อารัมภกถา
ครั้งหนึ่ง ท่านสารีบุตรไปในที่สงัดหลีกเร้นอยู่ ได้เกิดความรำพึงขึ้นมาในใจว่า
พระศาสนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระองค์ไหนหนอไม่ดำรงอยู่นาน ของพระองค์ไหนหนอดำรงอยู่นาน อย่างนี้แล้วพอถึงเวลาเย็น ท่านออกจากที่หลีกเร้นเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้ทูลถามถึงเรื่องที่ตนรำพึงนั้น
พระพุทธเจ้าตรัสตอบพระสารีบุตรว่า
พระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี สิขี และเวสสภูไม่ดำรงอยู่นาน ของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ โกนาคมนะ และกัสสปะ ดำรงอยู่นาน
เมื่อได้ฟังดังนั้นแล้ว พระสารีบุตรได้ทูลถามต่อไปอีกว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัยให้พระศาสนาของพระพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี สิขี และเวสสภูไม่ดำรงอยู่นาน ของพระพุทธเจ้า พระนามว่ากกุสันธะ โกนาคมนะ และกัสสปะดำรงอยู่นาน พระพุทธเจ้าข้า
พระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบพระสารีบุตรว่า พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี สิขี และเวสสภู ไม่ทรงแสดงธรรมโดยพิสดารแก่สาวกทั้งหลาย อนึ่ง สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถาอุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ ของพระพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์มีน้อย สิกขาบทก็มิได้ทรงบัญญัติ ปาติโมกข์ก็มิได้ทรงแสดงแก่สาวก เมื่อพระองค์และสาวกที่ตรัสรู้ตามเหล่านั้น ปรินิพพานไปแล้ว สาวกชั้นหลัง ๆ ที่ต่างชื่อ ต่างโคตร ต่างชาติวรรณะได้ออกบวชจากตระกูลต่างกัน ทำให้ศาสนานั้นอันตรธานสูญสิ้นไปโดยฉับพลัน เหมือนดอกไม้นานาพรรณที่เขานำมากองไว้บนแผ่นกระดาน ยังมิได้ร้อยด้วยด้าย ย่อมถูกลมพัดกระจัดกระจายไป ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเขาไม่ได้ร้อยด้วยด้ายฉันใด เมื่อพระพุทธเจ้าและสาวกเหล่านั้นปรินิพพานไปแล้ว สาวกชั้นหลัง ๆ ที่ต่างชื่อ ต่างโคตร ต่างชาติวรรณะได้ออกบวชจากตระกูลต่างกัน ทำให้พระศาสนานั้นอันตรธานสูญสิ้นไปโดยฉับพลัน ฉันนั้นเหมือนกัน
พระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ โกนาคมนะ และกัสสปะ แสดงธรรมโดยพิสดารแก่สาวกทั้งหลาย อนึ่ง สุตตะ... เวทัลละ ของพระพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์นั้นมีมาก สิกขาบทก็ทรงบัญญัติปาติโมกข์ก็ทรงแสดงแก่สาวก เมื่อพระพุทธเจ้าและสาวกเหล่านั้นปรินิพพานไปแล้ว สาวกชั้นหลัง ๆ ที่ต่างชื่อ ต่างโคตร ต่างชาติวรรณะ ได้ออกบวชจากตระกูลต่างกัน ก็สามารถดำรงพระศาสนาไว้ได้ตลอดระยะเวลายาวนาน เหมือนดอกไม่นานาพรรณ ที่เขานำมาวางไว้บนแผ่นกระดาน ร้อยดีแล้วด้วยด้าย ลมย่อมพัดกระจัดกระจายไปไม่ได้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเขาร้อยดีแล้วด้วยด้าย ฉันใด เมื่อพระพุทธเจ้าและสาวกเหล่านั้นปรินิพพานไปแล้ว สาวกชั้นหลัง ๆ ที่ต่างชื่อ ต่างโคตร ต่างชาติวรรณะ ออกบวชจากตระกูลต่างกัน ก็สามารถดำรงพระศาสนานั้นไว้ตลอดระยะเวลายาวนาน ฉันนั้นเหมือนกัน
สารีบุตร นี้แล เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี สิขี และเวสสภู ไม่ดำรงอยู่นานของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ โกนาคมนะ และกัสสปะ ดำรงอยู่นาน
หลังจากได้ทราบสาเหตุที่ทำให้ศาสนาดำรงอยู่นานและไม่นานแล้ว ท่านสารีบุตรคิดตระหนักถึงความมั่นคงของพระศาสนา จึงลุกขึ้นห่มผ้าจีวรเฉวียงบ่าพนมมือไปทางพระพุทธเจ้า แล้วกราบทูลว่า ถึงเวลาแล้วพระพุทธเจ้าข้า ที่พระองค์จะทรงบัญญัติสิกขาบท ทรงแสดงปาติโมกข์แก่สาวก อันจะเป็นเหตุให้พระศาสนานี้ดำรงอยู่ได้นาน
พระพุทธเจ้าทรงตรัสห้ามว่า จงรอก่อน จงยับยั้งก่อนสารีบุตร ตถาคตผู้เดียวจักรู้กาล ในกรณีนี้ พระศาสดาจะยังไม่บัญญัติสิกขาบท ยังไม่แสดงปาติโมกข์แก่สาวก ตลอดเวลาที่อาสวัฏฐานิยธรรม คือ ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ (คือกิเลส) บางอย่างยังไม่ปรากฏในสงฆ์ในศาสนานี้ ต่อเมื่ออาสวัฏฐานิยธรรม บางอย่างปรากฏในสงฆ์ในศาสนานี้ ต่อเมื่ออาสวัฏฐานิธรรม บางอย่างปรากฏในสงฆ์ในศาสนานี้ พระศาสดาจึงจะบัญญัติสิกขาบท แสดงปาติโมกข์แก่สาวก เพื่อกำจัดอาสวัฏฐานิยธรรมเหล่านั้น
ดูก่อนสารีบุตรอาสวัฏฐานิยธรรมบางอย่าง ยังไม่ปรากฏในสงฆ์ในศาสนานี้ตลอดเวลาที่สงฆ์ยังไม่ถึงความเป็นหมู่ใหญ่โดยมีภิกษุผู้บวชนาน .... โดยแพร่หลาย ....โดยมีลาภสักการะมาก... โดยความเป็นพหูสูตรแล้ว และอาสวัฏฐานิยธรรม บางอย่างย่อมปรากฎในสงฆ์ในศาสนานี้ พระศาสดาจึงจะบัญญัติ สิกขาบทแสดงปาติโมกข์แก่พระสาวกเพื่อกำจัดอาสวัฏฐานิยธรรมเหล่านั้น
ดูก่อนสารีบุตร ก็ภิกษุสงฆ์ไม่มีเสนียด ไม่มีโทษ (ไม่มีคนทุศีล) ปราศจากสิ่งมัวหมองบริสุทธิ์ผุดผ่องตั้งอยู่ในสารคุณ เพราะบรรดาภิกษุ ๕๐๐ รูปนี้ ภิกษุผู้ทรงคุณธรรมอย่างต่ำก็เป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้ที่เที่ยงจะตรัสรู้ในเบื้องหน้า (วิ.มหาวิ.๑/๑๒-๑๖)
ดังนั้น จากเหตุที่ปรารภขึ้นข้างต้นนี้ จึงพอสรุปได้ว่า พระวินัย คือ สิกขาบททั้งหลายที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ เป็นอายุของพระพุทธศาสนา เมื่อพระวินัยยังดำรงอยู่ พระพุทธศาสนา ชื่อว่าดำรงอยู่ตราบนั้น
พระพุทธศาสนาดำรงมั่นคงถาวรตราบเท่าพระวินัย ตั้งอยู่นั้น ก็เกี่ยวกับว่า เมื่อพระภิกษุทั้งหลายในพระศาสนานี้ยังมีการศึกษาวินัยพร้อมทั้งนำมาประพฤติตามไปด้วย อย่าเห็นพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ เป็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่กล่าวขานกันมาในคัมภีร์เท่านั้น
ญาติโยมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นอุบาสก หรืออุบาสิกาก็ตามซึ่งต่างก็เป็นเหมือนกองทัพหลัง ที่คอยช่วยเหลือเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ เมื่อเห็นพระประพฤติตามพระวินัยอย่างเคร่งครัด ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในข้อวัตรอันงาม ต่างก็หันเหความสนใจมาศึกษาพระศาสนานี้ยิ่งขึ้น ความเข้าใจในพระศาสนาอย่างถูกต้อง ก็จะแพร่สะพัดไปทั่วทิศน้อยทิศใหญ่ แต่หากว่าเป็นไปในทางกลับกันดังกล่าวมานี้ปัญหาต่าง ๆ มากมาย คงเกิดขึ้นเหมือนดังเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
การประเคน
การประเคน คืออาการที่น้อมถวายสิ่งของแก่พระ
การประเคนเป็นเรื่องใกล้ตัว และเป็นเรื่องจำเป็นที่พระและโยมควรต้องทราบ เพราะว่าพระเองก็รับประเคนอยู่ทุกวันฉันอยู่ทุกวัน โยมก็ถวายพระอยู่ทุกวัน ทั้งพระและโยมจึงไม่ควรถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยทำอย่างไรก็ได้ ควรศึกษาเรื่องวิธีการประเคนและวิธีการรับประเคนให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพราะพระและโยมมีความเกี่ยวข้องกันอยู่เป็นประจำ ถ้าหากว่า พระเข้าใจถึงวิธีการประเคน และวิธีการรับประเคนอย่างถูกต้องตามเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้แล้ว ก็จะสามารถนำไปแนะนำสั่งสอนญาติโยมโดยชี้ผิดชี้ถูกให้ญาติโยมทั้งหลายมีความรู้ ซึ่งบางคนเข้าใจเรื่องการประเคนที่ผิดอยู่ทำให้เข้าใจได้ถูกต้อง ส่วนผู้ที่เข้าใจแล้วก็จักเข้าใจยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก
ส่วนโยมนั้น ถ้าเข้าใจถึงเรื่องวิธีการประเคนซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับตนซึ่งเป็นผู้ถวายอย่างถูกต้องดีแล้ว ก็จะประเคนพระได้อย่างถูกต้อง ทั้งยังช่วยป้องกันพระไม่ให้เป็นอาบัติ และช่วยเผยแพร่คำสอนที่ถูกต้องนี้ไปยังญาติสนิทมิตรสหายของตนให้เข้าใจสืบต่อไปอีกด้วย
การรักษาพระพุทธศาสนาให้ดำรงคงอยู่นั้น จึงต้องศึกษาเรียนรู้เรื่องที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับตนอยู่เป็นประจำให้เข้าใจดีร่วมกัน อย่าปล่อยให้เป็นภาระหน้าที่ของพระหรือโยมแต่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พระพุทธศาสนาได้ล่วงกาลผ่านเวลามานานพอมาถึงยุคนี้ ย่อมมีอะไรผิดแปลก ๆ แตกต่างจากเดิม เกิดขึ้นมากมาย
วิธีการประเคนที่ไม่ถูกตามพระวินัย
เรื่องการประเคนก็เช่นเดียวกัน ซึ่งมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป ทำให้มีการประพฤติปฏิบัติที่ต่างกันออกไปด้วย
อาจารย์บางท่านก็สอนว่า การที่ญาติโยมนำอาหารหวานคาวมาวางไว้บนโต๊ะที่หอฉัน พรางพูดว่า ผมเอาอาหารมาถวายนะครับ เช่นนี้โดยไม่ต้องรับประเคนซ้ำอีกถือว่า ใช้ได้แต่โยมบางคนก็ไม่พูดอะไรเอามาวางไว้เฉย ๆ การทำอย่างนี้ถือว่าให้แล้ว หรือประเคนแล้ว ไม่ต้องประเคนซ้ำอีกก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน
อาจารย์บางท่านสอนว่า การประเคนนั้น ผู้ประเคนต้องยกของให้ขึ้นสูงจากพื้นพอแมวรอดได้ หรือสูงจากพื้นที่ประมาณ ๑ กำมือ
อาจารย์บางท่านสอนว่า ให้เอาอาหารหวานคาวทั้งหมดที่จะประเคนมาต่อกันเป็นแถวยาว พระจับข้างนี้โยมจับข้างโน้นก็ถือว่าประเคนแล้วเรียกว่าการประเคนแบบจับชนกันหรือจับช็อตกัน ซึ่งเป็นวิธีการประเคนที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และทำกันอยู่ทั่วไปทั้งในเมืองและชนบท เพราะทำง่ายไม่ยุ่งยาก ไม่เสียเวลา
อาจารย์บางท่านสอนว่า ถ้าไม่มีโยมมาประเคน ก็ให้ใช้มือจับของนั้นพรางพูดว่า อิมัง ปังสุกูลัง อัสสามิกัง มัยหัง ปาปุณาติ. แปลว่า ของบังสุกุลนี้ไม่มีเจ้าของ ย่อมถึงแก่เรา เสร็จแล้วนำมาฉันได้ ไม่เป็นอาบัติ เรียกวิธีนี้ว่า บังสุกุลฉัน
อาจารย์บางท่านสอนว่า การรับประเคนครั้งเดียวฉันได้จนหมด ถ้าไม่หมดก็สามารถเก็บไว้ฉันวันต่อ ๆ ไป แม้หลาย ๆ วันก็ได้ ลักษณะเช่นนี้ก็มี
อาจารย์บางท่านสอนว่า ถ้าหาคนประเคนยาก พระอยากจะฉันมะม่วง มะขาม และมะพร้าวเป็นต้น เมื่อมีโยมวัดเดินผ่านมาก็ใช้ให้โยมประเคนทั้งต้นเลย พระต้องการฉันเมื่อไร ก็ใช้ไม้สอย เอามาฉันได้ตลอด วิธีประเคนก็ให้โยมจับต้นมะม่วงข้างหนึ่ง พระจับข้างหนึ่ง ก็ชื่อว่าประเคนแล้ว เรียกว่าประเคนกันทั้งต้นเลยทีเดียว ฉันได้จนหมดลูก เมื่อมะม่วงออกลูกใหม่ก็ประเคนกันใหม่อีกเป็นต้น
ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงมติความเห็นของอาจารย์บางสำนักเท่านั้น ที่สอนกันและประพฤติกันอยู่ ท่านเหล่านั้นบางรูปเป็นพระเกจิชื่อดัง บางรูปเป็นพระนักปฏิบัติ บางรูปเป็นพระเถระ ผู้ใหญ่ซึ่งมีคนนับถือมาก บางรูปก็เป็นพระหลวงปู่ หลวงตาธรรมดาทั่ว ๆ ไป จะเป็นพระอะไรก็ตาม ถ้าไม่ศึกษาเล่าเรียน เรื่องพระวินัยให้ดีแล้วก็จะไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก ได้แต่ประพฤติทำตาม ๆ กันมา อาจารย์ของท่านพาทำอะไร ก็ทำตามอาจารย์คิดว่าถูกต้องแล้ว ถ้าผิด อาจารย์ท่านคงไม่พาทำ การทำอะไรตามกันมาเป็นเวลานาน ๆ เช่นนี้ ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไปบางครั้งเรื่องที่ผิดก็คิดว่าถูก เรื่องที่ถูก ก็คิดว่าผิด หรือพระบางรูปก็ศึกษาเล่าเรียนพระวินัยมา รู้ผิดรู้ถูก แต่ก็เพราะความเห็นแก่ปากแก่ท้อง อดทนต่อความหิวไม่ได้หรืออาจเป็นเพราะมักง่ายจึงทำอะไรง่าย ๆ จนละเลยและมองข้ามถึงวิธีการประเคนที่ถูกต้องไป หรือจะมีข้ออ้างอื่น ๆ ที่ไม่ถูกไม่ควรก็ตาม
การเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาซึ่งมีพระพุทธเจ้าผู้เป็นบรมศาสนา ก่อนที่จะทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร ควรคำนึงถึงพระวินัยเป็นหลัก อย่าเอาแต่ความคิดความเห็นของตัวเองเป็นใหญ่หรือความสะดวกสบาย ต้องคำนึงถึงความถูกต้องตามพระธรรมวินัยนี้ด้วย ไม่ใช่เอาแต่ความถูกใจเป็นหลักอย่างเดียว ต้องมีหลักฐานอ้างอิงประกอบโดยเฉพาะพระบาลี อรรถกถา และฎีกา ที่ท่านวางไว้เป็นแบบอย่าง
มูลเหตุที่ทรงบัญญัติให้มีการประเคน
ดังมีเรื่องราวปรากฏอยู่ในพระวินัยปิฏกว่า เมื่อสมัยพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ มีภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้มีปกติถือของทุกอย่างเป็นบังสุกุลอาศัยอยู่ในป่าช้า ท่านไม่ต้องการรับอาหารที่ชาวบ้านถวาย เที่ยวถืออาหารเครื่องเซ่นเจ้า ตามป่าช้าบ้าง ตามโคนไม้บ้าง ตามธรณีประตูบ้างมาฉันเองชาวบ้านก็พากันเพ่งโทษติเตียนว่า ไฉน ภิกษุนี้จึงเอาอาหารเครื่องเซ่นเจ้าของพวกเราไปฉันเองเล่า ภิกษุนี้อ้วนล่ำ บางทีอาจจะฉันเนื้อมนุษย์ก็เป็นได้ พวกภิกษุได้ยินชาวบ้านพวกนั้น เพ่งโทษติเตียนอยู่ ได้นำเนื้อความไปกราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบพระพุทธองค์ทรงติเตียนภิกษุนั้น แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ว่า อนึ่ง ภิกษุใด กลืนกินอาหารที่เขายังไม่ได้ (ประเคน) ให้ล่วงลำคอ เว้นไว้แต่น้ำและไม้ชำระฟัน เป็นปาจิตตีย์
(วิ.มหา. ๒/๕๕๕-๖)
ดังนั้นอาหารที่ญาติโยมยังไม่ได้ประเคนพระไม่มีสิทธิ์จะหยิบมาฉันได้เลย ยกเว้นน้ำดื่ม และไม้ชำระฟัน
การประเคนที่ถูกนั้น ต้องมีองค์ประกอบครบ ๕ อย่าง คือ
- สิ่งนั้นไม่ใหญ่จนเกินไป บุรุษมีกำลังปานกลางพอยกได้
- เข้ามาในหัตถบาส
- น้อมเข้ามาถวาย
- ผู้ประเคนเป็นเทวดา มนุษย์ หรือสัตว์เดรัจฉานก็ได้
- ภิกษุรับประเคนสิ่งของนั้นด้วยกาย หรือของเนื่องด้วยกาย (วิ.มหาวิ. อฏ. ๒/๕๖๒)
อธิบายองค์ประกอบของการประเคน
-
สิ่งของนั้นไม่ใหญ่จนเกินไปบุรุษมีกำลังปานกลางพอยกได้ คือ
โยมจัดอาหารหวานคาวจำนวนมากไว้บนโต๊ะ ที่ไม่ใหญ่และไม่ยาวนัก อาหารรวมทั้งโต๊ะนั้น บุรุษผู้มีกำลังปานกลางสามารถยกขึ้นได้ลำพังคนเดียว แต่เวลาประเคน โยมหลาย ๆ คนจะช่วยกันยกประเคนพร้อมกันก็ใช้ได้ ถ้าโต๊ะใหญ่และยาวอาหารก็มาก บุรุษผู้มีกำลังปานกลางยกขึ้นไม่ไหว ถึงแม้โยมหลายคนช่วยกันยกประเคน การประเคนนั้นก็ใช้ไม่ได้
(วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๕๖๔)
-
เข้ามาในหัตถบาส
เข้ามาในหัตถบาส คือ หัตถบาส ๑ นั้นเท่ากับ ๒ ศอกคืบ ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ๒ ศอกคืบพึงทราบว่า หัตถบาส ๑ โดยกำหนดอย่างนี้ว่า ถ้าภิกษุนั่ง กำหนดตั้งแต่ริมสุดด้านหลังของอาสนะไป (ถ้านับจากเข่าไป ๑ ศอกคืบ) ถ้ายืน กำหนดตั้งแต่ที่สุดส้นเท้าไป ถ้านอนกำหนดตั้งแต่ที่สุดด้านนอกแห่งสีข้างที่นอนไป ด้วยที่สุดด้านในแห่งอวัยวะที่ใกล้กว่าของทายกผู้นั่งอยู่ก็ตาม ยืนอยู่ก็ตาม นอนอยู่ก็ตาม ยกเว้นมือที่เหยียดออก
(วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๕๑๑)
หัตถบาสทางอากาศ กำหนดเอาศรีษะของผู้ยืนอยู่เป็นเกณฑ์ท่านกล่าวไว้ว่า บรรดาผู้ให้และผู้รับประเคน ฝ่ายหนึ่งอยู่บนอากาศ ฝ่ายหนึ่งอยู่บนพื้นดิน พึงกำหนดประมาณหัตถบาสทางศรีษะของผู้ยืนอยู่บนพื้นดิน เพื่อให้หรือเพื่อรับ ถ้าฝ่ายหนึ่งอยู่ในบ่อ อีกฝ่ายหนึ่งอยู่ปากบ่อ หรืออีกฝ่ายหนึ่งอยู่บนต้นไม้อีกฝ่ายหนึ่งอยู่บนแผ่นดิน ก็พึงกำหนดหัตถบาส โดยนัยดังกล่าว
(วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๕๖๒)
นกเอาปากคาบดอกไม้หรือผลไม้ ช้างเอางวงจับดอกไม้หรือผลไม้ถวาย อยู่ในหัตถบาส พระรับประเคน การรับประเคนนั้นใช้ได้ พระนั่งอยู่บนคอช้างสูง ๗ ศอกคืบ จะรับของที่ช้างนั้นถวายด้วยงวง ก็ควรเหมือนกัน (วิ.มหาวิ.อฏ.๒/๕๖๒)
คนทั้งหลาย โยนของข้ามรั้วหรือกำแพง ถ้ากำแพงไม่หนามาก หัตถบาสเพียงพอแก่ผู้ยืนอยู่ภายในกำแพง และภายนอกกำแพง (ไม่เลยหัตถบาส) ภิกษุจะรับของที่โยนขึ้นสูง แม้ตั้งร้อยศอกแล้วตกลงมาถึงก็ควรเหมือนกัน (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๕๖๔)
อธิบายเรื่องหัตถบาส
หัตถบาส แปลว่า บ่วงแขน ช่วงแขน ๑ หัตถบาส ยาวเท่ากับ ๒ ศอก ๑ คืบ
หัตถบาสนั่ง เมื่อพระนั่งรับประเคน ให้กำหนดหัตถบาสตั้งแต่ริมสุดของสะโพกด้านหลังไปข้างหน้า ๒ ศอก ๑ คืบ (ถ้านับจากหัวเข่าออกไป ๑ ศอกคืบ)
หัตถบาสยืน เมื่อพระยืนรับประเคน (เวลาบิณฑบาต ก็ชื่อว่าเป็นการรับประเคนด้วย) ให้กำหนดหัตถบาส ตั้งแต่ที่สุดส้นเท้าด้านหลังไปข้างหน้า ๒ ศอก ๑ คืบ
หัตถบาสนอน เมื่อพระนอนรับประเคนให้กำหนดหัตถบาสที่สุดสีข้างด้านนอกไป คือ ถ้าโยมผู้ถวายอยู่ด้านขวามือพระให้นับหัตถบาสสีข้างด้านซ้ายไปหาด้านขวา โยมผู้ถวายอยู่ด้านซ้ายมือพระให้นับหัตถบาสจากสีข้างด้านขวาไปหาด้านซ้าย ๒ ศอก ๑ คืบ
-
การน้อมเข้ามาถวาย
คือ การให้ด้วยความเคารพและอ่อนน้อม เวลาโยมมาถวายอาหาร ถ้าการน้อมถวายยังไม่ปรากฏไม่ควรรับ ถ้าโยมน้อมกายหรือศรีษะลงมาเพียงเล็กน้อย ก็รับประเคนได้ ท่านกล่าวไว้ว่า ทายกคนหนึ่งทูน (เทิน) ภาชนะข้าวสวยและกับข้าวเป็นอันมากไว้บนศรีษะมาที่วัด ยืนพูดว่า นิมนต์ท่านรับเถิด การน้อมถวายยังไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรรับ แต่ถ้าเขาน้อมมาแม้เพียงเล็กน้อย ภิกษุเหยียดแขนออกรับภาชนะอันล่าง ด้วยอาการรับเพียงเท่านี้ ภาชนะทั้งหมดเป็นอันประเคนแล้ว (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๕๖๓)
-
ผู้ประเคนเป็นเทวดามนุษย์ หรือสัตว์เดรัจฉานก็ได้
ผู้ประเคนจะเป็นใครก็ได้ (เว้นภิกษุ) จะเป็นพระพรหม พระอินทร์ เทวดา นาค ครุฑ ยักษ์ เปรต อสุรกาย ภูตผีปีศาจ มนุษย์ชายหญิง และสัตว์เดรัจฉานมี ช้าง ลิง นก สุนัข เป็นต้นประเคนได้ทั้งหมด
-
ภิกษุรับประเคนสิ่งของนั้นด้วยกาย หรือของเนื่องด้วยกาย
การรับประเคนสิ่งของด้วยกาย คือ เวลาโยมผู้หญิงหรือโยมผู้ชายนำเอาอาหารมาถวาย พระใช้มือรับสิ่งของได้ แต่ประเทศไทยไม่นิยมรับอาหารจากมือโยมผู้หญิงโดยตรง เพราะเกรงว่ามือจะไปถูกต้องกันเข้า แลดูไม่งาม หรือเพราะเกรงว่า เมื่อภิกษุมีจิตยินดีด้วยราคะอาจทำให้ต้องอาบัติถุลลัจจัยได้ (เพราะจับของที่เนื่องด้วยกาย เช่น พระมีความกำหนัดในการจับต้องกายหญิง แล้วไปจับของที่เนื่องด้วยกายมีเสื้อ เป็นต้น)
รับประเคนสิ่งของเนื่องด้วยกาย คือ ใช้วัตถุรับประเคนแทนกาย เช่น บาตร ถาด ถ้วย โถ จาน ผ้า แผ่นหนัง กระดาน หรือใช้ใบไม้ใหญ่พอที่จะวางของได้ มีใบบัว ใบบอน ใบสัก ใบทองกวาว เป็นต้น ถ้าใบไม้เล็ก ๆ เช่น ใบมะขาม ใบพุทรา เป็นต้น ใช้รับประเคนไม่ได้ เพราะไม่สามารถจะวางของได้ พระใช้วัตถุเหล่านั้นรับประเคนของจากมือโยมผู้หญิง หรือโยมผู้ชายได้ทั้งนั้น (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๕๖๔)
ถวายสิ่งของด้วยกายหรือของเนื่องด้วยกาย
ถวายสิ่งของด้วยกาย คือ ใช้มือจับอาหารยกถวาย
ถวายของเนื่องด้วยกาย คือ ใช้กระบวย หรือทัพพี เป็นต้น ตักข้าวปลาอาหารถวาย
ถ้าโยมผู้ถวายนั่งหรือยืนเลยหัตถบาสแล้วประเคนสิ่งของนั้น การประเคนนั้นใช้ไม่ได้ พระจะต้องบอกให้เขาเข้ามาใกล้ ๆ ให้ได้หัตถบาส แล้วค่อยประเคนจึงจะใช้ได้ ดังท่านกล่าวไว้ว่า ถ้าทายกยืนเลยหัตถบาสไป เอากระบวยคันยาวตักถวาย พระควรบอกเขาว่า เข้ามาใกล้ ๆ หน่อยโยม ถ้าเขาไม่ได้ยินหรือไม่สนใจเทลงไปในบาตร พระต้องรับประเคนใหม่ แม้ในคนผู้ยืนอยู่ห่างโยนก้อนข้าวไปถวาย ก็เช่นกัน (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๕๖๔)
รับประเคนแล้ว สามเณรหรือญาติโยมจับต้องอาหารได้
พระส่วนมากรวมทั้งโยมด้วย มีความเข้าใจกันมานานแล้วว่า สิ่งของที่ถวายพระแล้ว หรือพระรับประเคนแล้ว สามเณรหรือญาติโยมจะจับต้องอีกไม่ได้ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามของนั้นจะขาดประเคนทันที ต้องถวายใหม่ทั้งหมด ไม่อย่างนั้นพระจะฉันไม่ได้ หากขืนฉันไปพระจะต้องอาบัติ โยมบางคน โดยเฉพาะเจ้าภาพ พอประเคนพระแล้ว ก็อยากจะช่วยจัดอาหารหวานคาวให้เข้าที่เข้าทางจึงช่วยจัด พระบางรูปโกรธตวาดไปด้วยเสียงดังว่า ของประเคนแล้ว มาจับต้องได้อย่างไง มันขาดประเคนนะ บางครั้งพระหลายรูปต้องวุ่นวาย ช่วยกันห้ามปรามโยมเป็นการใหญ่และต้องให้โยมยกประเคนใหม่ เรื่องนี้นอกจากจะเสียเวลาแล้ว ยังทำให้โยมเจ้าภาพพลอยไม่สบายใจที่ต้องทำให้พระขุ่นเคือง การทำบุญน่าจะทำให้จิตใจผ่องใส แต่กลับทำให้ใจของโยมเศร้าหมอง เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง
เรื่องการขาดประเคนนี้ ยังมีพระภิกษุจำนวนไม่น้อยเข้าใจกันผิด ๆ อยู่ ความจริงแล้ว จะเป็นสามเณรหรือโยมก็ตามจับต้องอาหารที่พระรับประเคนไว้แล้ว จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของนั้นยังไม่ถือว่าขาดประเคนแต่อย่างใด พระฉันได้ไม่เป็นอาบัติดังท่านได้กล่าวไว่ว่า ถ้าหากพระภิกษุยังมีความเยื่อใยอยู่ วางบาตรไว้บนเชิงรองบาตร พูดกับสามเณรว่า เธอจะเอาขนมหรือข้าวสวยจากบาตรนี้ไปฉันก็ได้ สามเณรล้างมือของตนให้สะอาดแล้ว หยิบเอาขนมหรือข้าวสวยจากบาตร (ของพระ) ไปตั้งร้อยครั้ง โดยไม่ถูกต้องอาหารในบาตรของตน (บาตรของสามเณร) แล้วนำมาปนกับอาหารในบาตรนั้น (ของพระ) ไม่มีกิจที่จะต้องประเคนใหม่ แต่ถ้าสามเณรถูกต้องอาหารที่อยู่ในบาตรของตนหยิบเอาอาหารออกจากบาตรนั้น (บาตรของพระ) ของนั้นปนกับของสามเณร ต้องประเคนใหม่ (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๕๖๙)
พระรับประเคนอาหารตอนเช้าแล้ว สั่งโยมหรือสามเณรว่า เอาอาหารเก็บไว้ในตู้ให้ด้วย พอถึงตอนเพลก็เอาออกมาฉันได้ไม่เป็นอาบัติเพราะยังไม่ขาดประเคน อาหารที่พระรับประเคนแล้วจะขาดประเคนนั้นไม่ได้เกี่ยวกับว่าสามเณรหรือโยมมาถูกต้องอีก
ดังนั้นถ้าโยมหรือสามเณรจะช่วยจัดอาหารที่รับประเคนแล้วก็ควรล้างมือให้สะอาดเสียก่อนเพื่อป้องกันฝุ่นตกลงในอาหาร
การขาดประเคนมีเหตุ ๗ ประการ คือ
- รับประเคนแล้ว เปลี่ยนเพศเป็นหญิง (ชายเปลี่ยนเป็นหญิง)
- รับประเคนแล้ว มรณภาพ (ตาย)
- รับประเคนแล้ว ลาสิกขา (สึก)
- รับประเคนแล้ว หันไปเป็นคนเลว (ต้องอาบัติปาราชิก)
- รับประเคนแล้ว ให้สามเณรหรือคฤหัสถ์ไป
- รับประเคนแล้ว สละไปโดยไม่มีเยื่อใย
- รับประเคนแล้ว ถูกชิงเอาไปหรือถูกลักเอาไป
(วิ.มหาวิ.อฏ. ๑/๘๕๐)
อธิบายการขาดประเคน
๑. รับประเคนแล้วเปลี่ยนเพศเป็นหญิง คือ พระภิกษุเปลี่ยนเพศเป็นพระภิกษุณี (ชายเปลี่ยนเป็นหญิง) สิ่งของส่วนตัวที่รับประเคนไว้แล้ว เมื่อครั้งเป็นพระภิกษุจะขาดประเคนไป แต่หากรับประเคนแทนภิกษุรูปอื่น ยังไม่ขาดประเคน ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า แม้เภสัชมีน้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย ที่เธอรับประเคนไว้เป็นต้น ย่อมขาดประเคนไป ถ้าเพศเปลี่ยนกลับในวันที่ ๗ แต่วันที่รับประเคนไป รับประเคนใหม่ ควรฉันได้ ๗ วัน ส่วนสิ่งใดเป็นของภิกษุรูปอื่น เธอรับประเคนไว้ในเวลาอันถูกกำหนดไว้ สิ่งนั้นไม่ขาดประเคน แม้สิ่งใดที่เป็นของทั่วไปแก่ภิกษุสองรูปยังมิได้แบ่งปันกัน ปกตัตตภิกษุ (ภิกษุที่ไม่ได้เปลี่ยนเพศเป็นภิกษุณี) ยังรักษาสิ่งนั้นไว้ ส่วนสิ่งใดได้แบ่งกันแล้วเป็นของเธอเอง สิ่งนั้นย่อมขาดประเคนไป (วิ.มหาวิ.อฏ. ๑/๘๕๐)
๒. รับประเคนแล้วมรณภาพ คือ พระภิกษุที่รับประเคนอาหาร เป็นต้น ได้ตายไป
๓. รับประเคนแล้วลาสิกขา คือ พระภิกษุปกติไม่ได้ต้องอาบัติปาราชิก สึกไปเป็นคฤหัตถ์
๔. รับประเคนแล้ว หันไปเป็นคนเลว คือ พระภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิก แล้วยังดำรงอยู่ในเพศของภิกษุ ยังไม่ละปฏิญญาตนว่า เป็นภิกษุ (คือ ไม่สละความเป็นภิกษุ) สิ่งของที่รับประเคนไว้ยังไม่ขาดประเคน ถ้าภิกษุต้องอาบัติปาราชิกแล้วได้ละปฏิญญาตนว่าเป็นภิกษุ สิ่งของที่รับประเคนไว้แล้วจึงจะขาดประเคนไป
ดังท่านแสดงไว้ว่า ผู้ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว ยังดำรงอยู่ในเพศของภิกษุไม่ปฏิญญาอยู่เพียงใด ความเป็นภิกษุของเธอก็ยังมีอยู่นั่นเองเพียงนั้น เธอจะถึงการนับว่าเป็นอนุปสัมบัน (คฤหัสถ์) ก็หามิได้... เมื่อความเป็นภิกษุมีอยู่ ชื่อว่าการขาดประเคน ของที่ได้รับประเคนไว้แล้ว ไม่สมควร คือไม่ขาดประเคน (สารตฺถฏีกา. ๒/๑๕๔)
๕. รับประเคนแล้วให้สามเณรหรือคฤหัสถ์ไป คือ ภิกษุรับประเคนบาตรข้าวสุกแล้ววางไว้บนเชิงรองบาตร ถ้าไม่มีความเสียดาย บอกสามเณรว่า เธอเอาข้าวจากบาตรนี้ไปฉันอาหารในบาตรนั้นชื่อว่า ขาดประเคนแล้ว ถ้าต้องการฉันอีก จะต้องรับประเคนใหม่ ดังตัวอย่างที่ท่านแสดงไว้ว่า ถ้าว่าข้าวสุกตั้งอยู่แม้บนเชิงรองบาตร ภิกษุไม่มีความเสียดายกล่าวว่า เธอจงรับเอาไป ต้องรับประเคนใหม่ เพราะขาดประเคนแล้ว (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๕๖๙)
๖. รับประเคนแล้วสละไปโดยไม่มีเยื่อใย คือ ภิกษุรับประเคนผลไม้ เป็นต้น แล้วไปวางไว้ ถ้ายังมีความต้องการอยู่ยังไม่ขาดประเคนหรือรับประเคนผลไม้ เป็นต้นแล้วถือไว้ เพราะยังมีความต้องการอยู่ ก็ยังไม่ขาดประเคนเหมือนกัน โดยนัยตรงกันข้าม รับประเคนผลไม้ เป็นต้นแล้ว เอาไปวางไว้ ถ้าไม่มีความต้องการด้วยของสิ่งนั้น ถือว่าของสิ่งนั้นขาดประเคนไปแล้ว เพราะหมดอาลัยในของสิ่งนั้น ดังตัวอย่างที่ท่านแสดงไว้ว่า ภิกษุรับประเคนผลไม้แล้ว วางไว้ เกิดมีส่วนอื่น เช่น หน่อเป็นต้น เกิดขึ้น ส่วนนั้นชื่อว่าภิกษุรับประเคนดีแล้ว จริงอยู่ผลไม้พอพ้นจากมือภิกษุผู้ยังมีความต้องการอยู่หรือยังไม่ปล่อยจากมือเพราะมีความต้องการอยู่ตราบใด ตราบนั้น ชื่อว่ายังไม่ละการประเคน (กงฺขา.๒๐๗)
๗. ถูกชิงเอาไป คือ สิ่งของพระภิกษุถูกพวกโจร เป็นต้นชิงเอาไป หรือลักเอาไป สิ่งของนั้นจะขาดประเคนไป ดังท่านกล่าวไว้ว่า เพราะถูกโจรเป็นต้นชิงเอาไป
(สารตฺถฎีกา. ๒/๑๕๕)
เรื่องวิธีการประเคนหรือวิธีการรับประเคนนั้น เป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง ที่พระและโยมควรทราบและศึกษาให้เข้าใจ เพราะพระรับประเคนของจากโยมทุกวัน โยมก็ถวายของให้พระรับประเคนทุกวัน ถ้าวิธีการประเคนถูกต้องก็ถูกทุกวัน ถ้าผิดก็ผิดทุกวัน หากไม่ถูกต้องจะมีผลเสียต่อพระอย่างมาก เพราะพระนำไปฉันก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุก ๆ คำกลืนทุกวัน ๆ
พระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาต่างก็มุ่งหวังความบริสุทธิ์ด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีรูปไหนอยากต้องอาบัติ แต่เพราะความไม่รู้และเพราะเชื่อคำสอนของอาจารย์บางพวก โดยสำคัญว่า ท่านสอนถูกต้องดีแล้ว เลยยึดถือและปฏิบัติตามกันมา
พวกเราชาวพุทธ ควรยึดหลักฐานอ้างอิงจากพระบาลีอรรถกถา และฎีกา อันเป็นแบบอย่างที่ดีซึ่งมีกฎเกณฑ์ คือแบบแผนที่แน่นอนและประกอบไปด้วยเหตุผล ปลงใจเชื่อถือไว้จะดีกว่า การไปยึดติดตัวอาจารย์เพียงอย่างเดียว ถ้าอาจารย์สอนผิดเราเอง ก็จะได้รับข้อมูลที่ผิดไปด้วย
การประเคนที่ถูกต้องนั้น ควรยึดองค์ประเคนและเหตุแห่งการขาดประเคนดังที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์เป็นแบบแผน โดยไม่ไปใส่ใจกับคำสอนที่ขัดกับพระวินัย ดังปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ที่สอนกันไปคนละทิศคนละทางอีกต่อไป
สรุป ถ้าเข้าใจถึงวิธีการประเคนที่ถูกต้องดีแล้ว ก็จะประพฤติได้ถูกต้องไม่ผิดพลาดและปฏิบัติได้ง่าย ขอเพียงแต่โยมเข้ามาในหัตถบาส น้อมกายลงเพียงเล็กน้อย แล้วยกสิ่งของขึ้นถวายก็เป็นอันใช้ได้ โยมถวายถูกวิธี พระรับถูกวิธี แล้วนำไปฉัน ก็ไม่เป็นอาบัติ
วิธีปฏิบัติ เมื่อโยมทำบุญไม่ควรเอาอาหารไปตั้งไว้ตามวงพระที่ไม่รู้วินัย ไม่เอื้อเฟื้อต่อวินัยบางรูปท่านก็จะบอกโยมให้ประเคน ดังที่กล่าวมาแล้ว พระรับแล้วนำไปฉัน ก็ต้องอาบัติ ดังนั้น โยมควรนำเอาอาหารหวานคาว ตั้งไว้ที่อื่นก่อน ถึงเวลาค่อยทยอยเอามาประเคนทีละอย่าง พระรับประเคนไปฉัน ก็ไม่ต้องอาบัติ ถ้าโยมเข้าใจวิธีการประเคนถูกต้องดีแล้วก็สามารถช่วยพระให้พ้นจากอาบัติได้ เมื่อพระท่านช่วยตัวเองให้พ้นจากอาบัติไม่ได้ โยมทั้งหลายช่วยอนุเคราะห์พระด้วย ถือว่าทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อพระพุทธศาสนา
อาหารที่ยังไม่ได้รับประเคน ภิกษุต้องมีสติสังวร
อาหารทุกอย่างที่ยังไม่ได้รับประเคน ภิกษุไปจับต้องเข้าของนั้นจัดเป็น อุคคหิตก์ แปลว่า ถือเอาไม่ดี เพราะจับของที่ยังไม่ได้ประเคน (กงฺขา.อภิฏี. ๖๗๓)
อาหารทุกอย่างที่โยมยังไม่ได้ประเคน พระไม่ควรไปจับต้องเพราะเมื่อจับต้องแล้ว ของนั้นเป็นอุคคหิตก์ทันที ถึงจะให้โยมนำมาประเคนใหม่ แล้วเอามาฉัน พระก็ยังต้องอาบัติทุกกฏอยู่นั่นเอง เวลาโยมนิมนต์พระไปทำบุญที่บ้าน โยมจัดอาหารหวานคาวไว้มากมาย ตั้งไว้เป็นวงใหญ่ เวลาประเคนโยมจับอาหารไม่ถึง พระรูปที่ท่านไม่เข้าใจพระวินัย ก็จะช่วยกันจับอาหารส่งให้โยม เพื่อให้โยมได้ประเคนสะดวกรวดเร็ว ถ้าท่านรูปไหนนั่งอยู่เฉย ๆ ก็จะถูกตำหนิจากพระด้วยกันบ้าง จากโยมบ้างว่า ท่านนี้นั่งรอฉันอย่างเดียวนะ ไม่ช่วยโยมเลยเมื่อเป็นเช่นนี้ รู้สึกว่าพระก็ไม่ชอบ ถึงโยมก็ไม่ชอบด้วย เผลอ ๆ คราวหน้าจะไม่นิมนต์เสียด้วยซ้ำ
การขวนขวายช่วยเหลือโยมในลักษณะนี้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ผิดต่อพระวินัยที่ทรงบัญญัติไว้ ไม่ว่าพระจะทำโดยไม่รู้หรือโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือทำเพื่อประจบโยมก็ตามใช้ไม่ได้ทั้งนั้น
การจับอาหารให้โยมถวายตนเองหรือจับอาหารให้โยมถวายพระรูปอื่น ทั้งสองลักษณะนี้มีค่าเท่ากัน คือรับประเคนแล้วฉันไม่ได้ ไม่ควรแก่พระทุกรูป อาหารนั้นจัดเป็นอุคคหิตก์เหมือนกัน นำไปฉันต้องอาบัติทุกกฏทุกรูป ในกรณีโยมถวายอาหารพระแล้ว โยมมาจับต้องเข้า จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม พระบางรูปบอกว่าอาหารนั้นฉันไม่ได้ เป็นอันขาดประเคน แต่ที่โยมยังไม่ได้ถวาย พระจับต้องก่อน พระบางรูปบอกว่าใช้ได้แปลกจริง ความจริงเรื่องนี้ไม่ถูกต้องตามหลักพระวินัยเป็นเรื่องที่ควรปรับปรุงแก้ไข
เรื่องอุคคหิตก์นี้ พระตั้งใจจับต้องอาหารเป็นต้น ที่ยังไม่ได้รับประเคนจึงจัดเป็นอุคคหิตก์ ดังตัวอย่างที่แสดงไว้ว่า หม้อน้ำมัน ๒ หม้อ เขาแขวนไว้บนไม้ฟันนาคหรือบนขอ หม้อบนรับประเคนแล้ว หม้อล่างยังไม่ได้รับประเคน จะจับหม้อบนควรอยู่ ถ้าหม้อล่างรับประเคนแล้ว หม้อบนยังไม่ได้รับประเคน ภิกษุจับหม้อบนแล้วจับหม้อล่าง หม้อบนเป็นอุคคหิตก์
(วิ.มหาวิ.อฏ.๒/๕๗๐)
ภิกษุจับต้องข้าวสุกในบาตร ที่ยังไม่ได้รับประเคน แล้วจับข้าวสุกในบาตรของตนอีก ข้าวสุกเป็นอุคคหิตก์ (ข้าวสุกในบาตรทั้งสองเป็นอุคคหิตก์) (วิ.มหาวิ.อฏ.๒/๕๖๘)
สามเณรต้มข้าวอยู่ ภิกษุจับทัพพีหรือกระบวยคน แล้วตักข้าวยกขึ้นข้าวต้มทั้งหมดเป็นอุคคหิตก์ (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๕๗๔)
อีกอย่างหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นส่วนต่าง ๆ ที่เกิดติดเนื่องอยู่กับอวัยวะร่างกายมีน้ำตา น้ำลาย เป็นต้นสิ่งใดเคลื่อนตกไปจากฐานเดิมของมันพระจะกลืนกินไม่ได้ ดังตัวอย่างที่กล่าวไว้ว่า บรรดาอวัยวะทั้งหลายมีน้ำตา น้ำลาย น้ำมูก เสมหะ น้ำปัสสาวะ อุจจาระ ขี้ฟัน ขี้ตา ขี้หู เหงื่อที่เกิดในร่างกาย ควรทุกอย่าง สิ่งใดเคลื่อนจากแหล่งของมัน แล้วตกลงในบาตรก็ดี ที่มือก็ดี สิ่งนั้นต้องรับประเคนเสียก่อน สิ่งที่ยังติดอยู่กับอวัยวะ เป็นอันประเคนแล้วแท้ อวัยวะ (คือน้ำตา น้ำลาย เป็นต้น) ที่กำลังตกหากขาดช่วงไปแล้ว ไม่ควรถือเอาในระหว่าง ส่วนนั้นจัดเป็นอุคคหิตก์ ถึงจะประเคนภายหลังก็ไม่ควร (กงฺขา.๒๐๗)
ถ้าไม่มีเจตนาคือไม่ตั้งใจจะจับ ประสงค์เพียงจะทำความสะอาดเท่านั้น หากไม้กวาดไปถูกเข้า หรือจับพลาดตั้งใจจะจับของที่ประเคนแล้ว แต่ไปจับของที่ยังไม่ได้รับประเคน วัตถุนั้นไม่จัดเป็นอุคคหิตก์ ดังตัวอย่างที่ท่านแสดงไว้ว่า ภายใต้เตียงมีถ้วยน้ำมันที่ยังไม่รับประเคน ถ้าภิกษุใช้ไม้กวาดไปกระทบถ้วยน้ำมัน น้ำมันนั้นยังไม่เป็นอุคคหิตก์
ภิกษุตั้งใจว่า เราจะหยิบของที่ประเคนไว้แล้ว แต่พลาดไปหยิบของที่ยังไม่ได้ประเคน รู้แล้ว กลับวางไว้ในที่ ๆ ตนหยิบมาของนั้นไม่เป็นอุคคหิตก์ (วิ.มหาวิ.อฏ.๒/๕๗๐)
ถ้าภิกษุตั้งใจจะเอาอาหารไปฝากสามเณร หรือโยมพ่อ โยมแม่ อาหารนั้นไม่เป็นอุคคหิตก์ ดังตัวอย่างที่ท่านแสดงไว้ว่า ภิกษุเห็นผลไม้มีมะม่วงเป็นต้นที่หล่นในป่า ตั้งใจว่า เราจะเอาไปให้สามเณร แล้วนำไปควรอยู่ ภิกษุเห็นเนื้อเป็นเดน (คือเศษเนื้อที่เหลือ) แห่งสีหะเป็นต้น คิดว่า เราจะให้แก่สามเณร รับประเคนก็ตาม ไม่รับประเคนก็ตาม นำมาให้ควรอยู่ ถ้าอาจชำระวิตกให้หมดจดได้ (ไม่คิดว่าจะให้สามเณรประเคนแล้วฉันแค่นี้ก็ชำระวิตกได้แล้ว) แม้จะขบฉันอาหารที่ได้มาจากเนื้อเป็นเดนแห่งสีหะ เป็นต้นนั้นก็ควร ไม่ต้องโทษ เพราะรับประเคนเนื้อดิบเป็นปัจจัย และไม่ต้องโทษ เพราะของอุคคหิตก์เป็นปัจจัย (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๕๗๔)
ภิกษุนำข้าวสารมาให้เพื่อประโยชน์แก่มารดาและบิดา มารดาและบิดานั้นจัดปรุงข้าวต้มเป็นต้น จากข้าวสารนั้นนั่นเองถวายแก่ภิกษุนั้น ควรอยู่ ไม่มีโทษเพราะสันนิธิ (คือสั่งสมอาหารรับประเคนแล้ว เก็บไว้ฉันในวันต่อ ๆ ไปอีก) เป็นปัจจัย หรือเพราะของเป็นอุคคหิตก์เป็นปัจจัย
(วิ.มหาวิ.อฏ.๒/๕๗๔)
พระไม่สำรวมมือ
พระโลเล ขี้เล่น มือไม่อยู่สุข ชอบจับโน้นจับนี่เล่น ไปจับอาหารเป็นต้น ที่ยังไม่ได้รับประเคน จะนำไปฉันก็ตาม ไม่ฉันก็ตาม ต้องอาบัติทุกกฎ ชื่อ ทุรุปจิณณะ (คือต้องอาบัติอันมีการประพฤติที่ไม่ดีไม่งามเป็นปัจจัย) เช่น เห็นเขาต้มข้าวอยู่ก็ไปเปิดฝาหม้อดู เอาไม้พายปาดฟองข้าวต้ม เอาทัพพีหรือกระบวยคนข้าวต้ม หรือเขย่าต้นไม้จนผลล่วงลงมา การกระทำดังกล่าวนี้ จัดเป็นทุรุปจิณณะ แปลว่า ประพฤติไม่ดี เพราะท่านห้ามว่าไม่ควรทำ กลับไปทำ
(กงฺขา.อภิฏี. ๖๓๗)
อาหารที่ยังไม่ได้รับประเคน พระโลเล ขี้เล่นไปจับต้องห้ามฉันเฉพาะรูปที่จับต้องเท่านั้น ส่วนรูปอื่นไม่ห้าม ฉันอาหารนั้นได้ ดังตัวอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า สามเณรต้มข้าวอยู่ ภิกษุคะนองมือเล่น จับภาชนะ จับฝาหม้อ ปาดฟองที่พลุ่งขึ้นทิ้งไปเฉพาะภิกษุนั้น (เท่านั้น) ไม่ควรจะดื่ม เป็นอาบัติทุกกฏ ชื่อทุรุปจิณณะ ถ้าภิกษุจับทัพพี หรือกระบวยแล้วคน ไม่ยกขึ้นข้าวต้มนั้นไม่ควรแก่ภิกษุทั้งหมด (อาการคนข้าวนั้น เหมือนพระหุงข้าวเอง) เป็นทั้งสามปักกะ (หุงต้มด้วยตนเอง) และทุรุปจิณณะถ้ายกขึ้นเป็นอุคคหิตก์ (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๕๗๓)
พระจับทัพพี หรือกระบวยจุ่มลงในหม้อเป็น (อาบัติทุกกฏชื่อว่า) ทุรุปจิณณะ ไม่ควรเฉพาะรูปที่จับเท่านั้น
พระจับทัพพี หรือกระบวยคนไปคนมา เท่ากับหุงต้มเองเป็น สามปักกะ ไม่ควรแก่พระทั้งหมด
พระยกทัพพีหรือกระบวยที่มีข้าวต้มติดอยู่ขึ้น เป็นอุคคหิตก์ไม่ควรแก่พระทั้งหมด
ภิกษุจับกิ่งไม้หรือเถาวัลย์ เขย่าผลไม้ที่เกิดอยู่บนต้นไม้เป็นต้นนั้น ผลที่ได้จากกิ่งไม้หรือเถาวัลย์นั้นไม่สมควรแก่ภิกษุผู้เขย่านั้นเหมือนกัน และเธอย่อมต้องทุรุปจิณณะทุกกฎด้วย (เพ่งถึงการเขย่าเล่น) (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๕๗๔)
ถ้าพระประสงค์จะต้มข้าวต้มด้วยตนเอง ให้สามเณรถวายภาชนะพร้อมข้าวสารและน้ำแล้วยกขึ้นเตา ต่อจากนั้นบอกให้เธอก่อไฟจนติด ต่อจากนั้นพระทำอะไรได้ทุกอย่าง ไม่เป็นอาบัติทุกกฎ ชื่อว่า ทุรุปจิณณะ
ดังตัวอย่างที่ท่านแสดงไว้ว่า สามเณรประสงค์จะหุงข้าวไม่อาจจะซาวข้าวสารให้หมดกรวดทรายได้, ภิกษุพึงรับประเคนข้าวสารและภาชนะ ซาวข้าวสารให้หมดกรวดทรายแล้วยกภาชนะขึ้นสู่เตาเถิด, อย่าพึงก่อไฟ, ในเวลาหุงจะต้องเปิดดูจึงจะรู้ความที่ข้าวเป็นของสุกได้, ถ้าข้าวสุกไม่ดี จะปิดเพื่อต้องการให้สุกไม่ควร เพื่อต้องการไม่ให้ผง หรือขี้เถ้าตกลงไป ควรอยู่, เมื่อเวลาสุกแล้ว จะปลงก็ดี จะฉันก็ดีควรอยู่ จำเดิมแต่นั้นไปไม่มีกิจที่จะต้องรับประเคนใหม่, สามเณรสามารถจะหุงได้ แต่ไม่มีเวลาพอเพราะมีธุระจะไปที่อื่นภิกษุรับประเคนภาชนะ พร้อมทั้งข้าวสาร และน้ำแล้วยกขึ้นสู่เตาสั่งว่า เธอจงก่อไฟให้ติด แล้วไปเถิด ต่อจากไฟติดโพลงนั้นแล้วจะทำกิจทุกอย่างก็สมควร โดยนัยก่อนเหมือนกัน ภิกษุตั้งภาชนะสะอาด ต้มน้ำเดือดไว้เพื่อต้มข้าวต้ม ควรอยู่ เมื่อน้ำเดือดแล้ว สามเณรกรอกข้าวสารลง ก็จำเดิมแต่นั้นไป ภิกษุอย่าเร่งไฟ (ต่อนั้นไปเป็นหน้าที่ของสามเณร) จะรับประเคนข้าวต้มที่สุกแล้วดื่มควรอยู่ (ไม่เป็นทุรุปจิณณะ)
(วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๕๗๓)
ถ้าพระนั่งพิง ยืนพิง โหนต้นไม้ที่มีผล เอาไม้ค้ำต้นไม้ที่มีผลเพื่อป้องกันต้นไม้ล้ม หรือเอาหนามผูกไว้กับต้นไม้ที่มีผลนั้น เพื่อป้องกันคนขึ้นไปขโมยผลไม้ ควรอยู่ ไม่เป็นอาบัติทุกกฏ ชื่อว่า ทุรุปจิณณะ
ดังตัวอย่างที่ท่านแสดงไว้ว่า ต้นไม้ที่มีผล ภิกษุจะพิงหรือโหนสมควรอยู่ (ไม่เป็นทุรุปจิณณะ) (กงฺขา. ๒๐๗)
ภิกษุจะค้ำต้นไม้ที่มีผล หรือผูกหนามไว้ที่ต้นไม้นั้นควรอยู่ไม่เป็นอาบัติทุกกฏ ชื่อว่า ทุรุปจิณณะ (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๕๗๔)
ถ้าโยมต้องการจะช่วยเหลือพระ ไม่ให้ท่านต้องอาบัติจากอุคคหิตก์ และทุรุปจิณณะ เวลาทำบุญจะเป็นที่บ้านหรือที่วัดอย่าเอาอาหารมา ตั้งไว้ใกล้ ๆ พระ เอาตั้งไว้ที่อื่นก่อน เวลาจะถวายค่อยยกมา เพราะพระบางรูปไม่รู้วินัย บางรูปไม่สำรวมมือ บางรูปชอบประจบโยม ถ้าเอาอาหารมาตั้งไว้ใกล้พระเหล่านี้ ท่านก็จะจับอาหารนั้นทันที โดยวิธีจับโยกย้ายไปข้างโน้นข้างนี้ ของนั้นเป็นอุคคหิตก์บ้าง เป็นทุรุปจิณณะบ้าง พระนำมาฉันต้องอาบัติทุกกฏ
พืช ผัก ผลไม้
พืช ผัก ผลไม้ที่พระฉันได้และฉันไม่ได้
พืช ผัก ผลไม้ที่สามเณรหรือโยมทำกัปปิยะ คือ การทำพืช ผัก ผลไม้ที่จะปลูกขึ้นได้อีก ให้เป็นอาหารที่สมควรแก่การฉันของพระภิกษุตามพระธรรมวินัยที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว พระจึงนำไปฉันได้ไม่ต้องอาบัติ ถ้ายังไม่ได้ทำให้สมควร พระฉันไม่ได้ ถ้าฉันต้องอาบัติ
เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นในสมัยเมื่อพระพุทธองค์ทรงพระชมน์อยู่ว่า พระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธได้มีสวนมะม่วงเป็นอุทยานกำลังมีผลดกเต็มไปหมด พระองค์ทรงมีพระราชศรัทธาในพระศาสนาอย่างมั่นคง จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายเก็บฉันได้ตามสบาย ครั้งนั้น ภิกษุฉัพพัคคีย์ ได้สอยผลมะม่วงทั้งแก่และอ่อน ๆ ไปฉันจนหมด ภายหลังพระราชาทรงประสงค์จะเสวยก็ให้หมาดเล็กนำมาถวาย มหาดเล็กก็กราบทูลว่า ภิกษุทั้งหลายเก็บมะม่วงไปฉันหมดแล้ว พระองค์ทรงรับสั่งว่า พระคุณเจ้าทั้งหลาย ฉันมะม่วงหมดก็ดีแล้ว แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญการรู้จักประมาณ เมื่อประชาชนรู้เรื่องนี้เข้าต่างก็เพ่งโทษติเตียน โพนทะนาต่าง ๆ ส่วนภิกษุผู้มีศีลทั้งหลายทราบเรื่องจึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ควรฉันมะม่วง รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ต่อมาก็มีเรื่องเกิดขึ้นอีกว่า ชาวบ้านถวายภัตตาหารแก่ภิกษุสงฆ์เขาจัดมะม่วงเป็นชิ้น ๆ ไว้ในกับข้าว ภิกษุทั้งหลายรังเกียจจึงไม่รับประเคนฉัน พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตว่า ภิกษุทั้งหลายพวกเธอจงรับประเคนฉันเถิด เราอนุญาตมะม่วงเป็นชิ้น ๆ ต่อมาอีกไม่นานก็มีเรื่องเกิดขึ้นอีกว่า มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ถวายภัตตาหารแก่ภิกษุสงฆ์ แต่เขาไม่ได้ฝานมะม่วงให้เป็นชิ้น ๆ ในโรงอาหารล้วนเต็มไปด้วยมะม่วงทั้งสิ้น ภิกษุทั้งหลายรังเกียจจึงไม่รับประเคนฉัน พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาต ให้ภิกษุฉันผลไม้ต่าง ๆ ด้วยวิธีการทำสมณกัปปะ คือ วิธีการทำอาหารหรือผลไม้ต่าง ๆ ให้สมควรแก่การที่ภิกษุจะถือเอามาฉันได้ โดยใช้ให้ทำ ด้วยคำพูดอันเป็นสมณโวหาร คือคำพูดที่สมควรแก่สมณะที่จะใช้พูดในโอกาสต่าง ๆ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพวกเธอจงรับประเคนฉันเถิด เราอนุญาตให้ฉันผลไม้ โดยสมณกัปปะ ๕ อย่าง คือ
- ผลไม้ที่จี้ด้วยไฟ
- ผลไม้ที่กรีดด้วยมีด
- ผลไม้ที่จิกด้วยเล็บ
- ผลไม่ที่มีเมล็ดอ่อน
- ผลไม้ที่ปล้อนเมล็ดออกได้ (วิ.จุล.๗/๙-๑๐)
แต่พระภิกษุในยุคปัจจุบันนี้ ไม่ได้ให้โยมทำกัปปิยะ เวลาโยมเอาผลไม้ ผักบุ้ง บัวบก ข่า ขิง หอม และกระเทียม เป็นต้น ซึ่งเป็นพืชผักผลไม้ที่จะเกิดขึ้นได้มาถวาย พระรับประเคนแล้วก็ฉันเลย โดยไม่คำนึงถึงวินัยข้อนี้
การประพฤติวินัยเกี่ยวกับการทำกัปปิยะที่มีอยู่ในเวลานี้จะเห็นได้บ้างก็เฉพาะพระที่ยังใคร่ศึกษาพระวินัยอยู่บางแห่งเท่านั้น นอกนี้แล้วไม่ปรากฎให้เห็น คงเป็นเพราะไม่รู้ หรือคิดว่าเป็นเรื่องจุกจิก หยุมหยิม วุ่นวาย หรือเพราะชอบอะไรง่าย ๆ ดังนั้นขึ้นชื่อว่าพระวินัยบัญญัติแล้วจะยากง่ายอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามเราไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกประพฤติตามใจชอบของตนได้
พืช ผัก ผลไม้ที่ต้องทำกัปปิยะ
ผลไม้ทั้งหมด ที่มีเมล็ดงอกขึ้นได้ ปลูกขึ้นได้ เช่น เงาะ ทุเรียน มังคุด มะปราง ส้ม ส้มโอ แตงโม ลางสาด สมอ มะขามป้อม และพริก เป็นต้น ผลไม้เหล่านี้ ถ้าโยมเอาเมล็ดออกแล้ว ก็ไม่ต้องทำกัปปิยะ ผลไม้อ่อนที่ไม่มีเมล็ด หรือมีเมล็ดแต่ยังใช้เพาะพันธุ์ไม่ได้ ผลไม้แก่ที่มีเมล็ดลีบใช้เพาะพันธุ์ไม่ได้ หรือไม่มีเมล็ด เช่น องุ่น แตงโม ฝรั่ง เป็นต้น ในปัจจุบันนี้และผลไม้ที่สามารถแกะเมล็ดออกได้ เช่น ละมุด ขนุน ทุเรียน ส้มโอ แตงโม ลำไย และลิ้นจี่ เป็นต้น ในเวลาฉัน ให้เอาเมล็ดออกก่อนค่อยฉัน ไม่ต้องทำกัปปิยะ เพราะเป็นกัปปิยะในตัว
(วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๒๘๒)
ดังตัวอย่าง ที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ฉันผลไม้ ที่ยังอ่อนใช้เพาะพันธุ์ไม่ได้ หรือที่ปล้อนเมล็ดออกได้ ยังไม่ได้ทำกัปปิยะ ก็ฉันได้
(วิ.มหาวิ.อฏ.๕/๙๒)
ผักสดที่ปลูกขึ้นได้ด้วยยอด เช่น ผักแว่น ผักกระเฉด ผักบุ้ง แมงลัก และบัวบก เป็นต้น
ผักสดที่ปลูกขึ้นได้ด้วยเหง้าหรือหัว เช่น กระชาย ตะไคร้ ไพร ขมิ้น หอม และกระเทียม เป็นต้น
ของเคี้ยวที่ปลูกขึ้นได้ด้วยข้อ เช่น อ้อย เป็นต้น
พืชผักสมุนไพรและผลไม้ที่มีเมล็ดปลูกขึ้นได้เหล่านี้ ต้องทำกัปปิยะเสียก่อน จึงค่อยนำมาฉัน ถ้ายังไม่ได้ทำกัปปิยะ นำมาฉันต้องอาบัติทุกกฏ (วิ.มหาวิ.อฏ.๒/๒๗๕)
ผู้ทำกัปปิยะ เรียกว่า กัปปิยการก
ภิกษุจะทำกัปปิยะด้วยตนเองไม่ได้ ต้องให้อนุปสัมบัน (สามเณรหรือโยม) ทำให้จึงสมควร ผู้ทำกัปปิยะเรียกว่า กัปปิยการก
เวลาสามเณร หรือโยมเอาผลไม้มีเมล็ดที่ปลูกขึ้นได้มาถวายพอเขาเข้ามาใกล้ ๆ พระจะบอกให้เขาทำกัปปิยะก่อนถวาย หรือหลังรับประเคนก็ได้
วิธีทำกัปปิยะ
พระผู้บอกพูดว่า กัปปิยัง กะโรหิ แปลว่า เธอจงทำให้สมควร สามเณรหรือโยมผู้ทำ เอามือข้างหนึ่งจับผลไม้ มือข้างหนึ่งจับมีดเป็นต้นแล้วกรีด ผ่า หรือแทงลงไปที่ผลไม้นั้น พร้อมพูดว่า กัปปิยัง ภันเต แปลว่า สมควรแล้วครับ
ผู้บอกให้ทำกับผู้ทำกัปปิยะนั้น จะพูดภาษาไทยก็ได้ เช่น ผู้บอกให้ทำพูดว่า ทำผลไม้ให้สมควรหน่อย ผู้ทำเอามือจับผลไม้แล้วเอาเล็บจิกลงไปที่ผลไม้พร้อมพูดว่า สมควรแล้วครับ
การทำกัปปิยะนั้น ต้องทำต่อหน้าพระผู้บอก และต้องใช้คำพูดที่เป็นปัจจุบันกาล จะทำลับหลังคือทำก่อนพระบอกไม่ได้และใช้คำพูดที่เป็นอดีตหรืออนาคตกาลก็ไม่ได้ เช่นพูดว่า ผมได้ทำกัปปิยะแล้วครับ หรือผมจักทำกัปปิยะครับ
การทำกัปปิยะ ผักสด และลำอ้อย ที่ปลูกขึ้นได้ เป็นต้น ก็ทำเหมือนกับผลไม้ทุกประการ ส่วนพริกนั้นถ้าเป็นลูก ๆ โยมใส่ถ้วยหรือถุงรวมติดกันอยู่หลาย ๆ ลูก ทำกัปปิยะเพียงลูกเดียวก็พอ แต่อย่ายกขึ้นจากกลุ่ม ถ้ายกขึ้นจากกลุ่ม ถือว่าทำกัปปิยะเฉพาะลูกเดียว, สำหรับพริกที่เป็นเมล็ด ๆ ถ้ากระจายอยู่ในถ้วยก๋วยเตี๋ยว ถ้วยข้าวต้ม หรือในน้ำพริกตาแดง น้ำปลาพริกมะนาว ต้องทำกัปปิยะทีละเมล็ด (เว้นพริกที่ผ่านการคั่ว ให้สุกด้วยไฟ และพริกอ่อนไม่ต้องทำกัปปิยะอีก), ถ้าเมล็ดพริกรวมติดกันอยู่ เช่น เขาปนใส่กับข้าวสุก หรือน้ำพริกข้นเป็นก้อนติดกันอยู่ ทำกัปปิยะเมล็ดเดียวก็ได้
วัตถุที่ใช้ทำกัปปิยะ
ไฟ ใช้ไฟฟืน ไฟถ่าน เป็นต้น จี้ เผา ลวก ลงที่ผัก ผลไม้ เป็นต้น โดยทำให้เป็นรอย
มีด มีดทั่วไป มีดตัดเล็บ หรือเข็ม โดยใช้ กรีด ตัด ฝาน ผ่าและแทงลงไปที่ผักหรือผลไม้ เป็นต้น ทำให้ขาด หรือเป็นรอย
เล็บ เล็บคน เล็บสัตว์ 4 เท้า เช่น เล็บราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง เสือดาว เสือดำ หมี ลิง เป็นต้น และเล็บสัตว์ 2 เท้า เช่น เล็บไก่ นก ที่แหลมคม โดยใช้เล็บเหล่านี้จิกลงไปที่ผักหรือผลไม้ เป็นต้น ทำให้เป็นรอย เล็บเหล่านี้ต้องเป็นเล็บดี เล็บเน่าใช้ไม่ได้
(วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๒๘๒)
พระตัดต้นไม้วัชพืชต่าง ๆ ไม่ได้
พระภิกษุจะตัดต้นไม้ต่าง ๆ ตลอดจนถึงวัชพืชมีหญ้าเป็นต้นไม่ได้ จะทำด้วยเหตุผลว่า เพื่อให้วัดวาอารามสะอาดน่าอยู่อาศัยหรือเพราะทางวัดไม่มีคนวัดจึงต้องทำเอง เมื่อพระไม่ทำแล้วใครจะทำ หรือด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่นอกจากนี้ก็ตามที
พระตัดต้นไม้หรือทำการถากวัชพืชมีหญ้าเป็นต้นไม่ได้อยู่ดีเพราะมีสิกขาบทที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ ดังนั้น พระต้องใช้สามเณร คนวัด หรือคนทั่ว ๆ ไปกระทำให้จึงสมควรต่อพระวินัย
มูลเหตุที่ทรงบัญญัติห้ามตัดต้นไม้
เรื่องนี้มีมูลเหตุเกิดขึ้น ในสมัยเมื่อพระพุทธองค์ทรงพระชนม์อยู่ มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในพระวินัยปิฏกว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประทับอยู่ที่อัคคาฬวีเจดีย์ เขตเมืองอาฬวีครั้งนั้น พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีทำการก่อสร้างเป็นอันมากได้ตัดต้นไม้เอาเองบ้าง ใช้คนอื่นตัดให้บ้าง แม้ภิกษุชาวเมืองอาฬวี รูปหนึ่ง ก็จะทำการตัดต้นไม้ต้นหนึ่ง รุกขเทวดาได้ขอร้องท่านว่า ท่านผู้เจริญ ท่านประสงค์จะสร้างที่อยู่ของท่าน ขอโปรดอย่าตัดต้นไม้ อันเป็นที่อยู่ของข้าพเจ้าเลย ภิกษุรูปนั้นไม่ได้เอื้อเฟื้อคำขอร้องของเทวดา จึงได้ตัดต้นไม้นั้น และฟันไปถูกแขนลูกของเทวดาเข้า รุกขเทวดาโกรธแล้วคิดว่า เอาเถิด เราจะฆ่าภิกษุรูปนี้เสีย ณ ที่นี้แหละ แต่ก็คิดต่อไปว่า เราจะฆ่าภิกษุรูปนี้ไม่สมควรเลย ถ้าอย่างไรเราควรกราบทูลเรื่องนี้ แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนั้น จึงได้ไปเข้าเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกราบทูล
พระองค์ทรงทราบเรื่องแล้วประทานสาธุการว่า ดีแล้ว ๆ เทวดา ดีจริงที่ท่านไม่ได้ฆ่าภิกษุรูปนั้น ถ้าท่านฆ่าภิกษุรูปนั้นในวันนี้ ตัวท่านเองจะได้รับบาปเป็นอันมาก ไปเถิดเทวดา ต้นไม้ในที่โน้นว่าง ท่านจงเข้าไปอยู่ในต้นไม้นั้น
เมื่อชาวบ้านทราบเรื่องเข้า จึงติเตียนโดยประการต่าง ๆ ว่า ไฉนพวกสมณะเชื้อสายศากยบุตร จึงได้ตัดต้นไม้เองบ้าง ใช้ให้คนอื่นตัดบ้าง พระสมณะเชื้อสายศากยบุตรทั้งหลาย ร่วมกันเบียดเบียนอินทรีย์อย่างหนึ่งที่มีชีวะ เรื่องนี้ได้ยินถึงภิกษุผู้มีศีลท่านจึงได้กราบทูลให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบแล้ว ทรงเรียกภิกษุนั้นมาถาม เมื่อทรงทราบความจริงแล้ว ทรงตำหนิอย่างรุนแรงโดยประการต่าง ๆ แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงว่า เป็นอาบัติปาจิตตีย์ในเพราะพรากภูตคาม (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๒๖๖-๗)
พระวินัยข้อนี้ถูกบัญญัติขึ้นเพราะพระไปตัดต้นไม้ ชาวบ้านในยุคนั้นเข้าใจว่า ต้นไม้ ผลไม้ที่มีเมล็ดปลูกขึ้นได้มีชีวิต เห็นพระตัดต้นไม้จึงติเตียน พระพุทธองค์ทรงห้ามพระตัดต้นไม้ ตั้งแต่นั้นมา ถึงแม้ว่าพระพุทธองค์ทราบดีว่า ต้นไม้นั้นไม่ได้มีชีวิตตามความเข้าใจของคนยุคนั้นเลยก็ตาม แต่พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาใคร่จะอนุเคราะห์คนเหล่านั้น ให้เขาได้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนานี้เสียก่อน โดยเหตุที่เห็นพระภิกษุประพฤติธรรมวินัย เมื่อคนเหล่านั้นได้มีโอกาสมาศึกษาคำสอนในพระพุทธศาสนา โดยผ่านการชี้แจงถึงเหตุผลตามความเป็นจริงจากภิกษุ ก็จะคลายความเห็นของตนได้ จึงทรงบัญญัติสิกขาบทนี้เพื่ออนุโลมตามความเห็นของคนยุคนั้น เพราะพระพุทธศาสนามีความเป็นอยู่เนื่องด้วยชาวบ้าน ถ้าชาวบ้านไม่ศรัทธาแล้ว ก็คงอยู่ไม่ได้ พอมาถึงยุคนี้พระลืมมูลเหตุของต้นบัญญัติเสีย จึงไม่ใส่ใจแนะนำโยมให้ทำกัปปิยะ (วิ.มหาวิ.อฏ.๒/๒๘๒)
พระสั่งให้ตัดต้นไม้โดยไม่เป็นอาบัติ
- ถ้าพระต้องการให้สามเณร หรือโยมตัดต้นไม้ เถาวัลย์ เป็นต้น อย่าบอกว่า ตัดต้นไม้นี้
- ถ้าบอกว่า ตัด ก็อย่าเจาะจงต้นไม้ พูดเพียงว่า เธอจงตัดต้นไม้ ตัดเถาวัลย์ เป็นต้น
- ถ้าเจาะจงต้นไม้อย่าบอกว่า ตัด
- ควรใช้กัปปิยโวหาร คือ คำพูดที่สมควรว่า
อิมัง ปุปผัง วา ผะลัง วา ชานะ แปลว่า เธอจงรู้ ดอกไม้นี้ หรือผลไม้นี้
อิมัง เทหิ แปลว่า เธอจงให้ผลไม้นี้,
อิมัง อาหะระ แปลว่า เธอจงนำผลไม้นี้มา,
อิมินา เม อัตโถ แปลว่า เราต้องการผลไม้นี้,
อิมัง กัปปิยัง กะโรหิ แปลว่า เธอจงทำผลไม้นี้ให้สมควร
(กงฺขา.๑๖๕)
กัปปิยโวหารเหล่านี้จะใช้เฉพาะภาษาไทยก็ได้ เช่น เธอจงรู้ดอกไม้นี้เป็นต้น หรือจะใช้คำบาลีย่อ ๆ เช่น กัปปิยัง กะโรหิ, เทหิ, อาหะระ, ชานะ, อัตโถ เป็นต้น คำใดคำหนึ่งก็ได้
ดังตัวอย่างเพิ่มเติมที่ท่านแสดงไว้ว่า เธอจงรู้มูลเภสัชนี้ จงให้รากไม้หรือใบไม้นี้ก็ดี จงนำต้นไม้หรือเถาวัลย์นี้มาก็ดี เราต้องการดอกไม้ ผลไม้ หรือใบไม้นี้ก็ดี จงทำต้นไม้ เถาวัลย์ หรือผลไม้นี้ให้เป็นกัปปิยะ (ให้สมควร) ก็ดี ด้วยคำเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นอันภิกษุกระทำการปลดเปลื้องภูตคาม (บรรดาเมล็ดทั้งหลายที่ราก และหน่องอกแล้วยังไม่เขียวเป็นพีชคามส่วนหน่อ และรากที่งอกแล้วมีใบสีเขียวเป็นภูตคาม) (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๒๗๘)
เมื่อภิกษุบริโภค ควรใช้ให้อนุปสัมบัน (คือสามเณรหรือโยม) ทำกัปปิยะซ้ำอีก เพื่อปลดเปลื้องพีชคาม (คือ เมล็ดเป็นต้น ที่จะใช้เพาะพันธุ์ได้) พระใช้คำพูดเหล่านี้สั่งให้สามเณรหรือโยมตัดต้นไม้ เป็นต้น ไม่เป็นอาบัติ (วิ.มหาวิ.อฏ.๒/๑๘๑)
การทำกัปปิยะ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก แต่ถ้าเข้าใจถึงวิธีการทำแล้วก็ไม่ยากอะไร เพราะฉะนั้น ทั้งพระและโยมควรใส่ใจถึงเรื่องกัปปิยะนี้ให้ดี เมื่อทำกัปปิยะแล้ว พระนำมาฉันก็ไม่ต้องอาบัติ ตลอดจนถึงโยมเองผู้ทำกัปปิยะ ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ช่วยพระ ให้พ้นจากอาบัติอีกด้วย
ถ้าโยมต้องการช่วยพระที่ไม่เข้าใจวินัย และไม่ใส่ใจการทำกัปปิยะ ไม่ให้ต้องอาบัติในเรื่องนี้ เวลาจะเอาผลไม้ที่มีเมล็ดปลูกขึ้นได้ไปถวายพระ ทางที่ดีควรแกะเมล็ดออกก่อน ถ้าเป็นผักสด ควรเป็นผักที่ปลูกไม่ขึ้น เช่น ผักกาดขาว ผักคะน้า กะหล่ำปลี แตงกวา ถั่วฝักยาว เป็นต้น ถ้าเป็นผักสดที่ปลูกขึ้นได้ก็นำไปลวกหรือต้มเสียก่อนแล้วจึงนำไปถวายภายหลัง พระจึงจะไม่เป็นอาบัติ
เวลาโยมเอาผลไม้ที่มีเมล็ดปลูกขึ้นได้ หรือผักสดที่ปลูกขึ้นได้ไปถวายพระ ถ้าท่านรับแล้วนำผลไม้ และผักเหล่านั้นไปฉันโดยที่ไม่บอกให้โยมทำกัปปิยะเสียก่อน จะต้องอาบัติทุกกฏทันที ทั้งนี้ดูเหมือนว่าโยมมีส่วนไปทำให้ท่านต้องอาบัติหรือเพิ่มอาบัติให้ท่านอยู่เหมือนกัน และโยมก็มีส่วนที่ทำให้พระต้องอาบัติหรือพ้นจากอาบัติได้เช่นเดียวกัน ถ้าเข้าใจเรื่องพระวินัยของพระบ้าง ซึ่งบางเรื่องก็เกี่ยวเนื่องกับโยมโดยตรง โยมควรอนุเคราะห์พระซึ่งบางรูปใคร่จะรักษาพระวินัย หรือบางรูปท่านก็ไม่เข้าใจในเรื่องนี้ ถ้าโยมฉลาดเลือกวิธีที่ทำให้พระพ้นจากอาบัติได้ ก็จะเป็นการดีทีเดียวและน่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง กุศลบุญไม่ใช่น้อยคงจะตกอยู่กับโยมแน่นอน
เนื้อสัตว์
เนื้อที่ควรฉันและไม่ควรฉัน
การเป็นพระมีความเป็นอยู่เนื่องด้วยผู้อื่น พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้พิจารณาอยู่เสมอว่า บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า ชีวิตเรามีความเป็นอยู่เนื่องด้วยผู้อื่น ควรทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย ดังนั้น พระภิกษุจึงต้องเป็นคนเลี้ยงง่าย บำรุงง่าย ซึ่งก็เท่ากับว่าได้ประพฤติตามคำสั่งสอนของพระศาสดา เมื่อชาวบ้านถวายอาหารที่ประณีต หรือเศร้าหมองก็ต้องฉัน เพื่อยังอัตภาพให้เป็นไปได้ ในวันหนึ่ง ๆ คือฉันแก้หิว แก้ทุกข์ ฉันเพราะจำเป็นต้องฉันเท่านั้น ดุจมารดาบิดากลืนกินเนื้อบุตรของตน ฉะนั้น ไม่ควรที่จะฉันเพื่อประโยชน์อย่างอื่นเลย
เรื่องการฉันอาหารนี้มีพระวินัยอยู่หลายสิกขาบทที่เกี่ยวข้องกับการฉันอาหารของพระภิกษุ เมื่อเป็นเช่นนี้ อาหารที่โยมนำมาถวาย ไม่ว่าจะเป็นปลาหรือเนื้อที่สุกแล้วก็ตาม ก่อนฉันต้องพิจารณาดูก่อนว่า เป็นปลาหรือเนื้อที่สมควรกับพระวินัย อันเป็นตัวสิกขาบทที่พระพุทธองค์ทรงห้ามฉันหรือไม่ เพราะปลาและเนื้อ มี ๒ อย่าง คือ
๑. ปลาและเนื้อที่ทรงอนุญาตไว้ คือฉันได้ไม่ต้องอาบัติ ได้แก่ ปลาและเนื้อทั่ว ๆ ไปที่ทรงอนุญาตให้ฉันได้ แต่ต้องประกอบด้วยลักษณะ ๓ อย่าง คือ ภิกษุไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน และไม่ได้สงสัยว่าเขาฆ่ามาเพื่อตนเองโดยเฉพาะ เรียกปลาและเนื้อเหล่านี้ว่า กัปปิยมังสะ (เนื้อที่สมควรที่เขาไม่ฆ่าเจาะจง)
๒. ปลาและเนื้อทั่วไปที่ทรงอนุญาตให้ฉันได้โดยไม่ประกอบด้วยลักษณะ ๓ อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คือ ภิกษุได้เห็น ได้ยิน และสงสัยว่าเขาฆ่ามาเพื่อเจาะจงตน โดยที่เขาปรารภถึงภิกษุก่อนจะทำการฆ่า ฉันไม่ได้ ถ้าฉันต้องอาบัติ ปลาและเนื้อเหล่านี้ เรียกว่า อุททิสสมังสะ (ปลาและเนื้อที่เขาฆ่าเจาะจง)
ปลาและเนื้อที่สมควรที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ภิกษุฉันได้ คือปลาหรือเนื้อที่เขาไม่ได้ฆ่าเฉพาะตน ภิกษุทั้งวัด หรือ สหธรรมมิก ๕ (ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร และสามเณรี) แต่เป็นปลาและเนื้อที่เขาฆ่ากินเอง ฆ่าเลี้ยงต้อนรับแขก หรือเจ้านายที่มาเยี่ยมบ้าน หรือจะเป็นปลาตาย เนื้อตาย ที่ซื้อมาจากตลาด ซึ่งเป็นเนื้อทั่ว ๆ ไป มีเนื้อวัว เนื้อควาย และเนื้อปลา เป็นต้น
ปลาและเนื้อ ที่บริสุทธิ์โดยส่วน ๓ คือ ภิกษุไม่ได้เห็นไม่ได้ยิน และไม่ได้สงสัยว่า เขาฆ่าเฉพาะตน ภิกษุทั้งวัด หรือ สหธรรมมิก ๕ ซึ่งเป็นปลาและเนื้อที่พระองค์ทรงอนุญาตไว้ ฉันได้ไม่เป็นอาบัติ
ปลาและเนื้อ ที่ไม่บริสุทธิ์โดยส่วน ๓ คือ ภิกษุได้เห็นได้ยิน และได้สงสัยว่า เขาฆ่าเฉพาะตน ภิกษุทั้งวัด หรือสหธรรมมิก ๕ ซึ่งเป็นปลาและเนื้อที่พระองค์ไม่ทรงอนุญาตไว้ ฉันไม่ได้ เป็นอาบัติ
สมดังพระดำรัสที่พระองค์ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่ ไม่พึงฉันเนื้อที่เขาทำเจาะจง รูปใดฉันต้องอาบัติทุกกฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์โดยส่วนสาม คือ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยินและไม่ได้รังเกียจ (สงสัย) (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๑๓๔)
ปลาหรือเนื้อ ที่พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงอนุญาตให้ภิกษุฉันหากว่าเนื้อที่เขาเจาะจงเพื่อภิกษุทั้งหลายในวัดหนึ่ง และพวกเธอไม่ทราบว่าเขากระทำเพื่อประโยชน์แก่ตน. แต่ภิกษุรูปอื่นรู้ พวกใดรู้ ไม่ควรแก่พวกนั้น แต่ควรสำหรับพวกที่ไม่รู้นอกนี้, พวกอื่นที่ไม่รู้ แต่พวกเธอเท่านั้นรู้ ย่อมไม่ควรเฉพาะพวกเธอเท่านั้น แต่ควรสำหรับพวกอื่น, แม้พวกเธอรู้อยู่ว่า เขากระทำเพื่อประโยชน์แก่พวกเรา แม้ภิกษุพวกอื่นก็รู้ว่า เขาทำเพื่อประโยชน์แก่ภิกษุพวกนี้ ไม่ควรแก่พวกเธอทั้งหมด, พวกภิกษุทั้งหมดไม่รู้ ย่อมควรแก่พวกเธอทั้งหมด อนึ่ง บรรดาสหธรรมมิกทั้ง ๕ ปลาหรือเนื้อ ที่เขาทำเจาะจงเพื่อประโยชน์แก่สหธรรมมิกรูปหนึ่งรูปใดก็ตามย่อมไม่ควรแก่สหธรรมมิกทั้งหมด (วินยสังคหอรรถกถาแปล หน้า ๓๖ ข้อ ๓๙) จำพวกปลาและเนื้อที่เขาฆ่าเฉพาะตน ภิกษุทั้งวัด หรือสหธรรมมิก ๕ ถ้าเขาฆ่าเฉพาะภิกษุรูปใด รูปนั้นฉันไม่ได้ รูปอื่นฉันได้ ถ้าเขาฆ่าเฉพาะภิกษุวัดใด ภิกษุวัดนั้นฉันไม่ได้ วัดอื่นฉันได้ แต่ถ้าเขาฆ่าเฉพาะสหธรรมมิก ๕ พระทั้งหมดไม่ว่าวัดไหนก็ฉันไม่ได้
ปลาและเนื้อที่ไม่บริสุทธิ์โดยส่วน ๓ คือ ได้เห็น ได้ยิน และได้สงสัยว่า ชาวบ้านเขาฆ่ามาเฉพาะตน เช่น ชาวบ้านบางท้องถิ่น ชอบนิมนต์พระที่ตนเองคุ้นเคยและศรัทธาว่า วันนี้ขอนิมนต์ท่านอาจารย์ไปฉันข้าวในป่า พวกกระผมจะหาอาหารป่าถวาย พระก็ไปตามคำนิมนต์ของโยม พอไปถึงป่าโยมบางพวกถือแห ถือข่าย ลงห้วย ทอดแห ดักข่าย เอาปลาช่อนบ้าง ปลาดุกบ้างตัวโต ๆ ขึ้นมา จัดการทำอาหารพวกลาบ ต้มยำ ต้มโคล้ง บางพวกเอาบ่วง เอาแร้วไปดักกระรอก กระแต บางพวกเอาปืนไปยิงนก เมื่อได้มาแล้วก็ทำอาหารที่ตนเห็นว่าอร่อยที่สุด มีผัดเผ็ดนกบ้าง ผัดเผ็ดกระรอกบ้าง ลาบบ้างเสร็จแล้วก็ยกมาถวาย พระก็ฉันอย่างหน้าตาเฉย ทั้งที่เป็นอาหารไม่บริสุทธิ์โดยส่วนสาม คือ ได้เห็น ได้ยิน และมีความสงสัย
ถ้าเป็นโยมในเมือง ก็มักจะนิมนต์พระที่ตนเคารพและศรัทธา ไปฉันอาหารป่า อาหารทะเล ตามร้านอาหารป่า และร้านอาหารทะเลที่มีชื่อเสียง พอไปถึงร้านอาหาร โยมก็นิมนต์ให้พิจารณาดูสัตว์ตามที่เขาขังไว้ในกรง มีสัตว์เป็น ๆ ทุกอย่างให้เลือก บางรูปก็ชี้ไปที่งูเห่า บางรูปก็ชี้ไปที่หมูป่า บางรูปก็ชี้ไปที่ปลาไหลเป็นต้น เมื่อท่านชี้แล้ว ทางร้านก็จัดการตามใบสั่ง เช่น ผัดเผ็ดงูเห่า ผัดเผ็ดหมูป่า ปลาไหลต้มเปรต เป็นต้น เสร็จแล้วก็นำมาถวายพระ อาหารอย่างนี้พระชอบมาก ทั้งถูกใจ และฉันได้เยอะเป็นพิเศษ อาหารประเภทนี้ไม่บริสุทธิ์โดยส่วนสาม พระฉันก็ต้องอาบัติ ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ส่วนปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์โดยส่วน ๓ พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามที่กล่าวมานี้
เนื้อ ๑๐ อย่าง
ยังมีเนื้ออีกประเภทหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้โดยตรง ซึ่งไม่ประกอบด้วยลักษณะทั้ง ๓ อย่าง ภิกษุจะฉันไม่ได้ทั้งนั้น จะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ก็ต้องอาบัติทันทีทั้งในขณะรับและในขณะฉัน
เนื้อ ๑๐ อย่าง คือ เนื้อมนุษย์ ช้าง ม้า สุนัข งู ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง เสือดาว และหมี เนื้อเหล่านี้เรียกว่า อกัปปิยมังสะ (เนื้อที่ไม่สมควร)
ภิกษุฉันเนื้อมนุษย์ ต้องอาบัติถุลลัจจัย พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาคนที่มีศรัทธาเลื่อมใสอยู่เขาสละเนื้อของเขาถวายก็ได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อมนุษย์ รูปใดฉันต้องอาบัติถุลลัจจัย อนึ่ง ภิกษุยังไม่ได้พิจารณา ไม่พึงฉันเนื้อ รูปใดฉันต้องอาบัติทุกกฏ (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๙๗)
ภิกษุฉันเนื้อ ๙ อย่างที่เหลือ มีเนื้อช้างเป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อช้าง ม้า สุนัข งู ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง เสือดาว และหมี รูปใดฉันต้องอาบัติทุกกฏ (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๙๗-๑๐๐)
เหตุผลที่ท่านห้ามฉันเนื้อ ๑๐ อย่าง
ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า เนื้อมนุษย์ทรงห้าม เพราะมีชาติเหมือนตน เนื้อช้างและม้าทรงห้าม เพราะเป็นราชพาหนะ เนื้อสุนัขและเนื้องู ทรงห้ามเพราะเป็นของสกปรก (ฉันเนื้อสุนัขกลิ่นตัวแรงเหม็นเหมือนกลิ่นสุนัข หากสุนัขได้กลิ่นก็เห่าและกัดได้) เนื้อสัตว์ ๕ จำพวกมีราชสีห์เป็นต้นทรงห้าม เพื่อต้องการความไม่มีอันตรายแก่ภิกษุทั้งหลาย (พระฉันเนื้อเสือกลิ่นตัวเหมือนกลิ่นเสือ เวลาเข้าไปอยู่ป่า เสือก็กัด)
เนื้อ กระดูก เลือด หนัง และขนของสัตว์ ๑๐ จำพวก มีมนุษย์ เป็นต้น ก็ไม่ควรทั้งหมด
เมื่อภิกษุรู้หรือไม่รู้ก็ตามฉันเนื้ออย่างใดอย่างหนึ่ง (ในบรรดาเนื้อ ๑๐ อย่าง) เป็นอาบัติ รู้เมื่อใด พึงแสดงอาบัติเมื่อนั้น ไม่ถามก่อนรับด้วยตั้งใจว่า เราจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏเพราะรับ รับด้วยตั้งใจว่า เราจักถามก่อนจึงฉัน ไม่เป็นอาบัติ
อนึ่ง เป็นอาบัติ เฉพาะภิกษุผู้รู้แล้วฉันเนื้อที่เป็นอุททิสสมังสะ (เนื้อที่เขาฆ่าเฉพาะตน) เธอรู้ในภายหลังไม่ควรปรับอาบัติ (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๑๗๕)
แต่นมสดของสัตว์ที่มีเนื้อเป็นอกัปปิยะ (เนื้อที่ทรงห้าม ๑๐ อย่าง) ภิกษุดื่มไม่เป็นอาบัติ
(วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๕๗๗)
โดยปกติแล้ว พระควรระวังเรื่องการบริโภคนี้ให้มาก ถ้าตามใจปาก ตามใจท้อง จะรักษาศีลไม่ได้ และจะทำให้ลำบากในอนาคต เมื่อมีโยมเอาแกงปลา แกงเนื้อมาถวาย เมื่อเกิความสงสัยควรถามเสียก่อนว่า เนื้ออะไร ทำเพื่อใคร ถ้าเขาตอบว่าเนื้อวัวครับ ผมซื้อมาจากตลาด ทำกินเองแล้วแบ่งเอามาทำบุญส่วนหนึ่งครับ อย่างนี้พระฉันได้ ไม่เป็นอาบัติ
โยมผู้อุปัฏฐานพระควรถวายปลาและเนื้อที่สมควรเท่านั้น อย่าถวายปลาและเนื้อที่ไม่สมควร จะทำให้พระเป็นอาบัติ เมื่อพระเป็นอาบัติ จะทำให้บุญกุศลของโยมที่ถวายทานลดน้อยลง
พระรับและฉันอาหารดิบไม่ได้
อาหารดิบ คือ อาหารที่ไม่สุกด้วยไฟ เช่น ลาบเลือด และกุ้งเต้น เป็นต้น อาหารที่สุก ๆ ดิบ ๆ เช่น หอยแครงลวก และน้ำตก เป็นต้น
เมื่อพูดถึงอาหารดิบผู้ที่ชอบกินจะน้ำลายไหล เขาพูดกันว่า อาหารดิบมีวิตามินสูง รสชาติดี อร่อย แซบ หวาน โดยเฉพาะเนื้อดิบ ๆ หั่นสด ๆ จิ้มกับน้ำพริกทรงเครื่อง บางท้องถิ่นเวลาฆ่าวัวหรือควายแล้ว เขาจะหั่นเนื้อดิบ ๆ สด ๆ พร้อมเครื่องใน เช่น ตับ ไต ไส้ ปอด คลุกเคล้ากับน้ำจิ้มทรงเครื่อง กินกันตรงนั้นเสียก่อน ต่อจากนั้นค่อยแบ่งกัน เอาไปทำลาบดิบ ลาบเลือด หลู้ น้ำตก ซกเล็ก ก่อนกินก็แบ่งไปถวายพระที่วัดพระฉันเสร็จแล้วบอกว่า อร่อยมาก ๆ ติดใจในรสชาติของลาบเลือดนั้น พอนึกอยากขึ้นมา ก็ให้โยมบ้าง ให้สามเณรบ้าง ไปซื้อเนื้อดิบ ปลาดิบ มาทำลาบเลือด ก้อยดิบ ให้ฉันอีก บางครั้งโยมฆ่าวัวหรือควาย ก็มักจะแบ่งเนื้อวัว เนื้อควายดิบ ๆ ให้วัดส่วนหนึ่งเสมอ เพราะเห็นว่าพระชอบฉันเหมือนกัน
อาหารดิบที่โยมชอบถวายพระตามท้องถิ่นต่าง ๆ เช่น ลาบ ก้อย ปลาดิบ เนื้อดิบ ลาบเลือด หลู้ น้ำตก ซกเล็ก กุ้งเต้น ก้อยไข่มดแดง แหนมดิบ หอยแครงลวก หอยดอง ปลาร้า ปูดอง ปูเค็ม ปลาจ่อม ปลาส้ม น้ำพริกปลาร้าสับ และน้ำพริกกะปิ เป็นต้น อาหารดิบเหล่านี้เป็นอาหารที่โยมชอบกินกันและชอบถวายพระ เป็นโยมจะกินอะไรก็ได้ อย่างมากก็เป็นโรคพยาธิใบไม้ในตับ แต่พระจะฉันอะไรควรพิจารณาโดยใคร่ครวญถึงความเหมาะสมของศีลเสียก่อนว่า ควรหรือไม่ควรต่อพระวินัย พระจะรับประเคนปลาดิบ เนื้อดิบ และฉันปลาดิบ เนื้อดิบไม่ได้รวมทั้งอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ก็ไม่ได้เช่นเดียวกันผิดต่อพระวินัย ต้องอาบัติทุกกฏ ในเรื่องรับประเคนเนื้อดิบนี้แม้พระพุทธองค์ไม่ได้ปรับอาบัติไว้โดยตรง แต่ก็พอจะรู้เค้าโครงหรือนัยตรงกันข้ามส่องให้เห็นตามหลักฐานดังนี้
อนึ่ง ภิกษุพึงเว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ (ที.ม. ๙/๒๕๗)
ภิกษุเห็นเนื้อดิบที่เป็นเดน (ของเหลือกิน) แห่งสีหะ เป็นต้น จึงคิดว่าเราจะเอาไปให้แก่สามเณร รับประเคนก็ตามไม่รับประเคนก็ตามนำมาให้ควรอยู่ ถ้าอาจชำระวิตกให้หมดจดได้ (คือความคิดว่านำมาเพื่อตนเอง) แม้จะขบฉันอาหารที่ได้จากเนื้อเป็นเดนแห่งสีหะเป็นต้นนั้นก็ควร ไม่ต้องโทษ (อาบัติ) เพราะรับประเคนเนื้อดิบเป็นปัจจัย และไม่ต้องโทษเพราะอุคคหิตก์เป็นปัจจัย
(วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๕๗๔)
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตการรับประเคนเนื้อดิบไว้เพื่อประโยชน์แก่ตนเองในเพราะอาพาธเช่นนั้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตเนื้อดิบเลือดสดในเพราะอาพาธอันเกิดแต่อมนุษย์เข้าสิงและทรงห้ามไว้โดยสามัญว่า ภิกษุย่อมเป็นผู้งดเว้นจากการรับประเคนเนื้อดิบแม้โดยแท้
(สารัตถฎีกา. ๓/๒๙๙)
พระอมรารักขิตเถระผู้รจนาคัมภีร์สัตตปัพพบุพพสิกขาและบุพพสิกขาวรรณนา ได้กล่าวถึงเรื่องการรับเนื้อดิบปลาดิบและการฉันเนื้อดิบปลาดิบไว้ในมังสกถาว่า (ภิกษุ) อย่ารับเนื้อดิบและปลาดิบ อย่าฉันเนื้อดิบและปลาดิบ ถ้ารับถ้าฉันต้องทุกกฏด้วยอรรถกถาจารย์ท่านอาศัยคำในพระสูตรว่า อามกมํสปฏิคฺคหณา (งดเว้นจากการรับเนื้อดิบ) และอาศัยพุทธานุญาตว่า
อนุชานามิ ภิกฺขเว ฯเปฯ ปิวิตุ อามกโลหิตํ ดังนี้ ห้ามไว้ว่าเนื้อความในพระสูตรและพระพุทธานุญาตว่า ภิกษุย่อมเป็นผู้เว้นจากการรับเนื้อดิบ ว่า เราผู้ตถาคตอนุญาตให้ภิกษุผู้ถูกอมนุษย์เข้าสิงกายฉันเนื้อดิบก็ได้ ดื่มเลือดสดก็ได้ เพราะอาศัยคำทั้งสองนี้ อาบัตินี้ชื่อว่า บาลีมุตตกทุกกฏ
(บุพพสิกขาวรรณนา,๑๓๑)
ยกเว้นเฉพาะภิกษุผู้อาพาธ ถูกผีสิง ฉันเนื้อดิบ ดื่มเลือดสด ๆ ได้ ไม่ต้องอาบัติทุกกฏ สมดังพระพุทธดำรัสที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเนื้อดิบ เลือดสด ในเพราะอาพาธ เกิดแต่ผีเข้า (วิ.มหา. ๕/๖๕)
ถ้าพระรู้ว่าเป็นอาหารดิบ ก็ให้โยมทำให้สมควรเสียก่อน คือเอาไปทำให้สุกด้วยไฟ ก็จะไม่มีโทษทางพระวินัย และไม่เป็นโรคอันเกิดจากอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ นั้นด้วย ทางที่ดีโยมควรถวายอาหารที่สุกแล้วเท่านั้นแก่พระ การถวายอาหารสุกพระฉันไม่เป็นอาบัติ โยมก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ช่วยให้พระได้รักษาวินัยได้อย่างเคร่งครัด การถวายทานก็จะได้กุศลผลบุญพอกพูนเป็นทวีคูณ พระควรแนะนำสิ่งที่ถูกที่ควรแก่ญาติโยม ที่ไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก โยมกินอะไรเห็นว่าอร่อย ก็มักจะนำอาหารนั้นมาถวายพระ เพราะความเข้าใจผิดคิดว่าจะได้บุญมากนั่นเอง
เวลาและอาหาร
เวลาอาหารกับการฉันของพระ (กาลิก ของฉันตามกาล)
ชีวิตฆราวาส มีอิสรเสรีในการกินไม่มีขีดจำกัด กินได้ ดื่มได้ตลอดเวลา ตั้งแต่เช้า สาย บ่าย เย็น และกลางคืน คงเป็นเพราะฆราวาสต้องตรากตรำทำงานหนักเพื่อหาเงินมาซื้ออาหารเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง อยากกินและดื่มเวลาไหนก็ได้
แต่ว่าความเป็นพระภิกษุสามเณรในพระศาสนานี้ ไม่สามารถทำเหมือนอย่างฆราวาสได้เลย เพราะความเป็นสมณะซึ่งชาวโลกเขารู้ว่า เป็นผู้ละเว้นจากความประพฤติอย่างคฤหัสถ์ได้แล้วจึงออกบวช
เรื่องการฉันอาหารในเวลาวิกาลเหมือนกับฆราวาสญาติโยมนี้ เคยเกิดขึ้นในสมัยพระผู้มีพระภาคยังทรงพระชมม์อยู่ มีเนื้อความได้ปรากฏอยู่ในวินัยปิฎกว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ใกล้เมืองสาวัตถี ครั้งนั้น ในเมืองได้มีมหรสพบนยอดเขา พระสัตตรสวัคคีย์ได้ไปดูมหรสพ ประชาชนผู้เป็นญาติของท่านเห็นเข้าต่างก็ดีใจ จึงนิมนต์ให้สรงน้ำ ให้ลูบไล้ของหอม ให้ฉันอาหารแล้วยังได้ถวายของเคี้ยวติดไม้ติดมือไปด้วย พอกลับมาถึงอารามแล้วได้นิมนต์พระฉัพพัคคีย์ให้ฉันด้วยพระฉัพพัคคีย์ได้ถามว่า พวกท่านได้ของเคี้ยวมาจากไหน พระสัตตรสวัคคีย์เล่าเรื่องให้ฟัง พระฉัพพัคคีย์จึงถามว่า พวกท่านฉันอาหารในเวลาวิกาลหรือ พระสัตตรสวัคคีย์ยอมรับตามที่ตนฉัน พระฉัพพัคคีย์จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาต่างๆ เรื่องนี้ทรงทราบถึงพระพุทธเจ้า ๆ ทรงติเตียนพระสัตตรสวัคคีย์โดยประการต่าง ๆ แล้ว ทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงว่า อนึ่ง ภิกษุรูปใด เคี้ยวก็ดี ฉันก็ดี ซึ่งของเคี้ยว ซึ่งของฉันในเวลาวิกาล เป็นอาบัติปาจิตตีย์ (วิ.มหาวิ. ๒/๕๒๗-๘)
สำหรับชีวิตของพระภิกษุสามเณรบางท้องถิ่น หรือบางวัดในสมัยปัจจุบันนี้ มีการกินการดื่มเหมือนกับฆราวาสไม่มีผิด โดยมีความประพฤติไม่เหมาะสมต่อความเป็นสมณสารูป คือดื่มหรือฉันอาหารได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง กระทำกันจนเป็นปกติ อาจเป็นเพราะผู้หลักผู้ใหญ่รู้เห็นเป็นใจด้วย โดยไม่ทำการว่ากล่าวตักเตือน สั่งสอน ให้รู้ถึงความเป็นสมณะวิสัยของตน
ญาติโยมบางกลุ่มก็รู้สึกเอือมระอาใจมิใช่น้อย ต่อความประพฤติเช่นนี้ของบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ตนเคารพกราบไหว้ แต่ก็พูดอะไรไม่ออก บอกไม่ถูก ไม่รู้จะทำอย่างไรดีตลอดจนรู้สึกเฉยเมยและชินชา ไร้สติปัญญาจะแก้ไข ได้แต่พูดว่า แล้วแต่เวร แต่กรรมก็แล้วกัน
ส่วนญาติโยมบางกลุ่มก็ให้ความสนับสนุนต่อการกระทำเช่นนี้ โดยได้แนะนำท่านว่า อย่าไปเคร่งมากนักเลย ท่านอยากจะกินอะไร ทำอะไร ก็ทำเลย เคร่งนักเดี๋ยวมันจะขาด
ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ พระหนุ่มเณรน้อยในบางท้องถิ่นจึงฉันได้ตามอัธยาศัย ฉันอย่างเปิดเผย ไม่มีความสะทกสะท้าน เพราะทำจนเป็นปกติ เข้าใจว่าทำได้ไม่ผิดวินัย
แม้ญาติโยมกลุ่มผู้สนับสนุน ก็ไม่ว่าอะไร ยิ่งพากันขวนขวายเอาข้าวหม้อ แกงหม้อใหญ่ ๆ มาถวายตั้งไว้ที่หอฉันกลัวพระเณรจะหิว รูปไหนหิวเมื่อไร ก็ไปตักเอามาฉันตามต้องการได้ตลอดเวลา
บางครั้งเมื่อมีพระอาคันตุกะไปพัก พอตกเย็นทั้งญาติโยมและพระกลุ่มนี้ รีบไปหาสำรับกับข้าวเต็มถาด ยกมาถวายพระอาคันตุกะ ซึ่งเดินทางมาเหนื่อย ๆ พระอาคันตุกะผู้เคร่งครัดในพระวินัย จึงถามพระเจ้าถิ่นว่า ฉันอาหารตอนเย็นได้หรือครับ พระเจ้าถิ่นตอบว่า โถ ทำไมจะไม่ได้คุณ พระถิ่นนี้ ฉันได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ฉันไปเลยไม่ต้องห่วง ไม่มีใครว่าอะไรหรอก พระอาคันตุกะยังไม่หายสงสัย จึงถามต่อไปอีกว่า หลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านไม่ว่าหรือครับ พระเจ้าถิ่นตอบว่า ไม่ว่าหรอก หลวงพ่อท่านก็ฉัน ท่านยังบอกว่า ถ้าหิวแล้วไม่ฉันถือว่า เป็นการทรมานร่างกาย เดี๋ยวเป็นบาป
เมื่อเป็นเช่นนี้ พระอาคันตุกะผู้หิวโหยบางรูป ที่เห็นแก่ปากแก่ท้องก็อนุโลมตาม ฉันไปกับเขาด้วย กลายเป็นพวกเดียวกันไปส่วนพระภิกษุรูปที่ใคร่รักษาพระวินัยเกรงกลัวต่อโทษ อันเกิดจากการต้องอาบัติ ก็บอกปฏิเสธไปว่า ผมยังไม่หิวครับ นิมนต์เอาไปถวายรูปอื่นนะครับ
อีกกรณีหนึ่ง พระเณรบางท้องถิ่นไม่ฉันอาหารเย็น ซึ่งเป็นเวลาวิกาล คือหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว แต่กลับฉันผลไม้ทุกอย่างเมื่อเวลาพระอาคันตุกะไปพักด้วย ก็จะยกผลไม้ถาดใหญ่ มีผลไม้หลายอย่างมาต้อนรับ พระอาคันตุกะรูปที่ไม่เคยฉันก็ถามว่า พระฉันผลไม้ตอนเย็นได้หรือครับ พระเจ้าถิ่นตอบว่า ได้สิผลไม้อะไรก็ตามที่ขึ้นต้นด้วย มะ แล้ว ฉันได้ทั้งหมด พระอาคันตุกะถามว่า ใครสอนท่านอย่างนี้ พระเจ้าถิ่นตอบว่า อาจารย์ของผมท่านบอกว่า ผลไม้ที่ขึ้นต้นด้วย มะ ฉันได้หมด เช่น มะขามป้อม มะม่วง มะพร้าว มะแตงโม และมะทุเรียนเป็นต้น พระอาคันตุกะพูดแย้งว่า อาจารย์ท่านน่าจะสอนผิด พระเจ้าถิ่นรู้สึกไม่พอใจ จึงพูดอย่างมีอารมณ์ว่า อาจารย์ผมสอนไม่ผิดแน่นอน ถ้าผิดท่านจะสอนไปทำไม ท่านบวชมานานแล้วจนเป็นครูบาอาจารย์ มีคนนับหน้าถือตาเยอะแยะ มีลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมือง จะสอนผิดได้อย่างไรกัน พระอาคันตุกะไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ได้แต่รำพึงในใจว่า ท่านเหล่านี้งมงายจริง อาจารย์ของตนกล่าวตู่พระธรรมวินัยก็ยังไม่รู้ มัวแต่ยึดมั่นในตัวบุคคลจนลืมพระธรรมวินัย อันเป็นแบบแผนที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้
ลัทธิฉันอาหารตอนเย็นและฉันผลไม้ที่ขึ้นชื่อด้วย มะ ได้ระบาดไปทั่วประเทศจนยากแก่การแก้ไข พระภิกษุที่เป็นครูอาจารย์ ก่อนจะพูดอะไร ควรคำนึงถึงความถูกต้องตามพระวินัยเป็นหลัก อย่าพูดเอาตามความชอบใจ เมื่อท่านสอนอะไรออกไป ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ตาม ลูกศิษย์ก็จะยึดถือ และปฏิบัติตามเช่นเดียวกัน ถ้าเป็นเรื่องที่ถูกต้องก็ดีไป แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ผิด ก็จะเกิดความเสียหาย เป็นอย่างมากต่อพระพุทธศาสนาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย
ดังนั้น การเป็นพระจะฉัน หรือดื่ม เหมือนฆราวาสญาติโยมไม่ได้ เพราะถูกจำกัดสิทธิ์ไม่มีอิสระเสรีในการฉัน ควรคำนึงถึงพระวินัยเป็นหลัก โดยรู้จักประมาณในการฉันในการบริโภค อยากจะฉันอะไร ดื่มอะไร ก็ไม่สะดวกนัก ท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อต้องการของร้อน ก็กลับได้ของเย็น เมื่อต้องการของเย็น ก็กลับได้ของร้อน เพราะชีวิตของพระเนื่องด้วยผู้อื่น การฉันอาหารจึงมีข้อจำกัดด้วยกาลเวลาเข้ามาเนื่องด้วยตลอด
ฉะนั้น พระควรพิจารณาก่อนขบฉันสักนิดว่า ของบางอย่างมีระยะเวลาในการฉันได้ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงวันเท่านั้น เลยเที่ยงไปฉันไม่ได้
ของบางอย่าง มีระยะเวลาในการฉันได้ วัน ๑ กับ คืน ๑ อรุณของวันใหม่ขึ้น ฉันไม่ได้
ของบางอย่าง มีระยะเวลาในการฉันได้ตลอด ๗ วัน อรุณของวันที่ ๘ ขึ้น ฉันไม่ได้
ของบางอย่าง มีระยะเวลาในการฉันได้ตลอดชีวิต แต่จะฉันต่อเมื่อมีเหตุจำเป็น เช่น คราวอาพาธ เป็นต้น
ถ้าพระฉันอาหาร ผิดเวลาเพียงนิดเดียว ก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์บ้าง ทุกกฏบ้าง เพราะฉะนั้น พระภิกษุสามเณร จึงควรใส่ใจถึงเรื่อง กาลิก คือ ของฉัน ของดื่ม ที่ถูกกำหนดเกี่ยวเนื่องกับกาล ให้ดี หากไม่ใส่ใจหรือไม่รู้ ก็ต้องอาบัติได้ง่ายและรักษาวินัยก็ไม่สะดวก
กาลิก
กาลิก คือ ของฉันที่พระภิกษุเก็บไว้ฉันได้ตามเวลาที่กำหนดไว้ มี ๔ อย่าง
๑. ยาวกาลิก คือ ของฉันที่พระรับประเคนแล้วเก็บไว้ได้ ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงวัน
๒. ยามกาลิก คือ ของฉันที่พระรับประเคนแล้วเก็บไว้ได้ วัน ๑ กับคืน ๑ (ตั้งแต่เช้าจนถึงก่อนอรุณขึ้นของวันใหม่)
๓. สัตตาหกาลิก คือ ของฉันที่พระรับประเคนแล้ว เก็บไว้ได้ตลอด ๗ วัน
๔. ยาวชีวิก คือ ของฉันที่พระรับประเคนแล้ว เก็บไว้ได้ตลอดชีวิต แต่จะฉันต้องมีเหตุจำเป็น เช่น เจ็บป่วย เป็นต้น
อธิบายกาลิก ๔ อย่าง
-
ยาวกาลิก คือ ของฉันอันได้แก่ ขาทนียะ (ของเคี้ยว) โภชนียะ (ของฉัน) ที่พระรับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้ ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงวัน เลยเที่ยงไปฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์
โภชนียะ ได้แก่ โภชนะทั้ง ๕ คือ ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลาและเนื้อ
ขาทนียะ ได้แก่ อาหารมีขนม เป็นต้น ที่ทำด้วยบุพพัณชาติ (ข้าว ๗ ชนิด) อปรัณชาติ (ถั่วและงาชนิดต่าง ๆ) มหาผล (ผลไม้ใหญ่ ๙ ชนิด) ตลอดจน ราก หัว เหง้า ยอด หน่อ ลำต้น เปลือก ใบ ดอก ผล เมล็ด แป้งและยางเหนียวของต้นไม้ เถาวัลย์ และหญ้าที่มีคติเหมือนอย่างอามิส (สำหรับกินเป็นอาหารของคนในชนบทนั้นๆ) จัดเป็น ขาทนียะ ทั้งหมด
บุพพัณชาติ ได้แก่ พืชจำพวกข้าว มีข้าว ๗ ชนิด คือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ข้าวเหนียว ข้าวละมาน ข้าวฟ่าง ลูกเดือย และหญ้ากับแก้ (หญ้าข้าวนก)
อปรัณณชาติ ได้แก่ พืชสำหรับทำอาหาร มีถั่วชนิดต่าง ๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วดำ เป็นต้น
มหาผล ได้แก่ ผลไม้ใหญ่ ๙ ชนิด คือ ผลตาล มะพร้าว ขนุน สาเก น้ำเต้า ฟักเขียว แตงไท แตงโม และฟักทอง
ราก ได้แก่ รากผักกาด ผักขม ผักชี ผักบุ้ง และรากเล็กของบัวหลวง และบัวขาว เป็นต้น ที่ยังอ่อน
เหง้า ได้แก่ เหง้าบัวหลวง บัวขาว ตะไคร้น้ำ และเถาคล้า เป็นต้น
ยอด ได้แก่ ยอดตาล มะพร้าว หมาก หวาย และผัก เป็นต้น
หน่อ ได้แก่ หน่อไม้ไผ่ อ้อย อ้อ ข่า และเผือก เป็นต้นล
ลำต้น ได้แก่ ลำต้นไม้ขานาง ลำอ้อย สายบัวเขียว บัวแดง และบัวโกมุท เป็นต้น
เปลือก ได้แก่ เปลือกอ้อย ที่ยังมีรสหวานอยู่ เพียงอย่างเดียว
ใบ ได้แก่ ใบเผือก มัน ตำลึง มะม่วง มะกอก และผักกาด เป็นต้น
ดอก ได้แก่ ดอกผักกาด สะเดา แค มะพร้าวอ่อน และโสน เป็นต้น
ผล ได้แก่ ผลขนุน ตาล มะพร้าว มะม่วง มะเขือ และกล้วย เป็นต้น
เมล็ด ได้แก่ เมล็ดขนุน มะขาม เกาลัด บัว สะตอ ลูกเนียง และกระถิน เป็นต้น
แป้ง ได้แก่ แป้งธัญชาติ ๗ ชนิด อปรัณณชาติ ตาล และกลอย เป็นต้น
ยาง ที่เป็นยาวกาลิกไม่มี มีแต่ที่เป็นสัตตาหกาลิก ได้แก่ยางอ้อย เป็นต้น
๒. ยามกาลิก คือ ของฉันได้แก่ เครื่องดื่มสำหรับพระที่พระรับประเคนแล้วเก็บไว้ดื่มได้ วัน ๑ กับคืน ๑ ได้แก่ น้ำผลไม้ ๘ อย่าง คือ
น้ำมะม่วง น้ำลูกหว้า น้ำกล้วยมีเมล็ด น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด น้ำมะซาง น้ำลูกจันทน์หรือองุ่น น้ำเหง้าบัว และน้ำมะปราง หรือลิ่นจี่
น้ำผลไม้เล็ก ๆ มีหวาย มะขาม มะงั่ว สะคร้อ และเล็บเหยี่ยว เป็นต้น และน้ำผลไม้ทุกชนิด เว้นน้ำธัญชาติกับสิ่งอนุโลม (คือ พืชที่นำมาปรุงเป็นอาหารได้เหมือนข้าว)
น้ำใบไม้ทุกชนิด เว้นน้ำต้มผัก
น้ำดอกไม้ทุกชนิด เว้นน้ำดอกมะซาง
น้ำอ้อยสดที่ไม่มีกาก (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๑๕๒)
น้ำผลไม้ต่าง ๆ เป็นต้นเหล่านี้ ให้อนุปสัมบัน (สามเณรหรือโยม) ขยำทุบคั้นกับน้ำเย็นที่สะอาด หรือทำให้สุกด้วยแสงอาทิตย์ก็ควร ทำให้สุกด้วยไฟไม่ควร แล้วกรองด้วยผ้าขาวบางไม่ให้มีกาก พระรับประเคนแล้วเก็บไว้ดื่มได้ วัน ๑ กับคืน ๑ พระพุทธองค์ทรงอนุญาต ให้พระดื่มน้ำปานะเหล่านี้เพื่อแก้กระหาย
พระรับประเคนเครื่องดื่ม ที่เป็นยามกาลิกไว้ เมื่ออรุณของวันใหม่ขึ้น พระยังเก็บเครื่องดื่มนั้นไว้เป็นสันนิธิ ด้วยความประสงค์จะเก็บเอาไว้ฉัน เป็นอาบัติทุกกฏในเพราะรับก่อนเมื่อฉันต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุก ๆ คำกลืน (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๕๔๔) (เป็นอาบัติปาจิตตีย์ เพราะฉันโภชนาหารที่เก็บสั่งสมไว้ค้างคืนเรียกอาหารที่เก็บไว้นั้นว่า สันนิธิ)
๓. สัตตาหกาลิก คือ ของฉันประเภทยา ที่พระรับประเคนแล้ว เก็บไว้ฉันได้ตลอด ๗ วัน ได้แก่ เภสัชทั้ง ๕ อย่าง คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย
เนยใส ได้แก่ เนยใสที่ทำมาจาก น้ำนมของกัปปิยมังสะ (สัตว์มีเนื้อที่สมควรซึ่งพระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้พระฉันได้)
น้ำมัน ได้แก่ น้ำมันที่สกัดมาจากเมล็ดงา เมล็ดพันธุ์ผักกาด เมล็ดมะซาง และเปลวสัตว์ทุกชนิด เว้นแต่เปลวมนุษย์
น้ำผึ้ง ได้แก่ น้ำหวานที่ได้จากผึ้งเล็ก และผึ้งใหญ่
น้ำอ้อย ได้แก่ น้ำหวานที่เกิดจากอ้อย
(วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๑,๐๓๓)
เภสัช ๕ เหล่านี้ พระพุทธองค์ทรงอนุญาต ให้พระที่เจ็บไข้ได้ป่วย ฉันอาหารไม่ค่อยจะได้ เป็นโรคผอมแห้งแรงน้อยให้ฉันเป็นยาแก้โรค รับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้ตลอด ๗ วัน ฉันได้ ทั้งในกาลและเวลาวิกาล
ดังตัวอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยที่สามารถแผ่ไปเพื่อสำเร็จเป็นอาหารกิจ ซึ่งทรงอนุญาตไว้ โดยชื่อแห่งเภสัชอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตเภสัช ๕ เหล่านั้น ภิกษุรับประเคนแล้วพึงบริโภคได้ตามสบายในปุเรภัต (เช้าถึงเที่ยง) ในวันนั้น ตั้งแต่ปัจฉาภัตไป (หลังเที่ยงไปแล้ว) เมื่อมีเหตุพึงบริโภคได้ตลอด ๗ วัน
(วิ.มหาวิ.อฏ. ๑/๑,๐๕๒)
ถ้าภิกษุรับประเคนเภสัช ๕ อย่าง มีเนยใส เป็นต้น แม้ทั้งหมดเก็บรวมไว้ในหม้อเดียวกัน เมื่อล่วง ๗ วันไปแล้ว เป็นนิคสัคคีย์เพียงตัวเดียว เมื่อแยกกันเก็บเป็นนิสสัคคีย์ ๕ ตัว (แยกเก็บคนละภาชนะ) เภสัช ๕ นี้ ยังไม่ล่วง ๗ วัน ภิกษุผู้อาพาธก็ดีไม่อาพาธก็ดี ฉันได้ (เมื่อมีเหตุ) (วิ.มหาวิ.อฏ. ๑/๑,๐๕๐)
พระรับประเคนสัตตาหกาลิก เพื่อฉันเป็นอาหาร เป็นอาบัติทุกกฏ เพราะการรับประเคนเป็นปัจจัยก่อน, แต่เมื่อกลืนกิน ถ้าเป็นของไม่มีอามิสเป็นทุกกฏทุกๆ คำกลืน ถ้าสัตตาหกาลิกยาวชีวิก ระคนด้วยอามิสเป็นของที่ภิกษุรับประเคนเก็บไว้ เป็นอาบัติปาจิตตีย์ตามวัตถุแท้
(วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๕๔๕)
๔. ยาวชีวิก คือ ของฉันประเภทยาทั่วไปที่พระรับประเคนแล้วเก็บรักษาไว้ ฉันได้ตลอดชีวิตเมื่อมีเหตุ (เจ็บป่วย) ได้แก่ รากหัว เหง้า น้ำฝาด ใบ ผล ยางของต้นไม้ เถาวัลย์ ต้นหญ้า ที่พวกมนุษย์ไม่ได้เอาไปทำกินเป็นอาหาร และเกลือ จัดเป็นยาวชีวิก มีมากมายไม่สามารถนับชื่อและจำนวนได้ทั้งหมด
ราก ได้แก่ รากแฝก แห้วหมู ขมิ้น ขิง ข่า ว่านน้ำ ว่านเปราะ และอุตพิด เป็นต้น
หัว ได้แก่ หัวกระทือ กระเม็ง กลอย กระชาย กระเทียม ข่า และตระไคร้ เป็นต้น
เหง้า ได้แก่ เหง้าขมิ้น ขิง การะเกด ตาล มะพร้าว หมาก และเต่าร้าง เป็นต้น
น้ำฝาด ได้แก่ น้ำฝาดสะเดา มูกมัน กระดอม บอระเพ็ด และกระถินพิมาน เป็นต้น
ใบ ได้แก่ ใบสะเดา มูกมัน กระดอม กะเพรา แมงลัก และฝ้าย เป็นต้น
ผล ได้แก่ ผลดีปลี พริก สมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม และโกฐ เป็นต้น
ยาง ได้แก่ ยางต้นหิงคุ ยางจากยอด ใบ และก้านของต้นตักกะ และกำยาน เป็นต้น
เกลือ ได้แก่ เกลือทะเล เกลือดำ เกลือสินเธาว์ เกลือภูเขา เกลือดินโป่ง และเกลือหุง เป็นต้น
รากที่เป็นเภสัช เป็นต้น ไม่ได้จัดเป็นอาหารตามปกติของพวกมนุษย์ในชนบทนั้น ๆ ก็จัดเป็นเภสัชทั้งหมด พระรับประเคนเภสัชเหล่านั้นแล้ว เก็บรักษาไว้ได้ตลอดชีวิต เมื่อมีเหตุจำเป็น จึงบริโภค (ฉัน) ได้ เมื่อไม่มีเหตุ พระบริโภคต้องอาบัติทุกกฏ (วิ.มหาวิ.อฏ. ๑/๖๑)
พระรับประเคนยาวชีวิกไว้ เพื่อฉันเป็นอาหาร ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะการรับประเคนเป็นปัจจัยก่อน เมื่อฉัน ถ้าไม่ผสมอาหาร ต้องอาบัติทุกกฏทุก ๆ คำกลืน ถ้ายาวชีวิกผสมกับอาหารที่พระรับประเคนเก็บไว้เป็นปาจิตตีย์ตามวัตถุ (เพราะเป็นสันนิธิ) (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๕๔๕)
กาลิกผสมกัน
กาลิกผสมกันตั้งแต่ ๑ กาลิก ๒ กาลิก ๓ กาลิก หรือ ๔ กาลิก ให้ถือเอากาลิกที่มีอายุน้อยที่สุดเป็นเกณฑ์ เพราะกาลิกที่มีอายุน้อยที่สุด จะดึงกาลิกที่มีอายุมากกว่าตน เข้าสู่สภาพของตน (เป็นอันเดียวกับตน) จะทำให้กาลิกที่มีอายุมากสั้นลงตามกาลิกที่มีอายุน้อยนั้น เช่น ยามกาลิก ชักกาลิกทั้ง ๒ มีสัตตาหกาลิก และยาวชีวิก เข้าสู่สภาพของตน สัตตาหกาลิก ชักยาวชีวิกที่ปนกับตน เข้าสู่สภาพของตนเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ยาวชีวิก ที่รับประเคนในวันนั้นก็ดี รับประเคนในวันก่อน ๆ ก็ดีปนกับสัตตาหกาลิกที่รับประเคนในวันนั้น ควรเพียง ๗ วัน ปนกับ สัตตาหกาลิกที่รับประเคนไว้ ๒ วัน ควรเพียง ๖ วันปนกับ สัตตาหกาลิกที่รับประเคนไว้ ๓ วัน ควรเพียง ๕ วัน ปนกับ สัตตาหกาลิกที่รับประเคนไว้ ๗ วัน ควรในวันนั้นเท่านั้น เพราะเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายยาวชีวิกที่รับประเคนในวันนั้น ปนกับสัตตาหกาลิกควร ๗ วัน ตรัสว่ายาวชีวิกที่รับประเคนแล้ว คือ ปนกับสัตตาหกาลิกควร ๗ วัน ก็เมื่อกาลิก ๓ นี้ก้าวล่วงกาล ยาม และ ๗ วัน พึงทราบอาบัติด้วย อำนาจวิกาลโภชนะสิกขาบทสันนิธิสิกขาบท และเภสัชชสิกขาบทก็แลในกาลิก ๔ กาลิก ๒ คือ ยาวกาลิก ๑ ยามกาลิก ๑ เท่านั้น เป็นอันโตวุตถะ (อาหารที่ภิกษุเก็บไว้ค้างคืนในอกัปปิยกุฏิ) ด้วยเป็นสันนิธิการกะด้วย แต่สัตตาหกาลิกและยาวชีวิก แม้นจะเก็บไว้ในอกัปปิยกุฏิก็ควร ทั้งไม่ให้เกิดสันนิธิด้วย (วิ.มหาวิ.อฏ. ๕/๑๙๒) สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
๑. ยามกาลิกระคนกับยาวกาลิก ที่รับประเคนในวันนั้นควรในกาล (เช้าถึงเที่ยววัน) ไม่ควรในวิกาล (ตั้งแต่เที่ยงวันไปจนอรุณขึ้น)
๒. สัตตาหกาลิกระคนกับยาวกาลิก ที่รับประเคนในวันนั้น ควรในกาลไม่ควรในวิกาล
๓. ยาวชีวิกระคนกับยาวกาลิก ที่รับประเคนในวันนั้นควรในกาล ไม่ควรในวิกาล
๔. สัตตาหกาลิกระคนกับยามกาลิก ที่รับประเคนในวันนั้น ควรชั่วยาม (วัน ๑ กับคืน ๑) ล่วงยามแล้วไม่ควร
๕. ยาวชีวิกระคนกับยามกาลิก ที่รับประเคนในวันนั้นควรชั่วยาม ล่วงยามแล้วไม่ควร
๖. ยาวชีวิกระคนกับสัตตาหกาลิก ที่รับประเคนในวันนั้น ควรตลอด ๗ วัน ล่วง ๗ วันแล้ว ไม่ควร (วิ.มหาวิ.อฏ. ๕/๑๖๒)
ย่อเพื่อจำง่าย
- ยามกาลิก + ยาวกาลิก = ยาวกาลิก มีอายุ เช้าถึงเที่ยง
- สัตตาหกาลิก + ยาวกาลิก = ยาวกาลิก มีอายุ เช้าถึงเที่ยงวัน
- ยาวชีวิก + ยาวกาลิก = ยาวกาลิก มีอายุ เช้าถึงเที่ยงวัน
- สัตตาหกาลิก + ยามกาลิก = ยามกาลิก มีอายุ วัน ๑ กับคืน ๑
- ยาวชีวิก + ยามกาลิก = ยามกาลิก มีอายุ วัน ๑ กับคืน ๑
- ยาวชีวิก + สัตตาหกาลิก = สัตตาหกาลิก มีอายุ ๗ วัน
สรุป กาลิก คือ ของฉันสำหรับพระ ที่เกี่ยวกับกาล มี ๔ อย่าง
- ยาวกาลิก ได้แก่ อาหาร (ขาทนียะ คือ ของเคี้ยวและโภชนียะ คือ ของฉัน)
- ยามกาลิก ได้แก่ เครื่องดื่มสำหรับพระ (น้ำปานะ)
- สัตตาหกาลิก ได้แก่ ยารักษาโรคผอมแห้งแรงน้อย (เภสัช ๕)
- ยาวชีวิก ได้แก่ ยารักษาโรคทั่วไป (มีมูลเภสัช เป็นต้น)
พระฉันอาหารต่างกับญาติโยม ตรงที่มีกาลเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เมื่อเป็นพระถ้าไม่ทำความเข้าใจเรื่องกาลิกให้ดีจะฉันอาหารไม่ถูกตามหลักพระวินัย ทำให้ผิดพลาด ต้องอาบัติได้ง่าย เช่น ของที่ควรฉัน ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงวัน ไปฉันตอนบ่าย เป็นต้น ก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุก ๆ คำกลืน ฉัน ๑๐๐ คำ ก็ต้องอาบัติ ๑๐๐ ครั้ง แต่ได้ยินพระบางรูปพูดว่า อาบัติปาจิตตีย์เป็นอาบัติเล็กน้อย แสดงอาบัติก็หลุดแล้ว ถ้าพูดอย่างนี้ก็แสดงว่า ไม่มีความละอายไม่มีความเคารพต่อสิกขาบท คือ พระวินัย จึงเปรียบเสมือนแมลงเม่าไม่กลัวไฟ อย่างนี้แม้เป็นพระภิกษุสามเณรก็ตาม ไม่ละอายใจต่อญาติโยมผู้รักษาศีล ๕ ศีล ๘ บ้าง ถึงญาติโยมเป็นคฤหัสถ์ยังมีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป โทษคืออาบัติเล็กน้อยพระยังรักษาไม่ได้ แน่ใจหรือว่าโทษ คืออาบัติใหญ่จะรักษาได้ โดยมากแล้วผู้รักษาอาบัติเล็กน้อยไม่ได้ ย่อมไม่สามารถรักษากองอาบัติใหญ่ได้ เป็นพระภิกษุสามเณร เห็นแก่ปากแก่ท้องจะรักษาศีล รักษาวินัยได้อย่างไร เพราะเป็นอันตรายอย่างหนึ่งในจำนวนอันตราย ๕ อย่างของภิกษุสามเณรผู้บวชประพฤติพรหมจรรย์ในพระศาสนานี้
พระภิกษุสามเณร ควรใส่ใจเรื่องกาลิกให้ดี ก่อนจะฉันอะไร จะได้เอามาเป็นเครื่องตรวจสอบว่า ของฉันชนิดนี้เป็นกาลิกอะไร เมื่อทราบแล้วทำให้ฉันได้ถูกต้อง ไม่ผิดวินัย และรักษาวินัยได้สะดวก
สำหรับญาติโยม ถ้ามีความรู้ความเข้าใจเรื่องกาลิกดีแล้วเวลาถวายของฉันแก่พระจะทำได้อย่างถูกต้อง เช่น เวลาเช้าถึงเที่ยงวันควรถวายกาลิกอะไรแก่พระ เลยเวลาเที่ยงวันไป ควรถวายกาลิกอะไรแก่พระ ถ้าญาติโยมไม่มีความรู้เรื่องกาลิก ตอนบ่ายควรถวายยามกาลิก (น้ำปานะ) แต่กลับถวายยาวกาลิก (อาหาร) แก่พระ อย่างนี้เป็นต้น นอกจากจะไม่ถูกกาลแล้ว ยังทำให้พระต้องอาบัติ เพราะรับประเคนและฉันอาหารนั้น เมื่อญาติโยมเข้าใจเรื่องนี้ดีแล้ว นอกจากจะไม่ซื้ออาหารถวายพระตอนบ่ายแล้วเวลาเห็นพระเณรฉันอาหารตอนบ่าย ตอนเย็น ก็จะได้แนะนำถวายความรู้แก่ท่านว่า พระเณรฉันอาหารหลังเที่ยงวัน หรือตอนเย็นไม่ได้ เพราะอาหารเป็นยาวกาลิกฉันได้ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงวันเท่านั้น เลยเที่ยงวันไปแล้วฉันไม่ได้ หากฉันจะต้องอาบัติเจ้าค่ะ
ผู้บวชเป็นพระภิกษุสามเณรแล้วไม่ใช่จะรู้วินัยทุกเรื่อง พระเณรที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัยอย่างจริงจังก็ไม่รู้อะไรเป็นอะไรหรือเมื่อบวชมาแล้วเรียนแต่วิทยาการทางโลกอย่างเดียว ซึ่งไม่สอดคล้องต่อพระธรรมวินัย ความรู้ของพระเณรเหล่านี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากโยมเลย เพราะพระธรรมวินัยในพระศาสนานี้เป็นของละเอียดลึกซึ้ง ควรที่จะใส่ใจศึกษา เพื่อปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง และไม่เกิดโทษแก่ตนเอง
สรุปว่า ทั้งพระ ทั้งโยม ควรสนใจเรื่องกาลิกเป็นพิเศษฝ่ายพระเมื่อเข้าใจเรื่องกาลิกได้อย่างถูกต้อง จะได้ไม่เป็นอาบัติ เพราะเรื่องนี้ และจะได้แนะนำญาติโยมให้เข้าใจอีกด้วย ฝ่ายญาติโยมเมื่อเข้าใจเรื่องกาลิกดีแล้ว จะได้ถวายอาหารพระได้ถูกกาลถูกเวลา เป็นการเอื้อเฟื้อพระให้รักษาวินัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำสอนของพระบรมศาสดา และความรู้นี้จะได้เอาไปแนะนำเพื่อนฝูงและพระเณรที่ไม่รู้เรื่องวินัยด้วย แต่ต้องดูความเหมาะสมอื่น ๆ ประกอบด้วย ไม่ใช่แนะนำร่ำไป โดยปราศจากการพิจารณาถึงความเหมาะสม มิฉะนั้น จะกลายเป็นโทษภัยแก่ตนเองได้
เครื่องดื่ม
เครื่องดื่มสำหรับพระ
น้ำปานะ คือ เครื่องดื่ม สมัยนี้มีเครื่องดื่มมากมายหลายชนิด มีทั้งชนิดถุง กล่อง กระป๋อง และขวด หลากหลายยี่ห้อมีน้ำผลไม้ทุกอย่างให้เลือก มีน้ำอย่างเดียว มีทั้งเนื้อทั้งน้ำปนกัน มีประเภทนมสด นมข้น นมถั่วเหลือง และน้ำนมข้าวเป็นต้น รวมทั้งประเภทบำรุงกำลัง เช่น ซุปไก่ แบรนด์ รังนก ลิโพ กระทิงแดง ไมโล โอวัลติน และกาแฟ เป็นต้น มีมากมายบรรยายไม่จบไม่สิ้น มีการผลิตขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค ใครชอบประเภทไหน ก็ซื้อได้ตามร้านค้าตู้แช่ทั่วไป มีทั้งเย็น ทั้งไม่เย็น ไว้บริการลูกค้าตลอด ๒๔ ชั่วโมง ฆราวาสญาติโยม ดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ได้ทั้งหมด ไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด ส่วนพระบางรูปก็คิดว่าควรจะดื่มได้ทั้งหมดเหมือนกัน เพราะมีความกระหายเหมือนกับโยม ปัจจุบันนี้พระบางรูปท่านมองเห็นเครื่องดื่มทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นเป็นน้ำปานะหมด ต่อไปวันข้างหน้า บางทีท่านเหล่านี้อาจจะสงเคราะห์เครื่องดื่มประเภทที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เบียร์ ไวน์ และวิสกี้ เป็นต้น ว่าเป็นน้ำปานะก็ได้ เมื่อถึงเวลานั้น พระก็คงมีสภาพไม่แตกต่างอะไรกับฆราวาสญาติโยม
ปัจจุบันนี้ก็กำลังปรากฏให้เห็นอยู่ ตามงานปริวาสหรือตามงานประชุมบางแห่งที่มีพระเป็นจำนวนมาก พอถึงเวลาบ่ายหรือเย็น จะมีโยมไปเลี้ยงน้ำปานะกัน บางวันจะเป็นนมสด นมกล่อง บางวันก็เป็นน้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง มีทั้งลูกเดือย และเมล็ดบัวใส่เข้าไปด้วย บางวันก็เป็นต้มถั่วเขียวข้น ๆ มีน้ำนิดหน่อย บางวันก็เป็นไอศครีมถั่วดำ บางวันเป็นน้ำปั่นผลไม้รวม มีทั้งสับปะรด แตงโม มะละกอ และแครอท เป็นต้น ชนิดไม่ต้องกรองทั้งเข้มทั้งข้น ล้วนแต่เป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติถูกปากทั้งนั้น โยมอุตส่าห์ทำให้ถึงขนาดนี้ มีพระบางรูปไม่ถูกใจ ยังบ่นอีกว่า โยมน่าจะเอาโจ๊กมาถวายให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย ท่านจะพูดประชด หรือพูดจริงก็ไม่ทราบ แต่ถ้าท่านพูดจริง ก็เห็นด้วยกับท่านเหมือนกัน เพราะน้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง ไอศครีมถั่วดำกับโจ๊กก็ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไหร่
ส่วนพระบางรูปเลี้ยงง่าย บำรุงง่ายเหลือเกิน โยมเอาอะไรมาถวายก็บอกว่า ไม่ คือไม่ปฏิเสธ ดื่มหมดทุกอย่าง ไม่มีขัดศรัทธา ตั้งแต่ผู้ใหญ่จนถึงผู้น้อย ก็ไม่เห็นท่านห้ามปรามอะไร พูดแต่ว่า เข้าท่าดีนะโยม พระรูปที่ท่านไม่ดื่มก็มีบ้างแต่ก็น้อย บางรูปท่านเห็นว่าไม่สอดคล้องต่อพระวินัยจึงถามโยมว่า โยมทำไมถวายน้ำปานะอย่างนี้ โยมตอบว่า หลวงพ่อท่านแนะนำเจ้าค่ะ
สรุปแล้วเกิดจากพระชอบ แล้วไปสั่งโยมทำ โดยลำพังโยมคงไม่คิดทำถวายขนาดนี้
บางรูปท่านก็เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะอยู่ที่วัดท่านก็ดื่มน้ำปานะประเภท นมสด ไมโล โอวัลติน กาแฟ น้ำเต้าหู้ และน้ำผลไม้ปั่นอยู่แล้ว สำหรับท่านที่ไม่เคยดื่มอย่างนี้ ก็เห็นว่าผิดต่อพระวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ จึงไม่ดื่ม
การเลี้ยงน้ำปานะดังกล่าวมานี้ พระที่ยังไม่เข้าใจพระวินัยต่างก็แซ่ซ้องสรรเสริญกันใหญ่ว่า น้ำปานะที่นี่ดีจริง ๆ ดื่มแล้วอยู่ท้องดี โยมก็แสนดีไม่ปล่อยให้พระท่านอดอยาก ไม่เหมือนบางงานวันไหน ๆ ก็ถวายแต่น้ำขิง น้ำมะตูม เป็นต้น
พระปฏิบัติบางรูป ก็ให้โยมทำน้ำปานะชนิดพิเศษ คือให้เอาเนื้อไก่มาหั่นให้ละเอียด ต้มใส่เครื่องแกง เครื่องยา ทำเหมือนแกงไก่ทุกอย่าง ต้มสุกดีแล้ว นำมากรองด้วยผ้าขาบาง แล้วให้นำมาถวายพระโดยให้เหตุผลว่า น้ำปานะชนิดนี้มีประโยชน์มากเป็นทั้งยา เป็นทั้งน้ำปานะ เหมาะสำหรับนักปฏิบัติอย่างเรา เวลานั่งกรรมฐานนาน ๆ เลือดลมเดินไม่สะดวก พอดื่มน้ำปานะเข้าไปจะช่วยขับลมดีมาก และไม่เป็นโรคขาดสารอาหาร ทำให้มีเรี่ยวแรงปฏิบัติธรรมต่อไป ฟังดูแล้วก็เข้าท่าดี
ที่กล่าวมานี้เป็นนานาทัศนะ ทีมีความคิดเห็นและความประพฤติไม่สอดคล้องกับพระธรรมวินัย นับวันก็ยิ่งมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับพระที่ใคร่ต่อการศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ควรพิจารณาเสียก่อนว่าเครื่องดื่มประเภทไหนถูกต้อง ประเภทไหนไม่ถูกต้องตามพระวินัย เมื่อพิจารณาดีแล้วจึงค่อยดื่มน้ำปานะที่ถูกต้องนั้น ก็จะไม่เป็นอาบัติ
น้ำปานะที่ทรงอนุญาต
น้ำปานะที่ทรงอนุญาตให้ภิกษุดื่มแก้กระหายนั้น จัดเป็น ยามกาลิก คือ เครื่องดื่มที่ภิกษุรับประเคนแล้ว เก็บไว้ดื่มได้ตลอด ๑ วัน กับ ๑ คืน มีอยู่ ๘ อย่าง เรียกว่า น้ำอัฏฐบาน หรือน้ำปานะ ได้แก่
- น้ำมะม่วง
- น้ำลูกหว้า
- น้ำกล้วยมีเมล็ด
- น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด
- น้ำมะซาง
- น้ำลูกจันทน์หรือองุ่น
- น้ำเหง้าบัว
- น้ำมะปราง หรือลิ้นจี่
พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำปานะ ๘ ชนิด
น้ำปานะทำด้วยผลมะม่วง น้ำปานะทำด้วยผลหว้า
น้ำปานะทำด้วยผลกล้วยมีเมล็ด น้ำปานะทำด้วยผลกล้วยไม่มีเมล็ด
น้ำปานะทำด้วยผลมะซาง น้ำปานะทำด้วยผลจันทน์หรือองุ่น
น้ำปานะทำด้วยเหง้าบัว น้ำปานะทำด้วยผลมะปรางหรือลิ้นจี่ (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๑๕๒)
วิธีทำน้ำปานะ
๑. ถ้าพระทำน้ำปานะเอง ควรรับประเคนมะม่วง เป็นต้น หรือน้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด และการบูร เป็นต้นก่อน เมื่อใช้มะม่วงสุกทำน้ำปานะ ก็ขยำทั้งลูกแล้วคั้นเอาน้ำ หรือจะใช้มีดปาดเอาเฉพาะเนื้อแล้วค่อยขยำคั้นเอาน้ำ แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง ไม่ให้มีกาก ถ้าใช้มะม่วงอ่อน ทำ น้ำปานะควรเอาไม้ทุบมะม่วงให้แตกละเอียด แล้วแช่น้ำเย็นสะอาด นำไปตากแดดให้สุกด้วยแสงอาทิตย์แล้วเอาผ้าขาวบางกรอง ไม่ให้มีกาก จากนั้นก็ปรุงรสด้วยน้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด และการบูร เป็นต้น ปรุงเสร็จก็ดื่มได้ตามชอบใจ ถ้าเหลือก็เก็บไว้ดื่ม ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงเท่านั้น
ถ้าเป็นผลไม้ที่มีเมล็ดปลูกขึ้นได้ ควรทำกัปปิยะก่อน น้ำปานะที่เอาผลไม้มาใส่เครื่องปั่นแบบเข้มข้น ที่ทำกันแพร่หลายโดยไม่ใช่ผ้าขาวบางกรองเลยไม่สมควร ต้องกรองไม่ให้มีกากจึงควร
๒. ถ้าเป็นสามเณรหรือโยมทำให้ พระรับประเคนแล้วเก็บไว้ดื่มได้ ๑ วัน กับ ๑ คืน ผลไม้ที่เหลือมีน้ำลูกหว้า เป็นต้น มีวิธีทำเหมือนน้ำมะม่วงทุกประการ ที่ไม่เหมือนก็เฉพาะน้ำมะซางเวลาทำน้ำปานะมะซางขยำเสร็จแล้วต้องใส่น้ำสะอาดผสมลงไป เพราะมะซางมีน้ำน้อย จะใช้มะซางล้วน ๆ โดยไม่ผสมน้ำนั้นไม่ควร
ทำน้ำปานะด้วยน้ำอัฏฐบานเหล่านี้ ผสมด้วยน้ำเย็นก็ดีทำสุกด้วยแสงอาทิตย์ก็ดี สมควร สุกด้วยไฟ ไม่ควร
ดังตัวอย่างที่ท่านแสดงไว้ว่า บรรดาน้ำปานะ ๘ อย่างนั้นอัมพปานะนั้น ได้แก่ ปานะที่ทำด้วยผลมะม่วงดิบหรือสุก ในมะม่วงดิบและสุก ๒ อย่างนั้น เมื่อจะทำมะม่วงดิบ พึงทุบมะม่วงอ่อนแช่น้ำ ผึ่งแดดให้สุกด้วยแสงอาทิตย์แล้วกรอง ปรุงรส ด้วยน้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด และการบูร เป็นต้น ที่รับประเคนในวันนั้น อัมพปานะที่ภิกษุทำอย่างนั้น ย่อมควรในเวลา (เช้าถึงเที่ยง) เท่านั้น ส่วนอัมพปานะที่พวกอนุปสัมบันทำ ซึ่งภิกษุรับประเคนในเวลาก่อนฉันเช้า ย่อมควรแม้บริโภคผสมกับอาหารในปุเรภัต (เช้าถึงเที่ยง) ที่รับประเคนในปัจฉาภัต (หลังเที่ยงไปจนถึงอรุณขึ้น) ย่อมควรโดยบริโภคปราศจากอามิสอาหาร จนถึงเวลาอรุณขึ้น ในน้ำปานะทุกชนิดก็นัยนี้
อัฏฐบานเหล่านี้ เย็นก็ดี สุกด้วยแสงอาทิตย์ก็ดีย่อมควร สุกด้วยไฟไม่ควร
(วิ.มหาวิ.อฏ.๕/๑๘๗)
น้ำปานะที่สุกด้วยไฟ ท่านห้ามไม่ให้ฉัน มีเหตุผล ๒ ประการ คือ
๑. น้ำปานะ ๘ อย่าง หรือน้ำปานะอนุโลมซึ่งเป็นน้ำดื่มโดยผ่านการกรองด้วยผ้าขาวบางมาแล้ว พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ดื่มได้ตลอดวัน ๑ กับคืน ๑ คือ เก็บไว้ฉันได้จนถึงก่อนอรุณขึ้นของวันใหม่ ถ้าหากทำให้สุกด้วยไฟแล้วก็จะกลับกลายสภาพความเป็นยามกาลิก เป็นดุจยาวกาลิกไปซึ่งเป็นโภชนาหารที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอนุญาตให้ฉันได้ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงเท่านั้นหลังจากเที่ยงวันไป ไม่ควร
๒. น้ำปานะ ๘ อย่าง หรือน้ำปานะอนุโลมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามสุกด้วยไฟนั้น เพราะน้ำปานะอันสำเร็จจากผลไม้ที่ยังสดอยู่ ซึ่งเพียบพร้อมด้วยสารอาหารต่าง ๆ ครบบริบูรณ์ น้ำผลไม้ที่ไม่ได้ผ่านการต้มให้สุกด้วยไฟ ผสมกับน้ำเย็นซึ่งเป็นน้ำสะอาดอยู่แล้ว ย่อมไม่ไปทำลายสารอาหารให้เสียหายไป เมื่อเป็นเช่นนี้พระภิกษุซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าอนุญาตให้ฉันอาหารมื้อเดียว คือเช้าถึงเที่ยงวันเท่านั้น ตั้งแต่บ่ายเป็นต้นไปท้องของภิกษุจะว่างจากอาหารที่ไหลลงสู่ท้อง แต่ปาจกเตโชธาตุซึ่งเป็นธาตุไฟตัวเผาผลาญอาหารให้ย่อย ก็ยังทำงานตามปกติ จนทำให้ร่างกายเกิดความหิวขึ้น และในส่วนของกระเพาะอาหารก็เร่าร้อน ทำให้ภิกษุเกิดความกระสับกระส่ายสมณธรรมของท่านก็เป็นไปอย่างไม่สะดวก เมื่อได้น้ำปานะที่สำเร็จมาจากผลไม้ อันเพียบพร้อมด้วยสารอาหาร ผสมด้วยน้ำเย็นหรือไม่ผสมก็ตามภิกษุดื่มน้ำปานะเข้าไปจะช่วยดับไฟธาตุนั้นให้เย็นลง เมื่อเป็นเช่นนี้ภิกษุก็ไม่กระสับกระส่ายเพราะเวทนา สมณธรรมของท่านก็จะสามารถสืบต่อไปได้สะดวกยิ่งขึ้น (นิสสยภิกขุปาติโมกขภาสาฎีกา รจนาโดย อ.ชนกาภิวังสะ ฉบับอักษรพม่า)
น้ำปานะอนุโลม
น้ำปานะอนุโลม คือ เครื่องดื่มที่อนุโลมตามน้ำอัฏฐบาน มี ๒ อย่าง คือ
๑. อกัปปิยปานะอนุโลม คือ น้ำปานะที่ไม่สมควร พระดื่มในเวลาวิกาลไม่ได้ ถ้าดื่มต้องอาบัติปาจิตตีย์ ได้แก่
น้ำแห่งธัญชาติ (ข้าว) ๗ ชนิด คือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ข้าวเหนียว ข้าวละมาน ข้าวฟ่าง ลูกเดือย และหญ้ากับแก้
น้ำแห่งมหาผล (ผลไม้ใหญ่) ๙ ชนิด คือ ผลตาล มะพร้าว ขนุน สาเก น้ำเต้า ฟักเขียว แตงไท แตงโม และฟักทอง
น้ำแห่งอปรัณณชาติ คือ ถั่วชนิดต่าง ๆ มีถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วดำ เป็นต้น น้ำมหา-ผล ๙ และอปรัณณชาติ คือ ถั่วชนิดต่าง ๆ เป็นยาวกาลิก มีคติเหมือนอย่างธัญชาติ พระภิกษุสามเณรจะดื่มในปัจฉาภัต (ตั้งแต่เที่ยงไปจนถึงอรุณขึ้น) ไม่ได้แม้ที่ต้มแล้วกรอง หรือที่ทำเป็นเครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ เช่น แลคตาซอยและไวตามิ้ลค์ เป็นต้น ก็ดื่มไม่ได้ ถ้าดื่มเป็นอาบัติปาจิตตีย์
ดังตัวอย่างที่ท่านแสดงไว้ว่า ธัญชาติ ๗ ชนิด เป็นอันห้ามแล้วว่าไม่ควรในปัจฉาภัต มหาผล ๙ อย่าง คือ ผลตาล ผลมะพร้าว ผลขนุน ผลสาเก น้ำเต้า ฟักเขียว แตงไท แตงโม ฟักทอง เป็นอันทรงห้าม และอปรัณณชาติทุกชนิด มีคติอย่างธัญชาติเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น จึงไม่ควรในปัจฉาภัต (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๑๘๙)
๒. กัปปิยปานะอนุโลม คือ น้ำปานะที่สมควร พระดื่มในเวลาวิกาล (ตั้งแต่เที่ยงไปจนถึงอรุณขึ้น) ได้ ไม่เป็นอาบัติ ได้แก่ น้ำปานะแห่งผลไม้เล็กมีหวาย มะขาม มะงั่ว มะขวิด สะคร้อ และเล็บเหยี่ยว เป็นต้น ไม่สามารถนับจำนวนได้ มีคติเหมือนอย่างน้ำอัฏฐบาน มีวิธีทำเหมือนกับน้ำมะม่วงทุกประการ
น้ำแห่งผลไม้ทุกชนิด เว้นน้ำเมล็ดข้าวเปลือกกับสิ่งที่อนุโลม น้ำแห่งใบไม้ทุกชนิด เว้นน้ำต้มผัก น้ำแห่งดอกไม้ทุกชนิด เว้นน้ำดอกมะซาง และทรงอนุญาตน้ำอ้อยสดที่หีบแล้วกรองไม่มีกาก
วิธีทำ ให้อนุปสัมบัน ขยำทุบผลไม้ ใบไม้ และดอกไม้คั้นกับน้ำเย็นที่สะอาด หรือให้สุกด้วยแสงอาทิตย์ กรองด้วยผ้าขาวบางอีกครั้งหนึ่ง
น้ำผลไม้ ใบไม้ และดอกไม้ทุกชนิด เป็นยามกาลิก ภิกษุรับประเคนแล้วเก็บไว้ดื่มได้ตลอด ๑ วัน กับ ๑ คืน ไม่เป็นอาบัติ
ดังพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำผลไม้ทุกชนิด เว้นน้ำแห่งผลธัญชาติ น้ำใบไม้ทุกชนิด เว้นน้ำต้มผัก น้ำดอกไม้ทุกชนิด เว้นดอกมะซาง และอนุญาตน้ำอ้อยสด (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๑๕๒)
เภสัช ๕ ฉันในเวลาวิกาลได้
เภสัช ๕ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยงบพระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้เจ็บไข้ได้ป่วย ฉันอาหารไม่ค่อยได้ ฉันอะไรก็อาเจียน เป็นโรคผอมแห้งแรงน้อย ฉันแก้โรคได้ เภสัช ๕ นี้จัดเป็นสัตตาหกาลิก มีอายุกาลเพียง ๗ วัน ภิกษุรับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้ ๗ วัน เกิน ๗ วันไป พออรุณที่ ๘ ขึ้นเป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์
พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้รับประเคนเภสัช ๕ แล้วฉันทั้งในกาลทั้งในเวลาวิกาล เภสัช ๕ เหล่านี้จัดเป็นยาก็ได้จัดเป็นอาหารก็ได้ เพราะฉะนั้น พระภิกษุควรฉัน เภสัช ๕ เป็นยาแก้โรค อย่าฉันเป็นน้ำปานะ
ดังพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า เภสัช ๕ เหล่านี้ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย เป็นเภสัชอยู่ในตัว และสมมุติว่าเป็นเภสัช ทั้งสำเร็จประโยชน์เป็นอาหารแก่สัตว์โลก และไม่ปรากกเป็นอาหารหยาบ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้รับประเคนเภสัช ๕ นั้นแล้ว บริโภคได้ทั้งในกาลทั้งในเวลาวิกาล (น้ำอ้อยงบถ้าไม่ป่วยไข้ให้ละลายน้ำฉันเหมือนอย่างน้ำปานะ) (วิ.มหาวิ.อฏ. ๕/๕๙)
นมเป็นอาหารประณีตดื่มในเวลาวิกาลไม่ได้
ปลา เนื้อ นมสด และนมส้ม ๔ อย่างนี้ ไม่จัดเป็นเภสัช ๕ ไม่จัดเข้าในยาวชีวิก (ของฉันได้ตลอดชีวิต) และไม่จัดเป็นน้ำปานะอันเป็นยามกาลิก (ของฉันได้ตั้งแต่เที่ยงไปจนถึงอรุณขึ้น) แต่จัดเป็นอาหารประณีตเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระภิกษุและสามเณรจึงไม่ควรดื่มนมในเวลาวิกาล แม้เครื่องดื่มต่าง ๆ ที่ผสมกับนมแล้วก็ไม่ควรดื่มเหมือนกัน ถ้าดื่มต้องอาบัติปาจิตตีย์
ดังพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ภิกษุใด ขอโภชนะอันประณีตเห็นปานนี้ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (วิ.มหาวิ.อฏ.๒/๕๔๙)
น้ำปานะสมัยนี้มีมากมายหลายอย่าง มีทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องตามพระวินัย เมื่อทำความเข้าใจแล้ว ก็จะรู้ได้ว่าอันไหนถูกต้อง อันไหนไม่ถูกต้อง เมื่อรู้แล้วโยมก็ควรถวายน้ำปานะที่ทรงอนุญาตไว้เท่านั้น เช่น น้ำมะม่วงคั้น เป็นต้น พระดื่มจึงไม่เป็นอาบัติ ถ้าโยมถวายน้ำปานะที่ไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ เช่นนมสด นมถั่วเหลือง ไวตามิ้ลค์ น้ำเต้าหู้ ต้มถั่วเขียว ไมโล และโอวัล-ติน เป็นต้น เมื่อพระดื่มท่านก็จะเป็นอาบัติปาจิตตีย์
พระควรเลือกดื่มน้ำปานะที่ทรงอนุญาตไว้ มีมากมาย เช่น น้ำมะม่วงคั้น เป็นต้น น้ำปานะที่ไม่ถูกต้องตามวินัยควรหลีกเลี่ยงอย่าดื่มตามที่โยมถวายทั้งหมด ถ้าโยมเอาน้ำอะไรมาถวายก็ดื่มหมดโดยไม่พิจารณา จะต้องอาบัติได้ง่าย
วินัยข้อไหนที่เกี่ยวข้องกับโยม ถ้าโยมรับรู้บ้าง มาร่วมด้วยช่วยกันพระ จะทำให้พระรักษาวินัยได้สะดวกขึ้น เพราะโยมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติมิใช่หรือ
การนิมนต์พระ
การนิมนต์ คือ การเชื้อเชิญพระภิกษุสามเณร
โยมส่วนมาก รวมทั้งพระด้วยเข้าใจกันว่า ถ้าโยมนิมนต์แล้ว พระจะต้องไป ไม่ไปไม่ได้ นิมนต์ไปสถานที่ไหนก็ต้องไปขัดไม่ได้เลย ทำนองนั้น พระก็เช่นกัน เมื่อถูกโยมนิมนต์แล้วจะยากง่ายอย่างไรก้ต้องไปให้ได้ ถ้าปฏิเสธถือว่าขัดศรัทธาญาติโยม โดยทำให้ศรัทธาของญาติโยมตกไป ท่านเหล่านั้นคงคิดว่ากิจนิมนต์นี้เป็นเรื่องสำคัญ ในพระพุทธศาสนาหรืออย่างไร
เมื่อเป็นเช่นนี้ โยมนิมนต์พระบางรูปว่า ปีนี้ บ้านผมมีงานประจำปี โดยมีหมอลำคณะดัง ลิกเกเงินล้าน วงดนตรียอดฮิตมาแสดง มีหนังกลางแปลงเรื่องเด็ดมาฉาย ขอนิมนต์ พระอาจารย์ไปดูด้วยกันนะครับ หรือนิมนต์ไปดูเขาจุดบั้งไฟแสน บั้งไฟล้านหรือว่ามีมวยดังต่อย ที่บ้านผมมีโทรทัศน์สีจอใหญ่ นิมนต์ท่านไปดูด้วยกันนะครับ ท่านก็ไปตามคำนิมนต์โดยไม่ขัดศรัทธา
นิมนต์พระให้ทำน้ำมนต์พ่นน้ำหมาก บอกใบ้ให้หวยตรวจดูดวงชะตาราศรี สืบชะตาบูชาโชค เสียเคราะห์ สะเดาะนาม ตัดเวร ตัดกรรม ทำปลัดขิก เครื่องรางของขลัง ลงนะหน้าทอง ลงเลขยันต์กันผี เจิมป้าย เจิมบานประตูหน้าต่าง เป็นต้น ท่านทำทุกอย่างไม่ขัดศรัทธา
นิมนต์ฉันลาบดิบ ลาบเลือด หลู้ น้ำตก ซกเล็ก แหนมดิบ กุ้งเต้น หอยแครงลวก ส้มตำปลาร้าดิบโดยไม่ทำให้สุกเสียก่อน เป็นต้น ท่านก็ฉันหมดทุกอย่างไม่ขัดศรัทธา
นิมนต์ดื่มเครื่องดื่มประเภทนมสด นมส้ม ไมโล โอวัลติน กาแฟ ไวตามิ้ลค์ นมถั่วเหลือง น้ำมะพร้าว เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงบ่าย เย็น หรือกลางคืน ท่านก็ดื่มหมดทุกอย่างไม่ขัดศรัทธา
นิมนต์ให้ไปที่ไหน ให้ทำอะไร ให้ฉันอะไร ให้ดื่มเครื่องดื่มอะไร ท่านไม่ขัดศรัทธาเลย เรียกว่า ฉลองศรัทธาโยมอย่างเต็มที่โดยที่ท่านไม่คำนึงถึงความถูกต้องตามพระวินัยบ้างเลย พระดังกล่าวมานี้ โยมจะศรัทธา กราบไหว้เป็นพิเศษ เพราะพูดง่ายเลี้ยงง่าย บำรุงง่าย ไม่มีขัดศรัทธาเลยโยมพูดอะไรก็ตาม เออออไปด้วยทุก ๆ เรื่อง
แต่สำหรับพระที่ถือพระธรรมวินัย ท่านคงทำตามคำนิมนต์ของโยมได้ไม่ทั้งหมด คงได้เฉพาะ ที่ถูกต้องตามธรรมวินัยเท่านั้นและความจริงพระภิกษุก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำตามคำนิมนต์ของโยมทั้งหมด ดังนั้น ญาติโยมทั้งหลายควรจะมีความรู้เรื่องวิธีการนิมนต์ หรือคำนิมนต์โดยคล้อยตามพระธรรมวินัยบ้าง ก็จะเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนามิใช่น้อย
เรื่องนิมนต์นี้ มีโยมและพระจำนวนมาก ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ คิดว่า พูดอะไรก็ได้ ถือว่าใช้ได้และนิมนต์แล้ว แม้พูดลอย ๆ ก็ถือว่านิมนต์แล้ว
ดังมีเรื่องเล่าว่า ทายกคนหนึ่ง เมื่อภรรยาตายลง ก็ใช้ลูกเขยให้ไปนิมนต์พระ ลูกเขยเดินเข้าวัด เจอะพระอาจารย์ ไม่รู้จะใช้คำพูดอะไรดี เพราะเขาไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับการนิมนต์พระก็เลยพูดลอย ๆ ว่า ผมละเบื่อแม่ยายตายจริง ๆ พระอาจารย์พูดตอบว่า เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา ใคร ๆ ก็หนีไม่พ้นหรอก แล้วเขาก็เดินกลับบ้านไปทันที ครั้นเขาถูกพ่อตาถามว่า นิมนต์ พระหรือยัง ก็ตอบว่า นิมนต์แล้ว
โยมคอยพระแล้ว คอยพระอีกจนเลยเวลา พระก็ยังไม่เห็นมา พ่อตาทนไม่ไหวจึงเข้าไปวัด พูดว่า ได้เวลาแล้วครับท่านอาจารย์ เวลาอะไรโยม ก็เวลาสวดพระอภิธรรมคนตายยังไงครับ อาตมาไม่เห็นรู้เรื่องเลยโยม อ้าว ก็ผมให้ลูกเขยมานิมนต์ เขาไม่ได้นิมนต์หรือครับ ไม่ได้นิมนต์หรอกโยมมันพูดแต่เพียงว่า ผมละเบื่อแม่ยายตายจริง ๆ แค่นี้แล้วก็กลับไป อ้าว....แล้วกัน ถ้างั้นผมขอนิมนต์ท่านอาจารย์ไปสวดพระอภิธรรมตอนนี้เลยครับ
ฉะนั้น เรื่องนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดี ถ้าใช้คนที่ไม่เคยรู้เรื่องการนิมนต์พระ ก็จะนิมนต์ไม่เป็น ใช้คำนิมนต์ไม่ถูกต้อง ก็จะเสียการงานไป
โยมฉลาดในคำนิมนต์ พระฉลาดในพระวินัย
โยมผู้นิมนต์พระ ควรฉลาดในการใช้คำนิมนต์ที่สมควรแก่พระวินัย ส่วนพระผู้รับนิมนต์ ก็ควรเป็นผู้ฉลาดในวินัยด้วย เมื่อเวลาโยมมานิมนต์โดยใช้คำไม่ถูกก็จะได้แนะนำให้ถูกต้อง และจะได้เปลื้องหมู่คณะออกจากอาบัติ เพราะใช้คำนิมนต์ไม่ถูกต้องนั้น
ดังนั้น ผู้นิมนต์ต้องรู้จักคำนิมนต์ ที่สมควรและไม่สมควรถ้าใช้คำนิมนต์ที่ไม่สมควรแล้ว จะทำให้พระต้องอาบัติ เวลามานิมนต์พระไปฉันที่บ้านตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปอย่านิมนต์ระบุชื่อของโภชนะ ๕ อย่าง คือ การระบุชื่ออาหาร
มูลเหตุเกี่ยวกับการขออาหาร
ภิกษุฉันอาหารที่โยมระบุชื่ออาหาร ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปไม่ได้นั้น มีเรื่องปรากฏอยู่ในวินัยปิฎกอย่างนี้ว่า ครั้งเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ที่วัดเวฬุวัน ใกล้เมืองราชคฤห์ พระเทวทัตเสื่อมจากลาภสักการะ เพราะกรรมชั่วของตนปรากฏต่อสายตาของชาวบ้าน จึงพร้อมด้วยบริษัทพากันเที่ยวเอ่ยปากขออาหารชาวบ้านมาฉัน ชาวบ้านต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาต่าง ๆ ว่า ทำไมพระสมณะเชื้อสายศากยบุตร จึงได้เที่ยวเอ่ยปากขออาหารชาวบ้านมาฉันกันหนอ โภชนะที่ดีใครจะไม่พอใจ อาหารที่อร่อยใครจะไม่ชอบใจเล่า หลังจากพระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องแล้วทรงติเตียนพระเทวทัตพร้อมทั้งบริษัท โดยประการต่าง ๆ แล้วทรงบัญญัติสิกขาบท เกี่ยวกับเรื่องการขออาหารขึ้น
ภายหลังมาก็มีเรื่องเกิดขึ้นตามลำดับ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบทผ่อนปรนตามลำดับว่า เว้นไว้แต่สมัย (คือกาลที่ทรงอนุญาตพิเศษ) ภิกษุเป็นอาบัติปาจิตตีย์ในเพราะฉันอาหารกันเป็นหมู่ (ภิกษุ ๔ รูป ขึ้นไปฉันอาหารที่โยมระบุชื่อถวาย) นี้สมัยในเรื่องนั้น คือ คราวอาพาธ คราวที่เป็นฤดูถวายจีวร คราวทำจีวร คราวเดินทางไกล คราวที่โดยสารเรือไป คราวประชุมใหญ่ คราวภัตรของสมณะ นี้เป็นสมัย (กาลที่ทรงอนุญาตพิเศษ) ในเรื่องนั้น
(วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๔๕๗-๔๖๓)
การฉันเป็นหมู่ คือ คราวที่มีภิกษุ ๔ รูปขึ้นไป ที่เขานิมนต์โดยการระบุชื่อโภชนะ ๕ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วฉันลักษณะนี้เรียกว่า คณะโภชนะ คือการฉันเป็นหมู่
การฉันเป็นหมู่ที่เรียกว่า คณะโภชนะนี้ พระอรรถกถาจารย์ อธิบายว่า มีลักษณะอยู่ ๒ อย่าง คือ
๑. โดยการนิมนต์ คือ โยมนิมนต์ภิกษุตั้งแต่ ๔ รูป ขึ้นไปให้ฉันอาหารโดยระบุชื่อโภชนาหารทั้ง ๕ หรือโดยคำที่ใช้แทนกันได้หรือว่าภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาบาลีก็ได้
๒. โดยการเอ่ยปากขอ เรียกว่า วิญญัติ คือ ภิกษุตั้งแต่ ๔ รูป ยืนหรือนั่งอยู่ด้วยกัน เห็นโยมแล้วออกปากขอ ให้เขาถวายภัตตาหาร (วิ.มหาวิ.อฏ. ๒/๔๖๘-๙)
ในเรื่องการนิมนต์นี้จะอธิบาย แต่เฉพาะข้อที่ ๑ ก่อน ส่วนการออกปากขอที่เรียกว่าวิญญัติ จะอธิบายในข้อต่อไปที่จะกล่าวข้างหน้า
โภชนะ ๕ อย่าง
๑. ข้าวสุก ได้แก่ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ข้าวเหนียว ข้าวละมาน ข้าวฟ่าง ลูกเดือย และหญ้ากับแก้ ทายกเอาธัญชาติ ๗ ชนิดเหล่านี้มาหุงเป็นข้าวสวย หรือข้าวต้ม จัดเป็นข้าวสุก
๒. ขนมสด ได้แก่ ขนมสดทำด้วยธัญชาติ ๗ ชนิดนั้น หรือทำด้วยสิ่งอื่นมีถั่วเขียว เป็นต้น ปัจจุบันขนมสดมีมาก เช่น ขนมหม้อแกง ขนมชั้น ขนมเปียกปูน สังขยาหน้าไข่ เป็นต้น จัดเป็นขนมสด
๓. ขนมแห้ง ได้แก่ ขนมแห้งทำด้วยธัญชาติ ๗ ชนิดนั้น นำเอาไปคั่วเป็นข้าวตอก ข้าวคั่ว ทำเป็นผงเป็นแป้งอีกมากมาย ปัจจุบันขนมแห้งมีมาก เช่น ขนมชนิดต่าง ๆ มีทั้งเป็นก้อน เป็นแท่ง เป็นแผ่น เป็นผง ข้าวเกรียบกุ้ง ข้าวแต๋น เป็นต้น จัดเป็นขนมแห้ง
๔. ปลา ได้แก่ ปลาทั้งหมด (รวมกุ้ง หอย ปู เป็นต้น)
๕. เนื้อ ได้แก่ เนื้อที่ควรทุกอย่าง (เว้นเนื้อที่ทรงห้าม ๑๐ อย่าง) (กงฺขา. ๑๙๒)
คำนิมนต์พระรับภิกษาที่ไม่สมควร
โยมนิมนต์พระตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป โดยระบุชื่อโภชนะ ๕ หรือคำเรียกแทนโภชนะ ๕ เช่น ผมขอนิมนต์ท่านรับภัต (ข้าว) ขอนิมนต์ท่านรับสังฆภัต ขอสงฆ์จงรับภัต ขอนิมนต์รับ หรือฉันข้าวสุก ขนมหม้อแกง ขนมปังกรอบ แกงปลา แกงหมู่ หรือขอนิมนต์ฉันขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ต้มยำโป๊ะแตก ข้าวเหนียวไก่ย่าง ส้มตำปลาร้า พิซซ่าส์ จะปะตี โรตี สุกี้ยากี้ ไอศครีม เค้ก คุกกี้ กล้วยทอด ลอดช่อง เป็นต้น
คำนิมนต์เหล่านี้เป็น อกัปปิยโวหาร (คำนิมนต์ ที่ไม่สมควร) พระ ๔ รูปขึ้นไปรับนิมนต์แล้วไปบ้านโยม เมื่อรับประเคนโภชนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่โยมเอ่ยชื่อล่วงหน้าตอนนิมนต์ จะทำให้พระต้องอาบัติทุกกฏ เมื่อฉันต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำกลืน ดังตัวอย่างที่ท่านแสดงไว้ว่า ถ้าทายกบางคนเข้าไปหาภิกษุ ๔ รูปแล้วนิมนต์ ออกชื่อโภชนะ ๕ ด้วยศัพท์ที่มีความหมายว่าโภชนะ หรือด้วยภาษาอื่นโดยนัยเป็นต้นว่า ผมขอนิมนต์ด้วยข้าวสุก ขอท่านจงรับข้าวสุก ขอท่านจงรับข้าวสุกของกระผมเถิด ทายกนิมนต์ภิกษุเหล่านั้น รวมกันก็ตาม แยกกันก็ตาม ไปพร้อมกัน หรือแยกกันไปรับรวมกัน จากนั้นฉันรวมกัน หรือแยกกันฉันเป็นคณะโภชนะเมื่อรับประเคนคณะโภชนะ ต้องอาบัติทุกกฏ ถ้าฉันต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำกลืน (กงฺขา. ๑๘๙)
|