อามิสทาน  
โดย อาจารย์ปราโมช น้อยวัฒน์

การให้อามิสทาน คือการให้วัตถุทาน ๑๐ อย่าง มีข้าว น้ำ ผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม ของลูบไล้ ที่นอน ที่พัก เครื่องประทีป หรือให้ปัจจัย ๔ มีจีวร เป็นต้น ย่อมให้ด้วย เหตุต่าง ๆ กันเป็น ๘ ประการคือ

๑. บุคคลบางคนให้ทาน เพราะหวังผลตอบแทน มุ่งสั่งสมการให้ทาน ด้วยคิดว่าถ้าตายไปแล้วจักได้เสวยผลตอบแทนนี้ จึงให้ข้าว ให้น้ำ เป็นต้น แก่สมณะ หรือพราหมณ์ เพื่อให้เป็นเสบียงเลี้ยงตัวในภพหน้า

๒. บุคคลบางคนให้ทาน ไม่ได้หวังผลแห่งทาน แต่ให้เพราะคิดว่าการให้ทานเป็น ความดี เป็นการทำตามคำของบัณฑิตที่กล่าวไว้ดีแล้ว บุคคลที่คิดให้ทานอย่างนี้ เมื่อตายไปเขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ เมื่อเสวยผลแห่งกรรมหมดสิ้นแล้ว เขาย่อมกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก คือได้มาเกิดเป็นมนุษย์อีก เป็นการให้เพื่อยังประโยชน์ให้สำเร็จ ให้เกิดความสุข

๓. บุคคลบางคนให้ทาน ไม่ได้คิดว่าการให้ทานเป็นการดี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้ เคยทำมา ก็ควรทำไม่ให้เสียประเพณี เมื่อเขาตายไป ย่อมเข้าถึง ความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา เมื่อเสวยผลแห่งกรรมหมดสิ้นแล้ว เขาย่อมกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก คือกลับมาเป็นมนุษย์อีก เป็นการให้เพื่อรักษาประเพณี

๔. บุคคลบางคนให้ทาน ไม่ได้ให้เพราะคิดว่าบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้ เคยทำมา แต่ให้ทานเพราะคิดว่าเราหุงหากินได้ ส่วนสมณะพราหมณ์ ไม่ได้หุงหากิน จึงให้ทานเพราะ ผลแห่งทานนี้ เมื่อเขาตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต เมื่อเสวยผลแห่ง ทานหมดสิ้นแล้ว เขาย่อมกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์อีก เป็นการให้เพื่ออนุเคราะห์ ให้เพื่อบูชา

๕. บุคคลบางคนให้ทาน ไม่ได้คิดว่าเราหุงหากินได้ ส่วนสมณะพราหมณ์ไม่ได้หุงหากิน แต่ให้ด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนฤาษีแต่ครั้งก่อน ๆ เพราะผลแห่งทานนี้ เมื่อเขาตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี เมื่อเสวยผลแห่งกรรมหมด สิ้นแล้ว เขาย่อมกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์อีก เป็นการให้เพื่อต้องการเป็นผู้มีโชคดี ต้องการมีชื่อเสียง

๖. บุคคลบางคนให้ทาน ไม่ได้คิดว่าจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน แต่ให้ด้วยคิดว่า เราให้ทานอย่างนี้ จิตจักเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจโสมนัสจึงได้ให้ทาน เพราะผลแห่งทานนี้ เมื่อเขาตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตตวสวฺตี เมื่อเสวยผลของกรรมหมดสิ้นแล้ว ก็จักกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์อีก เป็นการให้เพื่อปลูกศรัทธาให้จิตเกิดปิติยินดี

๗. บุคคลบางคนให้ทาน ด้วยคิดว่าเมื่อเราให้ทานอยู่ จิตย่อมเกิดความเลื่อมใสปีติยินดี ทำให้จิตเกิดกุศล เพื่อละอกุศลไม่ให้เกิดขึ้น เป็นการให้ทานเพื่อเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต

๘. บุคคลบางคนให้ทาน ไม่ได้ให้เพื่อหวังผลเหล่านี้ คือไม่ได้ให้เพื่อหวังผลตอบแทน ไม่ได้ให้เพื่อผูกพันในผลของทาน เพื่อหวังประโยชน์ความสำเร็จ ไม่ได้ให้เพื่อรักษาประเพณี ไม่ได้ให้เพื่ออนุเคราะห์บูชา ไม่ได้ให้เพื่อต้องการเป็นผู้มีโชคดี ไม่ได้ให้เพื่อให้เกิดศรัทธา แต่ให้เพื่อเป็นเครื่องปรุงแต่งจิตให้หมดจดจากกิเลส ให้จิตตั้งอยู่ในการเจริญสติปัฏฐานเสมอ แม้ขณะที่ให้ทานอยู่ ก็มีสติพิจารณากายบ้าง เวทนาบ้าง จิตบ้าง ธรรมบ้างว่าเป็นรูป เป็นนาม เป็นปกติประจำวัน จนได้บรรลุเป็นพระอนาคามี เมื่อตายไปก็เข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นสุทธาวาสพรหม เป็นผู้ไม่ต้องกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์อีก เพราะจักสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ปรินิพพานไปในพรหมโลก พ้นจากวัฏฏทุกข์

เรื่องเกี่ยวกับทาน ท่านพระสารีบุตรได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “ อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยเครื่องให้ทาน ที่บุคคลบางคนให้ทานแล้วมีผลมาก แต่ไม่มีอานิสงส์มาก แต่บุคคลบางคนให้ ทานแล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ” พระพุทธองค์ตรัสว่า “ การให้ทานใน ๗ ข้อข้างต้นยัง ต้องไปรับผลของทานหมุนเวียนอยู่ในวัฏฏะ ยังไม่พ้นจากทุกข์ ย่อมมีผลมาก แต่ไม่มีอานิสงส์มาก ส่วนการให้ทานที่พ้นจากวัฏฏะ มีผลมากมีอานิสงส์มาก เพราะให้ทานเพื่อให้หมดจดจากกิเลส ให้พ้นจากขันธ์ ไม่ต้องเกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป เป็นการให้ทานเพื่อประดับปรุงแต่งจิตให้พ้นจากกิเลส ให้พ้นจากทุกข์ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของการให้ทานในพระพุทธศาสนา

และท่านพระสารีบุตรยังได้กราบทูลถามพระพุทธองค์อีกว่า “ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บุคคลบางคนในโลกนี้ทำการค้าขายขาดทุน แต่บางคนทำการค้าขายแล้วไม่ได้กำไรตามที่ประสงค์ แต่บางคนทำการค้าแล้วได้กำไรตามที่ประสงค์ และบุคคลบางคนทำการค้าแล้วได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์ ” พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า “ บุคคลที่เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วปวารณาว่า “ ท่านทั้งหลายจงบอกปัจจัยที่ประสงค์ แต่เขาก็ไม่ได้ถวายปัจจัยที่เขาปวารณา เมื่อเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อีก เขาทำการค้าใด ๆ เขาย่อมขาดทุน เพราะบอกจะถวายแล้วก็ไม่ถวาย ” ส่วนบุคคลที่ปวารณาว่า “ ท่านทั้งหลายจงบอกปัจจัยที่ประสงค์ แต่เขาถวายปัจจัยที่ปวารณาไม่เป็นไปตามประสงค์ เมื่อเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้น มาสู่ความเป็นมนุษย์อีก เมื่อเขาทำการค้าขายใด ๆ ย่อมไม่ได้กำไรตามที่ประสงค์ ” ส่วนบุคคลที่ปวารณาว่า “ ท่าน จงบอกปัจจัยที่ประสงค์ เขาก็ถวายปัจจัยที่ปวารณาไว้ตามที่ประสงค์ เมื่อเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อีก เมื่อเขาทำการค้าใด ๆ ย่อมได้กำลังตามที่ประสงค์ ” ส่วนบุคคลที่ปวารณาว่า “ ท่านจงบอกปัจจัยที่ประสงค์ เขาถวายปัจจัยที่ปวารณาไว้ยิ่งกว่าที่ประสงค์ เมื่อเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อีก เมื่อเขาทำการค้าใด ๆ ย่อมได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์ ” แม้การให้ทานธรรมดา เมื่อเจตนาจะทำเท่านี้แล้วไม่ทำ ผลแห่งทานก็ไม่มี เท่ากับขาดทุน แต่ถ้าตั้งใจทำมากแล้ว เกิดเสียดาย ทำน้อย ผลของทานก็ลดลง เท่ากับได้กำไรน้อย ถ้าตั้งใจทำเท่าไรก็ทำตามนั้น ผลก็ได้สมบูรณ์เท่ากับได้กำไรดี แต่ถ้าตั้งใจทำน้อยแล้วกลับทำมากขึ้น ผลก็ยิ่งทวีเพิ่มพูน เท่ากับได้กำไรมากขึ้น เพราะฉะนั้นจะได้บุญมากน้อยก็ขึ้นอยู่ที่เจตนาเป็นสำคัญ

สำหรับการให้โภชนะเป็นทาน ชื่อว่าให้ฐานะ ๕ อย่าง แก่ปฏิคาหก คือให้ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ครั้นให้แล้ว ผู้ให้ย่อมได้ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ทั้งที่เป็นทิพย์ ทั้งที่เป็นมนุษย์ คือจะเกิดในที่ใด ๆ ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศ มีผิวพรรณดี มีความสุขใจ สุขกาย มีความคิดดี เพราะสัตว์ทั้งหลายต้องอาศัยอาหาร ถ้าไม่ได้อาหารชีวิตก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เรายังต้องกินอาหารทุกวัน เมื่อมีกินก็ควรจะแบ่งให้ผู้อื่นกินบ้าง เพราะผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข การแบ่งให้อื่นกินบ้าง ผู้อื่นก็มีความสุข ตัวเองก็มีความสุข

การให้โภชนะเป็นทาน กาลเวลาที่ให้ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะการทำความดีทุกอย่างควร รีบทำ ถ้าทำช้าไปอาจเปลี่ยนใจเลิกทำได้ ดังนั้นผู้มีปัญญารู้ความประสงค์ของปฏิคาหก ปราศจากความตระหนี่ย่อมให้ทานในกาลที่ควรให้ เพราะผู้ให้ทานตามกาล ถ้าให้กับผู้มีคุณธรรมสูง ทานนั้นย่อมมีผลไพบูลย์ และได้ผลเร็วใช้ทรัพย์สมบัติได้เต็มที่ ในการให้ก็ต้องให้ด้วยศรัทธา ให้ด้วยความเคารพ ให้สม่ำเสมอ ให้ด้วยจิตอนุเคราะห์หรือบูชา ให้โดยไม่กระทบตนและผู้อื่น คือไม่ยกตนข่มท่าน ทานที่ให้อย่างนี้ย่อมทำให้เป็นผู้มั่งคั่ง มีผิวพรรณงาม คนที่อยู่ในความปกครองก็เป็นผู้ว่าง่าย ได้บริโภคกามคุณอันประณีต ทรัพย์สมบัติไม่วิบัติ ย่อมได้ผลไพบูลย์บริบูรณ์ทุกอย่าง ไม่มีความเดือดร้อนใด ๆ ทั้งสิ้น

อามิสทานแม้จะมีผลมาก มีอานิสงส์มาก พระพุทธองค์ก็ไม่สรรเสริญว่าเป็นทานอันเลิศ เพราะถึงแม้ว่าจะได้ผลมากเท่าไร ก็ให้ผลเพื่อความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเท่านั้น แต่ พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญการให้ธรรมทานว่าเป็นทานอันเลิศ เพราะผู้ไม่ได้ฟังธรรมย่อมไม่ให้ทาน ไม่ทำกุศลอื่น ๆ แต่ถ้าได้ฟังธรรม แล้วจึงให้ทานได้ ทำกุศลอย่างอื่นได้ ผู้ไม่ฟังธรรมย่อมไม่สามารถบรรลุธรรมได้ แต่ถ้าได้ฟังธรรมแล้วจึงได้บรรลุธรรม ธรรมทานจึงจัดว่าเป็นเลิศประเสริฐกว่าทานทั้งปวง ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสกับท้าวสักกะว่า

“ ธรรมทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง รสแห่งพระธรรมย่อมชนะรสทั้งปวง ความยินดีในธรรม ย่อมชนะความยินดีทั้งปวง ความสิ้นไปแห่งตัณหาย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง ”

ที่ว่าการให้ธรรมทาน ย่อมชนะการให้ทั้งปวง เพราะการให้ธรรมทานทำให้บุคคลทำกุศลได้ทุกอย่างจนถึงความพ้นทุกข์ ถ้าหากไม่ได้ฟังธรรมแล้วกุศลใด ๆ ก็ไม่อาจทำได้ ชีวิตก็ต้องเป็นทุกข์ท่องเที่ยวไปไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยเหตุนี้การให้ธรรมทานจึงประเสริฐกว่าการให้ อามิสทาน เพราะการให้อามิสทานคือวัตถุให้แล้วก็หมดไป ส่วนการให้ธรรมทานให้แล้ว ไม่หมด ยังเอาไปใช้เจริญกุศลให้เพิ่มพูนขึ้นไป แต่ถ้าไม่ได้ฟังธรรม แม้ข้าวเพียงทัพพีเดียว หรือแกงกระบวยเดียวก็ให้ไม่ได้

ส่วนรสแห่งพระธรรมย่อมชนะรสทั้งปวง เพราะรสแห่งพระธรรมมีโพธิปักขิยธรรม เป็นต้น ย่อมยังสัตว์ให้พ้นจากสังสารวัฏฏ์ ส่วนรสอื่น ๆ ย่อมทำสัตว์ให้ติดอยู่ในสังสารวัฏฏ์ เสวยทุกข์ไปไม่มีที่สิ้นสุด

ส่วนความยินดีในธรรมย่อมชนะความยินดีทั้งปวง เพราะความยินดีในธรรมย่อมทำที่สุดแห่งสังสารวัฏฏ์ให้สิ้นไป ส่วนความยินดีในบุตร ภรรยา ยินดีในกามคุณ เป็นต้น ย่อมยังสัตว์ให้ตกไปในวัฏฏะ เสวยแต่ความทุกข์

ส่วนความสิ้นไปแห่งตัณหาย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง เพราะหมดความอยากในทุกสิ่งทำให้เข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์นั้นประเสริฐกว่าทุกอย่างโดยแท้ เพราะครอบงำ วัฏฏทุกข์หมดทั้งสิ้น พ้นจากภพชาติความเกิดไม่ต้องเป็นทุกข์อีกต่อไป เพราะฉะนั้นความสิ้นไปแห่งตัณหาย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง

ดังนั้น ผู้แสดงธรรมพึงให้ธรรมเป็นทานโดยแท้ พึงเป็นผู้มีจิตอ่อนโยนแผ่ไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้ฟัง ไม่พึงเป็นผู้หนักในลาภ และต้องแสดงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคแสดงไว้แล้วเท่านั้น ไม่ใช่แสดงธรรมของผู้อื่นหรือคิดเอาเอง การแสดงธรรมไม่ใช่เป็นของที่ทำได้ง่าย ต้องศึกษาให้เข้าใจเหตุผลถูกต้องตรงตามคำสอนจึงแสดงได้

ผู้แสดงธรรมต้องประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ คือ
๑. จักแสดงธรรมไปตามลำดับ คือจากต่ำไปหาสูง จากง่ายไปหายาก เช่นต้องกล่าวไปตามลำดับกรรมและผลแห่งกรรม เป็นต้น

๒. ต้องแสดงธรรมโดยมีเหตุผล ไม่ใช่เอาผลมาเป็นเหตุ หรือเอาเหตุไปเป็นผล ต้องบอกให้ทำเหตุให้ถูก แล้วผลก็จะได้เอง

๓. ต้องแสดงธรรมด้วยความเอ็นดู แสดงให้ผู้ฟังเข้าใจตามคำสอน ละคลายกิเลสได้

๔. ต้องเป็นผู้ไม่เพ่งอามิสแสดงธรรม ไม่แสดงธรรมเพื่อเห็นแก่ลาภ

๕. ต้องไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น ด้วยการยกตนข่มผู้อื่น ติเตียนผู้อื่น

การแสดงธรรมเมื่อประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ จึงเป็นธรรมทานโดยแท้ย่อมเป็นประโยชน์ให้ผู้แสดง และผู้สดับพ้นจากกิเลสด้วยกัน