ถวายคำบรรยาย  
โดย คนเดินทาง

กราบนมัสการ พระคุณเจ้าเหล่าพระคณาจารย์ทั้งหลาย ที่เคารพอย่างยิ่ง.... และขอกราบเรียน ท่านผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตลอดจนท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน.....

วันนี้ ดิฉันได้รับภาระที่จะมาเป็นผู้ประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับมูลนิธิแนบมหานีรานนท์ ตลอดจนเรื่อง การศึกษาพระอภิธรรมสำคัญต่อการรักษาพระศาสนาอย่างไร ?

ในฐานะที่เป็นศิษย์ เป็นนักศึกษาพระอภิธรรมจากมูลนิธิแนบฯ ดิฉันใคร่ขออนุญาตถวาย คำบรรยายในเชิงประชาสัมพันธ์ ดังนี้

มูลนิธิแนบมหานีรานนท์ ตั้งชื่อตามท่านอาจารย์ แนบ มหานีรานนท์ โดยคณะศิษยานุศิษย์ทั้งหลายร่วมกันจัดตั้ง เพื่อดำเนินกิจกรรมธุระในพระศาสนาได้แก่ คันถธุรการ การสนับสนุนให้มีการเรียนการสอน การเผยแพร่พระอภิธรรม และวิปัสสนาธุระ คือเผยแพร่ความรู้เรื่องการปฏิบัติวิปัสสนา ประกอบทั้งได้มีสำนักปฏิบัติให้แก่พระ ฆราวาส และแม่ชีด้วย

นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังขยายผลต่อยอดไปในเรื่องการดำเนินการสอนพระบาลีใหญ่ ซึ่งนับวันจะสูญหายไปแล้ว ขณะนี้ได้มีอาจารย์พระมาสอนให้ มีพระนักศึกษา และฆราวาสหลายท่านให้ความสนใจมาเรียนกันอยู่

ซึ่งขณะนี้ กำลังรับสมัครพระนักศึกษาหลักสูตร ประจำ ๒ ปี ด้วยทั้งภาคพระอภิธรรม และพระบาลีใหญ่ หากพระคุณเจ้าท่านใดสนใจโปรดสมัครได้ที่โต๊ะของมูลนิธิ ที่มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกอยู่......

(ฉายภาพสไลด์ประกอบ)

 

ดิฉันซึ่งแต่เดิมจบการศึกษาจาก........ โทศาสนาและปรัชญา ด้วยความที่เป็นคนมีอัธยาศัยพอใจสนใจศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของนามธรรม เรื่องของจิตใจเป็นอย่างมาก

ดิฉันเรียนมาไม่น้อย เรียนศาสนาก็หลายศาสนา และเอามาเปรียบเทียบในลักษณะศาสนาเปรียบเทียบก็มี เรียนไปเรียนมา ก็สำคัญตนว่า รู้มาก รู้เยอะเสียจริง ๆ

พอจบออกมามีการงานทำ ก็ยังขวนขวายหาหนังสือธรรมะต่าง ๆ อ่าน หนังสือของเกจิอาจารย์ที่ไหนมี ดิฉันก็กวาดเก็บมาเป็นสมบัติ อ่านกันเป็นตู้ ๆ ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่า ตนเองนี้มีความรู้มาก รู้เยอะจริง ๆ

แต่ก็ดูเอาเถิด ความสำคัญตนอย่างนั้น กลับกลายเป็นว่า ตนเองนั้นรู้จักแต่กิเลสของคนอื่น ไม่เคยมองเห็นกิเลสตนเอง เพราะความสำคัญตนว่า รู้ดี

ชีวิตจึงอึดอัดคับข้อง เพราะใจนั้นเป็นทุกข์เดือดร้อน ซึ่งเป็นไปตามปกติเหมือนคนทั่ว ๆ ไปนั่นเอง...

อยู่มาวันหนึ่ง มีอาจารย์ท่านหนึ่งแนะนำให้เรียนพระอภิธรรม โดยที่ท่านบอกว่า หากอยากจะรู้จักชีวิตจิตใจของตนก็ต้องเรียนพระอภิธรรม

พระอภิธรรมหรือ ?

นี่อะไรกัน ? ทำไมเราจะต้องไปเรียนวิชาของพระอย่างนั้นด้วยเล่า ?

ซึ่งขณะที่คิดอย่างนั้น ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า พระเรียนอะไรกันอยู่ !!

แต่ก็น่าแปลกนัก ราวกับกุศลวิบากในอดีตกระตุ้นเตือนใจตน คำว่า พระอภิธรรม กลับไม่หายไปจากมโนสำนึกของตนเองเลย

ในที่สุด ก็ถามตัวเองว่า เรานี้เรียนมามากนัก...... แต่ทำไมเราไม่คิดจะเรียนตำราของพระพุทธเจ้าเล่า ? เราเรียนแต่ตำราของท่านอื่น ๆ ทั้งนั้น

ดังนั้นในวันหนึ่งก็ได้เดินทางไปเรียนพระอภิธรรม ตั้งใจจะไปลองฟังสักครั้ง ถ้าไม่ดีอย่างไรเสีย เราจะเสียเวลาเพียงหนเดียวเท่านั้นแหละ

วันนั้นเอง.... เพียงชั่วโมงเศษที่นั่งฟังธรรมอย่างตั้งใจ ความรู้อย่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นแล้ว.....

ความรู้ที่ว่า ที่ผ่านมาเรา “ ไม่รู้เลย ” ...... ไม่รู้อะไรเลย...

ความรู้ว่าตนเองนั้นไม่รู้.....ได้เกิดขึ้นแล้ว ความสลดใจก็เกิดขึ้นตามมา ใจนั้นก็เล็กลีบลง ด้วยกิเลส “ มานะ ” ความสำคัญตนเองอย่างผิดๆนั้น ถูกกระทบกระเทือนอย่างแรง

จากนั้น..... จึงรู้ว่า สิ่งนี้เอง ที่ใจของเรานั้นแสวงหามาตลอดชีวิต ความรู้อย่างนี้แหละที่เราเฝ้าหามาตลอด โดยไม่รู้ว่า หาอะไร..... แต่พอได้ยินก็รู้ทันทีว่า นี่แหละใช่เลย....

จากนั้นก็ตั้งใจเรียนมาตลอด เพราะรู้ว่า นี้เพื่อชีวิตของตนเอง

เรียนไป ก็กลับนำมาสืบสวนสภาวธรรมของตนเอง ได้เกิดการแก้ไข “ นิสัยเสีย ๆ ” ของตนเองไปอย่างมากมาย

มองก่อนหน้านี้แล้ว รู้สึกละอายใจเหลือเกินว่า เรามองเห็นแต่กิเลสคนอื่น เห็นแต่ความไม่ดีของตนเอง แต่คราวนี้ กลับเห็นแต่นิสัยเสีย ๆ ของตนเอง

นี่เองเป็นปัจจัยให้ได้แก้ไขตนเอง เมื่อนิสัยเสียเปลี่ยนไป ครอบครัวก็มีความสุขขึ้น ก็เริ่มนำธรรมะมาแก้นิสัยลูก มาปลูกปัญญาให้ลูก ๆ บ้าง ดังนั้น คนเดินทางจึงไม่มีภาระอันเกิดจากลูกๆเลย เพราะรู้ว่า พวกเขามีปัญญาสอนตนเองได้ จากนั้นก็นำมาฝากสามีบ้าง เมื่อได้ผล ก็ขยายผลไปสู่พนักงานจำนวนมาก พยายามที่จะเอาปัญญาไปฝากพวกเขา

นับเป็นเรื่องที่น่าแปลก...... ก่อนหน้านี้ ดิฉันเป็นคนพูดเพ้อเจ้อ ชอบพูดเรื่องอภินิหารย์ เรื่องอิทธิฤทธิ์ เรื่องการเมืองต่าง ๆ ...... คนก็ชอบใจที่จะฟัง แต่พอเอาธรรมะที่ถูกธรรมมาพูด กลับกลายเป็นว่า คนไม่ฟังกันเลย เพราะไม่รู้เรื่อง และไม่อยากฟัง

แต่ความที่เป็นนักสู้ ก็พยายามอย่างนั้นมา สี่ห้าปี ก็ปรากฏว่าพนักงานส่วนใหญ่ ก็เกิดความเข้าใจ ดิฉันเลยสบายขึ้น ไม่ต้องดูแลจัดแจงมาก แม้จะมีกิจการมากมายแต่ก็แทบไม่ต้องทำงานเลย เพราะลูกน้องส่วนใหญ่ดี ๆ ทั้งนั้น เขารู้ดีว่าเขาจะต้องทำอะไร ไม่ต้องสอนมากเหมือนแต่ก่อน

คราวนี้เวลาก็เหลือมาก จึงไปปรารภกับครูอาจารย์ว่า อยากจะทำเว็บไซต์ธรรมะ ให้แพร่หลายออกไปในชนหมู่มาก ครูอาจารย์ท่านหนึ่งก็บอกว่า ธรรมะอย่างนี้ คนเขารับยากนะ แต่ท่านก็สนับสนุน ใจตนเองนั้น คิดว่า หากเอามาประยุกต์กับชีวิต จะเป็นอะไรที่เข้าถึงประชาชนมากที่สุด อาจารย์หลายท่าน ก็สนับสนุน ในที่สุดเพียงเวลาไม่นาน เว็บไซต์อนุรักษ์ธรรมก็เกิดขึ้น

ทีแรกก็วิตกขึ้นมาว่า เอ..เว็บนี้อายุจะได้สักกี่เดือนกันนะ ? ... อาจารย์ท่านก็ว่า ได้เท่าไหร่เอาเท่านั้น... จากนั้นดิฉันก็เดินหน้าเต็มพิกัด บอกทีมงานว่า หากมีคนเข้ามาเยี่ยมชม สักร้อยสองร้อยครั้ง ต่อเดือน ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

แต่ที่ไหนได้ เพียง ๖ เดือน จำนวนผู้เยี่ยมชมที่เข้ามานั้นแตะหลัก ๑๐,๐๐๐ ครั้ง ไปแล้ว และไม่น่าเชื่อว่าจากต้นเดือนมกราคม ปี ๕๐ เป็นต้นมาจนถึงวันนี้ คือ ปลายเดือนมีนาคม เป็นเวลา ๓ เดือน ยอดผู้เข้าชมมีถึงอีก ๑๐,๐๐๐ ครั้ง รวมเป็นสองหมื่นครั้ง นับเป็นจำนวนทวีคูณ ถือว่า ประสบความสำเร็จเกินกว่าที่คาดหมายเป็นอย่างมาก

จึงรู้ว่า ผู้คนในสังคมนั้น มีทุกข์มากมายเหลือเกิน และพวกเขาก็โหยหา “ อารมณ์ทางปัญญา ” ที่จะมาดับทุกข์ของพวกเขา อย่างยั่งยืน …

จึงรู้ว่า พวกเขาอยากได้ปัญญาทั้งนั้น !

ชาวบ้านนั้น ไม่ใคร่มีโอกาสศึกษาธรรมะ เพราะพวกเขาเดือดร้อนกับการทำงาน กับการแสวงหา... พวกเขาก็ได้แต่ฝากความหวังไว้กับพระนักบวชในพระศาสนาว่า จะต้องรู้และเข้าใจธรรมะเป็นอย่างดี ดังนั้น เวลาพวกเขามีทุกข์ พวกเขาก็วิ่งมาหาพระกันโดยมาก

คราวนี้ ก็ต้องถามว่า พระนักบวชนั้น มี “ ปัญญา ” ไว้ฝากชาวบ้านหรือเปล่า ?

หากไม่ใช่ผู้ที่ศึกษาปรมัตถธรรมอันปรากฏในพระอภิธรรมแล้วไซร้ การจะกล่าวธรรม การจะให้ปัญญาแก่ชาวบ้านได้อย่างยอดเยี่ยม ย่อมปรากฏได้ยากเต็มที ดังนั้นนักบวชในพระศาสนาจึงสมควรต้องเรียนอารมณ์ของปัญญา เพื่อตนเอง และเพื่อชาวบ้านด้วย เพราะพวกเขาเคารพและศรัทธาพระกันโดยมาก

ไม่ใช่เรื่องสะเดาะเคราะห์ ไม่ใช่เรื่องหมอดู ไม่ใช่เรื่องหมอยา ไม่ใช่ใบ้หวย ไม่ใช่เรื่องการระดมสร้างวัดวาอารามใหญ่โต...... แต่ชาวบ้านทั้งหลายเขาต้องการ “ ปัญญา ” ค่ะ

และศาสนาพุทธนั้น ไม่สามารถรักษาด้วย ศรัทธา เพียงอย่างเดียว ต้องรักษาด้วย ปัญญา เท่านั้นคนที่ไม่เข้าใจปรมัตถธรรม เวลาอ่านพระสูตร ก็มักตีความเอาเอง คิดนึกเอาเองทั้งนั้น ตีความไปมา ผิดถูกก็ไม่รู้เพราะไม่เข้าใจ แต่คิดนึกเอาตามแต่ใจของตนเอง

และหากไม่มี ปัญญา การจะรักษาพระธรรมวินัย ก็ปรากฏเป็นของยากยิ่ง เพราะต้องฝืนกิเลสมากพระนักบวชในสมัยพุทธกาลนั้น ท่านมากด้วย ศรัทธา ประกอบปัญญา ดังนั้น แม้การรักษาพระธรรมวินัย ก็ปรากฏเป็นของง่ายสำหรับท่านเหล่านั้น

แต่สมัยนี้ โลกเรานั้นเจริญด้วยวัตถุ เราอยู่ในยุคสื่อสารไร้พรมแดน เราสามารถติดต่อใครต่อใครทั่วโลกภายในพริบตา ราวกับคนมีอภิญญา ฉะนั้น

หากแต่ว่า โลกยิ่งเจริญเท่าไหร่ ผู้คนทั้งหลายกลับโดดเดี่ยวอ้างว้างและว้าเหว่มากขึ้นเท่านั้น

ยิ่งเราติดต่อกันได้รวดเร็ว เดินทางไปไหน ๆ ได้อย่างกว้างขวางทั่วโลก แต่ทว่าผู้คนกลับมีจิตใจคับแคบ คับข้องด้วยทุกข์นานาประการ

(ยกตัวอย่างคำถามคำตอบในเว็บไซต์ สองปัญหาประกอบภาพสไลด์)

ดังนั้น จึงใคร่ขอยืนยันว่า ปัญญาเท่านั้น ที่จะอุปการะ ดับทุกข์ของผู้คนอย่างแท้จริง ทีนี้ พระนักบวชโดยส่วนมากกลับไม่ได้เรียนพระอภิธรรม ไม่ได้เข้าถึงปรมัตถธรรมกันเลย

และการเรียนพระอภิธรรมนั้น ไม่มีลาภ ไม่มียศ ประกอบ ดังนั้น จึงกลายเป็นความแห้งแล้ง กันดารต่อการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

ที่ดิฉันไม่สบายใจทุกครั้ง ที่จะมีคนใดคนหนึ่งกล่าวว่า ศาสนาทุกศาสนา นั้นก็เหมือนกัน เพราะสอนให้คนเป็นคนดีทั้งนั้น... ลองคิดดูเถิด หากเป็นเช่นนั้น การบำเพ็ญบารมีของเหล่าพระโพธิสัตว์ที่ไม่อาจจะนับชีวิตที่เข้าแลกเพื่อการตรัสรู้นั้น ก็คงจะเป็นอันสูญเปล่าเสียแล้ว..... การอุบัติเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าก็คงนับว่า ไม่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่แต่ประการใด เพราะใคร ๆ หรือลัทธิอื่น ๆ ก็สอนเหมือนกัน

ในยุคที่โลกว่างจากศาสนานั้น ทานเขาก็มีสอนกัน ศีลก็มี สมาธิ ก็มีอยู่แล้ว ประโยชน์อะไรที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติมาแล้วก็สอนเหมือนคนอื่น ๆ... ดังนั้นความไม่เหมือนตรงนี้ ผู้ที่เรียนปรมัตถธรรมนั่นแหละจึงจะเข้าใจ เพราะเป็นอารมณ์แห่งสัพพัญญุตญาณที่ยอดเยี่ยม ที่ทำให้ชนทั้งหลายเข้าถึงประโยชน์ทั้งสามได้

ในวันหนึ่งที่ผ่านมาในชีวิตของดิฉัน..... ดิฉันได้โอกาส มีผู้มาแนะนำให้ดิฉันเพื่อมาพบสมบัติอันยิ่งนี้

และวันนี้ ดิฉันขอถวายโอกาสนั้นแด่พระคุณเจ้า ขอถวายคำแนะนำว่า...... ขอได้โปรดสนใจในการเรียนปรมัตถธรรมกันเถิด เพื่อจะได้รักษาพระศาสนาไว้อย่างถูกต้อง และจะได้เป็นปัจจัยให้ได้ทำธุระในพระศาสนาได้อย่างถูกต้องตามที่พระพุทธองค์ทรงมอบมรดกไว้ให้ด้วย

(กล่าวเรื่อง ศาสนาพุทธ ไม่ได้รักษาได้ด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ต้องใช้ปัญญา ซึ่งเป็นการตอบปัญหาในเว็บไซต์)

บัดนี้ ขอให้การแนะนำของดิฉันในวันนี้ จงเปรียบเสมือนการหยั่ง “ เมล็ดโพธิ์ ” ในที่ดินอันอุดมแล้ว ขอให้ “ ต้นโพธิ์ใหญ่ ” จงบังเกิดขึ้น เพื่อเป็นที่พึ่งแก่หมู่นกกาในภายภาคหน้าด้วยดีเถิด

 

วันนี้ ดิฉันเป็นเพียงฆราวาสหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ซึ่งได้มายืนต่อหน้าพระคุณเจ้าทั้งหลาย อ้อนวอน ขอร้อง ให้พระคุณเจ้าทั้งหลายโปรดโอบอุ้มพระศาสนาด้วยดีเถิด เพราะพระคุณเจ้าทั้งหลายมีอำนาจ มีกำลัง ผู้คนทั้งหลายเคารพและศรัทธาท่านเป็นอันมากอยู่แล้ว

ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายท่านโปรดเห็นความสำคัญแห่งการสนใจศึกษาปรมัตถธรรมนี้ แล้วบางที ท่านอาจจะเติมเต็มความว่างเปล่าในใจจิตใจที่มีมานานว่า.....

ท่านได้ทำอะไร ? ทำประโยชน์ต่อชาวบ้านอย่างแท้จริงอย่างไร ? และ ได้ช่วยรักษาพระศาสนาได้อย่างไร ? ท่านจะได้คำตอบด้วยตัวของท่านเองค่ะ

ขอกราบนมัสการที่พระคุณเจ้าทั้งหลายได้ให้โอกาสแก่ดิฉัน และได้รับฟังด้วยดีมาตั้งแต่ต้น จนมาถึงวาระสุดท้ายแห่งการถวายคำบรรยาย ณ บัดนี้ ขอกราบนมัสการค่ะ