อนุปุพพิกถา ตอนที่ ๔  
โดย อาจารย์ปราโมช น้อยวัฒน์

ในคำสอนของพระพุทธองค์จะทรงสอนตั้งแต่ธรรมเบื้องต้น เพื่อจะอบรมจิตใจของคนให้มีจิตใจอ่อนโยนก่อน โดยการสอนให้รู้จัก “ ให้ทาน ” เพื่อจะเป็นเครื่องผูกพันน้ำใจกันให้รักใคร่ เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน แล้วก็มีเมตตาต่อกัน เพื่อให้เห็นประโยชน์ของการทำความดีว่าทำแล้วย่อมได้รับความสุข ฉะนั้นจึงทรงสอนให้ “ รักษาศีล ” เพิ่มขึ้นอีก ก็เพื่อที่จะได้รักษาตนเองให้พ้นจากเวรภัย จน กระทั่งให้พ้นทุกข์ไปตามลำดับ

เพราะว่าคนที่วุ่นวายอยู่ทุกวันนี้นั้น ล้วนเกิดมาจากความทุกข์ที่บีบคั้นทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ต้องดิ้นรนเพื่อที่จะแสวงหาความสุขมาแก้ทุกข์ด้วยวิธีต่าง ๆ แต่เพราะเหตุที่ไม่รู้ว่าสุขจริง ๆ นั้นเกิดจากอะไร ฉะนั้นจึงเป็นเหตุให้หาความสุขที่แท้จริงไม่พบ แต่ถ้าหากว่าท่านได้มาศึกษาคำสอนของพระพุทธองค์แล้ว ท่านจะรู้เหตุผลตรงตามความเป็นจริงทุกอย่าง เมื่อท่านต้องการผลอะไรท่านจะสามารถทำเหตุได้ถูกต้อง ความรู้นี้จะนำเอาความสุขมาให้ท่าน ส่วนความทุกข์ที่ท่านไม่ต้อง การก็จะไม่พบ

เพราะว่าการรู้เหตุผลตามความจริงนี้เป็นประโยชน์มาก ทำให้คนมีหิริ โอตตัปปะ คือมีความละอายบาป เกรงกลัวต่อบาป โดยที่ไม่ต้องใช้กฎหมายใด ๆ มาบังคับ แต่ว่าใช้กฎแห่งความจริงนี้เป็นผู้สอนจะทำให้คนที่ทำชั่วนั้นกลายเป็นคนดีได้ เพราะว่าถึงแม้การที่จะทำคนชั่วให้เป็นคนดีโดยการใช้อาวุธยุทธภัณฑ์มาแก้ ก็ไม่สามารถที่จะทำคนชั่วให้กลับเป็นคนดีได้เลย

มีแต่ธรรมะเท่านั้นที่จะทำคนชั่วให้เป็นคนดีได้ และทำคนที่มีทุกข์ให้พ้นจากทุกข์ได้ เพราะได้รู้เหตุผลในคำสอนของพระพุทธองค์แล้วย่อมจะรู้ว่าการทำบาปนั้นให้ผลเป็นทุกข์ ส่วนการทำบุญก็ให้ผลเป็นความสุข คำสอนในพระพุทธ ศาสนานี้ท่านจึงเปรียบเหมือนว่า พระพุทธองค์ได้นำเอาแสงสว่างมาส่องโลก เพื่อที่จะ ให้สัตว์ผู้จมอยู่ในความมืดนี้ได้เห็นทางที่จะไปสู่ความพ้นทุกข์ เพราะว่าธรรมของพระพุทธองค์นี้มีไว้เพื่อละกิเลสเป็นสำคัญ เช่นพระพุทธองค์ทรงสอนให้มีศีล เพื่อที่จะให้บุคคลทั้งหลายละกิเลสอย่างหยาบที่เกิดขึ้นทางกายวาจา ส่วนที่สอนสมาธิก็เพื่อให้ละกิเลสอย่างกลาง คือนิวรณ์ที่กลุ้มรุมจิตใจให้เป็นทุกข์ ถ้าทำสมาธิให้จิตสงบได้ จิตใจก็ไม่เป็นทุกข์ ส่วนที่สอนปัญญาเพื่อให้ละกิเลสอย่างละเอียดที่ทำให้หลงไม่รู้ความจริง ทำให้ได้รู้ความจริงจึงพ้นจากกิเลสได้ พ้นจากทุกข์ได้เด็ดขาด เพราะกิเลสเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ อย่างเช่นเวลาที่โลภมาก ๆ มีความสุขไหม.. ? หรือว่าโกรธมาก ๆ มีความสุขไหม.. ? หรือว่าหลงมาก ๆ มีความสุขไหม.. ? เพราะยิ่งหลงมากเท่าไรก็ยิ่งเพิ่มความโลภความโกรธให้มากขึ้นไปอีก ทุกข์ก็ยิ่งมากขึ้น ในโลกนี้จึงไม่มีอะไรจะร้ายกาจยิ่งกว่ากิเลส เพราะกิเลสเป็นเหตุให้เราทำอะไรได้ทุก ๆ อย่าง แล้วกิเลสก็ทิ้งความทุกข์เดือดร้อนไว้ให้ เราจึงต้องพบกับความทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเรายังตกเป็นทาสของกิเลส แต่ถ้าเราได้รู้จักธรรมะของพระพุทธองค์แล้วปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ เราจะมีวิธีเอาชนะกิเลสทำตนให้พ้นจากทุกข์ได้

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงได้สอนให้ละกิเลสอย่างหยาบด้วยการรักษาศีล

ศีลได้แก่ธรรม ๔ อย่าง คือ ๑.เจตนา ๒.เจตสิก ๓.ความสำรวม ๔.ความไม่ก้าวล่วง ชื่อว่าศีลทั้งนั้น

๑. เจตนา เจตสิก ชื่อว่าศีล เพราะมีเจตนาตั้งใจรักษาศีล เมื่อตั้งใจแล้ว ก็รักษาศีลไว้ได้ไม่ให้ขาด เจตนาก็ชื่อว่าศีล
๒. เจตสิก ชื่อว่าศีล คือคนเราที่ศีลขาดก็เกิดมาจากความโลภ ความโกรธ ความหลง แต่ถ้าเราไม่โลภไม่โกรธไม่หลงรักษาจิตใจให้เป็นกุศล ศีลก็ไม่ขาด คือมีการเว้นจากการกระทำชั่วทางกายวาจา ที่เรียกว่า วิรัติศีล คือมีสัมมากัมมันตะ การทำการงานชอบทางกาย คือไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ไม่ล่วงกาม แล้วมีสัมมาวาจาคือทำการงานชอบทางวาจา คือไม่พูดปด ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ และมีสัมมาอาชีวะคือมีอาชีพชอบ เพราะเว้นจากความชั่วทางกาย ทางวาจาได้ จัดว่าเป็นอาชีพชอบ คือผู้ใดที่เว้นความชั่วทางกายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ เหล่านี้ได้ศีลก็ไม่ขาด เจตสิกเหล่านี้คือความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง และสัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะ จึงชื่อว่าศีล
๓. การสำรวม ก็ชื่อว่าศีล เพราะอาศัยมีสติกั้นบาปอกุศลไม่ให้เกิดขึ้น ศีลย่อมไม่ขาด การสำรวม คือมีสติ ทำให้จิตตั้งอยู่ในกุศล ก็ชื่อว่าศีล
๔. การไม่ก้าวล่วง คือไม่ก้าวล่วงกิเลสอย่างหยาบที่ล่วงออกมาทางกายวาจา ก็ชื่อว่าศีล เช่นไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ล่วงกาม ไม่พูดปด ไม่เสพดื่มของเมา ศีลก็ไม่ขาด ฉะนั้นการไม่ก้าวล่วงกิเลสอย่างหยาบ ก็ชื่อว่าศีลและที่ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าตั้งไว้หรือทรงไว้ คือศีลนั้นเป็นที่ตั้งให้เกิดกุศลทั้งปวง ถ้าหากว่าศีลไม่เกิดแล้วกุศลใด ๆ ก็เกิดไม่ได้ ที่ว่าทรงไว้เพราะทรงกายวาจาให้เป็นสุจริต ไม่ให้ทำทุจริตก็ชื่อว่าศีล ศีลจึงมีการรวบรวมความดีคือรวบ รวมเอากุศลไว้ได้เป็นลักษณะ มีการกำจัดความทุศีลคือบาปเป็นกิจ มีความสะอาดกายวาจาใจเป็นผลปรากฏ และมีหิริโอตตัปปะเป็นเหตุใกล้ให้เกิด นี้เป็นความหมายของศีล ถ้าเราจะรักษาศีลเราก็ต้องรู้เหตุผลในเรื่องของศีลให้ดี เราถึงจะรักษาศีลเอาไว้ได้ และศีลที่ชาวโลกควรรักษาก็คือศีล ๕ นั่นเอง

เพราะศีล ๕ ทำให้พ้นจากเวรภัย ๕ ประการคือ
๑. พ้นจากความเป็นคนโหดร้าย โดยการไม่ฆ่าสัตว์
๒ พ้นจากความเป็นคนมือไว โดยการไม่ลักทรัพย์
๓. พ้นจากความเป็นคนใจเร็ว โดยการไม่มักมากในกาม
๔. พ้นจากความเป็นคนพูดปด โดยพูดความจริง
๕. พ้นจากความเป็นคนขาดสติ คือพ้นจากความเป็นคนบ้า โดยการไม่ดื่มของเมา

หมายความว่า ถ้าเราไม่เบียดเบียนคนอื่นให้เดือดร้อน ผลก็ทำให้เราพ้นจากผู้อื่นเบียดเบียน เพราะผลทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุ เมื่อไม่ทำเหตุ ผลก็ไม่มี การรักษาศีล ๕ จึงทำให้ปราศจากเวรภัยพ้นจากทุกข์ และศีล ๕ จัดว่าเป็นศีลประจำโลก เพราะเป็นศีลที่มนุษย์จะต้องรักษาเป็นนิจศีลเพื่อความสุขของตัวเองและเพื่อความสงบสุขของโลก โลกจะสงบร่มเย็นได้ก็เพราะชาวโลกประพฤติศีล ๕ ผู้ที่มีศีล ๕ ก็สามารถจะรักษาอัตภาพของความเป็นมนุษย์ไว้ได้ เพราะผู้มีศีล ๕ สามารถป้อง กันไม่ให้ไปตกอบายได้ และศีล ๕ ยังเป็นเหตุให้ได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ก็ได้

ดังเช่นเรื่องของพ่อค้า ๗๐๐ คน ได้ ลงเรือสำเภาไปค้าขายทางทะเล เมื่อออกเรือไปได้ ๗ วัน เรือก็เกิดทะลุขึ้นมาน้ำเข้าเรือ พวกพ่อค้าทั้งหลายต่างก็ พยายามอ้อนวอนให้เทวดาของตน ๆ ช่วย เพราะกลัวสำเภาจะแตกทำให้พวกตนต้องตายในทะเลกันหมด ก็ในสำเภานั้นมีพ่อค้าคนหนึ่งที่ไปค้าขายกับเรือสำเภานี้ ก่อนที่เขาจะออกเดินทางไปค้าขาย เขาได้ถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์แล้วก็รับไตรสรณาคมน์และสมาทานศีล ๕ เมื่อสำเภาจะแตกเขาก็นึกถึงทานกับไตรสรณาคมน์และศีล ๕ ของเขาอยู่ตลอดเวลา โดยที่ไม่มีอาการสะดุ้งกลัวแต่อย่างใด ส่วนพวกพ่อค้าคนอื่น ๆ เห็นเขาไม่สะดุ้งกลัวอย่างนั้นก็สงสัย จึงถามว่าไม่กลัวหรือที่ว่าเรือแตกแล้วจะต้องตาย เขาบอกว่าเขาไม่กลัว เพราะเหตุว่าเขาได้สมาทานศีล ๕ ไว้ดีแล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะต้องตายไปเขาก็ได้ไปเกิดในที่ดี ๆ พวกพ่อค้าเหล่านั้นก็ถามเขาว่า ถ้าหากว่าพวกเขาจะขอสมาทานศีล ๕ บ้างจะได้ไหม พ่อค้าคนนั้นก็บอกว่า “ ได้ ” แล้วก็ให้พวกพ่อค้าเหล่านั้นให้เข้าแถว ๆ ละ ๑๐๐ คน รวมเป็น ๗ แถว แล้วเขาก็ให้สมาทานศีล สำหรับแถวแรกคนที่ยืนรับศีลอยู่ ในเวลานั้นน้ำก็ท่วมถึงข้อเท้า แถวที่ ๒ เวลาที่รับศีลน้ำก็ท่วมถึงหัวเข่า แถวที่ ๓ น้ำก็ท่วมขึ้นมาถึงสะเอว แถวที่ ๔ น้ำก็ท่วมขึ้นถึงสะดือ แถวที่ ๕ น้ำก็ท่วมขึ้นถึงนม แถวที่ ๖ น้ำก็ท่วมขึ้นถึงคอ และแถวที่ ๗ น้ำก็ท่วมขึ้นถึงปาก พอเขาให้ศีลจบแล้วเขาก็ร้องประกาศด้วยเสียงอันดังว่า ให้ทุกคนจงรักษาศีลเพราะไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งแล้ว จะมีก็แต่ศีล ๕ เท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งของตนได้ ฉะนั้นจงพยายามนึกถึงแต่ศีล ๕ ในที่สุดพวกพ่อค้าเหล่านั้นก็ถูกน้ำท่วมตายหมด เมื่อตายแล้วก็ได้ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่ในดาวดึงส์ เมื่อไปเกิดอยู่ในที่นั้นก็ระลึกถึงเหตุการณ์ที่ตนมาเกิดในที่นี้ได้ว่า มาได้ด้วยอำนาจของศีล ๕ พวกเทวดาเหล่านี้ต่างก็พากันลงมาเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดนั้นให้พระพุทธองค์ฟังและพวกเขาได้กล่าวว่าที่พวกเขาได้ที่พึ่งก็เพราะธรรมะของสัตบุรุษแนะนำให้เขารักษาศีล ๕ ศีล ๕ จึงได้นำพวกเขาได้มาเกิดในสวรรค์ แต่ถ้าหากว่าเขาไม่ได้รักษาศีล ๕ แล้ว จิตใจตกอยู่ในความกลัวในเวลานั้นเขาก็คงจะต้องไปเกิดในอบายเป็นแน่ ด้วยเหตุนี้การรักษาศีล ๕ จึงมีอานิสงส์มากอย่างนี้ ขอให้เราตั้งใจรักษาศีล ๕ จริง ๆ ก็สามารถจะเป็นที่พึ่งให้เราพ้นทุกข์ได้

ในการรักษาศีล ๕ ที่จะให้มั่นคงยิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็จำเป็นต้องอาศัยมีธรรม ๕ ที่เรียกว่า เบญจธรรม เป็นเครื่องช่วยอุปการะเพื่อที่จะให้ศีลนั้นมั่นคงแข็งแรงขึ้น เบญจธรรม ๕ ได้แก่

๑. จะต้องปลูกฝังตนเองให้เป็นคนมีเมตตากรุณา คือปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข หรือว่ามีกรุณาปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นจากทุกข์ เพราะว่าเราไม่ชอบความทุกข์ฉันใด คนอื่นก็ไม่ชอบความทุกข์ฉันนั้นเหมือนกัน ดังนั้นจึงควรที่จะมีเมตตาต่อกัน เพราะคนที่มีเมตตาแล้วย่อมจะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้เป็นทุกข์

๒. จะต้องปลูกฝังให้เป็นคนมีอาชีพชอบ คือมีงานทำเป็นสัมมาอาชีพ ก็จะได้ไม่ไปเบียดเบียนลักทรัพย์ของผู้อื่น

๓. จะต้องปลูกฝังให้ตนเองเป็นคนที่มีสทารสันโดษ คือรู้จักยินดีเฉพาะในคู่ครองของตนไม่เป็นคนมักมากในกาม ย่อมจะไม่ทำให้ลูกเมียหรือสามีของคนอื่นเดือดร้อน

๔. จะต้องปลูกฝังให้ตนเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริต มีสัจจะ ไม่หลอกลวงคนอื่นให้เสียหาย

๕. จะต้องปลูกฝังให้ตนเป็นคนมีสติ ไม่ประมาท คือไม่ไปเสพสิ่งเสพติดให้เป็นโทษแก่ตนเอง

ถ้าหากว่าคนทั้งหลายมีการปลูกฝังให้มีคุณธรรมเหล่านี้ คือมีเมตตากรุณา มีสัมมาอาชีพ มีสทารสันโดษ มีสัจจะ มีสติ ก็สามารถประพฤติมั่นคงใน ศีล ๕ ย่อมจะรักษาตัวเองให้พ้นจากเวรภัยทั้ง ๕ ได้ ชีวิตก็จะมีแต่ความสุขเมื่อทำเหตุถูกต้อง

เพราะคนเราทุกคนต่างก็มีความปรารถนาต้องการความดี ต้องการความ สุข แต่ที่ทำดีไม่ได้ก็เพราะไม่รู้เหตุผลความจริงว่าการเบียดเบียนให้ผู้อื่นเป็นทุกข์นั้น ก็คือการเบียดเบียนตนเองให้เป็นทุกข์นั่นเอง คือให้ทุกข์แก่ท่านอย่างไรทุกข์นั้นก็ต้องถึงตัวเองฉันนั้น

ฉะนั้นผู้ใดที่ได้มารู้จักธรรมะของพระพุทธองค์ ก็เหมือนกับได้พบแสงสว่างส่องทางให้รู้ทางผิดและทางถูก การที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ท่านจึงถือว่าเป็นลาภอันประเสริฐ เพราะมนุษย์แปลว่าผู้มีใจสูง หรือผู้มีใจกล้า ที่ว่าใจสูงเพราะสามารถที่ทำกุศลได้ทุกอย่าง จนกระทั่งถึงความพ้นทุกข์ แม้ไปเกิดเป็นเทวดาหรือว่าไปเกิดเป็นพรหมซึ่งมีความสุขยิ่งกว่ามนุษย์ พระพุทธองค์ก็ยังไม่สรรเสริญว่าประเสริฐเหมือนกับการได้เกิดเป็นมนุษย์ เพราะการไปเกิดเป็นเทวดาหรือเป็นพรหมนั้นส่วนมากก็ไปเสวยผลของความสุข แล้วก็เพลิดเพลินอยู่กับความสุข ทำให้ลืมทำกุศล เมื่อหมดผลของกุศลแล้วก็ต้องกลับมาลงที่ต่ำอีก คือกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ หรือบางทีก็ต้องไปตกอบายก็มีมาก เพราะเหตุที่ลุ่มหลงความสุขจนเกินไป แต่ถ้าบุคคลใดได้เจริญภาวนากุศลไว้มาก เมื่อตายไปเกิดเป็นเทวดาหรือว่าเป็นพรหม ก็ไปเจริญภาวนากุศลต่อได้ เมื่อตายจากภพนั้นก็จะได้ไปเกิดในภพสูง ๆ ต่อไปได้ หรือบางทีก็พ้นจากทุกข์ไม่ต้องเกิดอีกต่อไป

ส่วนกุศลขั้นทานหรือขั้นศีลนี้ ไม่มีในเทวดา ไม่มีในพรหม เพราะในเทวดาหรือพรหมนั้นเป็นภพที่สมบูรณ์ด้วยทิพย์สมบัติ ไม่มีผู้ยากจนจึงไม่ต้องทำทาน แม้ศีลก็ไม่ต้องรักษาเพราะมีความสุขพร้อมทุกอย่าง การเบียดเบียนกัน ฆ่ากัน ลักทรัพย์ ล่วงกาม พูดปด หรือว่าการเสพเครื่องดองของเมาก็ไม่มีในสวรรค์ ฉะนั้นเทวดาจึงไม่มีการล่วงศีล

เทวดาเมื่อไม่มีการล่วงศีล กุศลศีลก็ไม่เกิดเพราะไม่มีเจตนา ตั้งใจเว้น และไม่มีเจตสิกที่คิดจะงดเว้น ไม่มีสติสำรวม ไม่คิดที่จะก้าวล่วงกิเลสอย่างหยาบ มีแต่ความเพลิดเพลินอยู่กับความสุข ทำให้ไม่ได้คิดถึงกุศลจึงเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายมัวเมาหลงไปรู้ความจริง ไม่รู้ว่าที่ตนเองมาเกิดในที่นี้ได้ก็เพราะผลแห่งกุศลนำมา จึงเป็นเหตุให้ลืมทำกุศล เพราะฉะนั้นการไปเกิดในสวรรค์ถ้าหากว่าไม่มีภาวนากุศลติดตามไปให้ได้ไปเจริญกุศลต่อ ก็นับว่าเป็นอันตรายมาก เพราะเมื่อตายจากเทวดา ก็อาจไปเกิดในอบายได้ง่ายด้วยอำนาจของโลภะ ความเพลิดเพลินยินดีในกามคุณอารมณ์จนเกินไป ด้วยเหตุนี้การไปเกิดเป็นเทวดาหรือว่าเป็นพรหม พระพุทธองค์จึงไม่สรรเสริญว่าเป็นการเกิดที่ประเสริฐ เพราะโอกาสที่จะทำกุศลได้ทุกอย่างนั้นมีน้อยกว่ามนุษย์

แต่ถึงแม้ว่าได้เกิดเป็นมนุษย์มีโอกาสที่จะทำกุศลได้ทุกอย่าง แต่บางคนก็ไม่ทำ ฉะนั้นการเกิดเป็นมนุษย์อย่างนั้นก็ไม่ประเสริฐเลย เพราะมนุษย์บางคนใจกล้าอาจทำชั่วได้ถึงที่สุดยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานเสียอีก เพราะว่าสัตว์เดรัจฉานด้วยกันยังไม่โกงกัน ไม่ลักขโมยกัน หรือว่าเบียดเบียนกันให้เดือดร้อนมากมาย แต่ส่วนมนุษย์ด้วยกันนั้นถ้าทำความความชั่วแล้ว ก็เบียดเบียนกันให้เกิดความเดือดร้อนได้มากที่สุด แล้วการเบียดเบียนของมนุษย์ด้วยกันนั้น ก็กล้ากระทำถึงขนาดฆ่าพ่อฆ่าแม่ของตนเองก็ได้ อันเป็นเหตุให้ต้องไปเกิดในอเวจีมหานรก หรือพวกที่เป็นมิจฉาทิฎฐิมีความเห็นผิดว่าบาปบุญไม่มีผล ซึ่งเป็นความเห็นผิดที่เที่ยงแท้แน่นอนที่ทำให้ปฏิเสธเหตุปฏิเสธผลทั้งหมด อันนี้ก็เป็นเหตุให้ผู้นั้นต้องไปตกอบายถึงโลกันตมหานรก เป็นทุกข์หนักยิ่งกว่าอเวจีมหานรกอีก

ในการเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้แบ่งไว้เป็น ๔ ประเภท คือ

๑.มนุสเปโต

๒.มนุสนิรยโก

๓.มนุสเดรัจฉานโน

๔.มนุสมนุสโส

สำหรับมนุสเปโต หมายถึง มนุษย์ที่เกิดมามีความอดอยากยากจนหาไม่พอกิน หรือว่าบางคนก็มีร่างกายพิการเที่ยวขอทานเขาเลี้ยงชีพ มีความหิวโหยอาหารดังอาการของพวกเปรต ถึงแม้บางคนเกิดมาเป็นมนุษย์ร่างกายสมบูรณ์ แต่ว่าจิตใจมีความหิวกระหายอยากได้ในสมบัติไม่รู้จักพอ เป็นเหตุให้ทำทุจริตเพราะความอยากได้ ก็เรียกว่ามีความหิวอยู่เสมอ เหมือนอาหารหิวของพวกเปรต จึงเรียกมนุษย์ประเภทนี้ว่าเป็นมนุษย์เปรต หรือว่ามนุสเปโต ถ้าตายจากมนุษย์ไปแล้วก็ไปเกิดเป็นเปรตได้ง่าย เพราะทำเจตนาคล้ายกับพวกเปรต เมื่อตายแล้วจึงต้องไปสู่ภพภูมิที่มีเจตนาเหมือนกับที่ตัวทำไว้เมื่อเป็นมนุษย์ จึงเป็นเหตุให้ไปเกิดเป็นเปรต

ส่วนมนุสนิรยโก ก็หมายถึงมนุษย์ผู้มีใจโหดเหี้ยมดุร้าย ชอบเบียดเบียนผู้อื่นให้เป็นทุกข์เดือดร้อน หรือคนที่มีโทสะจิตเกิดอยู่เสมอ ๆ จิตใจก็มีแต่ความรุ่มร้อนเหมือนไฟ หรือว่าคนที่ถูกเขาจับได้ต้องติดคุกติดตะราง ต้องเสวยผลของความทุกข์ดุจสัตว์นรก เรียกมนุษย์พวกนี้ว่าเป็นมนุษย์สัตว์นรก หรือว่ามนุสนิรยโก

ส่วนมนุสเดรัจฉานโน หมายถึงมนุษย์ที่เป็นคนอนาถายากจน อาศัยผู้อื่นเป็นอยู่มีความเกียจคร้าน ไม่ทำมาหากินด้วยตนเอง เที่ยวเบียดเบียนผู้อื่นเอาแต่ความสบาย กินนอนเสพกาม มีอาการเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน แย่งกันกินไม่มีเมตตากรุณา ก็เรียกมนุษย์ประเภทนี้ว่าเป็นมนุษย์สัตว์เดรัจฉาน หรือว่ามนุสเดรัจฉานโน สำหรับมนุษย์ทั้ง ๓ ประเภทนี้เกิดมาไม่ได้ทำประโยชน์ตน แล้วก็ยังเบียดเบียนผู้อื่นให้เกิดความเดือดร้อนอีก เพราะฉะนั้นการเกิดมาเป็นมนุษย์อย่างนี้ เรียกว่าเกิดมาเสียชาติเปล่า ไม่ได้ทำประโยชน์ทำความดีให้แก่ตนเอง

ส่วนมนุสมนุสโส หมายถึงเกิดมาเป็นมนุษย์ด้วยผลของบุญ มีความสุขสบายมีความประพฤติตั้งตนอยู่ในศีลธรรมบำเพ็ญกุศล สร้างบารมีให้เพิ่มพูนขึ้นต่อ ๆ ไปเพื่อที่จะให้พ้นจากทุกข์ อย่างนี้จัดว่าเป็นมนุษย์ประเสริฐเป็นมนุสมนุสโส คือเกิดมาเพื่อทำประโยชน์ผู้อื่นแล้วก็ยังทำประโยชน์ตนเอง เพื่อให้พ้นจากทุกข์ด้วย ฉะ นั้นเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วตายจากมนุษย์ไป ก็จะได้ไปเกิดในสุคติคือจะได้เกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา แล้วก็ได้ไปบำเพ็ญกุศลต่อ ๆ ไป

ดังนั้นการเกิดเป็นมนุษย์ จะเป็นมนุษย์ประเภทใดก็อยู่ที่การกระทำของตนเอง มนุษย์เป็นภูมิที่รับผลก็ได้ทำเหตุก็ได้ ส่วนการที่รับผลในมนุษย์ท่านถือว่าเป็นเพียงการรับเศษบุญของสวรรค์ หรือว่ารับเศษบาปของอบาย อย่างเช่นคนที่เกิดมาเป็นเศรษฐีหรือเป็นพระราชา ก็เป็นเศษของความสุขในสวรรค์เพียงนิดหน่อยเท่านั้นเอง เพราะว่าสวรรค์นั้นมีความสุขประณีตยิ่งกว่ามนุษย์มากนัก ส่วนเศษของความทุกข์แม้มนุษย์จะได้รับความทุกข์มากมายเพียงไร ก็เป็นเพียงเศษของอบายที่ได้รับความทุกข์แสนสาหัสยิ่งกว่ามนุษย์มากนัก เช่นไปเกิดในอเวจีมหานรกก็จะต้องถูกไฟเผาไหม้อยู่ตลอดกัปป์จะเป็นทุกข์ถึงขนาดไหน ดังนั้นสัตว์โลกทั้งหลายจะไปเกิดที่ไหนย่อมไปตามกรรมที่ตนทำขึ้นเองทั้งสิ้น หาใช่มีคนอื่นมาทำให้ไม่

ด้วยเหตุนี้มนุษย์เมื่อรู้ว่าตนเป็นที่รักยิ่งของตนแล้ว ก็ควรจะรักษาตนไว้ให้ดีด้วยการทำกุศลให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อที่จะได้พ้นจากกิเลสพ้นจากทุกข์ สำหรับการรักษาเพียงแค่ศีล ๕ ก็เป็นเพียงการรักษาอัตภาพของความเป็นมนุษย์ไว้ได้เท่านั้น ยังไม่เป็นศีลที่จะให้เข้าถึงพรหมจรรย์ ฉะนั้นผู้ที่ต้องการจะประพฤติศีลให้ถึงขั้นพรหมจรรย์ คือถึงความพ้นทุกข์ก็ต้องรักษาศีลที่ยิ่งกว่าศีล ๕ ขึ้นไปอีก เพราะว่าพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงเรื่องศีลไว้มีมากมายหลายอย่าง ก็ควรรู้และควรปฏิบัติตามเพื่อที่จะขูดเกลากิเลสให้พ้นจากทุกข์เป็นขั้น ๆ ขึ้นไป

ถาม.......... คนที่อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ฆ่าสัตว์ ไม่ได้ลักทรัพย์ จะชื่อว่าผู้นั้นเป็นผู้ตั้งอยู่ในศีล คือเป็นผู้ที่มีศีลได้หรือไม่ ?

ตอบ.......... ถ้าคนที่อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ฆ่าสัตว์ไม่ได้ลักทรัพย์ กล่าวว่ามีศีลก็ได้หรือ ไม่มีศีลก็ได้ คือแล้วแต่เจตนาของบุคคลนั้น ถ้าหากว่าบุคคลนั้นมีอารมณ์ของศีลจึงจะชื่อว่ามีศีล คือว่าเขามีเจตนาเว้นมีความตั้งใจที่จะเว้น ตั้งใจที่จะรักษาศีลหรือว่าเขามีสติสำรวมอยู่ไม่ทำชั่ว อย่างนี้ถึงจะชื่อว่าเป็นผู้มีศีล

แต่ถ้าหากว่าเขาอยู่เฉย ๆ เขาไม่ล่วงศีลก็จริง แต่ว่าเขาไม่มีเจตนาที่จะเว้นก็ไม่ชื่อว่ามีศีล เพราะถ้าหากว่าคนที่อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ล่วงศีลแล้วจะถือว่าเป็นผู้ที่มีศีล ถ้าอย่างนั้นพวกสัตว์เดรัจฉานไม่ได้โกงใคร หรือไม่ได้ลักขโมยใคร ก็ต้องเป็นผู้มีศีลด้วยใช่ไหม? หรือว่าคนที่ไปติดคุกติดตะรางไม่ได้ทำบาปทำกรรมอะไร ก็เป็นผู้มีศีลหรือ

แต่ความจริงต้องอยู่ที่เจตนา คือว่าผู้นั้นจะเป็นผู้ที่มีศีลได้ก็ต้องเป็นผู้มีอารมณ์ของศีล คือมีเจตนาตั้งใจที่จะรักษาศีล หรือว่ามีการเว้นเมื่อจะล่วงศีล หรือว่ามีการสำรวมมีสติรู้สึกตัวอยู่กับกุศลถึงจะชื่อว่ามีศีลหรือว่ามีการงดเว้นไม่ก้าวล่วงกิเลสอย่างหยาบถึงจะชื่อว่ามีศีล ถ้าหากว่าไม่มีความรู้สึกเป็นไปในอาการอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ชื่อว่ามีศีล

ถ้าหากว่าคนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ล่วงศีล จะบอกไม่ได้ว่าคนนั้นมีศีลหรือไม่มีศีล แต่ถ้าเขามีอารมณ์ของศีลถึงจะชื่อว่ามีศีล ถ้าเขาไม่มีอารมณ์ของศีลก็ชื่อว่าไม่มีศีล เพราะว่าศีลนี้เป็นกุศลจะต้องเจริญกุศลให้เกิดขึ้น เช่นตั้งใจเว้นจะไม่ให้ล่วงศีล จะชื่อว่ามีศีลได้

เพราะคนเราไม่ใช่จะเกิดกุศลตลอดเวลา เพราะเหตุนี้ศีลก็ไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา คือขณะใดที่เราให้ทานรักษาศีลหรือว่าเจริญภาวนาจิตเป็นกุศล ถึงจะชื่อว่ามีศีลได้ แต่ถ้าหากเวลาใดที่เราปล่อยจิตให้เพลิดเพลินไปตามอารมณ์ก็เป็นโมหะ ถ้าเราชอบใจในอารมณ์ก็เป็นโลภะ ถ้าขัดเคืองในอารมณ์ก็เป็นโทสะ ดังนั้นปุถุชนคนธรรมดา ถ้าจิตไม่เป็นกุศลก็ต้องเป็นอกุศลจะเป็นกิริยาไม่ได้เลย เพราะเรายังเป็นคนมีกิเลส ฉะนั้นขณะใดที่เรานึกถึงทานศีลภาวนา ขณะนั้นจิตถึงจะตั้งอยู่ในกุศลได้ แต่ถ้าขณะใดที่เราไม่เคยได้นึกถึงทานศีลภาวนาเลย จิตใจก็จะไหลไปในอกุศลส่วน มาก ก็จะมีโมหะเป็นพื้นอยู่เสมอ เพราะเรายังเป็นคนมีกิเลสอยู่ยังไม่พ้นจากทุกข์ คือยังทำทั้งบุญทั้งบาปเราจึงต้องพบกับความสุขความทุกข์ไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าหากว่าเราได้รู้เหตุผลความจริง เราก็สามารถที่จะรักษาจิตใจของเราให้เกิดกุศลได้บ่อย ๆ ด้วยการเจริญกุศลที่เป็นภาวนา เราก็สามารถเจริญกุศลได้ทุกโอกาส ถ้าเราเข้าใจเหตุผลในคำสอนแล้ว เราก็สามารถที่จะนำเอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับตนเองได้เสมอ

สำหรับอกุศลท่านเปรียบเหมือนกับเป็นเจ้าของบ้านเพราะว่าเกิดกับเราเป็นประจำ ส่วนกุศลท่านเปรียบเหมือนแขกนาน ๆ จะมาหาสักทีหนึ่ง ดังนั้นขึ้นชื่อว่ากุศลแล้วต้องเจริญกุศลจึงจะเกิดได้ แต่ถ้าหากว่าเราอยู่เฉย ๆ กุศลไม่เกิดก็เป็นอกุศลไป ถ้าเราไม่เข้าใจเหตุผลอย่างนี้แม้แต่เพียงรักษาศีลนับว่าเป็นของยาก แต่ถ้าเข้าใจเหตุผลถูกต้อง ก็สามารถที่จะทำกุศลให้เกิดบ่อย ๆ ได้

อย่างศีลข้อที่ ๑ ที่ว่าให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ก็หมายความว่าไม่ทำชีวิตของสัตว์นี้ให้ตกไป ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ต้องไปสู่ความตายทั้งนั้น แต่ว่า ค่อย ๆ ล่วงไป แต่ถ้าหากว่าใครไปฆ่าเขา ทำให้ชีวิตของเขาตกล่วงไปเสียก่อน อย่างนี้ศีลก็ขาด แล้วศีลขาดก็ต่อเมื่อต้องล่วงครบองค์กรรมบถด้วย คือรู้ว่าสัตว์มีชีวิตแล้วก็มีจิตคิดจะฆ่า มีความเพียรเพื่อจะฆ่า และสัตว์ก็ตายด้วยความเพียรนั้น ถ้าหากว่าผู้ใดทำครบองค์กรรมบถก็เป็นเหตุให้ศีลขาด การทำบาปที่ครบองค์กรรมบถนี้ก็เป็นเหตุที่จะให้ปฏิสนธิในอบายได้ แต่ถ้าหากว่าทำไม่ครบองค์กรรมบถก็ให้ผลในปวัตติกาลต่อไป

อย่างเช่นไม่มีเจตนาที่จะคิดฆ่าสัตว์ แต่ว่าสัตว์นั้นตายลงเพราะการกระทำของเรา อย่างเช่นปิดหน้าต่างแล้วก็ทับจิ้งจกตายก็เลยโกรธว่าไม่ใช่ที่อยู่แล้วมาอยู่ตายเสียก็ดี ถ้าหากว่ามีเจตนาคิดอย่างนี้ก็จะทำให้เกิดเจตนาฆ่าขึ้นทีหลัง ทำให้ครบองค์กรรมบถได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าครบองค์กรรมบถแล้ว ก็เป็นเหตุที่จะนำ ไปปฏิสนธิได้ เพราะเหตุที่เราไม่เข้าใจในเหตุผลถึงเรื่องการรักษาศีล จึงเป็นเหตุให้ทำอกุศลกรรมบถครบองค์ แต่ถ้าเราเข้าใจในเหตุผลในการรักษาศีลก็จะเป็นเหตุให้การที่จะล่วงศีล เป็นเหตุให้ไม่ครบองค์กรรมบถได้ จิตที่เป็นอกุศลกับจิตที่เข้าถึงอกุศลกรรมบถก็ย่อมจะไม่เหมือนกัน คือจิตที่เป็นอกุศลยังเป็นกิเลสก็ได้หรือว่าเป็นกรรม แต่ว่าผลอันนี้ย่อมให้ผลเป็นทุกข์ในปวัตติกาล แต่ถ้าอกุศลที่ทำนั้นเข้าถึงองค์กรรมบถครบก็ย่อมจะให้ผลได้ ทั้งในปฏิสนธิกาลและในปวัติกาลก็ได้

เพราะว่า “ กรรม ” แปลว่าการกระทำ ส่วน “ กรรมบถ ” แปลว่าหนทางแห่งการกระทำที่จะทำให้ถึงสุคติและทุคติ ถ้าหากว่าเรากระทำกรรมครบองค์กรรมบถแล้ว ก็ย่อมจะนำปฏิสนธิได้ แต่ถ้าทำกรรมไม่ครบองค์กรรมบถแล้วส่วน มากก็จะให้ผลในปวัตติกาล แต่กรรมบางอย่างที่ไม่ครบองค์กรรมบถก็อาจให้ผลใน ปวัตติกาลได้เหมือนกัน อย่างเช่นพวกกฎัตตากรรมนั้นเป็นกรรมที่มีกำลังอ่อนไม่ครบองค์กรรมบถ แต่นึกได้ในเวลาที่ใกล้จะตายอันนี้ก็เป็นเหตุให้นำปฏิสนธิได้เหมือนกัน

เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจเหตุผลถูกต้อง เราก็สามารถรักษาจิตให้เป็นกุศลได้เสมอ ๆ เวลาที่ใกล้ตายก็จะได้มีอารมณ์ของกุศลเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะฝึกจิตให้เกิดกุศลบ่อย ๆ เพราะจิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้

ส่วนศีลข้อที่ ๒ งดเว้นจากการถือเอาสิ่งของของผู้อื่นมาเป็นของตน คือมีเจตนาตั้งใจจะลักขโมยสิ่งของนั้น ก็จัดว่าเป็นอทินนาทาน แต่ถ้าหากว่าเราถือวิสาสะว่าบุคคลเหล่านี้เป็นคนที่ชอบพอกัน ก็หยิบเอาของของเขาไปใช้โดยไม่มีเจตนาที่จะลักทรัพย์ แม้เจ้าของมารู้ภายหลังเขาโกรธต่อว่าเรา ก็ไม่ชื่อว่าเป็นอทินนาทาน ศีลข้อนี้ก็ไม่ขาดเพราะเราไม่มีเจตนาที่จะขโมย อันนี้ก็ควรเข้าใจเหตุผลไว้ด้วย

ศีลข้อที่ ๓ งดเว้นจากการล่วงกาม โดยประพฤติผิดในหญิงซึ่งมีผู้คุ้ม ครองรักษาในฐานะเป็นเจ้าของผัสสะ คือเป็นสามีหรือว่าคู่หมั้น ถ้าหากว่าชายใดไปล่วงเกินหญิงประเภทนี้ก็ผิดทั้งหญิงทั้งชาย แม้หญิงนั้นเป็นโสเภณีมีสามีแต่สามีไม่อนุญาต หรือว่าหญิงโสเภณีนั้นได้ตกลงไว้กับชายอื่น ถ้าหากว่าไปล่วงกับชายอื่นก่อนก็เรียกว่าผิดทั้งหญิงทั้งชาย แต่ถ้าหากว่าเป็นโสเภณีที่ไม่มีเจ้าของผัสสะ คือไม่มีสามีทั้งหญิงทั้งชายก็เรียกว่าไม่ผิดศีลข้อกาเม ส่วนหญิงที่มีผู้รักษาแต่ไม่ได้เป็นเจ้า ของผัสสะ อย่างเช่นมีพ่อแม่พี่น้องเป็นผู้รักษา ถ้าชายใดไปล่วง ชายนั้นก็ผิดคนเดียวแต่หญิงไม่ผิด แม้หญิงที่เป็นภรรยาตนเองอย่างเช่นว่ากำลังเป็นโรคภัยไข้เจ็บกำลังมีทุกข์มาก ถ้าสามีจะเอาแต่ใจตนเองก็ยังผิดศีลข้อกาเมได้ ฉะนั้นถ้าเราไม่ได้ฟังคำสอนที่ถูกต้องเราก็ไม่รู้เหตุผล ก็ทำให้ผิดศีลได้

ศีลข้อที่ ๔ เว้นกล่าวคำเท็จ คือพูดเรื่องไม่จริง พูดแล้วทำลายประโยชน์ของคนอื่น เมื่อเขาเชื่อก็ผิดศีล แต่ถ้าเขาไม่เชื่อก็ไม่ผิด เพราะผู้นั้นไม่เสียหายก็ไม่ครบองค์กรรมบถ แต่บางทีการพูดไม่จริงแต่พูดเพื่อที่จะรักษามารยาทเพื่อไม่ทำให้ผู้นั้นเดือดร้อน หรือให้เกิดความสบายใจ อย่างเช่นเราไปหาผู้อื่นในเวลาที่เขากำลังทานอาหารกันอยู่ เขาก็เรียกให้เราร่วมรับประทานด้วยกัน แต่เพื่อไม่ให้เกิดความลำบากแก่เขา เราก็บอกว่ารับประทานมาเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนมา ก็ไม่ได้โกหก หรือว่าแขกมาบ้านเราไม่เต็มใจต้อนรับ แต่เราก็ต้องพูดผิดจากความจริงว่า ยินดีที่เขามาหาหรือว่าลูกหลานมาขอเงินใช้เราก็บอกว่าไม่มี เพราะรู้ว่าเด็กนี้เป็นคนที่มีนิสัยฟุ่มเฟือย เรามีเจตนาดีไม่อยากให้เขามีนิสัยฟุ่มเฟือยเราก็พูดไม่จริง แต่ก็ไม่ผิดศีล เพราะไม่ได้ทำลายประโยชน์ผู้อื่น

ฉะนั้นการพูดไม่จริงก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นมุสาไปทั้งหมด ต้องแล้วแต่เจตนาคือถ้าพูดแล้วทำให้เกิดความเสียหายจึงเป็นมุสาผิดศีล แต่ถ้าหากว่าพูดไม่จริงผู้ฟังไม่เสียหายก็ไม่ผิดศีล แต่ก็ต้องระวังไม่พูดผิดความจริงบ่อย ๆ เพราะถ้าหัดพูดไม่จริงบ่อย ๆ ก็จะติดเป็นนิสัยทำให้คนอื่นเขาไม่เชื่อถือ และยังเป็นเหตุให้ตนเองล่วงศีลข้อนี้ได้ง่ายอีกด้วย

ศีลข้อที่ ๕ เว้นจากการเสพสุรารวมทั้งสิ่งเสพติดต่าง ๆ ที่เสพแล้วทำให้เมาขาดสติ การเสพของเมาก็ถือว่าผิดศีล เพราะว่าความเมาเป็นเหตุให้ขาดความสำรวมกายวาจา ทำให้ประพฤติชั่วจึงผิดศีล แต่การดื่มสุราท่านบอกว่าไม่ผิดกรรมบถ เพราะการดื่มสุราถ้าไม่ไปฆ่าสัตว์ไม่ไปลักทรัพย์ ก็ไม่ผิดกรรมบถ แต่ถ้าดื่มสุราไปแล้วก็ไปฆ่าสัตว์ลักทรัพย์ เป็นต้น ก็ผิดทั้งศีลด้วยผิดทั้งกรรมบถด้วย แต่ถ้าดื่มสุราอย่างเดียวท่านถือว่าผิดศีลเพราะขาดการสำรวมแต่ไม่ผิดกรรมบถ ถ้าผิดกรรมบถก็หมายถึงว่าไปผิดในศีลข้ออื่น ๆ เพราะการดื่มสุราเป็นเหตุให้ผิดศีลได้ทั้ง ๕ ข้อ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าไปผิดศีลข้อต่าง ๆ แล้ว ท่านก็จัดเข้าในองค์ของกรรมบถเป็นการผิดกรรมบถ แต่ว่าศีลข้อสุราในกรรมบถไม่มี มีอยู่แต่ในศีล ๕ เพราะเหตุว่าการดื่มสุราทำให้เกิดความไม่สำรวมกายวาจา จึงได้กล่าวว่าการดื่มสุรานั้นผิดศีล ๕ และถ้าหากว่าเราดื่มสุราเพื่อที่จะเอามาผสมกับยาเพื่อรักษาโรคอย่างนี้ก็ไม่ผิดศีล แต่ถ้าเราดื่มเพื่อที่จะให้เกิดความเมาขาดสติถึงจะผิดศีล

ส่วนผู้ที่ชื่อว่ามีศีลสมบูรณ์หรือว่าบริบูรณ์ด้วยศีลแล้วก็ได้แก่พระโสดาหรือพระสกทาคามี เพราะท่านไม่ต้องไปสู่อบายภูมิแล้ว แต่ส่วนปุถุชนถึงแม้ว่าจะ รักษาศีล ๕ ได้ทุกข้อ ก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีศีลสมบูรณ์ เพราะยังตัดอบายไม่ได้ขาด และก็ยังจะต้องคอยรักษาศีลอยู่ จึงจะป้องกันไม่ให้ไปตกอบายได้ เหตุนี้การรักษาศีลจะผิดหรือไม่ผิดก็ต้องเข้าใจเหตุผลด้วย ต้องอาศัยได้ยินได้ฟังคำสอนของพระพุทธองค์ ถ้าหากว่าเราไม่ได้ยินคำสอนที่ถูกต้องแล้ว การรักษาศีลก็ถือว่าเป็นของยาก ที่กล่าวมานี้ก็เป็นการแสดงเรื่องของศีล ๕ เพิ่มเติมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เมื่อกล่าวถึงศีล ๕ ไปแล้วก็ยังมีศีลอื่น ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้อีกคือมีศีล ๘ หรือ ศีลอุโบสถ ซึ่งได้แก่ศีลของอุบาสกอุบาสิกา เพราะคำว่าอุบาสกอุบาสิกาหมายถึง ผู้ที่นั่งใกล้พระรัตนตรัย คือถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง เรียกว่าเป็นอุบาสกหรือเป็นอุบาสิกา แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงศีล ๑๐ แก่สามเณร และทรงแสดงศีล ๒๒๗ แก่ภิกษุ ทรงแสดงศีล ๓๑๑ แก่ภิกษุณี ตามฐานะของผู้ที่จะปฏิบัติศีลเหล่านี้ได้

ศีลทุกอย่างล้วนเป็นธรรมที่ขัดเกลากิเลสเพื่อไปสู่ความพ้นทุกข์ อย่างศีล ๘ จัดว่าเป็นศีลเบื้องต้นของพรหมจรรย์ที่จะทำให้เข้าถึงความบริสุทธิ์ได้ เพราะศีล ๘ เป็นศีลที่ป้องกันกามคุณไม่ให้กำเริบ กามคุณ ก็หมายถึงรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ซึ่งเป็นที่ตั้งให้สัตว์ทั้งหลายเกิดความใคร่ เพราะฉะนั้นคำว่ากาม แปลว่า สิ่งที่สัตว์ทั้งหลายต้องการ ส่วนคำว่าคุณแปลว่าเครื่องผูก คือผูกสัตว์ให้ติดอยู่กับความใคร่ ทำให้ติดอยู่กับวัฏฏทุกข์ไม่อาจพ้น จากวัฏฏทุกข์ไปได้จึงเรียกว่ากามคุณ เพราะ ฉะนั้นกามคุณจึงเป็นธรรมที่มีโทษมากกว่ามีคุณ เพราะสัตว์ทั้งหลายที่ติดอยู่ในกามคุณแล้วจะไม่มีทางพ้นจากทุกข์ได้เลย

ฉะนั้นศีล ๘ ที่จัดว่าเป็นศีลที่ป้องกันกามคุณก็เพราะเป็นศีลที่ให้รู้จักสังวรในการเห็น การได้ยิน ได้กลิ่นรู้รส ถูกต้องทางกายเพื่อไม่ให้กามกำเริบ

เช่นศีลข้อ ๓ ในศีล ๘ ห้ามการเสพกามให้รักษาพรหมจรรย์ คือไม่เสพธรรมของคนคู่ อันเป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือนอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ จึงเป็นธรรมที่ไม่ประเสริฐ

>และศีลข้อที่ ๖ ห้ามกินอาหารในยามวิกาล เพื่อไม่ให้หลงมัวเมาติดในรสอาหาร อันเป็นเหตุให้ติดอยู่ในวัฏฏะ ทำให้ไม่ได้ปฏิบัติธรรม

ส่วนศีลข้อที่ ๗ ห้ามดูการละเล่น ขับร้อง ฟ้อนรำ ประดับตกแต่งร่าง กายด้วยดอกไม้ของหอม ก็เพื่อที่จะให้สำรวมในการเห็นการได้ยิน การได้กลิ่น ไม่ ให้หลงเพลิดเพลินไปในสิ่งเหล่านี้ อันเป็นเหตุให้กามกำเริบ ให้ท่องเที่ยวไปในวัฏฏะ

และศีลข้อที่ ๘ ห้ามนอนที่นอนอันยัดด้วยนุ่นหรือสำลีที่สูงและใหญ่ เพื่อไม่ให้ติดเพลิดเพลินความสุขในทางกาย อันเป็นเหตุให้ไม่ได้เจริญสมณธรรมเพื่อไปสู่ความพ้นทุกข์

ฉะนั้นผู้ที่ปฏิบัติศีล ๘ ถ้ารู้จักสำรวมอินทรีย์ได้ทุกทวารอยู่กับปัจจุบันอารมณ์ได้ ก็สามารถอยู่จบพรหมจรรย์พ้นจากทุกข์ได้ ด้วยการกำหนดรู้เท่าทันอารมณ์ตรงตามความเป็นจริงตรงที่กิเลสเห็นผิด ให้มาเห็นถูกตรงตามความเป็นจริงว่าเป็นรูปหรือเป็นนาม ก็จะเป็นปัจจัยให้พ้นทุกข์ได้

ฉะนั้นศีล ๘ ที่ท่านจัดว่าเป็นศีลเบื้องต้นที่จะให้ถึงพรหมจรรย์ แม้ผู้ที่เป็นฆราวาสก็สามารถที่จะรักษาศีลนี้ให้ถึงความพ้นทุกข์ได้ เช่นเดียวกับพระภิกษุหรือสามเณรเหมือนกัน แต่ว่าผู้ที่รักษาศีล ๕ ไม่รู้เหตุผลเหล่านี้จึงไม่ได้รักษาศีล ๘ เพื่อให้ถึงพรหมจรรย์ ให้พ้นจากทุกข์ ดังนั้นถ้าหากว่าเป็นฆราวาสแล้วถึงแม้ว่ารักษาศีล ๘ ไม่ได้แต่ว่ารักษาศีล ๕ ได้ก็สามารถที่จะรักษาอินทรีย์สังวรได้ คือรักษาอาชีวัฏฐมกศีล คือศีลที่มีอาชีวะเป็นที่ ๘ หมายถึงว่ารักษาศีล ๘ ข้อโดยไม่ต้องอดข้าวเย็นก็ได้ เรียกว่าอาชีวัฏฐมกศีล คือเป็นศีลที่มีอาชีพเป็นที่ ๘ ได้แก่การเว้นกายกรรม ๓ คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ถือเอาสิ่งของของผู้อื่นมาเป็นของตนและไม่ล่วงกาม เว้นวจีกรรมอีก ๔ คือไม่พูดปด ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ที่ให้เว้นจากวจีกรรมทั้ง ๔ อย่างนี้ก็เพื่อที่จะให้เป็นผู้ที่มีสติรู้สึกตัวอยู่เสมอ เพราะถ้าหากว่าพูดเพ้อเจ้อก็จะทำให้ขาดสติไม่รู้ตัว และเว้นมิจฉาอาชีพอีกข้อหนึ่ง รวมแล้วก็เรียกว่าอาชีวัฏฐมกศีล คือศีลที่มีอาชีพเป็นที่ ๘ คือเป็นศีลที่มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ได้แก่การเจริญสติปัฏฐานนั่นเอง หรือจะเรียกว่าเจริญอินทรีย์สังวรก็ได้ ซึ่งก็เป็นศีลอย่างเดียวกัน ฆราวาสก็สามารถที่จะรักษาศีลนี้ให้ถึงความพ้นทุกข์ได้ เราก็ได้ศีลมาอีกข้อหนึ่งเรียกว่า อาชีวัฏฐมกศีล

ผู้ใดที่รักษาอาชีวัฏฐมกศีลได้ ท่านถือว่าผู้นั้นเป็นสัตบุรุษที่พิเศษ เพราะเหตุว่าจะเป็นทางให้ท่านผู้นั้นพ้นจากทุกข์ได้โดยเร็ว ถ้ารักษาอาชีวัฏฐมกศีลได้และยังมีศีลอุโบสถคือการรักษาศีล ๘ นั่นเอง แต่ว่ารักษาเพียงวันหนึ่งกับคืนหนึ่งเฉพาะวันอุโบสถเท่านั้น ส่วนศีล ๘ ก็รักษาได้ทุกวันตามเท่าที่จะรักษาได้และยังมี นวังคศีล คือศีล ๙ ซึ่งคนส่วนมากไม่รู้จัก เพราะไม่มีการพูดถึงกัน สำหรับ นวังคศีล ก็คือศีลอุโบสถนั่นเอง แต่เพิ่มการแผ่เมตตาให้แก่สัตว์ทั้ง หลายทั้งปวง อีกข้อหนึ่งเรียกว่า นวังคศีล คือศีลมีองค์ ๙

อีกประเภทหนึ่งเป็นศีลของสิกขมานา หมายถึงหญิงที่ประพฤติธรรมที่จะไปบวชเป็นภิกษุณีจะต้องประพฤติศีล ๖ ข้อนี้ตามศีล ๘ ให้บริบูรณ์ครบ ๒ ปีโดยไม่ล่วงแม้แต่ข้อเดียวถึงจะไปบวชเป็นภิกษุณีได้ แต่ถ้าหากว่าล่วงข้อใดข้อหนึ่งในศีล ๖ ข้อก็จะต้องตั้งใจประพฤติใหม่ไม่ให้ขาดจนครบ ๒ ปีถึงจะมาบวชเป็นภิกษุณีได้ เรียกว่ารักษาศีล ๖ เป็นศีลของสิกขมานา ผู้ที่จะไปบวชเป็นภิกษุณี สำหรับศีล ๖ กับศีล ๙ นี้เราไม่ค่อยได้ยิน แต่เพราะพระพุทธองค์ก็ได้แสดงไว้

ต่อไปก็เป็นศีล ๑๐ เป็นศีลของสามเณร คือสามเณร แปลว่าผู้เป็นเหล่ากอของสมณะ คือผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อให้สงบจากกิเลส เพื่อต้องการความพ้นทุกข์เหมือนกัน ศีลของสามเณรก็เหมือนกับศีล ๘ แต่ว่าเพิ่มข้อห้ามในการรับเงินรับทอง เพราะเหตุว่าเงินทองนั้นเป็นเหตุให้เกิดกิเลสซื้อกามมาบริโภค ผู้ที่เป็นนักบวชก็จำเป็นจะต้องออกจากกามคุณจึงจะชื่อว่าเป็นนักบวช คือไม่เพลิดเพลินยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส จึงจะปฏิบัติธรรมให้สงบจากกิเลสได้ สามเณรที่รักษาศีล ๑๐ แล้วยังต้องปฏิบัติตามเสขียวัตรอีก ๗๕ ข้อ

เสขียวัตร ก็หมายถึงข้อปฏิบัติที่จะให้เป็นผู้มีมารยาทดีงาม ให้สมกับเป็นนักบวช เพราะคำว่า “ บวช ” หรือปวช ก็แปลว่าการออกจากโทษ คือออกจากกิเลสหรือว่าออกจากอกุศล หรือว่าออกจากกามมาประพฤติแต่กุศลธรรมแล้วก็ปฏิบัติจริยวัตร ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติอันดีงามอีกด้วย เพื่อให้มีความสงบเรียบร้อยทางกายวาจาเป็นผู้ที่มีมารยาทดี อันเป็นเหตุให้มีคนเคารพนับถือ แล้วก็ยังเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติพรหมจรรย์ของสามเณรอีกด้วย สามเณรที่บอกว่ารักษาศีลแค่ศีล ๑๐ แต่ความจริงแล้วก็รักษาศีลถึง ๘๕ ข้อ คือรักษาศีล ๑๐ ด้วย แล้วก็รักษาเสขียวัตรอีก ๗๕ ข้อ ซึ่งเป็นศีลที่เป็นข้อปฏิบัติเกี่ยวกับมารยาทของพระภิกษุด้วย เพื่อให้บุคคลผู้พบเห็นได้เกิดศรัทธาเลื่อมใส

ส่วนศีล ๒๒๗ เป็นศีลของภิกษุที่มีมาในพระปาฏิโมกข์ อันเป็นศีลที่จะให้พ้นจากอบายและวัฏฏทุกข์ จึงมีข้อปฏิบัติมากเพื่อป้องกันกิเลสไม่ให้เกิดขึ้น ผู้ที่รักษาศีลปาฏิโมกข์ได้บริบูรณ์ก็ทำให้อยู่จบพรหมจรรย์พ้นจากวัฏฏทุกข์ได้เด็ดขาด เพราะการบวชในพระพุทธศาสนา จุดมุ่งหมายต้องบวชเพื่อให้พ้นจากทุกข์เป็นประ การสำคัญ ไม่ใช่บวชเพื่ออย่างอื่น ถ้าหากว่าบวชเพื่ออย่างอื่นก็จะไม่ได้รับผลของสมณะ ผลของสมณะคือสามัญญผล หรือโลกุตรกุศลอันเป็นผลที่สงบจากกิเลส คือตัดกิเลสตัดภพชาติได้ขาด ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดรับทุกข์อีกต่อไป

ส่วนศีล ๓๑๑ เป็นศีลของภิกษุณี ภิกษุณีมีศีลมากกว่าภิกษุ ก็เพราะเหตุที่จะทำให้เกิดความเสียหายนั้นมีมากกว่าภิกษุ เพราะฉะนั้นภิกษุณีจึงต้องมีศีลคุ้มครองมากกว่าภิกษุ เพราะภิกษุณีจะอยู่ตามลำพังผู้เดียวไม่ได้ จะต้องอยู่ในความคุ้มครองของภิกษุด้วย และการอยู่ด้วยกันนั้นจึงจำต้องมีระเบียบข้อบังคับมากเพื่อป้องกันกามกำเริบ ฉะนั้นผู้ไม่มีศรัทธาเพื่อความพ้นทุกข์จริง ๆ แล้วจะมาบวชเป็นภิกษุณีไม่ได้เลย เพราะมีระเบียบข้อบังคับมาก เริ่มตั้งแต่มาเป็นนางสิกขมาณาที่จะมาบวชเป็นพระภิกษุณีก็ยังต้องรักษาศีล ๖ ไม่ให้ขาดตลอด ๒ ปี ถึงจะบวชเป็นภิกษุณีได้ ด้วยเหตุนี้ภิกษุณีจึงได้หมดไปก่อน เพราะการปฏิบัตินั้นลำบากมาก แล้วถ้าหากมีภิกษุณีอยู่ก็จะเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาเสื่อมไวด้วย เพราะเหตุที่ภิกษุณีนี้ต้องอยู่ภายใต้ภิกษุสงฆ์อีกทีหนึ่ง

ฉะนั้นภิกษุณีนี้ก็หมดไปและการบวชของภิกษุณีนี้ก็ต้องบวชในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ต้องมีอุปัชฌาย์ที่เป็นทั้งภิกษุณีและอุปัชฌาย์ที่เป็นภิกษุสงฆ์ ด้วยเหตุนี้ภิกษุณีก็หมดไป ศีลที่กล่าวมานี้คือมีทั้งศีล ๖ ศีล ๘ คืออุโบสถ ศีล ๙ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ และศีล ๓๑๑ เป็นศีลที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติขึ้น

แต่ส่วนศีล ๕ นั้น พระพุทธองค์มิได้ทรงบัญญัติเป็นศีลเพราะศีล ๕ เป็นศีลที่มีมาเป็นประจำของชาวโลกที่เขาพร้อมใจกันตั้งบัญญัติขึ้นมา เพื่อความสุขของตนเองแล้วก็เพื่อความสุขสงบของโลกด้วย

ส่วนศีลที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการขัดเกลากิเลสที่เกิดขึ้นทางกายวาจา เพื่อที่จะให้กายวาจาสะอาด เพื่อรักษาพรหมจรรย์นี้ให้ถึงความพ้นทุกข์ ก็สุดแล้วแต่ว่าใครจะรักษาศีลได้แค่ไหน ก็ปฏิบัติไปตามที่ตนรักษาได้ แต่จุดประสงค์ก็เพื่อที่จะให้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสนั่นเอง เพราะเหตุว่ากิเลสนั้นเป็นตัวการที่ทำให้เราเกิดทุกข์ ถ้าหากว่าเราไม่ต้องการทุกข์เราก็ต้องพยายามละกิเลสให้หมดไป

เพราะฉะนั้นการที่เรารักษาศีลไม่ได้ก็เพราะมีเหตุที่ทำให้ศีลนั้นเศร้าหมอง คือศีลเศร้าหมองไปก็เกิดจากกิเลสมีลาภ ยศ ญาติ อวัยวะ และเมถุนสังโยชน์ จึงทำให้ศีลขาด ศีลด่าง ศีลพร้อย หรือว่าศีลทะลุ ซึ่งก็เป็นเรื่องของศีลขาดทั้งนั้น แต่ว่าขาดแบบต่าง ๆ กันจึงได้เรียกเป็นชื่อต่าง ๆ กัน

ศีลที่ชื่อว่า ศีลขาด ก็เพราะว่าขาดศีลข้อต้นหรือข้อปลาย คือขาดไปข้อใดข้อหนึ่งก็เรียกว่า ศีลขาด เหมือนชายผ้าที่ขาดไป ถ้าหากว่าศีลข้อที่ ๒ ที่ ๓ ขาดไปตามลำดับก็เรียกว่า ศีลด่าง คือขาดศีลข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ ไปตามลำดับอย่างนี้เรียกว่าศีลด่าง

ถ้าหากว่าศีลข้อที่ ๑ ไม่ขาดแต่ไปขาดศีลข้อที่ ๒ หรือบางทีไปขาดศีลข้อที่ ๓ คือขาดเปรอะไปหมดก็เรียกว่า ศีลพร้อย คือศีลขาดสลับกันไปสลับกันมาเหมือนโคที่มีสีพร้อยไปทั้งตัว

ถ้าศีลข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ไม่ขาดแต่ไปขาดศีลในข้อท่ามกล่าง ก็เรียกว่า ศีลทะลุ เหมือนผ้าที่ขาดกลางผืน นี่คือลักษณะของศีลที่ขาดต่าง ๆ กัน และศีลที่ขาดนั้นขาดเพราะลาภ ยศ ญาติ อวัยวะเป็นเหตุ คือถ้าเราจะเอาสิ่งเหล่านี้ไว้ ศีลก็ขาด เช่นคนเอาเงินมาให้แล้วให้เราพูดไม่จริง ถ้าเราต้องการเงินศีลก็ขาด หรือว่าศีลขาดเพราะเมถุนสังโยชน์ คำว่า เมถุนสังโยชน์ แปลว่า ความยินดีใน เมถุนธรรม คือธรรมอันเป็นธรรมของคนคู่ เช่นพวกที่ถือศีล ๖ จนถึงศีล ๓๑๑ เป็นผู้ที่ไม่ยินดีในเมถุนธรรมแล้ว แต่ว่ายังยินดีในการเล่นหัวกับเพศตรงข้ามด้วยการพูดคุยสนุกสนาน ก็มีหวังศีลจะขาดได้ เพราะ เรายังเป็นทาสของกิเลส กิเลสก็เกิดได้ง่าย เพราะกิเลสไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ เพราะฉะนั้นอย่าได้ประมาทกิเลสเป็นอันขาด เพราะว่าเรายังเอาชนะกิเลสไม่ได้

เมื่อยังไม่มีธรรมที่จะมีอำนาจเหนือกิเลส เพราะฉะนั้นกิเลสจะให้เราทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องคอยระวังจิตใจของเราให้ห่างจากกิเลส คือให้ตั้งอยู่ในกุศลเสมอ ๆ อย่าปล่อยอารมณ์ให้เป็นไปตามใจกิเลสจะพ้นทุกข์ไม่ได้

การประพฤติพรหมจรรย์นั้นจะต้องมีการสำรวมระวังมากที่สุด ถ้าจิตใจมีกิเลสมากขาดการสำรวมเสียแล้ว การที่จะประพฤติให้ถึงพรหมจรรย์ก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะประโยชน์ของการรักษาศีลก็ต้องรักษาเพื่อที่จะให้กายวาจาสะอาด เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเจริญกุศลที่สูง ๆ ต่อไป พระพุทธองค์จึงได้ทรงสอนเรื่องการรักษาศีล เพื่อที่จะทำให้เข้าถึงความบริสุทธิ์ด้วยศีล

ศีลที่แสดงไว้ในวิสุทธิมัคค์ในศีลนิทเทส ก็เพื่อเป็นประโยชน์แก่การขัดเกลากิเลส และเพื่อที่จะให้รู้จักหน้าตาของกิเลสต่าง ๆ ที่จะมาทำให้ศีลขาด หรือให้ศีลเศร้าหมอง อันเป็นเหตุที่จะไม่ให้พ้นจากทุกข์ เราก็ควรที่จะทราบเอาไว้ด้วย เพราะเรายังเป็นคนมีกิเลส ยังมีทุกข์จึงต้องรู้จักธรรมที่เป็นทุกข์ และเหตุให้เกิดทุกข์เพื่อกำจัดเหตุที่ให้เกิดทุกข์ให้หมดไป ถ้ากำจัดกิเลสไม่ได้แล้วเราก็จะต้องเป็นทุกข์ท่องเที่ยวไปไม่มีที่สิ้นสุด

ดังนั้น เราจึงไม่ควรเบื่อหน่ายในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะถ้าหากว่าเราเบื่อในคำสอนของพระพุทธองค์แล้ว เราก็จะต้องตายไม่มีที่สิ้นสุด คือจะต้องตกเป็นทาสของกิเลสเรื่อยไป เพราะว่าปกติแล้วจิตใจของเรานั้นย่อมคุ้นเคยอยู่กับกิเลสมาก เพราะฉะนั้นถ้าจะทำอะไรโดยที่ไม่มีกิเลสเป็นปัจจัยก็มักจะหมดแรงทำ อย่างที่ท่านทั้งหลายฟังธรรมอยู่ในที่นี้ บางคนก็ตั้งใจฟังเพราะอยากรู้จักคำสอน เพื่อที่จะนำเอาไปปฏิบัติให้เป็นประโยชน์แก่ตน เพื่อที่จะให้พ้นจากทุกข์ แต่บางคนฟังเพราะต้องการบุญ ไม่ได้ต้องการเอาไปใช้ เพราะรู้ว่าการฟังธรรมนั้นได้บุญ เมื่อปรารถนาได้บุญจึงฟังธรรม

ดังนั้น เหตุที่ทำให้คนทั้งหลายฟังธรรมก็เป็นไปต่าง ๆ กัน คือคนหนึ่งฟังไม่มีกิเลสเป็นปัจจัย แต่อีกคนหนึ่งฟังมีกิเลสเป็นปัจจัยทั้ง ๆ ที่ฟังเรื่องเดียวกัน แต่การทำเหตุไม่เหมือนกัน ผลที่ได้รับก็ต้องต่างกันเพราะอัธยาศัยต่างกัน การฟังธรรมจึงยากที่จะเข้าใจในธรรม

ฉะนั้น การแสดงธรรมก็ต้องแสดงซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อที่จะให้เกิดความเข้าใจ บางท่านถ้าจะให้ฟังธรรมก็ต้องหานิทานมาเล่าบ้าง เพื่อที่จะให้เกิดความเพลิด เพลินให้กับกิเลส จะได้ฟังธรรมได้ แต่ถ้าแสดงแต่ธรรมะล้วน ๆ แล้วจิตใจก็แห้งแล้ง เซื่องซึมหรือบางทีก็ หลับไปเลย เพราะฉะนั้นกิเลสท่านจึงจัดว่าเป็นวิตามินอย่างดีที่ สุดคือเป็นยาบำรุงกิเลส บำรุงจิตใจ ให้เกิดความพอใจที่จะทำในสิ่งที่ไม่พ้นจากทุกข์ ก็สามารถทำได้ทุกอย่างด้วยอำนาจของกิเลสคือตัณหา มานะ ทิฏฐิ ทำให้เรายินดีพอ ใจที่จะสร้างวัฎฎะให้ติดต่อกันไม่มีที่สิ้นสุดโดยไม่รู้จักเบื่อหน่าย

แต่ถ้าหากว่าทำอะไรที่ไม่มีกิเลสเป็นปัจจัยแล้ว การงานที่ทำก็ไม่แข็ง แรงทำได้ยาก เพราะฉะนั้นก็ขอให้รู้จักหน้าตาของกิเลสไว้บ้าง จะได้เอาชนะกิเลสได้ ก็ด้วยการหมั่นดูจิตใจของตนเองว่าจิตใจเป็นอย่างไร เป็นพวกกิเลสหรือว่าเป็นพวกกุศล เราต้องการผลอย่างไรก็ต้องทำเหตุให้ถูก ก็จะได้ละคลายกิเลสให้ลดลงไปได้ เพราะผู้ที่จะมีตนเป็นที่พึ่งได้นั้น ผู้นั้นจะต้องสอนตนเองได้เพราะตัวเราเองสามารถที่จะรู้จิตใจของตัวเราเองได้ดี ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องพยายามฟังธรรมของพระพุทธองค์เสมอ ๆ เพราะว่าธรรมของพระพุทธองค์เท่านั้นที่จะช่วยให้เราเป็นไท พ้นจากกิเลสได้ แต่ถ้าหากว่าเราไปฟังธรรมของผู้อื่น เราจะไม่มีทางพ้นจากทุกข์ได้เลย ก็ต้องเพียรพยายามฟังธรรมของพระพุทธองค์บ่อย ๆ เพื่อความพ้นทุกข์ของตัวเองเรื่องของศีลนั้น ก็ยังมีอีกมากที่แสดงไว้ในวิสุทธิมัคค์ แต่สำหรับที่กล่าวไปแล้วนั้น มีอะไรสงสัยจะซักถามก่อนก็ได้
ถาม.......... สงสัยเรื่องศีลขาดเป็นอย่างไร?
ตอบ......... เพราะท่านแบ่งศีลออกไปเป็นศีลด่าง ศีลพร้อย ศีลทะลุ แต่ความจริงแล้วจะด่างจะพร้อย ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งก็ชื่อว่าศีลขาดทั้งนั้น เพราะศีล ๕ เป็นศีลที่มีน้อยอยู่แล้ว ถ้าหากว่าจะรักษาเพียงแค่ ๔ ข้อ ๓ ข้อ ไม่ครบ ๕ ข้อ ก็ถือว่าศีลขาดแล้ว

ถาม.......... ถ้าฆ่าสัตว์ก็ผิดในศีลข้อที่ห้ามฆ่าสัตว์ จะถือว่าผิดศีลทั้งหมดเลยใช่หรือไม่?
ตอบ.......... ถ้าผิดในศีลข้อใด ก็ต้องรับโทษที่ผิดในศีลข้อนั้น เช่นทำให้เขาตายแล้วก็ต้องรับกรรมที่ตนทำไว้ ก็ถือว่าศีลข้อนั้นขาดไป แล้วเราก็ตั้งใจรักษาใหม่ได้โดยตั้งใจเว้นพยายามที่จะไม่ให้ล่วงศีล ตั้งใจใหม่ เพราะว่าศีล ๕ ท่านจัดว่าเป็นนิจศีล คือว่าทุกคนต้องรักษา ถ้าใครรักษาได้ก็ทำให้ตนเองพ้นจากทุกข์ได้ แต่ถ้าใครไม่รักษาก็เป็นโทษแก่ตัวเอง ก็มีแต่ความทุกข์ ความเดือดร้อน คือจะต้องได้รับผลไม่ดี

ถาม.......... ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องคอยรักษาศีลตลอดเวลาหรือ?
ตอบ.......... เราก็ต้องคอยระวังไว้ เพราะศีลไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา เพราะธรรมดาของปุถุชน ถ้าขณะใดระลึกถึงศีลหรือระลึกถึงทาน จิตก็เป็นกุศล ขณะนั้นก็มีศีล แต่ถ้าขณะใดไม่ได้ระลึกทาน ศีล ภาวนาจิตก็ต้องไหลไปในอกุศลหมด เพราะไม่ได้มีเจตนาเว้นจะไม่ให้ล่วงศีล จิตจึงตั้งอยู่กับกุศลตลอดเวลาไม่ได้ เช่นขณะที่เราทำมาหากินเราก็ไม่ได้มีอารมณ์ของศีล เราก็ไม่ได้ล่วงศีล แต่กุศลศีลก็ไม่ได้เกิด เพราะเราไปทำงานก็เพื่อต้องการเงินทองทรัพย์สมบัติ จิตก็เป็นไปด้วยความโลภใช่ไหม แต่ถ้าหากว่าก่อนที่เราจะไปทำงาน ไปทำมาหากิน ก็ควรมีโยนิโสว่าการที่เราไปทำมาหากินนั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อโลภะ แต่ทำเพื่อเลี้ยงขันธ์ ๕ เพราะขันธ์ ๕ เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ใช่ไหม ถ้าไม่รักษาพยาบาลขันธ์ ๕ ชีวิตก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เราต้องทำงานเพราะถูกทุกข์บังคับ ถ้ารู้ความจริงอย่างนี้กุศลศีลก็เกิดได้ แต่ถ้าไม่เข้าใจโยนิโสจิตก็ไหลไปใน อกุศลก็เป็นกิเลส หรือว่าเป็นกรรมแต่ยังไม่เข้าถึงกรรมบถก็ได้ กรรมนั้นก็ให้ผลเป็นทุกข์ในปวัตติกาล คือต้องเวียนตายเวียนเกิดไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเข้าถึงกรรมบถ ทำผิดศีลครบองค์กรรมบถก็นำปฏิสนธิในอบายได้ และให้ผลกรรมเป็นทุกข์ในปวัตติกาลด้วย

ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องพยายามเจริญกุศลให้เกิดมาก ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเจริญสติปัฏฐานด้วย ซึ่งเป็นกุศลที่ทำให้พ้นจากวัฏฏทุกข์

ถาม.......... การปฏิบัติศีล ๔ มีไหม?
ตอบ.......... มี ที่เรียกว่าศีล ๔ คือจตุปาริสุทธิศีล อันเป็นศีลที่ทำให้พ้นจากทุกข์ด้วย

ถาม.......... ศีล ๔ ได้แก่ศีลอะไรบ้าง?
ตอบ.......... ศีล ๔ หมายถึง ปาฎิโมกขสังวรศีล อินทรียสังวรศีล ปัจจยสันนิสิตศีล และอาชีวปาริสุทธิศีล มี ๔ ข้อ อันเป็นศีลที่ให้ถึงความพ้นทุกข์ อย่างน้อยที่สุด ศีล ๔ นี้เป็นศีลให้เข้าถึงพรหมจรรย์ แต่ศีลของชาวโลกที่เป็นศีล ๕ จัดว่าเป็นนิจศีล แปลว่าทุกคนจะต้องปฏิบัติตามศีล ๕ แต่บางคนเขาก็เห็นว่าไม่สำคัญ จะถือก็ได้ไม่ ถือก็ได้ เขาก็ไม่ได้ตั้งใจสมาทานหรือรักษาศีลเลย แต่เขาก็ว่าเขามีศีล เพราะเขาไม่ได้ไปลักขโมยไม่ได้เบียดเบียนใคร เขาก็คิดว่าเขามีศีล แต่ว่าเขาไม่ได้มีอารมณ์ของศีลก็ไม่ชื่อว่ามีศีล เพราะกุศลศีลไม่เกิดคือไม่มีเจตนา เว้นแต่เขาก็เข้าใจว่าเขาไม่ได้ไป ลักทรัพย์ ไม่ได้ไปโกงใครเขา ก็ว่าเขามีศีล เพราะไม่เข้าใจเหตุผลในเรื่องของศีล ศีลก็ไม่มี

ถาม.......... ถ้าทำผิดศีลข้อ ๕ จะต้องไปตกอบายไหม?
ตอบ.......... ถ้าบาปมาเป็นอารมณ์ในเวลาใกล้ตายก็ไปอบายได้ เพราะคำสอน พระพุทธองค์บอกว่า ผู้ที่มาเกิดเป็นมนุษย์แล้วตายจากมนุษย์ไปเกิดเป็นสัตว์ในอบายมีเป็นส่วนมาก ที่จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์นั้นน้อย เพราะท่านจะต้องเข้าใจว่า คำสอนในพระพุทธศาสนานี้สอนตามความเป็นจริงของธรรมชาติทั้งหมด เพราะฉะนั้นจะไม่มีคำสอนของศาสนาใดจะพ้นไปจากธรรมชาติได้ คือคนที่เขาปฏิบัติในศาสนาอื่น ๆ ถ้าเขาทำถูกเหตุผลตรงกับความจริง จิตเขาก็เกิดกุศลได้ แต่ถ้าเขาทำไม่ถูกตรงกับความเป็นจริง จิตเขาก็เกิดอกุศล ถ้าเขาทำกุศลเขาก็ได้ผลเป็นความสุข ถ้าเขาทำอกุศลเขาก็ได้ผลเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นบุคคลจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม ถ้าเขาทำถูกเขาก็ได้รับประโยชน์คือความสุข ถ้าเขาทำผิดเขาก็ได้รับความทุกข์ เพราะพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนตามความเป็นจริงของธรรมชาติที่บอกให้รู้ทั้งเหตุทั้งผลตรงตามความจริง เมื่อเราจะต้องการผลอะไร ก็สามารถที่จะทำเหตุได้ถูก เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าชาวโลกได้รู้จักความจริงในพระ พุทธศาสนาโลกก็จะอยู่เป็นสุข แต่เวลานี้ชาวโลกไม่รู้จักคำสอนในพระพุทธศาสนาโลกก็มีแต่ความทุกข์ อย่างที่ทำสงครามกันทุกวันนี้ก็ผิดศีล ๕ ทั้งนั้น เพราะประพฤติศีล ๕ ไม่มีเมตตาต่อกัน ส่วนผู้ที่รู้จักคำสอนแล้วย่อมจะไม่ประพฤติผิดศีล ๕ การที่ไม่ประพฤติผิดศีล ๕ ตนเองก็ไม่ต้องได้รับทุกข์ คือถ้าเราไม่ฆ่าคนอื่น เราก็ไม่ถูกคนอื่นฆ่า ถ้าเราไม่เบียดเบียนให้คนอื่นเจ็บป่วยเราก็ไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าเราไม่ลักทรัพย์ของคนอื่น ใคร ๆ ก็มาเอาทรัพย์ของเราไปไม่ได้ ถ้าเราไม่ออกปากบอกให้ใคร ใครก็มาเอาของเราไปไม่ได้ แต่ที่เขามาเอาทรัพย์ของเราไปได้ก็เพราะเราเคยไปเอาของเขามาก่อนแต่ว่าเราไปเอาของเขาเมื่อไรเรารู้ไม่ได้

เหตุนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสไว้ว่า การที่เราได้รับความทุกข์ก็เกิดมาจากการกระทำบาปของตนเองทั้งสิ้น ไม่ใช่มีคนอื่นมาทำให้ อย่างศีลข้อ ๓ นี่ถ้าเราไม่เคยไปผิดศีลข้อนี้ไม่เคยไปทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนก็จะไม่มีใครมาทำคู่ครองลูกหลานเราให้เดือดร้อนเลย แต่ถ้าเราไปผิดศีลข้อ ๓ ไว้ อย่างคนที่ถูกข่มขืนก็เพราะตัวเคยไปทำเขาไว้ เมื่อทำกรรมอย่างนี้ไว้ก็ต้องไปรับผลของกรรมอย่างนี้หนีไม่พ้น

บางคนทั้งถูกข่มขืนด้วยแล้วยังถูกฆ่าตายอีกด้วยอย่างนี้ก็ผิดทั้งศีลข้อ ๑ ผิดทั้งศีลข้อ ๓ เราต้องเข้าใจเหตุผลด้วย การที่เรารักษาศีล ๕ นั้นก็ไม่ใช่ว่าเราไปรักษาข้อศีล แต่ความจริงเรารักษาตัวเราเอง เพื่อที่จะให้ตัวเองพ้นจากทุกข์ใช่ไหม?

เพราะการรักษาศีลก็คือการรักษาตัวเราเองให้พ้นจากเวรภัย ๕ อย่าง คือถ้าเราไม่ผิดศีลข้อ ๔ ใครจะมาหลอกลวงให้เราเดือดร้อนไม่ได้เลย คือจะไม่ถูกคนหลอกลวง ถ้าเราไม่ผิดศีลข้อ ๕ เราก็ต้องเป็นคนมีสติดีไม่เป็นคนบ้า เพราะคนที่ดื่มสุรา เป็นเหตุให้เกิดเป็นคนบ้าเพราะขาดสติ เมื่อดื่มสุราแล้วก็ยังมีจิตใจดุร้าย และการที่ขาดสติย่อมเป็นเหตุให้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ถ้าดื่มสุราแล้วอาละวาดดุร้ายก็ต้องไปเกิดเป็นสัตว์ดุร้ายด้วย คือทำเหตุไว้อย่างไรก็ต้องไปรับผลตรงตามเหตุที่ตนทำไว้ ถ้าเราไม่ได้ฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เราก็ไม่สามารถที่จะทำเหตุได้ถูก แต่ถ้าเราได้ฟังธรรมรู้เหตุรู้ผลอย่างนี้แล้ว เราจะต้องการผลอย่างไรก็อยู่ที่เราทำเหตุ เพราะพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ต้องการให้ทำเหตุ ไม่ใช่ ให้หวังผล

ถาม.......... คนที่ถูกฆ่าตาย เพราะทำเหตุอะไร?
ตอบ.......... เพราะผิดศีลข้อ ๑ คือเหตุเขาเคยฆ่าผู้อื่นมาแล้ว และได้ไปชดใช้บาปกรรมในอบายมาแล้ว เมื่อหมดกรรมแล้วเขาก็มาเกิดเป็นมนุษย์อีก เกิดแล้วก็มาฆ่ากันอีก พอตายไปแล้วเขาก็ต้องไปเกิดในอบายอีก จะมาเกิดเป็นมนุษย์ไม่ได้เลย เพราะจิตใจโหดเหี้ยมมาก มีโทสะแรงกล้ามากตายแล้วก็จะต้องไปเกิดในนรกตามเหตุที่ตัวทำไว้ และกรรมนี้ยังสามารถสร้างรูปได้อีก เช่นกรรมที่เกิดจากโทสะก็สร้างรูปให้น่าเกลียดน่ากลัวตามอาการของโทสะ เพราะฉะนั้นคนที่รูปร่างหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวนี้ก็เกิดจากโทสะ แล้วกรรมที่ตัวเคยเบียดเบียนเขาไว้มาก ๆ พอมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็ยังส่งผลทำให้มาเกิดเป็นคนที่มีผิวพรรณไม่งาม มีรูปร่างก็หยาบกร้าน จิตใจก็หยาบคายดุร้าย และเมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องไปสู่ภพภูมิที่มีการฆ่ากัน จะต้องไปเกิดในภพภูมิอย่างนั้น แม้เกิดเป็นมนุษย์เกิดมาฆ่ากันอีก ตายแล้วก็ต้องไปนรกอย่างเดิมอีก แล้วเมื่อไรจะพ้นจากทุกข์ เหตุนี้กรรมที่แต่ละคนทำก็จัดสรรให้ไปเกิดในที่ต่าง ๆ กัน ถ้าคนที่ทำกรรมดีมีกุศลกรรมมากเขาก็ไปเกิดมีรูปร่างผิวพรรณสวยงาม อย่างนี้ก็เกิดจากกุศลกรรม ถ้าทำอกุศลกรรมมากผิวพรรณก็ไม่สวยไม่งาม

ถ้าเราเรียนคำสอนในพระพุทธศาสนา เราจะเข้าใจเหตุผลที่ถูกตรงกับความจริงได้หลายอย่างมากมาย แต่เวลานี้คนไม่รู้จักคำสอนในพระพุทธศาสนา จึงมีทุกข์มาก เราไม่ต้องไปว่าชาติอื่นเขาเลย แม้ชาติเราที่เป็นชาวพุทธด้วยกันเองก็ไม่เห็นประโยชน์ในคำสอนของพระพุทธศาสนา เพราะว่าไม่มีผู้แนะนำหรือว่าเผยแพร่ให้ได้รู้เหตุผลที่แท้จริง จึงได้หลงและเห็นผิดจากความจริง

เพราะผู้สอนศาสนาส่วนมากไม่สอนธรรมะที่เกี่ยวกับเหตุผลความจริง สอนแค่ศีลธรรมธรรมดา ทำให้ผู้ฟังไม่เข้าถึงเหตุผลความจริงของธรรมะ จึงเกิดความเบื่อหน่ายในธรรม เพราะเหตุนี้เขาจึงบอกว่าการนับถือศาสนาไม่จำเป็น เพราะเขาไม่ ได้เบียดเบียนใคร เขาอยู่เฉย ๆ ก็มีความสุข ไม่จำเป็นต้องนับถือศาสนาก็ได้ เพราะเพียงการรักษาศีลก็ยังรักษาได้ยาก เพราะเขาไม่รู้ว่าการรักษาศีลนั้นความจริงคือการรักษาตัวเองให้พ้นจากรอยร้าวจากเวรภัยทั้ง ๕ เช่นไม่ถูกคนอื่นฆ่า ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่ถูกลักทรัพย์ เป็นต้น แต่ถ้าได้รู้เหตุผลความจริงเขาก็คงจะรักษาศีล แต่เพราะไม่ได้ฟังคำสอนของพระพุทธองค์จึงได้เห็นผิดจากความจริง เป็นเหตุให้ทำทุกอย่างตามความชอบใจของตัวเอง ไม่ได้ทำตามความชอบธรรม เพราะหลงและเห็นผิดจึงเกิดกิเลส เป็นเหตุให้ทำบาปจึงหาความสุขได้ยาก แต่ถ้าได้รู้จักคำสอนในพระพุทธศาสนา ถ้าใครรู้ได้เร็วรู้ได้มากเท่าไร ก็เป็นประโยชน์ต่อตนเองมาก สามารถช่วยตัว เองให้พ้นจากทุกข์ไปตามลำดับ แต่ถ้ารู้ได้ช้ารู้ได้น้อย ก็ได้ประโยชน์น้อย แต่ถ้าไม่รู้เลย ก็ไม่ได้ประโยชน์เลย

ถาม.......... เพราะเหตุใด? คนสมัยนี้จึงไม่สนใจในพระพุทธศาสนา
ตอบ.......... เพราะผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ปกครองประเทศ ไม่เห็นประโยชน์ของพระพุทธ ศาสนา ไม่มีการสอนการเรียนพระพุทธศาสนา ไม่รู้จักเรื่องบุญเรื่องบาป ไม่เชื่อกรรมว่ากรรมที่ทำแล้วให้ผลได้ เพราะจิตใจของคนเปลี่ยนจากการทำความดีไปทำความชั่วจึงได้วิบัติ เกิดความทุกข์เดือดร้อนมากขึ้น เมืองไทยเมื่อก่อนนี้ความทุกข์มาก ๆ เหมือนอย่างเมืองนอกไม่มี แต่เดี๋ยวนี้กำลังมีความทุกข์มาก ๆ เหมือนเขา เช่นพายุพัด น้ำท่วม ไฟไหม้ ดินถล่ม เป็นต้น กำลังมีเพิ่มมากขึ้น ๆ เพราะเราไม่ทำกุศลทำแต่อกุศล ไม่เห็นประโยชน์ในคำสอนของพระพุทธศาสนา เพราะความทุกข์ทั้ง หลายล้วนเกิดจากกิเลสของคน เช่นคนที่เกิดมายากจนเพราะอะไร? ก็เพราะไม่ให้ทาน ไม่รู้เหตุผลในคำสอน คิดว่าการให้ทานทำให้วัตถุทรัพย์สมบัติหมดไป เพราะไม่เข้าใจว่าการเสียวัตถุไปแต่ได้คุณธรรมมาเป็นอริยทรัพย์ สามารถติดตามตนไปเลี้ยงตัวในชาติหน้าได้ ทำให้ได้เกิดมาเป็นผู้มั่งคั่งมีกินมีใช้ แต่เพราะไม่รู้เหตุผลอย่างนี้เลย ไม่กล้าให้ทาน เพราะกลัวทรัพย์จะหมด ยิ่งไม่ให้ทานก็ยิ่งอดอยากยากจน การจะมารักษาศีลฟังธรรมก็มาไม่ได้ เพราะต้องไปทำมาหากิน ผลที่สุดคุณธรรมของมนุษย์ก็หมดไป ทำให้ต้องไปเกิดเป็นสัตว์ในอบาย โดยที่ไม่มีใครทำให้ แต่เขาก็ทำของเขาเอง

เหตุนี้คำสอนในพุทธศาสนาจึงถือปัญญาว่าประเสริฐที่สุด เพราะเป็นเหตุให้ทำเหตุได้ถูกต้อง แต่พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ทรงสอนแต่ปัญญาอย่างเดียว ยังทรงสอนธรรมขั้นต่ำ ๆ คือสอนให้ทำทานรักษาศีล เจริญสมาธิไปตามลำดับ เพื่อที่จะเป็นปัจจัยเกื้อกูลให้เกิดปัญญาทำลายกิเลสได้

ถาม.......... การปฏิบัติชีวิตประจำวัน จะต้องปฏิบัติอย่างไร?
ตอบ.......... ชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างน้อยก็ต้องมีศีล ๕ เป็นภาคพื้น ส่วนศีล ๘ หรือศีลอุโบสถก็เป็นศีลของอุบาสกอุบาสิกา คือผู้ที่เห็นประโยชน์ของศาสนาแล้ว ก็ขอเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง หมายความว่าเขาจะต้องประพฤติธรรม เขาจะไม่ปฏิบัติให้ล่วงศีล เขาต้องพยายามประพฤติธรรมให้ดีที่สุด ถึงได้เรียกว่าเป็นอุบาสกอุบาสิกา และต้องรักษาศีลยิ่งกว่าคนธรรมดา เพราะคนธรรมดานั้นรักษาศีล ๕ แต่เขาต้องการรักษาศีล เพื่อความพ้นทุกข์จึงได้รักษาอาชีวัฏฐมกศีล ก็หมายถึงศีล ๘ ที่มีอาชีวะเป็นที่สุด คือไม่ต้องอดข้าวเย็น แต่ว่าต้องรักษากายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ และยังมีสัมมาอาชีวะอีกหนึ่ง การรักษาสัมมาอาชีวะก็คือการรักษากายกรรม ๓ กับวจีกรรม ๔ ได้ก็เรียกว่าสำเร็จเป็นศีลข้อสัมมาอาชีวะด้วย

ถาม.......... การรักษาศีลละอนุสัยกิเลสได้ไหม?
ตอบ.......... ศีลละอนุสัยกิเลสไม่ได้ ศีลละได้แต่กิเลศอย่างหยาบที่เกิดขึ้นทางกายวาจา อย่างเช่นไปฆ่าสัตว์ ไปลักทรัพย์อย่างนี้ การฆ่าสัตว์ก็เอากายไปทำเป็นความชั่วทางกาย ถ้าไปพูดปดหลอกลวงใคร ๆ ก็เอาวาจาไปทำชั่ว ถ้าเราประพฤติเพียงแค่ ศีล ๕ เราก็มีคุณธรรมสามารถที่จะรักษาตัวให้ได้เกิดเป็นมนุษย์อีก แต่ถ้าเราไม่รักษา ศีล ๕ ศีล ๕ ก็ไม่รักษาเรา เพราะเราทำแต่ความโลภ โกรธ หลง เราจึงต้องไปเกิดในอบายตามกรรมที่เราทำไว้

ถาม.......... คนตาย เพราะถูกอุบัติเหตุ เกิดจากกรรมอะไร?
ตอบ.......... เหตุที่ทำบอกไม่ได้ แต่ที่ตายเพราะอุบัติเหตุก็เกิดจากบาปที่เขาทำไว้ เพราะผู้ที่รู้เรื่องกรรมได้ทุกอย่างก็มีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่รู้ได้ อย่างเราก็เพียงแต่รู้ว่าที่เป็นทุกข์ ก็เกิดจากบาปอกุศลที่เขาทำไว้ ถ้าเวลามีความสุขก็เกิดจากกุศลกรรมที่เขาทำไว้ ความสุขความทุกข์จึงเป็นสิ่งที่เลือกเอาไม่ได้ เพราะสำเร็จมา แล้ว แต่กรรมในอดีตถ้าเลือกได้ใครจะไปเลือกเอาความทุกข์ ทุกคนที่เกิดมาก็มีแต่ความสุข ไม่มีความทุกข์

ถาม.......... ที่เขาตายเพราะเขาฆ่าสัตว์ใช่ไหม?
ตอบ.......... คือทำเหตุอะไรรู้ไม่ได้หรอก แต่การที่ถูกอุบัติเหตุแล้วตายโหง หรือถูกฆ่าตาย ก็ถือว่ามาจากบาปจากอกุศลกรรมทั้งนั้น ไม่ใช่มาจากกุศลกรรม

การรักษาศีล ๕ ก็ไม่ใช่เป็นของที่รักษาได้ง่าย ๆ คือถ้าเราไม่เข้าใจเหตุผล อย่างเช่นเราผิดศีลบางอย่างก็ครบองค์กรรมบถก็เสวยความทุกข์มาก แต่บางอย่างก็ไม่ครบองค์กรรมบถก็เสวยความทุกข์น้อย

ถาม.......... การพูดไม่จริง ผิดศีลไหม?
ตอบ.......... ต้องแล้วแต่เจตนา ถ้าเรามีเจตนาตั้งใจดี ถึงพูดไม่จริงก็ไม่ผิดศีล ถ้าหากว่าเราพูดเพื่อที่จะให้ประโยชน์แก่เขา ก็ไม่ผิดศีลข้อมุสา แต่ถ้าเราพูดบ่อย ๆ ก็เกิดความเคยชิน ทำให้พูดไม่จริงบ่อย ๆ ก็ผิดศีลได้

ถาม.......... ถ้าเราขายของ ของไม่ดี เราก็บอกว่าเป็นของดี ผิดไหม?
ตอบ.......... ก็ผิดซิ เพราะเราพูดไม่จริง ไม่มีสัจจะ และอีกอย่างหนึ่งถ้าเรามีของไม่ดี เราก็บอกว่าของไม่ดีอย่าเอาเลย ถ้าเขายังเอาก็เอา อย่างนี้เราก็บอกเขาตามตรงของเราก็ขายได้ทั้งนั้น ถ้าเราขายถูกหน่อย ถ้าเราพูดดี ๆ อย่างนี้ ก็มีคนเขาเชื่อถือมากกว่าที่ ว่าเราจะไปพูดหลอกลวงเขา เขาซื้อหนเดียวเขาก็เลิกซื้อพอทีหลังเขาก็ไม่มาซื้อเราอีก

ถาม.......... เพราะเราพูดไม่จริง ใช่ไหม?
ตอบ.......... ก็ใช่ ด้วยอำนาจของความโลภที่อยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้จักพอ เพราะกิเลสท่านบอกว่ามันไม่มีความอิ่ม ไม่มีความพอ ถ้าเราเข้าใจเหตุผลถูกต้อง เราจะทำอะไร ๆ ก็ทำได้ถูกต้อง แต่ถ้าเราไม่เข้าใจก็ทำผิดได้ง่าย เหตุนี้จึงต้องหมั่นฟังธรรมบ่อย ๆ ถ้าไม่ฟังธรรมแล้วเราจะไม่รู้เหตุรู้ผลเลยว่าถูกหรือผิด เพราะถ้าเราเข้าใจทำกรรมก็เป็นบุญประกอบด้วยปัญญา แต่ถ้าเราไม่เข้าใจทำก็เป็นบุญไม่ประกอบด้วยปัญญา วัฏฏะก็ต้องยาวนาน แต่ถ้าเข้าใจแล้วทำบุญประกอบด้วยปัญญาก็จะทำให้ถึงความบริสุทธิ์ก็พ้นทุกข์ได้ง่าย

ถาม.......... มดขึ้นเต็มอ่าง แล้วไล่ให้เขาไป เป็นบาปไหม?
ตอบ.......... ก็เป็นบาป เพราะเบียดเบียนเขา คือเราเป็นฆราวาสผู้ครองเรือนย่อมอยู่ใกล้กับบาปมาก เพราะอย่างนั้นจึงต้องรับอกุศลวิบากมากใช่ไหม ถ้าหากว่าเป็นนักบวชเขาถือเป็นว่า อุดมเพศ คือเป็นเพศที่ประเสริฐ ย่อมห่างไกลจากบาป เพราะอยู่ใกล้ศีล สมาธิ ปัญญา แต่ฆราวาสผู้ครองเรือนเป็นเพศที่ไม่ประเสริฐเลย เพราะอยู่ใกล้กับบาป จึงต้องมีเวรภัยต้องเป็นทุกข์เดือดร้อนมากกว่า ซึ่งเป็นทุกข์ที่เกิดจากการมีวัฏฏะ เพราะต้องเกิด ต้องตายไม่มีที่สิ้นสุด

ถาม.......... แล้วเราจะป้องกันอย่างไรไม่ให้ทำบาป
ตอบ.......... ก็อยู่ที่โยนิโสของแต่ละคนที่จะเข้าใจหลีกเลี่ยง ถ้าเราไม่ได้ศึกษาธรรมะให้รู้เหตุผล ก็ย่อมทำบาปได้ง่าย แต่ถ้าเข้าใจก็ป้องกันได้ ถึงได้บอกว่าถ้าคนรู้ธรรมะของพระพุทธองค์ ย่อมจะมีหิริโอตตัปปะ คือมีความละอายบาป เกรงกลัวต่อบาป ทุกข์ก็น้อย แต่ถ้าเราไม่ได้ฟังธรรมแล้วความละอายบาป เกรงกลัวต่อบาปไม่ค่อยจะมี สมัยนี้คนก็ทำบาปก็มากขึ้น การทำความดีก็มีแต่จะหมดไป ๆ เพราะคนที่ไม่รักษาศีลก็เป็นทุกข์เดือดร้อนเอง คำสอนก็ไม่มีประโยชน์เพราะไม่ปฏิบัติตามคำสอน

ถาม.......... แล้วทำอย่างไรจะให้คนสนใจในศาสนา
ตอบ.......... ก็ต้องแล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน ที่เขาไม่มาสนใจก็เพราะเขาไม่เคยได้อบรมเหตุผลอย่างนี้มา ถ้าหากว่าเขาเคยได้อบรมเหตุผลอย่างนี้มา คือในอดีตเขาเคยได้ทำบุญไว้เป็นปุพเพกตปุญญตา เคยสั่งสมบุญไว้ในกาลก่อนก็เป็นเหตุให้ได้มาฟังธรรมอีก ได้มาทำกุศลเพิ่มขึ้น และได้มาพบบัณฑิตได้ฟังธรรมของบัณฑิต ได้เกิดในประเทศที่สมควร คือประเทศที่มีพระพุทธศาสนาถึงจะได้รู้เหตุรู้ผลอย่างนี้ ก็ทำให้สนใจในคำสอน

แต่ถ้าไม่เคยได้สั่งสมความเห็นถูกเหล่านี้มา คือไม่ได้สั่งสมปัจจัยที่เป็นสัมมาทิฎฐิไปสั่งสมแต่ปัจจัยที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เช่นไม่ได้ฟังคำสอนของพระพุทธองค์โดยตรงแต่ว่าไปฟังคำสอนที่เขาสอนกันขึ้นมาเอง คือใครเป็นอาจารย์เขาก็ตั้งตนสอนของเขาเอง แต่เขาไม่ได้เอาธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาสอน แล้วสอนไม่ถูกก็เป็นมิจฉาทิฏฐิไป แต่ถ้าได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์ ที่เขาเอาธรรมของพระ พุทธเจ้ามาสอน ก็ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิได้ การสร้างเหตุปัจจัยจึงมีความสำคัญมาก ถ้าเราสร้างเหตุถูกเราก็ได้มาพบธรรมที่ถูกต้อง ถ้าเราสร้างเหตุผิดเราก็พ้นทุกข์ไปไม่ได้ ก็อยู่ที่เหตุปัจจัยทั้งนั้น เหตุนี้พระพุทธศาสนาที่ว่าเสื่อมก็เพราะหาผู้เผยแพร่ธรรมที่ถูกต้องไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงให้รู้เหตุผลนั้นสำคัญที่สุด ถ้าเขารู้เหตุผลความจริงแล้ว เขาถึงจะเห็นประโยชน์เห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนา แต่ถ้าเขาไม่รู้เหตุผลความจริงอย่างนี้เขาก็ไม่เห็นประโยชน์เลย จึงได้กล่าวว่าจะนับถือศาสนาอะไรก็ได้ เพราะทุกศาสนาก็สอนให้คนเป็นคนดีทั้งนั้น เขาจะกล่าวอย่างนี้รวมกันไปเลย ฉะนั้น เขาจึงบอกว่าไม่จำเป็นต้องมาฟังคำสอนในพระพุทธศาสนาก็ได้ ก็เพราะสั่งสมเหตุมาผิดถึงได้เห็นผิดไปอย่างนี้ เพราะเขาไม่รู้ว่าพุทธศาสนาสอนให้บุคคลพ้นทุกข์ได้ แต่ศาสนาอื่นสอนให้บุคคลพ้นทุกข์ไม่ได้ เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีเหตุให้เกิด ถ้าไม่มีเหตุแล้วผลย่อมเกิดไม่ได้ ถ้าเราทำเหตุดีอย่างเดียวหรือว่าทำเหตุดีเป็นส่วนมาก เหตุไม่ดีที่ให้ผลไม่ดีจะเกิดไม่ได้เลย แต่เพราะทำเหตุดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่เหตุไม่ดีมีมากกว่าถึงได้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมา ถ้าเราเอาเหตุผลกันแล้วก็ต้องเป็นอย่างนี้ใช่ไหม? เหตุไม่ดีคือความโลภ โกรธ หลง ท่านบอกว่าเป็นเหมือนของเน่า ใครเก็บของเน่าไว้กลิ่นเน่าก็ต้องออกมาให้คนอื่นได้รู้ความไม่ดีของเขา เพราะทำกรรมอย่างไร ก็ต้องเป็นไปตามกรรมที่ทำ เขาทำเหตุอย่างไร ก็ต้องไปรับกรรมอย่างนั้นไม่ ได้มีคนอื่นทำให้เขาเลย เมื่อทำไม่ดีทางไปอบายก็ไปง่ายที่สุด แต่ทางมาเป็นมนุษย์นี้อย่างน้อยต้องมีศีล ๕ ถึงจะเกิดเป็นมนุษย์ได้ ที่เรียกว่าเป็นมนุษย์ธรรม คือเป็นธรรมให้ได้เกิดเป็นมนุษย์ ถ้าต้องการเกิดเป็นมนุษย์อย่างน้อยก็ต้องพยายามรักษาศีล ๕ ไว้เป็นนิจ

ถาม.......... ผู้ที่เป็นนักบวช แต่ไม่ปฏิบัติตามธรรมวินัยจะผิดไหม?
ตอบ.......... ก็ผิดและผิดหลายอย่างด้วย เพราะจุดประสงค์ในการบวช ต้องบวชเพื่อปฏิบัติธรรมให้พ้นจากทุกข์ แต่ถ้าบวชเพื่ออย่างอื่นก็ไม่ได้รับผลตามที่บวชก็เสียประโยชน์เปล่า แล้วยิ่งไปทำบาปก็ต้องบาปหนักกว่าคนธรรมดา คือคนธรรมดาจะมีศีลหรือไม่มีศีล คนอื่นก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าเป็นนักบวชมาประพฤติพรหมจรรย์ แล้วไม่ประพฤติตามธรรมวินัยอย่างนี้ ทำให้เขาหลงมานับถือบูชา การที่เขามานับถือบูชาก็เพื่อประโยชน์ต้องการอานิสงส์ เพราะถือว่าการทำบุญกับผู้ที่มีศีลแล้วเขาจะได้รับอานิสงส์มาก แต่บวชมาแล้วไม่ปฏิบัติตามธรรมวินัย อย่างนี้ก็หลอกลวงเขาเท่ากับเป็นโจรปล้นทรัพย์ปล้นศาสนาด้วย

ถาม.......... ถ้าทำบุญกับผู้ที่ไม่มีศีล จะเสียประโยชน์ไหม?
ตอบ.......... ไม่เสีย ถ้าเราตั้งเจตนาดี เราก็ไม่เสียเพราะบุญบาปอยู่ที่ใจแต่ละคน ถ้าเราเข้าใจโยนิโส เราทำบุญแล้วเราก็สละให้ขาด ไม่ต้องหวังผลตอบแทน ไม่ต้องการเอาอานิสงส์ คือ ทำบุญให้พ้นจากทุกข์ แต่ถ้าเราทำบุญเพื่อหวังผลตอบแทน เมื่อไม่ได้ผลที่ตั้งใจ แล้วเกิดเสียใจ บุญนั้นก็ขาดทุนไป เพราะอปราปรเจตนาไม่มี คือทำบุญไปแล้วเกิดเสียใจภายหลังก็ได้ผลไม่ดี

ถาม.......... บุญที่ทำแล้วไปอยู่ที่ไหน?
ตอบ.......... บุญไม่ได้สูญหายไปไหน บุญจะถูกเก็บไว้ในจิตทั้งหมด และยังให้เกิดผลในอนาคตได้อีก ถ้าเราทำบุญมีเจตนาครบ ๓ กาล ก็ได้อานิสงส์มาก อยู่ที่โยนิโสของเราเอง คือ ผู้รับจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ เพราะในสมัยนี้ผู้รับไม่สำคัญแต่สำคัญที่ผู้ทำ เพราะถ้าหากว่าเราไม่ได้ทำบุญ เราก็ขาดทุน เพราะบุญให้ผลเป็นความ สุข เมื่อไม่ได้ทำบุญก็ได้ผลเป็นความทุกข์ไป

ถาม.......... คนที่มาบอกบุญ แล้วไม่ได้เอาเงินไปทำบุญ แต่เอาไปใช้เอง เป็นบาปไหม?
ตอบ.......... ก็เป็นบาป เพราะหลอกลวงเขา ก็ยึดศีลข้อที่ ๔ ย่อมเป็นเหตุให้ไปตกอบายได้

ถาม.......... การปฏิบัติธรรม จำเป็นต้องเรียนปริยัติหรือไม่?
ตอบ.......... ถ้าไม่เรียนจะเอาอะไรไปเป็นเครื่องตัดสินว่าปฏิบัติผิดหรือถูก เพราะ คำสอนของพระพุทธองค์จะต้องถึงพร้อมทั้งปริยัติและปฏิบัติ จึงจะสำเร็จผลเป็นปฏิเวธะได้

ถาม.......... พระพุทธองค์ปฏิบัติธรรม ก็ไม่ได้เรียนปริยัติเลย ทำไมปฏิบัติได้
ตอบ.......... ก็เราไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า เราจะปฏิบัติเอาเองได้อย่างไร? ผู้ที่ปฏิบัติบรรลุธรรมได้เองก็มี แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระปัจเจกพุทธเจ้าเท่านั้น ถ้านอกจากนั้นจะต้องฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงจะพ้นทุกข์ได้ ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้นั้นจะไม่มีทางพ้นจากทุกข์ได้เลย เพราะพระพุทธเจ้าที่อุบัติขึ้นมาก็เพื่อจะบอกหนทางพ้นทุกข์เท่านั้น ถ้านอกจาก หนทางทางพ้นทุกข์แล้ว ศาสนาอื่นเขาบอกได้หมด เพราะศาสนาของเขาก็มีทั้งทานทั้งศีลทั้งสมาธิ ทั้งฌานอภิญญา แสดงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ แต่ว่าทางเหล่านั้นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ มีแต่วิปัสสนาเท่านั้นที่เป็นหนทางให้พ้นทุกข์ เพราะพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาก็เพื่อจะบอกหนทางพ้นทุกข์เท่านั้นเอง เพื่อปรารถนาจะช่วยสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์เป็นสำคัญ

ถาม.......... ทำบุญอะไร? จึงจะถึงนิพพานได้
ตอบ.......... ก็ต้องทำให้พร้อมทั้งศีล สมาธิ ปัญญา ที่เกิดร่วมในอารมณ์เดียวกันเป็นปัจจุบันอารมณ์จึงจะถึงนิพพานได้

ถาม.......... ทำบุญแล้วก็ยังต้องไปเกิดอีกใช่ไหม?
ตอบ.......... ถ้าทำทาน ศีล ภาวนา ธรรมดาก็ยังต้องไปเกิดอีก เมื่อยังต้องเกิด ก็ต้องไปสร้างบารมีอีกจนกว่าจะถึงนิพพาน เพราะการพึงนิพพานไม่ใช่ถึงได้ง่าย ๆ เหตุนี้เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ก็ต้องเจริญวิปัสสนาทำเหตุไป ถ้าทำเหตุยังไม่ถึงก็ไม่พบพระนิพพาน แม้ไปเกิดเป็นเทวดาถ้ามีภาวนาก็ไปทำต่อให้ถึงนิพพานได้

ถาม.......... ถ้าทำแต่ทานไปเกิดเป็นเทวดาได้ไหม?
ตอบ.......... ต้องทำทั้งทานและศีลก็ไปเกิดเป็นเทวดา เสวยความสุขได้ แต่พอตายจากเทวดาก็ลงอบายไป เพราะไม่ทำกุศลต่อ ก็ขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้นจะไปเกิดเป็นเทวดาต้องมีภาวนาติดตัวไป แล้วก็ไปเจริญภาวนาต่อถึงจะพ้นทุกข์ ถึงพระนิพพานได้

ถาม.......... เพราะเหตุนี้จึงต้องฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าใช่ไหม?
ตอบ.......... ก็ใช่ เพราะถ้าไม่ได้ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ก็สร้างแต่วัฏฏะตลอดกาล แต่ถ้าได้ฟังธรรมได้เจริญวิปัสสนาก็ออกจากวัฏฏะได้ ส่วนการทำกุศล อื่น ๆ ก็สร้างวัฏฏะเรื่อยไป แม้ไม่ได้ทำกุศล เช่น เรากิน เรานอน เรายืน เราเดิน ก็สร้างวัฏฏะตลอดกาล แต่ถ้าทำวิปัสสนากำหนดรู้เป็นรูปนั่ง รูปนอน รูปยืน รูปเดิน ก็เป็นกุศลที่ออกจากวัฏฏะได้ การทำกุศลเป็นสิ่งที่ทวนกระแสกิเลสจึงทำได้ยาก แม้การฟังธรรมก็ไม่ใช่เป็นของฟังได้ง่าย ๆ คนที่จะฟังธรรมได้ก็เพราะละกิเลสได้ถึงมาฟังธรรมได้ ถ้าละกิเลสไม่ได้ก็ฟังไม่ได้ บางคนมาฟังแล้วยังต้องลุกออกไปฟังไม่ได้ เพราะฉะนั้นอะไรจะร้ายเท่ากับกิเลสเป็นไม่มี กิเลสจึงเป็นนายเราได้สารพัดทุกอย่าง เพราะเรายังตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลส กิเลสจะบังคับให้ทำอะไรก็ได้ เหตุนี้จึงจำเป็นต้องสร้างปัญญาบารมี จึงจะเอาชนะกิเลสได้

เหตุนี้ศีลจึงจัดว่าเป็นกุศลที่เป็นพื้นฐานเบื้องต้น ที่จะให้เจริญกุศลเบื้องสูงต่อไปให้สมบูรณ์ เพราะถ้าหากว่าขาดศีลเสียแล้วกุศลเบื้องสูงก็เกิดไม่ได้ ถ้าเรารักษาศีลไม่ดีกุศลอื่น ๆ ที่ทำไว้ก็ไม่มั่นคง ดังท่านอุปมาศีลว่าเป็นเหมือนศีรษะ ส่วนกุศลอื่น ๆ เปรียบเหมือนลำตัว ถ้าหากว่าเราทำลายศีรษะให้ขาดไปแล้ว ลำตัวก็ตั้งอยู่ไม่ได้ก็ต้องถึงแก่ความตายฉันใด เหมือนกับคนที่ทำความดีมามาก ถ้าหากว่าไปประพฤติทุศีลขึ้น ก็ทำให้ความดีที่ทำไว้นั้นหมดสิ้นไปฉันนั้นอย่างเช่นพระเทวทัต ท่านเจริญกุศลจนได้ถึงฌานอภิญญา ทำฤทธิ์ ต่าง ๆ ได้ แต่คิดประทุษร้ายต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประพฤติทุศีล ฌานอภิญญาที่ได้มาก็เสื่อมหมด เพราะเหตุที่ศีลนั้นวิบัติไป เป็นเหตุให้ต้องไปตกนรกอเวจี เสวยความทุกข์ตลอดกัปป์

เหตุนี้ถ้าหากว่ามีความประมาทในการทำกุศลขั้นต่ำแล้ว กุศลขั้นสูงก็ทำไม่ได้ เราจึงต้องพยายามศึกษาให้รู้เหตุผลทุก ๆ อย่าง ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ เพราะว่าชีวิตที่เกิดขึ้นมาย่อมสิ้นไปตามกาลเวลา คือชีวิตนั้นหมดไปทุกวันเหมือนน้ำที่ถูกดวงอาทิตย์เผาให้เหือดแห้งหมดไปฉันใด มรณะก็เผาผลาญชีวิตให้หมดไปฉันนั้น ซึ่งเป็นภัยที่ไม่มีใครหนีพ้น แม้บางคนจะมีสมบัติคอยอุปการะชีวิตให้มีความสุข แต่ก็ไม่อาจที่จะช่วยให้พ้นจากมรณะภัยได้ เพราะสมบัติทั้งหลายก็มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตาเหมือนกันทั้งหมดเช่นสมบัติก็มีภัย ทั้งภัยภายนอกและภัยภายในเหมือนกัน ภัยภายใน ก็เกิดจากการหลงสมบัติ จึงใช้ทรัพย์สมบัติให้เพลิดเพลินไปในการแสวงหากามคุณ เพื่อที่จะบำรุงความสุขของตน โดยไม่รู้จักใช้ทรัพย์ทำกุศลให้เป็นอริยทรัพย์ติดตามตนไปในภพหน้า

ดังนั้นผู้ที่ใช้ทรัพย์ด้วยการแสวงหากามคุณเพื่อบำรุงความสุข จึงชื่อว่า เป็นผู้ที่สิ้นหวัง คือ สิ้นหวังที่จะได้ความสุขที่แท้จริง เพราะการแสวงหากามนั้น ทำให้ได้ความสุขในปัจจุบัน แต่จะได้ทุกข์ในอนาคต เพราะความยินดีในกามนั้นเป็นโลภะเป็นอกุศล อกุศลย่อมให้ผลเป็นทุกข์แน่นอน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าไม่รู้เหตุผลตรงตามความจริงจึงทำให้เห็นผิด อันนี้ก็เป็นภัยภายในของผู้ที่หลงในทรัพย์สมบัติ
ส่วน ภัยภายนอก สมบัติทั้งหลายก็เป็นเหตุให้เกิดอันตราย เช่นถูกคน ร้ายลักชิงเอาไป หรือเกิดความวิบัติจากดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นต้น ก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ใจเพราะทุกข์ของคนรวยก็อยู่ที่การที่ต้องรักษาทรัพย์สมบัติ

ส่วนทุกข์ของคนจนก็อยู่ที่ต้องแสวงหาทรัพย์สมบัติ

เพราะฉะนั้น ทรัพย์จึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์นานาประการ ถ้าหากว่าเราจะไม่ให้เกิดทุกข์ก็ต้องรู้จักรักษาศีล เพราะศีลเป็นกำลังอันเยี่ยมที่จะทำให้เกิดกุศลทั้งปวง ผู้ที่มีจิตใจเป็นกุศลย่อมจะหาความสุขได้ ทำให้ระงับทุกข์คือความเร่าร้อนใจให้สงบเยือกเย็นลงได้ ศีลจึงเป็นเกราะป้องกันภัยได้เป็นอย่างดี คือสามารถที่จะป้องกันภัยให้พ้นจากเวรภัยทั้งหลาย เช่นไม่ถูกเขาฆ่าหรือว่า ไม่ต้องถูกลักทรัพย์ เป็นต้น เพราะศีลเป็นอาวุธสามารถปราบกิเลสได้ ดังนั้นผู้ที่มีศีลจึงไม่เอากายวาจาไปทำความชั่วทำทุจริต ผู้ที่ประพฤติธรรมแล้วธรรมย่อมรักษาผู้นั้นให้มีความสุข ศีลจึงชื่อว่าเป็นธงชัยของพระอริยะ เพราะทำให้เข้าถึงความบริสุทธิ์สิ้นอาสวะกิเลสให้หมดไป จนถึงความพ้นทุกข์ได้ในที่สุด

ศีลที่ทำให้สิ้นอาสวะกิเลสได้อย่างไร ?

ก็ต้องฟังเรื่องศีลที่พระพุทธองค์ทรงแสดงต่อไปตามที่วิสุทธิมัคค์ได้รวบรวมเอามาแสดงไว้ เพราะวิสุทธิมัคค์เป็นหนทางเดินของจิตใจที่จะทำให้เข้าถึงความบริสุทธิ์ การที่จะรักษาศีล เจริญสมาธิ หรือว่าเจริญปัญญา ข้อสำคัญก็ต้องปฏิบัติธรรมให้ถูกต้อง ย่อมจะเป็นปัจจัยให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือสิ้นอาสวะกิเลสได้แน่นอน

ศีลที่แสดงไว้ในวิสุทธิมัคค์ มีทั้งหมด ๕ หมวด คือ
ศีลหมวดที่ ๑ มีอย่างเดียว
ศีลหมวดที่ ๒ มี ๗ อย่าง อย่างละ ๒ ข้อ
ศีลหมวดที่ ๓ มี ๕ อย่าง อย่างละ ๓ ข้อ
ศีลหมวดที่ ๔ มี ๔ อย่าง อย่างละ ๔ ข้อ

รวมศีลที่พระพุทธองค์ทรงแสดงในวิสุทธิมัคค์มีถึง ๕๖ ข้อ แต่ความจริงศีลมีมากกว่านั้น ตามที่แสดงแล้วในพระวินัยปิฎกมีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน การที่พระพุทธองค์ทรงแสดงศีลไว้มากมาย ก็เพื่อให้เห็นหน้าตาของกิเลสว่ามีมากมายจะได้รู้จักรักษาศีล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกิเลส เพราะถ้ารักษาศีลไม่ดีแล้วก็ทำกุศลให้ถึงความพ้นทุกข์ไม่ได้ เพราะกุศลขั้นต่ำยังทำไม่ได้ กุศลขั้นสูงจะทำสำเร็จได้อย่างไร ?

ด้วยเหตุนี้การได้ศึกษาเรื่องศีล ย่อมทำให้ได้เห็นหน้าตาของกิเลส มากมาย และยังได้เห็นพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงเรื่องศีล ให้ได้รู้เหตุผลตรงตามความเป็นจริงทุกอย่าง เช่น
ศีลในหมวดที่ ๑ ที่กล่าวว่าศีลมีอย่างเดียว ก็ทรงมุ่งถึงสภาวะของศีลเป็นสำคัญคือ ศีลนั้นเป็นพื้นฐานเบื้องต้นที่จะให้เกิดกุศลทั้งปวง หรือว่าเป็นที่รองรับของกุศลทั้งหลาย หรือว่าเป็นที่ทรงไว้ซึ่งกายวาจาไม่ให้ทำชั่วทุจริต จึงเป็นเหตุให้ทำกุศลอื่น ๆ ได้ เพราะฉะนั้นศีลจะมีกี่อย่างก็ตาม แต่ต้องมีลักษณะอย่างนี้เป็นความจริงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น จึงว่าศีลมีอย่างเดียว ส่วนที่แสดงศีลออกไปต่าง ๆ มากมายก็เอาความจริงในศีลข้อ ๑ นี้เองไปเป็นหมวดต่าง ๆ กัน ก็เอาออกไปจากลักษณะของศีลที่กล่าวไว้ว่าศีลมีหมวดเดียว คือศีลเป็นที่ตั้งที่รองรับให้เกิดกุศลทั้งปวง หรือศีลเป็นที่ทรงไว้ซึ่งกายวาจาไม่ให้ทำชั่ว เพราะถ้าหากว่าศีลไม่เกิดแล้ว กุศลใด ๆ ก็เกิดไม่ได้ นี้เป็นความหมายของศีลหมวดที่ ๑ ซึ่งมีอย่างเดียว

ส่วน ศีลหมวดที่ ๒ มี ๗ อย่าง อย่างละ ๒ ข้อ

ข้อที่ ๑ ได้แก่ จาริตศีลกับวาริตศีลจาริตศีล เป็นศีลที่ต้องประพฤติ เพราะเป็นคำสั่งที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ ถ้าหากไม่ประพฤติปฏิบัติตาม จาริตศีลก็เสียไป เช่นพระพุทธองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทให้ภิกษุปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็ต้องอาบัติ เช่นข้อวัตรปฏิบัติต่ออุปัชฌาย์อาจารย์จะต้องคอยรับใช้ช่วยเหลือ ถ้าไม่ปฏิบัติก็ผิดศีล หรือว่าภิกษุอาคันตุกะมาก็ต้องต้อนรับ หรือว่าภิกษุที่มีพรรษาอ่อนกว่า แม้ว่าจะเป็นพระราชาก็ต้องกราบไหว้ภิกษุที่มีพรรษาแก่กว่าซึ่งเป็นคนธรรมดา เพราะว่าการบวชนั้นต้องถือว่าคนที่บวชก่อนเป็นผู้ที่มีอาวุโสมากกว่าคนที่บวชทีหลัง ก็จะต้องเคารพผู้ที่บวชก่อน

ข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ เหล่านี้ถือว่าเป็นจาริตศีล เป็นศีลที่จะต้องปฏิบัติ แม้เป็นฆราวาสก็ต้องปฏิบัติตามจารีตประเพณีเหมือนกัน อย่างเช่นการเลี้ยงดูบิดามารดาหรือผู้มีพระคุณ อย่างนี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ ตลอดจนการงานต่าง ๆ ที่พอช่วยเหลือกันได้ก็ต้องช่วยเหลือกัน ถือว่าเป็น เวยยาวัจจมัย ซึ่งจัดว่าเป็นศีลที่เป็นการสงเคราะห์ช่วยเหลือกัน เป็นจารีตประเพณีเป็นสิ่งที่ควรจะต้องประพฤติเพราะเป็นความดี ถ้าหากว่าไม่ประพฤติก็ถือว่าผิดจาริตศีล จาริตศีลนี้จะสมบูรณ์ได้ก็ต้องอาศัยมีศรัทธามีความเพียร คือต้องเชื่อในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็นคำสอนที่มีประโยชน์ทำให้ละกิเลสได้ จึงได้เพียรปฏิบัติตามคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้เพื่อต้องการพ้นจากทุกข์ แต่ถ้าหากไม่มีศรัทธาแล้วก็จะไม่เชื่อ การที่ไม่เชื่อก็เพราะไม่เห็นคุณค่าของคำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งก็เกิดมาจากการเกียจคร้านไม่ชอบที่จะปฏิบัติความดี อันนี้ก็เป็นเหตุให้ศีลข้อนี้เสียไป ศีลที่เป็นจาริตศีลจะสมบูรณ์ได้ต้องอาศัยมีศรัทธามีความเพียร จึงรักษาจารีตศีลได้

ส่วน วาริตศีล ศีลที่เป็นข้อห้ามให้เว้น ห้ามไม่ให้ประพฤติอย่างศีล ๕ ห้ามไม่ให้ฆ่าสัตว์ ไม่ให้ลักทรัพย์ เป็นต้น อันนี้ต้องเว้นไม่ให้ประพฤติ ถ้าไปประพฤติก็ถือว่าผิดศีล การที่ผิดศีลตัวเองก็ต้องเป็นทุกข์เดือดร้อน อย่างศีลของพระที่เป็นเหตุให้ต้องอาบัติก็จัดว่าเป็นวาริตศีล จะต้องเว้นไม่ประพฤติ เพราะถ้าประพฤติแล้วก็เป็นอาบัติเป็นเหตุให้ล่วงศีลไป ก็ต้องดูด้วยว่าศีลใดเป็นจาริตศีล ศีลใดเป็นวาริตศีล คือศีลที่อยู่ในสิกขาบทมีทั้ง วาริตศีล คือศีลที่ห้ามไม่ให้ประพฤติ และ จาริตศีล คือศีลที่ต้องประพฤติ ผู้ที่เป็นภิกษุจะต้องรู้พระวินัยให้ดีถึงจะประพฤติศีลได้สมบูรณ์ จาริตศีลที่จะสมบูรณ์ได้ก็ต้องอาศัยมีศรัทธาและมีสติ คือมีศรัทธาเชื่อฟังคำสอนของพระพุทธองค์ และที่มีสติเพื่อป้องกันไม่ให้หลงลืมไปทำความชั่ว คือจะต้องมีการสำรวมอยู่ในศีลเสมอ ๆ อันนี้ต้องอาศัยมีสติเป็นสำคัญ ถ้าขาดสติแล้วก็จะเกิดกิเลสให้กระทำชั่วได้

ส่วนศีล ๒ ข้อที่ ๒ ได้แก่ อภิสมาจาริกศีล กับ อาทิพรหมจริยกศีล

สำหรับ อภิสมาจาริกศีล เป็นศีลที่เกี่ยวกับความประพฤติมารยาทอันดีงาม เป็นคุณสมบัติของผู้ดี ทำให้มีกายวาจาเรียบร้อย ศีลเกี่ยวกับมารยาทดีงามก็ทรงแสดงไว้ในเสขียวัตร ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติของภิกษุสามเณรที่แสดงไว้ในพระปาฏิโมกข์ ถ้าหากว่าใครปฏิบัติตามได้ก็ทำให้ผู้นั้นเป็นผู้ที่มีมารยาทดีงาม มีสมบัติผู้ดี เป็นข้อประพฤติปฏิบัติที่ดียิ่ง แม้เป็นฆราวาสก็ควรปฏิบัติทำให้เป็นผู้มีมารยาทดีงาม เพราะอภิสมาจาริกศีลเป็นศีลที่เกี่ยวกับมารยาท พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นศีลที่เหลือจากศีลที่มีอาชีวะเป็นที่ ๘ ที่เรียกว่าอาชีวัฎฐมกศีล คือศีลที่มีอาชีพบริสุทธิ์เป็นที่ ๘ เป็นศีลที่ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ ผู้นั้นจะต้องมีกายสุจริต ๓ วจีสุจริต ๔ และมีอาชีพสุจริต ๑ คือต้องเอาอาชีพว่าเป็นศีลที่มีอาชีวะเป็นที่ ๘ ด้วย สำหรับกายสุจริต ๓ ก็คือไม่ ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ล่วงกาม และวจีสุจริต ๔ คือไม่พูดโกหก ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ผู้ที่ปฏิบัติกายสุจริต ๓ วจีสุจริต ๔ ได้ถึงจะมีอาชีพบริสุทธิ์เป็นที่ ๘ ส่วนศีลที่พ้นจากอาชีวัฎฐมกศีลก็จัดว่าเป็น อภิสมาจาริกศีลทั้งหมด คือเป็นศีลที่เกี่ยวกับการประพฤติมารยาทให้ดีงาม

ส่วน อาทิพรหมจริยกศีล ศีลที่เป็นเบื้องต้นให้ถึงพรหมจรรย์ ก็คือ

อาชีวัฎฐมกศีลนั่นเอง ซึ่งมีอาชีวะเป็นที่ ๘ จัดว่าเป็นศีลในองค์มรรค ผู้ที่จะเจริญศีลนี้ให้บริบูรณ์ได้จะต้องเจริญอภิสมาจาริกศีล คือเกี่ยวกับการประพฤติมารยาทให้ดีงามก่อน แล้วถึงจะมาเจริญศีลที่เป็นเบื้องต้นที่จะให้ถึงพรหมจรรย์ได้ ถ้ากายวาจายังไม่สุจริตไม่เรียบร้อยแล้ว จะมาประพฤติอาทิพรหมจริยกศีล ศีลให้ถึงความสมบูรณ์เข้าถึงพรหมจรรย์ก็จะปฏิบัติไม่ได้ คือจะต้องปฏิบัติอภิสมาจาริกศีลก่อนแล้วจึงจะเจริญอาทิพรหมจริยกศีล คือศีลเบื้องต้นที่จะให้ถึงพรหมจรรย์ได้ อันเป็นศีลคู่ที่ ๒

ส่วนศีล ๒ ข้อที่ ๓ ได้แก่ วิรัติศีล กับอวิรัติศีล

สำหรับ วิรัติศีล คือศีลที่เว้นจากบาปธรรมทั้งหลายมีปาณาติบาตเป็นต้น วิรัติศีลก็หมายถึง ศีลที่มีวัตถุที่จะให้ล่วงศีล แล้วก็เว้นได้เฉพาะหน้าไม่ล่วงศีล เรียก ว่าวิรัติศีล
ส่วน อวิรัติศีล คือเจตนาศีล เป็นศีลที่ตั้งใจเว้นไว้ก่อนว่าจะประพฤติไม่ ให้ล่วงศีล ถึงแม้ว่ายังไม่มีวัตถุที่จะให้ล่วงศีล หรือมีวัตถุที่จะให้ล่วงศีลก็เว้นได้ เพราะมีเจตนาตั้งไว้เว้นไว้ก่อนแล้ว คือเป็นศีลอยู่ในตัวแล้ว เรียกว่าอวิรัติศีล คือเจตนาศีลที่ตั้งใจเว้นไว้ก่อนนั่นเอง

ส่วนศีล ๒ ข้อที่ ๔ ได้แก่ นิสิตศีล กับ อนิสิตศีล

สำหรับ นิสิตศีล ได้แก่ศีลที่มีตัณหาทิฎฐิ อาศัยเป็นศีลที่ไม่บริสุทธิ์เพราะมีกิเลสเป็นปัจจัย เช่นรักษาศีลเพื่อปรารถนาโภคสมบัติ ปรารถนาภพสมบัติ เพื่อไปเกิดในภพภูมิที่ดี ๆ จึงได้ทำบุญรักษาศีลเรียกว่าศีลอาศัยตัณหา

ส่วนศีลที่อาศัยทิฎฐิ คือเห็นว่าการไปเกิดในสวรรค์นั้นเป็นความสุข แต่ความจริงแล้วการที่ต้องไปเกิดอีกต้องมีขันธ์ ๕ อีก ท่านถือว่าเป็นทุกข์ เพราะว่าเกิดแล้วก็จะต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายอีก เพราะฉะนั้นผู้ที่เห็นว่าการไปเกิดในสวรรค์ว่าเป็นสุขก็ถือว่าเป็นความเห็นผิด หรือว่าบุคคลบางคนที่เข้าใจว่าการรักษาศีลอย่างเดียว ก็เป็นเหตุให้ถึงพระนิพพานได้ อย่างนี้ก็เป็นความเห็นผิดเหมือนกัน เรียกว่าเป็นศีลที่มีทิฎฐิอาศัย เพราะว่ามีกิเลสเป็นปัจจัยให้รักษาศีล คือต้องการความสุข เช่นปรารถนาความร่ำรวยหรือว่าปรารถนาภพที่จะไปเกิดในที่ดี ๆ อย่างนี้ก็เป็นศีลที่อาศัยของตัณหาและทิฎฐิเรียกว่านิสิตศีล

ส่วน อนิสิตศีล ศีลที่ไม่มีตัณหาทิฎฐิอาศัย เป็นศีลที่บริสุทธิ์เป็นเหตุให้ถึงพระนิพพานได้เพราะเป็นศีลในองค์มรรค คือต้องเจริญสติปัฏฐาน เป็นศีลที่ประกอบด้วยสมาธิและปัญญาจึงจะถึงนิพพานได้ ชื่อว่าอนิสิตศีล คือศีลที่ตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้

ส่วนศีล ๒ ข้อที่ ๕ ได้แก่ กาลปริยันตศีล กับ อาปาณโกฎิกศีล

สำหรับ กาลปริยันตศีล คือศีลที่มีที่สุดด้วยกาลเวลา อย่างเช่นผู้ที่มาบวชเป็นพระหรือเป็นชีก็มีกำหนดเวลารักษาศีล คือบวชอยู่เท่าไรก็รักษาศีลเท่าที่บวช พอสึกไปแล้วการรักษาศีลก็ไม่เคร่งครัด ก็เรียกว่าศีลนั้นสิ้นสุดด้วยกาลเวลา หรือว่าบางคนที่รักษาศีลอุโบสถก็รักษาเพียงแค่วันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ก็เรียกว่าศีลที่มีกำหนด เวลา เรียกว่ากาลปริยันตศีล

ส่วน อาปาณโกฎิกศีล ศีลมีที่สุดด้วยลมหายใจ คือบุคคลนั้นตั้งใจรักษาศีลไปตลอดชีวิตจนหมดลมหายใจ การรักษาศีลอย่างนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะรักษาศีลไม่ให้ล่วงศีลเลย ก็อาจจะเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องมีการล่วงศีลบ้าง แต่ว่าเมื่อล่วงศีลแล้วเขาก็ตั้งใจรักษาใหม่ไปตลอดชีวิตอย่างนี้เรียกว่า อาปาณโกฎิกศีล คือตั้งใจว่าจะรักษาศีลไปจนกว่าจะหมดลมหายใจ

ส่วนผู้ที่ไม่ได้ตั้งใจจะรักษาศีลตลอดชีวิต แต่ว่าเขาก็รักษาศีลเหมือนกัน คือถ้าเวลาที่มีวัตถุจะให้ล่วงศีลเขาก็เว้นได้ ที่เป็นสัมปัตตวิรัติ คือไม่ล่วงศีล เมื่อเขาเว้นได้เขาก็รักษาศีลไปเรื่อย ๆ แต่ไม่เรียกว่าอาปาณโกฎิกศีล เพราะไม่ได้ตั้งใจว่าจะรักษาศีลตลอดชีวิต เพียงแต่ว่าตั้งใจรักษาศีลไปเรื่อย ๆ อย่างนี้เอง คือเวลาที่มีเหตุจะให้ล่วงศีลเขาก็เว้นได้ไม่ล่วง ถ้ารักษาอย่างนี้ก็ไม่เรียกว่าเป็นอาปาณโกฎิกศีล คือถ้าเป็นอาปาณโกฎิกศีลแล้วนั้น จะต้องตั้งใจว่าจะรักษาศีลไปตลอดชีวิต ถ้าล่วงศีลไปแล้วก็ต้องตั้งต้นรักษาใหม่ ก็เพียรรักษาไปอย่างนี้ตลอดชีวิต

ศีล ๒ ข้อที่ ๖ ได้แก่ สปริยันตศีล กับ อปริยันตศีล

สำหรับ สปริยันตศีล คือศีลมีที่สุดด้วย ลาภ ยศ ญาติ อวัยวะ ชีวิต

ศีลที่มีที่สุดด้วยลาภ เช่นมีคนมาจ้างให้ไปเป็นพยานเท็จและอยากได้เงิน ศีลก็หมด หรือว่าบางคนที่ทำงานอยู่กับเงินมาก ๆ อยากได้เงินก็โกงเขา ศีลก็หมด เรียกว่าศีลมีที่สุดด้วยลาภ

ศีลมีที่สุดด้วยยศ คือคนที่มียศมีอำนาจก็สามารถใช้ยศใช้อำนาจทำให้ล่วงศีลได้อย่างเช่น ไม่พอใจใครก็โยกย้ายให้ไปทำงานที่อื่นโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ชอบใจก็ฆ่าทิ้ง ศีลก็หมดไปเพราะยศ

ศีลมีที่สุดด้วยญาติ เช่นญาติไปทำความผิด ถ้าหากว่าตัวพูดความจริงแล้วจะทำให้ญาติเดือดร้อนถึงกับต้องติดคุกติดตะรางจึงต้องพูดเท็จ ศีลก็ขาดเพราะญาติ

ศีลมีที่สุดด้วยอวัยวะ เช่นเขาบอกให้ไปขโมยของผู้อื่น ถ้าไม่ไปทำเขาก็ทุบตีเอาหรือทรมานด้วยอาการต่าง ๆ ให้ได้รับความเจ็บปวด เพราะกลัวความเจ็บจึงต้องทำตาม ก็เรียกว่าศีลมีที่สุดลงด้วยการรักษาอวัยวะ

ศีลมีที่สุดด้วยชีวิต เช่นผู้ร้ายจะยิงเรา ถ้าหากว่าเราไม่ป้องกันตัวต่อสู้ เราก็จะต้องเสียชีวิต เพราะรักษาชีวิตเราก็ต้องต่อสู้ เป็นเหตุให้เสียศีลไป ก็เรียกว่าศีลมีที่สุดด้วยชีวิต

การรักษาศีลจึงไม่ใช่เป็นสิ่งที่รักษาได้ง่าย ๆ เพราะเรายังตกเป็นทาสของกิเลสมีการรักตัวเองมาก เมื่อกิเลสจะใช้ให้ทำอะไร ก็สามารถที่จะทำตามใจกิเลสได้ทุกอย่าง เพราะเราไม่มีปัญญาเหนือกิเลสก็ต้องทำไปตามกิเลส กิเลสก็ทำลายเราให้ต้องเป็นทุกข์เดือดร้อนไปเรื่อย ๆ

สำหรับ อปริยันตศีล หมายถึงศีลไม่มีที่สุดด้วยลาภ ยศ ญาติ อวัยวะและชีวิต เพราะผู้ที่จะรักษาศีลข้อนี้ได้ต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาอยู่เหนืออำนาจของกิเลส ถึงแม้ว่าจะถูกฆ่าตายก็ยอมตาย แต่จะไม่ยอมให้เสียศีล เพราะเห็นว่าพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นประเสริฐหาได้ยากที่จะมาพบธรรมของพระพุทธองค์ได้นั้น เมื่อได้มาพบแล้วก็ควรที่จะปฏิบัติตามคำสอนไม่ยอมที่จะให้เสียศีล ถึงแม้ว่าชีวิตจะสิ้นไปก็ตาม เพราะตายแล้วเมื่อยังมีกิเลสอยู่ก็ต้องไปเกิดอีก เพราะฉะนั้นชีวิตจึงไม่ใช่เป็นสิ่งที่หาได้ยาก แต่ว่าธรรมของพระพุทธองค์นี้เป็นสิ่งที่หาได้ยากเหลือเกิน เพราะฉะนั้นก็ยอมเสียชีวิตเพื่อรักษาศีลไว้ ไม่ให้ล่วงศีลได้ไม่ว่าจะเป็นด้วยอำนาจของลาภ ยศ ญาติ อวัยวะ ชีวิต เขาจะไม่ยอมเสียศีลเลย เรียกว่าอปริยันตศีล

ศีล ๒ ข้อที่ ๗ ได้แก่โลกียศีล กับ โลกุตตรศีล

สำหรับ โลกียศีล หมายถึงศีลที่เป็นไปกับอาสวะ เพราะเรายังมีอาสวะกิเลสอยู่จึงเข้าใจว่าการรักษาศีลนี้เป็นของดี เพราะเป็นกุศลจึงได้รักษาศีล การรักษาศีลอย่างนี้ก็เป็นเหตุให้ได้ภพชาติมา คือจะต้องเวียนตายเวียนเกิดต่อไปอีก การรักษาศีลอย่างนี้เรียกว่าเป็นโลกียศีล คือศีลที่เป็นไปกับอาสวะ แต่ถ้ารักษาศีลเพื่อปรารถนาความสุขเพื่อปรารถนาภพชาติที่ไปเกิดดี ๆ ถ้ารักษาศีลอย่างนั้นจัดว่าเป็นนิสิตศีล ไม่ใช่โลกียศีล เพราะอาศัยศีลเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาทิฏฐิ ยินดีพอใจในทรัพย์หรือว่ายินดีพอใจในความร่ำรวยหรือว่าในภพชาติอย่างนี้เรียกว่าเป็นนิสิตศีล แต่ถ้าหากว่าเป็นโลกียศีล ศีลที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ คือผู้ที่รักษาศีล เห็นว่าศีลเป็นของดีจึงพอใจยินดีในการรักษาศีล อย่างนี้โลกียศีลเพราะยังมีอาสวกิเลสอยู่ เป็นศีลที่เป็นไปกับอาสวะ แต่ถ้ารักษาศีลเพื่อปรารถนาความสุขความร่ำรวย เพื่อไปเกิดในภพชาติที่ดีมีความสุข อย่างนี้เป็นนิสิตศีล ไม่ใช่โลกียศีล เพราะเป็นศีลที่อาศัยให้เกิดตัณหาทิฏฐิ ยังต้องการผลตอบแทนอยู่ ส่วนโลกียศีลเป็นศีลที่ยังยินดีในกิเลสอยู่ ยังไม่ต้องการความพ้นทุกข์

ส่วน โลกุตตรศีล ศีลที่ไม่เป็นไปกับอาสวะ คือเป็นศีลที่นำออกจากภพชาติ เพราะได้รู้แจ้งอริยสัจจ์แล้ว จึงไม่เห็นสิ่งใด ๆ ว่าเป็นสาระ แม้แต่ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เห็นว่าไม่เป็นสาระเพียงแต่ว่าอาศัยศีล สมาธิ ปัญญานั้นเป็นทางที่จะให้ถึงสิ่งที่เป็นสาระ คือพระนิพพานเท่านั้น ดังที่ท่านอุปมามรรค ๘ ซึ่งได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง ว่าเป็นเหมือนเรือหรือแพที่จะพาบุคคลข้ามฝากไปถึงฝั่งโน้น พอไปถึงฝั่งแล้วผู้นั้นก็ไม่ได้ชื่นชมยินดีที่จะแบกเอาเรือแพไปด้วย ก็คงทิ้งเรือแพนั้นไว้ที่ฝั่งขึ้นไปแต่ตัว ฉะนั้นการอาศัยศีล สมาธิ ปัญญาไปถึงพระนิพพานจึงได้ออกจากขันธ์ ๕ คือไม่ได้ติดในศีล สมาธิ ปัญญา แต่ถ้าหากว่าผู้นั้นยังชื่นชมยินดีในศีล สมาธิ ปัญญาอยู่ก็ออกจากขันธ์ ๕ ไม่ได้ก็ถึงนิพพานไม่ได้

อย่างเช่นพระพุทธเจ้าของเรา สมัยเมื่อพระองค์เป็นสุเมธดาบสในสมัยพระพุทธเจ้าทีปังกร ถ้าหากว่าพระองค์จะต้องการให้ได้อรหัตผลในวันนั้น พระองค์ก็สามารถที่จะสำเร็จได้ แต่เพราะเหตุที่พระองค์เห็นว่าจะได้ช่วยผู้อื่นให้พ้นจากทุกข์เป็นสิ่งสำคัญกว่า การที่สุเมธดาบสมีความเห็นอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นโลกียศีลเหมือนกัน คือยังเป็นศีลที่เป็นไปกับอาสวะกิเลส ยังไม่เป็นโลกุตตรศีล เพราะว่ายังเห็นสิ่งที่เป็นสาระอยู่จึงพ้นจากทุกข์ไม่ได้ แต่ส่วนผู้ที่ปฏิบัติโลกุตตรศีลได้ก็จะต้องไม่ติดในศีล สมาธิ ปัญญาเลย คือจะอาศัยแต่ศีลสมาธิปัญญา เป็นทางเดินเพื่อที่จะให้ถึงพระนิพพานเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ต้องการพระนิพพานจริง ๆ ก็จะต้องเห็นขันธ์ ๕ ว่าไม่มีสาระเหมือนกับคนที่มีศีรษะถูกไฟไหม้ ก็ต้องรีบหาน้ำดับไฟเพื่อที่จะให้พ้นจากทุกข์โดยเร็ว เพราะฉะนั้นผู้ที่เห็นขันธ์ ๕ ว่าเป็นทุกข์จริง ๆ แล้ว ก็ต้องรีบแสวงหาธรรมที่จะดับทุกข์ ต้องการที่จะไปให้พ้นจากทุกข์จริง ๆ จึงไม่เห็นสิ่งใด ๆ ว่าเป็นสาระหรือว่าเป็นของดีเลย การรักษาศีลเจริญสมาธิหรือว่าเจริญปัญญาก็เพื่อที่จะเป็นหน ทางที่จะให้ไปสู่ความพ้นทุกข์ โดยที่ว่าไม่ต้องการผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น ถึงจะมีศีลบริสุทธิ์ หมดจดจากกิเลสได้เป็นโลกุตตรศีล

ฉะนั้นการศึกษาธรรมจึงต้องศึกษาให้รู้ถึงเหตุผลความจริงของสภาวะ จะต้องเข้าใจให้ถูกจะได้ไม่หลงผิด ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเรื่องศีล ก็เพื่อที่จะให้เรารู้จักรักษาศีล ไม่ให้มีกิเลสเป็นปัจจัย จึงจะพ้นจากทุกข์ได้

เพราะฉะนั้นการรักษาศีลก็ต้องอาศัยการสำรวมอินทรีย์ให้มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ คือ รู้เท่าทันอารมณ์ที่กำลังปรากฏเป็นปัจจุบัน อันนี้ถึงจะเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้กิเลสเกิดขึ้นได้ และเป็นปัจจัยให้เกิดสมาธิ และปัญญาที่เข้าไปรู้ถึงเหตุผลตามความเป็นจริงได้ ถ้าหากว่าเราไม่ศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว การปฎิบัติศีลสมาธิปัญญาของเราก็ไม่สามารถที่จะทำให้หมดจดจากกิเลสได้ ถ้าเรารักษาศีลไปตามธรรมดาอย่างนี้ก็จะเป็นแต่โลกียศีลไปหมด ก็จะถึงความพ้นทุกข์ไม่ได้ แต่ถ้าเราจะปฏิบัติโลกุตตรศีล ก็ต้องอาศัยการเจริญสติปัฏฐานเท่านั้นถึงจะถึงโลกุตตรศีลได้

เพราะฉะนั้นการเจริญศีลสมาธิปัญญาจึงต้องรู้เหตุผลว่า การเจริญศีลสมาธิปัญญาอันใดที่มีกิเลสเป็นปัจจัยได้ หรือว่าเจริญแล้วไม่มีกิเลสเป็นปัจจัย จะต้องรู้ถึงจะรักษาศีลให้เข้าถึงความบริสุทธิ์ได้ และอีกนัยหนึ่งผู้ที่จะมีศีลบริสุทธิ์ได้ก็ต้องอาศัยรู้จักวินัยดีด้วย เพราะเหตุว่าพระวินัยนี้เป็นระเบียบข้อบังคับให้มีกายวาจาสุจริต การปฎิบัติวินัยก็คือการปฎิบัติศีลนั่นเอง ผู้ที่มีวินัยย่อมจะเป็นเหตุให้พ้นจากอบายได้ เพราะผู้มีวินัยดีก็จะไม่ล่วงศีล และผู้ที่มีวินัยดีได้ก็จะต้องมีอินทรีย์สังวรดีด้วย การที่มีอินทรีย์สังวรดีก็จะทำให้ไม่เกิดความเดือดร้อนใจ ทำให้เกิดความปราโมทย์เกิดปีติเกิดปัสสัทธิ เกิดสุข เกิดสมาธิ แล้วก็เกิดยถาภูตญาณทัสสนะทำให้เห็นธรรมตามความเป็นจริง คือเห็นนามรูปพร้อมทั้งปัจจัยที่เป็นเหตุให้เกิดนามรูป ย่อมจะเป็นปัจจัยให้เกิดนิพพิทาเบื่อหน่ายในขันธ์ ๕ ทำให้ละราคะคือถึงมรรคจิตได้ และทำให้ถึงวิมุติคือถึงผลจิตหลุดพ้นจากกิเลส จาการยึดมั่นถือมั่นก็เป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน

เพราะฉะนั้นโลกุตตรศีลที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นศีลที่นำขันธ์ออกจากภพ และเป็นภูมิของปัจเวกขณญาณคือผู้เจริญได้ถึงโลกุตตรศีลแล้วจะต้องมีปัจจเวกขณญาณมาพิจารณามรรคผลนิพพาน กิเลสที่ละกิเลสที่เหลืออีกทีหนึ่งเพื่อ ที่จะได้รู้ว่าตนนั้นเป็นผู้ที่หมดจดจากกิเลสไปแค่ไหนแล้ว หรือว่าหมดจดจากกิเลสโดยสิ้นเชิง จะต้องอาศัยมีปัจจเวกขณญาณมาพิจารณา ถ้าหากว่าเข้าถึงโลกุตตรศีลแล้ว ศีลนั้นก็บริสุทธิ์ทำให้พ้นจากทุกข์คือถึงพระนิพพานได้ แต่ถ้าหากว่าเป็นโลกียศีลแล้วก็จะไม่มีปัจจเวกขณญาณ คือไม่มีการพิจารณาถึงกิเลสที่ละกิเลสที่เหลือ จะมีก็แต่โลกุตตรศีลเท่านั้นที่ทำให้รู้ว่าผู้ที่เข้าถึงโลกุตตรศีลแล้ว ย่อมจะรู้ว่าตนนั้นบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสแค่ไหน หรือว่าหมดจดจากกิเลสเลย ก็สามารถที่จะรู้ได้ด้วยตนเอง ที่กล่าวมานี้ก็เป็นศีลหมวดที่ ๒ ที่มีด้วยกัน ๗ อย่าง

ส่วนศีลหมวดที่ ๓ มี ๕ อย่าง คือศีล ๓ ข้อที่ ๑ ได้แก่ หินศีล มัชฌิมศีล และปณีตศีล

สำหรับ หินศีล เป็นศีลขั้นต่ำคือศีลที่บุคคลรักษาด้วยมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ที่เป็นอธิบดีอย่างอ่อน เช่น รักษาศีลเพื่อปรารถนา ลาภ ยศ ชื่อเสียง เพื่อยกตนข่มผู้อื่น มีฉันทะความพอใจที่ยังเกลือกกลั้วอยู่กับกิเลสมาก เช่น ยกตนว่าเป็นคนมีศีลดี และไปติเตียนคนอื่นว่ามีศีลไม่ดี เป็นไปด้วยอำนาจของตัณหาทิฏฐิ เป็นเหตุให้รักษาศีล ก็จัดว่าเป็นหินศีล แต่เป็นศีลที่ประกอบด้วยอธิบดี ๔ อย่างอ่อน หินศีลก็คล้าย ๆ กันกับนิสิตศีล เพราะยังเป็นศีลที่อาศัยกิเลสเป็นปัจจัย คือมีตัณหาทิฏฐิอาศัยได้ ศีลที่รักษาอย่างนี้ก็เป็นเหตุให้ศีลเศร้าหมองจึงจัดว่าเป็นศีลอย่างต่ำ ๆ เรียกว่าหินศีล

ส่วน มัชฌิมศีล ศีลขั้นกลางคือศีลที่บุคคลรักษาด้วยอธิบดี ๔ อย่างกลางอันเกิดจากมีศรัทธาเชื่อกรรมเชื่อผลของกรรม รู้ว่ากรรมมีผลจริงจึงได้รักษาศีลเพื่อปรารถนาผลของบุญหรือว่าปรารถนาโภคทรัพย์ ปรารถนาภพ การรักษาศีลอย่างนี้ก็เพื่อต้องการผลตอบแทน คือต้องการได้ขันธ์ ๕ มา เมื่อได้ขันธ์ ๕ มาก็ต้องเป็นทุกข์อีก ยังไม่พ้นจากทุกข์เรียกว่า มัชฌิมศีล เป็นศีลขั้นกลาง อีกอย่างหนึ่งการรักษาศีลที่เป็นมัชฌิมศีล หมายเอาการรักษาศีลของพระอริยะสาวก หรือของพระปัจเจกพุทธเจ้าที่รักษาศีลเพื่อให้ตนพ้นจากทุกข์ คือเอาเฉพาะตัวเองให้พ้นจากทุกข์ อย่างนี้ท่านก็จัดว่าเป็นมัชฌิมศีลเหมือนกัน

ส่วน ปณีตศีล คือศีลที่ประณีต ศีลที่บุคคลรักษาด้วยอธิบดี ๔ อย่างประณีตโดยคิดว่าการรักษาศีลนั้นเป็นสิ่งที่ควรประพฤติจึงไม่หวังผลตอบแทน คือรักษาศีลเพื่อที่จะให้พ้นจากทุกข์เป็นศีลในองค์มรรคจัดว่าเป็นโลกุตตรศีลจึงเป็นปณีตศีล อีกอย่างหนึ่งศีลที่พระโพธิสัตว์รักษาเพื่อขูดเกลากิเลสเพื่อสร้างบารมีที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อที่จะช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นทุกข์จัดว่าเป็นปณีตศีลเหมือนกัน

แม้มัชฌิมศีลที่เป็นของพระอรหันต์ทั้งหลายที่ต้องการให้ตัวเองพ้นจากทุกข์ก็จัดว่าเป็นมัชฌิมศีล แต่ถ้าหากว่ารักษาศีลเพื่อประโยชน์ที่จะช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากทุกข์ด้วย อย่างเช่นผู้ที่เป็นพระโพธิสัตว์ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้ารักษาศีลเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากทุกข์ คือตัวเองก็พ้นจากทุกข์ด้วยแล้วก็ให้ผู้อื่นพ้นจากทุกข์ด้วย ก็จัดว่าเป็นปณีตศีล

เพราะฉะนั้นในการรักษาศีลก็ต้องรู้เหตุผลเหมือนกัน บางคนรักษาศีลอยากได้บุญก็มี บางคนรักษาศีลเพื่อที่จะละบาปก็มี การรักษาศีล ๒ อย่างนี้ก็ไม่เหมือนกัน ถ้าคนที่รักษาศีลอยากได้บุญก็เรียกว่ามัชฌิมศีล แต่ถ้าคนที่รักษาศีลแล้วเพื่อที่จะละบาปหรือกิเลสให้หมดไป อย่างนี้ก็เป็นประณีตศีล คือจะทำให้ถึงโลกุตตรศีลได้ ฉะนั้นเราก็ต้องรู้ด้วยว่าการรักษาศีลนั้น จะรักษาศีลเพื่อที่จะเอาบุญหรือว่ารักษาศีลเพื่อที่จะละบาปคือละกิเลสให้หมดไป ก็ไม่เหมือนกัน

ศีล ๓ ข้อที่ ๒ ได้แก่ อัตตาธิปไตยศีล โลกาธิปไตยศีล และธัมมาธิปไตยศีล

สำหรับ อัตตาธิปไตยศีล คือศีลที่ปรารภตนเป็นใหญ่เป็นศีลที่ยิ่งด้วยหิริ คือเป็นผู้ที่มีความละอายบาปไม่กล้าทำชั่ว จึงรักษาศีลเพื่อให้ตนเป็นคนดีเพราะเคารพในตน เรียกว่า อัตตาธิปไตยศีล

ส่วน โลกาธิปไตยศีล คือศีลที่ปรารภโลกเป็นใหญ่ เป็นศีลที่ยิ่งด้วยโอตตัปปะ คือเป็นผู้ที่เกรงกลัวต่อบาป เกรงกลัวต่อคนอื่นจะติเตียนว่าตนเป็นคนไม่ดีจึงได้รักษาศีลเพื่อที่จะให้ชาวโลกเขายกย่องเคารพว่าตนเป็นคนดี การรักษาศีลอย่างนี้ก็เป็นโลกาธิปไตยศีล

ส่วน ธัมมาธิปไตยศีล คือศีลที่ปรารภธรรมเป็นใหญ่ เพราะเห็นคุณของธรรมะว่าเป็นธรรมที่ประเสริฐ เป็นธรรมที่นำสัตว์ออกจากทุกข์เป็นศีลที่ประกอบ ด้วยศรัทธาและปัญญา เพราะฉะนั้นธัมมาธิปไตยศีลก็เป็นการรักษาศีลเพื่อจะบูชาพระธรรม เพราะเห็นว่าการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้เป็นสิ่งที่หาได้ยากอย่างยิ่ง จึงได้ปฏิบัติตามธรรมเพื่อให้ตนพ้นจากทุกข์ เพราะถ้าไม่ได้พบพระธรรมแล้วตัวก็จะต้องเป็นทุกข์ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฎฎ์ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดทุกข์เอาเมื่อไร การที่ได้มีโอกาสมาพบธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นโชคดีที่สุดจึงได้รักษาศีล อย่างนี้เป็นธัมมาธิปไตยศีล เพราะเห็นว่าธรรมของพระพุทธองค์นั้นเป็นสิ่งที่หาได้ยากอย่างยิ่ง คือรักษาศีลเพื่อบูชาพระธรรมแล้วก็ยังสามารถช่วยตนเองให้พ้นทุกข์ได้ เพราะว่าสิ่งที่หาได้ยากนั้น ท่านแสดงไว้มี ๕ อย่าง คือ

๑.การบังเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่เกิดได้ยากอย่างยิ่ง เพราะผู้ที่จะมาสร้างบารมีเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นหาได้ยาก เพราะการสร้างบารมีต้องใช้เวลานานมาก พระพุทธศาสนาจึงไม่ได้มีอยู่ตลอดกาล
๒.การได้เกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่หาได้ยากเหมือนกัน เพราะจะต้องอาศัยทำกุศลมากถึงจะเกิดเป็นมนุษย์ได้
๓.การได้พบพระพุทธศาสนาก็เป็นสิ่งที่หาได้ยากอีกเหมือนกัน เพราะการจะพบพุทธศาสนาได้นั้น จะต้องรู้จักคำสอนของพระพุทธองค์ให้ถูกต้อง จึงจะชื่อว่าได้พบพระพุทธศาสนา
๔.การที่จะได้พบพระพุทธศาสนาแล้วได้ฟังธรรม เข้าใจธรรมะก็หาได้ยากอีก
๕.การฟังธรรมแล้วจะให้เข้าใจธรรม นำเอาไปปฏิบัติให้พ้นจากทุกข์ได้ก็หาได้ยาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่งอย่างนี้ถ้าหากว่าเราปฏิบัติได้ ก็เรียกว่าได้บูชาพระธรรม คือได้บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะได้ช่วยตนเองให้พ้นจากทุกข์ด้วย

ศีล ๓ ข้อที่ ๓ ได้แก่ปรามัฎฐศีล อปรามัฎฐศีล และปฎิปัสสัทธิศีล

สำหรับ ปรามัฎฐศีล คือศีลที่ถูกตัณหาทิฎฐิลูบคลำคล้าย ๆ กับนิสิตศีลนั่นเอง คือศีลที่ยังต้องอาศัยตัณหาทิฏฐิ เป็นเหตุให้ศีลนั้นเศร้าหมอง ได้อานิสงส์น้อย เช่นอยากได้ความสุข อยากได้ความร่ำรวย อยากไปสวรรค์จึงได้รักษาศีล เมื่อรักษาศีลแล้วก็เป็นเหตุให้ได้สมบัตินั้นมา พอได้สมบัติมาแล้วก็เพลิดเพลินกับสมบัตินั้นทำให้ออกจากทุกข์ไม่ได้ เพราะมีตัณหาทิฎฐิจึงได้อานิสงส์น้อย เพราะการรักษาไม่เป็นเหตุให้ได้ถึงนิพพาน เพราะอาศัยกิเลสอาศัยความโง่รักษาศีล จึงเป็นศีลที่เป็นไปในวัฏฏทุกข์

ส่วน อปรามัฏฐศีล ศีลที่ไม่อาศัยตัณหาทิฏฐิลูบคลำ ไม่ถูกกิเลสยึดมั่นทำให้ศีลไม่เสีย จึงเป็นศีลของกัลยาณชน หรือว่าเป็นศีลของเสขบุคคล เป็นศีลที่รู้ประโยชน์รู้อานิสงส์ไม่อาศัยตัณหาทิฎฐิทำไป เป็นศีลที่ปฏิบัติเพื่อให้ถึงมรรคอันเป็นศีลของกัลยาณชน คือผู้ที่เจริญสติปัฎฐานถ้าเป็นศีลที่สัมปยุตกับมรรค ก็เป็นศีลของพระเสขบุคคล เป็นศีลที่ละตัณหาทิฏฐิได้คือกำลังทำมรรคให้เกิดก็จัดว่าเป็นอปรามัฎฐศีล หรือเป็นโลกุตตรศีลก็ได้

ส่วนศีลที่ถูกกิเลสลูบคลำ เพราะกิเลสไม่ต้องการให้พ้นทุกข์ก็เรียกว่าเป็นปรามัฏฐศีล ถ้าเป็นศีลที่ไม่ถูกกิเลสลูบคลำเพราะมีปัญญาทำให้รู้แจ้งอริยสัจจ์ ๔ ได้ก็เป็นอปรามัฎฐศีล

ส่วน ปฏิปัสสัทธิศีล คือศีลที่สงบระงับกิเลสตัณหาทิฎฐิแล้ว เป็นศีลที่สัมปยุตกับผลจิตเกิดกับพระเสขบุคคลและพระอเสขบุคคล เป็นศีลที่สัมปยุตกับมรรคก็เป็นศีลของพระเสขบุคคล ยังกำลังทำกิจละกิเลสอยู่ยังไม่แล้ว ก็เป็นปรามัฏฐศีล ส่วนศีลที่สัมปยุตกับผลจิตเป็นศีลที่สงบระงับกิเลสแล้ว จัดว่าเป็นปฎิปัสสัทธิศีล เป็นวิมุติหลุดพ้นจากกิเลส

สำหรับการหลุดพ้นที่เรียกว่าวิมุติ มีการหลุดพ้นได้ ๒ อย่าง คือ

๑. หลุดพ้นแห่งจิต ด้วยสมาบัติ ๘ เป็นการหลุดพ้นจากกิเลสด้วยการข่มไว้ได้ด้วยฌาน เรียกว่าอธิมุติแห่งจิต คือหลุดพ้นด้วยอำนาจของสมาธิ อย่างนี้ยังหลุดพ้นไม่เด็ดขาด เพราะหลุดพ้นด้วยการข่มไว้เท่านั้นเอง

๒. หลุดพ้นจากตัณหา ด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนาปัญญา สามารถทำลายกิเลสให้ขาดเป็นสมุจเฉทถึงพระนิพพาน เป็นการหลุดพ้นด้วยปัญญา

อีกอย่างหนึ่งการหลุดพ้นที่เรียกว่าวิมุติมี ๕ อย่าง คือ

๑. ตทังควิมุติ หมายถึงการหลุดพ้นชั่วคราวด้วยวิปัสสนาญาณ ที่เข้าไปเห็นนามรูปเกิดดับแล้ว จะเรียกว่าวิมุติที่หลุดพ้นเป็นตทังคะ คือหลุดพ้นเป็นขณะ ๆ

๒. วิขัมภณวิมุติ คือหลุดพ้นด้วยการข่มไว้ด้วยฌาน สำหรับผู้ที่ทำฌานในเวลาที่ได้ฌานอยู่ก็หลุดพ้นจากกิเลสด้วยการข่มไว้ชั่วคราวเรียกว่า วิขัมภณวิมุติ

๓. สมุจเฉทวิมุติ คือหลุดพ้นเด็ดขาดคือถึงมรรคจิตกำลังละกิเลส

๔. ปฏิปัสสัทธิวิมุติ คือหลุดพ้นสนิท หมายถึงเข้าถึงผลจิตละกิเลสแล้ว

๕. นิสรณวิมุติ คือหลุดพ้นหมดเลย หมายถึงว่าถึงนิพพานสงบกิเลสแล้ว

การปฏิบัติศีลก็มีทั้งโลกียศีลกับโลกุตตรศีล ท่านก็แสดงให้เราได้รู้ถึงเหตุผลหลาย ๆ อย่าง ก็เป็นเรื่องที่ควรฟังแล้วก็ยังเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะทำให้เราได้ขุดเกลากิเลสให้รักษาศีลได้ดี

ศีลหมวด ๓ ข้อที่ ๔ ได้แก่ วิสุทธิศีล อวิสุทธิศีล และ เวมติกศีล

สำหรับ วิสุทธิศีล คือศีลที่บริสุทธิ์เป็นศีลที่ภิกษุไม่ต้องอาบัติ คือทำดีแล้วก็ถือว่าเป็นศีลบริสุทธิ์ หรือภิกษุที่ต้องอาบัติแล้วมีการทำคืน คือปลงอาบัติแล้วก็ถือว่าศีลนั้นก็บริสุทธิ์หมดจดเหมือนกัน ก็เป็นวิสุทธิศีล

ส่วนอวิสุทธิศีล คือศีลที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นศีลที่ภิกษุต้องอาบัติแล้ว และยังไม่ได้ทำคืน คือยังไม่ได้ปลงอาบัติ ก็เป็นศีลไม่บริสุทธิ์ เป็นอวิสุทธิศีล แต่ว่าการที่ต้องอาบัติสำหรับภิกษุที่ต้องอาบัติ ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นผู้ที่มีศีลไม่บริสุทธิ์เสมอไปก็ไม่ใช่ เพราะว่าผู้ที่เป็นพระอรหันต์ยังต้องอาบัติได้ แต่ว่าพระอรหันต์ก็เป็นผู้ที่บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสแล้ว การที่พระอรหันต์ยังต้องอาบัติอีกก็ไม่ใช่เกิดจากกิเลส แต่เกิดจากการสำคัญผิด เช่นสำคัญกาลผิดว่ายังไม่สิ้นเวลาเพล แล้วก็ไปฉันอาหาร อันนี้ก็เรียกว่าต้องอาบัติ คือฉันอาหารเลยเวลาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอาบัติท่านก็ต้องทำคืน คือต้องปลงอาบัติเพื่อให้ถูกต้องตามพระวินัย ทำให้ผู้อื่นติเตียนไม่ได้

สำหรับ เวมติกศีล เป็นศีลที่เกิดจากความสงสัยของภิกษุในเรื่องศีลที่เกี่ยวกับการประพฤติของตนว่าบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ หรือสงสัยเกี่ยวกับวัตถุที่เป็นเหตุที่จะให้เสียศีล อย่างเช่นสงสัยว่าอันนี้เป็นเนื้อหมูหรือว่าเป็นเนื้อหมีแล้วก็บริโภค เมื่อเกิดความสงสัยขึ้นมาอย่างนี้ ถ้าจะให้ศีลนั้นบริสุทธิ์ก็ต้องปลงอาบัติ เพื่อให้เกิดความสบายใจ ทำให้ศีลนั้นบริสุทธิ์อย่างเดิม และในการปลงอาบัติของพระก็จะต้องตั้งใจปลงด้วยว่าจะไม่ทำผิดอย่างนี้อีก คือต้องมีการตั้งใจเอาไว้ด้วยจึงจะทำให้ปฏิบัติศีลได้ดีไม่ล่วงศีลบ่อย ๆ

ศีลหมวด ๓ ข้อที่ ๕ ได้แก่ เสขศีล อเสขศีล และเนวเสขนาเสขศีล


สำหรับ เสขศีล คือศีลของผู้ที่ยังต้องศึกษาอยู่ เป็นศีลของพระเสขบุคคล จำพวกที่ยังต้องศึกษา ต้องปฏิบัติเพื่อให้หมดจดจากกิเลส เป็นศีลของพระเสขบุคคลที่สัมปยุตด้วยมัค ๔ ผล ๓ เป็นโลกุตตรศีลแน่นอน แต่ว่าเวลาที่พระเสขบุคคลประพฤติปฏิบัติศีลตามธรรมดาที่เป็นไปกับโลกีย์ ก็ต้องถือว่าศีลที่พระเสขบุคคลรักษานั้นเป็นเสขศีลด้วย เพราะว่าผู้ที่ปฏิบัติศีลแม้ว่าจะเป็นโลกียศีล แต่เป็นพระเสขบุคคล ก็ต้องเรียกว่าเป็นเสขศีลเหมือนกัน


ส่วน อเสขศีล คือศีลของผู้ที่ไม่ต้องศึกษาแล้ว เพราะหมดจดจากกิเลสแล้วเป็นศีลของพระอรหันต์ที่สัมปยุตกับอรหัตตผลเป็นโลกุตตรศีล แต่พระอรหันต์ท่านก็ยังมีอารมณ์เป็นโลกีย์อยู่ แต่การประพฤติของท่านก็ต้องจัดว่าเป็นอเสขศีลด้วย ไม่ใช่เป็นโลกียศีล เพราะท่านเป็นพระอรหันต์เป็นผู้ที่ไม่ต้องศึกษา คือหมดกิจที่จะ ต้องทำอีกแล้ว เพราะว่าหมดจดจากกิเลสแล้ว ก็เรียกว่าเป็นอเสขศีล


ส่วน เนวเสขนาเสขศีล คือศีลของผู้ที่ศึกษาก็ไม่ใช่ ไม่ศึกษาก็ไม่ใช่ คือเป็นศีลของปุถุชนอันได้แก่ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ยังเป็นโลกียศีลทั้งนั้น เพราะยังเป็นไปกับอารมณ์ของอาสวะ อารมณ์ของศีลก็เป็นพวกโลกียธรรม ศีลนั้นก็จัดว่าเป็นโลกียศีล คือเป็นศีลที่เหลือจากเสขศีล กับอเสขศีล ก็เรียกว่าเป็นโลกียศีลทั้งหมด ในศีล ๓ อย่างก็ยังมีแสดงไว้อีกอย่างหนึ่งที่กล่าวไว้ในปฎิสัมภิทามรรคซึ่งได้แก่ กุศลศีล อกุศลศีล และอัพยากตศีล

เพราะคำว่าศีลแปลว่า ปกติ เช่นคนที่ทำบุญเป็นปกติ ก็เรียกว่าเป็นกุศลศีล ถ้าพวกที่ทำบาปเป็นปกติก็เรียกว่าเป็นอกุศลศีล ส่วนที่ไม่เป็นบุญไม่เป็นบาป เป็นปกติก็เรียกว่า อัพยากตศีล คือเป็นความประพฤติของพระอรหันต์ที่ท่านละกิเลสหมดแล้วไม่มีทั้งบุญทั้งบาป การประพฤติของพระอรหันต์ก็เป็นอัพยากตศีล แต่ท่านไม่ได้เอามาแสดงไว้ในวิสุทธิมัคค์ เพราะศีล ๓ อย่างนี้มีอกุศลศีลด้วย ซึ่งอกุศลศีลให้ผลเป็นทุกข์ไม่ได้ให้ผลพ้นทุกข์ จึงไม่เอามาจัดเข้าไว้ในวิสุทธิมรรค เพราะวิสุทธิมรรคเป็นศีลที่เป็นหนทางเดินที่จะให้ถึงความบริสุทธิ์พ้นจากทุกข์ แต่ที่เอามาพูดไว้ในที่นี้ด้วย เพราะว่าเป็นพวกศีล ๓ ประเภทเหมือนกัน คือเป็นกุศลศีล อกุศลศีล และอัพยากตศีล แต่ไม่ได้อยู่ในวิสุทธิมรรค

ศีลหมวด ๔ มี ๔ อย่าง อย่างที่ ๑ ได้แก่ หานภาคิยศีล ฐิติภาคิยศีล วิเสสภาคิยศีล และนิพเพทภาคิยศีล

หานภาคยศีล คือศีลที่มีส่วนแห่งความเสื่อม หมายความถึงภิกษุที่ชอบคบกับคนทุศีลไม่คบกับคนมีศีล เพราะไม่เห็นโทษในการก้าวล่วงศีล และก็ไม่รู้จักโทษในการก้าวล่วงวัตถุ เป็นผู้ที่มากไปด้วยมิจฉาสังกัปปะ คือคิดแต่ในเรื่องกามคุณ หรือว่าในเรื่องการพยาบาท ในเรื่องการเบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน และไม่รู้จักรักษาอินทรีย์ทั้งหลาย ก็เป็นเหตุให้ศีลนี้เสื่อมไปล่วงอาบัติ อย่างเช่นภิกษุที่ไม่คบกับพระสารีบุตรไม่คบกับพระอานนท์ แต่ไปคบกับพระเทวทัต ก็เป็นเหตุให้เห็นผิดตามพระเทวทัตไป เช่นในการทำสังฆเภทก็ทำให้ภิกษุที่ตามพระเทวทัตไปเป็นผู้ทุศีล ศีลอย่างนี้ก็จัดเป็น หานภาคิยศีลคือเป็นศีลที่ทำให้เกิดความเสื่อมคือเสื่อมจากศีลไป

ฐิติภาคิยศีล คือศีลที่มีส่วนแห่งความตั้งอยู่ หมายความว่าภิกษุนั้นพอ ใจที่จะรักษาแต่ศีลอย่างเดียว ไม่เพียรที่จะเจริญกุศลอย่างอื่นให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป คือตั้ง อยู่เพียงศีลเท่านั้น ศีลก็ไม่เสื่อมแต่ว่าไม่เจริญขึ้นก็เรียกว่าฐิติภาคิยศีล

วิเสสภาคิยศีล คือศีลที่มีส่วนแห่งคุณวิเศษที่สูงขึ้นไป เช่นภิกษุที่รักษาศีลแล้วก็มาเจริญสมาธิเพื่อให้จิตสงบยิ่งขึ้น เพราะว่ารักษาศีลมา กายวาจาก็สงบเรียบร้อยดีแล้ว ก็มาเจริญสมาธิเพื่อที่จะให้จิตใจสงบระงับกิเลสอย่างกลางได้อีก คือทำคุณธรรมให้เพิ่มขึ้นด้วยการเจริญสมาธิเท่านั้นเรียกว่าวิเสสภาคิยศีล

ส่วน นิพเพทภาคิยศีล ศีลที่มีส่วนแห่งการแทงตลอดอริยสัจจ์ ๔ คือรักษาศีลแล้วมาก็เจริญวิปัสสนาต่อโดยไม่ต้องไปเจริญสมาธิก่อน เพราะการเจริญวิปัสสนาก็เป็นเหตุให้หมดจดจากกิเลสพ้นจากทุกข์ได้ ก็เป็นเหตุให้ภิกษุนั้นรักษาศีลแล้วก็มาเจริญวิปัสสนาเนือง ๆ เพื่อที่จะชำระกิเลส คือตัณหาให้หมดไปเป็นเหตุให้แทงตลอดอริยสัจจ์ ๔ ได้ เพราะฉะนั้นการเจริญวิปัสสนาเนือง ๆ จึงเป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่ายในสังขาร เพราะสังขารนั้นมีแต่ทุกข์มีแต่โทษที่ต้องคอยเยียวยาแก้ไขอยู่ตลอด เวลา เมื่อเห็นความจริงอย่างนี้ก็เป็นเหตุให้หมดความยินดีในสังขาร การรักษาศีลอย่าง นี้ก็เป็นปัจจัยให้เจริญวิปัสสนาจนกระทั่งรู้แจ้งอริยสัจจ์ ๔ ได้เชื่อว่านิพเพทภาคิยศีล

ส่วนศีล ๔ อย่างที่ ๒ ได้แก่ ภิกขุศีล ภิกขุณีศีล อนุปสัมบันนศีล และคฤหัสถศีล

ภิกขุศีล คือศีลของภิกษุได้แก่ศีล ๒๒๗ ที่มีมาในพระปาฎิโมกข์เป็นศีลที่พระภิกษุจะต้องรักษา ถ้ารักษาศีล ๒๒๗ ได้ก็สามารถเป็นปัจจัยให้พ้นจากทุกข์ได้แน่นอน เพราะการที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติให้รักษาศีลมากมายอย่างนี้ ประโยชน์ก็เพื่อที่จะกำจัดกิเลสเป็นสำคัญเพราะกิเลสมีมากมาย เพราะฉะนั้นศีลที่จะละกิเลสก็ต้องมีมากด้วย ถ้าหากว่าพระพุทธองค์ยังอยู่ถึงเดี๋ยวนี้ ศีลของภิกษุก็ต้องเพิ่มมากกว่า ๒๒๗ อีก เพราะสมัยนี้มีกิเลสเกิดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นภิกขุศีลก็ได้แก่ศีล ๒๒๗ ของภิกษุที่จะต้องประพฤติปฏิบัตินั่นเอง

ภิกขุณีศีล ได้แก่ศีลของภิกษุณี มีถึง ๓๑๑ ข้อมากกว่าของภิกษุก็เพราะว่าเหตุที่จะให้เกิดกิเลสมีมากกว่าภิกษุ การรักษาศีลของภิกษุณีที่จะให้บริสุทธิ์จึงรักษาได้ยากเป็นเหตุให้ภิกษุณีหมดไป เพราะไม่สามารถที่จะรักษาศีลได้บริบูรณ์

อนุปสัมปันนศีล เป็นศีลของผู้ที่ไม่ใช่เป็นอุปสัมบัน คือไม่ใช่ภิกษุ ได้ แก่ศีลของสามเณรและศีลของสามเณรี ซึ่งได้แก่ศีล ๑๐ ที่สามเณรจะต้องรักษา เรียกว่าเป็นอนุปสัมปันศีล

ส่วน คฤหัสถศีล ได้แก่ศีลของผู้ครองเรือนหรือศีลของอุบาสกอุบาสิกา ซึ่งได้แก่ศีล ๕ ศีล ๘ ศีลอุโบสกนั่นเอง เรียกว่าเป็นคฤหัสถศีล

ส่วนศีล ๔ อย่างที่ ๓ ได้แก่ ปกติศีล อาจารศีล ธัมมตาศีล และปุพพเหตุกศีล

ปกติศีล ก็เป็นศีลตามสภาวะ ได้แก่ศีล ๕ เป็นศีลที่เป็นปกติของมนุษย์ที่จะต้องรักษาเพื่อให้ตัวเองพ้นจากเวรภัย ถ้าใครไม่รักษาศีล ๕ ก็ถือว่าผิด ปกติของความเป็นมนุษย์ ผู้ที่ไม่รักษาศีล ๕ จึงได้มีทุกข์โทษภัยมาก เพราะเกิดจากการที่ไม่รักษาศีลนั่นเอง

ศีล ๕ ท่านถือว่าเป็นปกติศีลของคนชาวอุตรกุรุทวีปเขาจะต้องรักษาศีล ๕ เป็นปกติเป็นธรรมชาติของเขา เขาจะไม่ก้าวล่วงศีล ๕ เลยฉะนั้นศีล ๕ ของชาวอุตรกุรุทวีปก็เรียกว่าปกติศีล

อาจารศีล คือข้อประพฤติที่เป็นมารยาทของตน ๆ หรือว่าของตระกูลของประเทศของลัทธิ ในการกระทำกรรมที่ไม่มีโทษ คือกระทำกรรมไปตามจารีตประเพณีที่รักษาสืบต่อ ๆ กันมาอย่างนี้จัดว่าเป็นอาจารศีล เช่นทำบุญตามประเพณีหรือว่าทำบุญประจำตระกูลอย่างนี้ หรือพวกพราหมณ์บางพวก เขาถือการไม่ดื่มน้ำ เมาว่าเป็นการประพฤติที่ดี เรียกว่าอาจารศีล

ธัมมตาศีล ได้แก่ศีลที่มีมาแล้วโดยธรรมดาโดยนิยามแห่งเหตุ เป็นศีลที่ถึงความขูดเกลากิเลสอย่างยิ่งโดยสภาวะของตนย่อมมีแก่มารดาของพระโพธิสัตว์ ด้วยเดชแห่งศีลและด้วยอานุภาพแห่งคุณของพระโพธิสัตว์ ผู้ที่มีความสูงส่งยิ่งด้วยศีลบารมี ซึ่งกำลังอยู่ในครรภ์พระมารดา คือเมื่อพระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ครรภ์พระมารดาในวันใด วันนั้นพระมารดาของพระโพธิสัตว์จะต้องรักษาอุโบสถศีล และก็จะต้องรักษาศีล ๘ ไปจนกว่าพระโพธิสัตว์นั้นจะประสูติ และในระหว่างที่ตั้งครรภ์อยู่นั้นก็จะไม่ยินดีในบุรุษเลยแม้แต่พระบิดาของพระโพธิสัตว์ เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติแล้วพระมารดาก็จะมีอายุอยู่ได้อีก ๗ วันแล้วก็จะสิ้นพระชนม์ การรักษาศีลของพระมารดาพระโพธิสัตว์นี้เรียกว่าเป็น ธัมมาตาศีล คือเป็นศีลที่เกิดจากนิยามแห่งเหตุคือ เมื่อพระโพธิสัตว์จะมาอุบัติขึ้นในครรภ์ของพระมารดาก็จัดว่าเป็นธัมมตาศีล

ปุพพเหตุกศีล ได้แก่ศีลที่เคยรักษามาแล้วในกาลก่อน เป็นเหตุให้ชาตินี้ได้มารักษาศีลต่อทำให้ไม่ล่วงศีลได้ง่าย ๆ อย่างเช่นศีลของพระโพธิสัตว์ของพระอรหันต์ และของสาวกทั้งหลายที่เคยรักษาศีลมาแล้วจากชาติก่อน ๆ เป็นเวลานับไม่ถ้วน เป็นศีลของผู้ที่มีความหมดจด คือรักษาศีลมานานเรียกว่าเป็นปุพพเหตุกศีล อาศัยการรักษาศีลในชาติก่อน ๆ ก็เป็นปัจจัยให้ได้มารักษาศีลในชาตินี้ได้ดี

ส่วนศีล ๔ อย่างที่ ๔ ได้แก่ ปาฎิโมกขสังวรศีล อินทรียสังวรศีล อาชีวปาขิสุทธศีล ปัจจยสันนิสสิตศีล สำหรับศีล ๔ อย่างนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่าจตุปาริสุทธิศีล คือเป็นศีลที่จะทำให้เข้าถึงความบริสุทธิ์

ปาฏิโมกขสังวรศีล ศีลที่ยังสัตว์ให้หลุดพ้นโดยประการต่าง ๆ เช่นหลุดพ้นจากอบายภูมิ ๔ หลุดพ้นจากกามภูมิ หลุดพ้นจากวัฎฎทุกข์ทั้งปวง คือผู้ที่รักษาปาฎิโมกข์ศีลได้สมบูรณ์ก็จะเป็นเหตุให้หลุดพ้นจากทุกข์ คือทำให้หลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์ไปตามเหตุที่ตนเองรักษาศีลได้ ปาฏิโมกขสังวรศีลจัดว่าเป็นศีลของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยความประพฤติที่ไม่ก้าวล่วงกิเลสอย่างหยาบทางกายทางวาจา เป็นอาจาระ คือเป็นความประพฤติดี แล้วก็ต้องเป็นไปตามโคจระด้วย คือรู้จักสถานที่ที่ควรไปหรือไม่ควรไป คือเป็นผู้มีปกติเห็นภัยในโทษทั้งหลายว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นโทษเล็กน้อยอย่างเช่นอาบัติทุกกฎ ซึ่งเป็นอาบัติเล็กน้อยก็พยายามรักษาไม่ให้ผิดศีล คือจะสำรวมศีลในพระปาฏิโมกข์ ซึ่งได้แก่ศีล ๒๒๗ ให้บริสุทธิ์ เพราะเหตุว่าผู้ที่มาบวชเป็นภิกษุ คือผู้ที่เห็นภัยของวัฏฏะ คือเห็นว่าโลกนี้มีแต่ความทุกข์ จึงได้เข้ามาบวชก็เพื่อต้องการให้ตนพ้นจากทุกข์พ้นจากวัฏฏะ เพราะฉะนั้นพระวินัยจะมีมากเท่าไรก็จะยินดีรักษาโดยไม่เบื่อหน่ายในการรักษา เพราะเชื่อแน่ว่าข้อปฏิบัติที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้นั้น จะเป็นเหตุให้ผู้ปฎิบัติพ้นทุกข์ได้จริงจึงได้เต็มใจบวชจะไม่ลำบากในเรื่องของการรักษาศีลเลย ถึงแม้ว่าศีลจะมีมากมายเท่าไรก็ยินดีที่จะปฏิบัติได้ เพราะเหตุที่ต้องการความพ้นทุกข์ จึงไม่ลำบากในการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เพราะเป็นผู้มีกิเลสน้อยแต่ส่วนคนที่มีกิเลสมากการปฏิบัติตามธรรมวินัยก็เป็นสิ่งปฏิบัติได้ยาก เพราะพระวินัยมีไว้เพื่อป้องกันกิเลสไม่ให้เกิดขึ้น

ดังนั้นปาฏิโมกขสังวรศีลเป็นศีลที่ป้องกันไม่ให้เกิดกิเลส เช่นห้ามไม่ให้เห็นไม่ให้ฟัง เพื่อป้องกันกิเลสเอาไว้ก่อน คือจะต้องคอยระวังรักษาศีลให้ดี ไม่ ให้ล่วงศีลออกมาทางกายวาจา อย่างนี้เรียกว่าปาฏิโมกขสังวรศีล ฉะนั้นปาฏิโมกขสังวรศีลจะบริสุทธิ์ได้ต้องอาศัยเป็นผู้ที่มีศรัทธา คือตถาคตโพธิสัทธา เชื่อว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าสามารถนำสัตว์โลกให้ออกจากทุกข์ได้จริง จึงได้ยินดีปฏิบัติตามคำสอน เป็นเหตุให้มีกิเลสน้อยก็ทำให้สามารถเจริญวิปัสสนาให้ถึงความพ้นทุกข์ได้ง่าย คือผู้ที่รักษาศีลปาฏิโมกข์จะต้องเจริญวิปัสสนาด้วย เพื่อที่จะเป็นปัจจัยให้ละกิเลสได้ขาดเป็นสมุจเฉท เพราะฉะนั้นในปิโมกขศีลถ้ารักษาศีล ๒๒๗ ได้ครบถ้วนก็เป็นเหตุให้พ้นจากทุกข์ได้ เพราะเจริญวิปัสสนาด้วยกิเลสเกิดไม่ได้เลย ก็พ้นจากทุกข์ได้เด็ดขาด

อินทรีย์สังวรศีล ศีลที่เกี่ยวกับการสำรวมอินทรีย์คือ สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยอาศัยมีสติตั้งเอาไว้ก่อนเป็นสำคัญเพื่อรักษาจักขุนทรีย์เป็นต้น ไม่ให้กิเลสเข้าไปประทุษร้ายได้ โดยอาศัยการรู้เท่าทันอารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นเป็นปัจจุบันเป็นสติสังวรจัดว่าเป็นศีล เมื่อสติรู้อารมณ์ปัจจุบันทุก ๆ ขณะ ก็จัดว่าเป็นสมาธิ คือเป็นขณิกสมาธิ แล้วสัมปชัญญะ คือตัวปัญญาที่รู้อารมณ์ตามสติก็จะตัดสินอารมณ์นั้นว่าเป็นรูป หรือเป็นนามตรงตามความเป็นจริงได้

เพราะฉะนั้นการสำรวมอินทรีย์ทำให้จิตตั้งอยู่กับปัจจุบันอารมณ์ ต้องไม่รู้ไปถึงบัญญัติเรื่องราวจึงสามารถป้องกันอภิชฌาโทมนัส คือความชอบไม่ชอบให้เกิดขึ้นในอารมณ์นั้น เพราะการสำรวมอินทรีย์คือการกันกิเลสไม่ให้เกิดขึ้น ปัญญาก็จะเจริญเพิ่มขึ้น ๆ จนสามารถที่จะทำลายกิเลสไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไป ฉะนั้นการสำรวมอินทรีย์จึงจัดว่าเป็นอินทรียสังวรเป็นศีลในองค์มรรค เป็นศีลที่ต้องเกิดพร้อมกับสมาธิและปัญญาด้วย จึงสามารถทำลายอนุสัยกิเลสให้หมดไปทำให้สิ้นอาสวะกิเลสได้ เพราะฉะนั้นการสำรวมอินทรีย์เวลาที่ตาเห็นรูป ท่านจึงไม่ให้ถือเอานิมิตอนุพยัญชนะ

นิมิต หมายถึงเครื่องหมายของความเป็นหญิงหรือเป็นชาย อันเป็นเหตุให้เกิดกิเลส

ส่วน อนุพยัญชนะ หมายถึงอาการต่าง ๆ ของความเป็นหญิงเป็นชาย เช่นรูปร่างหน้าตามือแขนอย่างนี้ทำให้เห็นว่างามไม่งาม เป็นเหตุให้เกิดกิเลสเพิ่มขึ้น

ฉะนั้น ผู้ที่สำรวมอินทรีย์ได้จึงละนิมิตและอนุพยัญชนะได้ คือได้รู้อารมณ์นั้นถูกต้องตรงตามความเป็นจริง คือรู้ว่าเป็นนามหรือเป็นรูปเท่านั้น จึงสามารถทำลายกิเลสได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องของอินทรีย์สังวรศีล และอินทรีย์สังวรศีลนี้จะสมบูรณ์ได้ต้องอาศัยสติเป็นสำคัญ เพราะสติเป็นเครื่องกั้นกระแสกิเลส ถ้าหากว่าไม่มีสติกั้นเอาไว้ก่อน

สัมปชัญญะ คือปัญญาก็รู้แจ้งความจริงไม่ได้ แต่ถ้าอาศัยมีสติคอยกันกิเลสไว้ ปัญญาจึงเข้าไปรู้ความจริงได้ เมื่อปัญญารู้ความจริงได้ก็ทำให้มีการสำรวมอินทรีย์ เรียกว่าอินทรียสังวร คือต้องมีเจตนาตั้งใจรักษาศีลไว้ก่อน คือมีศีลสังวร เมื่อมีศีลสังวรก็มีสติสังวรก็คืออินทรีย์สังวรนั่นเอง และเป็นปัจจัยให้เกิดญาณสังวร หมายถึงปัญญาว่าทำให้เห็นสภาวะนั้นตรงตามความเป็นจริงและเป็นปัจจัยให้เกิดขันติสังวร คือเพียรพยายามที่จะปฏิบัติสำรวมอินทรีย์นั้นให้มั่งคงยิ่งขึ้น การสังวรอันนี้ก็เป็นปัจจัยให้เกิดวิริยะสังวร บันเทาอกุศลวิตก คือทำกามวิตกเกิดขึ้นในอารมณ์นั้นไม่ได้ วิริยสังวรก็ได้แก่ สัมมัปปธาน ๔ นั่นเอง เหตุนี้การสำรวมอินทรีย์จึงเป็นเหตุให้ผู้นั้นเข้าถึงความบริสุทธิ์ในการเลี้ยงชีพ

อาชีวปาริสุทธิศีล ความบริสุทธิ์ในการเลี้ยงชีพ ต้องเว้นจากการปฏิบัติมิจฉาชีพ ด้วยการรักษากายกรรม ๓ วจีกรรม๔ ให้สุจริต จึงจะเรียกว่ามีอาชีพบริสุทธิ์ โดยไม่ล่วงละเมิดสิกขาบท ๖ อย่าง ตามที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ที่เกี่ยวกับอาบัติปาราชิก สังฆาทิเสส กุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฎ ซึ่งอยู่ในศีล ๒๒๗ นั่นเอง

ถ้าหากว่าภิกษุรักษาศีลอย่างนี้ได้ ก็ทำให้มีอาชีพบริสุทธิ์ได้ คืออาชีพของภิกษุที่จะบริสุทธิ์ได้ ก็ยังต้องอาศัยความเพียรคือต้องเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน โดยอาศัยบิณฑบาตเลี้ยงชีพคือได้มาด้วยความบริสุทธิ์ไม่ต้องไปออกปากขอ มีการสำรวมทางกายวาจาเป็นผู้ที่มักน้อย ยินดีตามมีตามได้เพื่อป้องกันกิเลสไม่ให้เกิดขึ้นทำให้อาชีพนั้นบริสุทธิ์เป็นอาชีวปาริสุทธิศีล ผู้ที่จะมีอาชีพบริสุทธิ์ได้จริง ๆ ก็ต้องเจริญสติปัฏฐานถึงจะมีกายสุจริต ๓ วจีสุจริต ๔ ได้ ก็จะทำให้มีอาชีพบริสุทธิ์เป็นอาชีวปาริสุทธิศีล

ปัจจยสันนิสสิตศีล ได้แก่การพิจารณาปัจจัย ๔ ก่อนบริโภค เพื่อไม่ให้เป็นที่อาศัยของกิเลส คือต้องใช้ทุกอย่างด้วยความจำเป็นจึงจะป้องกันกิเลสได้ เช่นการบริโภคอาหาร ก็ต้องบริโภคเพื่อแก้ทุกข์ให้มีชีวิตอยู่ได้เพื่อจะปฏิบัติธรรม การใช้เครื่องนุ่งห่มก็เพื่อป้องกันความร้อนความหนาวป้องกันเหลือบยุงป้องกันความอาย การใช้ยาก็เพื่อป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ การใช้ที่อยู่เพื่อป้องกันแดดป้องกันลมป้องกันฝน การใช้สอยปัจจัย ๔ จะต้องพิจารณาก่อนใช้ คือใช้ด้วยความจำเป็นก็จะทำให้การใช้ปัจจัย ๔ นั้นบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นปัจจยสันนิสิตศีลจะบริสุทธิ์ได้ก็ด้วยปัญญา คือต้องมีปัญญาพิจารณาเห็นปัจจัยทั้งหลายโดยความเป็นธาตุ ๔ หมายถึงว่าสิ่งที่เอามาใช้ความจริงก็คือเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ นั่นเอง หรือว่าพิจารณาโดยความเป็นนามเป็นรูปก็ได้ คือทำให้เห็นว่าสิ่งทั้งหลายนี้ไม่มีอะไรเป็นสาระเลย ทำให้หมดความยินดีในสิ่งนั้น ๆ ก็ทำให้ละราคะคลายจากกิเลส ทำให้พ้นจากทุกข์ได้ด้วยการพิจารณาในการใช้ปัจจัย ๔ เรียกว่าปัจจยสันนิสิตศีล ถ้าภิกษุใดปฏิบัติศีลทั้ง ๔ นี้ได้ไม่ให้เป็นที่อาศัยของกิเลสคือตัณหาทิฎฐิได้ จึงเรียกศีลเหล่านี้ว่าจตุปาริสุทธิศีล คือศีลที่ทำให้เข้าถึงความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส พ้นจากทุกข์ได้ เพราะว่าภิกษุที่บวชมานั้นเป็นผู้ที่บวชด้วยศรัทธา เพราะเห็นภัยของวัฏฏะ คือกลัวต่อความเกิดแก่เจ็บตาย ก็จะต้องพยายามปฏิบัติศีล ปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะให้หมดจากกิเลสเพื่อที่จะให้พ้นจากทุกข์ ภิกษุจึงเป็นผู้ที่มีความมักน้อยจึงจะละกิเลสได้ก็ด้วยการสำรวมในปาฎิโมกข์คือต้องรักษาศีลให้ดีและด้วยการสำรวมในอินทรีย์ที่เป็นสังวรศีล เพื่อป้องกันกิเลสไม่ให้เกิดขึ้นด้วยการเลี้ยงชีพให้บริสุทธิ์เป็นอาชีวปาริสุทธิศีลด้วยการพิจารณาใช้ปัจจัย ๔ ด้วยความจำเป็น

ถ้าภิกษุทั้งหลายพิจารณาอย่างนี้ได้ก็จะทำให้หมดจดจากกิเลสพ้นจากทุกข์ได้ จตุปาริสุทธิศีล ๔ จึงเป็นศีลที่ประเสริฐ เป็นศีลที่จะทำให้พ้นจากทุกข์ได้เด็ดขาด

ส่วนศีลหมวด ๕ มี ๒ อย่าง คือ ข้อที่ ๑ ได้แก่ ปริยันตปาริสุทธิศีล อปริยันตปาริสุทธิศีล ปริปุณณปาริสุทธิศีล อปรามัฎฐปาริสุทธิศีล และปฎิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล