อนุปุพพิกถา ตอนที่ ๖  
โดย อาจารย์ปราโมช น้อยวัฒน์

ถาม.......... การเกิดในสวรรค์ไปนิพพานได้ง่ายหรือยาก?
ตอบ.......... ไปได้ง่ายกว่ามนุษย์ ที่ว่าไปได้ง่ายนั้นหมายถึงว่าต้องเจริญวิปัสสนาด้วย แต่ถ้าไม่เจริญวิปัสสนาติดตัวไปแล้วไปเป็นเทวดาแล้วก็ต้องกลับลงมาเกิดเป็นมนุษย์ หรือลงอบายไปเลยอย่างนี้ก็เป็นโทษ แต่ถ้ามีปัญญาติดตัวไปแล้วก็มีโอกาสไปเจริญกุศลได้มากมาย เพราะเป็นเทวดาไม่ต้องทำมาหากิน ดังที่พระพุทธองค์ได้กล่าวไว้แล้วว่า ให้ละความสุขส่วนน้อยแล้วไปเจริญกุศลที่ให้เกิดความสุขส่วนใหญ่คือเจริญวิปัสสนา ย่อมจะทำให้พ้นจากทุกข์ได้ คือละสุขพอประมาณแล้วก็ไปเจริญกุศลที่จะให้เกิดความสุขที่แท้จริง เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่

ถาม.......... เจริญกุศลขั้นไหน? จึงจะเป็นวิปัสสนา
ตอบ.......... ต้องเจริญศีล สมาธิ ปัญญา ให้เกิดร่วมในอารมณ์เดียวกัน จึงจะเป็นวิปัสสนา ข้อสำคัญต้องหัดทำให้ถูกต้องก่อน ถ้าทำถูกแล้วก็จะเป็นปัจจัยให้ได้เจริญวิปัสสนาต่อในสวรรค์ได้

ถาม.......... การไปเกิดในภพต่าง ๆ ไปได้อย่างไร?
ตอบ.......... ก็ไปด้วยอำนาจของกรรมที่ตัวทำไว้ เช่นการให้ทานหรือรักษาศีลท่านบอกว่า การให้ทานทำให้ได้โภคสมบัติ ส่วนการรักษาศีลทำให้ได้ภพสมบัติ ถ้าเราทำทั้งทาน ทั้งศีลก็ทำให้ได้ทั้งโภคสมบัติด้วย ได้ทั้งภพสมบัติด้วยก็ทำให้ได้เกิดในสวรรค์

ถาม.......... การไปเกิดในที่ต่าง ๆ ไปด้วยความปรารถนาหรือ?
ตอบ.......... จะปรารถนาหรือไม่ปรารถนา แต่ถ้าทำเหตุที่จะให้ไปเกิดในสวรรค์ก็ต้องไปเกิดในสวรรค์

ถาม.......... การให้ทาน รักษาศีล ก็ไปเกิดในสวรรค์ได้ใช่ไหม?
ตอบ.......... แต่ก็ต้องทำเหตุให้ถูก ต้องมีภาวนาติดตัวไปด้วย การไปอยู่ในสวรรค์จึงจะปลอดภัย แต่ถ้าไม่มีภาวนาติดตัวไปก็ไปเสวยความสุขชั่วคราวแล้วก็ต้องกลับลงมาที่ต่ำอีก แต่ถ้ามีภาวนาติดตัวไปก็จะเป็นเหตุให้มีโอกาสได้เจริญกุศลมากขึ้น เพราะการไปเกิดเป็นเทวดานั้นไปเสวยผลของบุญอย่างเดียวไม่ต้องไปทำมาหากิน ก็สะดวกกว่าอยู่ในมนุษย์ ถ้ารู้จักทำกุศลก็ทำได้มาก

ถาม.......... จะทำกุศลอะไร?
ตอบ.......... ถ้าเจริญวิปัสสนาเป็น ก็เจริญวิปัสสนาไปเรื่อย ๆ ทำให้กิเลสหมดไปเรื่อย ๆ แล้วผลสุดท้ายก็ถึงนิพพานพ้นจากทุกข์ได้ แต่การปฏิบัติให้พ้นจากทุกข์ ขั้นแรกอยู่ในมนุษย์นั้น จะเห็นทั้งสุขทั้งทุกข์ เป็นเหตุให้เจริญภาวนาคือ ทำวิปัสสนาได้ แต่ถ้าหากว่าเราไม่มีกุศลอันนี้ติดตัวไป ถ้าเราไปเกิดเป็นเทวดาหรือไปเกิดในสวรรค์แล้วมีความสุขมากมัวแต่ไปหลงเพลิดเพลินอยู่กับความสุขไม่ได้เจริญวิปัสสนาก็เท่ากับไปเพิ่มกิเลส คือมีแต่จะไปบำรุงโลภะราคะให้มากขึ้น ๆ เพราะบอกแล้วว่าตัณหาเป็นเพื่อนสองของบุรุษ ตัณหาก็จะติดตามไปทำให้เราปรารถนาความสุขไม่มีที่สิ้นสุด เพราะตัณหายังมีตราบใดก็ต้องเกิดต้องตายอยู่อย่างนี้

ถาม.......... การเจริญวิปัสสนาป้องกันกิเลสได้อย่างไร?
ตอบ.......... ต้องอาศัยมีสติสำรวม ให้รู้เท่าทันอารมณ์ตามความเป็นจริง จึงจะป้องกันกิเลสได้ เมื่ออายตนะภายในภายนอกกระทบกันทำให้รู้อารมณ์ แต่เราไม่เคยได้รู้อารมณ์ตรงกับความจริง เพราะไปรู้แต่อารมณ์ภายนอก เช่นเห็นก็ไปรู้สิ่งที่ถูกเห็น แม้สิ่งที่ถูกเห็นจะเป็นรูป แต่ก็ไม่อาจเห็นสิ่งที่ถูกเห็นว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาได้ เพราะสิ่งที่ถูกเห็นยังมีอยู่ยังไม่แตกดับไป การรู้อารมณ์ภายนอกจึงเห็นไตรลักษณ์ไม่ได้ การเจริญวิปัสสนาจะต้องรู้ที่อารมณ์ภายใน เมื่อตากระทบรูปก็ต้องรู้ที่ตาซึ่งเป็นจิตที่เห็นว่าการเห็นเป็นนาม จึงจะรู้ถูกตรงกับความจริง เมื่อไม่เห็นก็รู้ว่านามเห็นดับไป เพราะนามรูปเกิดที่ไหนก็ต้องดับที่นั่น แม้การรู้อารมณ์ทางทวารอื่น ๆ ก็ต้องกำหนดตรงที่เกิดของอารมณ์ซึ่งเป็นอารมณ์ภายใน จึงจะไม่หลงอารมณ์ ก็ทำลายอวิชชา ความไม่รู้ให้หมดไป เมื่ออวิชชาเกิดไม่ได้ ก็ทำลายทิฏฐิความเห็นผิดว่าเป็นเราให้หมดไปด้วย

ถาม.......... ต้องรู้ทันปัจจุบันอารมณ์ใช่ไหม?
ตอบ.......... ให้รู้ทันปัจจุบันอารมณ์ คืออารมณ์ที่เกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๖ ต้องรู้ให้ถูกตรงกับอารมณ์ที่กำลังเกิด ที่กำลังแสดงตามจริง และต้องรู้อารมณ์ตรงที่กิเลสเข้าไปเห็นผิดด้วย ถ้าอารมณ์อะไรที่กิเลสไม่เข้าไปเห็นผิดแล้ว ก็ไม่ต้องเอามาเป็นอารมณ์ เพราะการทำวิปัสสนาก็เพื่อทำลายกิเลส โดยรู้ว่าเป็นรูปเป็นนามให้ถูกตรงตามความจริง แต่ถ้ารูปนามนั้นไม่ได้เป็นที่อาศัยของกิเลส ก็ไม่มีการทำลายกิเลส เพราะฉะนั้นการกำหนดรู้ว่าเป็นรูปเป็นนามนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะละกิเลสได้เสมอไป จะละกิเลสได้ก็ต้องกำหนดรูปนามที่มีกิเลสเห็นผิดด้วย และต้องรู้สภาวะที่เป็นกำลังปัจจุบันอารมณ์ด้วย

ถาม.......... การรู้เรื่องต่าง ๆ เป็นเหตุหรือเป็นผล
ตอบ.......... เป็นผลที่ทำให้เกิดกิเลส แต่เราต้องทำเหตุที่จะให้ตัดกิเลส แล้วกิเลสจะละไปเอง ถ้าเรารู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นตรงกับความจริง เช่น อารมณ์เกิดขึ้นทางตาก็รู้ว่าเป็นนามเห็น ทางหูก็รู้ว่าเป็นนามได้ยิน ทางจมูกก็รู้ว่าเป็นรูปกลิ่น เป็นต้น ขณะที่เรารู้อารมณ์ตรงตามความจริงแต่ละอัน ๆ ก็จะเอากิเลสความเห็นผิดคือทิฏฐิออกไป เพราะต้องทำลายทิฏฐิความเห็นผิดเสียก่อน เมื่อทำลายทิฏฐิความเห็นผิดได้แล้วก็จะเห็นนามรูปว่ามีแต่ทุกข์ไม่เห็นว่าเป็นสุข เมื่อเห็นเป็นทุกข์ก็จะทำลายตัณหาออกไปอีกที เมื่อทำลายทิฏฐิกับตัณหาได้กิเลสตัวอื่น ๆ ก็ต้องถูกทำลายไปด้วย ขั้นแรกถึงให้กำหนดรู้ว่าเป็นรูปเป็นนามก็เพื่อที่จะทำลายทิฏฐิความเห็นผิดว่าเป็นเราให้ออกไปก่อน ฉะนั้นเวลาที่เราปฏิบัติวิปัสสนาจึงต้องมีสติ คอยตามรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นว่า เวลานี้เรามีความรู้สึกในอารมณ์อะไร คือต้องรู้สึกตัวว่าเรารู้อารมณ์อะไร เพราะฉะนั้นพอเวลาที่เรารู้ตัวว่าเรารู้อารมณ์อะไร เราก็ดูอารมณ์นั้นให้ถูกตรงกับความเป็นจริงว่า สติสัมปชัญญะคือปัญญาก็รู้ว่าเป็นรูป หรือว่าเป็นนามตรงกับความจริง ถ้าเรารู้อารมณ์ตรงกับความจริงติดต่อกันเป็นปัจจุบันอารมณ์ กิเลสก็เกิดขึ้นในอารมณ์นั้นไม่ได้ เมื่อเรากันกิเลสไปมาก ๆ ปัญญาก็จะเกิดเพิ่มขึ้น ๆ ผลที่สุดกิเลสก็ลดลง เมื่อปัญญาเกิดมากก็สามารถทำลายกิเลสไปทุกขณะ ๆ การปฏิบัติวิปัสสนาก็คือการกันกิเลสไม่ให้เกิดขึ้น แล้วปัญญาถึงจะเกิดขึ้น ทำลายกิเลสภายหลัง

ถาม.......... ความวิปลาสเป็นเหตุหรือเป็นผล
ตอบ.......... วิปลาสเป็นตัวผล แต่การปฏิบัติวิปัสสนาต้องทำเหตุ ถ้าทำเหตุถูกคือรู้ เท่าทันอารมณ์ว่าเป็นรูปหรือว่าเป็นนาม ตรงกับที่กิเลสกำลังเกิดขึ้นก็จะเอาทิฏฐิความเห็นผิดออกไป ถ้าเกิดความรู้ชัดขึ้นมาว่าเป็นรูปเป็นนามจริง ๆ ไม่ใช่เรา ความวิปลาสที่เห็นผิดว่างามว่าเที่ยงอะไรอย่างนี้ ก็เกิดขึ้นไม่ได้ให้มีหน้าที่ทำเหตุต้องมีสติตามดูอารมณ์ที่กำลังถูกแสดงความจริงเป็นปัจจุบันอารมณ์ ถ้าทำเหตุถูกวิปลาสก็หมดไปเอง แต่ถ้าพูดว่าจะไปทำลายวิปลาส คืออยู่ดี ๆ จะให้ไปเห็นว่าไม่เที่ยงเป็นไปไม่ได้ จะต้องทำเหตุไปก่อน คือต้องเจริญวิปัสสนากำหนดนามรูปก่อน ถ้าเราเจริญวิปัสสนาถูกต้องแล้ว ทำเหตุถูกคือละความเห็นผิดว่าเป็นเราให้ออกไปได้ทุกครั้ง ๆ จนกระทั่งรู้ว่าเขาไม่ใช่เรา เขาเป็นรูปจริง ๆ เป็นนามจริง ๆ ถึงจะกำจัดวิปลาสให้ออกไปได้

ถาม.......... การเจริญมรรค ๘ ต้องอาศัยวิปัสสนาภูมิ ๖ ใช่หรือไม่?
ตอบ.......... วิปัสสนาภูมิ ๖ ท่านพูดไว้กว้าง ๆ คือเกี่ยวกับอัธยาศัยของบุคคล ถ้าคนที่มีปัญญามากถึงจะใช้วิปัสสนาภูมิ ๖ เอามาเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาได้ และวิปัสสนาภูมิ ๖ นั้น เมื่อย่อลงแล้วก็เหลือแต่รูปกับนามเท่านั้น สำหรับคนที่มาเกิด รุ่นหลังมีกิเลสหนาปัญญาน้อย จะไปกำหนดวิปัสสนาภูมิ ๖ ก็นับว่ายาก อย่างกำหนดขันธ์ ก็ต้องรู้ว่าขันธ์มีลักษณะกองด้วยธรรม ๑๑ อย่าง เราก็จะต้องรู้ลักษณะของ ธรรม ๑๑ อย่างอีก และต้องรู้ว่าขันธ์ที่เป็นรูปก็มีลักษณะอย่างหนึ่งที่เป็นนามก็มีลักษณะอีกอย่างหนึ่ง คือเป็นนามขันธ์ ๔ เป็นรูปขันธ์ ๑ ก็ต้องรู้ลักษณะความจริงของขันธ์เหล่านี้ให้มีลักษณะตรงกับความจริงทั้งหมดโดยไม่ต้องคิดนึก คนที่มีปัญญาน้อยจะรู้เหตุผลความจริงอย่างนี้ทั้งหมดไม่ได้ แต่ถ้ามากำหนดเพียงเป็นรูปกับนาม รู้ลักษณะของรูปกับนาม ๒ อย่าง คือรูปก็มีลักษณะเสื่อมสลายไปอย่างเดียว และรูปนั้นก็ไม่รู้อารมณ์ ส่วนนามก็มีแต่การรู้อารมณ์อย่างเดียวเป็นลักษณะของนาม ถ้าเรากำหนดรูปไปกำหนดนามไปเห็นลักษณะของรูปนามมากขึ้น ๆ ก็จะเห็นความจริงของรูปว่าพอกระทบขึ้นแล้วก็สลายไป ๆ ถ้าเราตามดูให้ทันกับปัจจุบันจริง ๆ ก็จะเห็นว่าสภาวะนั้นเป็นรูปจริง ๆ ไม่ใช่เป็นเรา ก็จะทำลายความเห็นผิดว่าเป็นเราออกไปได้ ก็อยู่ที่ว่าเราต้องทำความเพียรพยายามตามดูรูปนามที่เกิดขึ้นกับเรา ด้วยความรู้สึกตัวคือต้องมีสติรู้สึกตัวว่า “ เวลานี้เรารู้อะไร ” เพราะการรู้สึกตัวจะทำให้รู้อารมณ์ตรงกับความจริงที่กำลังเป็นปัจจุบัน เพราะฉะนั้นวิปัสสนาที่ต้องการให้ดูปัจจุบันก็เพราะเหตุว่าความจริงกำลังแสดงอยู่ตรงนั้นเป็นปัจจุบัน ถ้าหากว่าตามดูอย่างนี้ได้ก็จะเห็นความจริงของสภาวะที่กำลังแสดงก็จะทำให้หมดกิเลสได้ แต่ถ้าเราไม่มีสติความรู้สึกตัวแล้ว เราจะจับปัจจุบันอารมณ์ไม่ได้เลย เพราะปัจจุบันอารมณ์ต้องอยู่ที่ตรง “ รู้สึก ” วิปัสสนาจึงสำคัญตรงที่ให้ “ รู้สึกตัว ”

ถ้ารู้สึกตัวเมื่อไรก็ให้เอาสติระลึกออกไปว่า รู้ที่ไหนก็ระลึกออกไปที่ตรงอาการนั้น อย่าไปนึกที่ใจ เพราะวิปัสสนาห้ามนึกห้ามคิด จะนึกคิดที่ใจไม่ได้ต้องไปรู้ที่อาการของสภาวะ ถ้าดูรูปก็ต้องรู้ออกไปที่อาการของรูป ถ้าดูนามเราก็ต้องรู้จักลักษณะของนาม เพราะนามก็มีหลายอย่าง นามคิดก็อย่างหนึ่ง นามฟุ้งก็อย่างหนึ่ง นามง่วง นามไม่ชอบก็เป็นแต่ละอย่าง ๆ ก็ให้ตามดูอาการของนามที่มีลักษณะต่าง ๆ กัน ก็จะเห็นเป็นอาการของนามละอย่าง ๆ ก็จะทำลายความเป็นเราให้ออกไปได้ เพราะฉะนั้นต้องมีสติตามรู้รูปนามไป คือตามดูอาการที่เกิดขึ้นนั้นให้เข้าถึงความรู้สึกที่เป็นความจริง คือต้องดูที่อาการของสภาวะจริง ๆ รู้จริงว่า “ สักแต่ว่าเป็นรูปหรือ สักแต่ว่าเป็นนาม....ไม่ใช่เป็นเรา ” โดยเปลี่ยนความเห็นผิดว่าเป็นเราให้มารู้เป็นรูปหรือนามตามอารมณ์ทั้ง ๖ ที่ตรงกับความจริง

แต่ถ้าหากไม่ตามดูไปอย่างนี้ก็จะเอา “ เรา ” ออกไม่ได้เลย คือจะต้องมีสติรู้สึกตัว ตามดูอาการลักษณะของสภาวะที่เขากำลังเกิดอยู่เป็นปัจจุบันทุก ๆ อารมณ์ ปัจจุบันที่เกิดขึ้นทุก ๆ อารมณ์นั้นก็อยู่ที่ความรู้สึก อย่างเวลาที่รู้สึกเย็นอย่างนี้ก็มีความเย็นกำลังเกิดขึ้นกับเราแล้วเราก็ตามดูเย็นไป ประเดี๋ยวเย็นก็เกิดขึ้นมากเดี๋ยวเย็นก็เกิดน้อยไป ขึ้นรู้ว่าเป็นแต่ละรูปโดยตามดูที่สภาวะความจริง ก็จะเห็นเป็นอาการต่าง ๆ กัน ก็เป็นแต่ละรูปแต่ละอย่าง ๆ ก็ให้ตามดูไป รู้ว่าเป็นแต่ละรูป ๆ ถ้าเรามีความรู้สึกตัวได้ก็จะเจริญวิปัสสนาได้ แต่ถ้าเราไม่มีความรู้สึกตัวเลย จะใช้การนึก การคิด ก็เห็นความจริงไม่ได้ เพราะนึกไปรู้ที่ใจ แต่ความรู้สึกตัวต้องรู้ตรงอาการที่เกิดขึ้นให้เห็นลักษณะอาการของสภาวะนั้น ๆ ว่าเป็นแต่ละอย่าง ๆ แล้วก็รู้อาการที่มีลักษณะต่าง ๆ ก็รู้ว่าเป็นแต่ละรูปแต่ละรูปไปอย่างนี้ ก็จะเอา “ เรา ” ออกได้แต่ถ้าไม่ตามดูอย่างนี้ไปนึกคิดเอาที่ใจ ก็ไม่รู้ตรงกับสภาวะที่กำลังเกิด จึงเห็นความจริงไม่ได้เพราะว่าไปดูกันคนละที่ เช่นอาการเกิดที่ท่านั่งแต่เราเอาใจไปนึกว่านั่ง จะทำเท่าไรวิปัสสนาก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้านั่งอยู่ก็ต้องรู้สึกในท่าที่นั่ง และก็ไม่ต้องไปเพ่งจดจ้องที่ท่านั่งทั้งตัว เพียงแต่รู้ว่านั่งอยู่ในท่านี้ก็พอ โดยมีสติรู้สึกตัวตามดูท่านั่งไป เดี๋ยวท่านั่งก็แสดงความจริงว่าปวดเมื่อย เมื่อปวดเมื่อยก็รู้ว่ารูปนั่งปวด ประเดี๋ยวรูปนั่งก็ปวดมากขึ้น เขาทนไม่ได้เขาก็ต้องเปลี่ยนท่าไป ก็จะได้เห็นว่ารูปนั่งนั้นก็เป็นรูปอีกรูปหนึ่ง ก็มีหน้าที่ตามดูไปอย่างนี้ แต่ว่าขั้นแรกต้องมีสติสำรวมก่อน คือสติต้องรู้ที่อาการนั่งจริง ๆ ไม่ใช่นึกรู้ที่ใจ และการสำรวมจึงจัดว่าเป็น “ ศีล ” และการตามดูให้ทันทุก ๆ อารมณ์จัดว่าเป็นสมาธิ แล้วสัมปชัญญะก็รู้ที่ลักษณะของอาการนั้นตรงตามความจริงก็เป็นปัญญา ถ้ามีสติตามดูอาการของนามของรูปไป ก็จะมีทั้งศีล สมาธิปัญญาเข้าร่วมไปในอารมณ์เดียวกัน จึงทำลายอนุสัยกิเลสได้

ถาม.......... เมื่อเกิดปวดเมื่อยจะทำอย่างไร?
ตอบ.......... ก็ต้องรู้ไปตรงที่เมื่อย แล้วก็ต้องแก้ทุกข์ เช่นขยับตัวนิดหน่อยก็หายเมื่อย จะต้องทำไปตามความจำเป็นตามธรรมชาติที่เขาแก้เอง เขาเองไม่จำเป็นต้องไปทำอะไรขึ้นมาดู เขาปวดเพราะเกร็งตัวมากไป ก็ผ่อนลงหน่อยก็หายเมื่อย การเกร็งกับการผ่อนก็ไม่เหมือนกัน ก็เป็นคนละรูป ถ้าไปยึดมั่นอยู่ตรงที่ปวดก็ยิ่งเป็นทุกข์มาก เพราะฉะนั้นก็อยู่ที่ความรู้สึกของเราเอง ถ้าความรู้สึกของเราไปจับเครียดมากก็ทุกข์มาก แต่ถ้าผ่อนใจลงให้สบาย ทุกข์ก็จะลดลงไปหน่อยหนึ่ง คือทำไปตามความรู้สึก คือรู้สึกปวดมากก็เครียด ก็รู้ว่าเป็นนาม เมื่อผ่อนลงก็เป็นนาม จิตใจเขาจะเป็นไปเอง เพราะสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วก็ต้องสลายไป เขาจะไม่ตั้งอยู่ตลอดไป เพราะความรู้สึกเขาจะแก้ของเขาเองที่เกิดจากการปวดเมื่อยตามอิริยาบถ คือรูปนามเขาจะเกิดดับอยู่ติดต่อกันตลอดเวลา ไม่ได้เกิดแล้วอยู่อย่างนั้นตลอดกาล เกิดแล้วก็เปลี่ยนอยู่เรื่อย แต่ปัญญาเราไม่ทันก็ตามดูไม่เห็น ว่าเขาเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเราตามดูให้ทันทุกอารมณ์ ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงว่าทั้งรูปทั้งนามนี่เกิดแล้วไม่ดับไม่สลายไปไม่มี เขาเกิดแล้วก็ดับอยู่ตลอดกาล แต่เราไม่ได้ตามดูให้ถึงความจริง ก็เลยไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง

ฉะนั้นเราต้องตามดูให้ความรู้สึก คือสติต้องสัมผัสกับตัวสภาวะจริง ๆ ปัญญาจึงจะเห็นความจริงได้ ถึงต้องใช้การสำรวม คือใจไม่ให้ออกไปรับรู้อารมณ์อย่างอื่นเลย ดูอันไหนก็ดูอันนั้นดูให้เห็นความจริง จะต้องสำรวม มีสติที่ความจริงของสภาวะ

จบเรื่องธุดงค์และสัคคกถา

 

สำหรับการแสดงอนุปุพพิกกถา คือการกล่าวธรรมไปตามลำดับ ได้แก่ ทานกถา ศีลกถา สัคคกถา ก็แสดงมาถึงสัคคกถา

สัคคกถาก็กล่าวถึงสวรรค์ซึ่งเป็นสถานที่มีความสุขพิเศษยิ่งกว่าความสุขในมนุษย์มากมายนัก เพราะว่าความสุขในมนุษย์นี้ ถึงแม้ว่าจะมีความสุขที่สุดอย่าง เช่น พระเจ้าจักรพรรดิที่เป็นผู้ที่มีทั้งรัตนะ ๗ ประการ มีฤทธิ์อีก ๔ ประการ ความสุขที่ท่านได้ก็ยังไม่เท่ากับเสี้ยวหนึ่งของสวรรค์ คือนับเป็นเพียงแค่เศษ ๆ ของสวรรค์เท่านั้นเอง สวรรค์จึงมีความสุขมากที่สุดในกามภูมิ

ความสุขที่เกิดขึ้นในสวรรค์ก็เกิดขึ้นจากผลแห่งทานและศีล ซึ่งเป็นกามาวจรกุศลที่มีวิบากเป็นสุข สามารถจะนำผู้ที่ปฏิบัติทานศีลให้ไปบังเกิดในกามาวจรสวรรค์ได้ถึง ๖ ชั้นตามสมควรแก่กรรมของตน ในสวรรค์ถือว่าเป็นสถานที่ที่เพียบพร้อมด้วยกามคุณอันเลิศที่ให้ความสุขสำราญแก่พวกเทพยดาทั้งหลาย อันเป็นสุขที่ประเสริฐที่สุด แต่ว่าสวรรค์ถึงแม้ว่าจะมีความสุขเป็นทิพย์มีความสุขที่สุด เป็นที่ปรารถนาของเหล่ากามาวจรสัตว์ทั้งหลาย เพราะสวรรค์ที่พูดนี้เอาแค่กามาวจรสวรรค์ ซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการให้ทานรักษาศีล แต่ว่าสวรรค์ถึงแม้ว่าจะมีความสุขมากเพียงไร สวรรค์นั้นก็มีความไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน ถึงแม้จะมีผู้ยกให้เทพยดาในสวรรค์ ๖ ชั้นว่าเป็นอมรเทพ คือผู้ไม่ตาย แต่พระพุทธองค์ก็ทรงกล่าวไปตามความจริงว่า “ สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา ” ถึงแม้จะเกิดในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ซึ่งเป็นยอดแห่งความสุขของกามาวจรสวรรค์ชั้นที่ ๖ ซึ่งมีอายุถึง ๙๒๐ โกฎิกับอีก ๖๐ แสนปี โดยนับปีแห่งอายุของมนุษย์ แต่เมื่อหมดอายุของตนแล้วก็ต้องจากทิพยสุขนั้น ไปเป็นธรรมดามิได้มีชีวิตที่จะคงทนอยู่ตลอดกาล

เพราะมีการเกิดก็ต้องมีการตายไปเป็นธรรมดา และการเคลื่อนจากสวรรค์ก็อาจจะตกไปสู่อบายก็ได้ หรือว่ากลับมาเป็นมนุษย์อีกก็ได้เพราะเหตุที่การไปอยู่ในสวรรค์นั้น ทำให้เกิดความเพลิดเพลินในกามก็เป็นเหตุให้ผู้ที่อยู่ในสวรรค์นั้นเกิดความประมาทลืมทำกุศล เมื่อไม่ได้ทำกุศล การที่จะเลื่อนไปเกิดในสวรรค์ ชั้นสูง ๆ ก็ไปไม่ได้ ผลที่สุดก็ต้องกลับมาสู่ภพภูมิที่ต่ำ คือไปลงอบายบ้างหรือว่ามาเกิดเป็นมนุษย์บ้าง ดังมีเรื่องเล่าไว้ในพระธรรมบทถึงนางเทพธิดาคนหนึ่ง คือนางเทพธิดาตนนี้เป็นภรรยาของมาลาภารีเทพบุตร ซึ่งเกิดอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ คือมาลาภารีเทพบุตรนี้ได้นำพวกเทพอักษรทั้งหลายไปชมสวน มีนางเทพธิดาผู้นี้ได้ตามไปชมสวนด้วย ในขณะที่นั่งเก็บดอกไม้อยู่บนต้นนั้นก็ได้จุติจากสวรรค์ สรีระของนางก็ดับหายไปเหมือนอย่างกับดวงประทีปดับไปฉันนั้น โดยที่ไม่มีผู้ใดได้รู้เลย เมื่อนางจุติจากสวรรค์มาแล้วก็ได้มาเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในเมืองสาวัตถี นางเกิดระลึกชาติได้ว่าตัวเองนี้เคยได้เป็นภรรยาของมาลาภารีเทพบุตร เมื่อนางเจริญวัยขึ้นก็เป็นผู้ที่ขวนขวายในการทำกุศลทุกอย่าง แล้วทุกครั้งที่นางทำกุศลก็ตั้งความปรารถนาขอให้ได้ไปเกิดในสำนักของสามี คือที่นางตั้งความปรารถนาอย่างนี้ คนทั้งหลายจึงได้เรียกนางว่า ปติปูชิกา คือนางผู้บูชาสามี ต่อมานางได้แต่งงาน คนทั้งหลายก็เข้าใจว่านางได้สิ่งที่สมปรารถนาแล้ว นางก็ได้อยู่กินกับสามีจนกระทั่งมีบุตรถึง ๔ คน วันหนึ่งนางได้ถวายทาน รับศีลฟังธรรมแล้วก็ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคปัจจุบัน ตายจากมนุษย์แล้วก็ไปบังเกิดในสวรรค์ในสำนักของมาลาภารีเทพบุตร ผู้สามีที่อยู่ในชั้นดาวดึงส์ ซึ่งขณะนั้นพวกนางเทพอักษรทั้งหลายยังไม่ได้เลิกจากการเที่ยวชมสวน เพราะว่าวันหนึ่งคืนหนึ่งของสวรรค์เท่ากับ ๑๐๐ ปีของมนุษย์ ฉะนั้นที่นางมาเกิดอยู่ในมนุษย์ก็ยังไม่ได้วันหนึ่งของสวรรค์ ฝ่ายมาลาภารีเทพบุตร ครั้นเห็นนางเข้าก็ถามว่านางหายไปไหนมา นางก็ตอบว่าฉันจุติไปเกิดในมนุษย์ แล้วก็เล่าเรื่องที่นางไปเกิดในมนุษย์ให้เทพบุตรฟัง เพราะความที่นางปรารถนาจะได้มาเกิดในสำนักของสามี เมื่อตายจากมนุษย์แล้วก็ได้มาเกิดในสำนักของสามีสมปรารถนา

ฝ่ายมาลาภารีเทพบุตรก็ได้ถามถึงอายุของมนุษย์ว่ามีอายุประมาณสักเท่าไร นางก็ตอบว่าอายุของมนุษย์มีประมาณเพียงแค่ ๑๐๐ ปีไม่มากไม่น้อยเกินไปกว่านี้ แล้วเทพบุตรก็ถามอีกว่ามนุษย์ที่มีอายุเพียงแค่นี้เขาพากันประมาทอยู่หรือว่าเขาพากันเจริญกุศลเสมอ นางตอบว่าพวกมนุษย์นี้ประมาทเป็นนิจ ไม่ค่อยเจริญกุศลเหมือนอย่างกับว่าจะมีอายุอยู่ถึงอสงไขยปี และก็คิดว่าจะไม่แก่ไม่ตาย ฉะนั้นจึงไม่ได้คิดทำกุศล คือส่วนมากก็มัวแต่เพลิดเพลินในกามเหมือนกัน เมื่อเทพบุตรได้ยินดังนั้นก็เกิดความสลดสังเวชว่า อายุมนุษย์นี่น้อยจริงหนอ เหมือนนอนหลับแล้วตื่นขึ้นฉะนั้น เมื่อมนุษย์ประมาทอยู่อย่างนี้ เมื่อไรจึงจะพ้นจากทุกข์ เพราะว่าอายุของมนุษย์ก็เพียงแค่ ๑๐๐ ปียังไม่ได้วันหนึ่งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพราะเหตุนี้นางปติปูชิกามาเกิดในมนุษย์มีลูกถึง ๔ คนแล้วตายกลับไปเกิดใหม่เขาก็ยังไม่เลิกจากการชมสวนกันเลย

เพื่อไม่ให้สัตว์ทั้งหลายที่ยังประมาทมัวเมาอยู่ในชีวิต พระพุทธองค์ก็จึงได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า “ ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายนี้น้อย ผู้ที่ไม่อิ่มด้วยวัตถุกามและกิเลสกามก็ย่อมจะถูกมัจจุพาไป ” คือเปรียบเหมือนผู้ที่เพลิดเพลินอยู่ในกิเลสกามก็เหมือนอย่างกับนายมาลาการผู้มัวเลือกเก็บดอกไม้ต่าง ๆ อยู่ในสวน คือเปรียบเหมือน กับผู้ที่ยังมีความข้องอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆ ซึ่งมีความปรารถนาอยู่ในสวิญญาณกทรัพย์ และอวิญญาณกทรัพย์ สำหรับสวิญญาณกทรัพย์ก็หมายถึง ว่าทรัพย์ที่มีใจครอง เช่น สามีภรรยาบุตรและสัตว์ต่าง ๆ ส่วนอวิญญาณกทรัพย์ คือทรัพย์ที่ไม่มีใจครองได้แก่เรือกสวนไร่นา หรือว่าบ้าน เรือนตลอดจนวัตถุข้าวของต่าง ๆ ฉะนั้นถ้าหากว่าผู้ใดไม่เบื่อในกามก็ย่อมจะถูกมัจจุนั้นพาไปคือทำให้ตายแล้วตายอีกไม่มีที่สิ้นสุด

เพราะเหตุนี้จึงได้มีพุทธภาษิตอีกบทหนึ่งกล่าวว่า “ สัตว์ทั้งหลายควรจะพิจารณาเนือง ๆ ว่า วันหนึ่งคืนหนึ่งล่วงไป บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ ขณะอย่าได้ล่วงท่านทั้งหลายไปเสีย ควรรีบทำความเพียรเสียในวันนี้ เพราะว่าใครจะรู้ได้ว่าวันตายจะมาถึงในวันพรุ่งนี้ ” ฉะนั้นจึงไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความตายนั้นไม่บอกเวลาว่าจะตายในวัยเด็กหรือว่าในวัยหนุ่มสาว หรือว่าในวัยแก่เฒ่าก็ไม่มีใครรู้ได้ จึงควรที่จะหมั่นประกอบกุศลอยู่เนืองนิตย์ เพราะกุศลเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายทั้งในชาตินี้และในชาติหน้า ถ้าหากประมาทไม่ทำกุศลแล้วจะเอาอะไรเป็นที่พึ่งก็จะต้องเศร้าโศกเป็นทุกข์ไปสิ้นกาลนานและพระพุทธองค์ยังได้ตรัสต่อไปอีกว่า “ ราตรีของผู้ตื่นอยู่นาน โยชน์ของผู้ที่เมื่อยล้าแล้วนั้นไกล สงสารของผู้ที่ไม่รู้จักสัจจธรรมย่อมนานเหลือเกิน ” แต่ความจริงแล้วราตรีหนึ่งก็คงเท่ากัน ไม่ได้มากน้อยไปกว่ากันเลย อย่างเช่นคนที่นอนหลับสบายหรือว่าทำงานเพลินวันหนึ่งก็รู้สึกว่าไม่นานอาจรู้สึกว่าเดี๋ยวเดียวก็ได้ ส่วนคนที่มีร่างกายแข็งแรงเดินเก่ง มีความเพลิดเพลินในการเดิน โยชน์หนึ่งก็ไม่รู้สึกว่าไกลกลับรู้สึกว่าใกล้เพราะว่าถึงเร็ว ส่วนสงสารของผู้ที่รู้สัจธรรมก็ไม่นานเลย ย่อมจะถึงที่สุดแห่งทุกข์ด้วยความเพียรคือการเจริญสติปัฏฐานก็จะเป็นทางให้ถึงความพ้นทุกข์ได้ เหตุนี้บุคคลจึงไม่ควรที่จะทำฉันทราคะพอใจกำหนัดยินดีในสวรรค์ เพราะเหตุว่าความสุขในสวรรค์นั้นคือกามนั่นเอง

ซึ่งกามในที่นั้นก็หมายถึง ความพรั่งพร้อมด้วยรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส อันเป็นทิพย์ที่ทำให้สัตว์ผู้โง่เขลานั้นหลงใหลติดอยู่ และรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสเหล่านี้ก็เรียกว่ากามคุณ คำว่า “ กาม ” ก็หมายถึงสิ่งที่สัตว์ทั้งหลายต้องการรักใคร่พอใจ ส่วนคำว่า “ คุณ ” ก็แปลว่าเครื่องผูกสัตว์ให้เพลิดเพลินอยู่กับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เพราะฉะนั้นคำว่า “ กามคุณ ” จึงแปลว่า เครื่องผูกสัตว์ให้ติดอยู่ในความใคร่ คือให้ติดอยู่กับวัฎฎะ ไม่สามารถที่จะออกจากวัฎฎะไปได้ เพราะว่าความรักใคร่กำหนัดยินดีนั้นเรียกว่าเป็นกิเลสกาม ส่วนสิ่งที่ทำให้ถูกรักใคร่พอใจนั้นเรียกว่า วัตถุกาม เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าผู้ใดที่ยินดีติดใจในวัตถุกามต่าง ๆ เหล่านั้น คือมีทั้งกิเลสกามและวัตถุกามก็จะต้องท่องเที่ยวไปในภพชาติไม่มีที่สิ้นสุด

เพราะเหตุนี้เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงเรื่องสัคคกถา พรรณนาเรื่องของ สวรรค์อันพรั่งพร้อมด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ติดอยู่ในวัฏฏะจบลงแล้ว

วันนี้ก็จะแสดงเรื่องของกามาที่นวกถา ซึ่งแปลว่าโทษของกาม เพื่อที่จะ ให้รู้ความจริงว่าการยินดีในความสุข คือความยินดีในกาม ถ้าใครไปยินดีเพลิดเพลินติดใจในกามก็จะเป็นเหตุไม่ให้ได้เจริญกุศล ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อให้ถึงความพ้นทุกข์ พระพุทธองค์จึงได้แสดงกามาทีนวกถา เพื่อไม่ให้สัตว์ทั้งหลายประมาทมัวเมาในกาม จึงได้พรรณาโทษของกามเพื่อที่จะให้สัตว์ทั้งหลายได้รู้ความจริงว่า “ กามนั้นถึงจะมีรสอร่อย แต่ก็ไม่อาจทำสัตว์ทั้งหลายให้อิ่มได้ ” เพราะกามที่สัตว์ทั้งหลายปรารถนานั้น พระพุทธองค์ตรัสว่ามีอัสสาทะ ความยินดีน้อย คือทำให้เกิดความปรารถนายินดีเพียงนิดหน่อย แต่ว่ากามนั้นกลับให้เกิดความทุกข์มากมีความคับแค้นมาก

ดังนั้นที่เรียกว่ากามคุณ คนทั้งหลายไม่เข้าใจความจริงก็คิดว่ากามนี้มีคุณ แต่ความเป็นจริงกามคุณนี่ท่านหมายถึงว่า เป็นเครื่องผูกสัตว์ที่ยินดีติดใจในกามให้ติดอยู่ในวัฏฏะ การที่ต้องท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏะก็ต้องประสบกับความทุกข์มากมาย คือผู้ที่ยังยินดีอยู่ในกามย่อมจะได้รับทุกข์ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า สำหรับทุกข์ในชาตินี้ก็เกิดจากการที่เราอยากได้เห็นได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส ถูกต้องสัมผัสทางกายนั้น เมื่ออยากได้สิ่งเหล่านี้แล้ว จึงเป็นเหตุให้มนุษย์ก็ต้องทำมาหากิน ก็เพื่อที่จะได้เงินมาซื้อกามเพื่อเอาไปบำรุงความสุข เพราะฉะนั้นการที่ต้องทำมาหากิน ก็ถือว่าเป็นความทุกข์ ทำไมต้องไปประกอบอาชีพกระทำกสิกรรมพานิชกรรมต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ในการประกอบอาชีพแต่ละอย่าง ก็ต้องประสบกับภัย กับความทุกข์มากมายนับไม่ถ้วน เช่นต้องมีความขยันอดทนต่อสู้กับความร้อนความหนาวลมและแดด และต้องอดทนต่อมนุษย์ด้วยกันหรือว่าอดทนต่อสัตว์ร้ายต่าง ๆ ที่จะมาเบียดเบียนให้เกิดทุกข์ ตลอดจนภัยที่เกิดจากธรรมชาติต่าง ๆ ก็มีมากมาย ถึงแม้ว่าผู้นั้นจะประกอบอาชีพได้ทรัพย์สินเงินทองพืชผลลาภยศตามที่ตนปรารถนาแล้วทำให้เกิดความสุขชื่นชมยินดีก็จริง แต่ว่าทรัพย์สมบัติหรือลาภยศต่าง ๆ เหล่านี้ก็ล้วนไม่เที่ยงย่อมจะมีความวิบัติเป็นอันตราย ก็เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์เศร้าโศกเสียใจ

เพราะเหตุนี้พระพุทธองค์จึงได้ตรัสว่า ผู้ที่มีความเพลิดเพลินจึงมีความทุกข์คือมีความเพลิดเพลินในกามก็จะต้องไปแสวงหาความสุข ฉะนั้นในการที่แสวงหาความสุขกว่าจะได้ความสุขมาก็ต้องประสบกับทุกข์ พระพุทธองค์จึงได้ตรัสว่า “ ผู้ที่มีความเพลิดเพลินก็ต้องมีทุกข์ และผู้ที่มีความทุกข์ก็เป็นผู้ที่มีความเพลิดเพลินคือเพลิดเพลินในทุกข์เพราะเหตุไม่รู้จักว่าสิ่งนั้นเป็นทุกข์ ” ฉะนั้นการที่ไปแสวงหารูปรสกลิ่นเสียงต่าง ๆ เหล่านี้ก็ล้วนแต่เป็นทุกข์ทั้งนั้น คือเป็นสภาพธรรมที่เราไปแสวงหากัน ก็ล้วนแต่เป็นจิตเจตสิกและรูปซึ่งเป็นธรรมที่เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นคนที่มีความเพลิดเพลินจึงเป็นผู้ที่มีความทุกข์ คือทั้งเพลิดเพลินหรือไม่เพลิดเพลินก็เรียกว่ายังยินดีแสวงหาในอารมณ์ต่าง ๆ อยู่ ก็ถือว่าต้องประสบกับความทุกข์ทั้งนั้นเลย ถ้าหากว่าสิ่งใดที่ตัวได้สมใจก็เกิดความสุข ความสุขนั้นก็เข้ามาปิดบังความจริงทำให้ไม่เห็นว่าเป็นทุกข์ ถึงแม้ว่าในการไปแสวงหาความสุขเหล่านั้น กว่าจะได้มาก็ต้องเป็นทุกข์เดือดร้อน แต่เพราะปรารถนาในความสุขนั้นก็ลืมความเหนื่อยยากทั้งปวง เพราะเหตุที่หลงไม่รู้จักทุกข์ก็เพราะถูกวิปลาสปิดบังจึงเห็นทุกข์ว่าเป็นสุข ถึงแม้ว่าการไปแสวงหากามคุณนั้นจะได้รับทุกข์เหนื่อยยากอย่างไร แต่พอได้กามคุณนั้นสมใจแล้วก็เกิดความสุข พระพุทธองค์ถึงได้ตรัสว่า ผู้ที่มีความเพลิดเพลินก็ต้องเป็นผู้ที่มีความทุกข์ และผู้ที่มีความทุกข์ก็คือผู้เพลิดเพลินในความทุกข์นั่นเอง การที่ไปแสวงหากาม ถ้าหากว่าได้ด้วยความสุจริตก็ยังมีทุกข์น้อยหน่อย แต่ถ้าหากว่ากามที่ไปแสวงหาเป็นทุจริตขึ้นมาด้วยอำนาจของบาปกรรมที่ตัวทำไปแล้ว ก็ย่อมจะเป็นเหตุให้ต้องไปเสวยวิบากที่เป็นทุกข์ในอนาคตข้างหน้าอีก จึงได้กล่าวว่าการแสวงหากามให้เกิดความทุกข์ทั้งในชาตินี้และในชาติหน้า กามจึงเป็นเหตุให้สัตว์โลกทั้งหลายที่ไม่รู้ความจริงต้องเป็นทุกข์ ท่องเที่ยวไปไม่มีที่สิ้นสุด และผู้ที่หลงติดอยู่ในกามที่เป็นเหตุให้ไปทำทุจริตต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นเหตุให้บุคคลเหล่านี้หมดความละอายบาปเกรงกลัวต่อบาป ก็ประกอบบาปกรรมหรืออกุศลกรรมเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ และบาปกรรมที่ตัวทำไปแล้วก็ต้องไปเสวยผลเป็นทุกข์ในชาติหน้าต่อ ๆ ไปอีก ฉะนั้นการที่เรายินดีติดใจในกามจึงมีแต่ทำให้เกิดทุกข์โทษภัยทั้งนั้น

เพราะการที่เราไปยินดีติดใจในกาม เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราหรือว่าเป็นของเรา และเมื่อยึดมั่นถือมั่นก็เป็นเหตุให้เกิดความรักใคร่หวงแหนในกามที่ตัวต้อง การนั้น คือปรารถนาจะให้กามนั้นยั่งยืนอยู่ตลอดไป แต่เมื่อกามนั้นมีการวิบัติพลัดพรากไปก็เป็นเหตุให้ต้องเกิดความทุกข์ เพราะเหตุว่าสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นในโลกนี้เกิดขึ้นมาแล้วล้วนไม่เที่ยงต้องเปลี่ยนแปลงไป คือว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมตกอยู่ใต้อำนาจของไตรลักษณ์ทั้งนั้น แต่เมื่อสิ่งเหล่านั้นมีความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาก็เป็นเหตุให้ผู้นั้นต้องประสบกับความทุกข์ เหตุนี้ที่คนหลงรักใคร่ยินดีในกามนี้จึงต้องเป็นทุกข์เศร้าโศกเสียใจอยู่เสมอ เพราะว่าสิ่งทั้งหลายมีความไม่เที่ยงแท้แน่นอน คือว่ามีแล้วก็กลับไม่มี กามคุณจึงเป็นเหตุที่มีโทษให้ผลเป็นทุกข์

ผู้ที่จะพ้นจากทุกข์หรือว่าผู้ที่ท่านเป็นพระอริยะแล้ว ท่านเห็นกามคุณว่าเป็นของต่ำทราม ไม่น่าเสพ เห็นเป็นโทษ ท่านเลยเบื่อหน่ายในกามไม่ต้องการที่จะเสพกาม เพราะว่าการเสพกามนั้นเป็นเหตุให้ติดอยู่ในกามก็มีแต่ให้เกิดทุกข์

นักปราชญ์ทั้งหลายจึงได้เปรียบกามว่าเหมือนกับ ลูกศรที่อาบยาพิษ เพราะว่าลูกศรที่อาบยาพิษ ถ้าเข้าสู้ร่างกายผู้ใดผู้นั้นก็จะมีแต่ความเจ็บปวดทุรนทุรายจนกว่าจะสิ้นชีวิตไปและกามท่านยังเปรียบเหมือนกับว่าเป็น เปือกตม คือเป็นเลนที่เป็นหล่มลึกสามารถที่จะดูดสัตว์ที่ตกไปในเลนให้จมอยู่กับเลน ท่านจึงอุปมาเหมือนกับผู้ที่ตกอยู่ในกามวิตก คือยินดีรักใคร่ในกามก็ย่อมจะถูกกามทับถมให้จมติดอยู่ในกามจนกระทั่งถอนตนไม่ขึ้น เป็นเหตุให้ต้องเป็นทุกข์ไปชั่วกาลนาน

กามท่านยังเปรียบว่าเป็นเหมือนกับ หนามแหลม เพราะเหตุว่าผู้ที่กระหยิ่มพอใจในกามก็ย่อมจะถูกกามทิ่มแทงใจให้เจ็บปวดรวดร้าวอยู่เสมอ เพราะความความยินดีในกามนั้นล้วนแล้วแต่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เมื่อยินดีในกามครั้งใดก็ต้องขวนขวายที่จะให้ได้สิ่งนั้นมา ก็ต้องเป็นทุกข์ ท่านก็เปรียบความยินดีพอใจในกามนี้ก็เหมือนกับถูกหนามแหลมทิ่มแทงให้เจ็บปวดรวดร้าวใจ

กามท่านยังเปรียบว่าเหมือนกับ กิเลส เพราะความติดใจในกามเป็นกิเลสทำให้จิตเศร้าหมองเร่าร้อนเพราะขึ้นชื่อว่ากิเลสแล้วไม่มีที่จะเมตตาปราณีต่อใคร ๆ เลย ถ้าหากผู้ใดไปยินดีติดใจในกามก็จะถูกกิเลสเผาไหม้ให้เกิดความทุกข์อยู่เสมอ

กามท่านยังเปรียบเหมือนกับ วัตถุ เ พราะเหตุว่ากามนี้เป็นที่ตั้งให้เกิดความรักใคร่ยินดีไม่มีที่สิ้นสุด อย่างเช่นสมัยนี้วิทยาศาสตร์เจริญมากก็สร้างวัตถุขึ้นมามากมายเพื่อให้เป็นที่พอใจของกิเกส คือคนที่ไปยินดีในวัตถุมากก็หลงใหลวัตถุมากก็ต้องเป็นทุกข์เหนื่อยยากในการที่จะได้วัตถุต่าง ๆ เหล่านั้นมา วัตถุนั้นจึงเป็นที่ตั้งให้เกิดกิเลสยินดีพอใจแล้วก็ต้องเป็นทุกข์ไปไม่มีที่สิ้นสุด

กามท่านยังเปรียบเหมือนกับอาสวะ เพราะการที่เราสะสมความรักใคร่พอใจในกามไว้มาก ๆ จึงเป็นเหตุให้เกิดความเมา เกิดความวิปลาส เห็นทุกข์ว่าเป็นสุขก็เป็นเหตุให้สะสมความโง่หลงเพิ่มขึ้นอีก และก็เป็นเหตุให้ยินดีติดใจในกาม ละกามไปไม่ได้

กามท่านยังเปรียบเหมือน สังโยชน์ เพราะความรักใคร่ในกามย่อมจะร้อยรัดสัตว์ทั้งหลายให้ติดอยู่กับวัฏฏะ ไม่สามารถที่จะพ้นจากวัฏฏะไปได้และท่านก็เปรียบกามเหมือนกับ โอฆะ เพราะความรักใคร่ในกามเป็นเหมือนดุจห้วงน้ำวนที่สามารถจะพัดพาสัตว์ที่ตกลงไปในห้วงน้ำนี้ให้จมอยู่ภายใต้ห้วงน้ำไม่สามารถที่จะให้พ้นจากทุกข์ คือไม่ให้พ้นจากความตายไปได้ คือใครไปยินดีติดใจในกาม กามนั้น ท่านเปรียบเหมือนกับ ห้วงน้ำวน เพราะฉะนั้นผู้ใดที่ตกลงไปในห้วงน้ำวนแล้วก็จะต้องตกอยู่ในความตายทั้งนั้น

กามยังเปรียบเหมือนกับ โยคะ เพราะความยินดีในกามนี้ย่อมประกอบสัตว์โลกทั้งหลายให้ติดอยู่กับภพน้อยภพใหญ่คือให้เป็นไปในกามภพบ้าง รูปภพบ้าง อรูปภพบ้าง ไม่สามารถที่จะพ้นไปจากโลกทั้ง ๓ นี้ได้

กามท่านยังเปรียบเหมือนเป็น นิวรณ์ เพราะเหตุที่ความรักใคร่ในกามนี้ย่อมจะขวางกั้นสัตว์ทั้งหลายนี่ไม่ให้บรรลุคุณความดี คือทำให้ไม่พ้นจากทุกข์ อย่างผู้ที่ยินดีในกามวิตกก็เป็นเหตุให้เกิดราคะยินดีติดใจ ถ้าเป็นพยาบาทนิวรณ์ก็ทำให้เวลาที่ได้ประสบกับอารมณ์ที่ไม่พอใจและก็เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ กามท่านจึงได้เปรียบเหมือนกับว่าเป็นนิวรณ์ คือขวางกั้นสัตว์ทั้งหลายที่ไม่ให้พ้นทุกข์

กามยังเปรียบเหมือน อุปาทาน เพราะความรักใคร่ยินดีในกามทำให้เกิดความยึดว่ากามนี่เป็นสุขเป็นของเที่ยงเป็นของสวยงาม ด้วยอำนาจทิฏฐิทำให้วิปลาสเห็นผิดไปต่าง ๆ ก็ต้องท่องเที่ยวไปในวัฏฏะนี้ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะความยินดีติดใจในกาม

กามยังเปรียบเหมือน อนุสัย เพราะเหตุที่รักใคร่ในกามนั้นย่อมจะเป็นเหตุให้นอนตามอยู่ในสันดานของสัตว์ทั้งหลาย ผู้ที่ไม่เห็นทุกข์คือไม่รู้ว่ากามนี่เป็นทุกข์ ก็จะต้องท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏฏ์ไม่มีที่สิ้นสุด อนุสัยนั้นเป็นกิเลสละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ในจิตใจแล้วคนที่ยังละอนุสัยกิเลสไม่ได้ ก็ยังเป็นปัจจัยให้เกิดกิเลสอย่างหยาบอย่างกลาง ทำให้สะสมกิเลสพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ กามที่ท่านเปรียบว่าเป็นอนุสัย ก็เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายพ้นจากทุกข์ไม่ได้

ที่กล่าวมานี้ก็แสดงว่ากามนี้มีแต่โทษให้เกิดความทุกข์ต่าง ๆ ผู้ใดข้องอยู่ในกามจึงได้ชื่อว่า “ สัตว์ ” เพราะคำว่าสัตว์ก็แปลว่า ผู้ที่ติดข้องในกามเป็นเหตุให้ออกจากทุกข์ไม่ได้ ที่เรียกว่าสัตว์โลก สัตว์โลกทั้งหลายก็คือว่าผู้ที่ข้องอยู่ในกามหรือว่าข้ออยู่ในโลก คำว่าโลกก็หมายถึงว่าข้องอยู่ในความเสื่อม จะต้องเวียนตายเวียนเกิดไม่มีที่สิ้นสุด การที่ติดข้องอยู่ในกามหรืออยู่ในโลกท่านจึงเรียกว่า “ สัตว์โลก ” ส่วนผู้ที่ไม่ติดข้องในกามก็มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น พระอรหันต์จึงชื่อว่าเป็นผู้ที่ไม่มีอุปธิ เพราะไม่มีกิเลสกาม ไม่มีวัตถุกาม ที่จะเป็นเครื่องกังวลอีกต่อไป ท่านจึงได้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ผู้ที่จะพ้นจากกิเลสกามหรือวัตถุกามได้ ก็จำเป็นที่จะต้องอบรมจิตให้เกิดปัญญา โดยศึกษาธรรมหรือปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจจึงจะสามารถพ้นจากกามหรือว่าออกจากกามได้ ถ้าหากว่านอกจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ไม่มีคำสอนใด ๆ เลยที่จะเป็นเหตุให้ละกามหรือว่าเห็นโทษของกามนี้ไม่ได้เลย