บุญ  
โดย อาจารย์ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์

ผู้ที่เชื่อกรรม
เชื่อผลของกรรม ว่ากรรมดีมีผลตอบสนองในด้านดี คือ ความสุขความสวัสดีแก่ผู้กระทำ
กรรมชั่วมีผลตอบสนองในด้านที่ไม่ดีแก่ผู้กระทำ คือ ความทุกข์ความเดือดร้อน ย่อมเป็นผู้รู้จักหลีกเลี่ยงการทำกรรมชั่ว ขวนขวายทำกรรมดี กรรมดีก็คือบุญ นั่นเอง เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีศรัทธา พร้อมทั้งมีความรู้ถูกต้องในเรื่องกรรมดีกรรมชั่ว ย่อมรู้จักทำสิ่งที่เป็นบุญ
“ บุญ ”
เป็นธรรมชาติฝ่ายตรงข้ามกับ “ บาป ” มิใช่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับ “ กรรม ”
ผู้ที่ไม่ได้เรียน
ไม่ได้สดับฟังเรื่องบุญ ก็จะเข้าใจเกี่ยวกับคำว่าบุญไขว้เขว คำว่า “ บุญ ” ก็เข้าใจไปอย่างหนึ่ง คำว่า “ กรรม ” ก็เข้าใจไปอย่างหนึ่ง คือเข้าใจว่า ถ้าเป็นการทำไม่ดีแล้วก็เรียกกว่า “ กรรม ” ถ้าเป็นการทำดีจึงจะเรียกวา “ บุญ ” จึงมักพูดคู่กันไปว่า “ บุญกรรม บุญกรรม ” หรือ “ แล้วแต่บุญแต่กรรม ” อย่างนี้เป็นต้น ทำให้คนฟังหรือคนอ่านได้ยินหรือไปเห็นข้อเขียนเช่นนี้ ก็มักเข้าใจผิดว่า บุญเป็นฝ่ายดี ส่วนกรรมเป็นฝ่ายชั่ว เกิดความเข้าใจผิดแน่ชัดยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อมีการกล่าวแยกกันเป็นแต่ละอย่าง คือเวลาพูดถึงกรรมอย่างเดียว จะพูดถึงในด้านที่ไม่ดีแน่นอน เช่นว่า “ คนนั้นทำกรรมเอาไว้มาก เวลานี้ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน นั่นเป็นเพราะกรรมตามสนอง ” แต่เวลาพูดถึงสิ่งที่ทำให้คนนั้นคนนี้มีความสุขความสวัสดี จะพูดถึงแต่บุญอย่างเดียวว่า “ เขาเป็นคนมีบุญเสียจริงหนอ ” อย่างนี้เป็นต้น นี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นชัดว่า แม้แต่ชื่อ แม้แต่ศัพท์ ก็ยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง บุญนั้นหาได้มาคู่กับการกระทำเป็นคำกลาง ๆ ดีก็ได้ ไม่ดีก็ได้ ถ้าการกระทำนั้นดีเป็นกรรมดี ก็เรียกว่า “ กุศลกรรม ” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ บุญ ” ให้ผลเป็นสุข ถ้าการกระทำนั้นไม่ดีหรือชั่ว เป็นกรรมชั่ว ก็เรียกว่า “ อกุศลกรรม ” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ บาป ” ให้ผลเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น บุญก็คือกรรมดีนั่นเอง ส่วนบาปคือกรรมชั่ว
ความเข้าใจผิดในเรื่องบุญเรื่องเกี่ยวกับบุญ
ยังมีการเข้าใจผิดไปอีกประการหนึ่ง ว่าถ้าหากได้ให้แก่คนที่เคารพน่าบูชาเช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือพระภิกษุสงฆ์ จึงจะเรียกว่า “ บุญ ” แต่ถ้าหากเป็นการให้แก่คนทั่วไปที่ไม่ใช่เป็นคนที่น่าเคารพน่าบูชาหรือน่าสรรเสริญ เช่นให้แก่คนขอทาน เป็นต้น ก็จะเรียกว่า “ ทาน ” แสดงว่ามีความเข้าใจว่า บุญก็อย่างหนึ่ง ทานก็อย่างหนึ่ง นี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า คนไทยผู้นับถือพระพุทธศาสนา แม้ประสงค์จะทำบุญ หลีกเลี่ยงบาป แต่ก็หาได้รู้จักบุญ-บาปเท่าที่ควรไม่ การที่พูดว่า “ อย่าคิดแต่ว่าทำบุญอย่างเดียวเลย โปรดคิดทำทานด้วยเถิดคนที่ยากไร้อนาถา รอรับการช่วยเหลือยังมีอยู่มากมาย ” อย่างนี้เป็นต้นนั้น แสดงว่าคนพูดเข้าใจว่าทานเป็นคนละอย่างกับบุญแน่ ๆ และทานเป็นของต่ำกว่าบุญ
ทานเป็นบุญ
อย่างหนึ่งแห่งบุญ ๑๐ อย่าง
ในตำรา
ทางพุทธศาสนา ท่านกล่าวว่า บุญมี ๑๐ อย่าง ทานก็เป็นอย่างหนึ่งในบรรดาบุญ ๑๐ อย่าง เพราะฉะนั้น ท่านก็ไม่ได้แยกไปต่างหากจากบุญ เป็นเพียงประเภทหนึ่งของบุญเท่านั้น บุญยังมีมากกว่าทานอีก กล่าวคือ ศีลก็เป็นบุญ ภาวนาก็เป็นบุญ เพราะฉะนั้น จะพูดแยกได้อย่างไรว่า ถ้าหากให้แก่คนขอทานก็จะเรียก
ว่าทาน ถ้าถวายพระก็เรียกกว่าทำบุญ
นอกจาก
จะไม่ทราบความหมายของบุญของทานแล้ว ก็ยังบอกให้ทราบถึงความเข้าใจผิดอีกประการหนึ่งว่า บุญนั้นเป็นเรื่องของการให้เท่านั้นเป็นการทำบุญ ความเข้าใจผิดเช่นนี้ไม่ทราบว่าได้มาจากไหน เห็นทีว่าคงจะได้มาจากพระภิกษุนั่นแหละ เพราะท่านมักสอนอย่างนี้ คือ เวลาสอนให้ฆราวาสทำบุญ ก็มักจะแนะให้เขาสละ ให้บริจาค ไม่ค่อยชี้แนะให้เขาบำเพ็ญบุญในด้านอื่นเลย เช่น ให้รักษาศีล อย่าฆ่าสัตว์ อย่าลักทรัพย์ เป็นต้น มีแต่เรียกร้องให้เขาสละและบริจาค บอกว่าอย่างนี้แหละเป็นการทำบุญ เป็นอันว่าสอนไม่ถูกต้อง คนฟังก็พลอยได้ความรู้ที่ผิด ๆ ไปด้วย ถ้าหากถือเอาตามนั้น เชื่อตามนั้นความจริงจะให้แก่พระภิกษุก็ตาม แก่คนขอทานก็ตามให้แก่ใคร ๆ ก็ตาม เมื่อเป็นการให้ ก็ชื่อว่าทานทั้งนั้นเป็นบุญอย่างหนึ่งในบรรดาบุญ ๑๐ อย่าง
คำว่า “ ทาน ”
นี้ บางทีไม่ต้องอาศัยสิ่งของเลยก็เป็นทานได้ ในที่นี้จะกล่าวในส่วนที่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่ ที่ผู้รู้ทั่ว ๆ ไปไม่ค่อยจะกล่าวถึง ไม่เฉพาะคนทั่ว ๆ ไปเท่านั้น แม้แต่คนที่ศึกษาธรรมะเรียนพระอภิธรรม ก็ยังพูดอย่างนี้ว่า ถ้าหากไม่มีอะไรจะให้ใคร ก็ทำได้แต่บุญข้ออื่น ยกเว้นข้อทานซึ่งเป็นความเข้าใจ ความจริงไม่มีเงินสักบาทเดียว ไม่มีสิ่งของอะไรจะให้ใครเลย เป็นคนยากจนเข็ญใจ ก็สามารถทำทานได้ บางทีอาจจะดีกว่าเศรษฐีทั้งหลายเสียอีก ซึ่งจะได้อธิบายต่อไป
บุญ ๑๐ อย่าง

เนื่องจากยัง
มีความเข้าใจเรื่องบุญสับสนอยู่มาก จึงขอโอกาสอธิบายตามที่ได้ค้นมาจากตำราทางพระพุทธศาสนา ว่าบุญมี ๑๐ อย่าง ดังนี้คือ :
•  ทาน การให้ รวมทั้งการแบ่งปัน
•  ศีล ความไม่ประพฤติละเมิด คือ ความสำรวมทางกาย ทางวาจา
•  ภาวนา คือ การอบรมจิตทางสมถะและทางวิปัสสนา ที่เรียกว่า สมถภาวนาและวัปัสสนาภาวนา
•  อปจายนะ แปลว่า ความเป็นผู้นอบน้อม คือการนอบน้อมต่อผู้ที่ควรนอบน้อม
•  เวยยาวัจจะ ความขวนขวายในกิจที่ควรทำ
•  ปัตติทาน การให้บุญที่ตนถึงแล้วแก่คนอื่น
•  ปัตตานุโมทนา คืออนุโมทนา ได้แก่ ยินดีด้วยในบุญที่คนอื่นเขาถึงแล้วคือทำแล้ว
•  ธัมมัสสวนะ การฟังธรรม
•  ธัมมเทศนา การแสดงธรรม
.ทิฏฐุชุกรรม แปลว่า การกระทำความเห็นให้ตรง เป็นเพียงโวหาร ความจริงก็คือ สัมมาทิฏฐิ ความ
เห็นชอบนั่นเอง ในที่บางแห่งจึงใช้คำว่า “ สัมมาทิฏฐิ ”จะเห็นว่า บุญมีมากมาย รวมทั้งงานนี้ ขึ้นชื่อว่า “ บุญ ” ย่อมสงเคราะห์ในบุญกิริยา ๑๐ นี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง บุญอื่นนอกไปจากบุญ ๑๐ อย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว
ความหมาย
ของคำว่า “ บุญ ”
คำว่า “ บุญ ” มาจากคำศัพท์ “ ปุญญ ” มาจาก ปุ ธาตุ ที่แปลว่า “ ชำระ ” เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้ทำความหมายของคำไว้ว่า อตตสนตาน ปุนาติโสเธตีติ ปุญญ แปลว่า ชื่อว่า บุญ เพราะมีความหมายว่า “ ชำระ ” ดังนี้ ชำระในที่นี้ ก็คือทำให้หมดจด คือ ทำสันดานของตนหมดจดจากมลทินเครื่องเศร้าหมอง อันได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ มลทิน ก็คือ สนิม เครื่องเศร้าหมอง หรือเครื่องแปดเปื้อน สันดานในที่นี้ คือ จิตสันดาน ความสืบต่อของจิตของแต่ละคน ผู้ใดเจริญบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น บุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น ก็จะชำระสันดานของบุคคลนั้นให้หมดจด ส่วนจะหมดจดจากอะไร ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของบุญ ไม่ใช่บุญอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะทำให้จิตสันดานหมดจดจากราคะ โทสะ โมหะ อย่างใดอย่างหนึ่งได้ไปเสียทั้งนั้น ไม่ใช่อย่างนั้น
“ บุญ ” มาจาก ปุร ธาตุ ที่มีอรรถว่า “ เต็ม ” ก็ได้ คือว่า ชื่อว่า “ บุญ ” โดยความหมายว่า “ เป็น ” ของที่ควรทำให้เต็ม ” ก็ได้คือ ถ้ายังไม่มีก็ทำให้มีขึ้นมา มีแล้วนิดหน่อยยังไม่เต็ม ก็ต้องทำให้เต็มให้บริบูรณ์ เรียกว่า “ บุญ ” ที่ว่ามานี้เป็นเครื่องวัดประการแรกว่า การกระทำของเรานี้ควรจะเรียกว่าบุญได้หรือไม่ ความหมายทั้งสองนี้ไม่ใช่ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นบุญแล้วก็ย่อมได้ความหมายทั้งสองอย่าง เป็นของที่ควรทำให้เต็มให้บริบูรณ์ด้วย เป็นเครื่องชำระจิตสันดานให้หมดจดด้วย
หลักพิจารณาว่าเป็นบุญหรือไม่
เราจะทำความดี
อะไร จะเป็นทานก็ตาม เป็นศีลก็ตาม การกระทำนั้นมีลักษณะเป็นการชำระสันดานให้หมดจดหรือไม่ ถ้าใช่ก็ชื่อว่าเป็นบุญ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ชื่อว่าบุญ ถ้าหากว่าประกอบด้วยความต้องการแล้วจึงให้ทาน ประสงค์ผลเฉพาะหน้าที่จะได้ในเวลานั้น เช่น ชื่อเสียง เกียรติยศ คำสรรเสริญ เป็นต้น ก็ย่อมไม่เกิดการชำระจิตสันดานให้หมดจด
ความอยากได้
เป็นราคะหรือโลภะอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น แม้ทำแก่พระสงฆ์ หรือบริจาคให้แก่วัดถ้าทำด้วยความต้องการในสิ่งที่แลกเปลี่ยนแล้ว ก็มองไม่เห็นว่าจะเป็นบุญได้อย่างไร จิตใจเสียสละไม่เกิดขึ้นเลยตั้งแต่ต้น พอมีเครื่องล่อใจจึงได้ทำ เช่นว่าทางวัดจะเรี่ยไรเอาเงินไปทำอะไรก็ตาม ต่อให้เป็นวัตถุปูชนียสถานทางพระ พุทธศาสนา แต่มีเครื่องล่อใจ เช่นว่า ถ้าทำด้วยจำนวนเงินเท่านี้ก็จะได้เหรียญที่มีลักษณะอย่างนี้ มีเนื้อผสมอย่างนี้ แต่ถ้าหากทำบุญด้วยเงินมากกว่านั้นก็จะได้ของตอบแทนหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ดีกว่า อย่างนี้เป็นต้น พร้อมทั้งโฆษณาสรรพคุณในสิ่งที่จะให้เป็นเครื่องตอบแทน ทำให้เกิดอยากได้ พออยากได้แล้วก็บริจาคเงิน นั่นเป็นบุญที่ตรงไหน
บางคนบอกว่า
ทำเพื่อภพหน้าชาติหน้า เพราะเป็นคนเชื่อกรรมเชื่อผลของกรรม อันนี้ต้องทราบว่าทำอะไรแล้วไปสู่ภพหน้าได้ สำคัญอยู่ที่ตรงนี้ แต่นี่โลภะออกหน้าเป็นสำคัญ อย่างไร ๆ ก็ไม่ใช่บุญเพราะว่าถ้าไม่ได้(สิ่งล่อ) แล้วก็จะไม่ทำ ได้จึงจะทำ
อย่าลืมว่า
คำว่า “ บุญ ” คือ ธรรมชาติที่ชำระจิตสันดานให้หมดจด เวลานี้เกิดความไม่หมดจนขึ้นมา คือเกิดความโลภขึ้นมาแล้ว บางทีก่อนหน้านั้นอาจจะหมดจดอยู่แล้วก็ได้ แต่พอได้ยินคำโฆษณาในคราวที่เขาเรี่ยไรต้องการเงิน ทำให้เกิดโลภขึ้นมาแล้วจึงทำ ด้วยความอยากได้สิ่งตอบแทน ก็กลายเป็นว่ามีมลทินขึ้นมา เห็นชัด ๆ ว่า เกิดราคะ เกิดความต้องการ เกิดความปรารถนาขึ้น ซึ่งก็ทราบกันอยู่ว่าเป็นลักษณะของอกุศลประเภทหนึ่ง ที่ท่านเรียกว่า “ ตัณหา ” เวลานั้นจิตใจไม่สะอาดหมดจดเลย แสดงว่าไม่มีบุญอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น สำคัญเอาเองว่าเป็นบุญ นี่เป็นเครื่องยืนยันว่า ไม่รู้จักบุญ บุญอยู่ที่ตรงไหนก็ไม่ทราบ
การให้เพราะต้องการบุญ เป็นบุญหรือไม่
ถ้าหากว่าเรา
ไม่ต้องการวัตถุเครื่องตอบแทนเลยต้องการบุญเท่านั้น การกระทำ (เกี่ยวกับการให้) จะนับว่า
เป็นบุญหรือไม่เช่น ได้ยินได้ฟังพระท่านเทศน์สอนว่า บุญ เป็นของที่ควรจะได้ เป็นของที่ควรปรารถนา เป็นของที่
ควรปรารถนา เป็นของดี อย่างนี้แล้วก็สละบริจาค เพราะต้องการบุญที่ท่านสรรเสริญนั้น การสละบริจาคแม้อย่างนี้ก็ไม่นับว่าเป็นบุญ เหตุใดจึงไม่นับว่าเป็นบุญทั้ง ๆ ที่มีการให้จริง ๆ สมมุติว่าเป็นวัตถุสิ่งของ เช่น เหรียญรุ่นใดรุ่นหนึ่ง เป็นต้น ผู้บริจาคอยากได้ก็บริจาคเงิน ก็เห็นชัดว่าต้องการตอบแทนผลอันนั้น ก็พอจะมองเห็นได้ว่าไม่หมดจด มีมลทินคือความอยากได้นั้น ถึงกระนั้นก็พึงทราบว่า แม้ทำเพราะต้องการบุญเท่านั้น การกระทำนั้นก็ไม่ชื่อว่าบุญนั่นแหละ เพราะเกิดความอยากได้บุญนั่นเอง
คนส่วนมากเข้าใจผิดว่า “ บุญ ” เป็นของดีของวิเศษที่ควรได้อีกอย่างหนึ่ง การกระทำ (มีการให้เป็นต้น) นั้นยังไม่ใช่ตัวบุญ เพียงแต่เป็นเหตุที่จะได้มาซึ่งของวิเศษที่เรียกว่า “ บุญ ” อีกทีหนึ่ง ความจริงการให้นั้นนั่นแหละเป็นบุญอยู่แล้ว ทางศาสนาท่านแยกประเภทไว้แล้วว่า บุญมี ๑๐ อย่าง มีทานเป็นต้น ทานคือการให้ พอมีการให้เกิดขึ้นก็เป็นบุญแล้ว แต่ไปเข้าใจผิดว่า การให้ก็ยังไม่ใช่บุญ แต่จะเป็นเหตุให้ได้บุญ จึงมองบุญว่าเป็นผลที่น่าได้ขึ้นมา การกระทำจึงเกิดมลทินไม่สะอาด เดี๋ยวนี้มีแต่อย่างนี้ คนบริจาคก็โลภ อยากได้ผลตอบแทน ที่เรียกว่า “ บุญ ” คนเรี่ยไรก็โลภ อยากได้ผลตอบแทนที่เป็นอันว่าจิตสันดานทั้งสองฝ่ายนั้นไม่หมดจนบริสุทธิ์เลย การเรี่ยไรเกิดขึ้นแต่ละครั้ง ก่อให้เกิดการกระทำที่เรียกว่า ไม่ใช่บุญ ทว่า เป็นอกุศล คือมีโลภะเกิดขึ้น เป็นเช่นนี้จริง ๆ
ในตำราท่านได้กล่าวถึงบุญประเภทที่มีกิเลสแวดล้อมไว้ก็จริงอยู่ กล่าวคือ ท่านแบ่งระยะเวลาเกี่ยวกับทานไว้เป็น ๓ กาล คือ กาลก่อนให อันได้แก่เวลาที่ตระเตรียมข้าวของเครื่องอุปโภคบริโภคไว้ เพื่อจะให้แก่ผู้รับในเวลาต่อมา กาลกำลังให คือเวลาที่มอบวัตถุทานแก่ผู้รับมีพระภิกษุเป็นต้น และ กาลภายหลัง จากที่ได้ทำนั้น
ถ้าหากก่อนหน้าจะลงมือให้จริง ๆ ขณะตระเตรียมวัตถุข้าวของต่าง ๆ เพื่อถวายพระอยู่นั้น มีแต่ความอยากได้สิ่งตอบแทน คือ วัตถุมงคลต่าง ๆ คำสรรเสริญ หรือการได้ไปสวรรค์หรือแม้แต่บุญ หลังทำก็มีแต่ความปลาบปลื้มในวัตถุมงคลที่ได้มา หรือว่าในอันจะได้ยินแต่คำสรรเสริญ จะได้ขึ้นสวรรค์ เป็นต้น มีใจบริสุทธิ์ มุ่งจะสงเคราะห์ผู้รับอย่างเดียวไม่แลเหลียวถึงผลตอบแทนเลย ก็เฉพาะในกาลกำลังให้ กำลังถวายในมือผู้รับเพียงกาลเดียวเท่านั้น ก็ชื่อว่าเป็นบุญที่มีกิเลส คือ ความต้องการสิ่งตอบแทนนั่นแหละแวดล้อม หมายความว่า ธรรมชาติที่นับว่าเป็นบุญนี้ มีเฉพาะในกาลที่กำลังให้เพียงกาลเดียวเท่านั้น และบุญนี้ถูกแวดล้อมด้วยกิเลสที่เกิดขึ้นในกาลก่อนหน้าและภายหลังนั่นเอง บุญอย่างนี้มีอานิสงส์น้อยไม่รุ่งเรือง แต่เท่าที่ปรากฏให้เห็นเป็นส่วนมากนั้น แม้ขณะกำลังให้ก็มีความอยากได้ออกหน้า ใจสั่นยินดีในวัตถุมงคลที่เขาหยิบยื่นมาให้ หรือไม่ก็ปลาบปลื้มในคำสรรเสริญของผู้รับ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็เป็นอันว่าหาความเป็นบุญมิได้เลยทั้ง ๓ กาล
ความเข้าใจ “ บุญ ” ผิด เป็นอันตราย
คนที่เข้าใจว่า การทำความดี มีทานเป็นต้น จะเป็นเหตุให้ได้บุญ บุญเป็นอีกอย่างหนึ่งนอกเหนือไปจากการกระทำของเขา พวกนี้เชื่อได้เลยทีเดียวว่า ถ้าพระสอนว่า ฆ่าสัตว์ได้บุญ เขาก็จะฆ่า ถ้าสอนกันมาแต่ไหน ๆ ว่า ฆ่าสัตว์ก็ได้บุญ คือได้สิ่งตอบแทนที่น่าปรารถนา เป็นของวิเศษ เป็นมงคลชีวิต เขาก็จะฆ่าสัตว์ เพราะเขาต้องการบุญ แม้ในลัทธิศาสนาอื่นก็ยังมีการสอนว่าการฆ่าสัตว์บูชายัญเป็นบุญหรือได้บุญ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ถือว่าเป็นผู้ที่มีดมนในเรื่องบุญ หาทราบไม่ว่าความกรุณา ความมีเมตตาเยื่อใยในชีวิตสัตว์ ไม่มีจิตคิดเบียดเบียนชีวิตสัตว์เกิดขึ้นเป็นตัวบุญโดยตรง สิ่งที่ได้จากการนี้คือ ความสุข ความสวัสดี สุคติ โลกสวรรค์ เป็นผลของบุญ เพราะฉะนั้น ความเข้าใจผิดว่าฆ่าสัตว์ได้บุญ เป็นมิจฉาทิฏฐิ แปลว่า ความเห็นผิด มีแต่จะนำมาซึ่งความทุกข์ ความเดือดร้อน
ทาน – การให้
ทาน (การให้) เป็นไปด้วยอำนาจของเหตุ ๒ อย่าง คือ ๑.จิตคิดบูชา ๒. ความกรุณา การให้แด่ท่านที่มีคุณทั้งหลาย เช่น พ่อ แม่ ครูอาจารย์ พระภิกษุสงฆ์ เป็นต้น ในโอกาสที่เหมาะสม ทานชนิดนี้สำเร็จเพราะจิตคิดบูชา คือ บูชาคุณของบุคคลอีกอย่างหนึ่งให้ด้วยกรุณา คือ เห็นทุกข์ของคนอื่นก็เกิดกรุณาสงสาร ใคร่จะช่วย เหลือบำบัดทุกข์ ด้วยการให้และการแบ่งปันเครื่องอุปโภคบริโภคทรัพย์สินเงินทองของตนให้ไป อย่างนี้เรียกว่า ทานสำเร็จช่วยกรุณา
บางสูตรกล่าวไว้ว่าแม้เมตตาก็เป็นเหตุให้คนขวนขวายให้ทานเหมือนกันคือพอเกิดจิตเยื่อใยใคร่ประโยชน์สุขต่อผู้อื่นแล้วก็ให้ทาน
ในเวลาให้ทาน ความเป็น “ บุญ ” ไม่ใช่อยู่ตรงที่เป็นสิ่งที่จะพึงได้ แต่ “ บุญ ” อยู่ตรงที่เหตุที่ให้ทำอย่างนั้น คือ จิตใจที่คิดบูชาอย่างความกรุณาสงสารบ้าง บุคคลที่จะรู้จักว่าเป็นบุญหรือไม่ก็ตาม ถ้าหากว่าการให้นั้นเกิดขึ้นจากเหตุเหล่านี้ ก็ชื่อว่าบุญเกิดขึ้น
ก็เป็นอันว่า เมื่อมีการมอบของให้ผู้มีคุณ หรือผู้มีทุกข์ บุญอยู่ที่จิตคิดบูชาประการหนึ่ง อยู่ที่กรุณาประการหนึ่ง ซึ่งเป็นไปร่วมกับเจตนาที่คิดสละ จริงอยู่ที่ทานบอกว่า เจตนาที่คิดสละบริจาค เรียกว่า “ ทาน ” แต่ทั้งนี้จะต้องเป็นไปร่วมกับความคิดบูชาหรือความกรุณา อย่างใดอย่างหนึ่ง เจตนานั้นถึงจะนับว่าเป็นทานได้ เพราะถ้าสละด้วยความคิดอย่างอื่นเช่น เพื่อเป็นที่โปรดปรานของผู้รับ เป็นต้น ก็ไม่ชื่อว่า “ ทาน ” เมื่อไม่เป็นทานก็ไม่ชื่อว่า “ บุญ ”
ทานที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งของ
มีทานที่ไม่ต้องอาศัยวัตถุสิ่งของ นั่นคือ การให้ความรู้แก่คนอื่นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นการให้ความรู้เป็นทาน สงเคราะห์เป็น “ ธรรมทาน ” อีกอย่างหนึ่ง สมมุติว่ามีผู้ประพฤติผิด ผู้อยู่ในฐานะที่จะลงโทษได้ จะเอาชีวิตเขาก็ได้ เกิดกรุณาสงสารว่า ครอบครัวผู้ทำผิดจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย อย่างนี้เป็นต้น ก็งดเว้นไม่เอาชีวิต เรียกว่า “ อภัยทาน ”
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านทรงมีโอกาสบำเพ็ญอภัยทานนี้อยู่เสมอ นักโทษคดีอุกฉกรรจ์ถูกตัดสินให้รับโทษประหารชีวิต ญาติหรือใครก็ตามทำฎีกาถวายพระองค์ท่านให้ทรงพิจารณางดโทษทรงเห็นสมควรก็รับสั่งให้งดโทษประหาร นักโทษนั้นก็รอดตาย ทานอย่างนี้ เรียกกว่า “ อภัยทาน ”
แม้การให้อย่างอื่น เช่น ให้แรงกายของตน ก็ชื่อว่าทาน
บุญไม่ขึ้นกับจำนวนหรือปริมาณสิ่งของที่ให้
บุญที่เกี่ยวกับทานนี้ จะนับว่ามากน้อยไม่ได้ อยู่ที่จำนวนเงินหรือปริมาณสิ่งของที่สละให้แก่คนอื่นเลย ให้
มากได้บุญน้อยก็มี ให้น้อยได้บุญมากก็มี ดังเรื่องในธรรมบทว่า มีเศรษฐีผู้หนึ่งมีทรัพย์หลายสิบโกฏิ ปรารถนาจะ
ทำบุญถวายภัตตาหารพระภิกษุสงฆ์ แต่ทว่าถ้าจะทำด้วยตนเองก็ต้องขวนขวายมาก ต้องตื่นแต่เช้ามาจัดแจง
สำรับข้าวปลาอาหารเป็นต้น จึงมอบให้บ่าว (คนรับใช้) ทำแทนทุกอย่าง รวมทั้งอาหารหวานคาวสำหรับถวายพระภิกษุสงฆ์ ต่อมาทั้งสองคนได้ละโลกนี้ไปแล้ว นายได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นต่ำ แต่บ่าวได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นสูง ทั้ง ๆ ที่บ่าวไม่ต้องจ่ายเงินในการนี้เลย นี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าจิตใจในการให้นั้นสำคัญกว่าวัตถุเนื่องจากบ่าวกระตือรือร้นมีความเลื่อมในเต็มเปี่ยม ส่วนนายนั้นแม้มีจิตทำบุญแต่กลัวลำบากถ้าหากต้องลงมือทำเอง แสดงว่าศรัทธา ความขวนขวายในการบุญมีกำลังน้อยนิด บุญของ ๒ คนนี้จึงส่งผลให้เป็นสวรรค์ชั้นที่ต่างกัน
เพราะฉะนั้น บุญจะได้มากหรือน้อย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินทองเลย บางคนไม่ได้ทำ ไม่มีโอกาสทำ หรือไม่มีเงินทองจะทำ แต่เห็นคนอื่นทำแล้วเกิดจิตอนุโมทนาเปี่ยมล้นว่า คนผู้นี้ได้ถวายอาหารหวานคาวใส่บาตรพระที่เป็นพระอรหันต์ นึกอนุโมทนาและยินดีด้วยกับคนที่มีโอกาสได้ใส่บาตรให้พระอรหันต์ กำลังของบุญ คือ อนุโมทนาของเขามีกำลังมากกว่าของผู้ใส่บาตรก็ได้ ซึ่งเห็นว่าเป็นเพียงพระทั่ว ๆ ไปที่ไม่ต่างจากรูปอื่น
การให้เพื่อกำจัดความตระหนี่
บุคคลที่เห็นโทษของความตระหนี่ แล้วคิดจะให้ทานเพื่อกำจัดความตระหนี่ พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญเป็นพิเศษทีเดียว สมมุติว่าพระเที่ยวบิณฑบาตมีของเต็มบาตรยังจะถวายของแก่ท่านอีก อย่างนี้ชื่อว่าอยากได้บุญ ไม่ใช่จะกำจัดความตระหนี่ ถ้าต้องการจะกำจัดความตระหนี่จริง ๆ ก็ต้องไปบริจาคแก่คนที่ยังขาดแคลน เพราะความรู้สึก เสียสละ มีจริง ๆ เห็นอยู่ว่าถ้าไม่มีใครให้ เขาผู้นั้นก็จะเดือดร้อน บางครั้งการให้แก่คนที่มีกินมีใช้ จะเกิดความลังเลว่าควรจะให้หรือไม่ให้ แต่เวลาให้แก่คนที่ขาดแคลนจะไม่เกิดความลังเลเลย เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บุญนั้นมีกำลัง ข่มความตระหนี่ได้ดี
ให้เพื่อบูชาประณีตกว่าให้ด้วยกรุณา
ระหว่างคนที่มีศีลกับคนที่ไม่มีศีล ให้แก่คนที่มีศีล บุญนั้นมีกำลังกว่า เพราะปรารภถึงคุณธรรมของบุคคลผู้รับเป็นการให้อย่างบูชา การให้ด้วยจิตคิดบูชาคุณประณีตกว่าการให้ด้วยกรุณาด้วยสงสาร อีกอย่างหนึ่ง การนึกถึงคำของบัณฑิตที่ท่านสรรเสริญว่าการให้การสละ บริจาคนี้เป็นทรัพย์ เป็นเสบียง สำหรับการเดินทางไปสู่นิพพาน ของคนผู้ให้นั้น เพราะหากมีความตระหนี่เป็นมลทินอยู่ในจิตใจ ถึงคราวสละก็ไม่อาจจะสละได้ เพราะความ หวงแหนสิ่งของของตน ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เป็นคนอนาถา ไร้เสบียงเป็นเครื่องช่วยเดินทางให้ถึงพระนิพพาน นึกถึงคำของบัณฑิตอย่างนี้แล้ว ก็ศรัทธาเลื่อมใสในคำของท่าน ให้ด้วยความคิดจะบูชา คือเลื่อมใสปฏิปทาดำเนินที่เป็นสัมมาปฏิบัติของบัณฑิตว่า เราจะปฏิบัติอย่างที่บัณฑิตท่านปฏิบัติกัน บัณฑิตทั้งหลายบำเพ็ญทาน เราก็จะบำเพ็ญทาน อย่างนี้ก็จัดว่าเป็นการให้เพื่อบูชาเหมือนกัน คือบูชาปฏิปทาของบัณฑิต ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ประณีตกว่าการให้ด้วยกรุณา เพระมีจิตประณีตละเอียดอ่อนกว่า
การให้เพราะสักแต่เห็นว่าท่านเป็นพระภิกษุ
การให้กับคนที่มีศีลเทียบกับคนที่ไม่มีศีลแล้ว ให้แก่คนที่มีศีลมีกำลังมากกว่า คนทั้งหลายรับรู้กันอยู่ว่า พระภิกษุคือผู้ทรงศีล เหตุนี้จึงไม่สนใจรับรู้ความเป็นอยู่ของพระภิกษุสงฆ์ในพระศาสนาว่าเป็นอย่างไร ให้สักว่าท่านบวชเป็นพระเท่านั้นเอง ไม่สนใจว่าบวชแล้วขวนขวายธุระในพระพุทธศาสนาหรือไม่ เป็นกาฝากของพระศาสนา หรือทำให้อายุของพระศาสนายืนนาน ไม่เคยพิจารณา คิดเพียงว่าถ้าให้แก่พระได้ก็ถือเป็นมงคล
ตัวอย่างการใส่บาตรด้วยโลภะ
ที่ตลาดตอนเช้า ๆ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แม่ค้าจะจัดข้าวพร้อมทั้งกับข้าวใส่ถุงพลาสติกเตรียมไว้ให้คนซื้อ ใส่บาตรพระ พอถึงเวลาพระออกบิณฑบาต พระก็จะมาที่ตลาด มีคนมาซื้อของจากแม่ค้าหย่อนใส่บาตร พอพระรับเสร็จก็ไปที่หลังร้าน ไปถ่ายของออก คือ พอเต็มบาตรแล้วก็ไปถ่ายออกเสียทีหนึ่ง แล้วลูกมือแม่ค้าก็จะนับว่ามีกี่ถุง และจ่ายเงินให้พระไปเป็นชุด แม่ค้าขายกันชุดละสิบบาท แต่แม่ค้าซื้อคืนพระชุดละ ๓ บาทเท่านั้น ซึ่งท่านก็รับ เรื่องนี้เขาก็ทำกันอย่างเปิดเผยหาได้ปิดบังไม่ เห็นเป็นเรื่องธรรมดา คนที่ใส่บาตรก็เห็นตำตา แต่เขาไม่ถือสา วันรุ่งขึ้นเขายังมาใส่บาตรอีก ทำกันเป็นปกติทำไมจึงยังคิดใส่บาตรพระอีก ทั้ง ๆ ที่ท่านประพฤติอย่างนั้น ในขณะที่คนยากจนขัดสนยังมีอยู่มาก
ถ้าจะว่าบูชาคุณของท่านเป็นสำคัญ ว่าท่านเป็นเพศอุดมสูงกว่าเพศฆราวาส มีศีลมีกัลยาณธรรมทำนองนี้ ก็น่าจะเกี่ยวกับว่าท่านไม่มีพฤติกรรมที่น่าติเตียนอย่างนี้ปรากฏให้เห็น แต่ทว่าเห็นอยู่ตำตา คนที่ใส่บาตรพระในเวลาเช้าที่ตลาด เขาบูชาท่านในเรื่องอะไร พฤติกรรมอย่างนั้นของท่านนั่นแหละ แสดงถึงความเป็นผู้ที่ไม่ควรบูชา เพราะฉะนั้น เรื่องถวายของแก่พระก็เป็นเรื่องที่ขาดความรู้ เพราะคิดว่าถวายแก่พระแล้วได้บุญมากนั่นเอง จึงตั้งหน้าตั้งตาถวายแก่พระ สรุปว่าเขาสักแต่ว่าปรารถนาในบุญ เป็นเรื่องของความโลภพาไป คนใส่บาตรพระก็โลภอยากได้บุญ พระก็โลภอยากได้เงิน โดยการขายกลับคืนแก่แม่ค้า
การวางใจในเรื่องทาน
ทำอย่างไรถึงจะชื่อว่าวางใจได้ดี เป็นผู้มีโยนิโสมนสิการในทาน ทำให้การให้นั้นเป็นทานเป็นบุญจริง ๆ ถ้าหากว่าทานไม่มีอานิสงส์เกี่ยวกับความสุขเกี่ยวกับการป้องกันภัยในวัฏฏะ ช่วยให้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ คงจะไม่มีใครทำ เพราะไม่ได้อะไรตอบแทนเป็นการสิ้นเปลืองเปล่า แต่ถ้าต้องการในผลเป็นโลภะทำให้ไม่ใช่บุญ หรือทำไปเถอะจะมีผลหรือไม่ ไม่สนใจก็ไม่ถูกอีก จะวางใจอย่างไรให้เป็นบุญ
พระพุทธเจ้าตรัสอานิสงส์ของท่านไว้เป็นอเนกประการ ตรัสถึงโทษของการไม่ยอมสละบริจาคไว้เป็นอเนกประการ เช่น คนไม่รู้จักสละบริจาค เป็นต้น ตระหนี่เกิดมาจะเป็นคนยากคน เป็นต้น ส่วนทานตรัสไว้เกี่ยวกับสุคติโลกสวรรค์มากมายหลายสูตร ตรัสอย่างนี้มิได้มีพระประสงค์ชักชวนให้คนเกิดอยากได้ในอานิสงส์ของท่าน เพียง แต่ ทรงชี้ให้เห็นว่า การกระทำนี้มีผล ไม่ใช่ไม่มีผล เหมือนอย่างมิจฉาวาทะที่บอกว่า ทาน...ไม่มีผล การบูชา มีผล เป็นต้น (ในบรรดามิจฉาทิฏฐิ ๑๐ อย่าง) เมื่อมีความเข้าใจแล้ว ก็เก็บความรู้ไว้ แต่ในเวลาจะทำจริง ๆ อย่าตั้งจุดมุ่งหมายในอานิสงส์ไว้ล่วงหน้า ในเวลานั้น ถ้าหากจะให้แก่คนที่ขาดแคลน ก็ด้วยกรุณาเท่านั้น ไม่ได้เล็งอานิสงส์เป็นสำคัญในการกระทำแต่ละครั้ง รู้ก็รู้ไป ในที่สุด ก็ให้พิจารณาทานที่ได้บำเพ็ญแล้วก่อนหน้านั้น ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ได้มีสาระอะไรอื่นที่ยิ่งไปกว่าการช่วยให้ชีวิตดำเนินไปได้สะดวกใน ทุกภพทุกชาติที่เกิดมาเท่ากัน ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถจะช่วยให้เราพ้นจากเกิดแก่เจ็บตายไปได้ จะได้ไม่ยึดมั่นถือมั่นจนเกินไปว่าจะนำประโยชน์สุขวิเศษมาให้อย่างนั้นอย่างนี้
การนึกถึงอานิสงส์เป็นเหตุให้คนเกิดกำลังใจ ขวนขวายทำกรรมดี จากตั้งแต่ชั้นต่ำ ๆ ขึ้นไปเป็นปัจจัยแก่ชั้นสูง ๆ เท่านั้นเอง ในที่สุดแม้ทานการให้ก็อยู่ในอำนาจพระไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ทานช่วยให้เข้าสู่สุคติโลกสวรรค์ เกิดเป็นเทวดานางฟ้าในสวรรค์ได้ก็จริงแต่ในที่สุดก็ต้องแก่ต้องตายไปเป็นธรรมดา เช่นเดียว กับเกิดเป็นสัตว์ในภูมิอื่น เพียงแต่ว่าหากได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์แล้ว โอกาสที่จะได้ทำบุญให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป

จนถึงธรรมที่ดับทุกข์นั้นมีมากกว่าเท่านั้น
ขั้นตอนการเทศนาของพระพุทธเจ้ามีอยู่ และทรงเล็งอุปนิสัยคนฟังด้วย บางคนต้องแสดงอานิสงส์ของทานให้ขวนขวายให้ทานเสียก่อน ต่อไปจึงทรงแสดงให้เห็นว่า แม้ทานนี้ก็ไม่เป็นสาระอะไรไล่กันต่อไปตามลำดับ ไม่ใช่ให้หยุดนิ่งอยู่กับการจ้องที่จะเอาอานิสงส์ในทานแต่อย่างเดียว
อีกเรื่องหนึ่งที่ควรทราบคือ อย่าได้เข้าใจว่าให้อะไร ๆ แก่ใคร ก็จัดว่าเป็นบุญข้อทานนี้ไปเสียทั้งนั้น สิ่งของบางอย่างแม้ให้คนอื่นไป คนผู้ให้ก็ไม่ชื่อว่าบำเพ็ญทาน ในตำราท่านกล่าวว่า การให้ ๕ อย่างต่อไปนี้ ไม่ชื่อว่าทาน ได้แก่
•  การให้สิ่งสร้างความมึนเมา เช่น สุราเมรัยและสิ่งเสพติดทั้งหลาย
•  การให้มหรสพ ฟ้อนรำ ขับร้อง หรือการละเล่นต่าง ๆ
•  การให้หญิงแก่ชายเพื่อบำเรอความสุขในเมถุน
•  การให้โคตัวผู้แก่โคตัวเมีย ใจความก็คือจัดให้สัตว์ได้ผสมพันธุ์กัน
•  การให้ภาพลามก
พอจะอธิบายได้อย่างนี้ว่า คนเราปกติก็มีความเมา ความหลงผิดด้วยอำนาจของกิเลสอยู่แล้วก็ยังให้สุรา
เมรัยเขาดื่มอีก ก็มีแต่จะสร้างความฟั่นเฝือหลงผิด สำคัญผิดให้เกิดแก่เขามากขึ้น ฤทธิ์น้ำเมาจะทำลายสติสัมปชัญญะไปตามลำดับของปริมาณที่ดื่มเข้าไป ผู้ดื่มตั้งอยู่ในความมึนเมาก็ขาดความสำนึกชั่วดีไป พร้อมจะทำกรรมชั่วในขณะที่เมานั้นได้ทีเดียว เพราะฉะนั้น ผู้ให้น้ำเมาจึงไม่ชื่อว่าบำเพ็ญทาน ได้ชื่อว่า “ ให้ ” ตามโวหารโลกเท่านั้นไม่เป็นบุญ ยกเว้นแต่จะให้เพื่อประโยชน์อย่างอื่น เช่น เพื่อใช้เป็นเครื่องประกอบยารักษาโรคอย่างยาแผนโบราณทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้นก็เป็นบุญข้อทานแน่ เพราะมีจิตเป็นกุศลคิดช่วยเหลือคนให้หายจากโรค
ส่วนการให้มหรสพ ฟ้อนรำ ขับร้อง หรือการละเล่นต่าง ๆ ไม่ชื่อว่าทาน ก็โดยเกี่ยวกับเป็นเหตุเพิ่มพูนราคะ โทสะ โมหะ ที่มีกันมาก ๆ อยู่แล้วของคนอื่นให้มีมากยิ่งขึ้น ซึ่งกิเลสเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อสร้างทุกข์ในภายหลัง ยกเว้นบางกรณี เช่นอย่างเรื่องของพระสีวลี ที่ในอดีตชาติหนึ่งท่านเกิดเป็นเทวดา เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนประทับอยู่เกิดความเลื่อมใสมีประมาณยิ่ง คิดจะบูชาพระองค์มองไม่เห็นการบูชาอย่างอื่นนอกจากการฟ้อนรำถวายการบูชา จึงมาเฝ้าพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งพวกนางฟ้าที่เป็นบริวาร เทวดาและพวกนางฟ้าเหล่านั้นพากันฟ้อนรำด้วยลีลาที่สวยงาม ด้วยจิตที่มุ่งอาศัยการกระทำของตนเป็นเครื่องบูชาพระพุทธเจ้า ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จัดว่าเป็นทานได้ เพราะมิได้มุ่งจะให้พระองค์ทอดพระเนตรเห็นแล้วเกิดความเพลิดเพลินด้วยอำนาจของราคะเป็นต้น ทั้งตัวท่านเองก็รู้อยู่ว่า ท่านผู้นี้คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ สิ้นเชิง อย่างนี้เป็นต้น
ส่วนการให้หญิงแก่ชายเพื่อบำเรอกาม เหมือนอย่างที่ข้าราชการชั้นผู้น้อยบางคนคอยจัดหาหญิงมาบริการเอาใจผู้บังคับบัญชาบางคนที่มักมากในเมถุน ในคราวที่ไปตรวจราชการตามต่างจังหวัด เป็นต้น นั่น ชัดอยู่แล้วว่าไม่ใช่ทานแน่นอน ไม่เป็นบุญแน่นอน เพราะหาจิตที่มีลักษณะเป็นกุศลมิได้เลย ข้อนี้มิได้หมายรวมเอาในกรณีที่ผู้เป็นบิดามารดาจัดหาคู่ครองที่เหมาะสมแก่บุตรของตน เพื่อมาเป็นคู่คิดช่วยกันสร้างหลักฐานชีวิตครอบครัว เป็นกิจที่ผู้เป็นบิดามารดาควรทำ พระพุทธเจ้าก็ตรัสสรรเสริญ ตรัสว่าเป็นมงคลข้อหนึ่งทีเดียวในบรรดามงคล ๓๘ จัดเป็นทานได้ เพราะเกิดจากความคิดปรารถนาดีงามมีลักษณะเป็นกุศล มิได้มุ่งด้านการเสพเมถุนธรรมเป็นสำคัญ
สำหรับการจัดการให้สัตว์ได้ผสมพันธุ์กันก็ดี การให้ภาพจิตรกรรมลามกก็ดี เล็งถึงสภาพจิตใจความคิด
ของผู้กระทำ แล้วก็เห็นชัดว่า หาความสะอาดหมดจดเป็นกุศลมิได้เลย ไม่ชื่อว่าทาน ไม่เป็นบุญอะไร ๆ แน่นอน
ศีล – ความสำรวมทางกายทางวาจา
คำว่า “ ศีล ” มาจาก “ ศีร ” หรือ “ เศียร ” แปลว่า “ หัว ” ธรรมชาตินี้เป็นเหมือนหัว คือเป็นประธานแห่งกุศลธรรมทั้งปวง เพราะเหตุนั้นจึงเรียกว่า “ ศีล ” ถ้าหากผู้ใดมีหัว คือศีลแตกทำลายแล้ว กุศลธรรมทั้งหลายจะตั้งอยู่ไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสมาธิ ปัญญา คุณวิเศษทั้งหลายที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ไม่อาจจะเกิดมีได้แก่คนทุศีล ผู้มีศีลทำลาย เพราะคุณธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ได้ด้วยศีล
อุปมาเรื่องงู
ข้อนี้ก็มีอุปมาเหมือนบุคคลถูกงูใหญ่รัดตัวจนแน่น ต้องการเป็นอิสระจากงู ก็พยายามดึงส่วนต่าง ๆ ของลำตัวงูออก วิธีการอย่างนั้นย่อมเป็นภาระหนักทำให้สำเร็จได้ยาก วิธีปฏิบัติที่ง่าย คือทำลายหัวงูโดยใช้วัตถุของแข็งทุบที่ศีรษะงู พอศีรษะงูถูกทำลายแล้ว ขนาดลำตัวงูก็จะคลายออกไปเอง ข้อนี้ฉันใดบุคคลรักษาคุณธรรมทั้งหลายเอาไว้ได้โดยมีศีลเป็นหัวเป็นประธานแล้ว วันใดวันหนึ่งหากศีลถูกทำลายไปแล้ว คุณธรรมทั้งหลายทั้งปวงก็ย่อมคลาย กล่าวคือ ทำลายไปหมดฉันนั้นเหมือนกัน
ศีล ๒ พวก
ศีลเป็นบุญอย่างหนึ่งในบรรดาบุญหลายอย่าง ศีลแบ่งเป็น ๒ พวก คือ วาริตศีล กับ จาริตศีล วาริตศีล คือศีลส่วนที่เป็นข้อห้ามให้งดเว้นไม่ประพฤติชั่ว จาริตศีล คือ ศีลเป็นส่วนข้อควรประพฤติสนับสนุนให้ปฏิบัติ ให้ขวนขวายลงไม้ลงมือทำกิจที่สมควรทำ
อุโบสถศีล
ในตำราว่า ศีลทั้ง ๘ เรียกว่า “ อุโบสถศีล ” เป็นศีลของฆราวาส สมาทานวันเดียว คือ วันอุโบสถเท่านั้น ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ หรือถ้าเดือนขาดก็ ๑๔ ค่ำ ไม่ได้เป็นศีลที่รักษาประจำ (นิจศีล) เพราะว่าชีวิตฆราวาสคลุกคลีกับกามคุณ กิจน้อยใหญ่ ท่านจึงให้โอกาสไว้วันเดียว
อุโบสถศีล ขาดไม่ได้เลยแม้แต่ข้อเดียว ถ้าขาดก็เป็นอันว่าอุโบสถศีลนั้นหมดไป เวลาสมาทานต้องให้เต็มวัน ปกติแล้วพออาทิตย์อุทัยก็เริ่มสมาทานศีล ว่าต่อไปนี้ทั้งวันจะรักษาอุโบสถศีล ถ้าไม่อาจเริ่มรักษาในเวลานั้น สายกว่านั้นก็ได้ แต่ต้องมาทดให้ครบวันในวันรุ่งขึ้น สมาทานตั้งแต่เช้าตรู่อาทิตย์อุทัยจะมาสิ้นสุดอีกที พอฟ้าสางอาทิตย์อุทัยของอีกวันหนึ่ง ถ้าพูดเป็นชั่วโมงก็ครบ ๒๔ ชั่วโมง จึงจะถูกต้อง บางคนรับประทานอาหารเลยเพลแล้ว พอทราบว่าเป็นวันอุโบสถ ปรารถนาจะรักษาอุโบสถศีล ย่อมรักษาได้ แต่ต้องมาชดเชยในวันรุ่งขึ้น
ตัวอย่างการรักษาอุโบสถศีลตอนสาย
คนงานใหม่ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีไปทำงาน กลับจากนาไร่มาสถานที่อยู่ วันนั้น เพื่อนคนงานไม่มีใครแตกต้องอาหารเหมือนวันก่อนก็แปลกใจ พอเขาบอกให้ทราบว่าวันนี้เป็นวันอุโบสถ ก็ปรารถนาจะรักษาอุโบสถศีลบ้าง เขาจึงไม่รับประทานอาหารมื้อนั้น ท้องเขาไม่เคยขาดอาหารอย่างนั้นมาก่อน เกิดความหิวจัด เป็นเหตุให้
เขาเป็นลมตาย ตายแล้วก็ไปสวรรค์ด้วยอานุภาพของอุโบสถศีลนั้น แสดงให้เห็นว่าอุโบสถศีลจะสมาทานเวลาใดก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเวลาเช้าตรู่เสมอไป แต่ต้องให้ครบถ้วนและสมาทานในวันอุโบสถ
พุทธบริษัทมี ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา สำหรับภิกษุณีไม่มีแล้ว เพราะขาดการสืบต่อ นักบวชที่เรียกว่าชีก็ไม่ใช่ เป็นบริษัทหนึ่งต่างหากในพระพุทธศาสนา ถ้าจะจัดก็จัดเป็นอุบาสิกานับเนื่องในพวกฆราวาสนั่นแหละ
สรุปได้ว่า วาริตศีลที่เป็นข้อห้ามสำหรับฆราวาสปกติก็เป็นศีล ๕ เพิ่มขึ้นมาอีกเป็นศีล ๘ ในวันอุโบสถ และข้อที่ ๓ ในศีลอุโบสถนั้นก็เคร่งครัดกว่าข้อที่ ๓ ในศีล ๕ คือ ข้อที่ ๓ ในศีล ๕ เป็นความงดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร คือความประพฤติผิดในกาม อันได้แก่ในเมถุนธรรมทั้งหลาย พูดง่าย ๆ ว่าไม่ประพฤติล่วงเกินเกี่ยวกับประเวณี ในหญิง ๒๐ จำพวก ซึ่งมิใช่ภรรยาตน หรือเป็นผู้ที่มีเจ้าของหวงแหน ส่วนข้อที่ ๓ ในศีล ๘ หรือศีลอุโบสถ เป็นความงดเว้นจากสิ่งที่ไม่ใช่พรหมจรรย์ คือการเสพเมถุนทั้งหมด แม้กับภรรยาตน ข้อที่ ๖, ๗ และ ๘ ที่เพิ่มเข้ามาเป็นศีลอุโบสถ คือ ความงดเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล คือเลยเที่ยงไปจนอรุณขึ้นใหม่อีก ๑ ความงดเว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง การบรรเลง และการดูมหรสพ และการประดับประดาตกแต่งร่างกายด้วยพวงดอกไม้ของหอมเครื่องย้อมทา ๑ จากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ๑
ในส่วนของ จาริตศีล สำหรับฆราวาสนั้น ถ้าจะถามว่าจะมีสักกี่ข้อ ก็ไม่อาจจะกำหนดจำนวนได้ เพราะเป็นข้อควรประพฤติแล้วแต่เหตุการณ์เฉพาะหน้าที่ไปประสบเข้า เช่น เห็นเด็กเล็ก ๆ จะข้ามถนนก็ช่วยพาเขาข้ามถนน เป็นต้น เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นอย่างไร มีอยู่คนหนึ่ง เป็นคนใจดี เห็นเด็กคนหนึ่งกระเย่อกระแหย่งพยายามกดออดประตูหน้าบ้านหลังหนึ่ง ก็กุลีกุจอช่วยกด พอออดดังเด็กคนนั้นก็มาบอกว่า “ คราวนี้ตัวใครตัวมันแล้วกันนะคุณลุง ” แล้วก็วิ่งหนีไป เพราะฉะนั้น ก็ต้องระวังเหมือนกัน
ส่วนที่ทำอยู่เป็นประจำก็มี เช่น การอุปถัมภ์บำรุงบิดามารดานี้ก็เป็นจาริตศีลด้วย บุคคลอื่นที่เป็นญาติผู้ใหญ่ เป็นพี่น้องอยู่บ้านเดียวกัน ก็สงเคราะห์ตามสมควรแก่บุคคล ล้วนแต่เป็นจาริตศีลทั้งนั้น พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญจาริตศีล ว่าเป็นคุณสมบัติของสัตบุรุษผู้เป็นบัณฑิต เพราะทำให้เต็ม ให้ดี ให้ถี่ถ้วน ได้ยาก ต้องข่มใจ ต้องฝืนกิเลส บางทีไม่อยากทำ หรือมีบุคคลมาพูดให้เสียใจ ก็หมดกำลังใจที่จะทำ ถ้าเอาชนะกิเลสไม่ได้ ข่มใจไม่ได้ก็จะเลิกทำ จาริตศีลในคราวนั้นก็บกพร่องไป ขาดการข่มใจอันเป็นคุณธรรมของบัณฑิต
ตัวอย่างจาริตศีลต้องใช้ความอดทน
คนแก่นั้นมักน้อยใจ คิดมาก คิดไปสารพัดให้ตัวเองเดือดร้อนใจ พอลูกหลายคนใดคนหนึ่งมาดีด้วยเป็นพิเศษ แทนที่จะชื่นชม กลับเกิดระแวงว่าลูกหลายอยากได้มรดก จึงได้มาทำดีเป็นพิเศษ บางครั้งทำเอาลูกหลายผู้มีจิตบริสุทธิ์ มีจิตกตัญญู เสียใจจนอาจจะละทิ้งความตั้งใจดี ทิ้งข้าวของที่เตรียมมาเพื่อจะปรนนิบัติบำรุงนั้นเสียก็ได้ หรือรีบจากไปเสียก็ได้
เพราะฉะนั้น เมื่อมีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้น ผู้ต้องการทำจาริตศีลให้เต็มให้บริบูรณ์ ก็จำต้องอดทนอดกลั้น ต้องข่มใจตนใช้ความอุตสาหะยิ่งกว่าวาริตศีลไม่เช่นนั้นจาริตศีลก็จะเต็มบริบูรณ์ไม่ได้คนที่รักษาศีล ๕ ได้ด้วยดี ไม่บกพร่องเลยตลอดกาลนาน ก็เนื่องจากว่าเขามีจาริตศีลสมบูรณ์อยู่เสมอนั่นเอง เพราะจาริตศีลเกื้อกูลแก่ วาริตศีล
ศีลของพระภิกษุ
สำหรับพระภิกษุสงฆ์ วาริตศีลและจาริตศีลมีมากกว่าฆราวาส วาริตศีลส่วนที่เป็นข้อห้าม ไปประพฤติละเมิดเข้าก็ต้องอาบัติ ต้องปลงอาบัติ จาริตศีลที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้ทำก็เหมือนกัน ถ้าไม่ทำก็ต้องอาบัติ ต้องปลงอาบัติ มีมากมาย เช่นอุปัชฌาย์เป็นไข้ไม่อุปัฏฐากบำรุงท่าน ไม่ปรนนิบัติตามกาลอันควร ก็อาบัติ เป็นต้น
ภาวนา – การอบรมจิต
ภาวนาเป็นการอบรมจิตทางสมถะและวิปัสสนาการอบรมจิตทางสมถะ (สมถะ แปลว่า สงบ) คือการทำจิตให้สงบ ให้ตั้งมั่นเป็นหนึ่ง โดยการเจริญกรรมฐาน ที่เรียกว่า สมถกรรมฐาน มีการกำหนดลมหายใจเข้าออก การเพ่งดวงกสิณ เป็นต้น ส่วนวิปัสสนาภาวนา ก็คือการอบรมจิตทางวิปัสสนา คือปัญญาที่เห็นนามรูปตามความเป็นจริงว่า ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา โดยการเพ่งอารมณ์กรรมฐานกล่าวคือ นาม - รูป นั่นเอง
สมถภาวนา เป็นไปเพื่อสงบกิเลสเครื่องกลุ้มรุมจิตประเภทที่เรียกว่า “ นิวรณ์ ” ทั้งหลาย โดยอาการที่ข่มไว้ไม่ให้กำเริบขึ้นมา หากว่าสามารถเจริญจนบรรลุถึงฌานได้ รักษาฌานนั้นไว้ได้ไม่เสื่อม ตายไปก็จะได้ไปเกิดในพรหมโลก ส่วน วิปัสสนาภาวนา เป็นเพื่อละกิเลสประเภทที่เรียกว่า “ อนุสัย ” ซึ่งนอนเนื่องอยู่ในจิตสันดาน โดยการละเป็นครั้งคราว ชั่วเวลาที่วิปัสสนาญาณนั้น ๆ เกิดขึ้น หากสามารถเจริญให้ก้าวหน้าไปได้ตามลำดับ ก็จะบรรลุถึงมรรคผล นิพพาน ตัดอนุสัยกิเลสอันเป็นมูลแห่งวัฏฏะได้เด็ดขาด ทำให้พ้นทุกข์ในสังสารวัฎ มีความเกิด เป็นต้นได้
อปจายนะ – ความนอบน้อย
อปจายนะ ความนอบน้อมต่อผู้ที่ควรนอบน้อม ข้อนี้ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม เช่น มาในที่ประชุม ก็ต้องนอบน้อมประธานในที่ประชุม แต่ถ้าการประชุมดำเนินไปแล้ว แม้ดั้นด้นฝ่าฝูงชนเข้ามาแสดงความนอบน้อม มาไหว้ทักทาย “ อาจารย์สบายดีหรือ ยาที่ให้ไปเมื่อวันก่อนเป็นอย่างไร ได้ผลดีไหม ” อะไรทำนองนี้ เป็นเหตุให้การประชุมหยุดชะงักไป อาจเป็นการทำประโยชน์ทั้งของตนและคนอื่นให้เสียไป อย่างน้อยก็สร้างความรำคาญ จึงเป็นอปจายนะที่ไม่น่าปรารถนา

ตัวอย่างอปจายนะที่เหมาะสม
พระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นพระราชา วันหนึ่งเสด็จเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ไปช้าไปถึงเวลาที่พระพุทธเจ้า ประทับแสดงธรรมอยู่ พระองค์เสด็จไปถึงแล้วก็ทรงยืนบังเสาก่อนไม่ให้ใครเห็น เพราะถ้าหากว่าเข้าไปถวายบังคมพระพุทธเจ้าตอนนี้ คนก็จะแตกตื่นว่าพระราชาเสด็จมา ก็จะไม่เป็นอันฟังธรรม หันมาถวายบังคมพระราชา ก็ย่อมเกิดความวุ่นวายขึ้น กำลังฟังธรรมเข้าใจเหตุและผลติดต่อกันดี ๆ อยู่บางทีอาจจะเกิดญาณปัญญาไปตามลำดับจนกระทั่งถึงมรรคถึงผลได้ดีทีเดียว ไปหยุดชะงักเพราะการรับเสด็จอย่างนั้นเสีย ก็อาจจะเสียประโยชน์เหล่านั้นไป หรือว่าควรจะได้ความเข้าใจเพิ่มเติมก็ชะงักไป ความคิดไม่ปะติดปะต่อ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเห็นอย่างนี้แล้วก็ทรงยืนแอบบังเสาไว้ก่อน รอพระพุทธเจ้าแสดงธรรมให้จบก่อน จึงเสด็จเข้าไป เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของบุคคลผู้มีอปจายนะ
ตัวอย่างการนอบน้อมที่ไม่ถูกกาลเทศะ
มีอยู่คนหนึ่ง ต้องการจะนอบน้อมพระรัตนตรัย โดยไม่พิจารณาให้เหมาะแก่กาลเทศะ ได้รับเชิญเป็นประธานเปิดสถานที่แห่งหนึ่ง ในที่ประชุมกรรมการสมาคมแห่งหนึ่งซึ่งเป็นของนานาชาติ พอถึงเวลาผู้เป็นประธานก็บอกให้ทุกคนยืนขึ้นพนมมือ กล่าวคำนอบน้อมพระรัตนตรัย “ อรหังสัมมา สัมพุทโธ ภควาฯ ” ทำให้ชาว ต่างชาติที่นับถือศาสนาอื่นในที่ประชุมนั้นงงงวย ทำเช่นนี้ไม่เหมาะกาลเทศะ เพราะการแสดงความนอบน้อมเช่นนี้ ทำได้เฉพาะสังคมชาวพุทธเท่านั้น เป็นเหตุให้ลูกหลานของท่านผู้นั้นเกิดความอับอาย ทำให้ไม่ยินดีในการเข้าวัดฟังธรรม เพราะเห็นพ่อหรือลุงทำอย่างนี้ เกรงว่าจะเป็นเหมือนลุงเหมือนพ่อ การทำไม่ถูกกาลเทศะอย่างนี้ย่อมเป็นเหตุให้คนทั้งหลายเข้าใจว่าคนเข้าวัดฟังธรรมจะต้องเป็นคนอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ก็ต้องใช้วิจารญาณ ใช้ปัญญาพิจารณาถึงความเหมาะสมด้วย
เวยยาวัจจะ – ความขวนขวายในกิจที่ควรทำ
เวยยาวัจจะ ความขวนขวายในกิจที่ควรทำ หมายความว่าเป็นคนไม่ละเลยในกิจที่ควรทำทั้งหลาย ไม่มีการผัดวันประกันพรุ่งว่า จะทำพรุ่งนี้ มะรืนนี้ นี้คือเวยยาวัจจะ เช่น ท่านกำลังนั่งอยู่ มีคนเข้ามามองหาที่นั่ง ไม่มีที่ ท่านเห็นว่ามีเก้าอี้พิงอยู่ข้างฝาใกล้ ๆ ท่าน ท่านก็ลากมากางให้เขานั่ง อย่างนี้เรียกว่า บำเพ็ญบุญข้อเวยยาวัจจะ แต่ต้องกำหนดขอบเขตด้วย ว่าควรทำสักแค่ไหนเพียงใด บางคนก็ทำจนเกินเลยขอบเขตไป เช่น ตนเองกำลังนั่งเรียน นั่งศึกษาธรรม มีคนเข้ามาก็รีบกุลีกุจอไปหา ถามว่ามีที่นั่งหรือยัง เป็นต้น ให้วุ่นวายไปหมด เสียประโยชน์ในการเรียนของตัวเองด้วย ทำให้คนอื่นพลอยเสียด้วย
ถ้าย่อบุญ ๑๐ อย่างให้เหลือ ๓ คือ ทาน ศีล ภาวนา ขอให้ทราบว่า อปจายนะ และเวยยาวัจจะ สงเคราะห์เข้าในศีล เพราะมีลักษณะเป็นจาริตศีล
ปัตติทาน – การอุทิศกุศล
ปัตติทาน
การให้บุญที่ตนถึงแล้วแก่คนอื่น คือตนเองทำแล้วก็นึกให้บุญที่ทำนั้นแก่ผู้อื่น ดุจผู้นั้นทำเอง
ทีเดียว ใจความก็คืออุทิศกุศลนั่นเอง สำหรับปัตติทานนั้นสงเคราะห์เข้าในทาน เพราะตนทำบุญแล้วอุทิศบุญให้กับคนอื่น ก็เท่ากับบำเพ็ญทาน เพียงแต่ว่า แทนที่จะเป็นเครื่องอุปโภคบริโภค ก็ให้บุญนี้แก่คนอื่น ส่วนมากก็จะนึกถึงเปรตผู้เป็นญาติ แม้คนอื่นที่ไม่ใช่เปรตที่เป็นญาติก็อุทิศได้ ส่วนจะรับได้หรือไม่ได้ประการใดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ได้เป็นเหตุให้เสียบุญ
พึงทราบว่า สัตว์บุคคลผู้ที่สามารถรับเอาบุญที่คนอื่นอุทิศให้นั้น ได้แก่พวกเปรตเท่านั้น และเป็นเปรตบางจำพวกเท่านั้นไม่ใช่ทุกจำพวก คือเปรตที่ท่านเรียกว่า “ ปรทัตตุปชีวี ” แปลว่า “ ผู้เลี้ยงชีพด้วยบุญที่ผู้อื่นอุทิศให้ ” จำพวกเดียวเท่านั้น และบุญที่ควรอุทิศให้โดยตรงและเป็นประธาน ก็คือทาน นั่นเองเพราะเปรตพวกนี้เสวยความทุกข์ ประสบความอดอยากแสนสาหัส ก็เกี่ยวกับว่าขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคอันเป็นส่วนวัตถุทาน เพราะฉะนั้น จึงปรารถนาจะให้ญาติในชาติก่อนหน้าที่ตนจะเกิดเป็นเปรตได้อุทิศทานให้ตนอยู่ ก็เพราะเหตุนั้นนั่น นั่นแหละ เวลาให้ทาน คนทั้งหลายจึงควรอุทิศบุญของตนให้แก่ผู้เปรตผู้เป็นญาติของตนด้วย
ท่านบอกว่า บุญที่อุทิศนั้นจะตกถึงแก่พวกเปรตเหล่านั้นได้ ก็ในเมื่อพร้อมเพรียงด้วยองค์ ๓ คือ
•  ความตั้งใจอุทิศของทายก (ผู้ถวายทาน) โดยอาการว่า “ ขอให้ทานที่ข้าพเจ้าได้ให้แล้วครั้งนี้ จงตกถึงแก่พวกญาติผู้ล่วงลับไปแล้วเถิด ” ดังนี้
•  ปฏิคาหก (ผู้รับเอาทาน) เป็นผู้มีคุณสมบัติ ศีลเป็นต้น เพียบพร้อม เพราะฉะนั้น เวลาที่คนทั้งหลาย
จะทำบุญอุทิศกุศล จึงมักนิยมถวายอาหารหวานคาวแก่พระภิกษุสงฆ์ เพราะเห็นว่าท่านเป็นผู้ทรงศีล แต่พึงทราบว่า แม้ให้แก่ฆราวาสผู้มีศีลเพียบพร้อมแม้เพียง ๕ ข้อเท่านั้น และเป็นผู้มีไตรสรณคมณ์คือถึงพระรัตนตรัยว่าเป็นสรณะ บุญนั้นก็สามารถตกถึงแก่พวกเปรตได้เหมือนกัน
•  การอนุโมทนาของพวกเปรตเหล่านั้น คือพวกเปรตเหล่านั้นทราบว่าเขาอุทิศแก่ตน ก็ยินดีร่าเริงบันเทิง
ใจในอันจะรับเอา ถ้าไม่อนุโมทนาก็ไม่อาจจะรับได้
พร้อมเพรียงด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล้ว พวกเปรตเหล่านั้นก็มีโอกาสเสวยบุญเหล่านั้น โดยการได้เสวยเครื่องอุปโภคบริโภคที่เป็นทิพย์ มีอาหารทิพย์ เป็นต้น อันเหมาะสมแก่อัตภาพเปรต พ้นจากความอดอยากหิวโหยไป
ในมหาปรินิพพานสูตร พระพุทธเจ้ายังทรงแนะนำให้อุทิศกุศล หรือบุญที่ทำแก่พวกเทวดาทั้งหลายด้วย ทั้ง ๆ ที่พวกเทวดาเป็นอยู่ด้วยบุญของตนไม่ใช่อาศัยบุญคนอื่นเป็นอยู่ก็ตาม ทั้งนี้ก็เพียงเพื่อเทวดาเหล่านั้นพอทราบว่า “ ผู้นี้ทำบุญแล้ว ยังมีแต่ใจนึกถึงเรา ” อย่างนี้แล้ว ก็จะเกิดจิตเอื้อเอ็นดู ใช้อานุภาพช่วยปกป้องคุ้มครองอันตรายให้ เท่าที่อานุภาพของตนจะอำนวย
ในการอุทิศบุญแก่พวกเปรตนั้น พึงตั้งใจอุทิศในขณะกำลังทำบุญนั้น ๆ เช่น ขณะที่กำลังประเคนอาหารลงในบาตรพระ เป็นต้น บุญนั้นจึงจะมีกำลังช่วยให้ตกถึงเปรตได้ด้วยดี จะอุทิศให้หลังทำเสร็จไปใหม่ๆ ก็ใช้ได้ เพราะยังมีจิตระลึกถึงติดพันกันอยู่ แต่ถ้าในเวลาที่ว่านี้หลงลืมการอุทิศไป ทิ้งไปทำกิจอื่นเสียนาน เกิดนึกได้แล้วอุทิศ การอุทิศนี้ไม่มีกำลัง หาความแน่นอนในอันตกถึงแก่พวกเปรตมิได้
ในสังสารวัฎอันยาวนาน แต่ละคนย่อมมีเปรตผู้เป็นญาติของตนแต่ชาติก่อน ๆ แน่นอน เพราะฉะนั้น ทำบุญทุกครั้งจึงควรอุทิศแก่เปรตผู้เป็นญาติหรือจะเผื่อแผ่ไปถึงเปรตผู้ไม่ใช่ญาติด้วยก็ไม่ขัดข้อง
ปัตตานุโมทนา – ยินดีด้วยในบุญที่ผู้อื่นถึงแล้ว
ปัตตานุโมทนา ยินดีด้วยในบุญที่ผู้อื่นถึงแล้วก็คือคนอื่นเขามีบุญอันถึงแล้ว คือได้ทำบุญแล้ว ตนได้ทราบข่าวเข้าก็ยินดีด้วย คำว่ายินดีด้วยไม่จำเป็นต้องแสดงความยินดีด้วยการเปล่งวาจาก็ได้ นึกอยู่ในใจก็ได้ ขึ้นอยู่กับกาลเทศะ ความยินดีด้วยคือความรู้สึกบันเทิงใจ ดุจทำบุญนั้นด้วยตนเองทีเดียว ศรัทธาความเลื่อมใสก็เกิดเท่ากับคนทำ เรียกว่า ปัตตานุโมทนา
สมมุติว่ามีคนแสดงธรรมอยู่ พอเราได้ยินได้ฟังเราก็อนุโมทนาคนที่แสดงธรรมทุกครั้ง ผู้แสดงจะเป็นใครก็ตาม แสดงธรรมให้ใครฟังก็ตามในเวลานั้น การที่เรานึกอนุโมทนาคนแสดงธรรม ว่าเขาช่างใจบุญจริง อุตส่าห์เผื่อแผ่ความรู้ให้คนอื่น สาธุ ดีจริงหนอ ขอให้เจริญ ๆ เถิด อย่างนี้ ยังไม่แน่ว่าเป็นปัตตานุโมทนา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเมื่อคนกล่าวธรรมผิด แสดงธรรมผิด ยังประโยชน์คนฟังให้เสียหาย บุคคลใดบุคคลหนึ่งอนุโมทนาในคำที่เขากล่าว ในคำที่เขาแสดง ผู้นั้นชื่อว่าเป็นพาล เพราะฉะนั้น ถ้าเกรงว่าจะเป็นพาล ก็อย่าไปเที่ยวอนุโมทนาใครง่าย ๆ ต้องฟังและพิจารณาให้ดีว่าเขาพูดอะไร สมควรอนุโมทนาแล้วจึงค่อยอนุโมทนา จึงจะมีโอกาสเป็นบุญข้อนี้ได้
การอนุโมทนาเท่าที่ทำกัน จิตใจไม่ได้อนุโมทนาจริง เพียงแต่เห็นว่าคนอื่นทำบุญเป็นเรื่องต้องอนุโมทนา ก็พูดอนุโมทนาไปอย่างนั้นเอง จิตใจอาจไม่ได้เลื่อมในบุญที่คนเขาทำเลยก็ได้ เอาแน่ไม่ได้บุญทุกอย่างเป็นของควรอนุโมทนา ปัตตานุโมทนา ยินดีด้วยในบุญที่คนอื่นถึงแล้วนี้ สงเคราะห์เข้าในทาน สงเคราะห์เข้าในทานอย่างไร บุญที่ผู้อื่นถึงแล้วโดยมากท่านหมายถึงทาน คือเห็นคนอื่นเขาทำทานเราก็ยินดีด้วย ก็เหมือนกับว่าในเวลานั้นเรามีส่วนได้ทำด้วยจึงสงเคราะห์ไปในทาน แต่พึงทราบว่าแม้บุญที่เขาทำนั้นไม่ใช่ทาน การอนุโมทนาของเราก็ย่อมสงเคราะห์เข้าในบุญข้อทานนี้นั่นแหละ เพราะเป็นการช่วยให้บุญข้อทานของเรานี้แผ่ไพศาล
ธัมมัสสวนะ – การฟังธรรม

อย่าเข้าใจว่าต้องเป็นการฟังธรรม คือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกเท่านั้น แม้การฟังวิทยาการที่ไม่มีโทษในทางโลกซึ่งเป็นไปเพื่อประโยชน์ในโลกนี้ ก็ชื่อว่าฟังธรรมเหมือนกัน การฟังถ้าหากเป็นการฟังธรรมของพระพุทธเจ้าจริงท่านบอกว่า สงเคราะห์เข้าในภาวนาได้ เพราะเป็นการฟังธรรมที่หาโทษไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง ปราศจากมลทินทั้งปวง เป็นไปเพื่อขูดเกลาจิตใจให้สะอาด นับว่าเป็นเครื่องอบรมจิตประการหนึ่ง เพียงแต่เป็นส่วนเบื้องต้นเท่านั้น หรืออีกนัยหนึ่ง การเจริญสมถะก็ตาม เจริญวิปัสสนาก็ตาม จะสำเร็จด้วยดีก็ด้วยการฟังธรรมเสียก่อน เพราะฉะนั้น ธัมมัสสวนะจึงสงเคราะห์เข้าในภาวนาได้ เนื่องด้วยเป็นเบื้องต้นของภาวนา คือของสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา
ธัมม เทศนา – การแสดงธรรม
ธัมมเทศนา
การแสดงธรรมก็ทำนองเดียวกัน ชี้แจงแนะนำคนอื่นเกี่ยวกับธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ทรงบัญญัติ ทรงแนะนำไว้ก็ได้ เกี่ยวกับธรรมคือวิทยาการทางโลกที่หาโทษมิได้ก็ได้ เช่น แนะนำความรู้เกี่ยวกับการประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น เป็นต้น ให้แก่คนทั้งหลาย เอาไปใช้เป็นเครื่องมือประกอบการหาเลี้ยงชีพ อย่างนี้เป็นต้น ล้วนสงเคราะห์เข้าในธัมมเทศนาทั้งนั้น การแสดงธรรมนี้สงเคราะห์ได้เป็น ๒ อย่างคือ สงเคราะห์เข้าในทาน เป็นการให้ธรรม สมดังที่ตรัสไว้ว่า “ การให้ธรรมชนะการให้ทั้งปวง ” พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนี้ ทั้งยังสงเคราะห์เข้าในภาวนาได้อีก เพราะปรากฏว่าภิกษุผู้แสดงธรรมให้แก่พระภิกษุอื่นได้สดับตรับฟัง พอจบเทศนา ท่านได้สำเร็จมรรคผลเป็นพระอรหันต์ อย่างนี้เป็นต้น
เรื่องทำนองนี้มีปรากฏอยู่ในพระสูตรหลายสูตรแสดงว่าท่านมีความรู้ในธรรมที่ท่านแสดง แต่น่าสงสัยว่า ความรู้ที่ท่านมีอยู่แล้วนั้น เหตุใดจึงไม่เป็นเหตุให้ท่านสำเร็จพระอรหันต์ก่อนหน้านี้ คือตอนที่ไม่ได้แสดงให้คนอื่นฟัง เหตุใดจึงมาสำเร็จตอนที่แสดงให้คนอื่นฟังเหตุผลคือ เวลาพูดให้คนอื่นฟังกับเวลาที่รู้แล้วเก็บความรู้นั้นไว้ เฉย ๆ นั้นต่างกันมากคือ เวลาที่จะแสดงก็ต้องคิดที่จะอธิบาย ทำให้ได้เหตุได้ผลขึ้นมา ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไม่เคยทราบมาก่อน ไม่เคยคิดมาก่อน คำพูดในพระสูตรนั้นอ่านแล้วเอามาคิดถึงเหตุผลในคราวแสดงให้เขาฟัง จะอธิบายอย่างไรคนอื่นจึงเข้าใจได้ เพราะตอนนั้นต้องได้เหตุผลของตัวเองก่อน จึงจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ โดยเฉพาะคำสอนส่วนที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
อีกอย่างหนึ่ง เวลาที่คนฟังไม่เข้าใจแล้วถามทำให้เกิดการขบคิดหาคำตอบ แล้วก็ได้เหตุได้ผล พอได้เหตุได้ผลจริง ๆ แล้วจะทราบว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้องเพราะจะไม่คลุมเครือ จะสงเคราะห์เข้าได้ในหมวดธรรมทั้งหลายที่เข้าใจทะลุปรุโปร่งมาก่อนแล้วไม่ขัดกัน เพราะฉะนั้น เกี่ยวกับธัมมเทศนานี้ แม้ท่านผู้นั้นมีความรู้ที่จะแสดงธรรมได้ก็ตาม เวลาจะแสดงต้องสำรวมจิตสำรวมใจพิจารณาพยัญชนะพิจารณาอรรถเป็นพิเศษ เพื่อจะพูดให้ผู้ฟังฟังเข้าใจนั่นแหละ เป็นเหตุให้ได้เหตุผลของธรรมลึกซึ้งขึ้นและเกิดน้อมความจริงเข้ามาในตนในเวลาที่พูด ก็จะประสบความจริงที่ว่านี้โดยประจักษ์ด้วยวิปัสสนาญาณ ทำวิปัสสนาญาณให้ก้าวหน้าไปตามลำดับ ในเวลาที่กำลังพูดอยู่นั้นนั่นแหละ จบเทศนาก็บรรลุมรรคผล แต่ว่าสำหรับเราจะเอาอย่างท่านไม่ได้ ไม่ควรเลย เราต้องไม่พูดจึงจะมีโอกาสปฏิบัติได้ดี ธัมมเทศนานี้เพราะเป็นเหตุเบื้องต้นแห่งภาวนา จึงสงเคราะห์อยู่ในภาวนาได้นอกเหนือ จากสงเคราะห์เข้าในทาน
ทิฏฐุชุกรรม – การทำความเห็นให้ตรง
ทิฏฐุชุกรรม แปลว่า “ การทำความเห็นให้ตรง ” ใจความก็คือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ความเห็นถูกต้อง นั่นเอง สัมมาทิฏฐินี้มี ๕ อย่างคือ
•  กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ แปลว่า “ ความเห็นชอบว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน ” หมายความ
ว่าตนทำกรรมอะไรไว้ จะเป็นกรรมดีก็ตาม จะเป็นกรรมชั่วก็ตาม ตนต้องเป็นผู้รับผลของกรรมที่ตนทำ จะมอบหมายให้ผู้อื่นรับแทนมิได้
•  ฌานสัมมาทิฏฐิ แปลว่า “ ความเห็นชอบที่ประกอบกับฌาน ” คือปัญญาเกี่ยวกับฌาน เกิดขึ้น
ร่วมกันกับฌานที่เจริญได้
•  วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ แปลว่า “ ความเห็นชอบที่เป็นวิปัสสนา ” เป็นชื่อของปัญญาที่รู้สังขารทั้งหลาย
ตามความเป็นจริงว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ที่เรียกว่าเห็นไตรลักษณ์
•  มัคคสัมมาทิฏฐิ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ อันเป็นองค์มรรคองค์แรกในบรรดาองค์มรรค ๘ เกิดขึ้นแล้ว ก็รู้
เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง
• ผลสัมมาทิฏฐิ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิที่เกิดร่วมกับพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้นนั่นเอง ได้แก่ ปัญญาที่เกิดร่วมกับผลจิตทั้งหลายอันเป็นวิบากของมรรค ในสัมมาทิฏฐิ ๕ อย่างนี้ ผลสัมมาทิฏฐิอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ใช่บุญกิริยา เพราะไม่ใช่บุญ แต่เป็นผลของบุญปัญญาที่รู้เหตุผลตรงต่อความเป็นจริงทั้งหลาย แม้ไม่อาจสงเคราะห์เข้าในสัมมาทิฏฐิ ๕ อย่างเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งโดยตรง ก็จัดว่าเป็นสัมมาทิฏฐิได้ เพราะมีคติเป็นสัมมาทิฏฐิ รวมทั้งความรู้ที่ได้จากการเรียนปริยัติธรรม บุญคือสัมมาทิฏฐิทั้งหลาย เรียกว่า “ ทิฏฐุชุกรรม ” ในที่นี้
ทิฏฐุชุกรรมหรือสัมมาทิฏฐินี้ สงเคราะห์เข้าในบุญกิริยาวัตถุได้ทั้ง ๓ ข้อ คือ ทาน ศีล ภาวนา เป็นตัวควบคุมให้การกระทำ นับได้ว่าเป็นทาน เป็นศีล เป็นภาวนา เพราะเป็นความรู้ที่ถูกต้อง เกี่ยวกับเรื่องทาน ศีล ภาวนา ที่เรียกว่า “ บุญ ” กล่าวคือบุญที่เรียกว่าทานเป็นไฉน บุญที่เรียกว่าศีลเป็นไฉน บุญที่เรียกว่าภาวนาเป็นไฉน ขึ้นอยู่กับตัวทิฏฐุชุกรรม หมายความว่า ทานจะเป็นทานได้ก็เพราะอาศัยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ศีลจะเป็นศีลได้ก็เพราะอาศัยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ภาวนาก็เช่นเดียวกัน
ความหมายของบุญกิริยาวัตถุ
บุญ ๑๐ อย่างนี้ ท่านเรียกในตำราว่า “ บุญกิริยาวัตถุ ”
คำว่า “ บุญกิริยาวัตถุ ” ยังแปลกันผิด ๆ ว่า “ ที่ตั้งอาศัยแห่งการกระทำที่เป็นบุญ ” กลายเป็นว่าทาน เป็นต้นยังไม่ใช่บุญ แต่เป็นที่ตั้งอาศัยแห่งการกระทำที่เป็นบุญอีกทีหนึ่งเท่านั้น จึงเป็นเหตุให้คนเข้าใจผิดว่า บุญ นอกเหนือไปจากการให้เป็นต้นอีกที การให้เป็นต้นเป็นเพียงการนำมาซึ่งบุญ ไม่ใช่ตัวบุญ ที่ถูกไม่ได้แปลว่าที่ตั้งอาศัยแห่งการกระทำที่เป็นบุญ ความจริงเป็นชื่อของสภาวธรรมอันเดียวกัน คือว่าสภาวธรรมนั้น หรือการกระทำนั้น เรียกว่า “ บุญ ” เพราะเป็นเครื่องชำระจิตสันดานให้หมดจด ชื่อว่า “ กิริยา ” เพราะเป็นของควรทำ และชื่อว่า “ วัตถุ ” เพราะเป็นที่ตั้งอาศัยแห่งอานิสงส์นับเป็นร้อย ได้ชื่อรวมกันว่า “ บุญกิริยาวัตถุ ” เพราะฉะนั้น บุญกิริยาวัตถุจึงมี ๑๐ ประการ บุญอย่างอื่นที่นอกเหนือไปจากนี้ไม่มีอีกแล้ว เช่น คนได้ฌาน ฌานนั้นก็สงเคราะห์ไปในบุญคือข้อภาวนา หรือแม้แต่วิปัสสนาญาณและมรรคญาณก็ยังสงเคราะห์เข้าในข้อภาวนา แต่พอบรรลุถึงผล ตอนนี้ไม่ชื่อว่าบำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ เพราะพ้นบุญไปแล้ว เป็นผลเป็นวิบาก วิบากนี้เป็นอานิสงส์ของบุญอีกท