มนุสสภูมิ  
โดย อาจารย์สุคนธ์ สุ่นศิริ

นำมาจากเรื่อง ภูมิวิลาสินี โดยพระเทพมุนี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙ ) เจ้าอาวาสวัดดอน กรุงเทพมหานครในสมัยนั้น

เรื่องมนุสสภูมิและหนทางดำเนินมาสู่มนุสสภูมิหรือโลกมนุษย์เรานี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเราผู้เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จำเป็นต้องทราบเอาไว้ เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา เพราะอีกไม่ช้าไม่นาน เราก็จะตายแล้ว ฉะนั้นก่อนที่จะตายไปจากมนุษย์โลกนี้ ก็ควรที่จักรับรู้เรื่องของมนุษย์โลกพร้อมกับทางที่จักกลับมาเกิดในมนุษย์โลกนี้อีกจึงจะเป็นการดี ก็ในการพรรณนาถึงมนุสสภูมินี้ ก่อนอื่นจักขออัญเชิญเอา พระพุทธฎีกา ซึ่งมีปรากฏในมหาสีหนาทสูตร มาตั้งไว้เบื้องแรกดังต่อไปนี้

“ ดูกรสารีบุตร เราย่อมรู้ชัดซึ่งเหล่ามนุษย์ทางที่ยังสัตว์ให้ถึงมนุษย์โลกและปฏิปทาอันยังสัตว์ให้ถึงมนุษย์โลก อนึ่งสัตว์ผู้ปฏิบัติประการใดเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมอุบัติเกิดในหมู่มนุษย์ เราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย

“ ดูกรสารีบุตร เราย่อมกำหนดรู้ใจของบุคคล บางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่างนี้ว่า “ บุคคลนั้นปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้นและขึ้นสู่หนทางนั้นแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักอุบัติเกิดในหมู่มนุษย์ โดยสมัยต่อมา เราย่อมเห็นบุคคลนั้นอุบัติแล้วในหมู่มนุษย์เสวยสุขทุกข์เป็นอันมาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์สามัญ “

“ ดูกรสารีบุตร เปรียบเหมือนต้นไม้ซึ่งเกิดในพื้นที่อันเสมอ มีใบอ่อนและใบแก่แน่นหนามีร่มเงาหนาทึบลำดับนั้น มีชายคนหนึ่งซึ่งมีเนื้อตัวถูกความร้อน แผดเผา ถูกความร้อนครอบงำ มีความเหน็ดเหนื่อย สะทกสะท้าน หิวกระหาย เดินมุ่งหน้ามาสู่ต้นไม้นั้นแหละ โดยมรรคาสายเดียว บุรุษผู้มีตาดีเห็นเขาเข้าแล้ว ย่อมมีใจกรุณากล่าวเตือนเขาอย่างนี้ว่า “ พ่อมหาจำเริญบุคคลปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้นแล้ว จักมาถึงต้นไม้นั้นอย่างแน่นอนเทียวหนา ” โดยสมัยหลังต่อมา บุรุษผู้มีตาดีนั้นย่อมเห็นชายคนนั้น นั่งหรือนอนในเงาต้นไม้อันมีร่มเงาหนาทึบ เสวยสุขทุกข์เป็นอันมาก อุปมานี้ฉันใด ดูกรสารีบุตร เราตถาคตก็เป็นเช่นเดียวกัน คือ ย่อมกำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่างนี้ว่า “ บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้นดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้นแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักอุบัติเกิดในหมู่มนุษย์ ” โดยสมัยต่อมา เราตถาคตได้เห็นบุคคลนั้นเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก อุบัติเกิดแล้วในหมู่มนุษย์เสวยสุขเสวยทุกข์เป็นอันมาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์สามัญ ดังนี้

นี้คือพระพุทธฎีกาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าให้พระสารีบุตรองค์อัครสาวกฟังและพระพุทธฎีกานี้ ย่อมจักชี้ให้เห็นว่ามนุษย์เราที่ได้ล้มหายตายจากมนุษย์โลกไปทุกๆวันเช่นที่เราเห็นๆกันอยู่นี้ ใช่ว่าจะไปอยู่เมืองผี หรือว่าสูญหายไปเฉยๆก็หามิได้ โดยที่แท้หากว่าในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่มนุษย์คนใด ประพฤติตนนำชีวิตตนให้ดำเนินไปตามปฏิปทาทางกลับมาสู่มนุษย์โลกนี้อีกแล้ว มนุษย์ผู้นั้นก็ย่อมไม่แคล้วที่จะกลับมาเกิดเป็นคนในมนุษย์โลกนี้อีกอย่างแน่นอน ฉะนั้นความสงสัยซึ่งมักจะโผล่ขึ้นมาในใจอยู่เสมอว่า “ มนุษย์เราตายไปแล้วจักมีโอกาสกลับมาเกิดเป็นผู้เป็นคนอีกได้หรือไม่หนอ ” ครั้นได้สดับพระพุทธฎีกาข้อนี้แล้ว และมีใจผ่องแผ้ว มีศรัทธาเลื่อมใสในพระวจนะแห่งองค์พระสัพพัญญูเจ้า ก็ไม่ควรจะสงสัยกันอีกต่อไป เมื่อไม่สงสัยและเชื่อใจว่ามนุษย์เราตายไปอาจได้กลับมาเกิด เป็นมนุษย์อีกในบางกรณีเช่นนี้แล้ว เราก็จะได้พูดถึง เรื่องมนุสสภูมิกันต่อไป

มนุสสภูมิหรือโลกมนุษย์นี้ เป็นโลกที่อาศัยแห่งสัตว์ผู้มีใจสูง เพราะคำว่ามนุสสภูมินี้ แยกคำออกเป็น มน = ใจ, อุสส = สูง, ภูมิ = ที่อาศัย รวมกันเป็น มนุสสภูมิ ก็แปลว่า ที่อาศัยของสัตว์ผู้มีใจสูงซึ่งได้แก่ โลกมนุษย์อันเป็นที่อาศัยอยู่แห่งมนุษย์เรานี้เอง

ที่ว่ามนุษย์เป็นผู้มีใจสูงนั้น ก็เพราะมีใจสูงส่งกล้าหาญ องอาจกล้าหาญในการประกอบกรรมต่างๆ ยิ่งนักขึ้นชื่อว่ากรรมแล้วไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรมหรือเป็นอกุศลกรรม สัตว์ในภูมิอื่นใด ที่จะใจกล้าสามารถกระทำให้เกิดมนุษย์ไปเป็นไม่มี คืออย่างนี้ :-

ในกรณีแห่งอกุศลกรรม คือกรรมที่ชั่วช้าบาปลามก สัตว์ในมนุสสภูมิองอาจสามารถกระทำได้อย่างยอดเยี่ยม ตั้งแต่บาปกรรมที่มีโทษเล็กน้อยจนกระทั่งถึงบาปกรรมที่มีโทษสูงสุดเป็นอุกฤษฎ์ ยกตัวอย่างเช่น ปาณาติบาตอกุศลกรรม คือการทำบาปด้วยการฆ่าสัตว์ มนุษย์สามารถทำการฆ่าได้ตั้งแต่สัตว์เล็กๆ เช่น กุ้งหอย ปู ปลา ก็กล้าฆ่าเอามาเป็นอาหารของตนเสียเป็นประจำ นอกจากนั้นยังสามารถทำการฆ่าสัตว์ใหญ่ๆ เช่น ฆ่าช้าง ฆ่าม้า ฆ่าวัว ฆ่าควาย ฆ่าหมู ฆ่าหมา ฆ่าหมี หรือสัตว์ที่ว่าดุร้ายเป็นถึงเจ้าป่า เจ้าไพร มนุษย์นี่แหละก็สามารถฆ่าได้ เสือสิงห์ สมิงร้าย ควายป่า กระทิงเถื่อน ที่ดุร้ายน่าเกรงขามนักหนานั้นก็ปรากฏว่าถูกมนุษย์ใจหาญฆ่าให้ตายมาเสียมากต่อมากแล้ว นอกจากนั้นมนุษย์ด้วยกันนี่แลก็ฆ่าได้ เช่นพอเกิดโทสะขึ้นมาก็ฆ่าอริศัตรูของตนให้ตายหรือมีใจอาฆาตพยาบาทวางแผนฆ่าให้สิ้นชีวิตไป หรือบางมนุษย์ก็มีอาชีพเป็นเพชรฆาตฆ่าเพื่อมนุษย์ด้วยกัน ตั้งแต่หนึ่งคนสองคนถึงร้อยคนพันคน นอกจากนั้นท่านผู้มีพระคุณต่างๆ เช่นบิดา มารดา ครูบาอาจารย์ มนุษย์ก็ยังกล้าหาญทำปิตุฆาต มาตุฆาต อันจัดเป็นบาปขั้นสูงสุดขนาดอนันตริยกรรมได้ สูงยิ่งไปกว่านั้น สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังมีมนุษย์ผู้มีใจสกปรก เช่น พระเทวทัตคิดปองร้ายหมายเอาพระชนม์ จึงเป็นอันว่า มนุษย์นี้มีใจสูงในเชิงกล้าหาญกระทำอกุศลกรรมคือปาณาติบาตได้สมชื่อจริงๆ ไม่ว่าผู้ใดใครผู้หนึ่ง ถ้าลงพอใจจะฆ่าแล้ว เป็นต้องคิดฆ่าทั้งสิ้น เพราะเหตุนี้แหละ สัตว์ผู้มีชีวิตอยู่ในมนุษย์โลกนี้ จึงได้นามว่ามนุษย์ผู้มีใจสูงในเชิงกล้าหาญที่จะประกอบอกุศลกรรม

ในกรณีแห่งกุศลกรรม คือกรรมที่ดีงามเป็นบุญเป็นคุณ สัตว์ผู้มาบังเกิดในมนุสสภูมินี้ก็องอาจสามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ทานการให้มนุษย์ทั้งหลายก็กระทำกันเป็นประจำไม่ว่ามนุษย์ชาติไหน ภาษาไหน ก็รู้จักมีจิตเมตตาให้ทานกันทั้งนั้นและก็ให้กันมานานทุกกาลทุกสมัย นอกจากจะให้ทานแก่เพื่อนคนด้วยกันแล้ว มนุษย์ยังมีใจเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ให้ทานแก่สัตว์ในภูมิอื่นอีกด้วย เช่นให้อาหารเป็นทานแก่ หมู หมา เป็ด ไก่ ซึ่งเป็นสัตว์ในเดรัจฉานภูมิ

นอกจากนั้นในการทำกุศลซึ่งสูงขึ้นไปอีกคือการรักษาศีลในมนุษย์โลกมีการรักษาศีล ตามกำลังความสามารถของแต่ละมนุษย์ บางมนุษย์มีศรัทธารักษาแต่เพียงศีล ๕ บางมนุษย์ใจกล้ารักษาศีล ๘ ศีล ๑๐ บางมนุษย์ใจกล้าหาญสูงลิบ อุตส่าห์รักษาศีล ๒๒๗ เหล่าสัตว์ในภูมิอื่น จะรักษาศีลได้อย่างมนุษย์เป็นไม่มีแน่ดูแต่สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เดียรัจฉาน ในอบายภูมิต่างๆนั้นมีสัตว์ตนไหนบ้างที่ปรากฏว่ารักษาศีลได้อย่างมนุษย์นี้เป็นไม่มีเลย ก็จะรักษาศีลได้อย่างไร เพราะตลอดทุกวันเวลามีแต่ก้มหน้าเสวยกรรมชั่วของตน เสวยทุกข์เหลือล้นพ้นประมาณจนไม่มีเวลาสมาทานศีลได้

มนุษย์นอกจากจะมีน้ำใจอาจหาญสมาทานศีลได้ยอดเยี่ยมแล้วในด้านกุศลที่สูงกว่าศีลซึ่งได้แก่การบำเพ็ญภาวนา มนุษย์ก็พยายามบำเพ็ญตลอดมาทุกยุคทุกสมัย มีน้ำใจรักใคร่ในการบำเพ็ญสมถภาวนาจนได้สำเร็จฌานไปอุบัติเกิดเป็นพระพรหมผู้วิเศษ ณ พรหมโลกต่างๆ ก็มีอยู่มากเหลือคณนาท่านที่กำลังเสวยสุขเป็นเทวดานับเนื่องในหมู่พรหมอย่างแสนสุขสำราญอยู่ทุกวันนี้นั้น ก็ล้วนแต่เคยมีประวัติเป็นมนุษย์ใจหาญบำเพ็ญสมถภาวนามาแล้วทั้งนั้น ครั้นมาถึงกาลพิเศษเป็นกาลที่มีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติตรัสในโลก พระองค์ก็ทรงเป็นมนุษย์อุบัติเกิดในมนุสสภูมินี่เอง ทรงมีพระวิริยะอย่างยอดเยี่ยม เมื่อมีพระมนัสมุ่งหมายพระบรมโพธิญาณก็ทรงมีพระทัยบากบั่นแสวงหาสัจธรรมมิได้ทรงนำพาอาลัยถึงความลำบากแห่งพระวรกาย จนกระทั่งได้บรรลุพระสัมโพธิญาณได้สำเร็จเป็นองค์เอกอัครบรมศาสดาจารย์ จากนั้นก็ทรงมีพระมหากรุณาสั่งสอนมนุษย์ใจกล้าผู้เป็นสาวกทั้งหลายให้บำเพ็ญวิปัสสนาภาวนาจนกระทั่งได้สำเร็จ มัค ผล เป็นพระอริยบุคคลในพระบวรพุทธศาสนา ตามกำลังแห่งวาสนาบารมี คือ บางท่านก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ บางท่านก็ได้เป็นพระอนาคามี บางท่านก็ได้เป็นพระสกทาคามี บางท่านก็ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน อย่างนี้มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วนในมนุสสภูมิ

อนึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มาอุบัติตรัสรู้แต่ลำพังพระองค์เดียว ในกาลที่โลกว่างจากพระบวรพุทธศาสนา ก็มาอุบัติในมนุสสภูมิเหมือนกัน

จึงเป็นอันว่า มนุษย์นี้มีใจสูงในเชิงกล้าหาญประกอบการกุศลตั้งแต่ขั้นต่ำสุดจนถึงกุศลขั้นอุกฤษฎ์ คือสูงสุดขนาดเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดังกล่าวมานี้จึงได้นามว่ามนุษย์ ผู้มีใจสูงในเขิงกล้าหาญที่จะประกอบกุศลกรรม

เมื่อกล่าวถึงชีวิตความเป็นอยู่เหล่ามนุษย์ในมนุสสภูมินี้ ย่อมมีชีวิตความเป็นอยู่แตก ต่างกันไป แต่ละมนุษย์แต่ละชีวิต ส่วนความพิสดารแห่งชีวิตจะแตกต่างกันอย่างใดบ้างนั้นก็เป็นที่ซาบซึ้งกันดีอยู่แล้ว จึงขอกล่าวถึงประเภทแห่งมนุษย์เลยทีเดียวมีเนื้อความที่ควรทราบตามนัยแห่งปุคคลสูตรว่า

สมัยหนึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ซึ่งเป็นอารามที่ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีสร้างถวายในพระนครสาวัตถี คราวนั้นสมเด็จพระราชาธิปดีปเสนทิโกศลได้เสด็จเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์จนถึงที่ประทับแล้ว พระพุทธองค์จึงตรัสแก่ท้าวเธอผู้ประทับนั่งอย่างเรียบร้อยว่า

“ ขอถวายพระพร บพิตรพระราชสมภาร บุคคลที่ปรากฏในโลกนี้มีอยู่ ๔ จำพวก บุคคล ๔ จำพวกเป็นไฉน บุคคล ๔ จำพวกคือ

๑.บุคคลผู้มืดมาแล้วมืดไป

๒.บุคคลผู้มืดมาแล้วสว่างไป

๓. บุคคลผู้สว่างมาแล้วมืดไป

๔.บุคคลผู้สว่างมาแล้วสว่างไป

ครั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสประเภทแห่งบุคคลไว้เป็น ๔ จำพวกดังนี้แล้ว ก็ทรงมีพระบรมพุทธาธิบายต่อไปว่า :-

๑. บุคคลผู้มืดมาแล้วมืดไป
ขอถวายพระพร มหาบพิตร ก็บุคคลจำพวกใดที่ชื่อว่าเป็นผู้มืดมาและมืดต่อไป มหาบพิตร บุคคลบางคนในโลกนี้อุบัติเกิดในตระกูลอันต่ำช้า คือเกิดในตระกูลจัณฑาล ในตระกูลช่างจักสานในตระกูลพราน ในตระกูลช่างรถ ในตระกูลคนเทหยากเยื่อ ซึ่งเป็นคนขัดสน มีข้าวน้ำโภชนาหารน้อย มีอาชีพฝืดเคือง เป็นตระกูลที่หาอาหารและผ้านุ่งห่มได้โดยยาก และตัวเขาเอง ก็เป็นคนมีผิวพรรณทราม ไม่น าดู ไม่น่าชม เป็นคนเล็กแคระ เป็นคนมีโรคาพาธมาก เป็นคนเสียจักษุ เป็นง่อย เป็นคนกระจอก หรือเป็นคนเปลี้ย มักหาข้าว น้ำ ผ้านุ่งผ้าห่ม ยวดยาน ดอกไม้ เครื่องหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องประทีป ไม่ใคร่ได้ และเขาผู้นั้น กลับซ้ำประพฤติทุจริตด้วย กาย วาจา ใจ

ครั้นเขาประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ แล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบายทุคติวินิบาต นรก มหาบพิตร บุรุษพึงไปจากความมืดทึบสู่ความมืดทึบ หรือพึงไปจากความมืดมัว สู่ความมืดมัว หรือพึงไปจากโลหิตอันมีมลทินสู่โลหิตอันมีมลทิน อุปมานี้ฉันใด เราตถาคตกล่าวบุคคลผู้นี้ว่ามีอุปไมยเหมือนฉันนั้น มหาบพิตรบุคคลผู้นี้มีชื่อว่า เป็นผู้มืดมาแล้วคงมืดต่อไป

ครั้นมีพระบรมพุทธาธิบายถึงบุคคลจำพวกที่ ๑ แล้ว ได้ทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสไว้อีกว่า “ มหาบพิตร คนเข็ญใจ ไม่มีศรัทธาเป็นคนตระหนี่เหนียวแน่นมีความดำริชั่วเป็นมิจฉาทิฎฐิไม่มีความเอื้อเฟื้อ ย่อมทำการด่า ย่อมบริภาษสมณะพรือพราหมณ์ หรือวณิพกอื่นๆ เขาเป็นคนไม่มีประโยชน์ เป็นคนมักขึ้งโกรธ ย่อมห้ามคนที่กำลังจะให้โภชนาหารแก่คนที่ขอคนเช่นนั้น เมื่อตายไปแล้วย่อมเข้าถึงนรกอันร้ายกาจผู้นี้มีชื่อว่า เป็นผู้มืดมาแล้วคงมืดต่อไปดังนี้

พระพุทธฎีกาที่อัญเชิญมานี้ ย่อมจะชี้ให้เห็นว่า อันมนุษย์บุคคลในมนุสสภูมิที่พวกเรามีชีวิตอยู่ในขณะนี้นั้นมีอยู่มากหลายที่ปรากฎว่า มีสภาพความเป็นอยู่อย่างน่าสงสารเป็นอันมาก คือ เขาเป็นคนอาภัพอับวาสนาเกิดมาในตระกูลยากจนค่นแค้น เป็นชนชั้นต่ำมีชีวิตอยู่อย่างแสนจะลำบากประสบความทุกข์ยากในการครองชีพเป็นอย่างยิ่ง ได้สิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีนี่เรียกว่าเขาเป็นผู้มืดมาแล้ว ทีนี้เมื่อเขาผู้เป็นคนมืดมานั้น ได้ประสบการณ์อันเลวทราม ทำให้เขาเป็นคนไร้ศีล ไร้ธรรม ประพฤติชั่วช้าก่อกรรมทำเข็ญอยู่เนืองนิตย์ในสันดานมากไปด้วย กายทุจริต เช่นทำปาณาติบาต ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นประจำไม่นำพาต่อการประกอบกรรมอันเป็นบุญกุศล ประพฤติตนแต่ในทางชั่วทางเสียดังนี้ เมื่อเขาถึงแก่ความตาย ย่อมไปเกิดในอบาย ต้องเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย เดียรัจฉาน ได้รับความทุกข์ทรมานเป็นหนักหนา อย่างนี้เขาผู้นั้นก็ย่อมจะเข้าตำรา คือ เมื่อเกิดมาก็เป็นผู้เกิดมามืด มีชีวิตอยู่ในมนุษย์โลกนี้อย่างมืดๆ ครั้นตายไปก็ไปเกิดในที่มืดมีชีวิตความเป็นอยู่อับเฉาเศร้าเหลือหลายในอบายภูมิ ๔ ดังมีตัวอย่าง มนุษย์ผู้มืดมาแล้วมืดต่อไป ดังต่อไปนี้ :-

เรื่องของพรานผู้มีบาป

ในสมัยพุทธกาลนี้ มีพรานไพรใจโหดผู้หนึ่งมีนามว่า นายโกกะ มีอาชีพทางปาณาติบาตเที่ยวไล่ฆ่าสัตว์เป็นประจำ วันหนึ่งเป็นเวลาเช้า นายโกกะหยิบธนูคู่มือไว้แล้วก็เรียกสุนัขไล่เนื้อของตนออกจากบ้านเข้าสู่ป่า เดินมาไม่นานก็สวนกันเข้ากับพระเถระเข้ารูปหนึ่ง ซึ่งครองจีวรถือบาตรมุ่งหน้าเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อบิณฑบาต “ วันนี้เราน่ากลัวว่าจะโชคร้ายไม่ได้อะไรเสียแล้ว เพราะฤกษ์ไม่ดีพบคนกาลกิณีหัวโล้นแต่เช้า ” เขาคิดอยู่ในใจดังนี้แล้วก็หลีกไปด้วยอารมณ์หงุดหงิดเข้าป่าเที่ยวล่าเนื้อในวันนั้น ก็ให้บังเอิญนักหนาเพราะว่ามิได้พบมิได้เจอเนี้อเก้ง เนื้อกระต่าย แม้แต่สักตัวเดียวเที่ยวสอดส่ายสายตาแสวงหาสักเท่าใดก็ไม่มี ให้เหน็ดเหนื่อยนักพอตะวันสายจึงบ่ายหน้ากลับบ้าน ฝ่ายพระเถระเจ้าเข้าไปบิณฑบาตในบ้าน พอได้อาหารพอความต้องการแล้วก็ออกมานั่งฉันอยู่ ณ ภายใต้ร่มไม้แห่งหนึ่ง ซึ่งสมบูรณ์ด้วยน้ำ ครั้นฉันเสร็จแล้วก็ออกเดินทาง เพื่อจักกลับไปยังวิหาร และก็ให้บังเอิญสวนทางกับพรานโกกะเข้าอีกพอดี “ วันนี้เราพบคนกาลกิณีหัวโล้นแต่เช้า จึงขัดลาภ เข้าไปในป่าไม่ได้อะไรเลย บัดนี้เจ้าคนกาลกิณีตัวขัดลาภนี้ยังจะมาประจันหน้ากันอีกให้หมากัดเสียให้ตายดีกว่า ” เขาคิดพลุ่งพล่านด้วยความเดือดดาลพาลพาโลฉะนี้แล้วก็ไม่รอช้าให้สัญญาแก่สุนัขไล่เนื้อของตน ให้วิ่งเข้าไปกัดพระเถระเจ้าทันทีพร้อมกับตนเองก็เตรียมธนูมองดูพระเถระเจ้าด้วยสายตาอันถมึงทึง

“ อะไรกันนี่ ประสก ” พระเถระเจ้าถามขึ้นพร้อมกับยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยความตกใจ “ ทำไมจึงไล่หมาให้มากัดอาตมาเล่า ”

“ ชะช้า ยังจะมีหน้ามาถามอีกรู้ตัวหรือเปล่าว่าเจ้ามีความผิดเจ้ากาลกิณี ?”

“ อาตมาผิดอะไร ประสก ”

“ อ้าว ไม่รู้หรือ ไม่รู้ก็จะบอกให้ก่อนที่จะถูกหมากัดตาย คือว่า เมื่อเช้าตรู่นี้ เราพบเจ้าเข้าไปในป่าแล้วล่าเนื้อไม่ได้ แม้สักตัวเดียว ทั้งนี้ก็เพราะเจ้าเป็นคนกาลกิณีขัดลาภเรานี่แหละเป็นความผิด บัดนี้เราจะเอาชีวิตเจ้าเสีย ”

พรานใจบาปพูดแล้วก็ไล่ให้สุนัขล่าเนื้อตัวใหญ่เข้าไล่กัดเป็นพัลวัน แม้พระเถระเจ้าจะชี้แจงอย่างไรก็ไม่ฟังเสียง พระพุทธสาวกเคราะห์ร้ายผู้ซึ่งกลายเป็นเนื้อให้พรานใจบาปทำการล่าไปแล้ว เมื่อเห็นจวนตัวเข้า ท่านจึงปีนหนีขึ้นไปบนต้นไม้ต้นหนึ่ง ซึ่งมีคาคบสูงแค่ชั่วตัวคนพ้นจากการไล่กัดของสุนัขนั้นไปได้

“ อ๋อ ขึ้นต้นไม้แค่นั้น นึกว่าจะพ้นจากความตายไปได้แล้วรึ “ พรานใจโหดกล่าวพร้อมกับวิ่งไปที่โคนต้นไม้ แล้วเอาลูกธนูอันแหลมคมทิ่มแทงเท้าของพระเถระเจ้าเข้าหลายที “ อย่าแทงอาตมาเลย ประสก อาตมาไม่มีความผิดดังที่ท่านเข้าใจดอกอย่าลงโทษอาตมาอย่างนี้จะบาปเปล่าๆ ”

“ ชะช้า นี่แนะบาป ” พรานกล่าวด้วยความเดือดดาลพร้อมกับเร่งมือแทงเท้าทั้งสองของพระเถระเจ้าให้หนักยิ่งขึ้น ฝ่ายพระเถระเมื่อถูกนายพรานใจร้ายทิ่มแทงจนเลือดไหลโทรมได้รับความเจ็บปวดเป็นอันมาก สุดที่จะยับยั้งตั้งสติได้ก็ได้แต่ร้องครวญครางอยู่บนคาคบไม้นั่นเอง

และแล้วในไม่ช้า เมื่อพระเถระเจ้าดิ้นรนคอยหลบหลีกปลายธนูที่นายพรานเฝ้าแทงอยู่นั้น จีวรผืนใหญ่ก็หลุดร่วงจากกายโดยไม่ได้ตั้งใจ ตกลงมาคลุมกายของนายโกกะเข้าพอดี ฝ่ายสุนัขกาลีเหล่านั้น พอมันไล่พระเถระปีนขึ้นต้นไม้แล้ว มันก็ได้แต่เห่ากรรโชกอยู่พักหนึ่ง เมื่อเห็นนายของมันทิ่มแทงเท้าพระเถระอยู่เป็นเวลานาน จึงพากันหันหน้าไปมองทางทิศอื่นรอบๆด้าน เมื่อเห็นไวๆว่าคนนุ่งห่มผ้าย้อมฝาดตกลงมาแล้ว ก็รีบพากันกัดทึ้งเป็นพัลวัน จนกระทั่งนายโกกะนั้นขาดใจตายโดยหารู้ไม่ว่ามันได้กัดนายของมันตายเสียแล้ว

กระทาชายนายโกกะ ผู้เกิดมามีชีวิตมืดได้รับผลกรรมสนองทันตาเห็นถูกสุนัขของตนกัดจนถึงแก่ความตายแล้วก็เป็นผู้ไปมืด คือ ตรงไปเกิดเป็นสัตว์นรก เสวยทุกข์โทษอันเจ็บปวดอยู่ในนิรยภูมิทันทีนั่นเอง ฝ่ายสุนัขทั้งหลาย เมื่อเห็นเหยื่อที่ตนกัดแน่นิ่งแล้วก็มองหานายไม่เห็น เห็นแต่พระเถระเจ้าอยู่บนคาคบไม้นั้น จึงเพิ่งรู้ว่าที่แท้ผู้ตายคือนายของมันเอง จึงพากันเห่าหอนโหยหวนมุ่งหน้าเข้าป่ากลายเป็นหมาป่าไป เมื่อหมาทั้งหลายพากันเข้าป่าไปแล้ว พระเถระเจ้าผู้มีเลือดโทรมกายค่อยๆ ไต่ลงมาจากคาคบไม้ ดึงเอาจีวรของตนที่ตกลงมาคลุมร่างนายพรานนรกนั้นขึ้นมาห่ม แล้วพยุงกายเซซังเข้าไปยัง พระเชตวันมหาวิหารเข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระบรมศาสดา กราบทูลเหตุการณ์ให้ทรงทราบ แล้วทูลถามถึงความแคลงใจเกี่ยวกับศีลของตนว่า

“ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ อุบาสกนั้น ถูกสุนัขของตนกัดถึงแก่ความตาย ก็เพราะจีวรของข้าพระองค์ไปคลุมกายของเขา เมื่อเป็นเช่นนี้ ศีลของข้าพระองค์จะด่างพร้อยไปบ้างหรือไม่ และความเป็นสมณะแห่งข้าพระองค์ยังจะมีติดตัวอยู่หรือไม่พระเจ้าข้า ”

“ ดูกรเธอ ในกรณีนี้ศีลของเธอไม่ด่างพร้อยและสมณภาวะของเธอก็ยังคงมีอยู่ ผู้ที่ประทุษร้าย ผู้ไม่มีจิตประทุษร้าย ก็ย่อมต้องถึงความพินาศเช่นนั้น ” สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ทรงชี้แจงแก่พระเถระเจ้าเช่นนี้แล้ว ก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนา ในไม่ช้าพระเถระเจ้าผู้เคราะห์ร้ายนั้นก็ได้บรรลุพระอรหัตผลสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดในพระบวรพุทธศาสนา ชีวประวัติของนายโกกะพรานไพรใจโหดที่เล่ามานี้ เป็นชีวิตแห่งมนุษย์ประเภทผู้มืดมาแล้วมืดไป

 

๒.บุคคลผู้มืดมาแล้วสว่างไป

มนุษย์ประเภทมืดมาแล้วสว่างไปนี้ พึงทราบได้จากพระบาลีที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอรรถาธบายให้สมเด็จพระราชาธิบดีปเสนทิโกศลได้ทรงสดับ ดังต่อไปนี้ :-

มหาบพิตร ก็บุคคลจำพวกใดที่ชื่อว่าเป็นผู้มืดมาแล้วสว่างไป “ บุคคลบางคนในโลกนี้ อุบัติเกิดในตระกูลอันต่ำทราม คือ เกิดในตระกูลจัณฑาล ในตระกูลช่างสาน ในตระกูลพราน ในตระกูลช่างรถ ในตระกูลคนเทหยากเยื่อ ซึ่งเป็นคนขัดสน มีข้าวน้ำโภชนาหารน้อย มีอาชีพฝืดเคืองเป็นตระกูลที่หาอาหารและผ้านุ่งห่มได้โดยยากและตัวเขาเองก็เป็นคนมีผิวพรรณเลวทราม ไม่น่าดูไม่น่าชม เป็นคนเล็กแคระ เป็นคนมีโรคาพาธมาก เป็นคนเสียจักษุ เป็นง่อย เป็นคนกระจอก หรือเป็นคนเปลี้ย มักหาข้าว น้ำ ผ้านุ่งห่ม ยวดยาน ดอกไม้ เครื่องหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องประทีป ไม่ใคร่ได้

แต่เขาผู้นั้นเป็นคนประพฤติสุจริตด้วย กาย วาจา ใจ ครั้นเขาประพฤติด้วยกาย วาจา ใจแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ มหาบพิตร บุรุษพึงขึ้นจากพื้นแผ่นดินสู่บัลลังก์ หรือพึงขึ้นจากบัลลังก์สู่หลังม้า หรือพึงขึ้นจากหลังม้าสู่คอช้าง หรือพึงขึ้นจากคอช้างสู่ปราสาท อุปมานี้ฉันใด เราตถาคต กล่าวถึงบุคคลผู้นี้ว่า มีอุปไมยเหมือนฉะนั้น มหาบพิตร บุคคลผู้นี้ ชื่อว่าเป็นผู้มืดมาแล้วสว่างไป ครั้นตรัสอธิบายดังนี้แล้ว พระองค์ทรงมีพระมหากรุณา ตรัสพระพุทธฎีกาซ้ำความไว้อีกว่า :-

“ มหาบพิตร คนเข็ญใจ แต่เป็นคนมีศรัทธา ไม่มีความตระหนี่ เขาเป็นคนมีความดำริประเสริฐ มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมให้ทาน ย่อมลุกรับสมณะหรือพราหมณ์ หรือวณิพกอื่นๆ ย่อมสำเหนียกในจรรยาอันเรียบร้อยไม่ห้ามคนที่กำลังจะให้โภชนาหารแก่คนที่ขอ มหาบพิตร คนเช่นนั้น เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงไตรทิพย์สถาน ผู้นี้มีชื่อว่า ผู้มืดมาแล้วสว่างไป ดังนี้ ”

พระพุทธฎีกาที่อัญเชิญมานี้ ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายก็ย่อมจะเห็นแล้วว่า อันมนุษย์บุคคลที่มีชีวิตอยู่ในมนุษย์ภูมินั้น บางจำพวกเกิดในวรรณต่ำ ในตระกูลต่ำทรามมีความเป็นอยู่อย่างยากจนค่นแค้น แสนลำบาก ประสบความทุกข์ยากในการครองชีพเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีสิ่งที่จะอำนวยสุขเหมือนกับคนทั้งหลายเหล่าอื่น อย่างนี้เรียกว่า เขาเป็นผู้มืดมาแล้ว เพราะในชั่วเวลาที่เขามีชีวิตในโลกนี้ไม่มีโอกาสที่จะประสบความเจริญรุ่งเรืองแห่งชีวิตเลย แต่เขาเป็นคนมีสันดานดี เป็นคนมีหิริโอตตัปปะ มีความละอายเกรงกลัวต่อบาป มีศีลธรรมประจำใจใคร่ต่อการประพฤติดี สุจริตทางกาย วาจา ใจ อุตส่าห์พยายามบำเพ็ญ ทาน รักษาศีลอยู่เสมอ ด้วยหวังที่จะประสบสุขในปรโลกภายภาคหน้า เมื่อถึงแก่ความตาย เขาย่อมตรงไปเกิดในไตรทิพย์สถานวิมานเทวโลก กลายเป็นเทพบุตรเทพธิดา เสวยทิพย์สมบัติ แสนจะเป็นสุขหนักหนา อย่างนี้เขาผู้นั้นย่อมจะนับได้ว่าเป็นผู้เกิดมามืด มีชีวิตอยู่ในโลกนี้มืดๆ ชีวิตไม่รุ่งโรจน์ แต่เมื่อเขาตายไปกลับเป็นผู้ไปสว่าง มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างแสนรุ่งเรือง ณ เบื้องหน้าในสวรรค์เทวโลก ในเรื่องมนุษย์ผู้มืดมาแต่กลับเป็นผู้สว่างไปนี้ มีตัวอย่างควรจะนำมาเล่าไว้ดังต่อไปนี้ :-

 

รัชชุมาลาเทพนารี

ในหมู่บ้านตยาคาม เขตพระนครสาวัตถี มีครอบครัวแห่งมหาพราหมณ์ผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นครอบครัวใหญ่มีข้าทาสช่วงใช้หลายคน กาลต่อมา ครอบครัวนี้มีโอกาสต้อนรับสุภาพสตรีนางหนึ่ง ซึ่งเป็นศรีสะใภ้ของท่านมหาพราหมณ์ หญิงสะใภ้นั้น มีนิสัยหนักไปในทางโทสจริต เมื่อมาอยู่บ้านท่านมหาพราหมณ์ใหม่ๆก็ดีอยู่ แต่พอนานวันเข้าขันธสันดานอันมากไปด้วยโทสะก็แสดงออกมา โดยทุบตีด่าว่าทาสีทั้งหลายอยู่เสมอ บรรดาทาสีเหล่านั้น มีทาสีนางหนึ่งได้รับทุกข์โทษจากน้ำมือของนายสาวมากที่สุด ประดุจคนมีเวรกันมาแต่ชาติปางก่อน วันหนึ่งนายสาวโทสจริต มีจิตบังเกิดความโกรธนางทาสีนั้นอย่างรุนแรง จึงใช้มือจิกผมที่ศีรษะแล้วลากมาตบตี เท่านั้นยังไม่พอแก่ใจยังคว้าเอาไม้ ก้อนอิฐก้อนดินที่อยู่ใกล้ๆมือมาทุบตีลงบนร่างแห่งนางทาสีนั้นอย่างไม่ปรานีปราศรัย มิใยว่านางคนใช้จะร้องโอดโอยออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างไร พอลงโทษจนหนำใจแล้ว ก็ปล่อยมือที่จิกผมไว้ แล้วปล่อยตัวไปพร้อมกับกล่าวว่าประเดี๋ยวจะลงโทษอีก นางทาสีมีกรรมให้เจ็บช้ำน้ำใจยิ่งนัก แต่มิรู้จะทำประการใด เมื่อหลุดจากมือนายใจร้ายมาแล้ว คำคาดโทษยังแว่วอยู่ จึงคิดว่า นายใจร้ายของเรา เมื่อจะลงโทษเอาตามอารมณ์ ย่อมจะจิกเอาผมของเราไว้ แล้วจึงทุบตีที่ศีรษะที่ร่างกายเอาตามใจชอบ อย่าเลยเราจะโกนผมเสีย อย่าให้นายจิกผมได้ คิดดังนั้นแล้ว จึงไปสู่โรงเรือ วานบุรุษหนึ่งให้ช่วยโกนผมเสียจนเกลี้ยงโล้น แล้วกลับขึ้นมายังคฤหาสน์นางซึ่งเป็นนายใจร้ายเห็นก็บังเกิดความโกรธขึ้นมาทันใด สำรากวาจาว่า

“ มึงโกนผมเสีย ด้วยนึกว่าจักพ้นน้ำมือกูแล้วหรือ ” ว่าแล้วก็สั่งให้คนไปเอาเชือกมารัดศีรษะนางทาสีนั้น แล้วจับปลายเชือกฉุดมาตบตี แล้วบังคับไม่ให้แก้เชือกนั้นออก ปล่อยให้เชือกรัดศีรษะนางทาสีอยู่อย่างนั้น พอเกิดอารมณ์โกรธขึ้นมาครั้งไร นางก็จับปลายเชือกฉุดกระชากลากมาตบตีอยู่เป็นนิตย์ ฉะนั้นคนทั้งหลาย จึงเรียกนางทาสีนั้นว่า รัชชุมาลา ซึ่งแปลว่า นางทาสีผู้มีเชือกเป็นมาลา

ต่อมากาลวันหนึ่ง สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงตรวจดูหมู่สัตว์ในเพลาใกล้รุ่ง อันเป็นพุทธกิจที่ทรงปฏิบัติเป็นนิตย์ด้วยพระมหากรุณาแก่ประชาสัตว์โลก วันนั้นพระองค์ได้ทรงพิจารณาเห็นอุปนิสัย อันมีมาแต่ปางก่อนแห่งนางรัชชุมาลาทาสีว่า นางจักได้บรรลุพระโสดาปัตติผล สำเร็จพระอริยบุคคลเป็นเที่ยงแท้ ครั้นทรงกำหนดแน่ดังนี้แล้ว จึงเสด็จออกจากพระเชตวันมหาวิหารแต่ลำพังพระองค์เดียว เสด็จเข้าไปสู่ป่าใหญ่ประทับนั่งอยู่ภายใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง แล้วจึงทรงเปล่งพระฉัพรรณรังสี คือ พระรัศมีทั้ง ๖ ประการ ให้สว่างไสวแลเลื่อมพรรณรายประภัสสรอยู่ในบริเวณนั้น เป็นอัศจรรย์ ฝ่ายว่านางรัชชุมาลาทาสีนั้น ได้รับความปวดร้าวชอกช้ำ เพราะได้รับการโบยตีจากน้ำมือของนายสาวมาเกือบตลอดทั้งวัน จึงสลบหลับใหลไปตั้งแต่หัวค่ำ เมื่อตื่นขึ้นมาตอนรุ่งอรุณ ให้รู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งกาย จึงคิดด้วยความชอกช้ำใจว่า “ จักมีประโยชน์อันใดด้วยการมีชีวิตอยู่ให้เขาทุบตีเอาตามใจชอบ ได้รับความเจ็บปวดไม่มีวันสิ้นสุด ชาตินี้มีกรรม เราจึงต้องได้รับความทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ เมื่อมีกรรมเช่นนี้แล้วก็อย่าอยู่เป็นคนกับเขาเลยตายเสียดีกว่า เมื่อนางปรารถนาความตายโดยเห็นว่าความตายเป็นสิ่งประเสริฐสำหรับคนแล้ว ก็ต้องพยุงกายลุกขึ้น กระเดียดหม้อน้ำลงไปจากคฤหาสน์ทำกิริยาพลางตาเดินตามคนทั้งหลายว่าจะไปสู่ท่าน้ำ เมื่อเห็นไม่มีใครจึงหาเถาวัลย์เส้นเขื่องได้สมใจ แล้วถือติดมือไปตั้งใจว่าจะผูกคอตาย ครั้นเดินทางมาถึงต้นไม้ต้นหนึ่ง จึงค่อยป่ายปีนขึ้นไป เอาเถาวัลย์ผูกเข้ากับกิ่งไม้ แล้วจึงทำห่วงสวมคอ เตรียมตัวจะกระโจนลง ก็ในขณะที่นางซึ่งมีกรรมเหลียวมองดูโลกข้างโน้นข้างนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะตัดสินใจกระโจนลงไปนั้น พลันสายตาก็เหลือบแลไปเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งประทับนั่งอยู่แทบต้นไม้ใกล้ๆกันนั่นเอง แล้วนางก็ให้เกิดอัศจรรย์ใจนัก เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระองค์อันงามไปด้วยฉัพพรรณรังสี มีพระรูปพระโฉมล้ำเลิศ ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แลดูน่าเลื่อมใสเป็นนักหนา นางทาสีซึ่งมีใจปรารถนาความตาย ก็พลันได้ความปีติยินดี ด้วยความคารวะในพระพุทธองค์เป็นที่สุด แล้ววาระจิตหนึ่งก็ผลุดขึ้นมาให้คิดไปว่า “ หากตัวข้าซึ่งมีวาสนาน้อยได้ฟังพระธรรมเทศนาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่คนทั้งหลาย เขาเล่าลือกันว่าเป็นผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ก็จักเป็นบุญกุศลแก่ตัวยิ่งนัก แต่นี่เห็นทีจักไม่มีโอกาสเพราะตัวเราเป็นคน อาภัพอับวาสนา เกิดมาในตระกูลต่ำช้าเลวทรามเป็นทาสีเขา ไหนเลยองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสูงศักดิ์ จักแสดงธรรมหรือแม้แต่จะสนทนาปราศรัยกับเรา ” สมเด็จพระมหากรุณาเจ้าพระองค์ผู้ทรงพระอุตส่าหะเสด็จมาประทับนั่ง ณ ที่นั่นแต่เช้าตรู่ เพื่ออนุเคราะห์แก่นางทาสีนั้น ครั้นได้ทรงทราบวาระจิตแห่งนางเช่นนั้นแล้ว จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสเรียกว่า “ ดูกร รัชชุมาลา ” พอได้สดับพระพุทธวาที อันมีความไพเราะประดุจเสียงแห่งพรหมที่พระพุทธองค์เรียกชื่อตนเพียงเท่านี้ นางทาสีซึ่งมีอุปนิสัยก็ให้ปีติยินดียิ่งนัก ลืมการคิดฆ่าตัวตายเสียสิ้น ค่อยๆปลดห่วงที่สวมคอออก แล้วไต่ลงมาจากต้นไม้เข้าไปสู่ที่ใกล้สมเด็จพระมหากรุณาเจ้า ถวายนมัสการแล้วหมอบเฝ้าอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ตกตะลึงด้วยความดีใจจนออกวาจาคำหนึ่งมิได้ ในขณะนั้น พระองค์จึงตรัสพระธรรมเทศนา “ อนุปุพพิกถา ” ตามสมควรแก่อุปนิสัยแห่งนาง พอจบธรรมเทศนา รัชชุมาลาทาสีมีวาสนาที่ตนเคยสั่งสมมาแต่ปางก่อนก็พลันได้บรรลุโสดาปัตติผล สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลขั้นแรกในพระบวรพุทธศาสนา สมเด็จพระมหากรุณาสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นทรงอนุเคราะห์นางทาสีเช่นนี้แล้ว ก็เสด็จกลับไปยังพระเชตวันมหาวิหาร ฝ่ายนางรัชชุมาลาทาสีพระโสดาบันคนใหม่ ครั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จกลับไปแล้วจึงจินตนาการว่า ตัวเราเกิดเป็นคนยากขัดสนยิ่งนัก จักหาภักษาหารหรือผลไม้แต่อย่างใดอย่างหนึ่งไปถวายสมเด็จพระบรมครูเจ้าก็มิได้ ทั้งนี้เพราะเราเป็นทาสีไม่มีโอกาสที่จะถวายเหมือนผู้อื่น จะมีก็แต่น้ำใจอันมากไปด้วยความเลื่อมใสกับมือทั้งสองข้างของตัวข้านี้แหละที่จะน้อมถวายพระองค์ผู้ทรงมีพระกรุณาคิดดังนี้แล้ว ก็น้อมกายลงถวายอภิวาทหันหน้าไปทางทิศที่พระองค์เสด็จไปเมื่อสักครู่นี้ ครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วจึงเดินทางกลับคฤหาสน์แห่งท่านมหาพราหมณ์ตามเดิม โดยนึกปลงเสียว่า ต่อไปภายหน้า แม้จะถูกนางนายใจร้ายทุบตีด่าว่าเอาตามอารมณ์ประการใด จนกระทั่งถึงตายไปก็ตามทีก็หาอาลัยแก่ชีวิตไม่ เพราะตนได้ลิ้มรสอมตธรรมแล้ว เดินพลางคิดพลาง จนมาถึงบริเวณหน้าคฤหาสน์ก็ให้บังเอิญ ประจันหน้ากับท่านมหาพราหมณ์ ผู้กำลังเดินเล่นในเวลาเช้า ท่านมหาพราหมณ์ ซึ่งเป็นพ่อผัวนางใจร้าย มองหน้านางรัชชุมาลา เห็นผ่องใสผิดสังเกตไม่เศร้าหมองเหมือนแต่ก่อนก็แปลกใจ จึงถามว่า เพราะเหตุใด รัชชุมาลาจึงมีใจเบิกบาน จึงบอกความตั้งแต่ต้นจนกระทั่งได้มีโอกาสฟังพระธรรมเทศนาของสมเด็จพระทศพลเป็นที่สุด ครั้นพราหมณ์เฒ่า ผู้เข้าเกณฑ์ใกล้จะตายได้ฟังถ้อยคำของนางรัชชุมาลาเช่นนั้น ก็พลันบังเกิดความชื่นชมยินดียิ่งนัก รีบขึ้นเรือนใหญ่เรียกหานางหญิงลูกสะใภ้ แล้วขู่สำทับอย่างเฉียบขาดว่า “ แต่นี้ไปอย่าได้ตีด่านางรัชชุมาลาอีกสืบไป มิฉะนั้นเราจะเอาโทษ ” แล้วท่านมหาพราหมณ์ผู้มีใจผ่องแผ้วใคร่จักได้สดับรสพระธรรมเทศนา จึงรีบเดินทางมุ่งหน้าไปสำนักแห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลอาราธนาให้พระองค์เสด็จไปยังเคหสถานของตนในเช้าวันนั้น เพื่อรับอาหารบิณฑบาต เมื่อพระพุทธองค์ทรงรับอาราธนาแล้วก็รีบกลับสั่งให้ทาสาทาสีทั้งหลาย เตรียมโภชนาหารโดยรีบด่วน พราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย ในตำบลตยาคามซึ่งยังไม่มีความเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนา เมื่อเห็นมหาพราหมณ์ผู้เป็นหัวหน้าแห่งตน เกิดความเลื่อมใสในพระบรมศาสดา ถึงกับกราบทูลอาราธนาให้ทรงมารับอาหารบิณฑบาต เช่นนั้นต่างก็พากันมาคอยต้อนรับการเสด็จมาแห่งพระองค์ เพื่อจะดูว่า พระองค์จะทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นอัศจรรย์จริงตามคำเล่าลือ หรือประการใด พอได้เวลาพระพุทธองค์ก็เสด็จมาพร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ตามคำทูลอาราธนา ครั้นเสวยภัตตาหารเสร็จแล้ว พระองค์ก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโดยสมควรแก่บริษัททั้งหลาย ฝ่ายมหาพราหมณ์เจ้าของบ้านพร้อมมหาชนเป็นอันมาก ซึ่งมาประชุมกันในที่นั้น เมื่อได้สดับพระธรรมเทศนาแล้วต่างก็มีจิตใจผ่องแผ้ว ชื่นชมโสมนัสพากันประกาศตนเป็นพุทธมามกะตั้งอยู่ในไตรสรณาคมน์และศีล ๕ เป็นผู้เคารพนับถือพระบวรพุทธศาสนากันทั่วทุกคน พระพุทธองค์ครั้นแสดงพระธรรมเทศนาโปรดประชาชนในตำบลตยาคามนั้นแล้ว ก็เสด็จกลับพระเชตวันมหาวิหาร

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา มหาพราหมณ์ผู้ถึงไตรสรณาคมน์และมีความเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง เมื่อนึกถึงบุญคุณแห่งนางรัชชุมาลาว่าเป็นเหตุแห่งตนได้สดับพระธรรมเทศนา ใคร่จะตอบแทนบุญคุณแก่นาง จึงประกาศแต่งตั้งนางรัชชุมาลาทาสีนั้น ไว้ในตำแหน่งธิดาสุดที่รักแห่งตน แล้วบำรุงเลี้ยงดูนางให้ค่อยได้รับความสุขโดยชอบน้ำใจตราบเท่าสิ้นชีวิต เมื่อท่านมหาพราหมณ์ถึงแก่ความตายแล้ว ต่อมาไม่นานเท่าใด นางรัชชุมาลา ซึ่งเป็นธิดาบุญธรรม ก็ตายไปตามธรรมดาแห่งสังขาร แล้วไปอุบัติเกิดเป็นเทพนารีมีรัศมีและฤทธานุภาพ ณ เทพพิมานสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพราะเหตุที่นางได้บรรลุถึงความเป็นพระอริยโสดาบัน จึงได้เสวยทิพยสมบัติเป็นสุขนักหนา วันหนึ่งพระมหาโมคคัลลานเถระเจ้าองค์อรหันต์อัครสาวกเบื้องซ้ายท่องเที่ยวทัศนาจรไปในดาวดึงส์สวรรค์ด้วยฤทธิ์ได้แลเห็น เทพนารีนั้น สถิตเสวยสุขอยู่ในวิมาน พระผู้เป็นเจ้าจึงเข้าไปไต่ถามว่า ดูกร เทพนารี ตัวท่านนี้มีนามกรใด เหตุไฉนจึงมีฤทธานุภาพและสว่างไปด้วยรัศมีสีทองสถิตอยู่ในวิมาน ซึ่งกึกก้องไปด้วยพิณพาทย์ อันเป็นทิพย์ไพเราะจับใจ เมื่อท่านจะเคลื่อนไหวขยายองค์ไปมา กลิ่นทิพย์หอมตลบไปทั่วทิศา และเครื่องประดับเกศาก็เปล่งออกดุจเสียงปัญจางคิกดนตรี บุปผชาติดอกไม้ซึ่งแซมที่ศีรษะ ก็มีกลิ่นหอมฟุ้งไปในทิศทั้งปวงดุจดอกอโศกที่เกิดเหนือเขาคันธมาทน์ ดูกรเทพนารีทิพย์สมบัติอันยิ่งใหญ่เห็นปานนี้ ท่านได้ด้วยผลแห่งความดีอะไร ขอท่านจงบอกแก่อาตมากาลบัดนี้เถิด

รัชชุมาลาเทพนารีนั้น เธอมีความคารวะเลื่อมใสในองค์อรหันต์มหาโมคคัลลานะเป็นนักหนา แต่เมื่อคราวเป็นมนุษย์ก็เจียมตนว่าเป็นทาสีเขาไม่กล้าเข้าไปสนทนาปราศรัยและสดับธรรมในสำนักแห่งมหาเถระ ขณะนี้เมื่อตนมาบังเกิดเป็นเทพนารี และได้สดับเถรวาทีที่ถามก็มีความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงกราบเท้าพระเถระเจ้าแล้วเล่าเนื้อความแต่ปางหลังให้ฟังว่า

“ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ดิฉันนี้แต่กาลก่อนเกิดเป็นทาสีมีฐานะเป็นทาสในเรือนเบี้ยของท่านมหาพราหมณ์ในบ้านตยาคาม ดิฉันนั้นเป็นคนหาสิริมิได้ เป็นคนกาลกิณีเจ้านายจิกหัวลากมาด่าตีได้รับความทุกข์ ครั้นโกนหัวเสียท่านก็เอาเชือกมาผูกเข้าไว้แล้วฉุดกระชากลากมาด้วยปลายเชือกทำการทุบตีไม่ปราณีปราศรัย ทุกข์โทมนัสเหลือประมาณ วันหนึ่งคิดจักฆ่าตัวตาย จึงหลีกหนีเข้าไปในป่า เอาเถาวัลย์มาทำให้เป็นห่วงผูกเข้ากับกิ่งไม้ ปลายเชือกข้างหนึ่งทำเป็นบ่วงสวมคอไว้ เตรียมกระโจนลงไป ขณะเหลียวดูโลกเป็นครั้งสุดท้าย สายตาแลไปพบองค์สมเด็จพระบรมศาสดา พระองค์ประทับนั่งอยู่ ณ ใต้รุกขชาติต้นหนึ่ง พอได้เห็นเท่านั้น ดิฉันก็ยังเกิดขนลุกชันด้วยปิติอัศจรรย์ ในดวงใจเต็มไปด้วยความเลื่อมใส พระรูปพระโฉมอันประกอบไปด้วยสิริโสภาคย์เป็นยิ่งนัก ในขณะนั้น ดิฉันได้แต่คิดอยู่ว่า บุคคลทั้งหลายจักได้มีโอกาสพบเห็นสมเด็จพระพุทธเจ้า ย่อมยากนักหนา เหมือนเราได้เห็นพระองค์ท่านในครั้งนี้ เห็นทีจะเป็นด้วยอานุภาพบุญเก่าชักนำเป็นแน่แท้ ทันใดนั้นพระองค์ได้ตรัสเรียกดิฉันด้วยพระวาจาอันอ่อนหวานว่า “ รัชชุมาลา ” พอดิฉันได้สดับพระวาจาร้องเรียกชื่อดิฉัน อันเป็นวาจาที่ปราศจากโทษ เป็นวาจาที่อ่อนหวาน ประกอบด้วยประโยชน์ ซึ่งเป็นวาจาที่ดิฉันไม่เคยได้ฟังมาก่อนเลย เช่นนั้นก็พลันเกิดความยินดีลืมเรื่องจะฆ่าตัวตาย เอาบ่วงออกจากคอ จึงไต่ลงมาจากต้นไม้ แล้วเข้าถวายนมัสการ พระองค์ทรงแสดงอนุปุพพิกถา พอดิฉันได้สดับพระพุทธฎีกาจบลง ดิฉันก็มีจิตผ่องแผ้วระงับเสียซึ่งทุกข์ทั้งปวง มัธยัสด์อยู่ในพระนิพพาน ข้าแต่องค์อรหันต์ผู้เจริญ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ดิฉันมีความรักเลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างหนักแน่น ด้วยเหตุว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ พระธรรมอันองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว พระสงฆ์สาวกแห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว

ดิฉันซึ่งมีนามว่ารัชชุมาลานี้เป็นธิดา ซึ่งบังเกิดแก่อกแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดิฉันจึงมาอุบัติเกิดในดาวดึงส์เทวโลกนี้ เพราะเหตุที่ดิฉันเป็นอริยะ ดิฉันยินดีในอริยมัค อริยผล ดิฉันเป็นผู้หาภัยมิได้แล้ว ได้มาเกิดเป็นเทพยดา ทรงไว้ซึ่งมาลามาลัยอันเป็นทิพย์ แล้วบัดนี้ดิฉันมีนางฟ้าทั้งหลาย ๖๐,๐๐๐ เป็นบริวาร นางฟ้าเหล่านี้มีมือถือดุริยดนตรี บำรุงบำเรอให้ดิฉันยินดีด้วยสมบัติอันเป็นทิพย์ในสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้ ซึ่งเป็นถิ่นที่ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย ถ้าบุคคลใดมิได้กระทำซึ่งกุศล ก็ไม่สามารถที่จะมาบังเกิดในที่นี้ได้ ต่อเมื่อบุคคลผู้ใดได้กระทำบุญกุศลไว้มาก จึงจักมีโอกาสมาอุบัติเกิดในวิมานดาวดึงส์นี้บริบูรณ์ด้วยเทวสมบัติอันน่ายินดีน่าปรารถนาเป็นนักหนา ข้าแต่พระคุณเจ้าสมเด็จพระมหากรุณาสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ท่านทรงเป็นทักขิไณยบุคคลอันประเสริฐ ทรงอุบัติเกิดเพื่อเป็นเนื้อนาบุญ เพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่บุคคลผู้ใคร่แสวงหาบุญกุศล บุคคลผู้ใดใครผู้หนึ่งถึงพระองค์เป็นสรณะได้กระทำสักการะบูชาในพระองค์แล้วบุคคลผู้นั้น ย่อมไม่แคล้วที่จักเสวยสุขได้รับความยินดีในสวรรค์เทวโลก เช่นที่ดิฉันกำลังได้รับอยู่นี้เจ้าข้า

รัชชุมาลาเทพนารี เล่าแจ้งแถลงไขถึงชีวประวัติของตนให้พระเถระเจ้าฟังอย่างยืดยาวเช่นนี้แล้วก็กราบบาทแห่งองค์พระอรหันต์สาวกหมอบนิ่งอยู่พระผู้เป็นเจ้าโมคคัลลานะก็ไต่ถามสนทนาถึงเรื่องอื่นพอสมควรแก่กาลแล้ว จึงกล่าวคำอำลาออกจากวิมานรัชชุมาลาเทพนารีนั้น เพื่อเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ในสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นต่อไป ชีวประวัติของรัชชุมาลาเทพนารีที่เล่ามานี้ เป็นชีวิตตัวอย่างแห่งมนุษย์ประเภทผู้มืดมาแล้วแต่เป็นผู้สว่างไป ดังนี้

๓.บุคคลผู้สว่างมาแล้วมืดไป

มนุษย์ผู้สว่างมาแล้วมืดไปนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายพึงทราบได้จากพระบาลีที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอรรถาธิบายให้สมเด็จพระราชาธิบดีปเสนทิโกศล ได้ทรงสดับดังต่อไปนี้

มหาบพิตร ก็บุคคลจำพวกใดที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้สว่างมาแล้วมืดไป มหาบพิตร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้อุบัติเกิดในตระกูลสูงคือในตระกูลกษัตริย์มหาศาล ในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในตระกูลคฤหบดีมหาศาล เป็นคนมั่งคั่งมีทรัพย์เป็นอันมาก มีโภคสมบัติเป็นอันมาก มีทองและเงินเหลือล้นมีของใช้น่าปลื้มใจล้นเหลือ มีทรัพย์หรือข้าวเปลือกล้นเหลือและตัวเขาเอง ก็เป็นคนมีรูปงามน่าดูน่าชม ประกอบไปด้วยความงามแห่งผิวเป็นเยี่ยม มักหาข้าว น้ำ ผ้าผ่อน ยวดยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่นั่ง ที่อยู่อาศัย และเครื่องประทีปได้โดยสะดวก แต่เขาผู้นั้นกลับประพฤติทุจริตด้วย กาย วาจา ใจ ครั้นเขาประพฤติทุจริต ด้วย กาย วาจา ใจ แล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มหาบพิตร บุรุษลงจากปราสาทสู่คอช้าง หรือลงจากคอช้างสู่หลังม้า หรือลงจากหลังม้าสู่บัลลังก์ หรือลงจากบัลลังก์สู่พื้นดิน หรือจากพื้นดิน เข้าไปสู่ที่มืด อุปมานี้ฉันใด เราตถาคต กล่าวถึงบุคคลผู้นี้ว่า มีอุปไมยเหมือนฉะนั้น มหาบพิตร บุคคลผู้นี้ชื่อว่าเป็นผู้สว่างมาแล้วมืดไป ครั้นทรงมีอรรถาอธิบายฉะนี้แล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงมีพระมหากรุณา ตรัสพระพุทธฎีกาซ้ำความอีกว่า :-

มหาบพิตร บุคคลบางคนถึงหากว่าจะเป็นคนมั่งมี แต่เขาเป็นคนไม่มีศรัทธา เป็นคนมีความตระหนี่เหนียวแน่น มีความดำริอันชั่วช้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีความเอื้อเฟื้อ ย่อมด่า ย่อมบริภาษสมณะ หรือพราหมณ์ หรือวณิพกอื่นๆ เขาเป็นคนไม่มีประโยชน์ เป็นคนมักขึ้งโกรธ ย่อมห้ามคนที่กำลังจะให้โภชนาหารแก่คนที่ขอ

มหาบพิตร คนเช่นนั้น เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงนรกอันร้ายแรง ผู้นี้ชื่อว่า ผู้สว่างมาแล้วกลับมืดไป ดังนี้ พระพุทธฎีกาที่ได้อัญเชิญมานี้ ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายก็คงจะเห็นแล้วว่า บรรดามนุษย์ทั้งหลายซึ่งมีปรากฎอยู่ในมนุษย์โลกนี้นั้น บางจำพวกเป็นผู้มาสว่าง คือ เกิดในตระกูลสูงส่ง มีฐานะมั่นคง มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายที่เรียกว่า เกิดบนกองเงินกองทอง ไม่ต้องเดือดร้อนในการครองชีพทั้งสิ้น ไม่ประกอบอาชีพ ไม่ต้องทำมาหากินอะไร ก็มีกินมีใช้ไปตลอดชาติ แต่เขากลับเป็นคนประมาทไม่มีหิริโอตตัปปะ ปราศจากความละอาย ความเกรงกลัวต่อบาปกรรม เป็นคนไม่มีศีลธรรมประจำใจ ใคร่ต่อการประพฤติทุจริต ประพฤติผิดทางกายวาจาและใจ ไม่นำพาต่อการที่จะบำเพ็ญกองกุศล ด้วยถือใจตนว่าความผาสุกที่ตนได้รับอยู่ในชาตินี้ก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องประกอบการบุญกุศลเพื่อชาติหน้าก็ได้ เพราะชาติหน้านั้นไซร์จะมีหรือไม่ก็ยังไม่แน่ เมื่อถือเอาแต่ความสงสัยไปเช่นนี้ ก็หันรีหันขวาง ในที่สุดก็ประพฤติการข้างบาปมากกว่าข้างบุญ จิตใจหมกมุ่นอยู่แต่อกุศลกรรม ทั้งนี้ก็เพราะความไม่เชื่อในผลวิบากแห่งกรรม เป็นต้นเค้า เมื่อเขาถึงแก่ความตายไปแล้ว ย่อมไปสู่ที่มืด คือไปเกิดในอบายภูมิทั้งหลาย เช่นต้องตกนรกหมกไหม้อยู่ในนิรยภูมิ ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส หรือมิฉะนั้นก็พลัดไปมีชีวิตมืดอยู่ในเปรตวิสัย ได้รับกรรมทุกข์ยากอย่างเหลือประมาณ บางคนก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน มีชีวิตมืดบอด ไม่มีโอกาสที่จะบรรลุ มัค ผล นิพพาน อันเป็นสิ่งประเสริฐสูงสุด เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาผู้นั้นย่อมจะถึงการนับได้ว่า เป็นผู้เกิดมาสว่างไสวมีชีวิตรุ่งเรืองไพโรจน์ ชั่วระยะเวลาที่ยังมีลมหายใจอยู่ แต่พอเข้าไปสู่เงื้อมหัตถ์แห่งพญามัจจุราช ก็เป็นผู้มีชีวิตมืดตื้อน่าอนาถนัก ในเรื่องมนุษย์ผู้มาสว่าง แต่กลับเป็นผู้มืดไปนี้มีตัวอย่างควรจะนำมาเล่าไว้ในที่นี้ ดังต่อไปนี้ :-

 

พระเจ้าสุปพุทธราชาธิบด

กาลเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม เพื่อทรงประกาศอมตธรรมนำประชาสัตว์ให้ออกจากทุกขภัยในวัฏฏสงสารอยู่นั้น พระเจ้าสุปพุทธราชาธิบดี ซึ่งเป็นพระราชบิดาพระนางพิมพา ได้ทรงอนุสรณ์ถึงองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายแล้ว พระองค์ก็ทรงแค้นเคืองในพระทัยยิ่งนัก โดยพระองค์ทรงผูกอาฆาตมาหลายเพลาแล้วว่า

“ พระสมณโคดมหรือ แต่ก่อนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะนี้ รับเอาลูกหญิงพิมพาธิดาของเราไปเป็นชายาแล้ว ก็ละทิ้งหนีไปบวชเสีย และเมื่อเจ้าชายเทวทัตลูกชายเราเข้าไปขอบวชในสำนักแทนที่จักเอาใจใส่ยกย่องด้วยดี ก็กลับกลายเป็นผู้ข่มขู่ให้เจ้าเทวทัตต้องช้ำใจอยู่เนืองๆ ”

ทรงพระดำริอย่างนี้แล้วก็ให้ทรงแค้นเคืองเป็นที่ยิ่ง คอยหาโอกาสที่จะกลั่นแกล้งพระพุทธองค์อยู่เสมอ ทั้งนี้ก็เพราะพระองค์เป็นกษัตริย์ผู้โมหจริต ไม่ทรงคิดถึงเหตุผลข้อเท็จจริงว่าเป็นประการใด พระทัยเบาไร้ปัญญาถือเอาแต่อารมณ์แห่งตนเป็นประมาณ วันหนึ่งทรงคิดอุบายที่จะกลั่นแกล้งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าขึ้นได้ จึงทรงลงจากพระมหาปราสาทที่ประทับอยู่แต่เช้าตรู่ พร้อมกับทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์หมวดหนึ่ง แล้วเสด็จไปประทับนั่งเสวยน้ำจัณฑ์อยู่ที่กลางถนน อันเป็นหนทางที่สมเด็จพระพุทธองค์เคยพาพระภิกษุสงฆ์เข้าไปบิณฑบาต ด้วยมีพระราชประสงค์ว่า

“ เราจักแกล้งนั่งขวางถนนอยู่กับด้วยหมู่ทหารมากหลาย คราวนี้คงสมใจ พระสมณโคดมคงจักอดอาหาร เพราะไม่สามารถที่จะผ่านถนนนี้เข้าไปบิณฑบาตในเมืองได้ ”

ครู่หนึ่งต่อมา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกับพระภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก ก็เสด็จพระพุทธดำเนินมาตามถนนสายนั้น เพื่อจักเข้าไปโปรดสัตว์อันเป็นพุทธกิจประจำวัน ประชาชนทั้งหลายเห็นพระเจ้าสุปพุทธราชาธิบดีทรงนั่งขวางถนนเสวยน้ำจัณฑ์มีหมู่ทหารแวดล้อมอยู่เช่นนั้น คนหนึ่งซึ่งมีใจกล้าก็รีบวิ่งเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งตน แล้วกราบบังคมทูลพระกรุณาอย่างรีบร้อนว่า

“ ขอเดชะ พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ บัดนี้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมาทางนี้แล้วพระเจ้าข้า ”

“ ก็ช่างเป็นไร พระสมณโคดมเสด็จมา ก็เป็นเรื่องของพระสมณโคดม เราไม่เกี่ยวด้วย ” สมเด็จพระเจ้าสุปพุทธตรัส แล้วก็เอื้อมพระหัตถ์รินน้ำจัณฑ์เสวยต่อไป

“ ขอเดชะ แต่ว่าพระองค์ประทับนั่งอยู่กลางถนนนี้แล้ว สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จักเสด็จไปได้อย่างไรเล่าพระเจ้าข้า ”

“ อ๊ะ เจ้านี่ ” สมเด็จพระราชาธิบดีทรงอุทานด้วยความขุ่นพระทัย พร้อมกับเงื้อพระหัตถ์ขึ้นทรงแสดงกิริยาว่าจะตบ

“ ก็ข้าบอกแล้วว่า พระสมณโคดมจะไปจะมาก็ช่างเป็นไร ข้าไม่สนใจด้วย ข้าไม่หลีกทางให้หรอก จะนั่งอยู่ที่นี่เพราะข้ามีอายุเป็นผู้ใหญ่กว่าพระสมณโคดม เข้าใจไหมเล่า ”

ตรัสดังนี้แล้วก็เสวยน้ำจัณฑ์ต่อไป มิไยที่หมู่ทหารรักษาพระองค์หรือประชาชนจะทูลอ้อนวอนให้หลีกทางอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยกริ่งเกรงพระบรมกษัตริย์ของเขาจักได้รับโทษแห่งบาปกรรมในครั้งนี้อย่างหนัก แต่พระองค์ผู้มากไปด้วยความมืดในพระทัย ก็หาได้ทรงเชื่อฟังไม่

ฝ่ายสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อทรงพาภิกษุสงฆ์เสด็จมาถึงที่นั่น และได้ทรงเห็นสมเด็จพระเจ้าลุงประทับนั่งขวางถนน แสดงอาการพิกลอยู่เช่นนั้น ก็บ่ายพระพักตร์พาพระภิกษุสงฆ์ย้อนกลับไปวิหาร เพราะเหตุที่ไม่ได้หนทางจากสมเด็จพระเจ้าลุง ในขณะที่ทรงพระพุทธดำเนินกลับไปนั้น ได้ทรงแย้มพระโอษฐ์ให้ปรากฏ ท่านพระอานนท์เถระผู้เป็นพระอนุชาแห่งพระตถาคตเจ้า จึงทูลถามขึ้นว่า

“ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระองค์ทรงกระทำการแย้มพระโอษฐ์ให้ปรากฏ พระเจ้าข้า ”

“ เมื่อครู่นี้ เธอได้เห็นสมเด็จพระเจ้าลุงสุปพุทธไหมเล่าอานนท์ ” ตรัสถามขึ้น

“ เห็นพระเจ้าข้า ” พระอานนท์ทูลตอบ

“ สมเด็จพระเจ้าลุงสุปพุทธทรงกั้นกางขวางถนน ไม่ให้หนทางแก่พระทศพลสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเข้าไปโปรดสัตว์เช้าวันนี้ นับได้ว่าทรงกระทำกรรมอันหนักมาก ” สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสฉะนี้ แล้วก็ทรงมีพระพุทธฎีกาพยากรณ์อีกสืบไปว่า

“ ดูกรอานนท์ เพราะกรรมอันหนักที่สมเด็จพระเจ้าลุงสุปพุทธทรงกระทำในวันนี้เอง ต่อจากนี้ไป เมื่อครบ ๗ วันแล้ว พระองค์จะถูกธรณีสูบ ณ เชิงบันไดภายใต้พระมหาปราสาทแห่งพระองค์เอง ”

ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าสุปพุทธราชาธิบดี เมื่อทรงกลั่นแกล้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อไม่ให้เข้าไปบิณฑบาตในเขตราชธานีได้สมประสงค์ โดยได้ทอดพระเนตรเห็นสมเด็จพระพุทธองค์ ทรงพาพระภิกษุสงฆ์ย้อนกลับไปยังวิหารแล้ว ก็ทรงมีพระหฤทัยผ่องแผ้วปรีดา ครู่หนึ่งต่อมา จึงทรงส่งจารบุรุษคนหนึ่งให้ติดตามหมู่พระภิกษุสงฆ์นั้นไปด้วย พระดำรัสสั่งว่า

“ เจ้าจงตามไป จงไปคอยสอดแนมดูว่าพระสมณโคดม จักกล่าวถึงข้าว่าอย่างไรบ้าง ” จารบุรุษรับพระโองการแล้ว ก็รีบติดตามหมู่พระภิกษุสงฆ์มา เมื่อได้ฟังกถาที่พระภิกษุสงฆ์วิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องที่พระเจ้าสุปพุทธะ จักถูกแผ่นดินสูบ อันเป็นเรื่องใหญ่ ตามพระพุทธฎีกาพยากรณ์เช่นนั้น ครั้นได้สอบถามพระภิกษุสงฆ์อย่างมั่นคง เป็นเที่ยงแท้แล้ว ก็รีบตรงมายังพระราชวัง ขึ้นไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวแห่งตน

“ อ้อ เจ้า ” องค์สุปพุทธราชาทรงทักขึ้นอย่างอารมณ์ดี

“ หลานเราว่าอย่างไรบ้างเล่า ไม่ได้อาหารบิณฑบาตวันนี้ น่าที่จักต้องได้รับความหิวโหยเป็นแม่นมั่น ”

“ มิใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ” จารบุรุษทูลขึ้น แล้วก็เริ่มกราบบังคมทูลถึง เรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังมาจากบรรดาพระภิกษุสงฆ์ว่า สมเด็จพระราชาธิบดี จักต้องทรงถูกแผ่นดินสูบอีก ๗ วันข้างหน้าตามพุทธฎีกา เพราะกรรมที่พระองค์ทรงกระทำเมื่อเช้านี้ เป็นกรรมบาปหยาบช้านัก

“ ข้านะหรือจักถูกแผ่นดินสูบ ” องค์สุปพุทธราชาทรงทวนถามด้วยพระอาการอันมิใคร่จะทรงเชื่อถือ แต่ในพระราชหฤทัยนั้น ให้ทรงนึกหวั่นเกรงอยู่เป็นอันมาก โดยเมื่อทรงจินตนาอย่างรอบคอบแล้วก็ทรงเห็นว่า

“ กถาโทษกล่าวคือ โทษแห่งคำพูดอันผิดพลาดแห่งพระสมณโคดมหลานเรานี้ไม่เคยมีเลย ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เมื่อพระสมณโคดมตรัสสิ่งไร สิ่งนั้นย่อมจักเป็นไป และปรากฎมีตามพระดำรัสทุกประการ ” เมื่อทรงพิจารณาเห็นเช่นนี้แล้ว องค์ราชาธิบดีก็ให้มีพระหฤทัยหวาดหวั่นไหว เกรงกลัวต่อมรณภัยที่จักมาถึงพระองค์เป็นอย่างมาก หากแต่ขัตติยมานะอันมีอยู่เป็นประจำ ก็ทำให้ทรงตัดสินพระทัยในที่สุดว่า

“ หากตัวเรานี้จักถูกธรณีสูบตายจริงเช่นพระสมณโคดมว่า เราก็จักขอก้มหน้าตาย เพราะบาปกรรมเราทำไว้ คงจักแก้ไขไม่ได้แล้ว พระสมณโคดมจึงกล่าวเช่นนั้น แต่ก่อนที่เราจักขาดใจตาย เราจักสำแดงความที่พระโคดมเป็นคนพูดไม่จริงทั้งหมดให้ปรากฎแก่ชาวโลก เพราะมีช่องทางที่จะทำได้คือ พระสมณโคดมนั้น เมื่อมีญาณวิเศษรู้ว่าเราจักถูกธรณีสูบตายแน่ๆแล้ว แทนที่จะพยากรณ์แต่เพียงว่า “ พระเจ้าสุปพุทธะ จักถูกแผ่นดินสูบในวันที่ ๗ ” แต่กลับสำแดงอาการอวดรู้พยากรณ์ให้ละเอียดลงไปถึงสถานที่อันเป็นบริเวณที่เราจะถูกธรณีสูบ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ว่า “ พระเจ้าสุปพุทธะ จักถูกแผ่นดินสูบในวันที่ ๗ ณ เชิงบันไดปราสาทเบื้องล่าง ” เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เราจักไม่ย่างกรายไปที่เชิงบันไดปราสาทเบื้องล่างนั้นเลย พอครบ ๗ วัน ถ้าเราจักต้องถูกธรณีสูบตาย จักเป็นที่อื่น มิใช่สถานที่นั้น เมื่อเราตายไปด้วยอาการอย่างนี้ ผู้ที่พยากรณ์เรา คือ พระสมณโคดม ซึ่งคนทั้งหลายพากันชื่นชมว่าเป็นผู้มีวาจาไม่ผิดเพี้ยน ก็จักปรากฎว่าเป็นผู้มีวาจาผิดเพี้ยน คือ พยากรณ์จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง จะเชื่อเสียทีเดียวทั้งหมดไม่ได้ แม้เราตายไปแล้ว ก็อาจที่จะยังโทษให้เกิดขึ้นแก่พระสมณโคดมได้ด้วยอุบายอย่างนี้ ”

เมื่อสมเด็จพระราชาธิบดี ผู้ทรงมีความอาฆาตในพระราชหฤทัยอย่างลึกซึ้ง ทรงคำนึงไปด้วยความโง่เขลาเบาปัญญาเช่นนี้แล้ว ก็ทรงดำเนินการตามที่ทรงดำริไว้ทันที นั่นคือ ทรงรับสั่งให้ข้าราชบริพารทั้งหลาย พากันขนเอาเครื่องราชูปโภคที่จำเป็นไปไว้บนปราสาทชั้นที่ ๗ ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดให้เพียงพอ แล้วทรงคัดเลือกทหารหาญที่มีรูปร่างกำยำล่ำสัน เป็นนักมวยปล้ำมาได้หลายคน รับสั่งให้ผลัดเปลี่ยนเวียนเวรกันเฝ้าที่ประตูปราสาททุกๆชั้น ประตูละ ๒ คน เป็นกรณีพิเศษ แล้วก็ทรงประชุมทหารผู้มีกำลังกายแข็งแรง และมีความจงรักภักดีต่อพระองค์เหล่านั้น โดยพระราชดำรัสสั่งอย่างเฉียบขาดว่า

“ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากพวกเจ้าทั้งหลาย เห็นตัวข้านี้ลงมาจากปราสาทเบื้องบนจะผ่านประตูที่เจ้าเป็นยามด้วยความประมาทของข้าเองแล้วไซร์ พวกเจ้าอย่าได้เกรงใจเลย ถ้าชกได้จงชก ถ้าตีได้จงตี ถ้าทุบได้จงทุบ แล้วฉุดกระชากลากไปให้ขึ้นไปอยู่บนปราสาทชั้นที่ ๗ อีกตามเดิม อย่าปล่อยให้ลงไปข้างล่างได้เป็นอันขาด เข้าใจไหมเล่า การที่เราตั้งเจ้าให้เป็นยามพิเศษในครั้งนี้ ก็เพื่อให้เป็นยามพิเศษ สำหรับห้ามเราคนเดียวไม่ให้ลงไปข้างล่างเท่านั้นแหละ หวังว่าพวกเจ้าจงรักษาหน้าที่พิเศษนี้โดยเคร่งครัดที่สุด ”

พระเจ้าสุปพุทธราชาธิบดี ผู้มีนโยบายดีดำรัสสั่งฉะนี้แล้ว ก็มอบหมายกิจที่จะพึงกระทำในหน้าที่ของพระองค์ให้แก่อำมาตย์ ผู้สามารถทั้งหลายแล้ว ก็เสด็จขึ้นไปทรงพักผ่อนพระอิริยาบถ รอพญามัจจุราช อันจะมาถึงพระองค์ตามคำพยากรณ์แห่งสมเด็จพระบรมครูอยู่ ณ ห้องอันเป็นสิริเบื้องบนปราสาทชั้นที่ ๗

มีคนหลายคนในพระราชวัง ได้นำเรื่องที่สมเด็จพระราชาธิบดี ทรงเตรียมวิธีการที่ต้านทานพญามัจจุราช โดยทรงพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้พระองค์ ต้องถูกธรณีสูบที่เชิงบันไดปราสาทเบื้องล่าง มาบอกแก่พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายที่นิโครธาราม ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ก็เอาเนื้อความเหล่านี้ ขึ้นไปกราบทูลให้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบ และกราบทูลถามต่อไปว่า พระพุทธฎีกาที่ทรงพยากรณ์แก่พระอานนท์ไว้ในเช้าวันนั้น จะยังเป็นจริงอยู่หรือไม่ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จึงประทานพระพุทธดำรัสว่า

“ ดูกรเธอทั้งหลาย อย่าว่าแต่สมเด็จพระเจ้าสุปพุทธราชา จะขึ้นไปอยู่บนปราสาทชั้นที่ ๗ และมีทหารกำยำล่ำสัน เฝ้ารักษาประตูอยู่อย่างนี้เลย แม้องค์สมเด็จพระเจ้าลุงแห่งเรานั้น จะมีฤทธิ์เหาะขึ้นไปสู่เวหาร แล้วประทับนั่งอยู่บนอากาศก็ดี หรือจะทรงหนีไปทางมหาสมุทรทะเลใหญ่ ด้วยมีนาวาเป็นพระราชพาหนะ พร้อมทั้งทหารชาญกล้าแวดล้อมรักษาก็ดี หรือจะทรงหนีเข้าไปในซอกเขาก็ดี พระองค์ก็จักต้องทรงถูกแผ่นดินสูบที่เชิงบันไดใต้ปราสาทเบื้องล่าง ดังที่เรากล่าวไว้นั่นเอง ทั้งนี้ก็เพราะว่า ทวิภาวะ กล่าวคือ ความเป็นสองแห่งถ้อยคำของพระพุทธเจ้านั้นไม่มีเป็นอันขาด เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มิใช่แต่เราตถาคต แม้แต่พระพุทธเจ้าพระองค์อื่นก็ตาม พระองค์ตรัสสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมปรากฎเป็นจริงเสมอ

พอถึงกาลคำรบวันที่ ๗ ซึ่งเป็นวันที่จะพิสูจน์ว่าพุทธฎีกาที่ว่าไว้ จักปรากฎมีผลประการใด ในตอนเช้ามืดวันนั้น สมเด็จพระเจ้าสุปพุทธะ ผู้ทรงมีพระอาการกระสับกระส่ายมาตลอดราตรี เมื่อทรงเห็นยังไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ก็ทรงมีพระทัยชื้นว่า พระวจนะแห่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า คงจะเป็นหมันเปล่า ไม่ปรากฎความจริงเป็นแน่แท้ แต่ก็ยังไม่ทรงวางพระทัย จึงทรงใช้ให้อำมาตย์คนสนิทมาบังคับทหารอย่างแข็งขัน เพราะใกล้จะพ้นจากฤกษ์ร้ายตามพระพุทธทำนายแล้ว ทุกคนอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด กาลเวลาค่อยเคลื่อนคล้อยมา พอได้เวลาตรงกับที่สมเด็จพระราชาธิบดี ผู้โมหจริตทรงปิดกั้นหนทางภิกขาจารแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อ ๗ วันก่อน เหตุการณ์หนึ่งก็พลันอุบัติขึ้น นั่นคือ อัสดรมงคลม้าพระที่นั่งตัวโปรดขององค์สมเด็จพระราชา ซึ่งอยู่ที่โรงม้าพิเศษใกล้เชิงบันไดปราสาทชั้นล่างสุด มันบังเกิดมีอาการคึกคะนองขึ้น เตะถีบฝาโรงม้าเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

“ เสียงอะไร ?” ทรงถามอำมาตย์คนหนึ่ง ซึ่งเพิ่งขึ้นมาเฝ้าเพื่อกราบบังคมทูล ด้วยพระสุรเสียงอ่อยๆ เพราะทรงเพลียมิได้บรรทมมาตลอดราตรี

“ ม้าต้นอัสดรมงคล พระเจ้าข้า มันเกิดคึกคะนองขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ มิรู้ว่าเป็นอย่างไร พระเจ้าข้า ” อำมาตย์ผู้ซื่อสัตย์ กราบบังคมทูลยังมิทันที่จะขาดคำ เสียงตึงตังก็ดังขึ้นอีก และยิ่งดังหนักขึ้นไปทุกที คล้ายกับว่าอัสดรมงคลนั้นมันกลายเป็นม้าบ้าไปเสียแล้ว ”

และก็เป็นที่รู้กันอยู่ทั่วทุกคนในที่นั้นว่า เมื่อม้าพระที่นั่งตัวโปรดนี้ เกิดมีอาการพยศขึ้นมาแล้ว ผู้ใดใครผู้หนึ่งไม่สามารถที่จะบังคับให้หยุดได้ นอกจากสมเด็จพระราชาธิบดีเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้ทรงสดับเจ้าพาชีคู่พระทัยแสดงอาการพยศคึกคะนองเตะถีบฝาโรงม้าเสียงดังสนั่นหวั่นไหว อย่างไม่หยุดยั้งเช่นนั้น สมเด็จพระเจ้าสุปพุทธะผู้ต้องพระพุทธทำนาย โดยทรงมีวาสนาชะตาเสียถึงกับต้องถูกแผ่นดินสูบ ก็ให้ทรงอึดอัดฮึดฮัดอยู่ ในที่สุดโดยที่ไม่มีใครจะทูลห้ามทัน พระองค์ก็พลันลุกจากพระที่ ทรงเผ่นผึงลงไปหมายจะห้ามม้ามิให้พยศ บานประตูที่เสด็จผ่านก็เปิดเองเป็นอัศจรรย์ เหล่าทหารล่ำสันกำยำใหญ่ ที่ทรงคัดเลือกแต่งตั้งไว้เป็นกรณีพิเศษ ก็บังเอิญให้มีเหตุลืมพระราชดำรัสสำคัญ อันเป็นหน้าที่ของตนเสียสิ้นทั่วทุกตัวทหาร ซึ่งเฝ้าอยู่ทุกๆประตูทั้ง ๗ ชั้น ก็พลันเห็นชอบ ในการที่พระเจ้าอยู่หัวแห่งตนจะเสด็จลงไปห้ามม้าพยศ และแล้ว พอพระบาทแห่งองค์บรมกษัตริย์สุปพุทธราชาแตะพื้นปราสาทชั้นล่างสุดที่เชิงบันได มหาปฐพีใหญ่ ก็บังเกิดอัศจรรย์ ส่งเสียงลั่นครั้นครื้น แล้วก็แยกออกเป็น ๒ ภาค สูบเอาบรมกษัตริย์ลงไปทั้งๆที่ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ครู่หนึ่งก็พลันปิดสนิทลงตามเติม ซึ่งนั่นก็หมายความว่า บัดนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งกรุงเทวทหนครได้สิ้นพระชนม์ชีพแล้ว การสิ้นพระชนม์ชีพอย่างอัศจรรย์แห่งพระองค์เช่นนี้ ยังความสยดสยอง และความสังเวชให้เกิดขึ้นในดวงใจ แห่งหมู่อำมาตย์และทหารทั้งหลาย ซึ่งได้เห็นเหตุการณ์อยู่ในขณะนั้นเป็นอันมาก และเมื่อต้องทรงถูกธรณีสูบจนทรงสิ้นพระอัสสาสะ ปัสสาสะถึงแก่ชีวิต ณ ภายใต้แผ่นดินสมจริงตามพระพุทธฎีกา ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ทุกประการแล้วสมเด็จพระเจ้าสุปพุทธราชาธิบดี ก็ตรงดิ่งไปอุบัติเกิด ณ อเวจีมหานรก ปรากฎกายเป็นสัตว์นรกใหญ่ร่างร้ายถูกไฟในอเวจีนั้นเผาไหม้ผลาญ จนตราบเท่าถึงกาลทุกวันนี้

เรื่องที่เล่ามานี้ต้องการจะชี้ให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า มนุษย์บางคนในมนุษย์ภูมิเป็นคนโชคดี เกิดมาในตระกูลดี มีความสุขความเจริญ ชีวิตประสบความรุ่งเรืองไพโรจน์ ซึ่งนับว่าเป็นผู้มาสว่างแล้ว แต่ว่าเขาผู้นั้น กลับเป็นผู้มีจิตใจไม่ผ่องแผ้ว เพราะมีทิฏฐิวิบัติมากไปด้วยความประมาท ไม่คำนึงถึงบาปกรรม และผลวิบากแห่งบาปกรรม ไม่นำพาต่อการที่จะปฏิบัติกัลยาณธรรมความดีงาม มิหนำซ้ำยังประพฤติทุจริตด้วย กาย วาจา ใจ อย่างนี้ เมื่อถึงคราวสิ้นชีวิต ย่อมจะเป็นผู้มืดไปได้แก่ ไปเกิดในอบายภูมิมีชีวิตมืดมนทนทุกข์เวทนา เป็นที่น่าสังเวชสลดใจนักหนา ดุจเช่นองค์สมเด็จพระราชาธิบดีสุปพุทธะ ซึ่งดำรงฐานะเป็นเจ้าผู้ครองเทวทหนคร ทรงเป็นที่เคารพยกย่องแห่งมหาชนอย่างมากมาย นอกจากนี้ยังทรงมีโอกาสได้พบเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงมีพระมหากรุณา นับว่าพระองค์เป็นผู้สว่างมาแล้วแต่ต่อมาภายหลัง เพราะทรงมีทิฏฐิวิบัติไม่สามารถที่จะขจัดความเห็นผิดให้ออกไปจากจิตสันดาน ถึงกับทรงกระทำการอันเป็นบาปหยาบช้าแสนสาหัส กรรมจึงซัดให้ไปเกิดเป็นสัตว์นรกร่างร้ายในอบายภูมิ กลายเป็นผู้ไปมืด น่าอนาถนักหนา ชีวประวัติองค์สมเด็จพระราชาธิบดีสุปพุทธะนี้ ย่อมจะถึงการกล่าวได้ว่าเป็นชีวประวัติของมนุษย์ผู้สว่างมาแล้วแต่เป็นผู้มืดไป

๔.บุคคลผู้สว่างมาแล้วสว่างไป

มนุษย์ประเภทสว่างมาแล้วสว่างไปนี้ ขอท่านทั้งหลายพึงได้ทราบจากพระบาลี ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอรรถาธิบายให้สมเด็จพระราชาธิบดีปเสนทิโกศล ได้ทรงสดับ เช่นเดียวกับมนุษย์ประเภทก่อนๆ ดังต่อไปนี้ :-

มหาบพิตร ก็บุคคลจำพวกใดที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้สว่างมาแล้วสว่างไป มหาบพิตร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้อุบัติเกิดในตระกูลสูงคือ เกิดในตระกูลกษัตริย์มหาศาล ในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในตระกูลคฤหบดีมหาศาล เป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์เป็นอันมาก มีโภคสมบัติเป็นอันมาก มีทองและเงินล้นเหลือ มีของใช้น่าปลื้มใจล้นเหลือ มีทรัพย์คือข้าวเปลือกล้นเหลือและตัวเขาเอง ก็เป็นคนมีรูปสวย น่าดูน่าชม ประกอบไปด้วยความงามแห่งผิวเป็นเยี่ยม ย่อมหาข้าว น้ำ ผ้าผ่อน ยวดยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และเครื่องประทีปได้โดยสะดวกแล้ว และเขาผู้นั้นย่อมประพฤติทุจริตด้วย กาย วาจา ใจ ครั้นเขาประพฤติด้วย กาย วาจา ใจ แล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

มหาบพิตร บุรุษพึงก้าวไปด้วยดีจากบัลลังก์สู่บัลลังก์ หรือพึงก้าวไปด้วยดีจากหลังม้าสู่หลังม้า หรือพึงก้าวไปด้วยดีจากคอช้างสู่คอช้าง หรือพึงก้าวไปด้วยดีจากปราสาทสู่ปราสาท อุปมานี้ฉันใด เราตถาคต กล่าวถึงบุคคลผู้นี้ว่า มีอุปไมยเหมือนฉะนั้น มหาบพิตร บุคคลผู้นี้ชื่อว่าเป็นผู้สว่างมาแล้วสว่างไป

ครั้นทรงมีอรรถาธิบายฉะนี้แล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วได้ทรงมีพระมหากรุณา ตรัสพระพุทธฎีกาซ้ำความไว้อีกว่า :-

“ มหาบพิตร บุคคลบางคนถึงหากว่าจะเป็นคนมั่งมี แต่เขาก็เป็นคนมีศรัทธา ไม่มีความตระหนี่ เขาเป็นคนมีความดำริอันประเสริฐ มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมให้ทาน ย่อมลุกรับสมณะหรือพราหมณ์ หรือแม้วณิพกอื่นๆ ย่อมสำเหนียกในจรรยาอันเรียบร้อย ไม่ห้ามคนที่กำลังให้โภชนาหารแก่ผู้ที่ขอ มหาบพิตร คนเช่นนั้น เมื่อตายไป เขาย่อมเข้าถึงทิพยสถาน ผู้นี้ชื่อว่า ผู้สว่างมาแล้วสว่างไป “ ดังนี้

พระพุทธฎีกาที่อัญเชิญมานี้ ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายก็คงจะเห็นแล้วว่า บรรดามนุษย์ทั้งหลายที่ปรากฎให้เห็นอยู่อย่างขวักไขว่ในมนุษย์โลกนี้นั้น บางท่านบางคนผู้ได้ชื่อว่า มาสว่าง คือ เกิดในตระกูลดี เกิดในตระกูลสูงส่ง มีฐานะมั่นคง มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย ไม่ต้องเดือดร้อน ในการครองชีพทั้งสิ้น มีกินมีใช้อย่างอุดมสมบูรณ์ มีชีวิตอยู่ในชาติปัจจุบันนี้อย่างรุ่งเรืองไพโรจน์ นอกจากนั้น เขายังเป็นผู้มีปัญญาเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นชอบหมั่นแต่ประกอบคุณงามความดี หลีกหนีจากทางชั่วทางเสื่อม มีหิริ ความละอายต่อบาป และโอตตัปปะ ความสะดุ้งเกรงกลัวต่อบาปทุจริต ไม่ประพฤติผิดศีลธรรม พยายามบำเพ็ญ แต่กองการกุศลอยู่เสมอเป็นนิตย์ เมื่อถึงแก่ความตายแล้วเขาผู้ซึ่งเกิดมามีชีวิตสว่างรุ่งโรจน์ ย่อมจักได้ไปเกิดในสถานที่อันสว่างรุ่งเรืองไพโรจน์อีกยิ่งขึ้นไป และยิ่งๆขึ้นไป คือได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ได้รับแต่ความสำราญ แสนจะเป็นสุขนักหนา ในเรื่องมนุษย์ผู้มาสว่าง แล้วก็ไปสว่างนี้ มีตัวอย่างที่ควรจะนำมาเล่าไว้ ดังต่อไปนี้ :-

 

นันทิยะเทพบุตร

ในกรุงพาราณสีมหานคร มีตระกูลมั่งคั่งใหญ่โตอยู่ตระกูลหนึ่ง ซึ่งท่านหัวหน้าตระกูล เป็นสัมมาทิฏฐิ มีศรัทธาเลื่อมใส ในพระบวรพุทธศาสนา ได้ทูลอาราธนาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์มารับอาหารบิณฑบาตที่เคหสถานแห่งตนอยู่เสมอ มานพผู้เป็นบุตรคฤหบดี หัวหน้าตระกูลนั้นมีนามว่า นันทิยะมานพ ตั้งแต่ครั้งยังเยาว์เป็นต้นมา นันทิยะมานพก็ช่วยท่านบิดาจัดแจงตกแต่งโภชนาหารเลี้ยงดูพระภิกษุสงฆ์เป็นประจำ ทำให้มานพมีสันดานยินดีในการบริจาคทาน และมีความเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนาเป็นอันมาก กาลเวลาผ่านไป เมื่อมานพนั้นเจริญวัยสมควรที่จะมีคู่ครองได้แล้ว ท่านบิดามีความปรารถนาที่จะนำเอานางเรวดีกุมารี ซึ่งเป็นบุตรีแห่งผู้มีฐานะมั่นคงคนหนึ่งในนครพาราณสีนั้น มาเป็นคู่มงคลสมรสกับนันทิยะมานพ

ก็นางเรวดีกุมารีนั้นเป็นหญิงสาวมีรูปสวย แต่เป็นคนไม่มีศรัทธา มีจิตสันดานมากไปด้วยมัจฉริยะ ความตระหนี่ เมื่อเป็นเช่นนี้ นันทยะมานพจึงมิปรารถนาจะได้นางไว้เป็นภรรยา แม้ว่าท่านบิดาจักพูดจาหว่านล้อมประการใด ก็ไม่ยินยอม ครั้นเห็นบุตรไม่ศรัทธายินยอมเช่นนั้นแล้ว จึงออกอุบายให้มารดาของนันทิยะมานพไปจัดแจง มารดาของนันทิยะมานพ จึงไปนำนางเรวดีกุมารีมาพักอยู่ที่บ้านตน แล้วสอนว่า

“ ถ้าเจ้าปรารนาจักเป็นภรรยาของบุตรชายเราแล้ว จงประพฤติตนเป็นคนมีศรัทธา หมั่นอุปัฎฐากบำรุงพระภิกษุสงฆ์อยู่อย่างใกล้ชิดกับบุตรชายเราทุกๆวัน ” นางเรวดีมีความรักในมานพอยู่ในใจมานานแล้ว ก็พยายามปฏิบัติตามโอวาทนั้น ฝืนใจทำเป็นเหมือนมีศรัทธา ทุกๆวัน พอตื่นนอนขึ้นมาก็สั่งให้ทาสีทั้งหลาย ตกแต่งปูลาด ซึ่งอาสนะทั้งปวง เมื่อพระภิกษุสงฆ์มาก็นมัสการ แล้วอาราธนาให้นั่งที่อาสนะ จัดแจงกรองน้ำด้วยธัมกรก เสร็จแล้วก็จัดการถวาย อาหารบิณฑบาต แก่พระภิกษุสงฆ์ สำแดงอาการคารวะเป็นอย่างยิ่ง ทั้งที่ใจจริงแล้ว มิได้มีความเคารพเลื่อมใสเลย มานพหนุ่มผู้อ่อนโลกเคร่งศาสนา เมื่อเห็นกุมารีมีกิริยาเลื่อมใสเช่นนั้น ก็เกิดความรักยอมแต่งงานด้วย เมื่อแต่งงานกันแล้ว อยู่กินด้วยกันมาจนกระทั่งมีบุตรถึง ๒ คน ท่านบิดามารดาของมานพก็ตายลงในเวลาใกล้ๆกัน ตามธรรมดาแห่งอายุสังขาร เมื่อได้จัดการฌาปนกิจเรียบร้อยแล้ว มานพก็มอบความเป็นใหญ่ในเรือนให้นางเรวดี ส่วนตนนั้นมีหน้าที่เป็นใหญ่ในการที่จะบำเพ็ญทานอย่างเดียวกิจอื่นหาได้เกี่ยวข้องด้วยไม่ การบ้านเรือนและทรัพย์สมบัติจะจัดแจงกันอย่างไรนั้นก็สุดแต่นางเรวดีจะบัญชา เมื่อได้มอบหมายหน้าที่กันเรียบร้อยเช่นนี้ นันทิยะมานพจึงตั้งสิ่งของสำหรับถวายสงฆ์ และสิ่งของสำหรับยาจกที่จะมาแทบประตูเรือน แล้วก็เริ่มบริจาคทานด้วยมือของตนเป็นประจำ ยิ่งทำไปก็ยิ่งมีศรัทธามากขึ้น คราวหนึ่งเขาได้สร้างศาลาจตุรมุขหลังใหญ่ ประดับไปด้วยห้อง ๔ ห้อง ณ บริเวณป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เสร็จแล้วก็สร้างอุปกรณ์แห่งศาลาเช่นเตียง ตั่ง ที่นั่ง ที่นอนไว้พร้อม ถึงวันทำการฉลองก็อาราธนาพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน ให้มารับอาหารบิณฑบาตทาน เมื่อจะถวายศาลานั้นไว้ในพระบวรพุทธศาสนา ก็กรวดน้ำทักขิโณทก ให้ตกลงเหนือฝ่าพระหัตถ์แห่งสมเด็จพระบรมศาสดามองศาลาใหญ่ถวายไว้ ในขณะนั้น วิมานทิพย์อันอร่ามเรืองโอภาส พร้อมด้วยแก้ว ๗ ประการ มีประมาณความสูงได้ ๑๒ โยชน์ เป็นวิมานงดงามน่าอัศจรรย์ ก็พลันอุบัติขึ้น ณ ดาวดึงส์เทวโลก พร้อมกับเวลาที่นันทิยะอุบาสก หลั่งน้ำทักขิโณทก มองศาลาหลังใหญ่ถวาย โดยมิได้มีเทพบุตรหรือเทพธิดาองค์ใดองค์หนึ่งเป็นเจ้าของเข้าครองครองวิมานทิพย์นั้นเลย ซึ่งทำความแปลกประหลาดใจ แก่เหล่าเทพยดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นักหนา

ต่อมากาลวันหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานะขีณาสพผู้ทรงฤทธิ์ ได้เที่ยวสัญจรจาริกไปในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้เห็นวิมานทิพย์ซึ่งยังไม่มีเจ้าของนั้น ก็ทราบด้วยญาณวิเศษว่า เป็นวิมานของนันทิยะมานพอุบาสก ผู้ยังมีชีวิตอยู่ในมนุษย์โลก จึงกลับลงมา แล้วไปเข้าเฝ้าทูลถามสมเด็จพระพุทธองค์ว่า

“ บุคคลกระทำกุศลอยู่ในมนุษย์โลกนี้ ยังมิได้แตกกายทำลายขันธ์ก่อน แล้วมีสมบัติทิพย์เกิดขึ้นคอยท่า จะเป็นไปได้หรือ? ”

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า

“ ทิพยสมบัติแห่งนันทิยะอุบาสก ซึ่งบังเกิดคอยท่าอยู่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เธอก็เห็นอยู่แล้วมิใช่หรือ? เหตุดังฤาจึงต้องมาถามตถาคตอีกเล่า? ”

และพระพุทธองค์ก็ทรงบอกเล่าแก่พระมหาโมคคัลลานะอีกว่า

“ ญาติมิตรและเพื่อนร่วมใจทั้งหลายย่อมพากันชื่นชมยินดี ต่อบุคคลที่พลัดพรากจากกันไปนานแล้วกลับมา โดยสวัสดีแต่ที่ไกลว่า “ มาแล้วๆ ” ฉันใด บุญทั้งหลายย่อมต้อนรับบุคคลผู้ทำบุญไว้แล้วตายจากโลกนี้ไปสู่โลกหน้า ประดุจญาติทั้งหลายพากันต้อนรับญาติที่รัก ซึ่งกลับมาแล้วฉะนั้น ”

ฝ่ายนันทิยะอุบาสกเจ้าของวิมาน ก็อุตสาหะทำบุญทานเนืองๆ เพราะจิตสันดานของตนใคร่ไปทางนั้นแต่เดิมมา คราวหนึ่งเขามีกรณีกิจที่จะต้องไปต่างเมืองหลายวัน จึงสั่งนางเรวดีภรรยาว่า

“ ดูกรเจ้าเรวดี ทานที่เราอุทิศถวายสงฆ์ก็ดี ทานที่เราอุทิศให้แก่คนยากจนก็ดี ขอเจ้าจงเอาใจใส่ทำแทนเราอย่าให้ขาดได้ เจ้าจงอย่าประมาท จงทำทานให้เต็มที่ จนกว่าเราจะกลับมา ”

นางเรวดีภรรยาก็รับคำว่า จะทำตามคำสั่ง อย่าได้เป็นห่วงเลย แต่พอนันทิยะอุบาสกไปแล้ว นางซึ่งจำใจต้องให้ทาน เกลียดและรำคาญในการให้ทานมานาน ด้วยเห็นว่า การให้ทานไม่เป็นประโยชน์อะไร มีแต่จะสิ้นเปลืองทรัพย์ไปเปล่าๆ เมื่อให้อาหารดีๆ ก็มีผู้มารับทานมากมายไปทุกวัน ฉะนั้นในครั้งนี้ได้โอกาสแล้ว เพราะสามีมอบหมายความเป็นใหญ่ในทานให้นางเป็นผู้จัดการ นางจึงสั่งให้เอาข้าวสุกที่คนในบ้านบริโภคเหลือ เจือด้วยชิ้นปลา ก้างปลา และกระดูกต่างๆ เอาอาหารที่เป็นเดนเหลือที่จะบริโภคเช่นนี้ มาใส่ลงในบาตรแห่งพะภิกษุสงฆ์ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย เมื่อรับเอาแล้ว เมื่อเห็นว่าอาหารเป็นเดนไม่ควรแก่การขบฉัน ทุกท่านทุกองค์ก็เททิ้งเสีย ไม่บริโภค ฝ่ายนางเรวดีเจ้าอุบาย ได้พาคนทั้งหลาย ติดตามมาในเพลาสาย เห็นพระสงฆ์ทั้งหลายเอาอาหารของตนออกจากบาตรเททิ้งเสียเช่นนั้น ก็พลันได้โอกาสกล่าวขึ้นว่า

“ ดูเถิดเจ้าข้า พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย ท่านจงเห็นด้วยกันเถิด สิ่งของทั้งหลาย เราถวายด้วยจิตศรัทธา แต่สมณะเอามาเททิ้งเสียอย่างนี้ สมณะทำอย่างนี้ จะสมควรแก่ที่ตัวเป็นสมณะแล้วหรือ เราไม่นับถืออีกแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คิดแล้วให้เสียดายแทนที่สามีของเราโง่หลงไหลให้มานานเป็นยิ่งนัก ”

ประกาศดังนี้แล้ว ก็กล่าวคำผรุสวาท ด่าว่า พระเจ้า พระสงฆ์ อีกหลายคำด้วยอำนาจแห่งความเกลียดชัง ซึ่งฝังอยู่ในจิตใจมานานแล้ว หารู้ไม่เลยว่า ในจำนวนพระสงฆ์ที่ไปรับทานของนันทิยะอุบาสกนั้น มีพระสงฆ์สำคัญอยู่มากองค์ที่สำเร็จคุณวิเศษสุดในพระบวรพุทธศาสนา เป็นชั้นพระอรหันต์ และท่านไปรับทานก็หาใช่ว่ามีโลภเจตนา หรือติดในตระกูลก็หามิได้ ท่านไปรับอาหารก็เพื่ออนุเคราะห์จะกระทำทานของอุบาสกนั้นให้เป็นอรหัตทานโดยแท้ แต่นางเรวดีมาด่าว่า กราดไปทั่วทุกองค์ภิกษุสงฆ์ ด้วยอารมณ์ภัยแห่งตนเช่นนี้ จึงเป็นการด่าว่า พระอรหันต์ไปด้วย นับว่าเป็นบาปนักหนา เมื่อนางด่าว่าจนหนำใจ แล้วก็กลับบ้าน ประกาศสั่งเลิกให้ทานทุกประการตั้งแต่บัดนั้น

ไม่นานนัก นันทิยะอุบาสกก็กลับมาจากต่างเมือง นางเรวดีก็รีบเข้าไปยกโทษสมณะว่าเอาสิ่งของที่ตนให้ด้วยศรัทธาไปเททิ้งเสียหมด ตามแผนการที่วางไว้ แต่อุบาสกผู้มากไปด้วยศรัทธาหาเชื่อไม่ รีบสืบสวนดูจนรู้แน่ว่า ภรรยาของตนทำจลาจลดังนั้น ก็พลันบังเกิดความโกรธขึ้นสุดขีด บังคับขับไล่นางเรวดี ซึ่งมีอุบายร้ายให้ออกจากบ้านตั้งแต่เวลาเย็นวันนั้นเอง แล้วก็ตรงไปยังวิหารกราบทูลอาราธนาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ให้ไปอนุเคราะห์รับอาหารที่บ้านตนในเวลาเช้า เมื่อเห็นองค์พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับอาราธนาโดยดุษณีแล้ว ก็กลับมาสั่งให้ทั้งหลายตระเตรียมการที่จะบริจาคทานในวันรุ่งขึ้น

สหายทั้งหลาย เห็นเหตุร้ายเกิดขึ้นแก่ครอบครัวของนันทิยะ จึงนำเอานางเรวดีนั้นกลับมา แล้วเล้าโลมขอโทษในการที่นางได้ทำความผิด และขอให้รับนางไว้เป็นภรรยาตามเดิม เหตุร้ายจักได้สงบ นันทิยะมานพก็รับตัวไว้ในตำแหน่งนางทาสีสำหรับขนหยากเยื่อ ปัดกวาดบ้านที่คนทำสกปรก หาได้รับนางไว้ในตำแหน่งภรรยาคู่ชีวิตเหมือนเดิมไม่ ทำให้นางได้รับความอับอายและช้ำใจยิ่งนัก เมื่อกลับมาจากต่างเมืองและได้ทำบุญครั้งใหญ่ โดยได้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งอริยสงฆ์หลายรูปมารับทานที่บ้านตนสมใจแล้ว อยู่มาไม่นานนัก นันทิยะอุบาสกผู้มากไปด้วยศรัทธาแต่อายุสั้น ก็ถึงแก่ความตายลงด้วยโรคปัจจุบัน แล้วก็พลันไปอุบัติเกิดเป็นเทพบุตร ณ วิมานทิพย์อันกว้างใหญ่ได้ ๑๒ โยชน์ ซึ่งเกิดขึ้นคอยท่า ตั้งแต่ตนสร้างศาลาใหญ่ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เสวยทิพยสมบัติเป็นสุขยิ่งกว่ามนุษย์มากมาย

ฝ่ายนางทาสีเรวดี ซึ่งมีหน้าที่ขนหยากเยื่อในบ้าน นับแต่วินาทีที่นันทิยะอุบาสกสิ้นลมหายใจก็กลับได้มีโอกาสเป็นใหญ่อีกครั้ง จึงตั้งตนเป็นเจ้าภาพจัดการเผาซากศพแห่งสามี ครั้นการฌาปนกิจศพเรียบร้อยในวันนั้นแล้ว ก็มีความโล่งใจเป็นยิ่งนัก คิดว่าตนได้เป็นใหญ่ในมรดกมหาศาล ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แล้วก็เอนกายนอนฝันหวานสบายอยู่

“ ดูเรา ท่านทั้งหลาย อีก ๗ วัน นางเรวดีจะตายไปตกนรก, อีก ๗ วัน นางเรวดีจะตายไปตกนรก, อีก ๗ วัน นางเรวดีจะตายไปตกนรก ” เสียงกึกก้องมีใจความดังนี้กระหึ่มลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบน ทำให้ผู้คนในบริเวณบ้านนั้น พากันตระหนกตกใจ และบังเกิดความอัศจรรย์ใจเป็นที่ยิ่ง เพราะได้ยินเสียงอันน่ากลัว แต่ไม่เห็นเจ้าของเสียง ก็มนุษย์ธรรมดาจะสามารถเห็นได้อย่างไรเล่า เพราะว่าเสียงนั้นเป็นเสียงแห่งยักษ์ ๒ ตน ซึ่งเป็นบริวารของท่านท้าวเวสสุวัณเทวาธิบดี การที่ยักษ์ทั้งสองจะมาร้องเสียงก้องฟ้า ให้มนุษย์พากันตกอกตกใจเช่นนี้ ก็เพราะมีสาเหตุคือ ในกาลนั้น ท่านท้าวเวสสุวัณมหาราช ซึ่งเป็นจอมเทพปกครองเทวนครอันรุ่งเรืองสวยงาม อยู่ทางด้านทิศอุดร คือ ทิศเหนือแห่งสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ท้าวเธอนอกจากจะเป็นจอมเทพในเทวนครแห่งนี้แล้ว ยังทรงมีตำแหน่งเป็นองค์อธิบดีปกครองหมู่ยักษ์อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย เมื่อพระองค์ได้ทรงทราบว่า นางเรวดีหญิงมีบาปร้าย เพราะได้ด่าบริภาษพระภิกษุสงฆ์องค์อรหันต์ ซึ่งพระองค์ท่านเคารพนับถือเป็นอันมาก และอีก ๗ วัน นางเรวดีนั้น ก็จักถึงแก่อายุไขย ตายไปบังเกิดเป็นสัตว์นรกอย่างแน่นอนแล้ว พระองค์ทรงมีความปรารถนาที่จะให้มหาชนในละแวกนั้นได้สำนึกในผลบาปอย่างชัดแจ้ง จึงรับสั่งให้มหายักษ์ ๒ ตน ซึ่งเป็นบริวารของพระองค์มาเข้าเฝ้า แล้วก็ทรงมีเทวโองการสั่งว่า

“ ดูกร มหายักษ์ท่านทั้งสอง จงพากันไปยังพระนครพาราณสี ณ บริเวณบ้านของนางเรวดีหญิงมีบาป แล้วจงป่าวร้องแก่ชาวบ้านทั้งหลายว่า ยังอีก ๗ วัน นางเรวดีนั้นจะตายไปสู่นรก ”

มหายักษ์เหล่านั้นรับเทวโองการแล้ว จึงรีบเหาะลงมาป่าวประกาศขึ้นด้วยเสียงแห่งมหายักษ์กระหึ่มฟ้า ทำให้มหาชนตกใจดังกล่าวแล้วข้างต้น ฝ่ายนางเรวดีซึ่งกำลังเอนกายนอนวาดแผนการอย่างครึ้มอกครึ้มใจอยู่อย่างเพลิดเพลิน เมื่อได้ยินเสียงประหลาดคาดอนาคตอันโหดร้ายแห่งตนเช่นนั้น ก็พลันสะดุ้งตัวตกใจกลัวสุดขีด ร้องไห้เศร้าโศกเสียใจเป็นหนักหนา ไม่ได้พูดจาคำใดคำหนึ่งออกมาเลย ขึ้นไปบนปราสาทแล้วปิดประตูเสีย มิได้ลงมาตั้งแต่บัดนั้น ข้าวปลาอาหารก็รับประทานไม่ลง คงมองเห็นแต่มรณภัยมาปรากฎอยู่เฉพาะหน้าท่าเดียว จะแลเหลียวหาที่พึ่งแต่อย่างใดอย่างหนึ่งก็มิได้ แม้ญาติทั้งหลาย จะเข้ามาห้อมล้อมปลอบโยน ให้รับประทานอาหารและคลายโศกสักเพียงใด ก็ไม่ฟังคำ ล้มลงนอนเฉย ตาเหม่อลอยอยู่อย่างนั้น พอครบ ๗ วันก็เลยถึงแก่ความตายไปปฏิสนธิเป็นอบายสัตว์

ท่านท้าวเวสสุวัณผู้เป็นใหญ่ มีรับสั่งให้มหายักษ์ทั้ง ๒ ไปคอยท่าอยู่ พอนางเรวดีตายแล้ว ให้นำนางนั้นไปดูวิมานของนันทิยะเทพบุตร ณ ดาวดึงส์เทวโลก แล้วให้พานางไปทิ้งไว้ในนรกต่อไป เป็นกรณีพิเศษ มหายักษ์ทั้ง ๒ รับเทวโองการแล้วก็พากันเข้าไปใกล้ปราสาทที่นางเรวดีนอนอยู่ ด้วยความกระวนกระวาย เพราะเหตุที่มหายักษ์นั้น มีกายไม่ปรากฎในคลองจักษุแห่งมนุษย์ เป็นกายทิพย์ คนทั้งหลายที่เฝ้าพยาบาลนางเรวดีอยู่ จึงมองไม่เห็นเขา แต่พอนางเรวดีหญิงมีบาปขาดใจตายเป็นอบายสัตว์แล้ว มหายักษ์ตนหนึ่งจึงบอกแก่นางว่า

“ ดูกร นางเรวดีเอ๋ย ท่านเป็นสัตว์มีกรรมอันหยาบช้าลามกยิ่งนัก ด้วยท่านได้บริภาษด่าว่าพระอริยสงฆ์เสียเป็นนักหนา ประตูแห่งนรกนั่นแล้ว เป็นที่เข้าไปแห่งตัวท่าน ซึ่งมากใจด้วยมัจฉริยะและใจบาป แต่ว่า เราทั้งสองนี้ ได้รับคำสั่งจากท่านท้าวเวสสุวัณ ให้นำท่านไปยังดาวดึงส์สวรรค์ เพื่อจะได้ดูวิมานของนันทิยะมานพเทพบุตรสุดประเสริฐก่อน ฉะนั้น ท่านอย่าช้าอยู่เลย ไปด้วยกันเถิด แล้วมหายักษ์ ๒ ตน ผู้มีตาอันแดงโตใหญ่มหึมา ก็ตรงเข้าจับแขนของนางเรวดี ซึ่งเพิ่งเป็นผีตายใหม่ๆคนละข้าง แล้วพาเหาะไปบนอากาศเวหาจนถึงสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พอถึงแล้วก็บ่ายหน้าไปยังวิมานใหญ่ของนันทิยะเทพบุตร วางนางไว้ใกล้วิมาน ก็ชี้มือพลางบอกว่า

“ จงดูเสียให้ดี ”

นางผีมีบาปร้าย ให้รู้สึกงุนงงในเหตุการณ์อันบังเกิดขึ้นแก่ตนเป็นยิ่งนัก จึงถามมหายักษ์ขึ้นว่า

“ ข้าแต่มหายักษ์วิมานนี้ มีรัศมีเหมือนพระอาทิตย์ งามวิจิตรรุ่งเรือง เลื่อมประภัสสร มีข่ายทองแวดล้อมโดยรอบน่าดูน่าชมสุดที่จะพรรณนา อนึ่งนางฟ้าทั้งหลายมีสรีระกายลูบไล้ทาไปด้วยแก่นจันทน์ มีปรากฎอยู่มากมายทั้งภายนอกภายในวิมานแห่งนี้ พากันบันลือดุริยดนตรีไพเราะยิ่งนัก ใครผู้ใดหนาที่มีวาสนาได้เป็นเจ้าของวิมานสวรรค์อันรุ่งเรืองดังพระอาทิตย์เห็นปานนี้ มหายักษ์ตนหนึ่งจึงบอกว่า

“ ดูกร นางผี เราได้สดับความจากสำนักท่านท้าวเวสสุวัณ ท่านทรงเล่าให้ฟังว่า มีอุบาสกผู้หนึ่งนามว่า นันทิยะ เป็นมนุษย์อยู่ในพระนครพาราณสี อุบาสกนั้นมีใจไม่รู้ตระหนี่ เป็นใหญ่ในการบำเพ็ญทาน มีสันดานห่างไกลจากบาปทุจริต พอเขาสิ้นชีวิตลงเมื่อเร็วๆนี้ ก็ได้มาอุบัติเกิดเป็นเทพบุตรเข้าครองวิมานอันแสนประเสริฐนี้ นางผีเจ้าก็เคยเป็นมนุษย์อยู่เมืองพาราณสี ยังจะรู้จักนันทิยะอุบาสกมีอยู่บ้างกระมัง? ”

“ เขาเป็นสามีของข้าเอง ”

นางผีเรวดีตอบ แล้วก็มีกริยาดีเนื้อดีใจ กล่าวต่อไปว่า

“ นันทิยะมานพนั้น เป็นสามีของข้าเอง อ้อ เขาตายแล้วได้มาเป็นเทพบุตรครองวิมานสวยนี้ มีนางฟ้ามากมายนักหนา ข้าเป็นภรรยาเขาได้เป็นใหญ่ในเรือน เป็นใหญ่ในสมบัติของนันทิยะมานพ เมื่อครั้นเขาเป็นมนุษย์ บัดนี้เขาตายแล้ว ได้มาเกิดเป็นเทพบุตรได้ครอบครองวิมานใหญ่โตสวยงามกว่ามนุษย์มากมายนัก และข้าก็ตายแล้วเช่นกัน เพราะฉะนั้นข้าก็จะได้เป็นใหญ่ในวิมานนี้อีกเช่นเดียวกันกับเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ เพราะข้าเป็นภรรยาของเขา ดูกร มหายักษ์ เมื่อก่อนจะมา ณ ที่นี้ เหตุไรท่านผู้เป็นแต่เพียงยักษ์สันดานต่ำ จะประณามว่าจะพาข้าไปสู่นรก ข้ามิปรารถนาจะเห็นนรก ข้าจะอยู่ในวิมานกับนันทิยะเทพบุตร ผู้เป็นสามีสุดที่รัก ขอท่านจงพาเข้าไปพบกับสามีเดี๋ยวนี้อย่าช้า ”

“ อย่าเพ้อไปนักเลย นางผี ”

มหายักษ์กล่าว แล้วก็จับแขนนางคนละข้าง ลากถูลู่ถูกังออกมา แม้ว่านางเรวดีจะร้องไห้พิลาปวิงวอนจะขอเข้าไปในวิมานสักเพียงใด สองยักษ์ใหญ่ก็มิได้กรุณา พาเหาะลงมาถึงอุสสุทนรก ซึ่งเป็นนรกบริวารชั้นในล้อมรอบนรกขุมใหญ่แห่งหนึ่ง จึงทิ้งนางเรวดีไว้ ณ ที่นั้น และกล่าวว่า

“ ดูกร ท่านซึ่งมีบาปกรรมอันลามกยิ่งนัก นรกนี้แลเป็นที่อยู่ของท่าน และท่านจะได้เสวยทุกข์อยู่ในที่นี้สิ้นกาลช้านาน เพราะเหตุว่าท่านขณะเมื่อมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์นั้น มิได้ให้ทาน มีใจประกอบด้วยมัจฉริยะมากมาย มิหนำซ้ำยังก่อกรรมลามก ด่าว่าพระอริยสงฆ์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐอีกเล่า มีใจเขลาทำบาปด้วยโทสะเช่นนี้ จึงมิได้อยู่ในวิมานสวรรค์กับสามี มิได้สมาคมด้วยเทวดาทั้งหลาย ขอท่านจงก้มหน้ารับกรรมที่ตนได้กระทำมานั้นเถิด ”

ว่าเท่านี้แล้ว มหายักษ์ ๒ ตนนั้นก็อันตรธานหายไป

เรื่องที่เล่ามานี้ เพื่อจะชี้ให้เห็นตัวอย่างว่า มนุษย์บางคนในโลกนี้ เขาเป็นคนโชคดี เกิดมาในตระกูลดี มีความสุขความเจริญ ชีวิตประสบความรุ่งเรือง นับว่าเป็นผู้สว่างมาและเขาก็เป็นคนดี มีสันดานดี ไม่มีทิฏฐิวิบัติ รักใคร่ในการบริจาคทาน มีศรัทธาเลื่อมใสในสมณะพราหมณ์ผู้มีศีล ตลอดชีวิตประกอบแต่กัลยาณกรรม เมื่อเขาตายลง ย่อมเป็นผู้สว่างไป คือ มีชีวิตสว่างไสวรุ่งเรืองอยู่ในสุคติโลกสวรรค์ ชื่อว่าเป็นผู้สว่างไป

จึงเป็นอันสรุปความได้ในตอนนี้ว่า บรรดามนุษย์ทั้งหลาย ในมนุษย์โลกนี้ จัดเป็นประเภทใหญ่ๆ มี ๔ ประเภทด้วยกัน คือ

มนุษย์ผู้มืดมาแล้วมืดไป ประเภทหนึ่ง,

มนุษย์ผู้มืดมาแล้วสว่างไป ประเภทหนึ่ง,

มนุษย์ผู้สว่างมาแล้วมืดไป ประเภทหนึ่ง,

มนุษย์ผู้สว่างมาแล้วสว่างไป ประเภทหนึ่ง ,

ซึ่งมีอรรถาธิบายมาแล้วนั่นเอง.....

 

...................................................................