อนุปุพพิกถา ตอนที่ ๓  
โดย อาจารย์ปราโมช น้อยวัฒน์

คราวที่แล้วได้แสดงเรื่องทานกถาจบไปแล้ว วันนี้จะขอขึ้นศีลกถา เพราะเหตุว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระกรุณาแก่สัตว์โลกทั้งหลาย ปรารถนาที่จะช่วยสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์จึงได้ทรงแสดงธรรมด้วยเมตตาธรรม เพื่อที่จะให้สัตว์ทั้งหลายรักกันไม่เบียดเบียนกัน พระพุทธองค์จึงได้ทรงแสดงทาน ศีล ภาวนาไปตามลำดับเพื่อให้สัตว์ทั้งหลายได้มีชีวิตเป็นอยู่โดยธรรม เพราะผู้ที่เป็นอยู่โดยธรรมแล้ว ธรรมย่อมจะรักษาผู้ประพฤติธรรมให้อยู่เป็นสุข ทำให้มีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมให้พ้นจากทุกข์ได้ ดังนั้นธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงในอนุปุพพิกถาก็มุ่งเพื่อที่จะให้สัตว์ทั้งหลายพ้นจากทุกข์โดยตรง จึงได้แสดงเรื่องทาน ศีล สวรรค์ อาทีนวะ และเนกขัมมะไปตามลำดับ คือชี้แจงให้รู้ถึงคุณของธรรมและโทษของกามที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายติดอยู่ในวัฏฏะ และหนทางเพื่อให้พ้นจากวัฏฏะด้วยการออกจากกามคุณเพื่อให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง

สำหรับเรื่องของทานกถานั้นมีการให้วัตถุหรือให้ธรรมเป็นทานเป็นต้น เพื่อให้สัตว์ทั้งหลายได้เฉลี่ยความสุขให้แก่กันและกันอันเป็นหิตประโยชน์ คือเป็นประโยชน์เกื้อกูลเพื่อให้บุคคลอื่นได้มีความสุขบ้าง จัดว่าเป็นสังคหวัตถุธรรม เป็นธรรมที่สงเคราะห์ช่วยเหลือซึ่งกันและกันทำให้เกิดความสามัคคีรักใคร่กัน เห็นอกเห็นใจกัน เป็นธรรมที่ไม่มีโทษมี แต่คุณ ซึ่งเป็นธรรมที่ควรกระทำ เพราะทานย่อมให้ผลเป็นความสุขความร่ำรวยเป็นอานิสงส์

เมื่อพระพุทธองค์ตรัสทานกถาจบแล้วก็ทรงพรรณาศีลกถาต่อไป อันเป็น ความประพฤติเกื้อกูลที่มีประโยชน์ยิ่งกว่าทาน คือบุคคลเมื่อจะให้ทานย่อมให้เพื่อสงเคราะห์หรือว่าให้เพื่อบูชา เป็นต้น ทำให้จิตผู้ที่ให้อ่อนโยนลงด้วยเมตตากรุณา ปราศจากความอาฆาตพยาบาทเบียดเบียนหรือว่าจองเวรซึ่งกันและกัน ทำให้ผู้ให้ทานมีจิตใจสะอาดขึ้น เป็นเหตุ ให้มาสมาทานรักษาศีลสำรวมกายวาจาให้เรียบร้อย ให้มีกายวาจาสุจริตให้เกิดกุศลเจริญขึ้น เพราะบุคคลถ้ายิ่งเจริญกุศลมากขึ้นเท่าไร จิตใจก็สะอาดมากขึ้นทำให้มีความสุขเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ เพราะเหตุนี้พระพุทธองค์จึงได้แสดงศีลกถาต่อจากทานกถา เพื่อที่จะให้บุคคลได้เจริญกุศลเพิ่มขึ้นไปตามลำดับ

คือบุคคลผู้ที่ให้ทาน ถ้าหากว่าไม่มีศีลเป็นเครื่องอุปการะแล้วทานที่ให้จะไม่มีผลมาก ทานที่ให้จะมีผลมาก ทานนั้นต้องอาศัยมีศีลเป็นเครื่องชำระจิตให้สอาดก่อน ถ้าหากว่าได้ให้ทานกับบุคคลผู้ที่มีศีลด้วยและตนเองก็มีศีลด้วย ผลนั้นก็จะยิ่งใหญ่ไพบูลย์ยิ่งนัก เพราะศีลท่านเปรียบเหมือนกับพื้นดิน ถ้าหากว่าดินดี หว่านเมล็ดพืชลงไปก็ย่อมจะได้ผลงอกงามเต็มที่ แต่ถ้าดินไม่ดี หว่านพืชไปก็ไม่ได้ผลงอกงาม ฉันใด แม้บุคคลผู้ที่ให้ทาน ถ้าหากว่าเป็นผู้มีศีลชำระจิตให้สะอาดก่อน ทานที่ให้ย่อมจะมีผลมากกว่าคนไม่มีศีลแล้วให้ทาน ฉันนั้น เพราะศีลเป็นธรรมที่ชำระกิเลสอย่างหยาบทางกายวาจาให้สะอาด ให้กายวาจาตั้งอยู่ในสุจริตไม่เป็นทุจริต ย่อมสามารถที่จะยังกุศลอื่น ๆ ให้เจริญเพิ่มพูนยิ่ง ๆ ขึ้นต่อไป

ด้วยเหตุนี้การประพฤติศีลจึงประพฤติได้ยากกว่าการให้ทาน เพราะว่าบุคคลบางคนถึงแม้ไม่มีศีลก็ให้ทานได้ เช่นบางคนไปขโมยของเขามาแล้วเอามาแจกจ่ายกัน อย่างนี้ก็ทำทานได้หรือว่าบางคนไปฆ่าสัตว์แล้วเอามาทำอาหารไปใส่บาตรอย่างนี้ก็ทำทานได้ โดยที่ว่าทานที่ทำนั้นไม่มีศีลเป็นเครื่องอุปการะ เพราะฉะนั้นการทำทานจึงทำได้ง่ายกว่าการรักษาศีล เพราะการรักษาศีลจะต้องรักษากายวาจาให้สุจริต คือต้องไม่พระพฤติชั่ว แล้วยังต้องเกรงกลัวต่อบาป ละอายต่อบาปด้วย จึงจะรักษาศีลได้

การรักษาศีลจึงเป็นเรื่องที่ต้องทวนกระแสกิเลสไม่ปล่อยใจให้ไหลไปตามอารมณ์หรือว่าไหลไปตามกิเลสจึงจะยกจิตขึ้นสู่กุศลได้ การรักษาศีลจึงลำบากยิ่งกว่าทาน

สำหรับศีลที่พระองค์ทรงยกขึ้นแสดงต่อจากทานในอนุปุพพิกถานี้ พระองค์ก็มุ่งหมายเอาเบญจศีลคือศีล ๕ เท่านั้น เพราะศีล ๕ เป็นศีลที่ให้พ้นจากเวรภัย ทำให้มนุษย์ อยู่เป็นสุข ทำให้โลกสงบร่มเย็น ถ้าหากว่ามนุษย์ไม่มีศีล ๕ โลกก็จะมีแต่ความทุกข์เดือดร้อนอย่างเช่นประเทศที่ทำสงครามกันก็ล้วนแล้วแต่เป็นพวกที่ไม่มีศีล คือไม่ประพฤติศีล ๕ จึงมีแต่ความทุกข์เดือดร้อน แต่ก่อนที่จะกล่าวเรื่องของศีล ๕ ก็จะขอกล่าวถึงความสำคัญของศีลไปตามลำดับก่อน เพื่อจะได้เข้าใจในเรื่องศีลอย่างถูกต้องตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้

เพราะศีล เป็นธรรมเบื้องต้นที่จะให้เกิดกุศลทั้งปวง ศีลจึงจัดว่าเป็นวินัยของชีวิตที่จะนำพาชีวิตให้ออกจากทุกข์ ศีลจึงเป็นแม่แบบฝึกชีวิตให้มีระเบียบดีงาม ให้มีแบบสวยงาม เพราะศีลเป็นธรรมชาติที่รวบรวมกายวาจาให้เป็นปกติคือ ทำให้พ้นจากกายวาจาทุจริต ศีลท่านจึงเปรียบเหมือนแก้วสารพัดนึก ที่ทำให้ได้สมบัติทั้งปวง เพราะศีลจัดว่าเป็นสมบัติภายใน ที่ยิ่งกว่าสมบัติภายนอก คือบุคคลใดก็ตามที่จะมีสมบัติภายนอกได้บุคคลนั้นจะต้องมีสมบัติภายในคือต้องมีศีลก่อน ถ้าหากว่าบุคคลที่มีศีลดีแล้วสมบัติภายนอกก็จะหลั่งไหลมาเอง คือบุคคลที่มีศีลดีแล้ว ศีลนั้นยังสามารถที่จะคุ้มครองรักษาสมบัติภายนอกทั้งหลายไม่ให้วิบัติไปหรือว่าเป็นอันตรายไปได้ เพราะอำนาจของศีลนั้นเป็นคุณธรรมที่สามารถจะรองรับสมบัติทั้งปวงได้ทุกอย่าง ถ้าหากว่ามีศีลแล้วจะปรารถนาโภคสมบัติหรือ ภพสมบัติหรือว่านิพพานสมบัติก็ย่อมจะได้ตามปรารถนา

นี่คือคุณความดีของศีลที่ยิ่งใหญ่กว่าทาน เพราะให้ความสุขความมั่นคงแก่ชีวิตแน่นอนกว่า ตลอดจนให้ความมั่นคงในทรัพย์สมบัติทั้งหลายไม่ให้วิบัติไปก็เพราะศีล ส่วนทานแม้จะให้ความสุขความร่ำรวย แต่ถ้าทานนั้นไม่มีศีลคุ้มครอง สมบัติอาจวิบัติได้โดยง่ายเมื่อหมดผลของทาน เพราะการให้ทานไม่ต้องมีการขัดเกลากายวาจาก็ให้ทานได้ แต่ส่วนการรักษาศีลต้องขัดเกลากายวาจาจนถึงใจด้วย คือใจต้องสอาดด้วย จึงจะรักษากายวาจาให้พ้นจากกิเลสอย่างหยาบได้ ศีลจึงทำให้กายวาจามีมรรยาทงดงาม มีจิตใจสงบเยือกเย็น ศีลท่านจึงจัดว่าเป็นบุญกิริยาวัตถุอีกประการหนึ่ง อันเป็นบารมีให้ได้บำเพ็ญความดียิ่ง ๆ ขึ้นไปจนถึงพระนิพพานในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ศีลจึงต้องประกอบด้วยธรรมหลาย ๆ อย่างคือต้องมีเจตนาตั้งใจเว้น มีเจตสิกความงดเว้น มีการสังวรด้วยสติ มีความไม่ก้าวล่วงกิเลสอย่างหยาบ ทางกายวาจาธรรมเหล่านี้จัดว่าเป็นศีลทุกข้อ คือเจตนาที่ชื่อว่าศีล เพราะตั้งใจงดเว้นกายวาจาทุจริตจึงละอกุศลคือความทุศีลได้อย่างเช่น เวลาที่งดเว้นทุจริต เจตนาก็ต้องมี เจตสิกคือความไม่โลภไม่โกรธไม่หลงก็ต้องมี สังวรคือสติก็ต้องมี ความไม่ก้าวล่วงกิเลสอย่างหยาบก็ต้องมีเพราะว่าเวลานั้นจิตเป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ก็จะต้องเป็นไปร่วมกัน แต่ว่าในวาระนั้นจะกล่าวว่างดเว้นด้วยธรรมอะไร ก็ให้ดูว่าการงดเว้นนั้นมีอะไรเป็นประธาน ถ้าหากว่าเรางดเว้นด้วยเจตนาเป็นประธานเช่น เราตั้งใจจะรักษาศีลก็สมาทานศีลไว้ก่อน ชื่อว่าเป็นเจตนาศีล ส่วนธรรมที่เหลือพวกเจตสิกหรือความสำรวมหรือความไม่ก้าวล่วงเหล่านี้ ก็เข้าร่วมสนับสนุนด้วยในเวลาที่อารมณ์เป็นกุศล

ส่วนเจตสิกที่ชื่อว่าศีล คือบุคคลนั้นไม่ได้มีเจตนาตั้งใจเว้นไว้ก่อน แต่เมื่อมีวัตถุที่จะให้ล่วงศีลแล้วก็งดเว้นได้ไม่ล่วงศีล เพราะมีวิรตี คือสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเช่น จะพูดปดก็เว้นไม่พูด อย่างนี้ก็เป็นสัมมาวาจา ทำให้กล่าววาจาตามความเป็นจริง หรือว่ายุงกัดแล้วเราไม่ตบก็เป็นสัมมากัมมันตะคือไม่ทำทุจริตทางกาย เวลาที่จะประกอบอาชีพทุจริตเราก็ไม่ทำเป็นสัมมาอาชีวะ เป็นการงดเว้นเฉพาะหน้าซึ่งเรียกว่าเป็นเจตสิกศีล

หรือในกรณี ที่เราเว้นจากความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง อย่างเช่น เว้นจากความไม่โลภคือ เราไม่เพ่งเล็งอยากได้ของของผู้อื่น เว้นจากความไม่โกรธ คือไม่เพ่งเล็งปองร้ายผู้อื่น งดเว้นจากความไม่หลง คือ มีความเห็นถูก เป็นทิฏฐิยุกรรม เช่น การเชื่อว่าบาปให้ผลเป็นทุกข์แล้วไม่กระทำ เพราะมีความไม่โลภไม่โกรธไม่หลง งดเว้นจากบาปอกุศลได้จัดว่าเป็นเจตสิกศีล เวลาที่จิตเป็นกุศล เจตสิกศีลก็ต้องเข้าร่วมด้วย เพราะอย่างน้อยก็ต้องมีความไม่โลภไม่โกรธเกิดขึ้นเราถึงจะทำกุศลได้ ถ้าหากว่าเรามีความไม่หลงเกิดขึ้นด้วย มีปัญญาเข้าประกอบการกระทำ อย่างนั้นเป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา คือทำให้เข้าใจว่าการทำกุศลทุกอย่างเราต้องทำเพื่อที่จะชำระจิตใจให้สะอาด เพื่อให้จิตใจของเราหมดจดจากกิเลส ถ้าทุกครั้งที่เราทำกุศลเรามีความเข้าใจเหตุผลถูกต้องอย่างนี้ เราก็ไม่พึงหวังผลตอบแทน คือเราทำเพื่อให้กิเลสหมดไปจริง ๆ เวลาที่เราทำกุศลเรามีความเข้าใจถูกก็เป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา มีความไม่โลภไม่โกรธไม่หลงเข้าประกอบพร้อมกันและความไม่โลภไม่โกรธไม่หลงเหล่านี้จัดว่าเป็นเจตสิกศีล

ส่วนสังวรศีล เพราะมีสติเป็นเครื่องกั้นกระแสกิเลสไม่ให้ทำชั่วทางกายทางวาจาจะต้องมีสติสำรวมอยู่เสมอ บาปก็เกิดขึ้นไม่ได้ ชื่อว่าเป็นสังวรศีล ส่วนการที่เราล่วงศีลก็เกิดจากความโลภความโกรธความหลงที่เรายั้งไว้ไม่อยู่จึงเป็นเหตุให้เราทำบาป แต่ถ้าเรามีสติคอยระวังสำรวมอยู่ บาปก็เกิดขึ้นไม่ได้ อย่างนี้เป็นสังวรศีล

เหตุให้เกิดสังวรศีล มีอยู่ ๕ อย่างคือ

๑. ปาฏิโมกข์สังวร คำว่าปาฏิโมกข์แปลว่าธรรมที่ทำให้พ้นจากการไปตกอบายและสังสารทุกข์ตามสมควรแก่ศีลนั้น ๆ คือปาฏิโมกข์สังวร หมายถึงศีลที่เป็นเครื่องกั้นไม่ให้สัตว์ทั้งหลายไปตกอบายอย่างต่ำที่สุด และอย่างสูงที่สุดก็สามารถที่จะทำให้สัตว์ทั้งหลายพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ท่านเรียกว่าเป็นปาฏิโมกข์สังวร

ถ้าหากว่าเป็นภิกษุก็สำรวมในศีล ๒๒๗ คือสำรวมระวังไม่ให้ล่วงสิกขาบทเพื่อให้ศีลบริสุทธิ์ไม่ต้องอาบัติ

สำหรับคฤหัสถ์หรือชาวบ้านก็สำรวมในศีล ๕ เป็นต้น เพราะบางคนก็ถือศีล ๘ หรือศีลอุโบสถก็มี แต่ก็ต้องถือสำรวมในศีล ๕ เพราะการรักษาศีล ๕ เป็นเหตุให้พ้นจากการไปตกอบาย เพราะฉะนั้นศีล ๕ ก็ชื่อว่าปาฏิโมกข์ได้ คือเป็นปาฏิโมกข์ของชาวบ้าน ส่วนปาฏิโมกข์ของภิกษุก็ได้แก่ศีล ๒๒๗ เพราะฉะนั้นปาฏิโมกข์สังวรก็จัดว่าเป็นสังวรศีล เพื่อป้องกันการทุศีล

๒. สติสังวร คือมีสติสำรวมในอินทรีย์ทั้ง ๖ ด้วยการรู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางตาหูจมูกลิ้นกายใจที่กำลังเป็นปัจจุบัน เพื่อปิดกั้นกระแสกิเลสคืออภิชฌาโทมนัสไม่ให้เกิดขึ้นในอารมณ์นั้น นี้จัดว่าเป็นอินทรีย์สังวรศีล เพราะสติสังวรได้แก่สติสำรวมในอินทรีย์ทั้ง ๖ เพื่อป้องกันการหลงลืมสติ

๓. ญาณสังวร คือต้องมีสติสัมปชัญญะเจริญสติปัฏฐาน รู้สภาวธรรมตามความเป็นจริงว่าเป็นรูปหรือว่าเป็นนาม ย่อมจะห้ามอวิชชาตัณหาทิฏฐิที่เป็นอนุสัยกิเลสไม่ให้เกิดขึ้นในอารมณ์นั้น ๆ เป็นการสังวรอยู่ทุก ๆ อารมณ์ เป็นตทังคปทาน คือปทานกิเลสชั่วขณะจนถึงทำลายกิเลสได้ขาดเป็นสมุจเฉทด้วยอริยมรรค ชื่อว่าญาณสังวร เพราะฉะนั้นญาณสังวรคือการเจริญสติปัฏฐานนั่นเอง เพื่อป้องกันอวิชชาความไม่รู้ไม่ให้เกิดขึ้น

๔. ขันติสังวร คือมีความอดทนอดกลั้นต่อความเย็นความร้อนและความลำบากต่าง ๆ ในการปฏิบัติธรรม เป็นเหตุให้การปฏิบัติธรรมนั้นบรรลุถึงความสำเร็จได้ อันนี้ต้องอาศัยขันติความอดทน เรียกว่าขันติสังวร เพื่อป้องกันความไม่อดทน

๕. วิริยะสังวร คือมีความเพียรเลี้ยงชีพด้วยความบริสุทธิ์ ไม่กระทำกายวาจาทุจริต ให้กระทำกายวาจาสุจริตคือ เว้นจากายทุจริต ๓ เว้นจากวจีทุจริต ๔ ดังนี้

กายทุจริต ๓ ได้แก่การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ล่วงกาเม ส่วนวจีทุจริต ๔ ได้แก่การเว้นการพูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ที่จะมีอาชีพบริสุทธิ์ได้จริง ๆ จะต้องเจริญสติปัฏฐานมีความเพียร ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะที่เรียกว่า สัมมัปปธาน ๔ จึงจะมีอาชีพบริสุทธิ์เพราะเผาผลาญกิเลสได้

ความเพียรที่เรียกว่าสัมมัปปธาน ๔ ได้แก่
๑.เพียรละอกุศลที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น
๒. เพียรละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไป
๓. เพียรเจริญกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ได้แก่เพียรเจริญสติสัมปชัญญะให้เกิดขึ้น
๔. เพียรเจริญกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปนี้จัดเป็นวิริยะสังวร
เวลาที่มีวิริยะสังวร ย่อมปิดกั้นกามวิตก ไม่ให้อกุศลวิตก มีกามฉันทะเป็นต้น ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ จัดว่าเป็นวิริยะสังวร เพื่อป้องกันความเกียจคร้าน สังวรทั้ง ๕ จัดว่าเป็นศีลเพราะเป็นเครื่องกั้นกระแสกิเลสไม่ให้เกิดขึ้นในอารมณ์นั้น ๆ

ส่วนธรรมที่เรียกว่าศีลนั้น ยังเหลืออยู่อีกอย่างหนึ่งคือการไม่ก้าวล่วง ชื่อว่าศีลเพราะความไม่ก้าวล่วงหมายถึงการป้องกันกิเลสอย่างหยาบไม่ให้เกิดขึ้นทางกายวาจา เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ เป็นต้น อย่างนี้เรียกว่าเป็นการไม่ก้าวล่วงศีล การที่เราจะไม่ก้าวล่วงศีลได้นั้นท่านแสดงไว้ว่า จะต้องอาศัยการเว้น ๓ อย่าง คือมีเจตนาวิรัติ สมาทานวิรัติ และสัมปัตตะวิรัติ
๑. เจตนาวิรัติ คือการตั้งใจเว้นไว้ก่อนว่าเราจะไม่ประพฤติให้ผิดศีลอย่างนี้เรียกว่า เจตนาวิรัติ
๒. สมาทานวิรัติ คือการกล่าววาจาสมาทานศีลเอาไว้ก่อน เป็นการให้คำมั่นสัญญาให้หนักแน่นยิ่งขึ้นว่าจะไม่ประพฤติให้ล่วงศีลด้วยการสมาทานศีล ๕ เมื่อสมาทานแล้วก็รักษาไว้ได้ ไม่ล่วงศีล เป็นสมาทานวิรัติ

ดังเช่นเรื่องของอุบาสกผู้หนึ่งได้สมาทานศีลในสำนักของพระเถระแล้วก็ออก ไปไถนา เมื่อไถนาเสร็จแล้วได้ปล่อยโคให้เที่ยวหากิน โคได้หายไปก็ได้ติดตามโคขึ้นไปบนภูเขา เขาได้ถูกงูใหญ่รัดตัวไว้ ทั้ง ๆ ที่ถือมีดอยู่ในมือ ก็คิดว่าจะตัดหัวงูให้ขาด เราก็จักไม่ตาย แต่เมื่อคิดว่าเราได้รับศีลมาจากพระเถระแล้ว จะมาทำให้เสียศีลอย่างนี้ไม่สมควรแก่เรา แต่พองูรัดตัวหนักเข้าก็คิดจะฆ่างูอีก แต่แล้วก็งดได้ด้วยกลัวศีลจะขาด จนถึงครั้งที่สามจึงคิดว่าเราจะยอมเสียชีวิต แต่จะไม่ยอมเสียศีล จึงได้ตกลงใจโยนมีดทิ้งไป ทันใดนั้นเองงูใหญ่ก็เกิดความร้อนขึ้นทั้งตัว ไม่อาจรัดอุบาสกไว้ได้ ก็เป็นด้วยอำนาจศีลของอุบาสกนั้น งูจึงคลายตัวเลื้อยเข้าป่าไป เพราะสมาทานวิรัติที่รักษามั่นคง ทำให้อุบาสกพ้นจากทุกข์ นี้เป็นเรื่องของการสมาทานวิรัติ

๓. สัมปัตตะวิรัติ คือมีเจตนาเว้นเฉพาะหน้าขณะที่มีวัตถุที่จะให้ล่วงศีลแล้วก็เว้นได้ไม่ล่วงศีล เพราะเห็นว่าเป็นบาป ไม่สมควรจะกระทำ ดังเรื่องของชายอีกคนหนึ่ง ชื่อว่า จักกนะอุบาสก เขามีมารดาที่เจ็บไม่สบายอยู่ หมอบอกว่าโรคนี้รักษาให้หายได้ต้องไปเอาเนื้อกระต่ายสดมาทำยา พี่ชายได้ให้เขาไปจับกระต่ายที่ทุ่งนา ในขณะนั้นก็มีกระต่ายตัวหนึ่งกำลังกินข้าวกล้าในนา เมื่อกระต่ายนั้นแลเห็นจักกนะอุบาสกเดินมาก็ตกใจรีบวิ่งหนีไปโดยเร็ว แต่ขณะที่วิ่งไปนั้นก็ไปถูกเอาเถาวัลย์คล้องขาไว้ เถาวัลย์นั้นพันขากระต่ายไว้แน่นหลุดไปไม่ได้ จักกนะอุบาสกก็รีบวิ่งไปจับกระต่ายไว้ได้ กระต่ายก็ร้องด้วยความตกใจกลัวอย่างยิ่งทำให้เขาเกิดใจอ่อนสงสาร คิดว่าสัตว์นั้นก็รักชีวิตของเขา เพราะฉะนั้นการที่เราจะฆ่าสัตว์เพื่อที่จะเอามาช่วยชีวิตมารดาของเรานั้นเป็นการไม่สมควรของเขา จึงได้ปล่อยกระต่ายนั้นไปแล้วกลับมาบ้านมาเล่าให้พี่ชายฟัง พี่ชายก็ด่าว่าเขา เขาจึงเดินเข้าไปหามารดาแล้วตั้งสัจจะอธิษฐานว่าตั้งแต่เขาเกิดมาเขาไม่เคยฆ่าสัตว์เลย ด้วยอำนาจของสัจจะความจริงอันนี้ขอให้มารดาจงหายจากโรคภัยไข้เจ็บ แล้วในที่สุดมารดาก็หายจากโรคภัยไข้เจ็บ นี้เป็นด้วยอำนาจสัมปัตตะวิรัติ คือเว้นไม่ทำบาปเฉพาะหน้าที่เรียกว่า สัมปัตตะวิรัติ

ในการเว้นทั้ง ๓ อย่างนี้ สัมปัตตะวิรัติถือว่าสำคัญที่สุดเพราะว่าศีลจะสมบูรณ์ได้ก็อยู่ตรงขณะที่เว้นไม่ก้าวล่วงศีล ส่วนเจตนาวิรัติหรือว่าสมาทานวิรัตินั้นยังไม่แน่นอนว่าจะรักษาศีลนั้นให้สมบูรณ์ได้ เพราะเหตุว่ายังไม่มีวัตถุที่จะให้ล่วงศีล แต่ถ้ามีสัมปัตตะวิรัติ มีวัตถุที่จะให้ล่วงศีลแล้วเว้นได้ ศีลก็สมบูรณ์แน่นอน สัมปัตตะวิรัติจึงสำคัญกว่าเจตนาวิรัติ หรือสมาทานวิรัติ แต่ถ้าเราทำทั้ง ๓ อย่าง กุศลก็เกิดมากขึ้น

เช่นมีเจตนาวิรัติตั้งใจเว้น แต่พอเราตั้งใจเว้นแล้วเรามานอนเสียหรือว่าเราไม่ได้คิดถึงศีลเลยขณะนั้นศีลก็ไม่เกิด เมื่อเราเจตนาวิรัติตั้งใจไว้แล้วเรามาสมาทานศีล เป็นสมาทานวิรัติ ทั้งเจตนาวิรัติและสมาทานวิรัติยังไม่มีเหตุที่จะให้ล่วงศีล เพราะฉะนั้นอย่างนี้ยังไม่แน่นอนว่าเราจะมีศีลสมบูรณ์ แต่พอถึงเวลาที่มีวัตถุที่จะให้ล่วงศีลแล้วเราเว้นได้ไม่ล่วงศีลเช่นยุงมากัดไม่ตบยุงอย่างนี้ก็ทำให้ศีลสมบูรณ์ สัมปัตตะวิรัติจึงมีความสำคัญมากกว่าเจตนาวิรัติและสมาทานวิรัติ เพราะเป็นเหตุให้ศีลเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์

ดังนั้นในการรักษาศีล ถ้าหากว่าเรามีเจตนาเว้นท่านก็ถือว่ามีการรักษาศีลคือรักษากายวาจาให้เป็นปรกติ แต่เวลาที่เราไม่ได้ล่วงศีลเราก็อยู่ตามปกติจะชื่อว่าเรามีศีลไหม ?


เช่น เวลานี้เราก็ไม่ได้ทำบาปอะไร?


ท่านบอกว่าไม่มี

เพราะว่าเราไม่มีเจตนาตั้งใจคือยังไม่มีเหตุที่จะให้ล่วงศีล การที่เรายังไม่ได้ล่วงศีลนั้น กายวาจาก็เป็นปรกติได้ แต่ก็ไม่จัดว่าเป็นศีล แต่ถ้าหากว่ามีเหตุที่จะให้ล่วงศีลแล้วเราเว้นได้คือไม่ทำกายวาจาให้เป็นทุจริตไม่ให้ผิดศีล ยังสามารถรักษากายวาจาให้เป็นปรกติอยู่ได้ ขณะนั้นจึงจะชื่อว่ามีศีล

เพราะคำว่าศีลแปลว่าปรกติ ไม่ใช่ว่าคนที่อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ล่วงศีล จะเป็นผู้มีศีล หากว่าร่างกายเราอยู่เป็นปรกติธรรมดาก็เพราะว่ายังไม่มีเหตุที่จะให้ล่วงศีล อย่างนั้นศีลยังไม่เกิด ถ้าหากว่าคนที่อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรแล้วถือว่ามีศีลทั้งหมด ก็เป็นอันว่าเราคงไม่ต้องเจริญศีล ศีลก็คงจะเกิดได้ แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่

เพราะว่าศีลนั้นเป็นธรรมที่จะต้องเจริญให้เกิดขึ้นเพราะฉะนั้นการที่เรามีกายวาจาปรกติธรรมดาก็เพราะยังไม่มีเหตุที่จะให้ล่วงศีล ศีลจึงยังไม่เกิดขึ้น แต่ถ้ามีเหตุที่จะล่วงศีลแล้วเราละเว้นได้เวลานั้นศีลถึงจะเกิดได้ ขอให้พึงเข้าใจเหตุผลอย่างนี้

สำหรับการเว้นทั้ง ๓ อย่างเรียกว่าเป็นเจตนาวิรัติหรือว่าสมาทานวิรัติและสัมปัตตะวิรัติ เป็นการเว้นของปุถุชนผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ยังเป็นการเว้นที่ไม่แน่นอน แต่ถ้าเป็นการเว้นของพระอริยบุคคลแล้วย่อมจะเว้นได้เป็นสมุจเฉทคือเว้นได้เด็ดขาดจะต้องเป็นพระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป เพราะพระโสดาบันได้ชื่อว่าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ท่านจะไม่เป็นผู้ล่วงศีล ๕ อีกเลย เพราะกิเลสที่ละไปแล้วจะไม่กลับมาเกิดอีก คือท่านเว้นจากกิเลสอย่างหยาบได้ขาดเป็นสมุจเฉท การเว้นของพระอริยบุคคลจึงถือว่าเป็นสมุจเฉทวิรัติซึ่งเป็นการเว้นที่แน่นอน คือกิเลสที่ท่านละแล้วจะไม่เกิดกับท่านอีกต่อไปเลย

แต่สำหรับปุถุชนนั้น จะต้องมีเจตนาวิรัติหรือว่ามีสมาทานวิรัติมีสัมปัตตะวิรัติเกิดขึ้นอยู่เสมอ ศีลถึงจะเกิดได้ แต่พระอริยบุคลตั้งแต่พระโสดาบัน ท่านละกิเลสที่จะให้ล่วงศีลเป็นสมุทเฉทแล้ว ส่วนปุถุชนถ้าหากว่าจะตั้งอยู่ในศีลได้เสมอผู้นั้นก็จะต้องเป็นผู้มีสติรู้อยู่ในอารมณ์ของศีลเสมอ ย่อมจะไม่ล่วงศีลได้เหมือนกัน

การที่จะไม่ล่วงศีลได้นั้น ยังจะต้องอาศัยมีสัจจะความจริงใจ คือตั้งใจประพฤติไม่ให้ผิดศีล และยังต้องอาศัยมีขันติ ความอดทนคืออดกลั้นต่ออารมณ์ที่จะมาทำให้ล่วงศีลแล้วเราอดทนได้ ศีลก็จะสมบูรณ์ คือไม่เป็นเหตุให้ล่วงศีล การที่จะรักษาศีลได้สมบูรณ์ก็เพราะเห็นโทษของศีลวิบัติ คือมีศีลวิบัติแล้วจะต้องรับเวรภัยต่าง ๆ ให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนทั้งในชาตินี้และชาติหน้า และยังเป็นเหตุให้ไปตกอบายได้อีก ส่วนผู้เห็นคุณของศีลว่าการมีกายวาจาสุจริตทำให้จิตใจเป็นกุศลทำให้เกิดความสุขพ้นจากเวรภัยต่าง ๆ จึงได้รักษาศีลเพื่อประโยชน์สุขของตนเอง

แต่ส่วนคนที่ไม่เข้าใจเหตุผลนี้เขาย่อมคิดว่าการรักษาศีลเป็นการรักษาอย่างอื่นแต่ความจริงแล้วการรักษาศีลก็คือการรักษาตัวเองให้พ้นจากบาปอกุศลนั่นเอง

เพราะว่าบาปอกุศลนั้นให้ผลเป็นความทุกข์ ถ้าเราไม่ต้องการความทุกข์เราก็ต้องเจริญกุศลเสมอๆ เริ่มต้นตั้งแต่การเจริญศีลเป็นต้นไป เพราะฉะนั้นผู้ที่เห็นประโยชน์ของกุศลหรือเห็นประโยชน์ของศีลจึงได้ตั้งใจรักษาศีลเพื่อประโยชน์สุขของตัวเอง ไม่ใช่จะเป็นการรักษาอย่างอื่นที่จะทำให้เกิดความทุกข์เดือดร้อน คือบางคนบอกว่าการรักษาศีลนั้นเป็นของยาก จึงได้ละเลยในการรักษาศีลเพราะไม่เข้าใจเหตุผลว่าการรักษาศีลก็คือการรักษาตนเองให้มีความสุขพ้นจากทุกข์ เพราะทุกคนต่างก็ไม่ปรารถนาความทุกข์ต้องการความสุข แต่เพราะไม่รู้เหตุผลว่าความสุขนี้จะเกิดขึ้นจากอะไรจึงทำเหตุไม่ถูก

ที่กล่าวไปแล้วทั้งหมด คือธรรมที่ชื่อว่าศีล ซึ่งได้แก่ธรรม ๔ อย่าง คือขณะมีเจตนาตั้งใจเว้นไม่ทำชั่วทางกายวาจา เป็นเจตนาศีล ขณะมีความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เว้นไม่ทำบาป เป็นเจตสิกศีล ขณะมีสติสำรวมอยู่ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ระวังบาปไม่ให้เกิดขึ้น เป็นสติสังวรศีล ขณะที่ก้าวล่วงกิเลสอย่างหยาบที่เกิดขึ้นทางกายวาจา เป็น อวีติกกมศีล คือการไม่ล่วงกิเลสอย่างหยาบ ความระวังงดเว้นเหล่านี้ชื่อว่าศีล เมื่อกล่าวถึงธรรมที่ชื่อว่าศีล ก็ควรรู้เหตุที่ทำให้เกิดศีลคืออะไรบ้าง ?

เหตุที่ให้เกิดศีลมีอยู่ ๒ อย่างคือ ชื่อว่าศีลเพราะอรรถว่า เป็นความตั้งมั่นอย่างหนึ่งและเพราะอรรถว่า เข้าไปทรงไว้อย่างหนึ่งศีลที่ชื่อว่าเข้าไปตั้งมั่น คือทำกายวาจาไม่ให้กระจัดกระจายวุ่นวาย คือไม่เอากายวาจาไปทำความชั่ว แต่ทำกายวาจาให้เป็นปรกติสงบ เช่นสำรวมกายวาจาให้เรียบร้อย จะลุกจะนั่งกิริยาวาจาก็เรียบร้อยสวยงาม หรือจะพูดก็พูดแต่วาจาที่อ่อนหวานเป็นประโยชน์ พูดพอประมาณไม่พูดเพ้อเจ้อเกินไป เป็นกายวาจาที่ ตั้งมั่นไม่กระจัดกระจาย ท่านจึงได้จัดศีลว่าเป็นมูลรากให้เกิดกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะมีกายวาจาเรียบร้อยจึงทำให้กายวาจาสุจริตเป็นกุศล ย่อมจะเป็นเหตุให้เจริญกุศลสูง ๆ ต่อไปได้ เพราะว่ากุศลอื่นจะเกิดขึ้นได้จะต้องมาตั้งต้นที่การมีศีลก่อน ศีลจึงเป็นพื้นฐานเบื้องต้นที่จะ ให้เกิดกุศลอื่น ๆ ติดตามมา การที่มีกายวาจาตั้งมั่นเป็นปกติอย่างนี้ท่านจึงได้เรียกว่าศีล คือมีความเข้าไปตั้งมั่นไว้ คือตั้งกายวาจาให้เป็นปรกติ

อีกอย่างหนึ่งที่กล่าวว่าศีลเกิดขึ้นเพราะอรรถว่า เข้าไปทรงไว้ คือหมายถึง ทรงความประพฤติเบื้องต้นให้เป็นกุศลคือทรงกายวาจาให้สุจริต เช่นตั้งใจจะรักษาศีลแล้วรักษาศีลนั้นไว้ได้ตามเจตนาที่ตั้งใจ ชื่อว่าเป็นการทรงเจตนานั้นไม่ให้เสื่อมถอยหรือว่าเป็นสภาวะที่รองรับไว้เพื่อที่จะให้กุศลอื่น ๆ ติดตามมา ถ้าหากว่าไม่มีศีลแล้วเราจะเจริญกุศลที่สูง ๆอย่างเช่นพวกมหัคคตกุศลคือการทำฌานหรือว่าเจริญโลกุตตรกุศล จะต้องอาศัยมีศีลเป็นที่รองรับก่อน ถ้าหากว่าไม่มีศีลเป็นที่รองรับแล้วกุศลเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย การที่ต้องมีศีลก่อนนั้นท่านจึงถือว่าเป็นการที่ทรงกายวาจาให้เป็นปรกติคือไม่ทำทุจริตก็เรียกว่าเป็นการทรงไว้ เหตุที่ให้เกิดศีลก็ด้วยเหตุ ๒ อย่างนี้

แต่เหตุที่ได้ชื่อว่าศีลก็ยังมีอีกหลายอย่าง เช่นศีลที่เรียกว่าเป็นปรกติ ศีลที่ชื่อว่าเป็นศีรษะ หรือศีลที่ชื่อว่าเป็นยอด ศีลที่ชื่อว่าเย็น ศีลที่ชื่อว่าเป็นเครื่องตัดหรือศีลที่ชื่อว่าเป็นเครื่องเกษม เป็นต้น เหล่านี้เป็นชื่อของศีลทั้งนั้นเช่น ศีลที่ชื่อว่าเป็น ปรกติ เพราะเป็นความปรกติของกายวาจาจะต้องสงบไม่เบียดเบียนผู้อื่น แต่ถ้าเราเอากายวาจาไปเบียดเบียนผู้อื่น ชื่อว่าผิดปรกติ การที่ผิดปรกติก็เกิดจากอำนาจของโลภะโทสะโมหะนั่นเอง เพราะไม่ได้ตั้งอยู่ในศีล แต่ถ้ากายวาจาปรกติก็จะทำให้กายวาจาตั้งอยู่ในศีลได้ ท่านจึงได้แบ่งศีลออกเป็น ๓ อย่าง เรียกว่า กุศลศีล อกุศลศีล และอัพยากตศีล

กุศลศีล หมายถึงความปรกติของกายวาจาที่เป็นกุศลคือมีกุศลจิตเป็นเหตุให้เกิดก็ชื่อว่ากุศลศีล
อกุศลศีล คือความปรกติของกายวาจาที่เป็นอกุศลคือมีอกุศลจิตนั้นเป็นเหตุให้เกิดก็ชื่อว่าอกุศลศีล
อัพยากตศีล คือ ความปรกติของกายวาจาที่ไม่ใช่กุศลและอกุศล คือไม่ได้มีกุศลจิตหรือว่าอกุศลจิตเป็นเหตุให้เกิด หากมีอัพยากตจิตคือกิริยาจิตเป็นเหตุให้เกิด ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่มีผลตอบแทน อันนี้จัดว่าเป็นอัพยากตศีล สำหรับปาปชนคือคนพาลก็จะมีอกุศลศีลเป็นปรกติส่วนมาก มีกุศลศีลเป็นปรกติส่วนน้อย ส่วนกัลยาณชนก็จะมีกุศลศีลเป็นปรกติส่วนมาก มีอกุศลศีลเป็นปรกติส่วนน้อย สำหรับพระเสกขบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันถึงพระอนาคามีก็จะมีกุศลศีลเป็นปรกติเสมอเพราะท่านเป็นผู้ที่มีศีลสมบูรณ์แล้ว ส่วนพระอเสกขบุคคลคือพระอรหันต์ท่านละกิเลสหมดแล้วจึงไม่มีทั้งกุศลศีลและอกุศลศีลแต่มีอัพยากตศีลอย่างเดียว คือการกระทำของท่านสักแต่ว่าเป็นกิริยาไม่ให้ผลต่อไปในอนาคตข้างหน้าอีก พระอรหันต์จึงมีแต่อัพยากตศีล

สำหรับศีลที่กล่าวในที่นี้ มุ่งเอาแต่กุศลศีลซึ่งเป็นความปรกติของกุศลที่จะเป็นเหตุให้กายวาจาสะอาด ทำให้มาเจริญกุศลต่าง ๆ ได้ เพราะปรกติของกุศลศีลจะเป็นเครื่องขัดเกลากิเลส (อย่างหยาบที่เกิดขึ้น) ทางกายวาจา ทำให้กายวาจาสะอาดเป็นสุจริตและเป็นเหตุให้เจริญกุศลขั้นสูง ๆ ต่อไปจนถึงความบริสุทธิ์ หมดจดจากกิเลสพ้นจากทุกข์ได้ ดังนั้นศีลที่ชื่อว่าปรกติเพราะทำกายวาจาให้เป็นสุจริตจึงจะชื่อว่าปรกติ เพราะปรกติของคนจะไม่ทำความชั่ว ถ้าหากเอากายวาจาไปทำความชั่วถือว่าผิดปรกติของมนุษย์ทั่ว ๆ ไป เพราะความผิดปรกติทางกายวาจานั้นตนเองก็ไม่ชอบ คนอื่นก็ไม่ชอบ การเอากายวาจาไปทำบาปทุจริตผิดจากศีล ๕ เรียกว่าผิดปรกติของมนุษย์ทั่ว ๆ ไป ส่วนศีลที่ชื่อว่าเป็นปรกติจะต้องเอากายวาจาทำความดีคือให้เป็นสุจริตตั้งอยู่ในศีล ๕ จึงจะชื่อว่ามีศีลเป็นปรกติ

ส่วนศีลที่ชื่อว่า เป็นศีรษะ เพราะศีรษะมีความสำคัญต่อชีวิตสัตว์อย่างยิ่ง สัตว์ถ้าหากขาดศีรษะเสียแล้วชีวิตก็ไม่สามารถจะตั้งอยู่ได้ บุคคลที่ขาดศีลอันเป็นคุณธรรมเบื้องต้นเสียแล้ว คุณธรรมเบื้องสูงก็เกิดขึ้นไม่ได้ การมีชีวิตอยู่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ก็เหมือนกับคนที่มีศีรษะขาดแล้ว ก็ชื่อว่าตายแล้ว เพราะตายจากคุณความดี จึงได้เปรียบศีลว่าเป็นเหมือนศีรษะ

ศีลที่ชื่อว่าเป็น ยอด เพราะบุคคลที่มีศีลดีแล้วย่อมเป็นที่รักใคร่นับถือของคนทั่วๆไป เพราะฉะนั้นผู้ที่มีศีลจึงจัดว่าเป็นยอดคน เป็นผู้ที่ทำแต่ความดีก็ชื่อว่าเป็นยอดของความดี เพราะการมีศีล ๕ จะทำให้ผู้นั้นพ้นจากเวรภัยทั้งปวงศีลจึงชื่อว่าเป็นยอด

ศีลที่ชื่อว่า เป็นความเย็น เพราะว่าคนที่มีศีลย่อมสามารถกำจัดกายวาจาทุจริตได้ การที่กำจัดกายวาจาทุจริตได้จึงทำให้ใจเย็นไม่เดือดร้อน เพราะว่าความรุ่มร้อนของสัตว์ทั้งหลายที่เกิดจากโลภะโทสะโมหะ จะระงับดับความรุ่มร้อนต่าง ๆ เหล่านี้ได้ก็ต้องดับได้ด้วยศีล ท่านจึงได้เปรียบศีลว่าเป็นของเย็น ถ้าเราไม่มีศีลแล้วจะทำให้เกิดความรุ่มร้อนตั้งแต่กายวาจาจนกระทั่งใจได้ เราจะดับความทุกข์ต่าง ๆ ได้จึงต้องอาศัยศีลก่อน ศีลท่านจึงจัดว่าเป็นความเย็นสามารถที่จะระงับความเร่าร้อนทางกายวาจาใจให้สงบลงได้

ศีลที่ชื่อว่า ตัด เพราะผู้ที่มีศีลแล้วจะตัดบาปอกุศลไม่ให้เกิดขึ้น ศีลที่รักษาอยู่เป็นนิจ ย่อมสามารถตัดผู้รักษานั้นไม่ให้ไปตกอบายได้ แต่ถ้าบุคคลใดไม่รักษาศีล ศีลก็จะตัดบุคคลนั้นไม่ให้ได้เกิดเป็นมนุษย์ แต่ให้ไปเกิดในอบาย เหมือนอย่างหญ้าคาที่มีใบคมย่อมจะตัดฝ่ามือของผู้ที่ฉุดกระชากหญ้าคานั้นด้วยความประมาททำให้ได้รับความเจ็บปวดฉันใด คนที่ไม่รักษาศีล ศีลก็ตัดกายวาจาของคนนั้นให้เป็นทุกข์เดือดร้อน ถ้าคนใดที่มีศีล ศีลก็จะตัดบุคคลนี้ไม่ให้ไปสู่ที่ชั่วคือไม่ให้ไปตกอบาย ทำให้มีความสุข เพราะฉะนั้นศีลชื่อว่าเป็นธรรมที่ตัดบาปอกุศลไม่ให้เกิดขึ้น

ศีลที่ชื่อว่า เกษม เพราะบุคคลที่มีปัญญาตั้งมั่นอยู่ในศีลแล้วมาเจริญสมาธิและปัญญามีความเพียรอยู่ ผู้นั้นก็สามารถที่จะถางรกชัฏคือตัณหาได้ การที่เราทำลายตัณหาได้ขาด ผู้นั้นย่อมเข้าถึงที่พึ่งอันเกษมคือพระนิพพาน เพราะฉะนั้นศีลก็ได้ชื่อว่าเป็นธรรมอันเกษม เพราะเหตุที่ศีล เป็นสภาวะที่เป็นของจริง มีลักษณะประจำตัว คือธรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกทั้งหมดจะต้องมีลักษณะประจำตัวของเขาเป็นประจำอยู่ ศีลก็ต้องมีลักษณะประจำตัวของเขาเหมือนกันเพื่อที่จะให้เราได้แยกลักษณะออกว่าธรรมนี้เป็นศีล หรือเป็นสมาธิ ก็จะรู้ได้จากลักษณะที่เขาลักขณาทิจตุกะ แสดงความจริง และลักษณะที่แสดงสภาวะตามความเป็นจริง เรียกว่าลักขณาทิจตุกะ อันเป็นลักษณะที่ประจำตัวของสภาวธรรมทุก ๆ อย่างจะต้องประกอบด้วยลักษณะทั้ง ๔ อย่างเช่น

ศีลมีการทรงไว้ซึ่งกุศลธรรมเป็นลักษณะ หรือมีการรวบรวมกายวาจาให้เป็นปรกติ พ้นจากทุจริตจัดว่าเป็นลักษณะของศีล เพราะฉะนั้นศีลจะมีกี่อย่างก็ตาม แต่ลักษณะของศีลคือทรงกายวาจาให้เป็นปรกติ พ้นจากทุจริตนั่นเองเป็นลักษณะ

ศีลมีกิจกำจัดความชั่ว คือความทุศีล เป็นกิจของศีล

ส่วนสมบัติของศีล คือเป็นธรรมที่หาข้อติเตียนไม่ได้ กิจ หมายถึงหน้าที่การงาน สมบัติ หมายถึงผลที่เกิดจากการงาน เพราะมีกายวาจาสุจริตเป็นธรรมที่ไม่มีโทษ ใครก็ติเตียนไม่ได้ แต่ถ้าหากว่าผู้ใดมีกายวาจาทุจริตก็ถือว่าเป็นธรรมที่เป็นโทษเพราะทำให้คนอื่นติเตียนได้ เพราะฉะนั้นศีลมีกิจคือกำจัดความชั่วหรือความทุศีลไม่ให้เกิดขึ้น และศีลมีความสะอาดกายวาจาใจเป็นผลเป็นสมบัติ เพราะถ้าใจไม่สะอาดกายวาจาก็จะสะอาดไม่ได้ เพราะว่าใจนั้นเป็นผู้รักษาศีล ศีลถึงแม้จะเป็นเรื่องที่กล่าวเพียงแค่ความปรกติของกายวาจาแต่ก็ต้องมีใจเป็นประธาน ถ้าใจไม่สะอาดกายวาจาก็ไม่สะอาด การที่กายวาจาสะอาดนั้นจัดว่าเป็นผลของศีล

ศีล มีหิริโอตัปปะ คือความละอายบาป เกรงกลัวต่อบาปเป็นเหตุใกล้ให้เกิด เพราะว่าผู้ที่จะรักษาศีลได้ก็ต้องรู้ว่าการทำบาปให้ผลเป็นทุกข์ จึงไม่กล้าทำบาป การที่ไม่กล้าทำบาปก็เพราะมีหิริโอตัปปะคือความละอายบาป การเกรงกลัวต่อบาปเป็นเหตุใกล้ให้เกิดศีล

ด้วยเหตุนี้ศีลท่านจึงจัดว่าเป็น นาถกรณธรรม คือธรรมที่เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และศีลยังจัดว่าเป็น อริยทรัพย์คื อเป็นทรัพย์อันประเสริฐ เป็นทรัพย์ ที่สามารถติดตามตัวไปได้ทุกหนทุกแห่งจนกระทั่งถึงพระนิพพาน คนอื่นไม่สามารถจะมาแย่งชิงเอาศีลของเราไปได้ เพราะศีลเป็นสมบัติเฉพาะตนคือใครทำใครได้

แม้เพียงเรารักษาศีล ๕ เป็นนิตย์ก็สามารถเป็นที่พึ่งให้เราพ้นจากอบายทุคติได้ ทำให้เราได้เกิดเป็นมนุษย์ สามารถทำที่สุดให้ถึงความพ้นทุกข์ได้ การที่พระพุทธองค์ทรงแสดงศีล ๕ ไว้ในอนุปุพพิกถาก็เพื่อที่จะให้ผู้ที่ประพฤติตั้งแต่ศีล ๕ ไปเป็นผู้ที่พ้นจากเวรภัยทั้งปวง จะได้มีโอกาสมาเจริญกุศลขั้นสูง ๆ ต่อไปจนถึงความพ้นทุกข์ และพระพุทธองค์ก็ยัง ได้ทรงแสดงเรื่องศีลไว้ในที่อื่นอีกมากมายหลายอย่าง

เรื่องนี้จึงเป็นเหตุให้พระเจ้ามหานามทูลถามพระพุทธองค์ว่าผู้ที่เป็นอุบาสกนั้นควรจะประพฤติศีลอะไร?

พระพุทธองค์ก็ตรัสว่าควรที่จะประพฤติศีล ๕ เพราะศีล ๕ นั้นเป็นศีลของมนุษย์ เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการคือทุกคนต่างก็รักชีวิตของตนยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด จึงไม่ต้องการการฆ่ากัน ไม่ต้องการการเบียดเบียนกันหรือว่าประทุษร้ายกันจึงได้พร้อมใจเห็นชอบกันว่ามนุษย์นั้นควรเว้นไม่ทำลายชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไปเพราะเหตุว่าชีวิตนั้นเป็นที่รักของ ทุก ๆ คน และการที่เราไม่เบียดเบียนทำร้ายชีวิตผู้อื่นให้ตกไป ชื่อว่าเป็นการให้ชีวิตแก่สัตว์ ทั้งปวง ถือว่าเป็นการให้ทานที่จัดว่าเป็น มหาทาน เป็นทานยิ่งใหญ่จัดเข้าในศีล

ทุกคนต่างก็รักทรัพย์สมบัติของตนไม่ต้องการให้คนอื่นมาเอาทรัพย์สมบัติของตนไป มนุษย์จึงควรเว้นการถือเอาของที่เจ้าของไม่ให้มาเป็นของตน การที่เราไม่ไปเบียดเบียนทรัพย์ของผู้อื่นก็ชื่อว่าให้ความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น

อีกอย่างหนึ่งทุกคนต่างก็รักสามีภรรยาและบุตรของตนไม่อยากให้ใครมาล่วงเกิน เพราะฉะนั้นมนุษย์ก็ควรที่จะเว้นการล่วงเกินสามีภรรยาและบุตรของผู้อื่น การที่เว้นข้อนี้ได้ก็ชื่อว่าเป็นการให้ความบริสุทธิ์แก่บุตรสามีภรรยาคนอื่น

อีกอย่างหนึ่งทุกคนต่างก็ต้องการความสัตย์ความจริงไม่ต้องการความหลอกลวง และการที่เราเว้นการพูดหลอกลวงได้ก็ชื่อว่าเป็นการให้ความสัตย์ความจริงแก่คนอื่น

และศีลข้อสุดท้ายก็คือทุกคนต่างก็ต้องการความมีสติไม่ต้องการความขาดสติ เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงไม่ควรเสพดื่มเครื่องดองของเมาทุกชนิดอันเป็นเหตุที่จะให้เกิดการขาดสติ ถ้าบุคคลที่มีสติก็ ชื่อว่าเป็นผู้ที่ให้ความปลอดภัยแก่ทุกสิ่งทุกอย่าง คือให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตสัตว์ให้ความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น ให้ความบริสุทธิ์แก่บุตรสามีภรรยาคนอื่น ให้ความจริงแก่คนอื่น เพราะฉะนั้นผู้ที่รักษาศีลข้อที่ ๕ คือเป็นผู้ที่มีสติแล้ว ย่อมสามารถรักษาศีลข้ออื่น ๆ ได้ทุกข้อ คือจะไม่ล่วงเกินในศีลข้ออื่น ๆ เพราะถ้าหากว่าบุคคลขาดสติเสียแล้ว ย่อมสามารถที่จะทำชั่วได้ทุกอย่าง คือทำชั่วได้ถึงที่สุดเช่น ฆ่าพ่อฆ่าแม่ของตนเองก็ได้ เพราะขาดสติ

เพราะฉะนั้นการที่เราเว้นจากการเสพสิ่งเสพติดที่ทำให้มึนเมาจึงเป็นการให้ความปลอดภัยแก่ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมด

เมื่อมนุษย์มีความปรารถนาเหมือนกันอย่างนี้จึงได้บัญญัติธรรมเหล่านี้ให้เป็นศีลประจำโลกเป็นศีลที่มนุษย์ต้องประพฤติปฏิบัติเป็นประจำ คือคนเราจะต้องรักษาศีล ๕ นี้เป็นประจำ เพราะศีล ๕ จะทำให้ได้เกิดเป็นมนุษย์ และการรักษาศีล ๕ นั้นก็เพื่อประโยชน์ของกันและกัน ดังนั้นศีล ๕ จึงเป็นศีลที่มีมาตั้งแต่มนุษย์เกิดขึ้นในโลก ถ้าชาวโลกประพฤติตามศีล ๕ แล้วโลกก็จะอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข แต่ถ้าหากว่ามนุษย์ขาดศีล ๕ โลกก็จะมีแต่ความทุกข์เดือดร้อน ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์ทรงรับรองศีล ๕ ว่าเป็นศีลของมนุษย์ เพราะเหตุว่าเป็นมนุษยธรรม คือเป็นธรรมที่จะให้ได้เกิดเป็นมนุษย์ ฉะนั้นเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วก็จำเป็นที่จะต้องรักษาศีล ๕ เป็นนิจ คือต้องรักษาอยู่เสมอ ถ้ามนุษย์มีศีล ๕ ประจำใจ ก็จะไม่เสื่อมจากความเป็นมนุษย์ แต่ถ้ามนุษย์ไม่มีศีล ๕ ก็จะเสื่อมจากความเป็นมนุษย์ไปเกิดเป็นสัตว์ในอบาย เพราะการเกิดเป็นสัตว์ในอบายก็เกิดจากความโลภโกรธหลง เพราะขาดศีล ๕


ด้วยเหตุนี้เราเป็นมนุษย์ก็ต้องปฏิบัติตามศีล ๕

ศีล ๕ ก็ได้แก่
ศีลข้อที่ ๑ คือ ปาณาติปาตา เวรมณี หมายถึงการงดเว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป
ศีลข้อที่ ๒ คือ อทินฺนาทานา เวรมณี คืองดเว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้
ศีลข้อที่ ๓ คือ กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี คือการเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
ศีลข้อที่ ๔ คือ มุสาวาทา เวรมณี คืองดเว้นการกล่าวเท็จ
ศีลข้อที่ ๕ คือ สุราเมรยมัชชปมา ทัฏฐานา เวรมณี คืองดเว้นจากการเสพติดเครื่องดองของเมาต่าง ๆ อันเป็นเหตุที่ตั้งให้เกิดความประมาท

ด้วยการปฏิบัติศีลเพียงเท่านี้ อุบาสกก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีศีล พระพุทธองค์ตรัสว่าศีล ๕ เป็นศีลที่อุบาสกจะต้องรักษาเป็นประจำ เป็นคฤหัสถศีล คือเป็นศีลของผู้ครองเรือนจะต้องถือปฏิบัติเพื่อความสุขของคฤหัสถ์ด้วยกัน การปฏิบัติตามศีล ๕ จะทำให้พ้นจากเวรภัย ๕ ประการ

การรักษาศีล ๕ นั้น พระพุทธองค์ทรงเทศนาว่าเป็น มหาทาน บ้าง เป็น อภัยทาน บ้าง อย่างเช่นที่ว่าเป็นมหาทานก็เพราะว่าเป็นการให้ทานที่ยิ่งใหญ่ เช่นในการรักษาศีลข้อที่ ๑ เป็นการให้ชีวิตเป็นทาน คือเราไม่ไปฆ่าให้เขาตกตายไปก่อนที่จะถึงความตายตามธรรมดาก็ถือว่าเป็นการให้ทานอันยิ่งใหญ่ ท่านจัดว่าเป็นมหาทาน หรือคนที่ทำผิดแต่ไม่ปรับเป็นโทษก็เป็นการให้อภัยทาน คือทานที่ยิ่งใหญ่กว่าการให้วัตถุทานธรรมดา ท่านจึงสงเคราะห์ว่าเป็นศีล

การรักษาศีลจึงรักษายากกว่าการให้ทาน ตามธรรมดา การรักษาศีลจึงจัดว่าเป็นทานอันเลิศ เพราะเป็นวงศ์ประเพณีของสัตบุรุษหรือของอริยชนทั้งหลายที่เห็นชอบว่าเป็นธรรมที่ควรประพฤติให้เป็นอาจิณด้วย แม้สมณพราหมณ์จะมีศีลถึง ๒๒๗ ก็ต้องปฏิบัติอยู่ในศีล ๕ เหมือนกัน คือจะประพฤติล่วงศีล ๕ ไม่ได้ เพราะรักษามาตั้งแต่อดีตแล้ว ปัจจุบันก็ต้องรักษา และอนาคตก็ต้องรักษา ผู้ที่เป็นสมณพราหมณ์จะไม่ทอดทิ้งศีล ๕ เพราะผู้มีศีล ๕ เป็นผู้ที่เว้นไกลจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไปย่อมให้ซึ่งความไม่มีภัย คือทำให้สัตว์ทั้งหลายพ้นจากความกลัวแล้วยังให้ซึ่งความไม่มีเวร ย่อมให้ซึ่งความไม่มีทุกข์ ความเบียดเบียนต่าง ๆ แก่สัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ เมื่อท่านให้ความไม่มีภัยไม่มีเวรไม่มีทุกข์แก่สัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณแล้วก็ย่อมจะได้ซึ่งความเกษมปราศจากเวรภัยและทุกข์เบียดเบียนไม่มีประมาณเช่นกัน แม้การละเว้นซึ่งอทินฺนาทาน กาเมสุมิจฺฉาจาร มุสาวาทและเหตุอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือรักษาศีลในข้อที่ ๕ เว้นจากเสพของมึนเมา ก็ชื่อว่าเป็น มหาทาน แต่ละข้อ ๆ เพราะว่าให้ความไม่มีภัยแก่สัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ ผลก็จะทำให้ผู้ปฎิบัติพ้นจากเวรภัยทั้ง ๕ คือพ้นจากบาปอกุศลต่าง ๆ

สำหรับศีล ๕ มีจำนวนเพียงแค่ ๕ ข้อจะไปลดปฏิบัติเพียงข้อใดข้อหนึ่งหรือสองข้อ หรือสามข้ออย่างนี้ก็ไม่ชื่อว่ารักษาศีล เพราะสมณพราหมณ์ในสมัยก่อนนี้ท่านกล่าวว่าผู้ใดตั้งอยู่ในศีล ๕ ต้องปฏิบัติทั้ง ๕ ข้อ ผู้นั้นจึงจะชื่อว่าเป็นผู้มีศีล

ศีล ๕ จึงจัดว่าเป็นจรณธรรม คือเป็นธรรมที่จะต้องปฏิบัติให้ครบ แม้พระพุทธองค์ก็มิได้ทรงที่จะลดศีล ๕ ลงไปให้น้อยกว่าที่ชาวโลกเขาบัญญัติเอาไว้ มีแต่ว่าจะยิ่งให้ปฏิบัติศีลให้มาก ๆ ยิ่งขึ้นไปกว่าศีล ๕ อีก

ฉะนั้นผู้ที่กลัวต่อความทุกข์ต้องการที่จะได้ความสุขจึงต้องหมั่นปฏิบัติศีล ๕ ให้เป็นอาจิณ คือให้เป็นปรกติอยู่เสมอ ๆ ก็จะทำให้ผู้นั้นพ้นจากทุกข์หรือว่าพ้นจากเวรภัยทั้งปวง แต่ถ้าหากว่าผู้ใดไม่ปฏิบัติตามศีล ๕ ก็ย่อมจะได้วิบากเป็นทุกข์ เป็นโทษอย่างหนักถึงกับเป็นเหตุให้ไปตกอบายทุคติ คือไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสูรกายและสัตว์เดรัจฉาน เพราะโทษแห่งศีลวิบัติแม้ว่าพ้นจากการไปรับโทษหนักแล้วกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ยังไม่พ้นจากเวรภัย ยังจะต้องมารับเศษกรรมของเวรภัยที่ทำไปแล้วนั้นอีก

อย่างเช่นผู้ที่ผิดในศีลข้อที่ ๑ คือการฆ่าสัตว์หรือว่าเบียดเบียนสัตว์ ถ้าหากว่ามาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะเป็นผู้มีอายุสั้นและมีโรคภัยไข้เจ็บมาก

สำหรับโทษของอทินนาทาน เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะทำให้เป็นผู้ที่มีโภคทรัพย์น้อย หรือมีโภคทรัพย์แล้วก็จะวิบัติไป

ส่วนโทษของกาเมสุมิจฉาจารเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์จะทำให้ถูกเบียดเบียนถูกประทุษร้ายมาก เช่นถูกข่มขืน เป็นต้น

และโทษของมุสาวาทก็จะมีผู้กล่าวตู่กล่าวหลอกลวงข่มขี่ด้วยถ้อยคำที่ไม่เป็นจริง ต่าง ๆ

โทษของสุราเมรัยจะทำให้เป็นบ้าคลั่งไคล้หมดสติด้วยวิบากที่เกิดจากความวิบัติของศีล คือไม่ประพฤติตามศีล ๕ จะทำให้ได้รับวิบากที่เป็นทุกข์ซึ่งไม่เป็นที่ชอบใจของคนทั้งหลาย

ฉะนั้นบุคคลจึงควรเว้นไม่ล่วงศีล ๕ ก็จะได้รับวิบากที่เป็นสุขอันเป็นที่พึงพอใจของสัตว์ทั้งหลาย การที่จะได้วิบากเป็นสุขก็ได้ด้วยการที่ปฏิบัติตามศีล ๕ ผู้ที่ปฏิบัติตามศีล ๕ เมื่อเป็นมนุษย์ก็จะทำให้มีอายุยืนมีสมบัติมากไม่ขัดสนและพรั่งพร้อมไปด้วยมิตรสหายไม่มีศัตรูทำร้าย และยังเจริญด้วยลาภยศมีอวัยวะสมบูรณ์ ผู้อื่นไม่อาจที่จะมาหลอกลวงหรือข่มขู่ให้เกิดอันตรายต่าง ๆ ได้ และก็จะไม่เป็นเหตุให้ไปเป็นคนบ้าเสียสติ จะมีแต่สติสมบูรณ์

ผู้ที่มีศีล ๕ ก็ย่อมจะได้รับความสุขเป็นอานิสงส์ได้ ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล คือเป็นบุรุษ ผู้สงบหมายถึงว่าผู้ที่สงบจากโทษทางกายวาจา ก็จะไม่เกิดวิปฏิสาร ความเดือดร้อนใจ เป็นอานิสงส์อันประเสริฐให้สำเร็จความปรารถนาตามที่ตนประสงค์

ส่วนโทษของศีลวิบัติที่ไม่ประพฤติตามศีล ๕ ย่อมจะถึงความพินาศแห่งโภค ทรัพย์ เพราะความประมาทมัวเมา กิตติศัพท์ของผู้ที่ไม่มีศีลย่อมจะมีกลิ่นเหม็นฟุ้งไปทั่วทิศ ผู้ทุศีลย่อมจะครั่นคร้ามเมื่อเวลาเข้าสู่ที่ประชุมชน และจะมีสติหลงฟั่นเฟือนในเวลาใกล้ตาย ตายแล้วยังเป็นเหตุให้ไปสู่ทุคติ เพราะโทษของศีลวิบัติ

ส่วนอานิสงส์ของศีล ๕ คือพ้นจาก เวรภัยข้อที่ ๑ ก็จะพ้นจากการถูกทำร้ายชีวิตให้ถึงแก่ความตาย

ส่วนศีลข้อที่ ๒ ก็ทำให้พ้นจากความวิบัติในเรื่องทรัพย์สมบัติ

ส่วนศีลข้อที่ ๓ ก็จะทำให้ลูกเมีย สามีภรรยาอยู่เป็นสุขไม่เดือดร้อน

ส่วนข้อที่ ๔ ก็ทำให้พ้นจากการหลอกลวง

ศีลข้อที่ ๕ ทำให้เป็นผู้ที่มีสติสมบูรณ์พ้นจากเวรภัยต่าง ๆ

เหล่านี้ก็ทำให้ได้อานิสงส์เพิ่มพูนขึ้นอีกคือทำให้มีอายุยืน ย่อมประสพซึ่งโภคทรัพย์มาก เพราะไม่ประมาทมัวเมา เจริญกุศลเสมอ ๆ เช่นผู้ที่เป็นพระท่านมี ศีลมากกว่าชาวบ้าน ท่านจึงมีโภคทรัพย์อุดมสมบูรณ์โดยที่ท่านไม่ต้องไปขวนขวายทำมาหากินให้เหนื่อยยาก เพราะเหตุว่าท่านเป็นผู้มีศีลดี

แต่ส่วนชาวบ้านกว่าจะได้โภคทรัพย์มาก็ต้องทำมาหากินเหนื่อยยาก เพราะศีลของเราน้อยกว่าพระ พระท่านไม่ต้องมีเงิน แต่ท่านก็มีของฉันอุดมสมบูรณ์ มีกุฏิที่อยู่ก็ดี ๆ ซึ่งผิดกับชาวบ้านที่อยู่ในสลัม ถ้าเป็นคนที่ไม่มีศีลหรือมีศีลน้อยก็ต้องเป็นทุกข์ลำบากเหนื่อยยาก ถ้าบุคคลที่มีศีลดีแล้วก็จะได้รับแต่ความสุขความสบายซึ่งเราจะเห็นได้จากพระเป็นตัวอย่างที่ดีว่าท่านไม่มีสมบัติแต่ท่านมีศีล ท่านก็มีความสุขไม่เดือดร้อน และผู้มีศีล มีวิญญูชนสรรเสริญ มีกิตติศัพท์หอมฟุ้งขจรไปทั้งทวนลมและตามลม เมื่อเข้าสู่ที่ประชุมชนก็เข้าไปด้วยความองอาจกล้าหาญไม่เก้อเขิน เพราะไม่มีใครจะมาติเตียนบุคคลที่มีศีลได้ ผู้ที่มีศีลจึงไม่หวาดกลัว

และผู้ที่มีศีลดีย่อมผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ ย่อมจะไม่หลงเวลาใกล้จะตาย เพราะการที่มีศีลได้ประกอบแต่กรรมดี ๆ มามาก กรรมดีนั้นก็จะมาเป็นอารมณ์ให้ในเวลาที่ใกล้จะตาย ทำให้จิตใจผ่องใส ตายแล้วก็ยังได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์

ผู้ที่มีศีลดีจึงเป็นที่รักของคนทั่วไป

ศีลยังสามารถทำให้บุคคลนั้นถึงความสิ้นกิเลสได้ ก็ต้องอาศัยศีลแหละเป็นบาทเบื้องต้น

ถ้าหากว่าบุคคลใดเว้นจากศีลเสียแล้ว คุณความดีอย่างอื่นก็จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ศีลจึงจัดว่าเป็นที่พึ่งอันสูงสุด

เพราะศีลเปรียบเหมือนกับน้ำ ที่สามารถชำระกายล้างมลทิน คือความชั่วของสัตว์ทั้งหลายได้ ส่วนน้ำธรรมดาไม่อาจล้างความชั่วได้

ศีลที่เกิดขึ้นแล้วก็ยังจะกำจัดความรุ่มร้อนของสัตว์ทั้งหลายให้สงบระงับ ให้มีความสุขเยือกเย็นได้ เพราะถ้านอกจากศีลแล้วจะไม่มีธรรมอะไรที่จะทำให้สัตว์ทั้งหลายสงบจากความทุกข์เดือดร้อนได้เลย

แม้ว่าลมหรือฝนก็ยังไม่สามารถที่จะทำจิตใจของคนที่ไม่มีศีลให้เยือกเย็นได้ แม้คนที่มีสมบัติมาก ๆ ก็ไม่สามารถสงบความเร่าร้อนใจได้

เพราะทุกข์ของคนรวยก็เป็นทุกข์ในการรักษาทรัพย์สมบัติมาก เช่นเป็นทุกข์เพราะกลัวจะต้องถูกจี้ถูกปล้น คนมีเงินก็ไม่ใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป

ส่วนทุกข์ของคนจนที่ไม่มีเงินก็ต้องไปแสวงหาทรัพย์สมบัติเหนื่อยยากก็มีความทุกข์เดือดร้อนใจเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมีเงินมาก ๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะทำให้มีความสุขสงบได้

แต่ถ้าเรามีศีลดีแล้ว เราก็จะมีความสุขความสงบมีความเย็นใจได้ เพราะผู้ที่มีศีลดี ศีลก็จะรักษาผู้นั้นให้พ้นจากภัยทั้งปวง คือเราไม่เบียดเบียนผู้อื่น ผู้อื่นก็ไม่เบียดเบียนเราให้เป็นทุกข์

ผู้ที่มีศีลดี กลิ่นของศีลย่อมหอมทั้งทวนลมและตามลม กลิ่นอื่นจะหอมเท่าไรก็ไม่เท่ากับกลิ่นของศีล เช่นกลิ่นดอกไม้ก็ได้แต่หอมไปตามลม แต่กลิ่นของผู้มีศีลย่อมหอมไปถึงเทวโลกได้ ดังเช่นกลิ่นศีลของท่านพระจักขุบาล ท่านเป็นผู้ที่ไปปฏิบัติสมณธรรมอยู่ในป่าด้วยการถือธุดงค์ข้อที่ว่า เนสัชชิกังธุดงค์ คือเว้นการนอน ประพฤติแต่อิริยาบถ ๓ อย่าง ด้วยการนั่ง ยืน เดิน เว้นการนอน เมื่อปฎิบัติธรรมอยู่นั้นท่านก็เกิดตาเจ็บ หมอก็เอายามาให้หยอดตา สั่งให้ท่านนอนหยอด แต่ท่านกลัวว่าศีลของท่านจะขาด เพราะท่านได้สมาทานธุดงค์ไว้ว่าจะไม่นอน เพราะฉะนั้นท่านก็ไม่นอนหยอดตา ในที่สุดตาของท่านก็แตกคือตาบอดไปเลย เพราะเหตุที่ว่าท่านรักษาศีลบริสุทธิ์แล้วก็เจริญสมณธรรมด้วยจึงเป็นเหตุให้ท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมกับเวลาที่ตาบอดนั้น

และต่อมาท่านก็มีความปรารถนาที่จะไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เพราะตาท่านบอดท่านก็ไปไม่ได้จึงได้ส่งข่าวนี้ไปให้น้องชายเพื่อส่งลูกชายมาพาท่านไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า น้องชายก็ได้ส่งบุตรชายมา โดยให้บวชเป็นสามเณร แล้วก็พากันไปยังสำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในระหว่างที่เดินทางไปนั้นท่านพระจักขุบาลได้ยินเสียงหญิงร้องเพลง สามเณรก็บอกให้ท่านหยุดพักเพื่อทำธุรกิจบางอย่าง สามเณรนั้นก็ไปหาหญิงสาวที่ร้องเพลงนั้น

พอสามเณรนี้ไปได้สักพักหนึ่งก็กลับมา พระจักขุบาลก็รู้ว่าสามเณรนี้ได้ไปผิดศีลกับหญิงผู้ร้องเพลงนั้น จึงไม่ยอมร่วมเดินทางกับสามเณรผู้มีศีลวิบัติ เพราะท่านเป็นผู้มั่นคงในศีล จึงเป็นเหตุให้ร้อนไปถึงพระอินทร์ ต้องลงช่วยพาท่านไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ด้วยกลิ่นของศีล เพราะว่ากลิ่นที่หอมฟุ้งไปทั้งทวนลมและตามลมจะเสมอด้วยกลิ่นแห่งศีลไม่มีเลย

แม้บันไดสำหรับขึ้นสวรรค์หรือที่จะเข้าไปสู่พระนิพพานก็ต้องอาศัยศีล เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่จะเสมอด้วยศีลย่อมไม่มี

แม้บุคคลจะงดงามด้วยเครื่องประดับที่มีค่ามากก็ยังไม่งามเท่ากับบุคคลที่มีศีลประดับกายวาจาใจ เช่นพระราชา ผู้ที่ประดับดัวยแก้วมุกดาและแก้วมณีก็ไม่งามเหมือนกับนักพรตผู้ทรงศีล เพราะศีลเป็นอาภรณ์อันประเสริฐสามารถที่จะประดับได้ทุกวัยไม่เลือกชั้นวรรณะแต่ส่วนเครื่องประดับของชาวโลกย่อมประดับได้ตามวัยถึงจะสวยงาม

แต่ว่าศีลนั้น ประดับได้ทุกวัยและทุกโอกาส ศีลจึงชื่อว่าเป็นอาภรณ์เครื่องประดับที่งามที่สุด

ผู้ที่มีศีลก็ยังสามารถกำจัดความกลัวภัยต่าง ๆ ได้ เพราะคนที่มีศีลดีแล้วคนอื่นก็ไม่สามารถที่จะติเตียนได้ ผู้ที่มีศีลจึงเป็นผู้ที่มีความบันเทิงใจอยู่เสมอ ศีลจึงเป็นธรรมที่กำจัดโทษทำให้พ้นจากเวรภัยทำให้มีความสุข

เหตุนี้ถ้าประพฤติศีลไม่ดีแล้วก็อย่าไปหวังผลอื่น ๆ ที่จะให้ดีขึ้นไปคือจะไปประพฤติอย่างอื่นๆไม่ได้เลย เพราะเหตุนี้ ศีลท่านจึงกล่าวว่า เป็น เวสารัชธรรม คือเป็นธรรมที่ทำให้เกิดความกล้าหาญในการทำความดี กล้าต่อการเข้าสังคม กล้าต่อความจริง คือผู้ที่มีศีลดีแล้วจะเข้าสังคมใดก็ไม่เก้อเขินคือใคร ๆไม่อาจติเตียนผู้ที่มีศีลได้

เพราะฉะนั้นศีลจึงชื่อว่าเป็นกำลังอันยอดเยี่ยม เพราะเป็นเหตุให้ผู้อื่นเกิดศรัทธาเลื่อมใสเป็นกำลังใจชักจูงใจให้ผู้อื่นน้อมมาหาตนแล้วเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้ปฏิบัติตาม

ศีลยังชื่อว่าเป็นเสบียงอย่างเลิศอีก เพราะเป็นเสบียงที่จะพาไปส่งกระทั่งถึงพระนิพพาน

เพราะฉะนั้นศีลจึงเป็นผู้นำอันประเสริฐ เพราะนำสัตว์ทั้งหลายนให้พ้นจากทุกข์ได้จริง

นอกจากนี้ ศีลยังเป็นเหตุให้เกิดความสุขตราบเฒ่าชราด้วย แต่ถ้าผู้ใดไม่มีศีลแม้จะมีอายุตั้ง ๑๐๐ ปีก็สู้ผู้ที่มีศีลดีเพียงวันเดียวไม่ได้

ที่กล่าวมานี้เป็นอานิสงส์ของศีล อานิสงส์ของศีลไม่ใช่มีเพียงเท่านี้ ยังมีอีกมากมายนับไม่ถ้วน ผู้ที่จะรักษาศีล ๕ ได้สมบูรณ์ก็จำเป็นต้องรู้จักองค์กรรมบถที่จะทำให้ล่วงศีลว่าประกอบด้วยองค์เท่าไร ถ้าเข้าใจองค์กรรมบถก็จะเป็นเหตุให้รักษาศีลได้สมบูรณ์

การล่วงศีลข้อที่ ๑ คือปาณาติบาต การทำชีวิตของสัตว์ให้ตกไปโดยเร็ว มีองค์กรรมบถ ๕ ข้อ

๑. ปาโณ หมายถึงสัตว์มีชีวิต

๒. ปาณสญฺญิตา รู้ว่าสัตว์มีชีวิต

๓. วธกจิตฺตํ มีจิตคิดจะฆ่า

๔. อุปกฺกโม เพียรเพื่อจะฆ่า

๕. เตน มรณํ สัตว์ตายด้วยความเพียรนั้น

ถ้าว่าผู้ใดปฏิบัติผิดครบตามองค์ของศีล ๕ อย่างนี้ ศีลก็ขาดหมด แต่ถ้าหากว่าปฏิบัติไม่ครบองค์ ๕ ศีลก็ไม่ขาดแต่ว่าเศร้าหมองไป ฉะนั้นโทษของการล่วงศีลข้อที่ ๑ นี้ยังจะมีหนักเบาต่างกันอีก คือต่างกันด้วยกายของสัตว์บ้าง ต่างกันด้วยคุณธรรมของสัตว์บ้างและต่างกันด้วยเจตนาที่ตั้งใจ และยังต่างกันด้วยความพยายามอีก อย่างเช่นการฆ่าสัตว์ใหญ่ก็ต้องมีโทษมาก ถ้าฆ่าสัตว์เล็กก็มีโทษน้อยกว่าเพราะว่าขึ้นอยู่กับเวลาที่ทำการฆ่า คือถ้าเราทำการฆ่าเป็นเวลานานก็ต้องโทษมาก ถ้าทำการฆ่าที่ใช้เวลาน้อยหรือว่าสำเร็จเร็ว โทษก็น้อยกว่า ถ้าหากว่าฆ่าสัตว์ที่มีคุณมากก็ต้องโทษมาก ถ้าฆ่าสัตว์ที่มีคุณน้อยโทษก็น้อยกว่า ส่วนเจตนา ถ้าหากว่ามีความตั้งใจแรงโทษก็แรง ถ้าเจตนามีความตั้งใจอ่อน โทษก็น้อย ถ้าหากว่ามีความพยายามมากโทษก็มาก มีความพยายามน้อยโทษก็เบาลง คือถ้าผิดศีล ๕ แล้วก็แสดงว่ามีแต่โทษ

เหตุนี้อย่าได้คิดว่าเมื่อฆ่าสัตว์เล็กที่มีคุณน้อย มีความตั้งใจอ่อน มีความพยายามน้อย โทษก็น้อย คงจะไม่น่ากลัว แต่อย่าลืมว่าขึ้นชื่อว่าบาปอกุศลแล้ว ถึงแม้จะเล็กน้อย ก็ไม่ควรทำ เพราะมีแต่ให้ผลเป็นทุกข์ ถ้าทำครบองค์กรรมบถก็พาไปสู่อบายได้เช่นเดียวกับโทษที่หนักเหมือนกัน เพียงแต่อาจไปตกอบายชั่วระยะยาวอันสั้น ไม่ยาวนานเหมือนโทษหนัก แต่ก็ควรจะสังวรระวัง ไม่ประมาทแม้โทษเพียงเล็กน้อย เช่นโจรที่ฆ่าอุบาสกผู้เป็นพระอนาคามี ทำให้โจรนั้นตาบอดทันที เพราะผู้ถูกฆ่าเป็นผู้มีคุณธรรมสูง เจตนาของโจรก็แรง ผลจึงเกิดขึ้นในปัจจุบันทันที ไม่จ้องกล่าวถึงโทษที่จะเกิดในอนาคตว่าจะร้ายแรงเพียงไร เพราะถ้าหากว่าพลาดท่าไปตกอบายแล้ว โอกาสที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์อีกนั้นยาก เพราะฉะนั้นควรที่จะไม่ประมาทในการรักษาศีล ท่านจึงได้วางองค์กรรมบถของศีลไว้เพื่อให้ตัดสินว่าศีลที่รักษานั้นสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์

การล่วงศีลข้อที่ ๒ คืออทินนาทาน การถือเอาของที่เขาไม่ได้ให้เอามาเป็นของตน มีองค์กรรมบถ ๕ คือ

๑. ปรปริคฺคหิตํ หมายถึงของมีเจ้าของหวงแหน

๒. ปรปริคฺคหิตสญฺญิตา รู้ว่าเจ้าของหวงแหน

๓. เถยฺยจิตฺตํ มีจิตคิคที่จะลัก ด้วยการลักเอง หรือบอกให้คนอื่นลักแทน

๔. อุปกฺกโม เพียรเพื่อจะลัก

๕. เตน หรณํ ลักของมาได้ด้วยความเพียรนั้น

ถ้าครบองค์องค์ ๕ ศีลข้อที่ ๒ ก็ขาดก็ขาดหมด แต่ถ้าไม่ครบองค์ก็ด่างพร้อยไป ย่อมได้รับโทษตามที่ผิดศีล

การล่วงศีลข้อที่ ๓ กาเมสุมิจฉาจาร การประพฤติผิดในกาม มีองค์กรรมบถ ๔ คือ

๑. อคมนียวัตฺถุ คือวัตถุอันไม่ควรถึง ได้แก่หญิง ๒๐ จำพวก คือหญิงที่มีเจ้าของ หรือมีบุคคลคุ้มครองรักษา เป็นต้น ถ้าใครไปล่วงก็ผิดศีล

๒. ตสมี เสวนจิตฺตํ มีจิตคิดจะเสพในวัตถุนั้น

๓. เสวนปฺปโยโค มีความพยายามที่จะเสพ

๔. มคฺเคน มคฺคปฏิปตฺติอธิวาสนํ คือทำมรรคต่อมรรคให้ถึงกัน

ถ้าครบองค์ ๔ คือศีลที่ ๓ ก็ขาดหมด ถ้าไม่ครบองค์ศีลก็ด่างพร้อยไป ศีลข้อนี้ย่อมขึ้นอยู่กับเจตนา และคุณของผู้ที่ถูกล่วงด้วย ถ้าผู้ที่ถูกล่วงเป็นผู้มีคุณมาก โทษก็หนักมาก ถ้าผู้ที่ถูกล่วงเป็นผู้ที่มีคุณน้อยโทษก็เบา อย่างเช่น นันทมานพ ผู้ไปล่วงเกินพระนาง อุบลวรรณาเถรี ซึ่งเป็นพระอรหันต์ โทษก็หนักมาก พอนันทมานพ ออกมาพ้นจากกุฏิของพระนางก็ถูกธรณีสูบทันที แล้วยังไปตกอเวจีมหานรกอีกด้วยการผิดศีลข้อที่ ๓ เพราะไปล่วงผู้มีคุณธรรมสูงจึงได้รับโทษหนัก

การล่วงศีลข้อ ๔ เกี่ยวกับมุสาวาท การกล่าวคำเท็จ มีองค์กรรมบถ ๔ คือ

๑. อตฺถํวตฺถุ เรื่องไม่จริง

๒. วิสํวาทนจิตฺตํ มีจิตคิดจะพูดให้ผิดจากความจริง

๓. ตชฺโช วายาโม พยายามพูดออกไป

๔. ปรสฺส ตทตฺถวิชานนํ คนอื่นเข้าใจเนื้อความนั้น

ถ้าครบองค์ ๔ ศีลข้อ ๔ ก็ขาด ถ้าไม่ครบองค์ เช่นผู้ฟังไม่เชื่อคำนั้น หรือพูดแล้วไม่ได้ทำผู้อื่นให้เสียประโยชน์ ก็มีโทษน้อย

การล่วงศีลข้อ ๕ เกี่ยวกับการเสพดื่มสุราเมรัย เป็นต้น มีองค์กรรมบถ ๔ คือ

๑. มทนียํ ของทำให้เมามีสุรา เป็นต้น

๒. ปาตุถมยตาจิตฺตํ มีจิตคิดจะดื่ม

๓. ตชฺโช วายาโม พยายามที่จะดื่ม

๔. ปิตปฺปเวสนํ ดื่มให้ไหลล่วงลำคอลงไป

ถ้าครบองค์ ๔ ศีลข้อที่ ๕ ก็ขาด ถ้าไม่ครบองค์ก็ด่างพร้อย

ในปัจจุบันนี้พวกสั่งเสพติดที่มีโทษมากว่าสุราและเมรัย เช่นกัญชา ยาฝิ่น เฮโรอีน ตลอดจนสิ่งเสพติดต่าง ๆ เมื่อเสพแล้วเมาหมดสติ ก็สงเคราะห์เข้าในศีลข้อ ๕ ทั้งหมด ถ้าทำครบองค์กรรมบถก็มีโทษมาก และยังเป็นเวรก่อให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนมากมาย ทั้งยังพาไปสู่อบายด้วย แต่ถ้าไม่ครบองค์กรรมบถก็ให้ผลไปปวัตติกาล เป็นคนบ้า คนโง่ เสียสติ ผู้ที่จะรักษาศีล ๕ ให้บริบูรณ์ จึงต้องรู้องค์กรรมบถของศีลเหล่านี้ เพื่อป้องกันความทุศีล

ผู้ที่จะรักษาศีล ๕ ให้บริบูรณ์ ผู้นั้นจะต้องมีคุณธรรม ๕ อย่างที่เรียกว่า เบญจธรรม อันเป็นธรรมที่คู่กับศีล ๕ แต่ละข้อกำกับด้วย ถ้าผู้มีเบญจธรรมก็จะเต็มใจรักษาศีล ๕ ด้วยดี จะไม่เกิดความทุกข์เดือดร้อนเลย การรักษาศีล ๕ ที่มีเบญจธรรมคู่กันแต่ละข้อคือ

๑. เมตตากรุณา เป็นเบญจธรรมคู่กับเบญจศีลข้อที่ ๑ เพราะผู้ที่มีเมตตาย่อมปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข ส่วนผู้ที่มีกรุณาก็ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นจากทุกข์ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความเมตตากรุณาแล้วจะไม่ฆ่าสัตว์หรือเบียดเบียนสัตว์ให้ลำบาก ก็จะไม่ล่วงศีลข้อที่ ๑

๒. สัมมาอาชีวะ เป็นเบญจธรรมคู่กับเบญจศีลข้อที่ ๒ คือตัวเองต้องเลี้ยงชีพชอบประกอบอาชีพสุจริต ไม่ผิดศีลผิดธรรม เมื่อเรามีอาชีพแล้วเราก็ไม่ไปเบียดเบียนทรัพย์ของผู้อื่น ก็ทำให้รักษาศีลข้อที่ ๒ ได้

๓. สทาสันโดษ เป็นเบญจธรรมคู่กับเบญจศีลข้อที่ ๓ คือผู้ที่มีความสำรวมในกาม ยินดีเฉพาะคู่ครองของตนไม่ไปล่วงเกินลูกเมียสามีของผู้อื่น ถ้าบุคคลใดมีความสำรวมในกามแล้วก็จะไม่ล่วงในศีลข้อที่ ๓

๔. สัจจะ เป็นเบญจธรรมคู่กับเบญจศีลข้อที่ ๔ เพราะผู้ที่มีสัจจะความจริงแล้วก็จะไม่กล่าวหลอกลวงผู้อื่นคือจะไม่พูดปด เป็นต้น ก็ไม่ล่วงศีลข้อที่ ๔

๕. สติ เป็นเบญจธรรมคู่กับเบญจศีลข้อที่ ๕ คือ มีสติสำรวมระวังไม่ประมาท ทำให้ไม่ขาดสติ ไม่ไปดื่มเครื่องดองของเมา ก็ไม่ล่วงศีลข้อที่ ๕

เพราะฉะนั้นการที่เราไม่ทำชั่ว ก็เพราะเรามีเบญจธรรมเหล่านี้ และเบญจธรรมเหล่านี้จะมีได้ก็ต้องหิริโอตัปปะ คือมีความเกรงกลัวต่อบาป ละอายต่อบาป จึงจะชื่อว่าเป็นผู้ มีศีล

แต่ส่วนบุคคลบางคนคนไม่ทำชั่วเพราะยังไม่มีโอกาสจะทำอย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็นผู้มีศีล คือผู้ที่จะมีศีลนั้นจะต้องเว้นไม่ทำชั่ว

เพราะฉะนั้นผู้ที่มีเบญจศีลและเบญจธรรมควบคู่กันไป ก็ย่อมจะเป็นผู้ที่พรั่งพร้อมไปด้วยความดีคือทำให้เกิดความสุขความเจริญ เพราะฉะนั้นศีลที่ประกอบด้วยธรรมจึงจัดว่าเป็นอาภรณ์เครื่องประดับอันประเสริฐสำหรับมนุษย์ เมื่อมีศีลดีแล้วจะปรารถนาลาภ ยศ สุข สรรเสริญ ตลอดจนการจะไปเกิดในสุคติ เป็นมนุษย์ หรือ เทวดา ก็จะได้สมปรารถนา ถึงแม้จะปรารถนาพระนิพพานก็ปรารถนาได้ก็ต้องอาศัยศีลเป็นเบื้องต้นก่อน แล้วไปเจริญสมาธิปัญญาให้สมบูรณ์ ก็จะเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพานได้

เพราะฉะนั้นพระพุทธองค์จึงได้ตรัสว่า ความปรารถนาของผู้มีศีลเท่านั้นจึงจะถึงความสำเร็จต่างๆได้ ในเมื่อทุกคนต่างก็ปรารถนาความดีความสุขด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครที่จะปรารถนาความไม่ดีความทุกข์ ด้วยเหตุนี้เมื่อทุกคนปรารถนาความดีความสุข ก็จำเป็นต้องรักษาศีล ๕ เป็นนิจ แต่ถ้าหากว่าเราปรารถนาความดี แต่เราไปทำความชั่ว ผลที่ได้รับก็จะได้แก่ความทุกข์เดือดร้อน ผลของความชั่วก็พาให้เราไปตกอบายแล้ว ความปรารถนาที่เราต้องการความสุขจะได้อย่างไร

เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่ทำชั่วจึงต้องมีศีลเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันรักษา ผู้ที่สมบูรณ์ด้วยศีลย่อมได้ชื่อว่าเป็น อาจารสัมปันโน คือเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยความประพฤติอันดีงาม มีกาย วาจา เรียบร้อยเป็นสมบัติผู้ดี เพราะฉะนั้นผู้มีศีลก็ทำให้เป็นผู้มีรูปร่างสวย รวยทรัพย์ มีเกียติยศชื่อเสียงฟุ้งขจรไป ด้วยอำนาจของศีล

ผู้ที่รักษาศีล ๕ ได้ ย่อมจะกำจัดรอยร้าวทั้ง ๕ คือเมื่อเรามีศีลดีแล้วก็จะกำจัด ความโหดร้าย มือไว ใจเร็ว ขี้ปด หมดสติ เพราะฉะนั้นศีลนี้จึงนำความสุขมาให้ นำโภคทรัพย์มาให้ นำพระนิพพานมาให้ ดังพระบาลีที่กล่าวว่า

“ สีเลนสุคตึยนฺติ ” จะไปเกิดในสุคติได้ก็เพราะศีล

“ สีเลนโภคสัมปทา ” จะได้โภคสมบัติก็เพราะศีล

“ สีเลนนิพพุตึยนฺติ ” จะได้พระนิพพานก็เพราะศีล เพราะฉะนั้นเราจะได้สมบัติอะไรก็ต้องตั้งต้นที่ศีลก่อน ถ้าศีลไม่มีแล้วกุศลใดๆก็เกิดขึ้นไม่ได้

เพราะเหตุนี้เราจึงไม่ควรประมาท ในเมื่อเราเกิดมาได้พบพระพุทธศาสนาก็นับว่าเป็นโชคดีอันวิเศษที่สุดของเราแล้ว ที่ได้มารู้เหตุผลความจริงในคำสอนของพระพุทธองค์ จึงควรที่จะสร้างบารมีเพื่อไปสู่ความพ้นทุกข์ให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์โดยเร็ว เพราะว่าโลกมนุษย์นับวันก็จะมีแต่ความทุกข์ทวีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเกิดจากกิเลสของมนุษย์ด้วยกันเองที่สร้างขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราก็ควรที่จะพยายามหาทางเอาตัวรอดด้วยการเจริญกุศลให้มาก ๆ เพราะกุศลเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งให้เราพ้นจากทุกข์ได้ ถ้าหากว่าเราไม่เจริญกุศลแล้ว เราก็จะหาที่พึ่งไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจริญกุศลก็จำเป็นที่จะต้องเจริญวิปัสสนาให้เป็น ซึ่งเป็นกุศลที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นกุศลที่จะทำให้เราพ้นจากทุกข์ได้แน่นอน ส่วนกุศลอื่น ๆ ก็ต้องเจริญด้วย โดยเฉพาะศีล ๕ ต้องรักษาเป็นนิจศีล เพื่อป้องกันไม่ให้ไปตกอบาย จึงจะมีโอกาสได้เจริญวิปัสสนาให้พ้นจากทุกข์ได้ เรื่องที่กล่าวมานี้ก็เป็นเรื่องของศีลทั้งนั้น