ้นมาก็ต้องอาศัยบิดามารดา อาศัยท้องของมารดาเป็นที่อาศัยต้องพึ่งเลือดเนื้อของท่าน จนกระทั่งทำให้เรามีชีวิตมาอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ แม้ว่าวันเกิดของเราก็เป็นวันที่แม่ของเรามีความทุกข์ที่สุด เราไม่เคยรู้สึกเลย ไม่เคยเห็นความสำคัญของมารดาและบิดาว่าท่านเป็นผู้ให้ชีวิตแก่เรา เราจึงไม่เคยคิดที่จะทดแทนเลย บางครั้งใครสอนให้เราทำบุญวันเกิดเพื่อล้ออายุของเรา เราก็ชอบใจ สมใจเราหรือใครมาสอนให้เราเพ่งโทษและจับผิดบุพการีของเราเอง บางครั้งเราก็หัวเราะตบมือชอบใจสมกับความเคียดแค้นชิงชังที่มีอยู่ในใจของเรา
ไม่รู้หรอกว่า เรามีแต่ความต้องการ ๆ อยู่เสมอว่า พ่อ แม่ ของเราต้องดีต่อเราต้องเลี้ยงดูเราอย่างดี จะทำไม่ดีต่อเราไม่ได้ เราจึงอภัยไม่ได้ หรืออภัยไม่เป็น มีแต่ความชิงชังเคียดแค้น เบียดใจตัวเองอยู่เสมอ เราไม่เคยรู้เลยว่า คนที่ไม่เคยทำผิดในโลกเลยนั้นไม่มี เราไม่เคยรู้เลย หรือไม่เคยรู้สึกเลยว่าท่านเป็นผู้ให้ชีวิตแก่เรานั้น ย่อมสูงสุดและประเสริฐยิ่งกว่าทรัพย์สมบัติใด ๆ ในโลกที่จะมาเปรียบได้เลย แต่เราไม่พอกลับต้องการสิ่งที่ไม่เป็นสาระกลับเห็นสิ่งที่ไม่มีสาระมีค่ากว่าสิ่งที่เป็นสาระ เราจึงมักชอบคบคนพาลและขอบฟังคนพาลพูดอยู่เสมอ เพราะเร้าอารมณ์เราให้ตื่นเต้น เคียดแค้น ชิงชัง และหัวเราะได้สลับกันไป
ครั้นมีคนตักเตือนเข้าเราก็ว่าเขาว่า เยื่อหูบางเป็นต้น เราจึงมีจิตใจอันประกอบด้วย ความพร้อมที่จะจับ ผิดเพ่งโทษผู้อื่นอยู่เสมอ จึงมีลักษณะของความเป็นพาลอย่างหมดจด ห่อหุ้มไว้ด้วยความหลง ขาดสติ ขาดปัญญาที่ควรจะใคร่ครวญ ทบทวนดูให้ถ่องแท้ว่าสิ่งใดจะเป็นประโยชน์หรือมิใช่ เพราะเราขาดการศึกษาในเรื่องชีวิตที่ถูกต้อง ตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เราจึงมิสามารถจะเย็บผ้าสองผืนให้ติดกันได้กล่าวคือ ธรรมชาติในสังคม และ ธรรมชาติในตัวเรา อันเป็นธรรมชาติในธรรมชาติที่พระบรมศาสดาทรงเทศนาสอนไว้ให้รู้และเห็นได้เพียงฟังให้เกิดความเข้าใจแล้วตัวใฝ่รู้ก็จะเกิดขึ้นอันได้แก่ สติ และ สัมปชัญญะ ที่จะงอกงามขึ้นคอยคุ้มครองใจเราอันจะยังประโยชน์และความสุขให้แก่ตัวเราเองและผู้อื่นให้ถึงได้ การเพ่งโทษผู้อื่นติดเตียนผู้อื่นจะน้อยลง การเพ่งประโยชน์มิใช่ประโยชน์ จะเพิ่มขึ้น แล้วความเป็นพาลของเราก็จะค่อย ๆ น้อยลง ทุกข์ก็จะคลายออก ทุกข์ที่เคยหนักเหมือนแบกโลกทั้งโลกไว้ก็จะคลายออกเหมือนมานั่งพิงโลก และพร้อมอยู่เสมอที่จะเป็นผู้ให้ที่ดีและผู้รับที่ดี คือ ให้เพื่อจะให้ และ รับเพื่อจะให้ อันเป็นคุณธรรมที่บังเกิดขึ้นยาก เพราะปกติสังคมของเรามักจะให้เพื่อต้องการรับ และรับเพื่อจะรับต่อไป แต่ก็ไม่ผิดอะไรเพราะเป็นธรรมชาติของสังคมที่จะต้องเป็นไปด้วยอำนาจของกิเลสที่อยู่ในจิตใจของเราสัตว์ทั้งหลาย เราจึงต้องทำความรู้สึกไว้ในใจอยู่เสมอว่า คนเรานั้นย่อมต้องต่างกันด้วยความคิดความรู้สึก หรืออุดมการณ์ ความยุติธรรมในทางความรู้สึกของเรากับของเขา ย่อมต่างกันย่อมไม่เหมือนกับความยุติธรรมในทางกฎหมาย การชี้ความผิด ความถูกจึงมิใช่หน้าที่ของเรา แม้แต่บุคคลที่เราแสนจะรักก็ตาม
ได้โปรดทำความเข้าใจไว้อย่างนี้อยู่เสมอ แม้เขาจะรักเรา เข้าใจเรา เขาก็เลิกรักเรา เลิกเข้าใจเราก็ได้ ไม่สำคัญ ไม่จำเป็นเลยที่เขาจะต้องมารักเรา เข้าใจเราตลอดไป เขาย่อมเป็นเขา เราย่อมเป็นเรา
ขอเพียงเราเข้าใจตัวเราเอง รู้เท่าทันความคิด ความรู้สึกของเราได้เองก็ดีแล้ว เก่งแล้ว เพียงพอแล้วที่เราจะยืนอยู่บนพื้นโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม เพราะเราเป็นสัตว์โลกเป็นพลโลก ชีวิตของเราก็จะเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างแน่นอน เพราะว่าเรารู้แล้ว่า เราควรทำอย่างไรกับชีวิตของเราที่เหลืออีกไม่เท่าใดนัก เรายังต้องการที่จะเพ่งโทษเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นอยู่อีกหรือ เราต้องการอะไรกันแน่
ขอให้ท่านใคร่ครวญดูให้ดีว่าท่านควรจะสร้างเป้าหมายของการดำเนินชีวิตของท่านไปในทิศทางใด และทำอย่างไรจึงจะเป็นชีวิตที่มีความสุขและเป็นชีวิตที่ประเสริฐด้วย ก็คงจะต้องอาศัยหลักธรรมคำสอนในทางพุทธศาสนาเท่านั้นจึงจะเย็บเชื่อมโยงชีวิตของท่านให้เข้ากับชีวิตของผู้อื่นตลอดจนสิ่งแวดล้อมและประเพณีต่างๆ เรียก ว่าเป็นเข็มเย็บชีวิตของท่าน (ธรรมชาติในธรรมชาติ) อันมีก้อนกายและจิตใจให้เข้ากับ ธรรมชาติในสังคม ได้อย่างแนบแน่นสนิท และความทุกข์ทั้งหลายก็จะน้อยลง ความเบื่อความกลุ้มเซ็ง เหงา ความเครียดทั้งหลาย ความต้องการให้เขามารักเรา ต้องการเรา ยกย่องเรา ก็จะหมดไปเองในที่สุด ชีวิตก็จะมีชีวิตชีวาขึ้น
พร้อมอยู่เสมอที่จะสูญเสีย และพร้อมอยู่เสมอที่จะให้ในสิ่งที่ควรจะให้และให้ได้ แม้เราจะพลาดพลั้งลงไปบ้างก็ไม่เป็นไร สติ สัมปชัญญะ ก็จะเกิดขึ้นช่วยเราให้แก้ปัญหาต่าง ๆ ของชีวิตเราและผู้อื่นได้เสมอ
นี่คือคุณค่าของชีวิตที่เราควรต้องศึกษาและปฏิบัติด้วยชีวิต และความทุกข์ทั้งหลายก็จะเกิดขึ้นแก่เราได้ยาก แล้วเราก็คงจะได้ชื่อว่าไม่เสียชาติเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์
ความทุกข์ของวันไหน ควรเพียงพอแล้วสำหรับวันนั้น เพราะว่ามันเป็นความทุกข์ของวันนั้น |