ศรัทธาในพระพุทธศาสนา  
โดย อาจารย์ปราโมช น้อยวัฒน์

ศรัทธาจะเกิดได้ต้องอาศัยการฟังธรรม เพราะการฟังธรรมเป็นเหตุให้เกิดศรัทธาในเบื้องต้น ให้เกิดปัญญาในที่สุด เพราะปกติคนที่ไม่เคยฟังธรรมเลยจะเกิดศรัทธาทำบุญขึ้นมาเองนั้นยากนัก เมื่อศรัทธาไม่เกิด กุศลทั้งหลายก็เกิดไม่ได้ เหตุนี้การฟังธรรมจึงเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดศรัทธา ศรัทธาท่านจึงได้เปรียบเหมือนมือ เพราะถือเอากุศลไว้ได้ การทำกุศลได้จึงเป็นเหตุให้เกิดโภคทรัพย์ติดตามมา ศรัทธาท่านจึงเปรียบเหมือนทรัพย์เพราะโภคทรัพย์ทั้งหลายย่อมได้มาด้วยการทำกุศลเท่านั้น เหตุนี้ถ้าไม่ทำกุศลก็อย่าหวังเลยว่าจะมีโภคทรัพย์ แต่ถ้ามีศรัทธาแล้ว โภคสมบัติ ภพสมบัติแม้กระทั่งนิพพานสมบัติก็เป็นอันหวังได้ ศรัทธาท่านจึงได้เปรียบเหมือนทรัพย์ เพราะเป็นเหตุให้ได้สมบัติทั้งปวง อีกอย่างหนึ่ง ศรัทธาท่านยังเปรียบเหมือนพืช เพราะพืชนั้นเมื่อนำไปปลูกก็ย่อมจะงอกแตกกิ่งก้านสาขา แม้ กุศลทั้งหลายก็ต้องตั้งต้นที่ศรัทธาก่อน เพราะถ้ามีศรัทธาแล้วย่อมทำกุศลต่าง ๆ เริ่มต้นแต่ให้ทาน รักษาศีล จนถึงเจริญภาวนา ศรัทธาจึงนำมาซึ่งประโยชน์ทั้งปวง มีประโยชน์ชาตินี้ ประโยชน์ชาติหน้า และประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะบุคคลจะข้ามโอฆะสงสารได้ก็ด้วยศรัทธา เหตุนี้ท่านฎีกาจารย์จึงได้อุปมาลักษณะของศรัทธาว่าเหมือนมือ เพราะถือเอากุศลไว้ได้ อุปมาเหมือนทรัพย์ เพราะทำให้ได้สมบัติทั้งปวง อุปมาเหมือนพืช เพราะทำให้กุศลเจริญขึ้นไปตามลำดับ

เหตุนี้คนไม่เคยฟังธรรมเลย ศรัทธาจึงเกิดยาก เพราะไม่รู้เหตุผลความจริง ถึงแม้จะทำบุญได้ ก็ทำตาม ๆ กันไป ถ้าไม่ถูกใจก็ไม่ทำ แต่ถ้าถูกใจก็ทำ การทำบุญอย่างนี้ไม่ได้ทำเพราะศรัทธาจริง ๆ แต่ทำเพราะความชอบใจ บุญนั้นก็ได้อานิสงส์น้อย เพราะมีกิเลสคือความชอบใจเป็นปัจจัยให้ทำ ไม่ได้ทำด้วยศรัทธาที่ถูกต้อง ศรัทธาที่ถูกต้องจะต้องเชื่อและเลื่อมใสในสิ่งที่มีประโยชน์ เห็นประโยชน์แล้วจึงทำ การทำด้วยศรัทธา จึงต้องเชื่อในเหตุผล ๔ อย่าง คือ

•  ต้องเชื่อกรรม เรียกว่ากัมมศรัทธา รู้ว่ากรรมมีผล เช่นทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว รู้ว่าบุญ

ให้ผลเป็นสุข บาปให้ผลเป็นทุกข์

•  ต้องเชื่อผลของกรรม เรียกว่าวิปากศรัทธา คือรู้ว่าสุขทุกข์ที่ตนได้รับ เป็นผลของ

กรรมที่ตนทำมาแล้วแต่อดีต จะแก้ไม่ได้ต้องยอมรับผลกรรมนั้นโดยดี

•  ต้องเชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เรียกว่ากัมมสกตาศรัทธา คือบุคคลใดทำ

กรรมใด แล้วก็ต้องรับผลของกรรมนั้น เพราะการทำกรรมจะใช้คนอื่นทำแทน หรือจะรับผลแทนกันไม่ได้ เพราะทุกคนต่างก็เป็นทายาทของกรรม มีกรรมเป็นของตน ส่วนทรัพย์สมบัติ พ่อ แม่ ลูก ผัว เมีย ญาติพี่น้องไม่ใช่สมบัติของตน เพราะตายแล้วก็จากกันไป แต่กรรมที่ทำแล้วเท่านั้นที่เป็นสมบัติของตน เพราะกรรมจะติดตามตนไปทุกหนทุกแห่งจนกว่าจะเข้าสู่พระนิพพาน

•  ต้องเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกว่าตถาคตโพธิศรัทธา คือเชื่อว่า

คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นความจริงเพราะเป็นสัจธรรม ทั้งเป็นธรรมที่ขัดเกลากิเลส เป็นสัลเลขธรรม ทั้งเป็นธรรมที่นำสัตว์ออกจากทุกข์เป็นนิยานิกรรม เป็นธรรมที่สงบจากเพลิงกิเลส และเพลิงทุกข์ทั้งปวง เป็นสันติธรรม ต้องเชื่อเหตุผลความจริงอย่างนี้ จึงจะเกิดตถาคตโพธิ์ศรัทธา

เพราะฉะนั้น ศรัทธาถ้าเชื่อในเหตุผลเหล่านี้ จึงจะเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา ทำให้เข้าใจว่า

การทำกุศลทุกอย่าง จะต้องทำเพื่อขจัดกิเลสให้หมดไปเพื่อให้พ้นจากทุกข์ การทำบุญจึงไม่ต้องหวังผลตอบแทน เพราะทำเหตุอย่างไรก็ย่อมได้ผลอย่างนั้นอยู่แล้ว ไม่ต้องไปขอให้เกิดกิเลสอีก จะทำให้บุญนั้นได้อานิสงส์น้อย ส่วน บุญที่ทำแล้วได้อานิสงส์มาก จะต้องทำบุญให้มีเจตนา ครบ ๓ กาล คือก่อนทำบุญต้องมีใจยินดีเต็มใจทำ รู้ว่าการทำบุญเป็นการฝังขุมทรัพย์ให้ติดตามตนไป ทำให้มีความสุขในภายหน้าได้ ขณะให้เป็นสาระ ครั้นทำบุญแล้วก็ต้องนึกถึงบุญนั้นบ่อย ๆ ทำให้เกิดความปลื้มใจ เพราะได้ทำตามคำของบัณฑิตที่กล่าวว่า การทำบุญเป็นการดี เพราะการสั่งสมบุญนำสุขมาให้ และบุญนั้นเราก็ได้ทำสำเร็จประโยชน์แล้วด้วยดี ทำให้ได้กุศลเพิ่มขึ้นมากมาย เพราะฉะนั้นเป็นชาวพุทธจึงต้องหมั่นฟังธรรมจะเป็นปัจจัยให้เกิดศรัทธา เกิดปัญญารู้ถูกต้องตรงต่อเหตุผล เท่ากับเป็นการสร้างบารมีให้กับตัวเอง ให้ได้ถึงฝั่งคือพระนิพพานที่ตนปรารถนา

 

สทฺธา นพฺธติ ปาเถยฺยํ

ศรัทธารวบรวมไว้ซึ่งเสบียงทาง

สทฺธีธ วิตฺตํ ปุริสสฺส เสฏฺฐํ

ศรัทธาเป็นทรัพย์อันประเสริฐของคนในโลกนี้

สทฺธาย ตรติ โอฆํ

ข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา

 

สาธุ สาธุ สาธุ