ปริยันตปาริสุทธิศีล คือศีลของอนุปสัมบัน หมายถึงศีลของสามเณร เพราะว่าผู้ที่ก่อนจะมาบวชเป็นภิกษุต้องบรรพชาเป็นสามเณรก่อนมีศีลเพียง ๑๐ ข้อ จัดว่าเป็นศีลของอนุปสัมบัน คือเป็นศีลของสามเณร มีสิกขาบทที่สุดรอบด้วยการนับเพียง ๑๐ ข้อ (แต่ต้องปฏิบัติเสขียวัตรอีก ๗๕ ข้อ ซึ่งอยู่ในสิกขาบทของภิกษุ เพื่ออบรมมารยาทให้มีกิริยาวาจาเรียบร้อยเป็นสมบัติผู้ดี เพื่อให้คนทั้งหลายได้เกิดศรัทธาเลื่อม ใสในศาสนาที่มีข้อปฏิบัติที่ดีงาม ผู้ประพฤติศีล ๑๐ ก็ทำให้ถึงความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสได้)
ส่วน อปริยันตปาริสุทธิศีล ได้แก่ศีลของอุปสัมบัน อุปสัมบัน ก็หมายถึงผู้อุปสมบทเป็นภิกษุนั่นเอง เรียกว่าเป็นอุปสัมบัน คือจะต้องรักษาศีลถึง ๒๒๗ ข้อ ที่มีมาในพระปาฎิโมกข์เท่านั้น แต่ความจริงแล้วภิกษุจะต้องรักษาศีลอีกมากมาย อปริยันตปาริสุทธิศีลของภิกษุนั้น ท่านจึงบอกว่าเป็นศีลที่ไม่มีที่สุดรอบด้วยการนับ เพราะว่าศีลที่แสดงไว้ในพระวินัยปิฎกมีมากมายนับไม่ถ้วน ดังที่แสดงในนิทเทสของวิสุทธิมรรคว่า ศีลที่มีอยู่ในพระวินัยมีถึง ๙,๐๐๐ โกฎิข้อ กับ ๘,๐๐๐ โกฎิข้อและอีก ๕,๐๐๐,๐๐๐ ข้อ และอื่น ๆ อีก ๓๖ ข้อ ท่านแสดงไว้แต่ก็ไม่มีใครนับ ฉะนั้นภิกษุที่รักษาสิกขาบทก็เพียงศีล ๒๒๗ ข้อ ที่มีมาในพระปาฎิโมกข์เท่านั้นก็ยังรักษาได้ยาก การที่ทรงแสดงศีลไว้มากมายอย่างนั้น ถ้าผู้ที่ไม่มีศรัทธาจริง ๆ คือบวชเพื่อความพ้นทุกข์แล้ว ก็ไม่สามารถที่จะรักษาศีลได้ พระพุทธองค์ก็ขอ ให้รักษาใจเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าหากว่ารักษาใจเพียงอย่างเดียว ไม่ให้เกิดกิเลสได้ก็พ้นทุกข์ได้เหมือนกัน
การที่กล่าวศีลไว้มากมายก็เพราะเหตุว่ากิเลสมาก ศีลก็ต้องมีมาก
ปริปุณณปาริสุทธิศีล คือศีลของกัลยาณปุถุชนผู้ประกอบในกุศลธรรม คือเจริญวิปัสสนาให้บริบูรณ์ โดยไม่อาลัยในกายและชีวิต มีชีวิตสละได้เพื่อให้พ้นจากทุกข์ คือพยายามรักษาศีลให้บริบูรณ์ถึงแม้ว่าจะถึงแก่ความตาย ก็ไม่ยอมเสียศีล อันนี้จัดเป็นปริปุณณปาริสุทธิศีล เป็นศีลที่มีเสขธรรมเป็นขอบเขต สามารถทำให้เข้า ถึงธรรมของพระเสขบุคคลได้ คือกัลยาณปุถุชนผู้ที่ปฏิบัติศีลด้วย การเจริญวิปัสสนาได้ก็จะเป็นเหตุให้เข้าถึงธรรมของพระเสขบุคคล คือเข้าถึงมรรคผลนิพพานได้ เรียก ว่าปริปุณณปาริสุทธิศีล เป็นศีลของกัลยาณปุถุชน
อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล เป็นศีลของพระเสขบุคคล ๗ จำพวกที่ปราศจากตัณหาทิฏฐิอาศัย ทำให้เข้าถึงความบริสุทธิ์ได้ เป็นศีลของพระเสขบุคคลที่ได้บรรลุถึงมรรคผลนิพพานแล้ว เรียกว่า อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล
ส่วนปฏิปัสสัทธิปาริสุทธศีล คือศีลของผู้สิ้นอาสวกิเลสแล้ว คือ พระอรหันต์ เพราะดับกิเลสทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว เรียกว่า ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล
ศีลหมวด ๕ ข้อที่ ๒ ได้แก่ ปหานศีล เจตนาศีล เวรมณีศีล สังวรศีล และอวีติกกมศีล
ปหานศีล คือศีลที่ละกิเลสมีการละการฆ่าสัตว์เป็นต้น
ส่วน เจตนาศีล คือการตั้งใจเว้น หมายถึงตั้งใจเว้นไม่ฆ่าสัตว์ เป็นต้น
เวรมณีศีล หมายถึงความงดเว้นเฉพาะหน้า ที่จะทำให้ล่วงศีลแล้วก็เว้นไว้ได้ ไม่ล่วงศีล
ส่วน สังวรศีล ได้แก่ การสำรวมปิดกั้นกระแสกิเลสไม่ให้กิเลสเกิดขึ้น จัดว่าเป็นสังวรศีล
อวีติกกมศีล ได้แก่การไม่ก้าวล่วงกิเลสอย่างหยาบ เพราะฉะนั้นการที่กล่าวว่า ปหานศีล เจตนาศีล เวรมณีศีล สังวรศีล อวีติกกมศีล คือเป็นศีลที่เป็นเหตุให้ละอกุศลกรรมบถ ๑๐ ซึ่งเป็นการรักษาศีลของคนทั่ว ๆ ไปตามปกติ ถ้าบุคคลใดละอกุศลกรรมบถ ๑๐ ได้ทั้งหมดก็สามารถละกิเลสให้หมดสิ้นได้ เพราะว่าอกุศล กรรมบถ ๑๐ ก็คือการกระทำที่เป็นทุศีล ได้แก่การฆ่าสัตว์ การถือเอาสิ่งของของผู้อื่นมาเป็นของตน การล่วงกาม การพูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ความเพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น ความเพ่งเล็งอาฆาตพยาบาท และความเห็นผิดที่เป็นมิจฉา ทิฎฐิ เหล่านี้เป็นอกุศลกรรมบถ ๑๐ ถ้าหากว่าผู้ใดรักษาศีลเหล่านี้ได้ ก็สามารถละอกุศลกรรมบถ ๑๐ ได้
แต่การจะละอกุศลกรรมบถ ๑๐ ให้หมดได้ ก็ต้องอาศัยปฏิบัติศีลในองค์มรรคด้วย คือศีลที่เกิดพร้อมกับสมาธิและปัญญา ด้วยการเจริญวิปัสสนาจึงจะทำลายอกุศลกรรมบถ ๑๐ ได้ เป็นการทำลายอนุสัยกิเลสให้ขาดเป็นสมุจเฉทก็ทำให้ละอกุศลกรรมบถ ๑๐ ได้หมดโดยอาศัย ปหานศีล เจตนาศีล เวรมณีศีล สังวรศีล อวีติกกมศีล
ด้วยเหตุนี้ผู้ที่จะปฏิบัติธรรมให้ถึงความพ้นทุกข์จะต้องอาศัยเป็นผู้ที่มีศีลดี คือจะ ต้องไม่ประมาทในเรื่องการปฏิบัติศีล คืออย่าเห็นว่าการปฏิบัติศีลนั้นเป็นขั้นต่ำ จะเอาแต่ปฏิบัติธรรมขั้นสูง คือจะไปเจริญสมาธิไปเจริญวิปัสสนา แต่ถ้าหากว่าผู้นั้นไม่มีศีลดีแล้ว จะไปเจริญสมาธิหรือไปเจริญปัญญาก็จะถึงความสมบูรณ์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะต้องอาศัยประ พฤติศีลให้ดีเสียก่อน ด้วยการที่มีสติสำรวมดีจึงจะกันกิเลสได้ เพราะการปฏิบัติศีลก็คือการสำรวมกาย วาจา แล้วการสำรวมกาย วาจาได้ ก็เพราะว่ามีใจเป็นผู้สำรวมจึงกันกิเลสได้ สมาธิ ปัญญาจึงจะกำจัดกิเลสได้ ก็จะทำให้เข้าถึงความบริสุทธิ์ได้เพราะฉะนั้นเรื่องศีลที่แสดงมาทั้งหมดนี้ ก็มีประโยชน์แก่การละกิเลสเป็นสำคัญ เพราะสังขารทั้งหลายของเรา คือขันธ์ ๕ หรือนามรูปล้วนเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ คือเกิดแล้วก็ต้องตาย ตายแล้วก็ต้องเกิดอีก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเราหลงไม่รู้จักความจริงของขันธ์ ๕ นั่นเอง เพราะการที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมก็เพื่อจะให้ได้รู้เหตุผลความจริง เพื่อที่จะได้หายหลงหายลืม คือหัดให้มีสติรู้สึกตัวอยู่กับความจริงเป็นปัจจุบันอารมณ์ เพราะถ้าหายหลงหายลืมมีสติ ก็จะได้หมดเกิดหมดตาย ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป โดยศึกษาให้รู้เหตุผลความจริง แล้วขยันปฏิบัติธรรมให้ถูกตามคำสอนของพระพุทธเจ้าก็จะสิ้นอาสวกิเลสได้ แต่ถ้าเกียจคร้านไม่เจริญวิปัสสนา ก็ต้องเป็นทาสของกิเลสคือต้องเกิดต้องตายเรื่อยไป เพราะกิเลสมาอาศัยขันธ์ ๕ คือนามรูปของเราเล่นกีฬาหลอกให้หลง ไม่ว่าเด็กหนุ่มสาวเฒ่าแก่ ล้วนถูกกิเลสหลอกให้หลงทิ้งสิ้น จึงทำให้เห็นผิดไปต่าง ๆ เป็นเหตุให้ต้องได้รับความทุกข์เวียนตายเวียนเกิดไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าหากไม่เห็นโทษของกิเลส ก็ต้องตกเป็นทาสของกิเลสถูกกิเลสหลอกเรื่อยไป
แต่ถ้าผู้ใดมาเห็นโทษของกิเลส แล้วได้เจริญวิปัสสนาปัญญาให้ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธองค์ ก็สามารถทำลายกิเลสให้หมดไปได้ แต่ถ้ายังทำลายกิเลสไม่หมดก็ต้องเกิดต้องตาย เป็นทุกข์ต่อไป ถ้าทำลายกิเลสหมดเมื่อไร ก็หมดเกิดหมดตายพ้นจากทุกข์เมื่อนั้น ด้วยเหตุนี้จึงต้องพยายามศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจถูกต้องตรงตามความจริง จึงจะเอาตัวรอดจากพ้นทุกข์ได้
การแสดงธรรมในอนุปุพพิกกถา คือการกล่าวธรรมไปตามลำดับนั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงเรื่องทานก่อน แล้วก็แสดงเรื่องของศีล ต่อไปก็เป็นเรื่องของสวรรค์ เรื่องโทษของกามและการออกบวช เพื่อให้พ้นจากทุกข์โทษภัยต่าง ๆ ไปตาม ลำดับ
(เรื่องศีลที่แสดงไปแล้ว มีอะไรสงสัยก็ถามได้)
ถาม.......... การปฏิบัติธรรมจำเป็นต้องปฏิบัติศีลก่อนใช่หรือไม่?
ตอบ.......... เพราะการปฏิบัติธรรมจะต้องขูดเกลากิเลสไปตามลำดับ จึงต้องเริ่มต้นด้วยการรักษาศีล ให้มีกายวาจาสุจริตเป็นพื้นฐานที่มั่นคงก่อน ถ้ายังรักษาศีลไม่ได้ จะไปปฏิบัติธรรมขั้นสูงก็ไม่มีหวังพ้นจากทุกข์ได้ ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเหตุผลไว้ในจตุปาริสุทธิศีล ตามที่กล่าวไปบ้างแล้วในเบื้องต้น ถ้าปฏิบัติตามจตุปาริสุทธิศีล ก็มีหวังพ้นจากทุกข์ได้จริง
ถาม.......... การดูนามรูปที่ประกอบด้วยศีล ทำอย่างไร?
ตอบ.......... ต้องมีการสำรวมศีลไปตามลำดับ ขั้นแรกต้องมีสติรู้สึกตัวก่อนว่าเวลานี้กำลังรู้อารมณ์อะไรอยู่ เช่นกำลังรู้ได้ยินก็มีสติสำรวมที่ได้ยิน ไม่ใส่ใจในเรื่องที่ได้ยิน เจตนาที่สำรวม ก็จัดว่าเป็นศีลสังวร หรือปาฏิโมกข์สังวรศีล สำหรับภิกษุก็ได้แก่ศีล ๒๒๗ ถ้าฆราวาสก็ได้แก่ศีล ๕ หรือศีล ๘ เช่น ขณะกำลังได้ยิน ก็เอาสติสำรวมอยู่ที่หูหรือสำรวมที่ได้ยินที่กำลังเป็นปัจจุบันอารมณ์ไม่ให้รู้ไปถึงบัญญติเรื่องราวต่าง ๆ สมาธิกับปัญญาถึงจะเกิดได้ ตัวสติก็จัดว่าเป็นสติสังวรหรือเป็นอินทรีย์สังวรศีลที่รู้อยู่ กับปรมัตถ์เป็นปัจจุบันอารมณ์ เป็นขณิกสมาธิ เมื่อมีอินทรีย์สังวรแล้ว ก็ต้องมีปัญญาสังวรหรือที่เรียกว่า ญาณสังวรศีล คือมีทั้งสติและสัมปชัญญะ เกิดร่วมในอารมณ์เดียวกัน ก็รู้สภาวะตามความเป็นจริงว่าเป็นนามได้ยิน เมื่อรู้ความจริงแล้วก็ต้องมีขันติอดทน เจริญสติสัมปชัญญะให้รู้เท่าทันทุก ๆ อารมณ์ เป็นขันติสังวรแล้วก็ต้องมีวิริยสังวร ทำความเพียรประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ที่เรียกว่าสัมมัปปาน ๔ เพื่อกั้นกุศลวิตกคือกามวิตกไม่ให้เกิดขึ้นในอารมณ์นั้น จึงจะทำลายอนุสัยกิเลสให้หมดไป นี้คือการดูนามรูปที่ประกอบด้วยศีล ต้องมีศีลสังวร อินทรีย์สังวร ญาณสังวร ขันติสังวร และวิริยสังวร ที่เกิดร่วมกับสมาธิและปัญญา จึงจะรู้นามรูปตามความเป็นจริงได้ แต่ถ้าศีลสังวรไม่มี สังวรอื่น ๆ ก็เกิดไม่ได้ คือสมาธิก็ไม่มี ปัญญาก็ไม่มี สติสัมปชัญญะก็เกิดไม่ได้ ก็รู้แจ้งความจริง คืออริยสัจจ์ไม่ได้
ถาม.......... การรู้นามรูปที่ถูกต้องละกิเลสอะไร?
ตอบ.......... การรู้นามรูปที่ถูกต้องว่าเป็นรูปเป็นนามตรงความเป็นจริง ก็ละอวิชชานุสัย ความไม่รู้ให้หมดไป แล้วที่เรารู้ว่าเป็นรูปเป็นนามไม่ใช่เรา ก็ละทิฏฐานุสัย ความเห็นผิดว่าเป็นเราให้หมดไป แล้วที่รู้ว่ารูปนามมีแต่ทุกข์ไม่ใช่เราทุกข์ก็ละตัณหานุสัยให้หมดไป แล้วที่เห็นนามรูปว่าไม่มีอะไรดี มีแต่ทุกข์ ไม่เที่ยงเป็นอนัตตา เมื่อเข้าไปเห็นความจริงอย่างนี้ก็ละอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นเป็นตทังคะไป จนถึงโลกุตตระ ก็ละขาดเป็นสมุจเฉท พ้นจากทุกข์ไม่ต้องเกิดแก่เจ็บตาย อีกต่อไป
ถาม.......... ศีลที่ให้รักษาเป็นปกติ คือศีลอะไร?
ตอบ.......... สำหรับมนุษย์ ศีลที่รักษาเป็นปกติ เป็นประจำ ก็ได้แก่ศีล ๕ เพราะศีล ๕ เป็นมนุษย์ธรรม ธรรมที่ทำให้ได้เกิดเป็นมนุษย์ และยังป้องกันไม่ให้ไปตกอบาย ภูมิด้วย แม้การรักษาศีล ๕ ก็สามารถรักษาให้ถึงความบริสุทธิ์ได้เหมือนกัน โดยที่เราประพฤติศีล ๕ เป็นประจำ แล้วก็เจริญวิปัสสนาด้วย ก็สามารถเป็นปัจจัยแก่การพ้นทุกข์ได้ แต่ถ้าศีลใดไม่เป็นบาทแก่การเจริญวิปัสสนา ก็ละกิเลสให้พ้นจากทุกข์ไม่ได้ (หมดเวลา)
สำหรับวันนี้ที่กำหนดว่าจะพูดเรื่อง สัคคกถา คือเรื่องของสวรรค์ก็ยังมีเรื่องที่เกี่ยวกับศีล ซึ่งเป็นการปฏิบัติศีลที่พิเศษยิ่งขึ้นไป ซึ่งได้แก่การปฏิบัติ ธุดงค์ ซึ่งเป็นองค์คุณกำจัดกิเลสเพื่อปฏิบัติศีลให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ก็ควรจะทราบเพื่อนำไปปฏิบัติให้เป็นประโยชน์แก่ตนเอง คือผู้ใดหมั่นระวังรักษากายวาจาไม่ทำชั่ว เป็นผู้มีศีลหมดจดย่อมจะพ้นจากเวรภัยทั้งหลาย ดังที่บัณฑิตกล่าวว่า สีล เมว อิธ อคฺคํ ศีลเท่านั้นเป็นเลิศในโลก เพราะศีลเป็นรากฐานให้เกิดกุศลทั้งปวง ถ้าหากศีลไม่เกิดก่อน กุศลใด ๆ ก็เกิดไม่ได้ เพราะเหตุนี้ท่านจึงกล่าวว่า ศีลเท่านั้นเป็นเลิศในโลก เพราะกลิ่นของผู้มีศีลย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เพราะเหตุนี้กลิ่นของศีลย่อมฟุ้งไปได้ทั้งทวนลมและตามลม และผู้มีศีลท่านจึงเปรียบเหมือนภาชนะที่รองรับเครื่องสักการบูชาของบุคคลทั่วไป เพราะผู้มีศีลย่อมขุดมูลราก แห่งทุกข์ทั้งหลายในภพหน้าได้ ดังพุทธภาษิตที่กล่าวว่า
อิท โมทติ เปจฺจ โมทติ กตบุญฺโญ อุภยตฺถ โมทติ คือผู้มีบุญอันตนกระทำแล้วย่อมบันเทิงในโลกทั้งสอง คืออยู่ในโลกนี้ก็บันเทิงละโลกนี้ไปแล้ว ก็ไปบันเทิงในโลกหน้าอีก
โส โมทติ โส ปโมทติ ทิสฺวา กมฺมวิสุทธ มุตฺตโม เขาย่อมบันเทิงเขาย่อมรื่นเริง เพราะเห็นความบริสุทธิ์แห่งกรรมอันตนกระทำแล้ว คือสิ่งใดเป็นความดีย่อมให้ผลเป็นสุขนำไปสู่สุคติ ส่วนสิ่งใดที่เป็นความชั่วย่อมให้ผลเป็นทุกข์นำไปสู่ทุคติ
เหตุนี้บุคคลผู้หวังความสุขความเจริญ จึงควรรักษาจิตให้ทำความดี คือทำกุศลเสมอ ๆ เพื่อช่วยตนเองให้พ้นจากทุกข์ เพราะบุญบาปใครทำใครได้ คนอื่นจะทำแทนกันไม่ได้ เหตุนี้ทุกคนจึงต้องเป็นที่พึ่งของตนเอง อาศัยตนเองทำความดีให้เป็นอริยทรัพย์ติดตามตนไป เช่นการให้ทานย่อมจะเป็นเสบียงติดตามตัวไป เพื่อไปเลี้ยงตัวเอง ในเมื่อยังต้องท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏะทำให้มีกินมีใช้ พ้นจากความทุกข์ความยากจน
ส่วนการรักษาศีล ก็ป้องกันกายวาจาไม่ให้ทำชั่ว ทำให้พ้นจากการไปเกิดในทุคติ การเจริญสมาธิทำจิตให้สงบจากนิวรณ์ เกิดฌานจิต ถ้าฌานไม่เสื่อม ก็ทำให้พ้นจากการการเกิดในกามภูมิ ไปเกิดในพรหมภูมิ การเจริญปัญญา คือวิปัสสนาปัญญาได้รู้แจ้งความจริงหายหลง บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสก็พ้นจากวัฏฏทุกข์ทั้งปวง
เหตุนี้เมื่อให้ทานจงอย่าได้เสียดายวัตถุ เพื่อละความตระหนี่ให้หมดไป เป็นการให้เพื่อให้หมดจดจากกิเลส คือการทำกุศลทุกอย่างจะต้องทำเพื่อให้หมดจดจากกิเลสเป็นสำคัญ กุศลนั้นจึงจะทำให้พ้นจากทุกข์ได้เด็ดขาด ก็ต้องเจริญวิปัสสนาด้วย
สำหรับวันนี้ก็จะพูดเรื่องการปฏิบัติธุดงค์ ซึ่งสงเคราะห์เข้าในการปฏิบัติศีลเหมือนกัน เพราะเป็นการรักษาศีลให้เคร่งครัดเป็นพิเศษยิ่งขึ้นเพื่อที่จะได้ขูดเกลากิเลสไม่ให้ศีลพินาศ เพราะผู้ปฏิบัติธุดงค์จะต้องปลีกตัวอยู่คนเดียวจึงสามารถควบคุมศีลไม่ให้วิบัติได้โดยง่าย เพราะธุดงค์นี้จัดว่าเป็นองค์คุณเครื่องกำจัดกิเลส ซึ่งมาจากคำบาลีว่า ธุต กับ องฺค คำว่า ธุต ก็แปลว่าธรรมที่เป็นเครื่องกำจัดกิเลส ส่วน องฺค ก็คือองค์คุณของธุดงค์ที่จะทำให้ศีลบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าธุดงค์ คือธรรมที่เป็นเครื่องกำจัดกิเลสด้วยองค์นั้น ๆ ธุดงค์นี้เป็นข้อปฏิบัติของภิกษุผู้ที่ปฏิบัติธุดงค์ เพื่อต้องการที่จะกำจัดกิเลสตัณหาให้หมดไปเพื่อจะได้พ้นจากทุกข์เร็วเข้า และข้อปฏิบัติของธุดงค์บางข้อแม้เป็นฆราวาสก็สามารถที่จะนำเอาไปใช้ได้ เพื่อขูดเกลากิเลสของตนให้ลดลงไป เพราะกิเลสเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ถ้าหากว่าใครละกิเลสได้มากเท่าไรทุกข์ก็ลดลงไปมากเท่านั้นธุดงค์จึงเป็นธรรมที่ควรรู้และควรปฏิบัติด้วย เพราะว่าธุดงค์นี้เป็นธรรมที่เป็นกุศลไม่ใช่เป็นอกุศลจึงเป็นธรรมที่ควรเจริญ ถ้าหากว่าใครปฏิบัติได้ก็บรรเทาความโลภความหลงให้หมดไป เพราะได้กล่าวแล้วว่าการปฏิบัติธุดงค์เป็นธุตธรรม คือธรรมที่เป็นเครื่องกำจัดกิเลสก็หมายถึงกำจัดความโลภหรือความหลงไม่ให้เกิดขึ้น ก็ชื่อว่าเป็นการกำจัดตัณหาให้หมดไป ส่วนผู้ที่ปฏิบัติตัวเหมือนกับปฏิบัติรักษาธุดงค์ เช่นท่านที่ไปอยู่ในป่าแต่มีความปรารถนาจะให้คนเอาของไปถวายเพื่อหวังลาภสักการะ จิตใจเป็นอกุศลอย่างนี้ก็ไม่เรียกว่าปฏิบัติธุดงค์ เพราะการปฏิบัติธุดงค์ปฏิบัติแล้วต้องกำจัดกิเลสความโลภให้ลดลง การปฏิบัติธุดงค์ต้องเป็นกุศลหรือเป็นอัพยากตะอย่างพระอรหันต์ ท่านเป็นผู้หมดจดจากกิเลสแล้ว แต่บางท่านก็ยังถือปฏิบัติธุดงค์อยู่เสมอ เช่นพระมหากัสสปะ ท่านก็ถือการปฏิบัติธุดงค์เป็นประจำ เพราะปฏิบัติแล้วทำให้กายเบาคล่องแคล่วสะดวก มีกำลังดีไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีทุกข์น้อยเพราะอยู่คนเดียว ไม่ต้องวุ่นวายกับผู้อื่น การปฏิบัติธุดงค์ของพระอรหันต์จึงเป็นอัพยากตะเป็นกิริยาจิตเพราะไม่ให้ผลอีกต่อไป การปฏิบัติธุดงค์จึงเป็นกุศล และอัพยากตะไม่เป็นอกุศลเลย และการปฏิบัติธุดงค์พระพุทธองค์ก็ไม่ได้บังคับให้ต้องปฏิบัติ แต่ถ้าผู้ใดปฏิบัติได้ก็ถือว่าเป็นความดีแก่ตัวเอง เพราะทำให้กิเลสลดลง ความทุกข์ก็ลดลงด้วย พระพุทธองค์จึงได้สรรเสริญผู้ที่ปฏิบัติธุดงค์ และผู้ที่นำเอาเรื่องธุดงค์มากล่าวสอน เพราะปฏิบัติแล้วขูดเกลากิเลสได้ก็พ้นทุกข์ได้ แม้พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ปฏิบัติธุดงค์เป็นประจำ แต่ปฏิบัติเพียงบางอย่าง เช่นปฏิบัติถือผ้าบังสุกุล เป็นต้น โดยเอาผ้าที่เขาห่อศพมีหนอนขึ้นเต็มพระองค์ ก็นำเอามาซักให้สะอาดแล้วก็ใช้นุ่งห่ม เพื่อ ให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้ที่มีความมักน้อยสันโดษ การที่พระพุทธองค์ไม่ปฏิบัติธุดงค์เป็นประจำ เพราะการปฏิบัติธุดงค์จะต้องปลีกตัวอยู่คนเดียว เป็นเหตุไม่ได้ช่วยผู้อื่นให้พ้นจากทุกข์ เพราะเหตุที่พระพุทธองค์ต้องการจะอนุเคราะห์ช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากทุกข์ จึงไม่ปฏิบัติธุดงค์เป็นประจำ แต่ก็ทรงสรรเสริญผู้ที่ปฏิบัติธุดงค์ หรือผู้ที่กล่าวสอนเรื่องธุดงค์ เพราะผู้ที่รู้เหตุผลของการปฏิบัติธุดงค์ แต่ปฏิบัติไม่ได้ก็ยังนำเอาความมักน้อยสันโดษไปใช้กับตัวเองได้ ก็ย่อมละกามราคะของตนให้ลดลงได้ เพราะผู้มักน้อยมีความอยากน้อย ตัณหาก็เกิดน้อย ทุกข์ก็น้อยลง เพราะแสวงหาแต่สิ่งที่จำเป็นก็ไม่เป็นปัจจัยแก่ตัณหา
ผู้ที่ปฏิบัติธุดงค์ย่อมจะเป็นเหตุให้ถึงพร้อมด้วยธุตธรรม ๕ อย่าง คือ
๑. อัปปิจฉตา ๒. สันตุฏฐี ๓. สัลเลขตา ๔. ปวิเวกตา ๕. อิทมัตถิตา
ธุตธรรมข้อที่ ๑ คือ อัปปิจฉตา ได้แก่ ความมักน้อย การแสวงหาพอประมาณ
เหตุให้เกิดความมักน้อยมี ๔ อย่าง คือ
๑. มักน้อยในปัจจัย ๔ ได้แก่มักน้อยในอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย โดยแสวงหาแต่พอประมาณ ไม่หามากเกินไปทำให้ไม่ต้องเป็นทุกข์มาก
๒. มักน้อยในธุดงค์ คือถือธุดงค์ข้อใดก็ไม่โอ้อวด ถ้าหากมีผู้มาถามว่าท่านถือธุดงค์หรือ ก็ทำเป็นเหมือนว่าไม่ได้ถือธุดงค์ โดยทำลายธุดงค์ข้อนั้นให้แตกไป แล้วก็ไปสมาทานใหม่ในภายหลัง ชื่อว่ามักน้อยในธุดงค์
๓. มักน้อยในปริยัติ คือไม่โอ้อวดความรู้ จะแสดงก็เมื่อมีผู้มาขอร้องจึงแสดง
๔. มักน้อยในอธิคม คือไม่โอ้อวดมรรคผลที่ตนได้ ว่าตนได้เป็นอริยะขั้นไหน
นี้คือความมักน้อย ที่แสวงหาแต่น้อย ยินดีในของที่ยังไม่ได้ ความมักน้อยจึงเป็นปฏิปักษ์ต่อตัณหา เพราะอยากน้อย ตัณหาก็เกิดไม่ได้
ธุตธรรมข้อที่ ๒ คือ สันตุฏฐี ได้แก่ความสันโดษ ยินดีในของของตน
เหตุให้เกิดความสันโดษมี ๓ อย่าง คือ
๑. ยถาลาภสันโดษ คือยินดีตามได้ ได้แค่ไหนก็พอใจแค่นั้น
๒. ยถาพลสันโดษ คือยินดีตามกำลัง มีกำลังเท่าไรก็หาเท่านั้น ไม่หาจนเกิน กำลัง
๓. ยถาสารุปสันโดษ คือยินดีตามสมควรแก่สมณสารูป พิจารณาตามฐานะของตนว่า ควรจะใช้สิ่งใดแค่ไหนโดยพิจารณาถึงความจำเป็น ไม่หาเกินความจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้กามกำเริบ เพราะฉะนั้นความสันโดษยินดีในของที่ได้มาแล้ว คือได้แค่ไหนก็พอใจแค่นั้นไม่อยากจนเกินประมาณ สันโดษจึงเป็นปฏิปักษ์ต่ออุปาทาน คือได้สิ่งใดมาก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นจนเกินไปจนเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เพราะถ้าหากว่าไปหามาแล้วยึดมั่นถือมั่นก็ทำให้อยากได้ไม่รู้จักพอ คือหาเพียงแต่ว่าเอามาใช้แก้ทุกข์เท่านั้น เพราะฉะนั้นบุคคลที่มีความมักน้อยหรือสันโดษจึงทำลายตัณหาได้ ไม่ตกเป็นทาสของตัณหาก็เป็นเหตุให้ทุกข์น้อยลง เพราะรู้จักแสวงหาแต่พอประมาณ
ธุตธรรมข้อที่ ๓ คือ สัลเลขตา หมายถึงความประพฤติที่ขูดเกลากิเลส ต้องทำตัวให้เป็นผู้เลี้ยงง่ายอยู่ง่าย อย่างเช่นภิกษุความเป็นอยู่ต้องอาศัยชาวบ้าน คือเขาถวายอะไรก็ต้องใช้อย่างนั้น แต่ถ้าภิกษุทำตัวเป็นผู้เลี้ยงยาก อย่างเช่นถือการฉันเจก็ทำให้ไม่สะดวกแก่ชาวบ้าน เพราะชาวบ้านยังทานเนื้ออยู่ เมื่อเขาทานอะไรเขาก็ทำอย่างนั้นและเผื่อไว้ใส่บาตรด้วยเป็นความสะดวกแก่ชาวบ้าน แต่ถ้าหากว่าภิกษุไม่ฉันเนื้อทำความลำบากให้แก่ชาวบ้านเขาก็เลยเลิกใส่บาตร ภิกษุก็อยู่ไม่ได้ในที่สุดพุทธศาสนาก็หมดไป แต่ถ้าหากภิกษุทำตัวเป็นผู้เลี้ยงง่าย ปัจจัย ๔ ก็จะไม่ขาดแคลนเพราะชาวบ้านยังมีศรัทธาอยู่เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาตั้งอยู่ได้ ฉะนั้นการทำตัวเป็นผู้เลี้ยงง่ายอยู่ง่าย จะไปอยู่ที่ไหนก็สะดวกสบายเป็นการขัดเกลากิเลสไปในตัว ทำให้เอาชนะกิเลสได้ก็เป็นเหตุให้พ้นจากทุกข์ได้
ฉะนั้นการบวชจะต้องบวชเพื่อออกจากทุกข์ แต่ถ้าหากว่าไม่บวชเพื่อออกจากทุกข์แล้ว การบวชก็จะเป็นเหตุให้เกิดกิเลส เป็นการทำลายตนเองให้เกิดทุกข์มากขึ้น อย่างเช่นการบวชที่แสวงหาลาภ ไม่ใช่บวชเพื่อให้พ้นทุกข์ก็เป็นการหลอกลวงชาวบ้าน ก็จะเป็นผลให้ตนเองต้องไปรับผลของกรรมตามเหตุที่ตนทำไว้
ธุตธรรมข้อที่ ๔ ได้แก่ ปวิเวกตา คือการอยู่ในที่สงัด เรียกว่าเป็นความวิเวก
เหตุให้เกิดความวิเวก มีอยู่ ๓ อย่าง คือ
๑. กายวิเวก ความสงบทางกายด้วยการปลีกตัวออกจากหมู่อยู่คนเดียว เพื่อปฏิบัติธรรมที่จะให้พ้นจากทุกข์ การที่ปลีกตัวอยู่คนเดียวก็จัดว่าเป็นศีล เพราะได้สำรวมกายวาจา
๒. จิตตวิเวก ความสงบทางจิต สามารถระงับกิเลสนิวรณ์ได้ก็ทำให้จิตใจเกิดความสงบก็จัดว่าเป็นสมาธิ
๓. อุปธิวิเวก ความสงบจากขันธ์ เพราะเหตุว่าดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉททำให้พ้นจากทุกข์ จัดว่าเป็นปัญญา เพราะทำให้พ้นจากทุกข์ คือพ้นจากขันธ์ เพราะได้ถึงพระนิพพานอุปธิวิเวก จึงเป็นชื่อของพระนิพพาน
ส่วน ธุตธรรมข้อที่ ๕ อิทมัตถิตา ปัญญาเป็นเครื่องอบรมจิตใจให้ตั้ง อยู่ในกุศลทำให้ปฏิบัติธุดงค์ได้ เพราะเห็นประโยชน์ของการปฏิบัติธุดงค์ว่าเป็นเหตุให้กำจัดกิเลสได้ จึงเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา บัณฑิตจึงกล่าวว่า ปญฺญวา ปน อุตฺตโม ผู้มีปัญญาเป็นผู้สูงสุด มนุสฺเสสุ จ เทวาสุ สีลปญฺญาณโต ชยํ ความชนะของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ย่อมมีเพราะศีลและปัญญา คือมีศีลขัดเกลากิเลส มีปัญญาทำลายกิเลสจึงพ้นจากทุกข์ได้ ปัญญาจึงเป็นธรรมประเสริฐที่สุดในโลกียธรรม ด้วยเหตุนี้ผู้ปฏิบัติธุดงค์ ย่อมเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยธุตธรรม คือมีความมักน้อยสันโดษ มีการขูดเกลากิเลสอยู่ในที่สงัดและมีปัญญา เห็นโทษของกิเลสย่อมไม่สะสมกิเลส โดยทำตัวให้เป็นผู้เลี้ยงง่ายปรารภความเพียรอยู่เสมอ การปฏิบัติธุดงค์จึงต้องมีเจตนาสมาทานก่อนเป็นลักษณะ คือจะปฏิบัติธุดงค์ข้อใดก็สมาทานในธุดงค์ข้อนั้น หรือหลายข้อที่ตั้งใจจะปฏิบัติด้วยการสมาทานกับอาจารย์ หรือตั้งใจสมาทานเอาเองก็ได้ การปฏิบัติธุดงค์มีการกำจัดความโลภเป็นรส จึงมีความไม่โลภเป็นปัจจุปัฏฐาน คือเป็นผลปรากฏ และมีความมักน้อยเป็นปทัฏฐาน คือเป็นเหตุใกล้ให้เกิด นี่คือลักษณะของการปฏิบัติธุดงค์ ผู้ปฏิบัติจะ ต้องมีความมักน้อยสันโดษ จึงจะกำจัดกิเลสให้ลดลงได้ แต่ถ้าเป็นผู้มักมากไม่รู้จักพอ มักใหญ่อยากดัง ก็ปฏิบัติธุดงค์ไม่ได้ เพราะไม่สามารถกำจัดกิเลสได้ ผู้ปฏิบัติธุดงค์จึงต้องเป็นผู้มักน้อยสันโดษ เป็นต้น
ธุดงค์ที่ปฏิบัติมีอยู่ด้วยกัน ๑๓ ข้อได้แก่
๑. ปังสุกูลิกังค์ธุดงค์ คือการถือผ้าบังสุกุลเป็นปกติ ผ้าบังสุกุลก็หมายถึงผ้าเปื้อนฝุ่นหรือผ้าที่ไม่สะอาด เมื่อได้มาก็ทำให้สะอาดเสียแล้วนำมาย้อมใช้ ย่อมจะได้อานิสงส์เป็นการกำจัดราคะได้ คือเป็นผู้ไม่มีตัณหาในการบริโภค เพราะการหาผ้าบังสกุลย่อมเป็นของหาได้ง่าย เพราะเป็นของที่คนทั้งหลายไม่ต้องการแล้ว และการใช้ผ้าบังสกุลก็เป็นเหตุให้ไม่ต้องเป็นทุกข์ในการรักษา คือทำให้พ้นจากโจรภัยได้เพราะว่าเป็นผ้าที่ไม่มีราคาโจรก็ไม่ต้องการ อันนี้เป็นอานิสงส์ของผู้ที่ถือผ้าบังสุกุล
๒. เตจีวริกังคธุดงค์ คือการใช้ผ้า ๓ ผืนเป็นปกติ คือมีผ้านุ่ง ผ้าห่ม และผ้าซ้อนห่ม เพื่อป้องกันความหนาว การใช้ผ้าน้อยผืนทำให้เป็นผู้ที่ไม่สะสมผ้ามากทำให้เป็นผู้ที่มีทุกข์น้อย เมื่อจะเที่ยวไปไหนก็ไม่ลำบาก คือจะไปได้เหมือนอย่างนก ไม่ต้องแบกภาระให้มากมายติดตัวไป เพราะฉะนั้นการที่ใช้ผ้าน้อยผืนก็ทำให้คล่องตัวสบายกายสบายใจ
๓. ปิณฑปาติกังคธุดงค์ คือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นปกติ เป็นการเลี้ยงตัวด้วยลำแข้งของตัวเองทำให้ละความเกียจคร้าน และยังเป็นอาชีพบริสุทธิ์ของพระ ภิกษุอีกด้วย ทำให้ละมานะได้เพราะการที่ต้องเที่ยวไปด้วยการขอเขา ทำให้ละมานะลงไป และทำให้ละความใคร่ในรสอาหารด้วย คือไม่ติดในรส ได้รสอย่างไรก็ฉันอย่างนั้น ทั้งยังเป็นการอนุเคราะห์ผู้อื่นให้ได้ทำบุญอีกด้วย เพราะการเที่ยวบิณฑบาตก็คือเป็นการไปโปรดสัตว์ เพื่อให้สัตว์นั้นได้ทำบุญ
๔. สปาทานจาริกังคธุดงค์ คือการเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับเรือนเป็นปกติไม่เลือกที่รับ คือจะได้อาหารที่ดีหรือไม่ดีก็ไม่รังเกียจ เพียงแต่ว่าพอได้ฉันให้มีชีวิตเป็นอยู่ได้ก็พอแล้ว อันนี้ก็เป็นการกำจัดราคะให้ลดลงไป
๕. เอกาสนิกังคธุดงค์ คือการฉันในที่นั่งอาสนะเดียว คือไม่ลุกไปที่อื่นจนกว่าจะฉันเสร็จ หมายถึงว่าเป็นการฉันหนเดียวนั่นเอง เพราะถ้าหากว่าลุกจากที่นั่งไปแล้วไปฉันอีกธุดงค์ก็ขาด การฉันน้อยหนก็ทำให้เป็นผู้ที่มีทุกข์น้อย ไม่ต้องกังวลเรื่องกินมากมาย ทำให้มีอาพาธน้อย คือไม่เกิดทุกข์จากเรื่องของอาหาร เป็นเหตุให้มีกำลังร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ คล่องแคล่ว มีความเป็นอยู่อย่างผาสุก ขูดเกลากิเลสทั้งสิ้น
๖. ปัตตปิณทิกังคธุดงค์ คือถือการฉันในบาตรเป็นปกติ เป็นเหตุให้ไม่ต้องใช้ภาชนะมาก ทุกข์ก็น้อยลงเพราะการรับบิณฑบาตก็รับแต่พอควร คือพอฉันก็พอแล้ว ไม่ต้องหามากจนเกินไป และการปฏิบัติอย่างนี้ทำให้ละความมักมากในอาหาร ทุกข์ก็น้อยลง
๗. ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์ คือไม่รับภัตรที่มาภายหลังเป็นปกติ คือฉันอิ่มแล้วก็พอแล้วเพราะท้องเต็มแล้ว ถ้าหากว่าฉันอีกก็ทำให้เกิดทุกข์อึดอัดท้อง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ารู้จักปริมาณในการบริโภคก็ไม่เกิดทุกข์ และยังละกามราคะ คือความโลภหรือว่าความยินดีในวัตถุข้าวของให้ลดลงไปได้
๘. อารัญญิกังคธุดงค์ คือการอยู่ในเป็นปกติ เป็นการปลีกตัวไปอยู่คนเดียวเป็นเหตุให้ทุกข์น้อยลง เพราะไม่ต้องปะปนด้วยหมู่คณะ ก็ไม่มีเรื่องที่จะให้เกิดความเดือดร้อน ทำให้มีการสำรวมดีอยู่กับอารมณ์ของกรรมฐานได้ การที่อยู่ป่าเมื่ออยู่ได้ก็ทำให้ปราศจากความกลัวภัยต่าง ๆ เป็นเหตุให้ละความเยื่อใยในชีวิตได้ และเป็นเหตุให้เกิดความเพียรที่จะปฏิบัติธรรมให้พ้นจากทุกข์โดยเร็ว
๙. รุกขมูลิกังคธุดงค์ คือถือการอยู่โคนไม้เป็นปกติ ไม่ต้องเป็นทุกข์มากในการที่เกี่ยวกับการบำรุงรักษาที่อยู่ ทำให้เจริญภาวนาได้สะดวก และการอยู่โคนไม้ยังเป็นปัจจัยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ ใบไม้ที่มีการล่วงหล่นเป็นประจำ เป็นเหตุให้เกิดอนิจสัญญาเห็นความไม่เที่ยงของสังขารได้
๑๐. อัพโภกาสิกังคธุดงค์ คือถือการอยู่ในที่แจ้งเป็นปกติ ไม่เป็นที่มุงบังอย่างบ้านเรือนแต่ก็สามารถใช้จีวรมุงบังได้ ก็ถือว่าอยู่ในที่กลางแจ้งเหมือนกัน การที่อยู่ในที่กลางแจ้งก็เป็นเหตุให้ละความง่วงความเกียจคร้านไปได้ และเป็นเหตุให้ไม่ติดที่อยู่ เที่ยวไปได้โดย สะดวกไม่ขัดข้อง และยังสะดวกแก่การเจริญกรรมฐานเพื่อที่ จะละกิเลสให้หมดไปได้โดยง่าย
๑๑. โสสานิกังคธุดงค์ คือเป็นการถือการอยู่ป่าช้าเป็นปกติ เพื่อสะดวกแก่การเจริญอสุภกรรมฐาน สำหรับการที่จะไปอยู่ป่าช้าผู้ที่จะปฏิบัติธุดงค์ ข้อนี้จะ ต้องแจ้งให้เพื่อนภิกษุหรือผู้ดูแลป่าช้าให้ทราบว่าตัวจะไปอยู่ป่าช้าเพื่อปลงอสุภสัญญา เพราะเหตุว่าที่ป่าช้าส่วนมากก็จะเป็นที่ซ่องสุมของพวกโจรที่จะใช้อาศัยแบ่งปันของที่ขโมยมาได้ ถ้าหากว่าเจ้าของตามมาแล้วโจรนี้เกิดทิ้งข้าวของแล้วหนีไป เจ้าของมาพบภิกษุก็จะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโจรก็จะจับเอาตัวไป แต่ถ้าหากว่ามีภิกษุหรือว่าผู้ดูแลป่าช้ารู้เข้าก็จะเป็นพยานว่าไม่ใช่เป็นโจร และการอยู่ในป่าช้ายังเป็นเหตุให้มีความอดทนต่อความกลัวต่าง ๆ และยังเป็นเหตุได้เห็นซากศพบ่อย ๆ ทำให้เกิดมรณานุสติอีกด้วยเป็นเหตุให้บรรเทากามราคะลงได้ และได้ทำความเพียรที่จะละกิเลสให้ยิ่งขึ้นไปเพื่อจะได้พ้นทุกข์
๑๒. ยถาสันถติกังคธุดงค์ คือการถืออยู่ในเสนาสนะตามที่มีผู้จัดแจงให้เป็นปกติคือว่าจะอยู่ในที่ดีหรือไม่ดีก็อยู่ได้ เป็นการบรรเทากามราคะให้ลดลง และทำให้ไม่เกิดความโลภความโกรธ เพราะว่ามีความอดทนได้ คือจะอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้เพื่อ ที่จะปฏิบัติธรรมให้พ้นทุกข์ไป
๑๓. เนสัชชิกังคธุดงค์ คือถือการอยู่ในอิริยาบถ ๓ เว้นการนอน คือไม่ประ กอบความสุขที่เกี่ยวกับการนอน เพื่อที่จะตัดกิเลสเครื่องผูกพันในความสุขเหล่านี้ การที่ละการนอนเสียได้ก็ทำให้ปรารภความเพียรมากขึ้น เป็นเหตุให้พ้นทุกข์ได้เร็ว การปฏิบัติธุดงค์เป็นการปฏิบัติที่ลำบากจัดว่าเป็นทุกขาปฏิปทา จะต้องใช้ความอดทนมาก
เพราะฉะนั้นธุดงค์เกี่ยวกับการปฏิบัติทางกาย ท่านจึงได้จัดว่าเป็นศีล เพราะว่าต้องอาศัยการสำรวมทางกาย การทำอะไรที่เกี่ยวกับความทุกข์ความลำบากแล้วจะเป็นเหตุให้ตัณหาไม่ต้องการ เพราะตัณหาต้องการแต่ความสุข แต่ถ้าหากว่าสิ่งใดปฏิบัติแล้วเป็นทุกข์ ตัณหาจะเกิดขึ้นไม่ได้ การปฏิบัติธุดงค์จึงเป็นการทำลายตัณ หาให้ลดลง เพราะปกติของคนทั่วไปจะมีตัณหาติดตามเป็นเพื่อนยู่เสมอ ดังพระบาลีที่กล่าวว่า ตณฺหา ทุติโย ปุริโส คือตัณหาเป็นเพื่อนของสองบุรุษ คือไม่ว่าจะไปไหนหรือว่าทำอะไรส่วนมากก็ทำเพราะความอยาก มีตัณหาเป็นปัจจัยให้ทำทั้งนั้น อย่างเช่นจะกินก็ต้องกินให้อร่อย หรือจะใช้เสื้อผ้าก็ต้องให้สวยงาม จะอยู่ที่ไหนก็ต้องให้สบาย ล้วนมีตัณหาเป็นเพื่อนติดตามอยู่ตลอดเวลา และตัณหายังคอยหลอกให้หลง และให้เห็นผิดจากความเป็นจริงอีก อย่างเช่นสิ่งที่ไม่เที่ยงก็ทำให้เห็นว่าเที่ยง สิ่งใดที่ไม่งามก็ทำให้เห็นว่างาม สิ่งใดที่เป็นทุกข์ก็ทำให้เป็นว่าเป็นสุข สิ่งใดที่ไม่ใช่ตัวตนก็ให้เห็นว่าเป็นตัวตน ทั้ง ๆ ที่พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสว่า ตัณหาเป็นตัวสมุทัยเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ แต่คนส่วนมากก็กลับเห็นผิดจากความเป็นจริง คือเห็นตัณหาว่าเป็นเหตุให้เกิดความสุข คือถ้าจะเกิดความไม่สบาย แต่ถ้าหากว่ามีตัณหาเป็นเพื่อนแล้วก็จะทำให้เกิดความสบาย เพราะเหตุที่มีความเห็นผิดอย่างนี้ เพราะเราคบตัณหาเป็นเพื่อน จึงเป็นเหตุให้ต้องเป็นทุกข์ท่องเที่ยวไปไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าหากว่าเราไม่อาศัยคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าไปแก้ไขจิตใจให้เกิดความเห็นถูก แล้วเราก็เอาชนะกิเลสไม่ได้ คือไม่สามารถที่จะละคลายจากตัณหาไปได้ ก็ทำให้พ้นจากทุกข์ไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธุดงค์ก็เป็นการปฏิบัติเพื่อที่จะกำจัดกิเลส คือตัณหากับโลภะเป็นสำคัญ
การปฏิบัติธุดงค์ท่านจึงบอกว่าเหมาะแก่คนที่มีราคะจริต หรือมีโมหะจริต เพราะการปฏิบัติธุดงค์เป็นการปฏิบัติที่ลำบาก จึงทำให้ไม่เกิดความเพลิดเพลินยินดีจึงสามารถละกามราคะ ทำให้ตัณหาลดลงได้ และการที่ต้องคอยสำรวมระวัง ไม่ให้ตัณหาเกิดก็เป็นเหตุให้เกิดสติสัมปชัญญะรู้สึกตัวอยู่เสมอ เป็นเหตุให้โมหะเกิดไม่ได้ ก็เป็นการทำลายโมหะไปด้วย การปฏิบัติธุดงค์จึงสามารถกำจัดความประมาทมัวเมาในเรื่องของอาหาร ในเรื่องของเครื่องนุ่งห่มในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ในเรื่องที่อยู่อาศัย คือเป็นเหตุให้ไม่ประมาทในความเป็นอยู่ เพราะเหตุว่าความตายนั้นไม่บอกเวลาว่าจะตายเมื่อไร เมื่อมีชีวิตอยู่ก็ต้องรีบทำความเพียรเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ตน อย่าได้ปล่อยเวลาให้ล่วงไปเปล่า ๆ เพราะจะทำให้ตายไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยเหตุนี้การปฏิบัติธุดงค์จึงเหมาะแก่คนที่เป็นราคะจริตหรือโมหะจริต
ส่วนคนที่เป็นโทสะจริตก็สามารถที่จะปฏิบัติธุดงค์ได้บางข้อ อย่างเช่นข้อปฏิบัติที่อยู่ในป่าหรือว่าอยู่โคนไม้ เป็นการปลีกตัวออกไปอยู่คนเดียว ก็ทำให้ไม่ต้องกระทบกระทั่งกับคนอื่น เป็นเหตุให้โทสะเกิดไม่ได้ เป็นการฝึกให้เป็นคนที่มีความอดทน คือมีขันติอดทนก็ละโทสะได้ ข้อปฏิบัติเรื่องธุดงค์ก็เป็นปัจจัยแก่การละกิเลสทั้งสิ้น โดยเฉพาะการปฏิบัติธุดงค์ที่อยู่ในป่าและโคนไม้ ท่านจัดว่าเป็นอริยะวงศ์คือองค์ของพระอริยะ เช่นพระพุทธเจ้า เมื่อประสูติก็ประสูติในป่าที่โคนไม้เมื่อตรัสรู้ก็ตรัสรู้ในป่าที่โคนไม้ เมื่อแสดงธรรมเป็นครั้งแรกแก่ท่านปัญจวัคคีย์ก็แสดงในป่าที่โคนไม้ เมื่อปรินิพพานพระพุทธองค์ก็ปรินิพพานในป่าที่โคนไม้ เพราะนั่นการปฏิบัติธุดงค์ จึงเป็นเหตุให้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ คือองค์ของพระอริยะ ได้แก่
๑. ความเป็นผู้สันโดษในอาหาร
๒. ในเครื่องนุ่งห่ม
๓. ในที่อยู่อาศัย
การที่ปฏิบัติธุดงค์ได้อย่างนี้ย่อมจะเป็นเหตุให้ได้บรรลุถึงอริยะวงศ์ ๔ คือทำให้เกิดความยินดีในการเจริญภาวนาอีกหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าปฏิบัติธุดงค์ด้วยแล้วก็เจริญภาวนาไปด้วย ก็เป็นเหตุให้สามารถละกิเลสให้เป็นสมุจเฉทพ้นจากทุกข์ได้ การปฏิบัติธุดงค์จึงทำให้ได้บรรลุถึงอริยะวงศ์ ๔ คือได้ตามรอยบาทของพระอริยะทั้งหลาย การปฏิบัติธุดงค์จึงเป็นความดีในการขัดเกลากิเลสเป็นเหตุให้ทุกข์น้อยลง
ส่วนผู้เป็นฆราวาสก็สามารถปฏิบัติธุดงค์บางข้อได้เหมือนกัน เช่นธุดงค์ข้อที่เกี่ยวกับการกินอาหารในภาชนะเดียวที่เรียกว่า ปัตตปิณฑิกังคธุดงค์ และเอกาสนิกังคธุดงค์ คือการนั่งกินอาหารในที่เดียวจนอิ่มไม่ย้ายที่ ก็หมายถึงว่ากินหนเดียว ฉะนั้นการกินน้อยครั้งก็ทำให้ไม่มัวเมาในอาหาร เพราะกินน้อยครั้งก็ทำให้ทุกข์น้อยลงด้วย แต่ถ้ากินหลายครั้งหลายหนก็แสดงว่ามีทุกข์มาก เพราะว่าต้องแก้ทุกข์หลายครั้ง ฉะนั้นการกินน้อยครั้งก็ทำให้ทุกข์ลดลง และการใช้ภาชนะน้อยคือใช้เพียงแค่ใบเดียวก็ทำให้ไม่ยุ่งยากในการที่จะต้องล้างหรือว่ารักษามากมาย ก็เป็นเหตุให้ทุกข์ลดลง จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติธุดงค์นั้นจะต้องทำตัวให้เป็นผู้มักน้อยสันโดษ จึงจะสามารถกำจัดราคะ โทสะ โมหะ ให้หมดไปได้
การปฏิบัติธุดงค์ที่ละกิเลสได้นั้น ก็คือการปฏิบัติศีลสมาธิปัญญานั่นเอง เพราะศีลสมาธิปัญญานั้นเป็นธรรมที่กำจัดกิเลส และการปฏิบัติธุดงค์ถึงแม้ว่ายังไม่พ้นจากทุกข์ แต่ผลแห่งการทำกุศลก็ยังเป็นปัจจัยให้ได้เกิดในสุคติ เช่นผลของการทำทานก็ทำให้ได้โภคสมบัติ คือทำให้มีทรัพย์สมบัติไพบูลย์มั่งคั่ง ส่วนผลของศีลก็ทำให้ได้ภพสมบัติคือได้เกิดในภพที่สมบูรณ์ที่มีทิพย์สมบัติ และถ้าหากว่าบุคคลนั้นทำได้ทั้งทานและรักษาศีลก็สามารถอำนวยวิบากให้เป็นสุขหาประมาณมิได้ คือทำให้ผู้ที่ให้ทานรักษาศีลได้รับผลอันเลิศคือทำให้ได้ไปเกิดในสวรรค์
ต่อไปพระพุทธองค์ก็ทรงแสดง สคฺคกตา เรื่องของสวรรค์ ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการทำกุศล ให้ทานรักษาศีล จึงได้ทรงแสดงเรื่องของสวรรค์ ต่อจากเรื่องศีล เพื่อให้ผู้ฟังได้เกิดความบันเทิงในการทำกุศล ว่าผลแห่งการทำกุศลล้วนแล้วแต่เป็นเหตุให้เกิดความสุข การที่ได้เกิดในสวรรค์จึงเป็นที่ไปแห่งความสุขจึงเรียกว่า สุคติ หรือว่าเป็นที่ไปอันดีงามก็ชื่อว่าเป็นสุคติ เพราะว่าสวรรค์เป็นภูมิของสุคติ เพราะโลกที่เกิดขึ้นของสัตว์ทั้งหลายท่านแบ่งออกเป็น ๒ ภูมิคือเป็นทุคติภูมิและสุคติภูมิ คำว่า คติ ก็หมายถึงว่าเป็นที่ไปของสัตว์ทั้งหลาย และคติที่ไปของสัตว์ทั้งหลายมีอยู่ด้วยกัน ๕ อย่าง ได้แก่
๑. นิรยคติ คือที่ไปเกิดเป็นสัตว์นรก
๒. เปตคติ คือที่ไปเกิดเป็นเปรตและอสุรกาย
๓. เดรัจฉานคติ คือที่ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
คติทั้ง ๓ นี้ชื่อว่าเป็นทุคติ เพราะเป็นที่ไปแห่งความทุกข์หรือว่าเป็นที่ไปแห่งความไม่ดีงามอันได้แก่อบายภูมิ คือภูมิที่หาความสบายไม่ได้ เรียกว่าทุคติภูมิ ส่วนอีก ๒ คติได้แก่มนุษย์คติ คือที่ไปเกิดเป็นมนุษย์กับเทวคติ คือที่ไปเกิดเป็นเทวดา และเทวดาก็มีด้วยกันทั้งที่เป็นกามาวจรภูมิและรูปาวจรภูมิชื่อว่าเป็นสุคติด้วยกันทั้งนั้น แต่ว่าสุคติที่จะกล่าวในเรื่องของสัคคกถานี้ เอาแต่เพียงแค่เทวดาชั้นกามาวจรเท่านั้น เพราะเทวดาชั้นกามาวจรเป็นผลของการเกิดขึ้นจากการให้ทานและรักษาศีลเท่านั้น ส่วนเทวดาที่เกิดในชั้นรูปาวจรหรือว่าอรูปาวจรนั้นเป็นผลอันเกิดจากฌานกุศล ซึ่งเป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่กว่าการให้ทานและรักษาศีลจึงไม่นำมากล่าวในที่นี้ สำหรับกามาวจรสวรรค์ก็เป็นที่อยู่ของเทวดา ๖ ชั้น
ดังท่านผู้รู้ได้อธิบายความหมายของคำว่าสวรรค์ว่ามีอยู่ ๔ อย่างคือ
ข้อที่ ๑ ท่านแสดงไว้เป็นบาลีว่า สุฏฐุ อคฺโค แปลว่าโลกอันเลิศด้วยดี หมายความว่าความสุขความสำราญของกายและจิต ซึ่งเป็นของทิพย์อันเกิดแต่บุญย่อมมีในเทวโลกมากมาย คือไม่มีสุขใดในโลกมนุษย์จะเปรียบปานได้ เพราะว่าเทพยาดาทั้งหลายที่บังเกิดในสวรรค์เป็นผู้ที่ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งบุญอย่างเดียว คือไม่ต้องขวนขวายทำมาหากินไม่ต้องไปไถหว่าน หรือว่าค้าขายเลี้ยงชีพแต่อย่างใดเสวยแต่ผลแห่งบุญอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเหตุนี้โลกนี้จึงชื่อว่า สคฺโค คือสวรรค์ด้วยความเป็นโลกอันเลิศด้วยดี อันนี้เป็นความหมายของสวรรค์ข้อที่ ๑
ส่วนความหมายของสวรรค์ ข้อที่ ๒ คือตามบาลี สุนฺทรานิ อคฺคานิ เอตฺถาติ แปลว่าโลกมีอารมณ์ดีจึงชื่อว่า สคฺโค โดยแยกศัพท์เป็น สุ กับ อคฺค สุ หมายถึง สุนฺทรานิ แปลว่าดีงาม ส่วน อคฺค หมายถึงของอันสัตว์ทั้งหลายพึงถึงด้วยใจชื่อว่า อคฺค เพราะฉะนั้น อคฺค หมายถึงอารมณ์นั่นเอง คืออารมณ์ที่เกิดขึ้นในโลกสวรรค์ล้วนแล้วแต่เป็นอารมณ์ที่ดีงาม เพราะเหตุนั้นโลกนี้จึงชื่อว่า อคฺโค คือโลกอันมีอารมณ์อันดีอันได้แก่อารมณ์ ๕ คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่พึงถูกต้องอันมีอยู่ในโลกนั้น ล้วนแต่เป็นอารมณ์ที่น่ารื่นรมย์แก่เทพยาดาทั้งหลายให้รื่นเริงสำราญใจ มีการบันเทิงอยู่เสมอเป็นอเนกประการหาประมาณมิได้ หมายความว่าความสุขที่เกิดในมนุษย์นั้น ไม่อาจที่จะเอามาเทียบกับความสุขที่เกิดในสวรรค์นี้ได้เลย ดังที่พระพุทธองค์ได้อุปมาให้เห็นความต่างกันของสุขในสวรรค์และสุขในมนุษย์ว่า สุขโสมนัสที่พระเจ้าจักรพรรดิพึงได้พร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ คือมีจักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ประเสริฐทั้งสิ้นกับฤทธิ์ของพระเจ้าจักรพรรดิอีก ๔ ประการ คือพระเจ้าจักรพรรดินี้เกิดมาจะเป็นผู้ที่มีรูปงามมากกว่าบุรุษทั้งปวง และพระเจ้าจักรพรรดินี้ยังมีอายุยืนนานกว่ามนุษย์ด้วยกันมาก ทั้งมีโรคน้อยและเป็นที่รักของพราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย เหมือนบิดาเป็นที่รักของบุตร อันนี้ก็เป็นความดีของพระเจ้าจักรพรรดินั้นเป็นธรรม พระเจ้าจักรพรรดิได้เสวยความสุขในมนุษย์ก็นับว่ายอดเยี่ยมกว่ามนุษย์ทั้งปวง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสวรรค์แล้วท่านก็บอกว่าไม่เท่ากับเสี้ยวหนึ่งของความสุขที่เกิดในสวรรค์เลย เมื่อพระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบอย่างนี้แล้วบุคคลทั้งหลายก็ยังไม่อาจจะเข้าใจว่า ความสุขในสวรรค์นั้นจะมีมากมายกว่าความสุขในมนุษย์ได้อย่างไร พระพุทธองค์ก็ทรงเปรียบให้เห็นอีกว่าความสุขในมนุษย์นี้เปรียบเท่ากับก้อนศิลาที่อยู่ในกำมือ ส่วนความสุขในสวรรค์เปรียบเท่ากับภูเขาหิมาลัยซึ่งใหญ่กว่าก้อนศิลาที่อยู่ในกำมือซึ่งเทียบกันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเมื่อเปรียบเทียบอย่างนี้แล้วก็จะทำให้เห็นว่าความสุขในมนุษย์นั้น ถ้าไปเทียบกับสวรรค์แล้วเทียบกันไม่ได้ ที่เราเห็นกันว่าผู้ที่มีความสุขในมนุษย์ที่ว่ามีความสุขมาก ๆ ก็เพียงแค่เป็นเศษ ๆ ของความสุขในสวรรค์เท่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้บัณฑิตท่านจึงได้ถือเอาความสุขในเทวโลกก็เรียกเทวโลกนั้นว่า สัคคะ คือเป็นโลกที่มีอารมณ์ดี เพราะพรั่งพร้อมด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ที่เลิศ ๆ ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นความสุขในสวรรค์จึงเป็นสุขที่ประเสริฐเลิศด้วยอารมณ์ดีๆทั้งนั้นกว่าในโลกมนุษย์มากนัก
ส่วนความหมายของคำว่าสวรรค์ คือตามข้อที่ ๓ ท่านกล่าวตามบาลีว่า สุนฺทเรน กมฺเมน อชิตพฺโพ แปลว่า โลกอันพึงได้ด้วยกรรมอันงามอย่างเดียว จึงชื่อว่า สคฺโค หมายความว่ากรรมที่สัตว์ทั้งหลายประพฤติด้วยกายวาจาที่เกิดแต่ความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง จึงชื่อว่า สุนทรํ คือเป็นกรรมอันดีงามอีกอย่างหนึ่ง สัตว์ผู้เสวยความสุขไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเทวดาย่อมเกิดขึ้นเพราะกรรมอันดีงามเป็นเหตุทั้งนั้นแม้นสวรรค์ก็เช่นเดียวกัน เพราะเหตุนี้เทวโลกจึงชื่อว่า สคฺค อันสัตว์ทั้งหลายพึงไปด้วยกรรมอันดีงาม ก็เป็นความหมายของสวรรค์ในข้อที่ ๓
ส่วนความหมายของสวรรค์ข้อที่ ๔ ตามบาลีว่า สชฺชนฺติ สตฺตา เอตฺถาติ คือโลกเป็นที่ข้องอยู่ของสัตว์ทั้งหลายจึงชื่อว่า สคฺโค หมายความว่าสัตว์ทั้งหลายที่เป็นมนุษย์ต่างก็ปรารถนาที่จะไปเกิดในสวรรค์ เพราะสวรรค์นี้มีความสุขอันเลิศ และเพียบพร้อมด้วยกามคุณอันเลิศ แม้เทวดาที่เกิดในเทวโลกก็ยังยินดีสุขในสวรรค์ไม่อยากไปเกิดในที่อื่น เหตุนี้สวรรค์จึงชื่อว่าเป็นที่ให้สัตว์ข้องอยู่ในโลก เพราะยินดีติดใจของสุขของสวรรค์ แม้พระเจ้าจักรพรรดิบุรุษผู้เลิศในมนุษย์ เมื่อรู้ว่าจะสิ้นพระชนม์ก็รีบมอบราชสมบัติให้แก่ราชโอรส แล้วไปประพฤติปฏิบัติธรรมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นเพื่อจะได้ไปเกิดในเทวโลกชั้นสูง ๆ ก็เพื่อปรารถนากามอันเป็นทิพย์นั่นเอง เทวโลกจึงชื่อว่าเป็นที่ข้องของกามาวจรสัตว์ คือเป็นที่ปรารถนาของสัตว์ทั่วไป เพราะสวรรค์นั้นมีความสุขอันเลิศและมีกามคุณอันเลิศ เพราะฉะนั้นสัตว์ที่ต้องการไปเกิดในสวรรค์ก็จะต้องทำกรรมดี คือมีการให้ทานรักษาศีลจึงจะสามารถไปเกิดในสวรรค์ได้
เพราะเหตุที่บุคคลให้ทานรักษาศีลมีกำลังยิ่งหย่อนไม่เท่ากัน จึงได้แบ่งสวรรค์ชั้นกามาวจรออกไปเป็น ๖ ชั้น เทวดาที่จะเกิดในสวรรค์เหล่านี้ต่างก็ได้ชื่อว่าเป็น เทวะ หรือว่าเป็น เทพ แปลว่าผู้เล่นกาม คือผู้ที่เพลิดเพลินอยู่ในกามคุณ จึงเรียกว่ากามเทพ เพราะการไปเกิดในสวรรค์ไปเสวยผลของบุญไปรับความสุขอย่างเดียว ก็เพลิดเพลินอยู่แต่ในความสุขที่เกิดจากกามคุณทั้งนั้น พวกเทวดาหรือเทพต่าง ๆ จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้เล่นกาม โลกที่เป็นกามาวจรสวรรค์มีอยู่ด้วยกัน ๖ ชั้น คือ
สวรรค์ชั้นที่ ๑ ชื่อว่า จาตุมหาราชิกา เพราะเหตุที่มีท้าวมหาราชทั้ง ๔ เป็นผู้ปกครองเทวดาในชั้นนี้ สวรรค์ที่เกิดในชั้นนี้เป็นพวกเทวดาที่เกิดอยู่ที่พื้นดิน ตามป่าตามเขา หรือว่าบ้านเรือน ศาลา เจดีย์ก็มี หรือที่เกิดอยู่ตามต้นไม้ก็มีหรือเกิดอยู่ในอากาศที่มีวิมานเป็นของตัวเองลอยอยู่ในอากาศก็มี เพราะฉะนั้นเทวดาในชั้นนี้จึงมีหลายประเภท คือมีทั้งเทวดาที่ใจดีก็มี ที่ใจโหดร้ายก็มี มีรูปร่างบริบูรณ์ด้วยอาการ ๓๒ ก็มี ที่มีรูปร่างพิการก็มี เพราะเหตุว่าเป็นเทวดาชั้นต่ำที่อยู่ใกล้กับมนุษย์ จึงมีความสุขน้อยกว่าเทวดาชั้นอื่นทั้งหมด แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีความสุขมากกว่ามนุษย์ เพราะเป็นเทวดาก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ทำมาหากิน คือเสวยแต่ผลแห่งความสุขที่เกิดจากบุญอย่างเดียว ไม่ต้องอาศัยความเพียรในการที่จะต้องไปทำมาหากินเลย ฉะนั้นแม้จะเป็นสวรรค์ชั้นต่ำแต่ก็ยังมีความสุขมากกว่ามนุษย์ และผู้ที่ปกครองเทวดาทั้ง ๔ ก็ได้ แก่ท่านท้าวธตรัฏฐะ เป็นผู้ปกครองคันธัพพเทวดา ท้าววิรุฬหกะปกครองกุมภัณฑ์เทวดา ท้าววิรูปักขะปกครองนาคเทวดา ท้าวกุเวรหรือว่าท้าวเวสสุวรรณ ปกครองพวกยักข์เทวดา เพราะเทวดาในชั้นนี้มีหลายประเภทจึงต้องมีผู้ปกครองหลาย ๆ องค์ด้วยกัน
ส่วนสวรรค์ชั้นที่ ๒ ชื่อว่า ดาวดึงส์ ที่ชื่อว่าดาวดึงส์เพราะเป็นที่เกิดของบุคคล ๓๓ คน คำว่า ๓๓ ตามบาลีเรียกว่า ตาวตึส หรือเรียกว่า ดาวดึงส์ คือเป็นที่อยู่ของบุคคล ๓๓ คน ที่มี มฆมานพ เป็นหัวหน้าซึ่งได้ร่วมกันทำความดีตั้งแต่อยู่ในมนุษย์โลก มีการสร้างถนนหนทางสร้างศาลาเพื่อประโยชน์สุขแก่คนทั่วไป เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วก็ได้มาเกิดในสวรรค์ชั้นที่ ๒ โดยอาศัยที่มีมฆมานพเป็นหัวหน้า มฆมานพก็ได้เกิดเป็นพระอินทร์เป็นผู้ปกครองของเทวดาชั้นนี้ทั้งหมด ส่วนเพื่อนอีก ๓๒ คนได้บังเกิดเป็นเทวดาชั้นผู้ใหญ่ ในสวรรค์ชั้นนี้มีสิ่งให้เกิดความเพลิดเพลินมากมาย ดังที่ท่านแสดงไว้ในสวรรค์ชั้นนี้ว่ามีสวนที่น่ารื่นรมย์อยู่ถึง ๔ แห่ง ซึ่งได้แก่สวนนันทวัน สวนจิตรลดา สวนมิสกวัน สวนผารุสกวัน ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนที่รื่นเริงของเทวดาทั้งหลาย และยังมีสวนที่เป็นที่พักผ่อนของพระอินทร์อีกชื่อว่า สวนมหาวันและสวนปุณฑริกะ อันเป็นที่ตั้งแห่งพระจุฬามณีที่บรรจุพระเขี้ยวแก้วกับพระเกศาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็บรรจุอยู่ที่สวนปุณฑริกะ ในสวนปุณฑริกะนี้ยังมีแท่นปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ อันเป็นที่ประทับของพระอินทร์อยู่ด้วย และยังมีศาลาสุธัมมาอันเป็นศาลาที่ประชุมฟังธรรมของเทวดาทั้งหลาย โดยมีสุนังกุมารพรหมที่เสด็จมาจากพรหมโลกมาแสดงธรรมที่ศาลาสุธัมมานี้เป็นประจำ แต่บางคราวพระอินทร์ก็เป็นผู้แสดงธรรมเอง เพราะพระอินทร์ท่านก็เป็นพระอริยะขั้นพระโสดาบันเป็นผู้ที่มีความรู้มากมาย หรือบางทีเทวดาผู้ที่มีความรู้ต่าง ๆ ก็ผลัดกันแสดงธรรม เพราะฉะนั้นพวกเทวดาทั้งหลายที่มีอุปนิสสัยได้สั่งสมการปฏิบัติธรรม หรือว่าการศึกษาธรรมมาแล้วก็จะมาฟังธรรมกันที่ศาลาสุธัมมา พวกเทวดาทั้งหลายที่เกิดในสวรรค์ทั้ง ๖ ล้วนแล้วแต่เกิดด้วยโอปปาติกะกำเนิด คือเกิดขึ้นมาก็มีรูปร่างโตทันทีมีอวัยวะครบบริบูรณ์ ถ้าเป็นเทวดาก็จะเป็นหนุ่มอยู่ในวัย ๒๐ ปี ถ้าว่าเป็นเทพ ธิดาก็จะเป็นสาววัย ๑๖ ปี ความเป็นหนุ่มเป็นสาวของเทวดานี้จะเป็นตลอดไปจนตาย จะไม่มีการเจ็บไข้ได้ป่วยเลย ได้เสวยแต่อิฏฐารมณ์อันเป็นทิพย์ตลอดกาล เพราะ ฉะนั้นเทวดาทั้งหลายจึงได้มีความสุขมีความเพลิดเพลินในอารมณ์ที่เป็นทิพย์อย่างนี้ และที่อยู่ของเทวดาทั้งหลายสำหรับพวกที่อยู่ในชั้นดาวดึงส์ขึ้นไป จะมีวิมานเป็นที่อยู่ของตนเองอย่างสวย งาม เช่นอย่างวิมานของเทวดา ของเทพธิดาบางองค์มีวิมานสูงถึง ๑๖ โยชน์ และวิมานนี้ก็สามารถจะเลื่อนลอยไปในอากาศได้ตามปรารถนา และในวิมานนี้ก็มีปราสาทเป็นที่อาศัย ในวิมานนั้นก็ยังมีความงามรุ่งโรจน์ คือมี รัศมีแผ่ไปถึง ๑๐๐ โยชน์โดยรอบทิศ และวิมานก็ยังมีสระโบกขรณีเป็นที่อยู่อาศัยของหมู่มัจฉาชาติมีน้ำใสสะอาดมีท่าอันลาดด้วยทรายทองดารดาษด้วยดอกปทุมนานาชนิด เกสรแห่งดอกปทุมก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้งเป็นที่เจริญใจ และมีรุคขชาติต่าง ๆ เกิดอยู่รอบวิมาน ในวิมานก็ยังมีรัศมีสว่างไสวกึกก้องไปด้วยเสียงดนตรี มีหมู่นางเทพอักษรมากมายขับร้องฟ้อนรำกันไป และตนเองก็ยังมีวรรณที่งาม มีรัศมีสว่างไสว สามารถที่จะแผ่ไปมากบ้างน้อยบ้างตามบุญที่ตนทำไว้ ฉะนั้นสวรรค์จึงเป็นที่ปรารถนาของสัตว์โลก จึงได้ชื่อว่าเป็นที่ข้องของสัตว์โลก คือใคร ๆ ก็อยากจะได้เกิดในสวรรค์ เพราะเป็นที่ที่สมบูรณ์ด้วยความสุข เพราะเหตุมีกามคุณอันเป็นทิพย์ ทำให้เกิดความเจริญใจเพลิดเพลิน อันนี้เป็นความหมายของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ส่วนสวรรค์ชั้นที่ ๓ ชื่อว่า ยามา เป็นที่อยู่ของเทวดาที่มีความสุขมากมีความสวยงามประณีตยิ่งกว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ เพราะได้เสวยความสุขด้วยดีจึงชื่อว่า ยามา เทวดาชั้นยามามีผู้ปกครองชื่อว่าท่านท้าวสยามะ หรือยามา
ส่วนสวรรค์ชั้นที่ ๔ ชื่อว่า ดุสิต เป็นที่อยู่ของเทวดาผู้ถึงแล้วซึ่งความยินดีในทิพย์สมบัติของตน เป็นภูมิที่อยู่ของผู้มีปัญญามาก มีความยินดีแช่มชื่นเป็นนิตย์แม้พระโพธิสัตว์ทุก ๆ พระองค์ก่อนที่จะมาเกิดในมนุษย์โลกเพื่อตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมจะมาบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต เมื่อจุติจากดุสิตก็ไปเกิดในมนุษย์เป็นภพสุดท้าย แม้ท่านที่เป็นอัครสาวกก็มาบังเกิดในสวรรค์ชั้นนี้เหมือนกัน ฉะนั้นสวรรค์ชั้นดุสิตจึงจัดว่าประเสริฐกว่าสวรรค์ชั้นอื่น ๆ ทั้งหมด เพราะเป็นที่อยู่ของผู้ที่มีปัญญาทั้งนั้น และสวรรค์ชั้นนี้ก็มีท้าวสันตุสิตเป็นผู้ปกครอง เทวดาชั้นนี้ก็มีวิมานที่มีทิพย์สมบัติ และมีร่างกายสวยงามประณีตมากกว่าเทวดาชั้นยามา
ส่วนสวรรค์ชั้นที่ ๕ ชื่อว่า นิมมานรดี คือเทวดาที่อยู่ในสวรรค์ชั้นนี้จะมีความสนุกเพลิดเพลินในกามคุณ ๕ อย่างมาก เพราะสามารถที่จะเนรมิตกามคุณขึ้นมาได้ตามความชอบใจของตน เทวดาชั้นนี้จึงมีความสนุกสนานเพลิดเพลินใน กามคุณ ๕ อย่างมาก เทวดาที่ปกครองชั้นนี้ก็ได้แก่ท้าวสุนิมมิตตะ ผู้เป็นใหญ่ปกครองสวรรค์ชั้นนี้มีความสุขความสวยงาม ความยินดีในกามคุณมากกว่าในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี คือประณีตยิ่งกว่าชั้นดุสิตขึ้นไปอีก
ส่วนสวรรค์ชั้นที่ ๖ ชื่อว่า ปรนิมมิตวสวัตตี เป็นสวรรค์ที่ได้เสวยกามคุณที่มีอารมณ์ที่ดีมากกว่าเทวดาชั้นอื่นทั้งหมด เพราะความสุขความเพลิดเพลินใน กามคุณ ๕ ที่เทวดาชั้นนี้เสวย จะต้องการเสวยกามคุณเมื่อใดก็จะมีเทวดาองค์อื่นมาเนรมิตกามคุณให้ตามความต้องการ เทวดาชั้นนี้จึงมีความสุขมากที่สุด เทวดาชั้น ปรนิมมิตวสวัตตีนี้มีท้าวปรนิมมิตวสวัตตีเป็นผู้ปกครอง จะเห็นได้ว่าในสวรรค์นี้ล้วนแต่มีกามคุณอันเป็นทิพย์ ที่จะทำให้เทวดาทั้งหลายเพลิดเพลินสนุกสนาน และเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายคือพวกเทวดาทั้งหลายตกเป็นทาสของกามคุณ เมื่อเปรียบเทียบในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้นแล้ว การเสวยความสุขตั้งแต่ชั้นที่ ๑ ถึงชั้นที่ ๔ คือตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกาจนกระทั่งถึงชั้นดุสิต พวกนี้จะมีการเสพคู่ครองของตนเป็นประจำ คือมีมากบ้างน้อยบ้างตามบุญของตน แต่ส่วนเทวดาที่อยู่ในสวรรค์ชั้นที่ ๕ ที่ ๖ คือ นิมมานรดีกับปรนิมมิตวสวัตตีนั้นไม่มีคู่ครองของตัวเป็นประจำ เพราะเหตุที่ว่าเทวดาชั้นนี้เมื่อปรารถนาจะเสพกามคุณ ก็สามารถที่จะเนรมิตเทพบุตร หรือเทพธิดาขึ้นมาตามความปรารถนาของตน และเมื่อเสพกามคุณจนสมใจแล้ว เทวดาที่ถูกเนรมิตขึ้นมาก็อันตรธานหายไป ส่วนเทวดาในชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ยิ่งมีความสุขมากกว่าชั้นนิมมานรดี เพราะเหตุว่าเวลาที่จะต้องการกามคุณก็มีผู้อื่นมาเนรมิตให้ ก็เป็นเหตุให้เสพกามคุณสมใจตัวแล้วเทวดาที่ถูกเนรมิตขึ้นมาก็อันตรธานหายไป พวกที่เป็นเทพหรือเป็นเทวดาที่อยู่ในชั้นนิมมานรดีกับปรนิมมิตวสวัตตี จึงเป็นผู้ที่เสพกามคุณทำให้เกิดความเพลิดเพลิน มีความสนุกสนานเพลิดเพลินมากกว่าเทวดาชั้นอื่นทั้งหมด ความสุขในสวรรค์ก็ล้วนแล้วแต่เป็นกามคุณอันเป็นทิพย์ จึงมีความสุขวิเศษยิ่งกว่าความสุขในมนุษย์มากมายนัก และวันคืนที่ให้เสวยความสุขในชั้นสวรรค์ต่าง ๆ เหล่า นั้นก็มีอายุยาวนานอีก ทำให้ได้เสพความสุขอยู่นาน ๆ เช่น
อายุของเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา อายุวันหนึ่งคืนหนึ่งเท่ากับอายุของมนุษย์ ๕๐ ปี และอายุของเทวดาชั้นนี้ก็มีอายุถึง ๕๐๐ ปีทิพย์ เมื่อเทียบเท่ากับอายุของมนุษย์แล้วก็มีอายุถึง ๙ ล้านปีมนุษย์ เป็นอายุของเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา
อายุของเทวดาชั้นดาวดึงส์ อายุวันหนึ่งคืนหนึ่งของเทวดาชั้นนี้ก็จะเทียบเท่ากับอายุของมนุษย์ถึง ๑๐๐ ปี และอายุของเทวดาชั้นนี้ก็มีอายุถึง ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ อายุในเทวดาชั้นนี้จะเท่ากับอายุของมนุษย์ถึง ๑๔ โกฏิกับ ๔ ล้านปี
อายุของเทวดาชั้นดุสิต อายุวันหนึ่งคืนหนึ่งของเทวดาชั้นดุสิตนี้เท่ากับอายุมนุษย์ถึง ๔๐๐ ปี อายุของเทวดาชั้นนี้เท่ากับ ๔,๐๐๐ ปีทิพย์ เทียบเท่ากับอายุของมนุษย์ ๕๗ โกฏิกับ ๖ ล้านปี
อายุของเทวดาชั้นนิมมานรดี วันหนึ่งคืนหนึ่งเท่ากับอายุมนุษย์ ๘๐๐ ปี อายุของเทวดาชั้นนี้มีอายุถึง ๘,๐๐๐ ปีทิพย์ เมื่อเทียบกับอายุของมนุษย์แล้วถึง ๒๓๐ โกฏิกับ ๔ ล้านปี
อายุของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี อายุวันหนึ่งคืนหนึ่งของสวรรค์ชั้นนี้เท่ากับอายุของมนุษย์ถึง ๑,๖๐๐ ปี เทวดาชั้นนี้จะมีอายุถึง ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์ เมื่อเทียบกับอายุของมนุษย์ก็เท่ากับ ๙๒๑ โกฏิกับ ๖ ล้านปี
เพราะฉะนั้นผู้ที่ไปเกิดในสวรรค์มีอายุยืนนาน และได้เสพความสุขที่เป็นทิพย์จึงทำให้ยินดีติดใจในสวรรค์ที่เกิดของผู้ที่มีความสุขอย่างยิ่ง และถ้าหากว่าผู้ที่ไปเกิดในสวรรค์มัวแต่หลงระเริงอยู่ในความสุข คือไม่ได้เจริญกุศลต่อแล้วเมื่อสิ้นอายุลง ก็เป็นเหตุให้ต้องไปเกิดในอบายภูมิได้ เพราะเหตุว่าการเสวยความสุขอยู่ในโลกสวรรค์นานก็เป็นเหตุให้เกิดกามราคะมาก ทำให้กิเลสเจริญขึ้นจนกระทั่งลืมทำกุศล เมื่อไม่ทำกุศลพอตายจากสวรรค์ก็เป็นเหตุให้ไปเกิดในอบายได้ง่าย แต่ถ้าหากว่าผู้ที่ไปเกิดในสวรรค์ได้เคยทำกุศลที่เกี่ยวกับภาวนาตั้งแต่เป็นมนุษย์ ถ้าหากไปเกิดในสวรรค์ก็สามารถไปฟังธรรมที่ศาลาสุธัมมา เป็นเหตุให้ได้ไปเจริญภาวนาได้เกิดในสวรรค์ชั้นสูง ๆ ต่อไป หรือว่าเกิดอยู่ในชั้นที่ตนเกิดก็ได้ ถึงแม้จะจุติจากสวรรค์มาเกิดเป็นมนุษย์ก็ยังสามารถสร้างเหตุปัจจัย คือทำกุศลให้เพิ่มพูนต่อไปได้ เพราะฉะนั้นการเกิดในสวรรค์ ถ้าหากว่าไม่มีภาวนากุศลติดตัวไปแล้ว ก็จะเป็นเหตุให้ไปเพลิดเพลินอยู่ในกามคุณจนลืมทำกุศล เมื่อหมดบุญที่ได้เสวยความสุขเหล่านั้นแล้วก็เป็นเหตุให้ลงไปสู่อบายภูมิได้ง่าย สวรรค์นี้ถึงแม้ว่าจะมีความสุขมากมายเพียงไร แต่สวรรค์ก็ไม่เที่ยง เพราะมีเกิดแล้วก็ต้องมีตาย เหตุนี้เมื่อได้ความสุขแล้วจึงไม่ควรที่จะประมาทมัวเมา เพราะถ้าเราไม่ทำกุศลไว้ ก็จะทำให้พ้นทุกข์ไม่ได้ก็จะต้องตาย ต้องเกิดอีกต่อไป การที่พระพุทธองค์ทรงเอาเรื่องของสวรรค์มาแสดง ก็เพื่อที่จะให้เห็นว่าผลของการทำกุศลนี้แม้แต่ว่าเป็นเพียงแค่ขั้นทาน ขั้นศีล ก็ยังได้รับความสุขมากมายถึงเพียงนี้ ถ้าหากว่าได้ทำกุศลที่ยิ่งขึ้นไปกว่านี้คือ ถ้าได้เจริญฌานก็ไปเกิดเป็นพวกรูปพรหมหรืออรูปพรหมก็จะยิ่งมีความสุขประณีตยิ่งขึ้นไปอีก แต่ว่าความสุขของผู้ที่ไปเกิดเป็นพรหม ส่วนมากแล้วเมื่อไปเกิดอยู่ในพรหมโลกก็จะมีการเล่นกีฬาที่เป็นฌาน คือไปเกิดในพรหมภูมิก็ยังมีโอกาสทำกุศลได้มาก เพราะพวกที่ไปเกิดเป็นพรหมเป็นผู้ที่กำจัดกามราคะได้ แต่พวกที่เกิดในสวรรค์ชั้นกามาวจรมักจะเป็นผู้ที่เพลิดเพลินในกามราคะมาก และการที่ได้ไปเสวยความสุขในสวรรค์ เพราะเหตุที่สวรรค์มีความสุขมากมายจึงได้เป็นที่ปรารถนาของสัตว์โลกทั้งหลายที่ปรารถนาจะไปเกิดในสวรรค์ การไปเกิดในสวรรค์ก็จะต้องอาศัยบำเพ็ญกุศลที่เกี่ยวกับทานศีล จึงสามารถที่จะไปเกิดในสวรรค์ได้ แต่การไปเกิดในสวรรค์ข้อสำคัญจะต้องมีภาวนากุศลดีตามไปด้วย ก็สามารถไปเจริญภาวนากุศลในที่นั้นต่อไปได้ ก็อาจทำกุศลให้ถึงความพ้นทุกข์ได้ คือต้องทำกุศลที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามมรรค ๘ คือการเจริญวิปัสสนาถึงจะเป็นกุศลที่จะทำให้พ้นจากทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นความสุขในสวรรค์นั้นถึงจะมีความสุขมากมาย แต่ว่าความสุขในสวรรค์ก็ไม่ยั่งยืน พระพุทธองค์จึงได้ตรัสเป็นบาลีไว้ว่า
มตฺตา สุข ปริจฺจาคา ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ
จเช มตฺตา สุขํ ธีโร สมฺปสฺสํ วิปุลํ สุขนฺติ
คือถ้าบุคคลพึงเห็นสุขอันไพบูลย์ ก็พึงละสุขพอประมาณเสีย ผู้มีปัญญา เมื่อเห็นสุขอันไพบูลย์แล้วก็ละสุขพอประมาณได้ จึงได้พบสุขอันไพบูลย์ สุขอันไพบูลย์นั้นคือสุขอันเกิดจากพระนิพพาน ส่วนสุขพอประมาณก็หมายถึงสุขที่ได้เสวยอยู่ในโลกจะเป็นสุขในมนุษย์หรือในสวรรค์ก็ยังเป็นสุขที่ไม่แท้จริง เพราะฉะนั้นเมื่อรู้เหตุผลอย่างนี้แล้วก็ควรที่จะสละสุขที่ตัวได้รับอยู่นั้นด้วยการมาเจริญกุศลที่ทำให้พ้นจากทุกข์ คือมาเจริญมรรคกระทั่งให้ถึงมัคจิต ก็จะทำให้ได้พบสุขอันไพบูลย์คือ พระนิพพาน ถ้าหากว่าถึงพระนิพพานแล้วก็ไม่ต้องลำบากในการให้ทานหรือรักษาศีลอีกต่อไป เพราะได้พบสุขคือพระนิพพานแล้ว ก็ทำให้สิ้นจากทุกข์ทั้งปวงไม่ต้องไปเกิดอีกต่อไปจะ ต้องถึงอรหัตตผล แต่เหตุที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเรื่องของสวรรค์ ก็เพื่อที่จะสงเคราะห์ให้สัตว์ทั้งหลายได้เจริญกุศลให้มาก ๆ เพื่อที่จะได้รับความสุข เมื่อเราทำกุศลไว้แค่ไหน ก็ย่อมรับความสุขตามเหตุที่เราทำไว้ ดังพระบาลีที่พระพุทธองค์ได้แสดงไว้แล้วว่า ถึงแม้สวรรค์จะมีความสุขมากมาย แต่สวรรค์ก็ไม่เที่ยง เพราะไปเกิดในสวรรค์แล้วผลที่สุดก็ต้องตาย ถ้ายังไม่หมดกิเลสตายแล้วก็ต้องไปเกิดอีกตามกรรมที่ทำไว้ การทำกุศลที่เกี่ยวกับทานและศีลก็ยังเป็นที่พึ่งแน่นอนไม่ได้ จะต้องทำทั้งทาน ศีล สมาธิ ปัญญา ที่เป็นไปในอารมณ์เดียวกัน คือเจริญวิปัสสนา ถึงจะได้กุศลที่เป็นที่พึ่งแน่นอน คือทำให้พ้นจากทุกข์ได้
ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้คือเรื่องของธุดงค์ เรื่องของสวรรค์ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของการปฏิบัติธรรม ซึ่งได้แก่ การเจริญศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง เพราะเหตุว่าศีล สมาธิ ปัญญาเป็นธรรมที่กำจัดกิเลส ผู้ที่หวังจะพ้นจากทุกข์ก็ต้องพยายามปฏิบัติธรรม คือเจริญวิปัสสนาที่ทั้งความสุขและความพ้นทุกข์ได้ แต่ถ้าหากว่าผู้ใดไม่รู้จักเจริญกุศลที่ให้พ้นจากทุกข์ การเจริญกุศลเพียงแค่ขั้นทาน ศีล สมาธิ แต่ละอย่างก็ยังจะเป็นเหตุให้ได้รับความสุข แต่ยังไม่เป็นสุขที่แท้จริง ยังเป็นเหตุให้ต้องท่องเที่ยวไปในวัฏฏทุกข์อีก ก็ทำให้พ้นจากวัฏฏทุกข์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการเจริญกุศลก็ต้องรู้จักเข้าใจเจริญด้วย คือต้องเจริญกุศลที่เป็นที่พึ่งให้ถึงความพ้นทุกข์ เพราะการที่จะรับความสุขในสวรรค์นั้นถึงแม้ว่าจะเสวยความสุขมากเท่าไร ผลที่สุดก็พ้นจากความตายไปไม่ได้ ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ เรื่องของธุดงค์ก็เป็นเรื่องของการปฏิบัติธรรมเพื่อขูดเกลากิเลสของตนเองให้ลดลง ส่วนเรื่องของสวรรค์ก็แสดงให้เห็นอานิสงส์ของการให้ทานและการรักษาศีลว่าเป็นเหตุให้ได้รับความสุขอันเลิศ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมในเรื่องของอนุปุพพิกถา ก็เป็นการแสดงธรรมเพื่อที่จะให้สัตว์ทั้งหลายเกิดความบันเทิงใจไปตามลำดับ คือให้มีจิตใจรื่นเริงในการทำกุศล เพื่อที่จะได้มีความสุขก่อน แล้วผลที่สุดพระองค์ก็แสดงเรื่องของสวรรค์ที่มีความสุขเกี่ยวกับกามคุณอันเป็นทิพย์ ท่านก็จะแสดงให้เห็นว่าความสุขที่เกิดจากกามคุณนี่แทนที่จะเป็นคุณก็กลับเป็นโทษ เพราะทำให้สัตว์หลงติดในกามคุณแล้วเป็นเหตุให้พ้นจากทุกข์ไม่ได้ ก็เมื่อพระองค์ทรงกล่าวเรื่องทาน ศีล สวรรค์จบลงแล้ว ก็ได้แสดงเรื่องโทษของกามต่อไปอีก ผู้ที่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ตามลำดับ ตอนแรกก็เป็นเหตุให้รื่นเริงในธรรม ผลที่สุดก็เป็นเหตุให้เกิดความสลดสังเวช เห็นความไม่เที่ยงแท้ของสังขารร่างกาย เมื่อพระพุทธองค์ทรงเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายมีความสลดสังเวชอย่างนี้ ในที่สุดพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงเหตุที่จะทำให้ออกจากทุกข์ ด้วยการแสดงเรื่องเนกขัมมะ คือการออกบวชเป็นการออกจากโทษออกจากกาม เพราะฉะนั้นที่กล่าวเรื่องของทาน เรื่องของศีล เรื่องของสวรรค์ ที่แสดงในอนุปุพพิกถามาตามลำดับ ก็ล้วนแต่เป็นธรรมที่เป็นประโยชน์ คือสิ่งใดที่เป็นคุณก็ควรนำไปประพฤติปฏิบัติ ส่วนสิ่งใดที่เป็นโทษก็ควรที่จะละหรือขูดเกลากิเลสให้หมดไป เพราะว่าความสุขความทุกข์ก็ล้วนเกิดจากกรรมที่ตนทำเองทั้งสิ้น ถ้าเราทำกุศลก็ได้รับความสุข แต่ถ้าไม่ทำกุศลปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปตามอารมณ์จิตก็เป็นอกุศลให้ผลเป็นทุกข์ แต่ถ้าไม่ปล่อยจิตให้เพลินไปตามอารมณ์คือมีการสำรวมรู้สึกตัวอยู่ ก็สามารถที่จะควบคุมอารมณ์ไม่ให้ไหลไปตามกิเลส อันนี้ก็จะเป็นการอบรมจิตใจเราให้ได้เจริญกุศลเพิ่มขึ้น เพราะกุศลเป็นเหตุให้ละกิเลสหรืออกุศลทั้งหลายให้หมดไป ที่กล่าวไปแล้วก็เป็นเรื่องของธุดงค์เป็นเรื่องของสวรรค์ สงสัยอะไรก็ซักถามได้
ถาม.......... การทำบุญทำบาป ลบล้างกันได้หรือไม่?
ตอบ.......... บุญบาปที่เราทำไว้อย่างไรก็ต้องรับผลตามเหตุที่เราทำไว้ทั้งหมด ไม่ใช่ว่าทำบาปแล้วไปทำบุญทีหลัง บุญที่ทำแล้วจะไปลบล้างบาปไม่ได้ เพราะถ้าทำบาป บาปให้ผลเป็นทุกข์ก็ต้องรับทุกข์ไป ส่วนที่ทำบุญให้ผลเป็นสุขก็เสวยสุขไป ก็ผลัดกันรับสุขรับทุกข์ไปอย่างนี้ ตามเหตุที่ตนทำไว้ เว้นไว้แต่ว่าเราจะทำกุศลที่ให้พ้นจากทุกข์คือการเจริญวิปัสสนาเท่านั้น ถ้าเราทำวิปัสสนาจนกระทั่งถึงมรรคผลนิพพานได้กุศลอันนี้ก็จะตัดภพชาติ ถ้ากุศลอันนี้ตัดภพชาติความสุขความทุกข์ที่เราทำมาในอดีตก็เป็นอันว่าหมดกันไป เพราะไม่มีการเกิด ก็ต้องไม่ต้องรับผล เป็นสุขเป็นทุกข์ แต่ถ้าไม่ถึงกุศลขั้นพ้นทุกข์แล้วทำบุญก็ได้รับความสุข ถ้าทำบาปก็ต้องได้รับความทุกข์ตามเหตุที่ตนทำไว้ คือต้องเสวยทุกข์ เสวยสุขจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ส่วนการทำกุศลที่จะให้ไปเกิดในชั้นดุสิต ก็ต้องทำทาน และศีล ที่ประกอบด้วยปัญญา ถึงจะเป็นเหตุให้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตได้ แต่ถ้าเราทำทาน ทำศีลที่ไม่มีปัญญาประกอบก็ต้องไปเกิดในสวรรค์ชั้นรอง ๆ ลงมา ส่วนสวรรค์ชั้นที่ ๕ ที่ ๖ คือชั้นนิมมานรดี หรือ ปรนิมมิตวสวัตตี เพราะเหตุว่าทำทานและศีลมาก แต่ไม่ประกอบด้วยปัญญาก็ได้ไปเสวยแต่กามสุขอย่างเดียว เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว การรักษาศีลที่จะให้ไปเกิดเป็นเทวดาได้ พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้เหมือนกันว่าการรักษาศีล ๘ นี่แหละจะเป็นเหตุให้ได้ไปเกิดในสวรรค์ ส่วนการรักษาศีล ๕ ก็เป็นเหตุให้ได้เกิดเป็นมนุษย์ แต่ถ้ารักษาศีล ๘ ทำให้รักษากุศลกรรมบถ ๑๐ ได้ครบ ถ้ารักษากุศลกรรมบถ ๑๐ ได้ครบ ก็ถือว่าเป็นผู้ที่ประพฤติเทวธรรม ฉะนั้นการรักษากุศลกรรมบถ ๑๐ ก็จะอยู่ในศีล ๘ จึงเป็นเหตุให้ได้เกิดในสวรรค์ แต่ข้อสำคัญคือต้องมีวิปัสสนาเป็นเพื่อนได้ด้วยถึงจะไปเกิดที่ไหนก็จะได้ไม่หลงกามคุณ แต่ถ้าเราไม่มีวิปัสสนาที่เป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาแล้ว ก็จะมีแต่ไปหลงเพลิดเพลินในกามคุณ แม้จะได้รับความสุขมาก ๆ แต่ผลที่สุดก็ต้องตายจากสวรรค์ ก็ต้องไปเกิดตามกรรมที่ทำไว้ ก็ต้องมาเสวยความทุกข์อีก เพราะความยินดีอยาก ได้ของคนล้วนเกิดจากตัณหาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงทำให้คนอยากได้ไม่รู้จักพอ แต่ถ้าผู้ใดมาเจริญวิปัสสนาแล้วเห็นทุกข์ได้ ถึงจะกำจัดตัณหาได้ทำให้รู้จักพอ ฉะนั้นจะทำบุญมากมายอย่างไร หรือจะได้ความสุขมากมายอย่างไรก็ไม่รู้จักพอ มีแต่อยากได้ให้เพิ่มพูนมากขึ้นไป แม้ว่าไปเกิดในสวรรค์ ไปเสวยความสุขมีอายุยืนนานก็เท่ากับเป็นการไปสะสมกิเลสให้เกิดมากขึ้น เพราะเป็นปัจจัยให้เกิดราคะมาก ตายจากสวรรค์แล้วก็ไปลงอบายภูมิก็ยิ่งทุกข์มาก โอกาสที่จะทำกุศลก็ไม่มี ชีวิตก็หมุนเวียนไปแต่ในที่ต่ำ โอกาสที่จะพ้นจากทุกข์ได้ก็แสนยาก ฉะนั้นชาตินี้เราได้มารู้จักวิปัสสนาแล้ว ก็ควรที่จะพยายามปฏิบัติวิปัสสนาให้ได้ จะได้พ้นจากทุกข์ไปไม่ต้องไปท่องเที่ยวในวัฏฏะอันยาวนาน แม้มนุษย์นี้มีอายุน้อย แต่มีโอกาสทำกุศลได้มาก ถ้าหากว่าเราเป็นมนุษย์แล้วเข้าใจทำกุศลเสมอ ๆ ถึงเราจะไปเกิดอยู่ที่ไหน เราก็ไม่ต้องไปรับผลของความทุกข์ และก็มีโอกาสที่จะเจริญกุศลได้ทุกอย่าง แต่ถ้าเราไปเกิดในสวรรค์แล้วโอกาสที่จะทำกุศลก็ยากเหมือนกัน เพราะมัวแต่หลงเพลิดเพลินเสียแล้วก็ไปเสียเวลาอยู่นาน แต่ถ้าหากว่าไปแล้วก็ได้ไปเจริญกุศลที่ให้พ้นจากทุกข์ก็มีโอกาสที่จะทำกุศลนั้นได้มากก็จะพ้นทุกข์ไปได้เรื่อย ๆ ดังนั้นผู้ที่เป็นพระอริยะบุคคลจะมีอยู่ในสวรรค์มากกว่าในมนุษย์ เพราะกุศลที่เกิดจากการรักษาศีลดีแล้ว จึงเป็นเหตุให้ไปเกิดในสวรรค์มากกว่ามาเกิดในมนุษย์ และต้องอาศัยทำวิปัสสนาด้วย ท่านก็สามารถไปเจริญวิปัสสนาต่อให้สำเร็จมรรคผลจนกระทั่งถึงพ้นจากทุกข์ได้ แต่ถ้าไม่มีวิปัสสนาติดตัวไปแล้วถึงจะได้ความสุขมากมายอย่างไรก็เป็นอันตราย เพราะมีแต่เป็นปัจจัยให้เพิ่มกิเลส ไม่ได้เป็นปัจจัยให้ละกิเลสก็เป็นอันตราย อย่างมนุษย์ถึงแม้ว่าจะมีความทุกข์มากมีความสุขน้อย ก็เกิดมาจากกิเลสของตนที่ทำขึ้นเอง ถ้าคนไหนไม่ทำกิเลสให้เกิดมาก ตัวเองก็ไม่ต้องรับความทุกข์อย่างนั้น คือจะไปอยู่ที่ไหนก็เป็นที่ที่พ้นจากทุกข์ พ้นจากอกุศลวิบากได้ ก็ยังดีกว่าไปเกิดในสวรรค์ แต่ถ้ามีปัญญาติดตัวไป การไปเกิดในสวรรค์ก็ดีทุกชั้น เพราะได้ไปเจริญกุศลต่อ และที่นั้นก็มีความสุข เป็นอิฏฐารมณ์มีอารมณ์ที่ดี และไม่ต้องทำมาหากินด้วยไปอยู่ในสวรรค์ก็มีโอกาสเจริญกุศลได้มาก ๆ แต่ถ้าไม่มีปัญญาเป็นปัจจัยติดตัวไปก็มีแต่โทษไปเพลิดเพลินอย่างเดียว เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะไปเกิดในสวรรค์ก็ต้องเจริญวิปัสสนาให้ได้ถึงจะป้องกันคุ้มครองตัวไม่ให้หลง คือไม่ไปเพิ่มกิเลสให้เกิดมากขึ้น เพราะถ้าเราทำดีแล้วอำนาจของกุศลก็พอไปเกิดในสวรรค์ได้ ไม่ใช่ว่ารักษาศีล ๕ จะไปไม่ได้ แต่ที่บอกว่าถ้าจะไปเกิดได้มากจริง ๆ ต้องเป็นศีล ๘ เพราะเกี่ยวกับเป็นเทวธรรม คือคนที่ทำกุศลกรรมบถ ๑๐ ได้ ผู้นั้นจะต้องมีหิริโอตตัปปะ ละอายบาป เกรงกลัวต่อบาป แม้ศีล ๕ ก็มีหิริโอตตัปปะ แต่ว่าบุญนั้นยังไม่ครบกุศลกรรมบถ ๑๐ เพราะศีล ๕ ยังมีคุณธรรมน้อยกว่า แล้วอีกอย่างหนึ่งศีล ๘ ท่านบอกว่าเป็นเบื้องต้นของพรหมจรรย์ ถ้าหากใครมีปัญญารักษาได้ก็สามารถคุ้มครองตัวไม่ให้ตกเป็นทาสของกิเลสก็ช่วยให้ถึงพรหมจรรย์ได้ เพราะการถือศีล ๘ จะต้องมีความอดทนมาก ถ้าอดทนได้กุศลก็เกิดได้มาก ถ้าอดทนไม่ได้ก็ถือศีล ๘ ไม่ได้ ก็ขึ้นอยู่กับความอดทน ถ้ารักษาศีลมาก ก็ต้องอดทนมากจึงจะเอาชนะกิเลส ไปเกิดในสวรรค์ได้ หรือรักษาศีล ๕ แล้วเจริญวิปัสสนาก็พ้นทุกข์ได้ |