อนุปุพพิกถา ตอนที่ ๗  
โดย อาจารย์ปราโมช น้อยวัฒน์

ดังมีเรื่องของพระเถรีรูปหนึ่ง ซึ่งท่านแสดงไว้ในอรรถกถาขุททกนิกายเถรีคาถา ท่านได้อุปมาโทษของกามไว้มากมาย ถ้าหากว่าเราได้ฟังแล้วก็อาจจะเป็นเหตุให้เราเกิดความเบื่อหน่ายในกาม หรือว่าเห็นโทษของกาม คิดที่จะออกจากกาม ผู้นั้นก็มีหวังที่จะพ้นจากทุกข์ได้ แต่ถ้าหากว่ายังไม่เห็นโทษของกามแล้ว กามก็จะทำให้ต้องเป็นทุกข์ท่องเที่ยวไปนับภพชาติไม่ถ้วน คือในอดีตก็ต้องเป็นทุกข์ท่องเที่ยวมานับชาติไม่ถ้วน ในปัจจุบันนี้เราก็ยังติดใจในกามอีก กามก็จะพาให้เราท่องเที่ยวไปในภพชาติต่อไปอีกไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดทุกข์เอาเมื่อไร จึงได้นำเรื่องของพระเถรีรูปนี้ที่ท่านแสดงโทษของกามมาให้ท่านฟัง

คือพระเถรีรูปนี้ในอดีตชาติท่านได้เคยบำเพ็ญบารมีสร้างสมกุศล อันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ มาแล้วหลายพระองค์ พระเถรีรูปนี้ในสมัยที่ท่านยังท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏะ ท่านได้ท่องเที่ยวไปเกิดในสวรรค์ตั้งแต่ชั้นดาวดึงส์จนถึงชั้นปรนิมมิตวสวัตตี แล้วที่ไปเกิดในสวรรค์แต่ละชั้นก็ได้เป็นมเหสีของท้าวเทวราชทั้ง ๕ ชั้น ได้เสวยความสุขท่องเที่ยวอยู่ในสุคติภพโลกสวรรค์ ได้เสวยความ สุขอันเป็นทิพย์มากมายหาประมาณไม่ได้ เมื่อพ้นจากโลกสวรรค์ลงมาเกิดอยู่ในมนุษย์ก็ได้เกิดในตระกูลสูง ๆ ได้เกิดในตระกูลกษัตริย์เป็นต้น ได้เสวยความสุขมากมาย เพราะท่านเป็นผู้ที่สร้างสมกุศลมามากมาย กุศลอันนี้ก็ทำให้ท่านท่องเที่ยวไปในสุคตินับภพชาติไม่ถ้วน ในการที่ท่านท่องเที่ยวไปในภพชาติต่าง ๆ เหล่านั้น ท่านก็พยายามเจริญกุศลที่จะให้ถึงความพ้นทุกข์อยู่เสมอ จนกระทั่งมาถึงพระพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้

ท่านได้มาเกิดเป็นธิดาของพระเจ้าโกญจะ อยู่ที่กรุงมันตาวดี ได้พระนามว่าสุเมธา วันหนึ่งพระนางสุเมธาพร้อมด้วยราชธิดาที่มีวัยคราวเดียวกัน และเหล่าทาสีก็ได้พากันไปฟังธรรมในสำนักของพระภิกษุณี เป็นเหตุให้พระนางสุเมธาเกิดความเลื่อมใสในธรรม เห็นทุกข์โทษภัยของวัฏฏะทำให้พระนางเกิดความเบื่อหน่ายในกาม ไม่ประสงค์ที่จะทำกิจของฆราวาสต่อไป จึงได้ขออนุญาตพระชนกชนนีออกบวช แต่พระชนกชนนีได้บอกว่าได้ถวายลูกให้กับพระเจ้าอนิกรัตตะ แห่งกรุงวารณวดีแล้ว พระนางสุเมธาก็กล่าวว่า ลูกยินดีแต่เฉพาะในพระนิพพาน ไม่ยินดีในภพอีกต่อไป เพราะถึงแม้ว่าภพนั้นจะเป็นทิพย์ แต่ภพนั้นก็ไม่ยั่งยืนไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นจะป่วยกล่าวไปใยถึงกามทั้งหลายที่เป็นของมนุษย์ กามเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่ว่าเป็นของว่างเปล่าไม่มีแก่นสารสาระ มีรสอร่อยน้อยเหมือนกับหยาดน้ำที่คมมีดซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอันตราย เพราะมีความคับแค้นมาก มีทุกข์มากให้ผลทั้งในปัจจุบันและอนาคต กามจึงมีความเผ็ดร้อนเปรียบเหมือนกับงูพิษที่มีอันตราย เพราะมีภัยเฉพาะหน้า หมายความว่างูจะไปในที่ไหน ถ้ามีคนพบเห็นแล้วก็มักจะถูกตีถูกฆ่าให้เป็นอันตรายฉันใด แม้กามก็เช่นเดียวกันถ้าหากว่าใครไปยินดีในกามแล้ว ก็จะมีแต่ความทุกข์เดือดร้อนเป็นส่วนมาก แต่พวกคนเขลาที่ไม่รู้เหตุผลความจริง ก็พากันติดอยู่ในกามจึงเป็นเหตุให้ต้องเป็นทุกข์ท่องเที่ยวไปชั่วกาลนานตามกรรมของตนที่ทำมา เพราะคนเขลาไม่เคยที่จะสำรวมกายวาจาใจ ก็มักจะเพลิดเพลินในกาม การที่เพลิดเพลินในกามก็เป็นเหตุให้ทำแต่บาปกรรมเพิ่มพูนอยู่เรื่อย ๆ เป็นเหตุให้ต้องไปสู่อบายทุคติ ต้องได้รับทุกข์โทษภัยแสนสาหัส เพราะคนเขลาไม่มีปัญญา ไม่รู้จักทำประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน คือไม่คิดที่จะทำประโยชน์ช่วยตนให้พ้นจากทุกข์ ก็เพราะถูกอำนาจของอวิชชาตัณหาปิดบังไว้ จึงทำให้ไม่รู้จักโทษของกาม คือไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักอริยสัจจ์ ๔ เมื่อไม่รู้จักอริยสัจจ์ ๔ ก็จะต้องเป็นทุกข์ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏฏ์ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะว่ายังมีความหลงไหลติดใคร่ยินดีในกามก็ยังปรารถนาจะไปเกิดในภพภูมิที่มีความสุข คนส่วนมากในโลกต่างก็ปรารถนากามสุขกันทั้งนั้น ก็เพราะเหตุไม่รู้จักอริยสัจจ์ ๔ คือไม่รู้จักทุกข์เป็นต้น พวกที่เป็นคนเขลาไม่รู้เหตุผลความจริงจึงไม่หวาดสะดุ้งกลัวต่อโทษของกาม เพราะ ว่าไม่เคยเห็นโทษของกามมีแต่หลงใหลยินดีรักใคร่ในกาม จึงเป็นเหตุให้เขาต้องเกิดในภพบ่อย ๆ และการเกิดในภพบ่อย ๆ ของพวกยินดีรักใคร่ในกามส่วนมากก็ไปเกิดในอบายเพราะเหตุว่าความยินดีในกามเป็นเหตุให้ลืมทำกุศล

เมื่อไม่ได้ทำกุศลมัวแต่เพลิดเพลินยินดีในกาม การเพลิดเพลินยินดีในกามก็เป็นเหตุให้ทำบาปอกุศล เมื่อตายไปแล้วจึงไปเกิดในอบายได้ง่ายกว่าที่จะไปเกิดในมนุษย์ ท่านถึงได้บอกว่าภพภูมิของสัตว์ทั้งหลายที่ไปเกิดได้ง่าย คือการไปเกิดในอบาย ส่วนคติทั้งสองคือคติที่เป็นมนุษย์กับคติที่เป็นเทวดาสัตว์ทั้งหลายไปเกิดได้ยาก เพราะบุญเป็นของที่สัตว์ทั้งหลายทำได้ยาก แต่ส่วนที่ไปเกิดในอบายไม่ได้ง่าย เพราะสัตว์ทำบาปกันได้ง่าย เมื่อได้ฟังอย่างนี้แล้วก็ควรที่จะพิจารณาถึงตนเองว่า เรามีความยินดีเพลิดเพลินในกามจนกระทั่งลืมทำบุญกุศลหรือเปล่า

ถ้าหากว่าเรามัวแต่เพลิดเพลินในกามลืมทำกุศล เราก็จะต้องไปสู่ทุคติได้ง่าย เพราะฉะนั้นสัตว์ที่ไปเกิดในทุคติจึงมีมากว่าสัตว์ที่มาเกิดในสุคติ เมื่อพระนาง สุเมธาได้เล่าโทษของกามให้พระชนกชนนีฟังแล้วก็บอกว่า พระนางไม่ยินดีในกาม ยินดีแต่ในการออกบวช ขอให้พระชนกชนนีอนุญาตให้ลูกได้บวชเถิด ลูกไม่ขวนขวายในกิจของฆราวาสอีกต่อไปแล้ว จะพากเพียรเจริญภาวนาเพื่อที่จะละชาติชรามรณะให้สิ้นไป ถ้าหากว่าพระชนกชนนีจะอ้อนวอนให้ยินดีในกาม พระนางก็ไม่เห็นกามว่ามีแก่นสารอะไรเลย จึงได้พรรณนาโทษของกามให้พระชนกชนนีฟังอีก เพราะว่าการที่สัตว์โลกทั้งหลายยินดีในกามก็คือยินดีในร่างกายของตนเอง ยินดีในร่างกายของผู้อื่น การที่ยินดีในร่างกายของตน หรือว่าในของผู้อื่นความจริงก็ยินดีในสิ่งที่ไม่มีสาระ เพราะร่างกายล้วนแต่เป็นของปฏิกูลโสโครก ไม่มีอะไรที่จะเป็นของดีเลย ฉะนั้นพระนาง สุเมธาก็ตั้งใจที่จะบวชเพื่อที่จะดับกิเลสตัณหาให้หมดไป และเพียรพยายามที่จะเจริญพรหมจรรย์เพื่อที่จะให้พ้นจากภพชาติไป และพระนางได้อธิบายถึงคุณความดีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าในกาลนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นแล้ว ลูกได้ฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว อขณะนี้ก็ได้เว้นแล้ว “ อขณะ ” ก็หมายถึงว่าการไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ส่วนขณะลูกก็ได้แล้ว คือได้มีโอกาสประพฤติพรหมจรรย์ ฉะนั้นลูกขอบวชประพฤติศีลและพรหมจรรย์ตลอดชีวิต ถ้าหากว่าพระชนกชนนีไม่ยอมให้บวชก็จะไม่เสวยอาหารคือจะยอมตายอย่างเดียวถ้าหากว่าไม่ได้บวช

เมื่อพระชนกชนนีพยายามจะเกลี้ยกล่อมพระนางสุเมธาให้ยินยอมเป็นคฤหัสถ์จึงกล่าวว่า ลูกยังเป็นสาวอยู่ควรที่จะยินดีบริโภคในกามเพราะว่าพ่อได้ถวายลูกให้กับพระเจ้าอนิกรัตตะแล้ว ลูกก็จะได้เป็นเอกอัครมเหสีของพระเจ้าอนิกรัตตะ จะเป็นผู้มีอำนาจ มีโภคทรัพย์ มีความเป็นใหญ่ มีความสุขในราชสมบัติมากมาย ขอให้ลูกบริโภคกามเถิดอย่าเพิ่งไปประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์ หรือว่าไปออกบวชเลย เพราะการประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์นั้นทำได้ยาก ฝ่ายพระนางสุเมธาได้ยิน พระชนกชนนีกล่าวอย่างนี้ ก็บอกว่าพวกอำนาจราชสมบัติต่าง ๆ หรือว่าความสุขในกามต่าง ๆ ลูกไม่ได้ปรารถนาเลย เพราะเหตุว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีสาระแก่ลูก แต่ส่วนการบวชหรือความตายเท่านั้นจะมีแก่ลูก ถ้าหากว่าพระชนกชนนีไม่ยอมให้บวช และพระนางก็บอกว่าจะไม่ยอมวิวาห์เป็นอันขาด พระนางได้ยกเอาความปฏิกูลของร่างกายแสดงแก่พระชนกชนนีต่อไปว่ากายของมนุษย์ หรือของสัตว์ทั้งหลายก็ล้วนแล้วแต่เป็นของเน่าเป็นของปฏิกูลเหมือนหนอนเป็นของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็นคลุ้งดุจถุงหนังที่บรรจุซากศพ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดไหลอยู่เป็นนิจ ซึ่งคนเขลายึดว่าเป็นเราหรือว่าเป็นของเรา แต่ความเป็นจริงแล้วกายนี้เป็นก็เหมือนซากศพเป็นของปฏิกูลที่ฉาบด้วยเนื้อและเลือดเป็นที่อยู่ของหมู่หนอนหลายจำพวก คือพวกหนอนต่าง ๆ เหล่านี้จะมีอยู่ในร่างกายของเรา อาศัยกินร่างกายของเราเป็นอาหารและเมื่อตายแล้วร่างกายนี้ถูกเอาไปทิ้งแล้วในป่าช้าก็ยังเป็นอาหารของแร้งกา หรือว่าสัตว์ทั้งหลายต่อไปอีก เมื่อกายนี้เป็นที่ประชุมแห่งของโสโครกสกปรกอย่างนี้ ก็ได้ถามพระชนกชนนีว่าเพราะเหตุใดจึงได้เอาซากศพของตนยกให้กับพระราชาเล่า เพราะว่าล้วนแล้วแต่เป็นของที่ไม่ดีทั้งนั้น เพราะกายนี้ถ้าหากว่าปราศจากวิญญาณไปแล้ว ก็เปรียบเหมือนกับท่อนไม้ที่ไม่มีประโยชน์ที่เขานำไปทิ้งที่ป่าช้า ให้เป็นอาหารของเหล่าสัตว์มีสุนัขจิ้งจอกและสุนัขบ้านเป็นต้น เมื่อเอาไปทิ้งคือตายไปแล้วแม้แต่บิดามารดาของตนก็ยังเกลียด เมื่อเอาซากศพไปทิ้งที่ป่าช้าแล้วพอกลับมาถึงบ้านก็ต้องอาบน้ำชำระร่าง กายให้สะอาด เพราะเห็นว่าการไปในสถานที่นั้นเป็นสิ่งปฏิกูลโสโครก เพราะฉะนั้นขนาดว่าเป็นลูกของตัวเองก็ยังรังเกียจแล้ว ถ้าหากว่าเป็นคนอื่นแล้วเขาจะรังเกียจขนาดไหน แต่คนทั้งหลายที่โง่เขลาเวลาที่ยังไม่ตาย ก็ชื่นชมยินดีในร่างกายนี้ว่าเป็นสาระเป็นของสวยงามเป็นของเที่ยง ก็ด้วยอำนาจของตัณหาความรักใคร่ยินดีปิดบังไว้จึงไม่เห็นร่างกายว่าเป็นของปฏิกูล ต่อเมื่อวิญญาณจากไปแล้วเป็นของเน่าเหม็นจึงจะเห็นว่าเป็นปฏิกูล คือไม่สามารถที่จะทนกลิ่นกายนี้ได้ เพราะเหตุนี้บัณฑิตทั้งหลายจึงได้กล่าวว่าร่างกายนี้ความจริงก็คือสภาพที่เป็นขันธ์อายตนะ ธาตุที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งแล้วก็เป็นเหตุให้แล่นไปในภพต่าง ๆ การที่ขันธ์ตั้งขึ้นมาแล้วก็มีชาติความเกิดเป็นปัจจัย เพราะฉะนั้นก็จะต้องมีความแก่ ความเจ็บ ความตายไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นพระนางจึงไม่ปรารถนาจะเข้าสู่การวิวาห์ เพราะว่าบุคคลใดที่ได้มารู้จักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่แสดงถึงสังสารวัฏฏ์อันมีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้จักจบ และทุกข์ที่นับวัฏฏะไม่ได้ หมายความว่าสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาก็ไม่รู้ว่าตั้งต้นมาตั้งแต่เมื่อไรและจะไปสิ้นสุดเอาเมื่อไร ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้เลย เพราะความที่ยินดีติดใจอยู่ในกาม เป็นเหตุให้ต้องวนเวียนไปในภพชาติไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้าหากว่าบุคคลใดมาประพฤติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการรักษาศีลประพฤติพรหมจรรย์ออกบวชคือออกจากกาม แม้ว่าจะเป็นการประพฤติที่ลำบาก แต่ทำให้พ้นจากทุกข์เป็นสิ่งประเสริฐที่สุด

ดังท่านอุปมาการประพฤติพรหมจรรย์ที่เป็นความลำบาก เหมือนกับว่าถูกแทงด้วยหอก ๓๐๐ เล่มและถูกแทงอยู่ทุกวันตลอดเวลา ๑๐๐ ปี แต่การประพฤติพรหมจรรย์ที่เป็นทุกข์ลำบากอย่างนี้ แล้วเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพานพ้นจากวัฏฏะได้ก็ยังประเสริฐกว่าความยินดีในกามที่เห็นว่ามีความสุข ก็จะเป็นเหตุให้ต้องท่องเที่ยวเป็นทุกข์ไปในสังสารวัฏฏ์ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะจะถูกชาติชราพยาธิมรณะเบียดเบียนอยู่ตลอดไปซ้ำแล้วซ้ำอีกที่ต้องไปเกิดในเทวดาบ้างในมนุษย์บ้าง หรือว่าไปเกิดในกำเนิดของสัตว์เดรัจฉานบ้างในหมู่อสุรกาย เปรต และสัตว์นรก ก็ยิ่งจะต้องประสบกับความทุกข์มากมาย เพราะว่าในอบายนั้นมีการเบียดเบียนทำร้ายกันและมีความทุกข์แสนสาหัสหาประมาณไม่ได้เลย ถึงแม้ว่าการที่จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาก็ไม่ใช่ว่าจะมีความสุขอยู่ตลอดกาล เพราะฉะนั้นถึงไปเกิดเป็นเทวดา ถ้าไม่ประพฤติพรหมจรรย์แล้วการไปเกิดเป็นเทวดานั้นก็ไม่อาจที่จะช่วยให้พ้นจากภพชาติการเกิดไปได้ เพราะไปเป็นเทวดามัวแต่ไปเพลิดเพลินในกามสุข ก็เป็นเหตุให้หลงเพลิดเพลินยินดีเป็นโลภะ การไปเกิดเป็นเทวดาก็ช่วยให้พ้นทุกข์ไม่ได้ เพราะเหตุว่ายังมีความเร่าร้อนอยู่ด้วยกามราคะ การยินดีในกามก็จะต้องประสบกับความทุกข์ความคับแค้นมาก เพราะโลกียสุขนั้นมีความแปรปรวนปรุงแต่งให้เกิดทุกข์เรื่อยไปด้วยเหตุนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า “ สุขอื่นอันยิ่งกว่าสุขคือพระนิพพานไม่มี ” พระนิพพานนั้นเป็นสุขอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นชนเหล่าใดที่มาประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชนเหล่านั้นก็สามารถที่จะบรรลุพระนิพพาน พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ และในวันนี้แหละลูกก็จะออกบวช คือไม่ปรารถนาที่จะบริโภคกามอีกต่อไป และพระนางก็บอกว่ากามนี้ไม่มีสาระแก่นสาร เพราะกามทั้งหลายลูกเบื่อแล้วคือเป็นเสมือนกับของที่คายออกแล้ว ก็เป็นเหมือนอย่างกับรากสุนัข เป็นของสกปรก พระนางไม่ยินดีแล้วในกาม เปรียบเหมือนกับว่าเป็นตาลยอดด้วน ที่ชื่อว่าตาลยอดด้วน ก็หมายถึงว่าต้นตาลถ้าหากว่าไม่มียอดแล้วก็ถึงแก่ความตายฉันใด เพราะฉะนั้นนางก็บอกว่านางตายแล้วขาดแล้วจากกามฉันนั้น คือไม่ปรารถนาไม่ยินดีในกาม วันนี้นางก็จะออกบวช

ขณะที่พระนางกำลังกราบทูลพระชนกชนนีอยู่อย่างนั้น พระเจ้าอนิกรัตตะก็เสด็จมาถึงกรุงมันตาวดี พอพระนางสุเมธาทราบ ก็ใช้พระขรรค์ตัดพระเกสาแล้วก็ทรงปิดปราสาท เอาผมเป็นกสิณมนสิการให้เห็นว่าเป็นของปฏิกูล ขณะที่บริกรรมอยู่นั้นก็เป็นเหตุให้พระนางได้บรรลุปฐมฌาน ออกจากฌานแล้วก็ยกองค์ฌานขึ้นสู่วิปัสสนาเห็นความไม่เที่ยงขององค์ฌานนั้น เพราะเหตุว่าในอดีตชาติพระนางได้เคยทำฌานทำวิปัสสนามามากมายในอดีตภพ เพราะฉะนั้นเมื่อมีความปรารถนาที่จะออกจากกามจริง ๆ แล้ว จิตใจมุ่งอยู่ที่จะถึงพระนิพพาน ต้องการความพ้นทุกข์ ก็เป็นเหตุให้พระนางปฏิบัติธรรมทำให้บรรลุธรรมนั้นได้โดยสะดวก

ฝ่ายพระเจ้าอนิกรัตตะ เมื่อเสด็จมาถึงแล้วก็เข้าไปหาพระนางสุเมธาอ้อนวอนขอให้พระนางทรงวิวาห์กับพระองค์ แต่พระนางก็บอกว่า กามทั้งหลายนางตัดขาดแล้ว โมหะของนางก็ปราศไปแล้ว จึงได้ทูลพระเจ้าอนิกรัตตะว่าอย่าได้ทรงเพลิดเพลินในกามเลยจงเห็นโทษของกามเถิด เพราะว่าความอิ่มในกามทั้งหลายย่อมไม่มีดังเช่นพระเจ้ามันธาตุราช ซึ่งเป็นพระเจ้าจักรพรรดิที่เป็นเจ้าแห่งทวีปทั้ง ๔ มีชมพูทวีปเป็นต้น ทรงเป็นยอดของผู้ที่บริโภคกามอย่างดีเลิศ คือได้บริโภคกามทั้งในมนุษย์คือในขณะที่ท่านเป็นพระเจ้าจักรพรรดิก็ได้รับความสุขในมนุษย์และเทวดาคือท้าวสักกะก็ยังมาเชิญพระองค์ให้ไปเสวยความสุขในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ คือมารับเอาพระเจ้ามันธาตุราชไปเสวยความสุขอยู่ในชั้นดาวดึงส์ จนกระทั่งสิ้นอายุของท้าวสักกะไปถึง ๓๖ พระองค์ ท้าวมันธาตุราชก็ยังไม่ตายแต่ก็ยังไม่ทรงอิ่มในกาม ผลที่สุดก็ต้องกลับมาเมืองมนุษย์แล้วก็เสด็จสวรรคตไปทั้งที่ความปรารถนาของพระองค์นั้นยังไม่ได้เต็มเลย

แล้วพระนางสุเมธาก็ยังเปรียบอีกว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ ถึงแม้ว่าเทวดาจะหลั่งรัตนะ คือทำรัตนะให้ตกลงมาเป็นฝนตลอดโดยรอบของบุรุษทั้ง ๑๐ ทิศ บุรุษเหล่านั้นก็ไม่รู้จักอิ่มในกามและทั้ง ๆ ที่ไม่อิ่มในกามก็ต้องพากันตายไป และยังบอกอีกว่าถึงแม้ว่าฝนนั้นที่เป็นพวกกหาปณะต่าง ๆ ที่ตกลงมาจะมากมายเท่าไร ความอิ่มในกามของคนทั้งหลายก็ย่อมไม่มีที่สุด ในที่สุดก็ต้องตายจากไป พระนางจึงได้แสดงโทษของกามให้พระเจ้าอนิกรัตตะฟังต่อไปอีก โดยเปรียบกามทั้งหลายให้พระเจ้าอนิกรัตตะฟัง

คือเปรียบกามว่าเหมือน “ ดาบและหลาว ” ที่เปรียบว่าเหมือนดาบและหลาว ก็เพราะอรรถว่าดาบมีหน้าที่คอยตัดศีรษะของสัตว์โลกให้ตายไปไม่มีที่สิ้นสุด จึงได้เปรียบกามว่าเหมือนกับดาบและหลาวทั้งหลาย

และยังเปรียบกามว่าเป็นเหมือนหัวงูดังที่กล่าวไปแล้วว่ามีภัยเฉพาะหน้า คือคนเห็นงูก็จะต้องตีงู กามก็เหมือนกันถ้าหากว่าใครไปหลงติดในกามก็มีภัยที่จะต้องคอยระวังมาก อย่างเช่นคนที่ยินดีในกามก็จะถูกทำร้ายให้เจ็บป่วยต่าง ๆ ฉะนั้นจึงได้ เปรียบกามว่าเป็นเหมือนกับหัวงู

และกามทั้งหลายยังเปรียบเหมือน “ คบเพลิงหญ้า ” เพราะอรรถว่าเผาคือใครที่ถือคบเพลิงหญ้า ถ้าหากว่าไม่ปล่อยคบเพลิงหญ้า ๆ ก็จะลุกไหม้เผาลนผู้นั้นให้ถึงแก่ความตาย ผู้ที่ยินดีในกามก็เหมือนกันทั้ง ๆ ที่ยังไม่อิ่มในกาม กามนั้นก็เผาให้เร่าร้อนเหมือนกับถูกไฟไหม้ผลที่สุดก็ต้องตายไป

จึงได้เปรียบกามว่าเหมือนกับคบเพลิงหญ้า และกามทั้งหลายยังเปรียบเหมือนกับ “ ท่อนกระดูก ” เพราะอรรถว่ามีรสอร่อยน้อย คือท่อนกระดูกไม่มีรสอร่อยเท่าไรแต่ว่าผู้บริโภคไม่รู้ถึงความจริง คือที่ว่าอร่อยความจริงก็อร่อยในน้ำลายของตัวเองท่านจึงได้เปรียบกามว่าเหมือนท่อนกระดูก คือจะบริโภคเท่าไรก็ทำให้เพลิดเพลินแต่ว่าไม่ทำให้อิ่มได้ เพราะกามจะบริโภคเท่าไรก็ไม่รู้จักอิ่ม และกามทั้งหลายท่านก็ยังเปรียบว่าเป็นของที่ไม่เที่ยงไม่ยั่งยืนมีทุกข์มากมีพิษมากเพราะว่าเป็นมูลรากแห่งทุกข์ คือทำให้มีภพชาติการเกิดนั่นเอง

และท่านยังได้เปรียบกามทั้งหลายว่าเหมือนกับ “ ก้อนเหล็ก ” ที่ร้อนโชน แต่ผู้ที่ไม่รู้ว่าเหล็กร้อนไปจับเข้าเป็นเหตุให้ต้องได้รับความทุกข์แสนสาหัสเหมือนกับคนที่ไม่เห็นโทษของกามไปเพลิดเพลินยินดีในกาม ก็ต้องเป็นทุกข์ท่องเที่ยวไปไม่มีที่สิ้นสุด

และกามทั้งหลายยังเปรียบด้วย “ ผลไม้ ” เพราะอรรถว่าถูกหักราญ หมายความว่าต้นไม้ที่มีผลดกก็จะถูกบุคคลทั้งหลายเก็บกิน คือถูกสอยบ้างถูกหักกิ่งหรือว่าตัดรานกิ่งเก็บเอาผลลงมาทำให้ต้นไม้นั้นย่อยยับลงไปฉันใด คนที่หลงกามมาก ๆ ก็เช่นกันย่อมจะเป็นทุกข์ฉันนั้น คือทำให้ต้องถูกฟันถูกยิงถูกผ่าตัดอวัยวะเพราะเหตุที่หลงในกามแย่งกามกันกิน

และกามทั้งหลายท่านยังเปรียบด้วย “ ชิ้นเนื้อ ” เพราะอรรถว่าเป็นของสาธารณะ คือชิ้นเนื้อเป็นที่ชอบใจของสัตว์ทั้งหลาย ฉะนั้นใครที่เห็นชิ้นเนื้อแล้วต่างก็แย่งชิงกันที่จะเอามาเป็นเจ้าของก็เป็นเหตุให้เกิดการต่อสู้กัน ทำให้ได้รับทุกขเวทนาเจ็บป่วยไปต่างๆ ก็เพราะความปรารถนาในกาม

และกามทั้งหลายท่านยังเปรียบด้วย “ ความฝัน ” เพราะอรรถว่าปรากฏขึ้นมานิดหน่อย คือเป็นของหลอกลวงซึ่งไม่ใช่ของจริง ท่านจึงเปรียบว่าเหมือนกับเป็นมายากลของคนเล่นกล คือความฝัน พอตื่นขึ้นมาแล้วความฝันก็หายไปหมด กามทั้งหลายที่เราหลงเพลินยินดีก็มีความไม่เที่ยง คือเกิดขึ้นแล้วก็หมดไปเช่นกัน ยังหลอกลวงให้เราหลงยินดีเพลิดเพลินทำให้เกิดทุกข์โทษต่าง ๆ ท่านจึงได้เปรียบกามว่าเหมือนกับความฝัน คือยินดีเดี๋ยวเดียวเท่านั้นเองความยินดีก็หายไปเหมือนกับความฝันที่ตื่นขึ้นมาแล้วก็หายไปหมดฉะนั้น

และกามทั้งหลายท่านยังเปรียบเหมือน “ ของที่ยืมเขามา ” เพราะอรรถว่าเป็นของใช้ได้ชั่วคราว คือของที่เรายืมเขามาก็เพียงแต่ให้เกิดความยินดีนิดหน่อย คือเอามาใช้แก้ทุกข์ได้ชั่วคราว แล้วก็ต้องส่งคืนเขาไป และการจะส่งคืนเขาไปก็ให้มีการอาลัยอาวรณ์ในสิ่งนั้น ไม่อยากจะส่งคืนสิ่งนั้นไป แต่ก็ต้องส่งเขาไป เพราะผู้ยินดีในกาม ในที่สุดตัวเองก็ต้องตาย

กามทั้งหลายท่านยังเปรียบเทียบด้วย “ หอกและหลาว ” เพราะอรรถว่าทิ่มแทงขันธ์ ๕ ให้เกิดทุกขเวทนาเจ็บป่วยอยู่เสมอทั้งกายและใจ คือผู้ใดที่ไปพัวพันในกามที่จะไม่เกิดความทุกข์กายทุกข์ใจย่อมไม่มีเลย

กามทั้งหลายก็ยังเปรียบเหมือน “ หัวฝี ” เพราะว่าเป็นที่ไหลออกของสิ่งที่ไม่สะอาดเหมือนกามเป็นที่ไหลออกของกิเลส คือทำให้เกิดทุกข์เกิดความลำบากยุ่งยากให้ถึงแก่ความตายไม่มีที่สิ้นสุด

กามทั้งหลายก็ยังเปรียบเหมือนกับ “ หลุมถ่านเพลิง ” เพราะอรรถว่าทำให้ร้อนอย่างยิ่ง คือผู้ใดที่หลงยินดีในกามท่านก็อุปมาว่าเหมือนกับตกลงไปในหลุมถ่านเพลิง หลุมถ่านเพลิงก็ย่อมจะเผาไหม้บุคคลนั้นให้ถึงแก่ความตาย

ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงทุกข์โทษภัยของกามว่ามีแต่ให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนให้เกิดความลำบากต้องท่องเที่ยวไปในสังสารวัฎฎ์วนเวียนไปไม่มีที่สิ้นสุด และการที่วนเวียนไปก็เพราะความหลงถ้าได้รับความสุขก็ชื่นชมยินดี แต่พอเวลาได้รับความทุกข์ขึ้นมาก็เศร้าโศกเสียใจ เพราะฉะนั้นบัณฑิตทั้งหลายจึงได้กล่าวว่ากามนี้มีแต่อันตราย เพราะหลงเพลิดเพลินในกามเป็นเหตุให้ทำอกุศล และจะไปพระนิพพานก็ไปไม่ได้ กามก็ทำอันตรายแก่พระนิพพานคือทำให้ไม่พ้นจากทุกข์

เมื่อพระนางสุเมธาแสดงโทษของกามอย่างนี้แล้วก็บอกให้พระเจ้าอนิกรัตตะได้เห็นโทษของกามก็ขอให้เสด็จกลับไปเสียเถิด เพราะพระนางเวลานี้เปรียบเหมือนกับว่าถูกไฟกำลังไหม้ศีรษะของพระนางอยู่ คนอื่นไม่สามารถที่จะช่วยพระนางได้ คือที่บอกว่าไฟกำลังไหม้อยู่นี่ท่านก็อุปมาไฟว่าได้แก่ ชาติความเกิดชราความแก่ความเจ็บความตายกำลังติดตามพระนางอยู่ ฉะนั้นพระนางก็ควรที่จะเพียรพยายามทำลายชาติ ชรา มรณะนั้นให้หมดไป เพราะว่าความจริงแล้วกามที่ว่ามีอันตรายคือ ทุกคนต่างก็ถูกไฟไหม้ศีรษะด้วยกันทั้งนั้น แต่ไม่มีใครรู้สึกตัวว่ากำลังถูกไฟไหม้ เพราะที่ว่าเป็นไฟก็หมายถึงว่าชาติพยาธิและมรณะนั่งเอง คือได้แก่ทุกข์ ๑๑ กอง มีชาติ ชราพยาธิมรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ความประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก และสิ่งใดที่อยากได้แล้วไม่ได้ก็เป็นทุกข์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็ไหม้คนทุก ๆ คนที่เกิดอยู่ แต่เพราะเหตุที่ไม่ได้สดับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกไฟไหม้ศีรษะอยู่ไม่มีใครรู้ได้เลย แต่เพราะเหตุที่พระนางสุเมธาได้สดับฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จึงได้อธิบายโทษของกามให้พระเจ้าอนิกรัตตะฟัง ถ้าหากว่าบุคคลใดไม่รู้จักเพียรพยายามที่จะกำจัดไฟที่ไหม้อยู่บนศีรษะแล้ว ผู้นั้นก็จะต้องเป็นทุกข์ท่องเที่ยวไปไม่มีที่สิ้นสุด แต่สำหรับพระนางเองจะพากเพียรพยายามที่จะกำจัดโทษหรือว่าจะพยายามดับเพลิงที่ไหม้อยู่บนศีรษะนี้คือจะกำจัดโทษของชาติ ชรา มรณะให้หมดไป

เมื่อพระชนกชนนีและพระเจ้าอนิกรัตตะได้ฟังธรรมที่พระนางกล่าวอย่างนี้แล้วก็ทรงกรรแสงพยายามที่จะให้ลูกได้ครองราชสมบัติ หรือว่าให้วิวาห์แต่ง งาน เมื่อพระชนกชนนีกำลังทรงกรรแสงอยู่นั้นพระนางสุเมธาก็ได้ทูลขึ้นว่า สังสารวัฏฏ์ย่อมยืดยาวสำหรับคนเขลาที่ร้องไห้บ่อย ๆ เพราะเหตุว่าบิดามารดาตายหรือว่าพี่ชายตายลูกชายตายเหล่านี้ เป็นเหตุให้ต้องร้องไห้แล้วก็ต้องร้องไห้ไปในสังสารวัฏฏ์ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะสังสารวัฏฏ์ของคนเขลามีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว เพราะวัฏฏะก็ได้แก่ กิเลสวัฏ กรรมวัฏ วิบากวัฏ อันเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายท่องเที่ยวไปไม่มีที่สิ้นสุด วัฏฏะจึงเป็นสภาพที่มีความยืดยาวมาก ซึ่งไม่สามารถถามรู้ได้ว่า เบื้องต้นตั้งต้นมาตั้งแต่เมื่อไร และเบื้องปลายจะไปสิ้นสุดลงเมื่อใดก็ไม่มีใครรู้ได้เลย แม้แต่ญาณของพระทศพล คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ยังกำหนดเบื้องต้นไม่ได้ว่าตั้งต้นมาแต่เมื่อไร ต่อเมื่อพระองค์ได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็สามารถทำที่สุดแห่งวัฏฏะให้หมดสิ้นไปแล้ว คือสามารถรู้เบื้องปลายได้ว่า ภพชาติของท่านสิ้นสุดแล้วไม่ต้องเกิดอีกต่อไปแล้ว

แต่ส่วนคนเขลาก็เหมือนกับคนตาบอดที่ยังหลงใหลติดอยู่ในกาม เพราะถูกอวิชชาปิดบังไว้ ฉะนั้นเงื่อนต้นของสัตว์เหล่านั้นก็จะเป็นเหตุให้ผูกติดอยู่กับภพไปไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยอำนาจของอวิชชาตัณหานั่นเองที่เป็นตัวปิดบังไว้ไม่ให้เห็นทุกข์โทษของกาม หรือว่าไม่ให้เห็นทุกข์โทษของวัฏฏะ แต่ถ้าหากว่าผู้ใดสามารถตัดกิเลสได้ ก็สามารถที่จะรู้เงื่อนปลายได้ว่าสิ้นสุดทุกข์เอาเมื่อไร

ท่านจึงได้อุปมาให้ฟังอีกว่า สัตว์ทั้งหลายที่ท่องเที่ยวไปในวัฏฏะที่ประกอบด้วยน้ำตา น้ำนม น้ำเลือดที่ได้มาในสังสารวัฏฏ์ที่ไม่รู้ได้ว่ามีประมาณเท่าไร แม้กองกระดูกของสัตว์ทั้งหลายที่เวียนตายเวียนเกิดมาในสังสารวัฎฎ์นี้จะมีกองใหญ่ขนาดไหน พระพุทธองค์ก็ได้แสดงไว้ โดยที่พระนางสุเมธาก็บอกให้พระชนกชนนีฟังว่า น้ำตาของสัตว์โลกทั้งหลายที่ร้องไห้มาแล้วในสังสารวัฏฏ์แต่ละคนนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่ามีมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ถึงแม้น้ำนมที่สัตว์ทั้งหลายดื่มกินจากมารดาแต่ละคน เมื่อตอนที่เป็นทารกก็มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ เหมือนกัน และน้ำเลือดที่เกิดจากการถูกฆ่าถูกประหารมาแล้วในวัฏฏะของแต่ละคนก็มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ แม้กองกระดูกของสัตว์ทั้งหลายแต่ละคนที่เวียนตายเวียนเกิดมาเพียงแค่กัปป์เดียวเท่านั้น ถ้าเอามากองรวมกันเข้าแล้วก็ใหญ่โตเท่ากับภูเขาไวปุละ ซึ่งเป็นภูเขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือไม่มีภูเขาอะไรจะเทียบได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็บอกว่าสัตว์ทั้งหลายที่เวียนตายเวียนเกิดมาแล้ว กองกระดูกของแต่ละคนนั้นพื้นดินที่มีอยู่ทั้งหมดในโลกก็ไม่สามารถที่จะรองรับกองกระดูกของสัตว์ทั้งหลายที่เวียนตายเวียนเกิดมาแล้วนี้ได้เลย

เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการที่เราหลงอยู่ในกามเพลิดเพลินยินดีในกามเป็นเหตุให้เราต้องท่องเที่ยววนเวียนในวัฏฏะนับภพชาติไม่ถ้วน และการที่ท่องเที่ยวเวียนไปก็ต้องประสบกับความทุกข์มากมาย แต่ที่เราเห็นว่าเป็นความสุขก็เพราะความวิปลาสของเราแต่ความจริงแล้วต้องประสบกับความทุกข์ทั้งนั้น ยิ่งอยากมากก็ยิ่งทุกข์มาก ถ้าอยากน้อยก็ทุกข์น้อย ที่จะไม่มีทุกข์นั้นไม่มีเลย และท่านก็ยังเปรียบให้ฟังอีกว่าแผ่นดินในชมพูทวีปทั้งหมด ถ้าหากว่าเอามาปั้นเป็นก้อนขนาดเท่าเมล็ดพุทราแล้วจำแนกออกไปว่าก้อนดินนี้เป็นมารดาของเราเป็นยายของเรา ก้อนดินก็จะหมดไปก่อน แต่มารดาและยายของเราที่ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏฏ์ก็ยังไม่หมด คือการที่เรามีแม่มียายมาในสังสารวัฏฏ์นี้เมื่อเอามาแจกออกแล้ว คือเอาแผ่นดินในชมพูทวีปทั้งหมดมาปั้นเป็นก้อน ๆ แล้วแจกออกไปเป็นแม่เป็นยาย ก้อนดินก็จะหมดไปเสียก่อน แต่ว่าแม่และยายที่วนเวียนอยู่ในสังสารวัฎฎ์ก็ยังไม่หมดเลย ถึงแม้ว่าบรรดาต้นหญ้าต้นไม้ กิ่งไม้ที่มีอยู่ในโลกทั้งหมด ถ้าหากว่าเอามาหักให้ยาวประมาณ ๔ องคุลี แล้วก็แจกท่อนไม้เหล่านี้ออกไป ว่านี้เป็นบิดาของเรา นี้เป็นปู่ของเรา ท่อนไม้ก็จะหมดไปก่อน แต่บิดาและปู่ของเราที่ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏฏ์ก็ยังไม่หมด “ นี่คือสงสารที่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้วของเหล่าสัตว์ผู้ที่มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้นและมีตัณหาเป็นเครื่องผูกไว้ทำให้โลดแล่นท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏฏ์ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเหตุนี้น้ำตาน้ำนมน้ำเลือดของแต่ละคนจึงได้มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ เพราะฉะนั้นสัตว์โลกที่มัวลุ่มหลงยินดีในกามก็ต้องประสบกับความทุกข์มาอย่างแสนสาหัสด้วยกันทั้งนั้น แต่เพราะเราวิปลาสจึงไม่ได้รู้สึกถึงความทุกข์เหล่านี้ ถึงแม้ว่าจะประสบกับความทุกข์ก็พยายามที่จะหาทางให้พ้นจากทุกข์ ” การที่ปรารถนาอยากจะให้พ้นจากทุกข์ ก็คือไปแสวงหาความสุข และการที่ไปแสวงหาความสุขนั้นก็คือการได้ทุกข์กลับมา ที่จะพ้นไปจากทุกข์ไม่มีเลย แต่เพราะพวกที่โง่เขลาหลงอยู่อย่างนี้ก็เพราะเหตุว่าไม่เคยได้สดับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ที่ตรัสรู้ความจริง ซึ่งเป็นผู้เปิดสิ่งที่ปิดให้คนทั้งหลายได้เห็นความจริงและเป็นผู้ที่บอกทางแก่คนหลงทางให้หายหลง โดยตามประทีปเอาไว้เพื่อให้คนมีจักษุจักได้เห็นทาง ส่วนผู้ที่ไม่เห็นทางก็ต้องเป็นทุกข์คร่ำครวญร่ำไห้ไปประสบกับอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจบ้าง ที่น่าพอใจบ้าง ก็ต้องท่องเที่ยวไปในวัฏฏะนั้นไม่มีที่สิ้นสุด และการท่องเที่ยวไปของสัตว์โลกทั้งหลายส่วนมากก็ท่องเที่ยวไปในอบายมากกว่าที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์หรือเกิดเป็นเทวดาได้

และท่านยังบอกอีกว่าสัตว์ทั้งหลายที่ไปเกิดในอบายแล้ว ท่านก็ยังอุปมาอีกว่าเหมือนกับเต่าตาบอดตัวหนึ่งที่ท่องเที่ยวอยู่ในมหาสมุทร คือพอ ๑๐๐ ปีทีหนึ่งเต่านั้นก็จะโผล่หัวขึ้นมาจากน้ำทีหนึ่ง ถ้าหากว่าหัวเต่าที่โผล่หัวขึ้นมานั้นสามารถที่จะสวมกับเสวียนที่ลอยอยู่ในมหาสมุทรได้ เต่าตัวนั้นจึงจะพ้นจากอัตภาพของความเป็นเต่ามาเกิดเป็นมนุษย์ได้ แต่ถ้าหากว่าโผล่หัวขึ้นมาแล้วไม่ได้สวมเข้าไปในเสวียนก็จะต้องเป็นเต่าท่องเที่ยวไปอีกหรือว่าต้องวนเวียนเกิดอยู่ในอบายนั้น ไม่สามารถที่จะออกมาจากอบายได้ เพราะว่าการเกิดอยู่ในอบายนั้นไม่มีโอกาสที่จะได้ทำกุศล แต่การที่จะได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์จะต้องได้มาด้วยการทำบุญกุศล พวกที่ไปตกอบายแล้วกว่าจะได้มาเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาจึงเป็นสภาพที่ยากเหลือเกิน เพราะฉะนั้นสัตว์ที่เกิดในอบายจึงมีมากกว่าสัตว์ที่เกิดในสุคติภูมิ ฉะนั้นภัยแห่งความกำหนัดยินดีในกามก็ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์และก็เป็นผลคือความทุกข์ทั้งนั้นเลย และกายก็ล้วนแล้วแต่เป็นของสกปรกคือเป็นที่ประชุมของสิ่งโสโครกเป็นปฏิกูลต่าง ๆ ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น เป็นของไม่มีสาระ

ท่านจึงได้เปรียบร่างกายว่าเหมือนกับเป็นฟองน้ำคือเกิดขึ้นมาแล้วก็ตั้งอยู่ได้ไม่นาน เพราะว่าฟองน้ำนี้พอเกิดขึ้นมาแล้วยังไม่ทันจะกระทบอะไรฟองน้ำนั้นก็แตกสลายไป สัตว์โลกที่เกิดมามีขันธ์ ๕ นี้ก็เหมือนกันเกิดมาแล้วก็มีแต่ความไม่เที่ยง คือมีแล้วก็เหมือนกับไม่มีเพราะว่าขันธ์ ๕ มีการแปรปรวนอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นการเกิดในอบายนี้จึงเป็นทุกข์อย่างแสนสาหัสมีความคับแค้นมาก เพราะถ้าหากว่าไปเกิดในนรกด้วยแล้วก็จะมีแต่ถูกไฟเผาลนให้เป็นทุกข์เดือดร้อนอย่างแสนสาหัส บรรดาเหล่าสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมานี้ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์ก็ยังทำให้ป่าช้ารกอีก คือตายแล้วก็จะต้องไปสู่ป่าช้าอีก เพราะฉะนั้นจึงทำให้พื้นที่รกไปด้วยซากศพ และคนที่ติดยู่ในกามส่วนมากก็เป็นคนที่เห็นแก่กิน เพราะกามนี้มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส สำหรับรสคนก็ติดกันมาก เพราะฉะนั้นการติดในกามคือติดในรส ท่านก็เปรียบว่าเหมือนกับจรเข้คือ จรเข้นี้เป็นผู้ที่กินไม่เลือก เพราะเป็นผู้ที่เห็นแก่ปากแก่ท้องกินไม่เลือก เมื่อได้อะไรมาก็กินหมด มนุษย์เราก็เหมือนกันก็กินไม่เลือกจึงเป็นเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บก็แลเห็นอยู่มีมากมายสารพัดโรคก็เกิดมาจากการกิน เพราะยินดีติดใจในกาม
เพราะเหตุนี้กามทั้งหลายล้วนแต่มีโทษให้ผลเผ็ดร้อนเป็นทุกข์ถึง ๕ อย่าง คือ

๑.ทุกข์ที่เกิดจากกามก็มาจากการที่ต้องแสวงหา

๒. เมื่อแสวงหาแล้วก็เป็นเหตุให้เกิดการหวงแหน

๓.  ให้เกิดการรักษา

๔.  ให้เกิดการบริโภค

๕.เมื่อบริโภคแล้วก็ต้องไปรับผลแห่งกรรม

คือบริโภคแล้วเป็นเหตุให้ไปทำบุญบ้าง ทำบาปบ้างก็ต้องไปรับผลแห่งกรรมที่เกิดจากาการแสวงหากาม กรรมที่ตัวทำไว้แล้วถ้าหากว่าไปทำทุจริตก็จะได้ผลที่เผ็ดร้อนทั้งนั้น เพราะว่าความเร่าร้อนคือการยินดีติดใจในกามก็เกิดมาจากความเร่าร้อนด้วยกิเลสในปัจจุบัน และก็ยังจะให้เร่าร้อนด้วยวิบากในอนาคตอีก คือได้รับทุกข์โทษภัยของไฟ ๑๑ กองที่คอยแผดเผาผลาญอยู่ตลอดเวลา พอเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายต้องเศร้าโศกเสียใจไปต่าง ๆ นานา ที่กล่าวไปแล้วว่าเป็นไฟ ๑๑ กอง ผู้ใดที่เห็นโทษของกามอย่างนี้แล้วก็ควรที่จะคิดถึงอริยสัจจ์ ๔ คือ อริยสัจจ์ ๔ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็มีทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ และทุกขนิโรธคามีนีปฏิปทา ถ้าหากว่าผู้ใดได้มารู้อริยสัจจ์ ๔ แล้ว ย่อมจะกำจัดกามให้สิ้นไป แล้วก็จะเป็นเหตุให้เข้าถึงความพ้นทุกข์ได้เพราะพระนิพพานนั้นเป็นธรรมที่ดับทั้งกิเลสดับทั้งทุกข์ เป็นอมตธรรมไม่มีการตาย เมื่อพระนางสุเมธาได้อธิบายเหตุผลคือโทษของกามให้พระชนกชนนีกับพระเจ้าอนิกรัตตะฟังแล้วพระนางก็บอกว่า ผู้ที่ไม่รู้เหตุผลอย่างนี้ถ้ายังยินดีอยู่ในกามก็จะต้องเป็นทุกข์ท่องเที่ยวไปเพื่อรับผลของกามไม่มีที่สิ้นสุด

แต่ถ้าหากว่าผู้ใดมายินดีในอริยสัจจ์ ๔ ก็จะทำให้ผู้นั้นพ้นจากทุกข์ และการที่จะมายินดีในอริยะสัจจ์ ๔ ก็จำเป็นต้องออกจากกาม การออกจากกามก็คือการออกบวชที่เรียกว่า เนกขัมมะ และการออกบวชนี้ไม่มีข้าศึก เพราะมีแต่จะทำให้ผู้นั้นพ้นจากทุกข์ ถ้าหากว่าได้มาประพฤติพรหมจรรย์ก็จะพ้นจากทุกข์ไปไม่ต้องไปเวียนว่ายตายเกิดรับผลของกรรมที่ตัวทำไว้ให้เป็นทุกข์ท่องเที่ยวไปอีกก็จะหมดไปสิ้นกันไป การจะพ้นทุกข์ได้ก็ต้องอาศัยการออกบวช

ฉะนั้นพระนางจึงได้พรรณนาให้เห็นโทษของกาม และพระนางเองก็ปรารถนาที่จะออกบวช และก็ยังตรัสอีกว่าเมื่อโมกขธรรมคือความหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นมีอยู่ เพราะฉะนั้นจะต้องการอะไรกับการบริโภคกาม และก็ขอร้องพระเจ้าอนิกรัตตะว่าอย่าได้ประมาทในการที่จะเพลิดเพลินอยู่กับการบริโภคกามเลย เพราะฉะนั้นเรื่องของกามนั้นมีแต่ทุกข์โทษภัยมีอันตรายเช่น มีการจองจำกัน มีการฆ่ากันต่าง ๆ เหล่านี้ก็ล้วนเกิดมาจากกามทั้งสิ้น ถ้าหากว่ายังยินดีติดใจในกามอยู่ก็ต้องเสวยทุกข์ไปไม่มีที่สิ้นสุดเพราะว่ากามที่กล่าวไปแล้วว่าเหมือนกับคบเพลิงที่ลุกโพลงก็ย่อมจะเผาผู้นั้นให้เป็นทุกข์เดือดร้อน เหตุนี้เมื่อได้สดับฟังอย่างนี้แล้วก็จงให้สละความสุขเล็กน้อยเพื่อปรารถนาความสุขอันไพบูลย์คือความสุขอันเล็กน้อย ได้แก่ ความสุขที่เกิดจากกาม ส่วนความสุขอันไพบูลย์ก็ได้แก่ พระนิพพาน ถ้าหากว่าผู้ใดที่ปรารถนาความสุขคือพระนิพพานแล้วผู้นั้นก็จะเป็นผู้ที่พ้นจากโทษภัยทั้งปวง คือออกจากวัฏฏะได้ แต่ว่าถ้าหากว่าผู้ใดฟังแล้วยังไม่เห็นว่ากามนี้มีโทษ ผู้นั้นก็จะเป็นเหมือนกับปลาที่ติดเบ็ดคือยังยินดีอยู่ในเหยื่อที่เขาเอามาตกล่อ ผู้นั้นก็จะต้องถึงแก่ความตายไปในที่สุดคือจะพ้นไปจากความตายไม่ได้ ความตายนี้ก็หมายถึงว่าตายจากคุณธรรมความดีตายจากอริยสัจจ์ ๔ ก็จะต้องเป็นทุกข์ท่องเที่ยวไปในวัฏฏะ เพราะฉะนั้นอย่าได้หมุนไปหมุนมาเพราะความยินดีติดใจในกามเลย ซึ่งเป็นเหมือนกับสุนัขที่ถูกเขาล่ามโซ่ไว้ เพราะว่ากามทั้งหลายย่อมจะทำให้ผู้ยินดีในกามเป็นเหมือนคนจัณฑาล คือเป็นคนหิวจัดได้อะไรมาก็เอาทั้งนั้น และได้อะไรมาแล้วส่วนมากก็จะเอาไปทำแต่บาปอกุศลก็เพิ่มพูนความทุกข์ให้ตัวเองมากยิ่งขึ้น

ฉะนั้นจงสละละกามสุขที่มันมีแต่โทษไม่มีคุณ คือมีคุณนิดหน่อยตอนที่ทำให้เราชื่นชมยินดี แต่ถ้าผู้ใดไปชื่นชมยินดีแล้วผู้นั้นก็จะต้องเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น กามนี้มีคุณน้อยแต่ว่ามีทุกข์มาก ถ้าหากว่าสละกามไม่ได้แล้วก็จะต้องเสวยทุกข์ไปหาประมาณไม่ได้เพราะว่ากามนั้นมีชาติ มีความแก่ มีพยาธิ มีมรณะ กำกับไว้ในภพทุกภพ ส่วนพระนิพพานนั้นไม่มีความแก่ไม่มีความตายไม่มีความเศร้าโศก ไม่ถูกข้าศึกเบียดเบียนและไม่มีภัยไม่น่ากลัวไม่มีความเดือดร้อน การได้พระนิพพานจึงเป็นสุขอย่างยิ่งเพราะว่าทำให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง

เมื่อพระชนกชนนีและพระเจ้าอนิกรัตตะได้ฟังพระนางสุเมธากล่าวอย่างนี้แล้วก็ต้องยอมให้พระนางบวช และเมื่อพระนางบวชแล้วก็ได้เจริญพรหมจรรย์คือปฏิบัติวิปัสสนา ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาและอภิญญา ๖ เป็นผู้พ้นจากบ่วงแห่งกิเลสกามและวัตถุกาม สงบแล้วจากทุกข์ทั้งปวงเพราะเห็นโทษของกาม ถ้าหากว่าชีวิตของผู้ใดยังตกอยู่ภายใต้อำนาจของกามแล้ว คือตกอยู่ในอำนาจของธรรมฝ่ายต่ำก็จะต้องไปสู่ความทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด

แต่ถ้าผู้ใดเห็นโทษของกามแล้ว พยายามประพฤติพรหมจรรย์ผู้นั้นก็จะพ้นจากทุกข์ เรื่องปฏิบัตินี้ก็ต้องปฏิบัติด้วยตนเอง คือกรรมของใครทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ที่กล่าวมาแล้วนี้ก็ย่อมจะเป็นเหตุให้ท่านทั้งหลายได้เห็นโทษของกามแล้วจะปรารถนาพ้นจากกามหรือไม่ก็อยู่ที่ความเห็นของแต่ละคน ถ้าหากว่ายังยินดีในกามก็ต้องท่องเที่ยวไปในวัฏฏะไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าจะให้พ้นจากทุกข์ก็มีอย่างเดียว คือต้องพยายามเจริญสติปัฏฐาน หรือเจริญวิปัสสนา จะได้สิ้นสุดภพชาติไปเสียที ไม่ต้องเกิดอีกต่อไป

ถาม.......... ธรรมที่เป็นความจริงแท้คืออะไร?ตอบ.......... ธรรมที่เป็นความจริงแท้ ได้แก่ ปรมัตถธรรม ๔ คือจิตเจตสิกรูป นิพพาน สำหรับจิตเจตสิกรูปนี้จัดว่าเป็นธรรมที่เป็นทุกข์คือขันธ์ ๕ ส่วนพระนิพพานเป็นธรรมที่ดับทุกข์คือดับขันธ์ ๕

ถาม.......... ธรรมที่ทำให้หลุดพ้นคือ เจโตวิมุติ หลุดพ้นอย่างไร?
ตอบ.......... เจโตวิมุตติ คือความหลุดพ้นด้วยอำนาจของจิตเรียกว่า เจโตวิมุติ หมายถึงว่าหลุดพ้นด้วยอำนาจของฌานคือทำฌานก่อนแล้วก็ยกองค์ฌานขึ้นสู่วิปัสสนา เห็นไตรลักษณ์จึงจะเข้าถึงพระนิพพานได้ ก็เหมือนกับพระนางสุเมธา ท่านก็เจริญฌานก่อน ได้บรรลุฌานแล้วก็ยกองค์ฌานขึ้นสู่วิปัสสนา ท่านได้ฌานเพราะเคยทำฌานมาก่อนในอดีตชาติ เพราะฉะนั้นเวลาที่บรรลุอรหัตตผลก็ได้พร้อมทั้งฌาน อภิญญา ๖ และปฏิสัมภิทา ๔ ด้วย

ถาม.......... สัญญากับจิตเป็นอย่างเดียวกันหรือ?
ตอบ.......... ไม่ใช่ สัญญาคือความจำซึ่งเกิดกับจิตทุกดวง คือหมายความว่า จิตที่ทำบุญทำบาปไว้สัญญานี้ก็เก็บไว้หมด แต่ว่าเก็บไว้แล้วจะเอาออกได้หรือไม่ได้ก็แล้วแต่ความจำ คือมีจิตแล้วต้องมีเวทนามีสัญญามีสังขารที่เกิดร่วมพร้อมกันเรียกว่าเป็นนามขันธ์ ๔ ส่วนรูปขันธ์ก็ได้แก่ มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูป ๒๔ รวมเป็นรูป ๒๘

ถาม.......... วิบากคืออะไร?
ตอบ.......... คือวิญญาณจิต ถ้าเผื่อว่ายังไม่สิ้นภพชาติยังละกิเลสไม่ได้ กรรมที่เราทำไปแล้วก็จะให้เกิดวิบาก เรียกว่าวิบากวิญญาณ นำไปปฏิสนธิอีกที่หนึ่ง

ถาม.......... แล้วสังขารขันธ์คืออะไร?
ตอบ.......... คือตัวปรุงแต่งจิต ถ้าเผื่อว่าปรุงแต่งในอกุศลก็เป็นกิเลส ถ้าเผื่อปรุงแต่ในกุศลก็ไม่ใช่กิเลส เพราะว่าธรรมดาจิตเกิดมาต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพื่อปรุงแต่จิตให้เป็นไปต่าง ๆ คือเป็นบุญบ้าง เป็นบาปบ้าง และไม่ใช่จะบาป ไม่ใช่บุญ คือเป็นวิบากจิต และกิริยาจิต