เรื่องเจ้ากรรมนายเวรนี้ มีนัยที่น่าศึกษากัน จริง ๆ .... เรามักจะได้ยินคำกล่าวอย่างนี้ว่า....
"ผมไปดูหมอดูมา... หมอดูทักว่า ดวงไม่ดี... ให้ทำบุญอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรเสีย จะได้พ้นเคราะห์... " หรือไม่ก็มีผู้รู้แนะนำว่า... "คุณทำบาปไม่ดีมามาก ให้ไปแก้ไขด้วยการทำบุญอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรเสีย จะได้หมดกรรมโดยเร็ว..." อย่างนี้ก็มีให้ได้ยินได้ฟังกันเสมอ ๆ
เกี่ยวกับเจ้ากรรมนายเวรนั้น คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่าเป็นใครที่ตายไปแล้ว ที่เราอาจจะเคยกระทำไม่ดีต่อเขา มีการเบียดเบียนเขา เป็นต้น แล้ว "เขา" เหล่านั้น ยังผูกโกรธอยู่ จึงทำให้เราต้องมารับผลที่ไม่ดีหลาย ๆ อย่าง กลายเป็นว่า เจ้ากรรมนายเวรนั่นแหละ มีอำนาจ ดลบันดาลให้เรารับวิบากกรรมที่ไม่ดีได้ และการทำบุญ ให้เขา เขาก็จะยกโทษให้ เรื่องนี้เป็นเรื่องความเห็นที่ไม่ถูกต้อง ทั้งในแง่เหตุผลก็ดี เกี่ยวกับตัวตนก็ดี
หากจะเรียก "เจ้ากรรม" แล้วไซร้ใครเล่าเป็น เจ้ากรรม... ?
ก็เราผู้กระทำกรรมมิใช่หรือที่เป็นเจ้าของกรรม ?... เป็นผู้กระทำกรรม... ขอให้เข้าใจประเด็นนี้ให้ถูกก่อน
แล้วกรรมที่เราทำสำเร็จลงไปแล้ว ทั้งกรรมดีและกรรมชั่วนั้น เราทำด้วยจิต ที่เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง...เจตนาที่เป็นไปกับบุญประการหนึ่ง ที่เป็นไปกับบาปประการหนึ่งนั้น แม้จิตที่ทำกรรมนั้นจะดับลงไปแล้ว แต่เขายังเก็บอำนาจไว้อยู่ รอโอกาสที่จะส่งผลให้เป็นอารมณ์แก่วิบากจิต เมื่อเหตุปัจจัยครบถ้วน...นี่เองเป็นที่มาของการรับผลกรรมแห่งสัตว์โลกทั้งหลาย หาได้ใช่ใครคนใดคนหนึ่งมีอำนาจมากระทำให้เราต้องรับผลอันเป็นวิบากไม่
ส่วน "นายเวร" นั้นเล่า ควรจะเป็นใครในที่นี้.. ? ก็บรรดาสัตว์โลกทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดกันมานับเวลาไม่ได้นั้น ย่อมมีการผูกอาฆาต จองเวรพยาบาทกันได้ เป็นเรื่องธรรมดา เพราะสภาพธรรมที่เป็น "โทสะ" เป็นของมีอยู่ประจำจิตใจของสัตว์ทั้งหลาย กรรมที่ได้จองเวรอาฆาตพยาบาท ก็ได้ซัดให้สัตว์ทั้งหลายเกิดมาเป็นผู้อาฆาตกันบ้าง จองล้างจองผลาญกันบ้าง ประหัตประหารกันบ้าง แม้ในพระไตรปิฎก ท่านก็แสดงไว้หลายเรื่อง ยิ่งอาฆาตพยาบาทกันทั้งคู่ก็ยิ่งแล้วกันใหญ่ ต้องตามฆ่าตามล้างแค้นกันเรื่อยไป ด้วยเหตุนี้พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า "เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร" นั่นเทียว...
ถามว่า... เราควรใส่ใจในเรื่อง "นายเวร" ไหม.. ? ต้องถามต่อว่า... ประโยชน์อะไรกับการใส่ใจเรื่องเจ้ากรรมนายเวรด้วยเล่า ..? ใจที่เราปรารภถึงเจ้ากรรมนายเวรนั้น มักเป็นจิตที่เศร้าหมองหดหู่ หวาดกลัว เพราะส่วนใหญ่เราก็มักจะไปคิดถึงเรื่องไม่ดีที่ทำไว้ หรือคิดว่าทำไม่ดีไว้อย่างนี้เป็นต้น...ใจก็เป็นไปกับอกุศล แทนที่จะเป็นกุศลเกิดขึ้นมา
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องไม่ควรใส่ใจ กรรมใด ๆ ที่ทำจบไปแล้ว ล้วนแก้คืนไม่ได้ ควรใส่ใจที่จะระงับเวร ระงับโทษในปัจจุบันดีกว่า บางคนทำบุญอุทิศให้เจ้ากรรม นายเวรทุกวัน ที่ทำอย่างนั้นเพราะตัวอยากได้รับการ อภัยโทษ แต่กระนั้น ตัวไม่เคยที่จะลดละความอาฆาตพยาบาทใครสักคนในชีวิต ยังคงเกลียด ยังคงแค้น ยังคงชิงชัง ยังผูกโกรธผูกอาฆาตมิรู้ลืม อภัยไม่ได้เลย....
ตัวขอขมาเจ้ากรรมนายเวรเพราะอยากให้เขา "ให้อภัย" ตนมิใช่หรือ.. ? แต่เหตุใดตัวจึง "ให้อภัย" ผู้อื่น ไม่ได้เล่า.. ?
เห็นได้ว่า บุคคลทั้งหลายควรจะใส่ใจให้ความสำคัญกับเหตุใหม่ (กรรมในปัจจุบัน) มากกว่า.. เราควรให้อภัย ละเว้นการผูกอาฆาตพยาบาทในปัจจุบันนี้ นี่แหละ เพื่อไม่เป็นการผูกเวรกับใครต่อใคร...
ทีนี้การอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรเล่า.. ? ตอบว่า ต้องถามตัวเราว่า ถ้าใครสักคนที่เราโกรธ เรา เกลียดนักหนา เขาทำบุญแล้วเราอยากจะอนุโมทนากับ เขาไหม ..? อย่าว่าอย่างนั้น อย่างนี้เลย โกรธแล้วหน้ายังไม่อยากมอง ยิ้มยังยิ้มให้ไม่ได้เลยฉันใดก็ดี บุคคลที่ผูกอาฆาตกันนั้น ย่อมอนุโมทนาบุญของอีกฝ่ายไม่ได้ แล้วเรื่องที่แสดงไว้เกี่ยวกับการอุทิศส่วนกุศลนั้น ได้แสดง ไว้ว่า มีเพียงเปรตชนิดหนึ่งที่ใกล้จะหมดวิบากในอบายที่ชื่อ ปรทัตตุปชีวี เท่านั้น ที่จะรับส่วนบุญที่เราอุทิศให้ได้ และเปรตนั้นต้องอนุโมทนาบุญด้วยจึงจะได้รับ ถ้าไม่อนุโมทนาก็ไม่ได้รับ... เวลาเราทำกุศลและทำปัตติทานกุศล คือการอุทิศส่วนบุญนั้น ขอลองให้นึกดูถึงจิตใจ ของเราที่มีความอิ่มใจ ในบุญที่เราทำแล้ว และคิดจะแผ่ไปให้ผู้อื่นได้รับ เราเป็นผู้ให้ก็ร่าเริงใจที่จะให้ ส่วนผู้รับก็เต็มใจที่จะรับ จิตใจของเราที่เป็นไปกับบุญนั้นย่อมมีต่อเนื่องในขณะนั้น... ครั้นแล้วเราไปปรารภถึงเจ้ากรรมนายเวร ใจก็สะดุดเพราะความเกรงกลัวต่อความไม่ดีที่อาจจะพึงมีในอดีต ทำให้กระแสบุญของเราสะดุดหยุดยั้งไปกลายเป็นอกุศลเกิดแทน...
เพราะเหตุนี้ บุคคลจึงไม่สมควรใส่ใจให้ความสำคัญในเรื่องนี้จนเกินไปนัก ทำใจให้อิ่มเอมในบุญ เจริญกุศลอยู่เนือง ๆ บุญที่ทำแล้วอยู่เสมอ ๆ นั่นเอง จะเป็นปัจจัยให้ผลแห่งกรรมดีในอดีตได้โอกาสส่งผล อย่ามัวหวั่นไหวในเรื่องเจ้ากรรมนายเวรเลย บางคนกังวลเอามาก ๆ อกุศลเกิดแทน เลยเป็นบาปไปเสีย แล้วคิดบ่อย ๆ อกุศลเกิดบ่อย ใจก็เศร้าหมอง ยิ่งแย่ไปกันใหญ่ ให้สนใจในปัจจุบันจะเกิดประโยชน์ ปรารภอดีตมีแต่โทษมีแต่ภัย บางคนเอาแต่นึกถึงแต่เรื่อง เจ้ากรรมนายเวรนี้ จนไม่มีความสุข หวาดหวั่นเอามาก ๆ ก็มี อะไร ๆ ก็โทษเอาแต่ เจ้ากรรมนายเวรนั่นแหละ... ไม่โทษตัวเองเอาเลย.... |
|