กถาว่าด้วยมงคลในมงคลสูตร
ท่านทั้งหลาย ควรทราบเหตุการณ์ก่อนหน้าที่พระพุทธเจ้าจักตรัสมงคล ตามที่ท่านพระอรรถกถาจารย์ได้เล่าไว้ โดยขอนำมาแสดงเป็นความย่อก่อน..
มีเรื่องว่า ครั้งนั้น ที่ชมพูทวีป ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่ผู้คนมาชุมนุมกัน คนเหล่านั้น นอกจากจะได้สนทนาพูดคุยกันด้วยเรื่องต่าง ๆ แล้ว ก็ยังมีการจ้างวานนักเล่านิทาน ให้เล่านิทานเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง เช่นว่า เรื่องภารตยุทธ เรื่องฉุดลักนางสีดา เป็นต้น วันหนึ่ง ณ สถานที่แห่งหนึ่ง เกิดมีการตั้งปัญหาเกี่ยวกับมงคลขึ้นมาสนทนากัน ว่า มงคล คืออะไร, ภาพที่เห็นหรือชื่อว่ามงคล หรือว่าเสียงที่ได้ยินเล่า หรือว่ากลิ่นที่ได้สูดดม เป็นต้น ชื่อว่า มงคล ใครรู้จักมงคลบ้าง? ปรากฏว่า ในกาลครั้งนั้นเกิดความเห็นเกี่ยวกับมงคลแตกต่างกัน
พวกหนึ่งถือเอามงคลเกี่ยวกับภาพที่เห็น ซึ่งเป็นภาพที่น่าเจริญตา เช่น เห็นนกบินเหินอยู่ในสายลม เห็นข้าวกล้าที่เขียวขจีในทุ่งนา เห็นหญิงมีครรภ์ เห็นพวกเด็กน้อยเล่นซุกซนกันอย่างมีความสุข เห็นขบวนเสด็จของพระราชา เป็นต้น เมื่อได้เห็นสิ่งมีประการต่าง ๆ เช่นดังกล่าวมานี้ ก็ชื่อว่า ประสบมงคล เรียกพวกนี้ว่า ทิฏฐมังคลิกะ แปลว่าผู้ถือมงคลในภาพที่เห็น
อีกพวกหนึ่งได้ยินแล้วก็ไม่เห็นด้วย กล่าวว่า ขึ้นชื่อว่ามงคล ย่อมถือเอาได้โดยเกี่ยวกับเสียงที่ได้ยินต่างหาก ถึงความเป็นผู้ถือมงคลเกี่ยวกับเสียงที่ได้ยินที่น่าเจริญหู เช่น เสียงที่เขาเปล่งออกมาว่า พ่อมหาจำเริญ,ว่า ท่านผู้เจริญ,ว่า ขอจงมีอายุยืน,ว่า ขอจงอย่าป่วยอย่าไข้,ว่า งามจริง สวยจริง,ว่า ขอจงร่ำรวยถึงพร้อมด้วยทรัพย์ , ว่า วันนี้ฤกษ์ดี เป็นต้น ตลอดจนเสียงสังข์ เสียงตะโพน ในงานพิธีมงคลต่าง ๆ เมื่อได้ยินเสียงมีประการต่าง ๆ เช่นดังกล่าวมานี้ก็ชื่อว่า ประสบมงคล เรียกพวกนี้ว่า สุตมังคลิกะ แปลว่าผู้ถือมงคลในเสียงที่ได้ยิน.
อีกพวกหนึ่ง ได้ยินแล้วก็ไม่เห็นด้วยกับ ๒ พวกข้างต้น กล่าวว่า จะนับว่าเป็นมงคลนั้น ต้องเนื่องกับกลิ่นที่โชยมาถึงจมูก รสที่มาถึงลิ้น และสิ่งของต่าง ๆ ที่กายได้สัมผัสนั้นต่างหาก จัดว่าเป็นพวกถือมงคลเกี่ยวกับสิ่งที่มาจรดถึงตัวคือกลิ่นที่โชยมาจรดถึงจมูกเป็นต้น เช่นว่า กลิ่นดอกไม้มงคลมีดอกบัวเป็นต้น กลิ่นน้ำอบน้ำหอมจากกายของคนในวรรณะกษัตริย์ กลิ่นข้าวกล้า กลิ่นเครื่องเสวยของพระราชา กลิ่นธูป กลิ่นกำยาน ณ สถานที่ประกอบพิธีมงคลของพวกพราหมณ์ เป็นต้น, รสที่จรดถึงลิ้น เช่นว่า รสผลไม้บ้าง แกงบ้าง ในงานราชพิธีเป็นต้น, สิ่งของที่มาจรดถึงกาย กายได้สัมผัสถูกต้อง เช่นว่า เครื่องราชูปโภค ช้างทรง ม้าทรง ผ้านุ่งผ้าห่ม เครื่องประดับอันเป็นของที่พระราชาพระราชทาน เป็นต้น เมื่อมีกลิ่น เป็นต้น อันมีประการต่าง ๆ เช่นกล่าวมานี้ มาจรดถึงตัว คือโชยมาถึงจมูก เป็นต้น ก็ชื่อว่า ประสบมงคล เรียกพวกนี้ว่า มุตมังคลิกะ แปลว่า ผู้ถือมงคลในสิ่งที่มาจรดถึงตัว.
ส่วน คนที่เหลือ บางพวกเห็นด้วยกับพวกทิฏฐมังคลิกะ ไม่เห็นด้วยกับ ๒ พวกนอกนี้ บางพวกก็เห็นด้วยกับพวกสุตมังคลิกะ บางพวกก็เห็นด้วยกับพวกมุตมังคลิกะ เป็นอันว่าพวกมนุษย์ทั้งหลายแตกเป็น ๓ พวก เพราะการถือมงคลต่างกันตามประการดังกล่าวมานี้ ความเห็นขัดแย้งเกี่ยวกับมงคลนี้แพร่หลายกระจายไปทั่วชมพูทวีป ก็แต่ว่า มิใช่จะมีเฉพาะในพวกมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น แม้พวกเทวดาทั้งหลาย ได้สดับการถือมงคลของพวกมนุษย์แล้ว ก็มีความเห็นแตกแยกกันเป็น ๓ พวก อย่างพวกมนุษย์นั้นเหมือนกัน ผู้วิเศษสักคนหนึ่งที่พวกมนุษย์ก็เชื่อถือ ที่พวกเทวดาก็เชื่อถือ ผู้สามารถตัดสินชี้ขาดได้ตามความเป็นจริง ว่า นี้มงคล ก็ดี, ว่า นี้ มิใช่มงคล ก็ดี ไม่มีเลย.
วันเวลาล่วงไปเรื่อย ๆ ต่อมามีเทวดา (พรหม) ชั้นสุทธาวาสท่านหนึ่ง ทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับมงคลของพวกเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายแล้ว ก็ละจากชั้นสุทธาวาสลงมาสู่โลกมนุษย์นี้ ด้วยการแต่งตัว การใช้เครื่องประดับ แม้กระทั่งผ้าโพกที่เป็นอย่างของพรหมนั่นเอง เที่ยวเดินป่าวร้องไปตามถนนหนทางของพวกมนุษย์ ว่า ชาวเราเอ๋ย เวลาล่วงไปจากนี้ ๑๒ ปี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจักตรัสมงคล, คนทั้งหลายได้ยินแล้ว ก็แตกตื่นเล่าขานกันแต่เรื่องนี้อื้ออึง กล่าวได้ว่า เกิดโกลาหลเกี่ยวกับมงคลขึ้นแล้ว ก็ในบรรดาโกลาหล ๕ อย่างมี กัปปโกลาหล (โกลาหลเกี่ยวกับข่าวความพินาศแห่งกัป) เป็นต้น ที่ท่านเล่าไว้ในปกรณ์อรรถกถาที่อธิบายมงคลสูตรนั้นโกลาหลเกี่ยวกับข่าวที่ว่า พระพุทธเจ้าจักตรัสมงคล นี้ ชื่อว่า มังคลโกลาหล
เมื่อเวลาล่วงไป ๑๒ ปี พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ผู้ต้องการทราบมงคล เห็นว่า ท่านท้าวสักกะ หัวหน้าของพวกตนนั่นเทียว เป็นผู้ประเสริฐสุด ล้ำเลิศด้วยปัญญา จักเป็นผู้บอกมงคลได้ จึงพร้อมใจกันไปเฝ้าทูลขอให้ตรัสบอกมงคล ท่านท้าวสักกะจอมเทวดา ผู้ถึงไตรสรณะ ผู้มีความเลื่อมใสภักดีในพระพุทธเจ้าเสียยิ่งนัก ได้รับสั่งกะเทวดาพวกนั้นว่า เมื่อปัญหาเกี่ยวกับมงคลเกิดขึ้นในโลกมนุษย์ และในโลกมนุษย์นั้น ในเวลานี้ก็มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติ ทรงประกาศพระธรรมแล้ว ก็ควรที่จะทำปัญหานี้ให้สงบไปในโลกมนุษย์นั้นโดยการเข้าไปทูลถามพระพุทธเจ้า ไม่ควรละเลยกองไฟใหญ่ที่ลุกโพลงดีอยู่แล้ว แล้วพยายามทำไฟให้ลุกโพลงขึ้นในกองแกลบ พวกท่านจงไปทูลถามพระพุทธเจ้าเถิด พวกท่านจักได้รับคำเฉลยที่งดงามพรั่งพร้อมเป็นแน่แท้ เทวดาเหล่านั้นเชื่อถือคำตรัสของท่านท้าวสักกะ พากันลงมาเฝ้าพระพุทธเจ้ามอบหมายให้เทวดาตนใดตนหนึ่งในพวกของตน เป็นตัวแทนเข้าไปทูลถามปัญหา ครั้งนั้นแล มงคลสูตร ก็ปรากฏขึ้นในโลก ท่านพระอานนท์ได้สดับสูตรนี้แล้ว ท่านก็ได้นำไปแสดงให้พระสังคาหกาจารย์ทั้งหลายได้ทราบ ในที่ประชุมทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ ๑ นั้น ได้รับการรักษาไว้ด้วยดีมิได้หายหกตกหล่น จนกระทั่งถึงสมัยปัจจุบันนี้
ก็แต่ว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่ว่า ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงมงคลสูตรไว้แล้ว ทรงทำให้ปรากฏแล้วว่า มงคลนั้นเป็นไฉน ถึงกระนั้น คนไทยผู้นับถือพระพุทธศาสนาในสมัยปัจจุบันนี้ ส่วนมากทีเดียวที่ยังถือมงคลอื่นไปจากที่ตรัสไว้ ซึ่งก็ไม่พ้นไปจากมงคล ๓ อย่าง คือ ทิฏฐมงคล สุตมงคล และมุตมงคล อันเป็นมงคลที่พวกชาวชมพูทวีปถือกันในเวลานั้นเลยเทียว ยิ่งกว่านั้น บางคนมิได้ถือเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว ถือทั้ง ๓ อย่างเลยทีเดียวก็มี เช่น อย่างการจะตั้งชื่อบุตรหลาน เอาจริงเอาจังกะตัวอักษรที่จะใช้ประกอบเป็นชื่อ อักษรตัวนี้ไม่ดี เป็นกาลกิณี อักษรตัวนี้ดี เป็นทรัพย์ เป็นต้น เพ่งที่ตัวอักษรเป็นสำคัญเสียจนกระทั่งว่า ชื่อที่ตั้งขึ้นมานั้น หาความหมายอะไร ๆ มิได้ ก็การตั้งชื่อย่อมมีเพื่อการเรียกขาน ซึ่งมีการเปล่งเสียง เพราะฉะนั้น มงคลเกี่ยวกับชื่อก็ต้องเนื่องอยู่ในสุตมงคลนั่นเอง ไม่พ้นไปได้ จะประกอบการงานอะไร ๆ ก็ตาม เมื่อหวังความสำเร็จด้วยดี ก็ต้องมีการดูฤกษ์ดูยาม ไม่แลเหลียวถึงองค์ประกอบที่สร้างความสะดวก หรือแม้ไม่สะดวกอะไรอย่างอื่น เมื่อมีการจ้องดู สิ่งที่ถูกจ้องดูนั้น แม้มิใช่อะไรอย่างอื่น ว่าเป็นฤกษ์ยาม ก็ตาม ก็ไม่พ้นไปจากการนับว่าเป็นทิฏฐมงคลไปได้ กราบไหว้ได้ แม้กระทั่งสัตว์เดรัจฉานที่พิกลพิการ หรือมีลักษณะผิดปกติธรรมชาติ เช่น เกิดมามี ๒ หัว เป็นต้น และเพราะเหตุที่ไม่รู้จักมงคลที่แท้จริงจึงมีการผลิตวัตถุมงคลต่าง ๆ ออกมามากมาย เพื่อสนองความต้องการของคนที่ต้องการมงคล แต่ไม่มีปัญญารู้จักมงคลที่แท้จริง เหล่านี้ อนึ่ง ความเห็นเกี่ยวกับอัปมงคลยอมรับกันอยู่แพร่หลายในสมัยปัจจุบันนี้ ก็เป็นเครื่องส่อแสดงถึงความไม่รู้จักมงคลที่แท้จริงอีกทางหนึ่ง เช่น
ว่า การตัดผมเผ้าในวันพุธเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เป็นอัปมงคล เหี้ยคลานเข้าบ้าน นกแร้งเกาะหลังคาบ้าน เป็นอัปมงคล เดินมุดลอดใต้ราวตากผ้าโดยเฉพาะที่มีผ้านุ่งของสตรีพาดอยู่ ก็เป็นอัปมงคล ทั้ง ๆ ที่ตนออกมาเผชิญโลกครั้งแรก ก็ทางช่องกำเนิดของสตรีนั่นเทียว จะสร้างบ้านสร้างที่พักอาศัย การจะกำหนดทิศทางหน้าบ้านหลังบ้านนั้น น่าจะมอบหมายให้เป็นธุระของช่างผู้ศึกษามาทางนี้โดยตรง ก็กลับไปปรึกษาซินแส อย่างนี้ เป็นต้น เท่าที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นว่า คนเหล่านี้ แม้ยืนยันว่าตนนับถือพระพุทธศาสนา ก็มิได้เชื่อถือมงคลที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ทว่ากลับเชื่อถือมงคลอย่างอื่นนอกพระพุทธศาสนา แล.
ต่อไปนี้ เป็นคาถาว่าด้วยคำทูลขอของเทวดา และคำตรัสเฉลยของพระศาสดา โดยเป็นภาษามคธที่เรียกว่า ภาษาบาลี นั่นแหละ (สำหรับท่านที่ไม่สันทัดการอ่านตามระเบียบภาษามคธโดยตรง ควรจะอ่านที่ได้แปลงให้อ่านได้ง่าย ๆ ที่ได้ทำกำกับไว้ในวงเล็บ) พร้อมทั้งคำแปลของแต่ละคาถา อันเป็นเนื้อความแห่งมงคลสูตร
คำทูลขอของเทวดา :
พหูเทวา มนุสฺสา จ มงฺคลานิ อจินฺตยุ
อากงฺขมานา โสตฺถานํ พฺรูหิ มงฺคลมุตฺตมํ
(พะหูเทวา มะนุสสา จะ มังคะลานิ อะจินตะยุง
อากังขะมานา โสตถานัง พรูหิ มังคะละมุตตะมัง)
พวกเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก พากันคิดถึงสิ่งที่เป็นมงคล หวังอยู่ซึ่งความสวัสดี ขอพระองค์จงตรัสบอกมงคลอันสูงสุดเถิด พระเจ้าข้า
คำตรัสเฉลยมงคลของพระพุทธเจ้า:
๑. อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา
ปูชา จ ปูชเนยฺยานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
(อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา
ปูชา จะ ปูชะเนยยานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง)
การไม่คบหาพวกคนพาล ๑ การคบหาแต่เหล่าบัณฑิต ๑ การบูชาผู้ที่ควรบูชา ๑ ข้อที่ว่ามานี้ จัดเป็นมงคลอันสูงสุด (๓)
๒. ปฏิรูปเทสวาโส จ ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา
อตฺตสมฺมาปณิธิ จ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
(ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา
อัตตะสัมมาปะณิธิ จะ เอตัมมังคะละมุตตะมัง)
การอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม ๑ ความเป็นผู้ได้ทำบุญไว้แล้วในภพก่อน ๑ การตั้งตนไว้โดยชอบ ๑ ข้อที่ว่ามานี้ จัดเป็นมงคลอันสูงสุด (๓).
๓. พาหุสจฺจญฺจ สิปฺปญฺจ วินโย จ สุสิกฺขิโต
สุภาสิตา จ ยา วาจา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
(พาหุสัจจัญจะ สิปปัญจะ วินะโย จะ สุสิกขิโต
สุภาสิตา จะ ยา วาจา เอตัมมังคะละมุตตะมัง)
ความเป็นพหูสูต ๑ งานศิลปะ ๑ วินัยที่ศึกษาไว้ดีแล้ว ๑ วาจาที่เป็นสุภาษิต ๑ ข้อที่ว่ามานี้ จัดเป็นมงคลอันสูงสุด (๔).
๔. มาตาปิตุอุปฏฐานํ ปุตฺตทารสฺส สงฺคโห
อนากุลา จ กมฺมนฺตา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
(มาตาปิตุอุปัฏฐานัง ปุตตะทารัสสะ สังคะโห
อะนากุลา จะ กัมมันตา เอตัมมังคะละมุตตะมัง)
การทะนุบำรุงมารดา ๑ การทะนุบำรุงบิดา ๑ การสงเคราะห์บุตรและภรรยา ๑ การงานที่ไม่เสียหาย ๑ ข้อที่ว่ามานี้ จัดเป็นมงคลอันสูงสุด (๔).
๕. ทานญฺจ ธมฺมจริยา ญาตกานญฺจ สงฺคโห
อนวชฺชานิ กมฺมานิ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
(ทานัญจะ ธัมมะจะริยา จะ ญาตะกานัญจะ สังคะโห
อะนะวัชชานิ กัมมานิ เอตัมมังคะละมุตตะมัง)
ทาน ๑ ความประพฤติธรรม ๑ การสงเคราะห์พวกญาติ ๑ การงานที่หาโทษมิได้ ๑ ข้อที่ว่ามานี้จัดเป็นมงคลอันสูงสุด (๔).
๖. อารตี วิรตี ปาปา มชฺชปานา จ สญฺญโม
อปฺปมาโท จ ธมฺเมสุ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
(อาระตี วีระตี ปาปา มัชชะปานา จะ สัญญะโม
อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ เอตัมมังคะละมุตตะมัง)
ความไม่ยินดี ความงดเว้นจากบาป ๑ ความยับยั้ง (ตน) ไว้จากการดื่มน้ำเมา๑ ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ๑ ข้อที่ว่ามานี้ จัดเป็นมงคลอันสูงสุด (๓).
๗. คารโว จ นิวาโต จ สนฺตุฏฐิ จ กตญฺญุตา
กาเลน ธมฺมสวนํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
(คาระโว จะ นิวาโต จะ สันตุฏฐิ จะ กะตัญญุตา
กาเลนะ ธัมมะสะวะนัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง)
ความเคารพ ๑ ความถ่อมตน ๑ ความสันโดษ ๑ ความเป็นคนกตัญญู ๑ การฟังธรรมตามกาลอันควร ๑ ข้อที่ว่ามานี้ จัดเป็นมงคลอันสูงสุด (๕).
๘. ขนฺตี จ โสวจสฺสตา สมณานญฺจ ทสฺสนํ
กาเลน ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
(ขันตี จะ โสวะจัสสะตา สะมาะณานัญจะ ทัสสะนัง
กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา เอตัมมังคะละมุตตะมัง)
ความอดทน ๑ ความเป็นคนว่าง่าย ๑ การพบเห็นสมณะทั้งหลาย ๑ การสนทนาธรรมตามกาลอันควร ๑ ข้อที่ว่ามานี้ จัดเป็นมงคลอันสูงสุด (๔).
๙. ตโป จ พฺรหฺมจริยญฺจ อริยสจฺจาน ทสฺสนํ
นิพฺพานสจฺฉิกิริยา จ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
(ตะโป จะ พรัหมะจะริยัญจะ อะริยะสัจจานะ ทัสสะนัง
นิพพานะสัจฉิกิริยา จะ เอตัมมังคะละมุตตะมัง)
ตบะ ๑ พรหมจรรย์ ๑ การเห็นอริยสัจทั้งหลาย ๑ การกระทำพระนิพพานให้แจ้ง ๑ ข้อที่ว่ามานี้ จัดเป็นมงคลอันสูงสุด (๔).
๑๐. ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ
อโสกํ วิรชํ เขมํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
(ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ
อะโสกัง วิระชัง เขมัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง)
จิตของผู้ที่ถูกโลกธรรมทั้งหลายกระทบแล้วไม่หวั่นไหว ๑ จิตที่ไม่เศร้าโศก ๑ จิตที่ปราศจากกิเลสเป็นดุจธุลี ๑ จิตที่เกษม ๑ ข้อที่ว่ามานี้ จัดเป็นมงคลอันสูงสุด (๔)
เอตาทิสานิ กตฺวาน สพฺพตฺถมปราชิตา
สพฺพตฺถ โสตฺถึ คจฺฉนฺติ ตนฺเตสํ มงฺคลมุตฺตมํ
(เอตาทิสานิ กัตวานะ สัพพัตถะมะปะราชิตา
สัพพัตถะ โสตถิง คัจฉันติ ตันเตสัง มังคะละมุตตะมัง)
บุคคล กระทำกรรมทั้งหลายมีประการเช่นนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่พ่ายแพ้ในที่ทั้งปวง ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทั้งปวง ข้อที่ไม่คบคนพาลเป็นต้นนั้น จัดเป็นมงคลอันสูงสุด สำหรับบุคคลเหล่านั้น
ดังนี้.
ต่อไปนี้ เป็นคำอธิบายไปตามลำดับคาถา
คำพูด ตลอดทั้งคาถา ที่ว่า พหูเทวา ฯเปฯ พฺรูหิ มงฺคลมุตฺตมํ ที่แปลว่า พวกเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก ฯลฯ ขอพระองค์จงตรัสบอกมงคลอันสูงสุดเถิดพระเจ้าข้า เป็นคำกราบทูลขอร้องให้ทรงแสดงมงคล ของเทวดาตนหนึ่ง ผู้เป็นตัวแทนของคณะเทวดาที่เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ ที่ที่พระองค์ประทับอยู่
คำว่า พวกเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก คือ ทั้งเทวดาทั้งมนุษย์ทั้งหลาย หลายร้อย หลายพัน หลายแสน ไม่อาจนับจำนวนได้
คำว่า พากันคิดถึงสิ่งที่เป็นมงคล คือ พากันคิดถึงสิ่งที่เป็นความสำเร็จ ความเจริญ ความรุ่งเรือง ว่า อะไรคือมงคล มงคลเป็นไฉน ทำอย่างไรจึงจะชื่อว่าเป็นมงคล แล้วก็เกิดความเห็นไม่เหมือนกัน แตกแยกกันเป็น ๓ จำพวก ดังกล่าวนั้น.
คำว่า หวังอยู่ซึ่งความสวัสดี คือ หวังอยู่ซึ่งธรรมทั้งหลายอันเป็นเหตุให้อยู่ได้ด้วยดี สวยงาม ทั้งในอัตภาพปัจจุบันทั้งในภายภาคหน้า.
คำว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกมงคลอันสูงสุด คือ ขอพระองค์จงแสดงเหตุแห่งมงคล คือ เหตุแห่งความสำเร็จ เหตุแห่งความเจริญ เหตุแห่งความรุ่งเรือง อันสูงสุด คือ อันวิเศษยอดเยี่ยม นำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่ชาวโลกนี้ คือคำทูลขอร้องให้ทรงแสดงมงคลของเทวดา.
พระผู้มีพระภาค ครั้นเทวดาทูลขอร้องอย่างนี้แล้ว ก็ทรงแสดงมงคลให้เทวดาตนนั้นได้สดับ ในพระคาถาเกี่ยวกับมงคลที่ตรัสไว้นั้น มีคำอธิบายไปตามลำดับ ดังต่อไปนี้
-
การไม่คบหาพวกคนพาล
ในมงคลข้อแรก ที่ว่า อเสวนา จ พาลานํ การไม่คบหาพวกคนพาล นี้ มีอรรถาธิบายอย่างนี้ ว่า :
คำว่า การไม่คบหา ได้แก่ การไม่เข้าไปนั่งใกล้ ไม่เข้าไปยืนใกล้ ไม่อยู่ร่วมกัน ไม่บริโภคร่วมกัน ไม่ไปด้วยกัน ไม่มาด้วยกัน จะเข้าไปเกี่ยวข้องบ้าง ก็เกี่ยวกับการจะสงเคราะห์บอกทางที่เขาจะไป ให้ข้าว ให้น้ำ แก่เขาผู้กำลังลำบาก ด้วยข้าวด้วยน้ำนั้น เป็นต้น เท่านั้น.
ก็ใครเล่า ชื่อว่า พาล พึงทราบว่าคำว่า พาล นี้สำเร็จมาจาก พล-ธาตุ ที่แปลว่า หายใจ ในภาษามคธก็ได้ความว่า ผู้ใดเป็นผู้เป็นอยู่สักว่าหายใจได้ ผู้นั้น ชื่อว่า พาล เป็นอันว่าท่านกล่าวถึงคนที่เกิดมาแล้วก็มีชีวิตหายใจไปแต่ละวันจนกระทั่งสิ้นลมหายใจตายไป ในระหว่างที่มีชีวิตอยู่ ไม่อาจทำสาระประโยชน์อะไร ๆ ให้เกิดแก่ตนและคนอื่นได้ นั่นเอง อนึ่ง คนพาลเป็นคนมีปัญญาทราม จึงไม่อาจทราบได้เลยเกี่ยวกับว่า นี่เป็นสาระ ควรแสวงหา นี่ไม่เป็นสาระ ไม่ควรแสวงหา นี่เป็นคุณ นี่เป็นโทษ ต้องทำอย่างนี้และต้องไม่ทำอย่างนี้ จึงจะสมคารแก่ความเป็นมนุษย์ ปรารภจะทำกิจอะไร ๆ หรือจะไม่ทำก็ตาม ก็อาศัยความพอใจหรือไม่พอใจเป็นสำคัญ ใจก็ตกดิ่งไปทางต่ำ มากด้วยความดำริชั่ว จึงมีแต่ความประพฤติไม่ดีทางทวารทั้งหลาย ที่เรียกว่า กายทุจริต มีการฆ่าสัตว์เป็นต้น ที่เรียกว่า วจีทุจริต มีการกล่าวเท็จเป็นต้นและที่เรียกว่า มโนทุจริต มีความเพ่งจ้องใคร่จะได้ในสิ่งที่ตนไม่สมควรจะได้เป็นต้น เพราะฉะนั้น อันการจะทราบว่า ผู้นี้เป็นพาลหรือไม่ มิได้เป็นเรื่องยาก เพราะว่าหากได้พิจารณาความประพฤติ หรือการแสดงออกทางทวารทั้ง ๓ อยู่บ่อย ๆ แล้วย่อมทราบได้ ข้อนี้ สมจริงตามที่ตรัสไว้ ว่า ตีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต พาโล เวทิตพฺโพ เป็นต้น ความเต็มแปลว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบพร้อมด้วยธรรม ๓ อย่างพึงทราบว่า เป็นพาล ด้วยธรรม ๓ อย่างอะไรบ้าง? ได้แก่ ด้วยกายทุจริต ด้วยวจีทุจริต ด้วยมโนทุจริต ดังนี้. ก็การกระทำของคนพาลครั้งนั้น ๆ แม้ไม่ถึงขั้นจะนับได้ว่า เป็นการละเมิดศีล ถึงกระนั้น พฤติกรรมที่แสดงออกมา อันเป็นช่องทางให้ทราบว่า เป็นผู้ไม่มีเมตตา เป็นคนขาดกรุณา เป็นต้น ในคราวนั้น ๆ นั่นเอง บ่งบอกว่า ผู้นี้ พร้อมที่จะประพฤติละเมิดศีล พร้อมที่จะประพฤติชั่วได้ในกาลทุกเมื่อเมื่อถึงคราว ผู้ใดคบหาคนพาล ผู้นั้นก็มีโอกาสจะเกิดความนิยมยินดีในการกระทำของคนพาล แล้วถือเป็นเยี่ยงอย่างประพฤติปฏิบัติตามก็ย่อมถึงความเป็นคนพาลตามไปด้วยทีเดียว ข้อนี้ สมจริงตามที่ท่านตรัสไว้ว่า ปูติมจฺฉํ กุสคฺเคน โย นโร อุปนยฺหติ เป็นต้น ความเต็มแปลว่า บุคคล ใช้ปลายหญ้าคา ห่อปลาเน่าไป แม้ใบหญ้าคาก็กลายเป็นของเน่า กลิ่นฟุ้งไป ฉันใดการคบคนพาลก็ฉันนั้น ดังนี้.
ในกาลที่พระพุทธเจ้ายังทรงเป็นพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญพระบารมีอยู่ เมื่อครั้งที่เสวยพระชาติ
เป็น อกิตติบัณฑิต ผู้ออกจากตระกูลที่มั่งคั่ง บวชเป็นดาบส ท่านเป็นผู้ประพฤติมักน้อยสันโดษเป็นอย่างยิ่ง ความมักน้อยสันโดษอย่างยิ่งของท่านเป็นเหตุเกิดตบะเดชะ ทำให้ท่านท้าวสักกะจอมเทวดาไม่อาจทนนิ่งเฉยอยู่ได้ ต้องลงมาให้พร ท่านบัณฑิตไม่ขอพรในสิ่งที่น่าได้อะไร ๆ อย่างอื่น ท่านเป็นผู้รังเกียจความเป็นคนพาลอย่างยิ่ง จึงได้กล่าวกะท่านท้าวสักกะ ว่า พาลํ น ปสฺเส น สุเณ เป็นต้น ความเต็มแปลว่า ขอข้าพเจ้าไม่พึงเห็น ไม่พึงฟังคนพาล ทั้งไม่พึงอยู่ร่วมกับคนพาล ไม่พึงกระทำการสนทนาปราศรัยกับคนพาล ทั้งไม่ยินดีการสนทนาปราศรัยกับคนพาล ดังนี้ ท่านท้าวสักกะทรงสดับแล้ว ก็ตรัสถามว่า คนพาลได้ทำอะไรให้ท่าน ขอท่านจงบอกถึงเหตุ เถิด ท่านบัณฑิตทูลตอบว่า คนพาลผู้ทรามปัญญา แนะนำแต่ข้อแนะนำที่ไม่ดี (คือแนะนำผิด ๆ ) สิ่งที่มิใช่เหตุก็ว่าเป็นเหตุ สิ่งที่ใช่เหตุ ก็กลับว่าไม่ใช่เหตุ คนพาลชักชวนให้ประกอบในกิจที่ไม่ใช่ธุระ ไม่ใช่กิจที่ควรทำก็ชักชวนให้ทำ พอเขาแนะนำว่าไม่ดีกลับโกรธ คนพาลนั้นไม่รู้จักวินัย (ธรรมเครื่องฝึกหัดกายและวาจา) เพราะฉะนั้น การไม่พบเห็นคนพาลนั้น ดีนักแล ดังนี้ เพราะฉะนั้น การคบหาพวกคนพาล จึงมีแต่จะนำความหายนะมาสู่ตน ต้องประสบความทุกข์ความเดือดร้อน ความไม่สวัสดีนานาประการ จากการถือเยี่ยงอย่างพาล เมื่อเป็นเช่นนี้การเว้น การไม่คบหาพวกคนพาล จึงจัดเป็นมงคลแน่นอนนี้ เป็นอรรถาธิบายมงคลข้อแรกในพระคาถาแรก นี้.
-
การคบหาแต่เหล่าบัณฑิต
มงคลข้อต่อไปคือ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา- การคบหาแต่เหล่าบัณฑิต.
ความจริง พระพุทธเจ้าทรงประกาศการคบหาแต่เหล่าบัณฑิต เท่านั้น นั่นแหละ เพราะประโยชน์สุขทั้งในปัจจุบัน ทั้งในภายภาคหน้ามากมาย ย่อมหลั่งไหลมาแต่การคบหาบัณฑิตก็แต่เมื่อบัณฑิตนั้น มีลักษณะความเป็นไปโดยประการตรงข้ามกับพวกพาลสิ้นเชิง เพราะฉะนั้น อันการจะรู้จักบัณฑิตได้ด้วยดี จะได้เลือกถือเอาแต่ผู้ที่เป็นบัณฑิตเท่านั้น ก็ควรจะรู้จักคนที่ไม่ควรถือเอา คือคนพาลก่อน เปรียบเหมือนว่าบุคคลผู้ฉลาดในการบอกทาง เมื่อจะบอกเส้นทางที่เขาควรจะถือเอา และถือเอาด้วยดีไม่เดินหลงทาง ก็ย่อมบอกทางที่ไม่ควรถือเอา ที่พึงเว้นไว้ก่อน แล้วต่อจากนั้นจึงบอกทางที่เขาควรถือเอา เช่นอย่างนี้ ว่า พวกท่านเดินไปถึงทางสองแพร่งแล้ว ท่านจงอย่าถือเอาทางข้างซ้าย จงละเว้นทางข้างซ้าย จงถือเอาแต่ทางข้างขวา เท่านั้น เถิด ดังนี้ ฉันใด พระผู้มีพระภาคก็ทรงเป็นเหมือนผู้ฉลาดในการบอกทาง เมื่อทรงประสงค์จะให้ถือเอาให้คบหาแต่เหล่าบัณฑิตเท่านั้น ก็ทรงแสดงบุคคลผู้ที่ไม่ควรถือเอา ทว่าควรงดเว้น คือคนพาล เสียก่อน ต่อจากนั้น จึงทรงแสดงบุคคลผู้ที่ควรถือเอา ควรคบหา คือบัณฑิตฉันนั้น.
คำว่า บัณฑิต มีความหมายว่า ผู้ดำเนินไปด้วยปัญญาความว่า เป็นอยู่ด้วยปัญญา กล่าวคือ เมื่อจะทำก็ใช้ปัญญาใคร่ครวญเสียก่อนจะทำ เห็นว่าควรทำจึงทำ ไม่ควรทำก็ไม่ทำ เมื่อจะพูดก็ใช้ปัญญาใคร่ครวญเสียก่อนจะพูด อย่างนั้นเหมือนกัน เมื่อในใจของท่านมีแต่ความดำริจะทำจะพูด เฉพาะในสิ่งที่ควรทำควรพูดเท่านั้น อย่างนี้แล้ว ภายในใจของท่านก็มีแต่ธรรมที่ดีงามทั้งหลาย มีเมตตา กรุณา ปัญญา เป็นต้น เกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านก็ย่อมมีแต่ความประพฤติที่ดีงาม ที่เรียกว่า สุจริต นั่นเทียว เกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๓ กาย วาจา และใจ สุจริตทางทวารทั้ง ๓ นั่นเอง เป็นลักษณะประจำตัวของผู้เป็นบัณฑิต เป็นเครื่องหมายกำหนดความเป็นบัณฑิตเป็นลักษณะที่มีประการตรงข้ามกับลักษณะของผู้เป็นพาลทุกอย่าง ข้อนี้ สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า : ตีหิ โข ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ปณฺฑิโต เวทิตพฺโพ เป็นต้น ความเต็มแปลว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบพร้อมด้วยธรรม ๓ อย่าง เหล่านี้ ชื่อว่าเป็นบัณฑิต ด้วยธรรม ๓ อย่างอะไรบ้าง? ได้แก่ ด้วยการสุจริต ด้วยวจีสุจริต ด้วยมโนสุจริต ดังนี้. ก็คำว่า สัตบุรุษ ที่แปลว่า บุรุษผู้สงบ ก็ดี, คำว่า ธีระ หรือ เมธี ที่แปลว่า นักปราชญ์ ก็ดี ล้วนแต่เป็นคำเรียกขานท่านที่เป็นบัณฑิต ทั้งสิ้น.
ก็แต่ว่า สุจริตทางทวารทั้ง ๓ นี้ สำหรับพระอริยบุคคลทั้งหลาย มิได้เกิด มิได้มี โดยการตั้งใจสมาทานรักษาเป็นคราว ๆ หรือแม้แต่ตลอดชีวิต เหมือนอย่างปุถุชน แต่ทว่าย่อมเต็มย่อมบริบูรณ์เอง เพราะเหตุคือการเจริญสติปัฏฐานจนบรรลุพระอริยมรรค เพราะฉะนั้น ท่านเหล่านั้น ย่อมถึงความเป็นบัณฑิตแน่นอน ก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นเทียวทรงเป็นบัณฑิตผู้ถึงยอด
ส่วน กัลยาณปุถุชน ผู้ถึงไตรสรณะ ผู้กลัวบาป รักศีลเล็งเห็นภัยในสังสารวัฏ ปฏิบัติเพื่อพ้นจากภัยเหล่านั้น ผู้มีส่วนได้รู้ได้เห็นธรรมที่พระอริยบุคคลเหล่านั้นท่านได้เห็นแล้วสักส่วนหนึ่ง แม้เป็นเพียงชั้นโลกียะ ก็ชื่อว่า เป็นบัณฑิต ได้ ในฐานะว่า ยังเวลาให้ล่วงเลยไปด้วยปัญญา เช่นเดียวกับบัณฑิตที่เป็นพระอริยบุคคลเหล่านั้น.
ชื่อว่า การคบหา ได้แก่ การเข้าไปนั่งใกล้ ยืนใกล้ การอยู่ร่วมกัน เป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่การจะได้ฟังธรรม การจะรับเอาโอวาทและอนุศาสนี การจะได้รับข้อแนะนำที่ดี ๆ และแม้เพื่อประโยชน์แก่การจะได้ถือเอาท่านเหล่านั้นเป็นแบบอย่างประพฤติปฏิบัติตาม
เพราะเหตุที่บัณฑิตทั้งหลายเป็นผู้มีปัญญา ท่านจึงมีความรอบรู้ว่า นี้ เป็นสาระควรแสวงหา นี้ ไม่เป็นสาระ ไม่ควรแสวงหา นี้ เป็นไปเพื่อคุณ นี้ เป็นไปเพื่อโทษ เป็นต้น ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ผู้ใด เข้าไปคบหาท่าน ผู้นั้น ชื่อว่า เข้าไปประสบมงคล.
อกิตติบัณฑิตนั่นเทียว ได้กล่าวกะท่านท้าวสักกะ เป็นอีกข้อความหนึ่ง ว่า: ขอให้ข้าพเจ้าได้คบหาแต่บัณฑิตเถิด ขอให้ข้าพเจ้าได้พบเห็นนักปราชญ์ ได้ฟังนักปราชญ์ ได้อยู่ร่วมกับนักปราชญ์ ได้ทำการสนทนาปราศรัยกับนักปราชญ์ และยินดีการสนทนาปราศรัยกับนักปราชญ์ เถิด เมื่อท่านท้าวสักกะสงสัย ถามว่า นักปราชญ์ทำอะไรให้ท่าน ขอท่านจงบอกถึงเหตุ, ก็กล่าวว่า นักปราชญ์ผู้มีปัญญาย่อมแนะนำแต่ข้อแนะนำที่ดี ไม่ชักชวนให้ประกอบในกิจที่ไม่ใช่ธุระ ข้อแนะนำที่ดีท่านก็ว่าดี ท่านถูกคนเขาว่ากล่าวโดยชอบ ท่านก็ไม่โกรธ นักปราชญ์นั้น ย่อมรู้ชัดซึ่งสิ่งที่เป็นวินัย เพราะฉะนั้น การได้สมาคมกับนักปราชญ์นั้นเป็นของดีแท้ ดังนี้. เมื่อบัณฑิต เป็นผู้มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างนี้ การคบหาบัณฑิตจึงมีแต่จะเป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข ความสำเร็จ ความสวัสดี ทั้งในโลกนี้ ทั้งในโลกหน้า จัดว่าเป็นมงคล แล.
๓. การบูชาผู้ที่ควรบูชา
มงคลข้อต่อไปคือ ปูชา จ ปูชเนยฺยานํ- การบูชาผู้ที่ควรบูชา มีอรรถาธิบายอย่างนี้ ว่า :
ก่อนอื่น พึงทราบว่า ชื่อว่า การบูชา นี้ เป็นไฉน? ตอบว่า ได้แก่ การสักการะ (การน้อมถวายวัตถุทานที่จัดทำอย่างเคารพ อย่างประณีต) การทำความเคารพ การทำความนับถือ การกราบ การไหว้ แม้การแสดงออกซึ่งอาการที่รับฟังด้วยดีเบื้องหน้าสัตบุรุษผู้กำลังแนะนำ
ก็ใคร่เล่า ชื่อว่า ปูชเนยยะ- ผู้ที่ควรบูชา ตอบว่า ผู้ใดก็ตาม เป็นผู้ที่คนอื่นบูชาแล้วเป็นเหตุให้เขาได้รับความสุข ความสวัสดี ความสำเร็จ ทั้งในโลกนี้ ทั้งในโลกหน้า เกิดกุศลได้บรรเทาอกุศลได้ ผู้นั้นแหละชื่อว่า ผู้ที่ควรบูชา นับจับตั้งแต่สูงสุดลดหลั่นลงไปตามลำดับ ก็ได้แก่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระมหาสาวกทั้งหลาย พระอริยสาวกทั้งหลาย พระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ มารดา บิดา ผู้ใหญ่ในตระกูล ครู อาจารย์ เป็นต้น.
ท่านกล่าวว่า การบูชามี ๒ อย่าง คือ อามิสบูชา และปฏิปัตติบูชา
อามิสบูชา เป็นอย่างไร? คำว่า อามิส ในที่นี้คือ ปัจจัย ๔ มีอาหารเป็นต้น หรือเครื่องอุปโภค บริโภค การบูชาด้วยอามิสดังกล่าวนี้ ชื่อว่า อามิสบูชา ได้แก่ การนึกถึงคุณ นึกถึงอุปการะของท่านผู้นั้น แล้วก็เข้าไปกราบไหว้ พร้อมทั้งน้อมนำเอาอามิสที่เตรียมจัดทำไว้อย่างเคารพ อันถึงฐานะเป็นเครื่องสักการะนั้น เข้าไปมอบให้แก่ท่านผู้ที่ควรบูชา ในคราวนั้น ๆ นั่นเอง เช่นอย่าง ถ้าหากว่าตนเป็นบรรพชิต เมื่อจะเข้าไปหาผู้ที่ควรบูชา คือ พระอุปัชฌาย์ หรือว่าพระอาจารย์ของตนแล้ว การที่มีผ้าสบงเนื้อดีเป็นต้น ที่เป็นของหายาก มีค่ามาก ที่ทายกถวายแก่ตน ถือติดมือเข้าไปหาท่าน กราบไหว้ แล้วมอบถวายท่านไป อย่างนี้ เป็นต้น อย่างนี้ นั่นเทียว ชื่อว่า อามิสบูชา อนึ่ง แม้ไม่มีวัตถุข้าวของอะไรจะมอบให้ความขวนขวายกุลีกุจอช่วยให้ท่านได้รับความสะดวกในการเป็นการอยู่ เช่น ช่วยซ่อมแซมกุฏิเสนาสนะ ซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ เป็นต้น ของท่าน ก็สงเคราะห์เข้าในอามิสบูชานั่นเอง เพราะทำด้วยใจบูชาในคุณ และการกระทำนั้นเนื่องด้วยวัตถุ
ส่วน ถ้าหากว่าเป็นฆราวาส การบูชาบรรพชิตทั้งหลายด้วยปัจจัย ๔ หรือนำดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปกราบไหว้ในกาลอันควร ชื่อว่า อามิสบูชา ของผู้เป็นฆราวาส ที่พึงกระทำในท่านผู้เป็นบรรพชิต.
มีเรื่องปรากฏในอรรถกถาธรรมบท ว่า ช่างจัดระเบียบดอกไม้ของพระเจ้าพิมพิสารคนหนึ่ง ชื่อว่า นายสุมน วันนั้นเลือกเก็บดอกไม้พอแก่ความต้องการได้แล้ว ก็หอบกองดอกไม้ไป เพื่อไปจัดระเบียบดอกไม้ในพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าพิมพิสาร ได้พบเห็นพระพุทธเจ้าในระหว่างทาง เกิดศรัทธาเลื่อมใสเสียยิ่งนัก คิดว่า เราจักบูชาพระศาสดาด้วยดอกไม้นี้นี่แหละ ไม่สนใจถึงโทษทัณฑ์ที่อาจจะได้รับจากพระราชาเลยครั้นคิดอย่างนี้แล้ว ก็นำกองดอกไม้ทั้งหมดไปวางไว้เบื้องพระพักตร์พระศาสดา ดอกไม้เหล่านั้นก็แพร่กระจายออกห้อมล้อมพระวรกายของพระตถาคต ทั้งเบื้องบน เบื้องขวาง เป็นที่น่าอัศจรรย์ พระศาสดารับสั่งกับพระอานนท์ว่า การกระทำของช่างจัดระเบียบดอกไม้ผู้นี้ จะเป็นเหตุ เป็นปัจจัยส่วนหนึ่ง ที่จะทำให้เขาได้สำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในอนาคต
ในส่วนของฆราวาสด้วยกัน ผู้เป็นบุตรควรบูชามารดา และบิดา ผู้เป็นญาติผู้น้อยควรบูชาผู้เป็นญาติผู้ใหญ่ ผู้เป็นน้องควรบูชาผู้เป็นพี่ ศิษย์ควรบูชาอาจารย์ ด้วยอามิส ตามกาลอันควร ตามนัยดังกล่าวมานี้.
ปฏิปัตติบูชา เล่า เป็นไฉน? จะขอกล่าวเกี่ยวกับบรรพชิตก่อน ตรัสไว้ในมหาปรินิพพานสูตร ว่า ได้แก่ ธัมมานุ- ธัมมปฏิปัตติ แปลว่า การปฏิบัติธรรมอนุโลมต่อธรรม ความว่า ปฏิบัติธรรมส่วนเบื้องต้นอันอนุโลมต่อธรรมส่วนเบื้องปลาย คือ การเจริญสติปัฏฐาน นั่นเทียว ก็การเจริญสติปัฏฐาน ชื่อว่า เป็นการปฏิบัติธรรมส่วนเบื้องต้นที่อนุโลมต่อธรรมส่วนเบื้องปลายอันเป็นคุณธรรมชั้นโลกุตตระ คือ พระอริยมรรคมีองค์ ๘
ในการบูชา ๒ อย่างนั้น พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญการปฏิบัติบูชา ว่ายิ่งกว่า ว่าประเสริฐกว่า อามิสบูชา ความว่าภิกษุรูปใดเจริญสติปัฏฐาน ภิกษุรูปนั้นชื่อว่า ได้บูชาพระองค์ด้วยการบูชาที่น่าสรรเสริญยิ่ง เป็นความจริงอย่างนั้น ในสมัยที่พระศาสดาประทับอยู่ระหว่างต้นสาละคู่ เมืองกุสินารา รอคอยเวลาเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานอยู่นั้น พวกเทวดาทั้งหลายพอได้ยินข่าวว่า พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานในไม่ช้านี้แล้ว ต่างก็พากันเศร้าโศกเสียใจ มาคิดว่าต่อไปนี้เราไม่มีโอกาสจะได้เห็นพระพักตร์ของพระศาสดาอีกแล้ว ไม่ได้บูชาพระศาสดาอีกแล้ว เอาละ ครั้งนี้เราขอบูชาให้ยอดเยี่ยมเป็นครั้งสุดท้าย คิดอย่างนี้แล้ว ก็ใช้อานุภาพทำให้เกิดเสียงดนตรีที่เป็นทิพย์บรรเลงกังวานอยู่เบื้องนภากาศ ทำให้ต้นไม้ผลิดอกออกช่อผิดฤดูกาล โปรยปรายดอกไม้ทิพย์ มีดอกมณฑารพ เป็นต้น ลงมาเพื่อบูชาพระตถาคต คราวนั้น พราะศาสดาทรงอาศัยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้แสดงธรรม ว่า นั่น เป็นอามิสบูชา ที่พวกเทวดากระทำ ในการบูชา ๒ อย่างนั้น เราขอสรรเสริญปฏิปัตติบูชา, รับสั่งกะพระอานนท์ว่า ภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม อุบาสกก็ตาม อุบาสิกาก็ตาม ผู้ใดเป็นผู้ปฏิบัติธรรมอนุโลมตามธรรม (คือเจริญสติปัฏฐาน ๔ ) อยู่ ผู้นั้นชื่อว่า สักการะตถาคต เคารพตถาคต นับถือตถาคต บูชาตถาคตด้วยการบูชาอย่างยิ่ง ดังนี้. ควรทราบว่า การที่ตรัสอย่างนี้นั้น มิใช่เป็นการตรัสตำหนิอามิสบูชาแต่ประการใด ทว่า เป็นเพราะทรงเล็งเห็นประโยชน์เกี่ยวกับความพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏของสัตว์ทั้งหลาย เป็นสำคัญ อันจะสำเร็จได้โดยการขวนขวายเจริญสติปัฏฐาน ๔ แต่อย่างเดียวเท่านั้น ก็ถ้าหากว่าบริษัท ๔ เอาแต่ขวนขวายในอามิสบูชาอย่างเดียว ละเลยการปฏิบัติไซร้ ก็ไม่อาจประสบประโยชน์ยอดเยี่ยม คือ ความพ้นทุกข์ทั้งปวงนี้ ได้ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อเอาแต่ขวนขวายในอามิสบูชา ละเลยการปฏิบัติบูชา สติปัฏฐาน ๔ ก็ย่อมอันตรธานเลือนหายไปได้โดยง่าย เพราะไม่มีผู้รักษาสืบต่อ และเมื่อสติปัฏฐาน ๔ อันตรธานเลือนหายไป พระสัทธรรมทั้งสิ้นอันตั้งอยู่ได้ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ก็จะอันตรธานเลือนหายตามไปด้วยในที่สุด ทรงเล็งเห็นอย่างนี้ จึงได้ตรัสไว้อย่างนี้ ในสมัยใกล้ปรินิพพานนั้น ถึงอย่างไร อามิสบูชาก็เป็นการบูชาที่ควรทำบ้างตามโอกาสอันควร.
ก็แต่ว่า เมื่อยังไม่อาจเจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้ในคราวนั้น ๆ เพราะต้องคอยพยาบาลรักษาไข้พระอุปัชฌาย์เป็นต้น ความเคร่งครัดขวนขวายในสมณธรรมทั้งหลาย มีความสำรวมในศีล ระมัดระวังมิให้มีการต้องอาบัติ เมื่อเกิดต้องอาบัติขึ้นมาก็มีการปลงอาบัติเสีย ไม่เป็นผู้มีอาบัติติดตัว ก็ดี ความขวนขวายในวัตรปฏิบัติที่ควรทำทั้งหลาย ก็ดี ความมักน้อยสันโดษ ความเป็นคนเลี้ยงง่าย ก็ดี เป็นต้น ย่อมสงเคราะห์เข้าในการปฏิบัติบูชานั่นเทียว เพราะเกื้อกูลแก่การเจริญสติปัฏฐาน ๔
ส่วน สำหรับผู้เป็นฆราวาส ผู้มีกิจที่ต้องทำเกี่ยวกับชีวิตของฆราวาสมากมาย โอกาสที่จะบูชาพระตถาคตด้วยการปฏิบัติเจริญสติปัฏฐาน ๔ นั้น หาได้ยาก เพราะฉะนั้น เมื่อต้องการ ก็ต้องแสวงหาโอกาสเพื่อการนี้ แล้วปฏิบัติไปเท่าที่จะหาโอกาสได้นั่นแหละ ถ้าไม่มีโอกาสอย่างนั้น ความประพฤติดีปฏิบัติชอบ ที่รอง ๆ ลงมาอันไม่ขัดข้องกับเพศฆราวาสของตน คือ การสมาทานรักษาสิกขาบท ๕ ประจำการสมาทานศีลอุโบสถในวันอุโบสถ เป็นต้น โดยปรารภถึงความเป็นธรรมที่พระตถาคตตรัสไว้ดีแล้ว แห่งบรรดาความประพฤติดีเหล่านี้ แล้วอาศัยเป็นเครื่องบูชาพระตถาคต ก็ย่อมสงเคราะห์เข้าในการปฏิบัติบูชานี้ ได้เหมือนกัน เพราะเป็นปัจจัยช่วยสนับสนุนให้เจริญสติปัฏฐานเป็นไปได้ด้วยดีในเมื่อโอกาสนั้นมาถึง.
อนึ่ง สำหรับผู้เป็นฆราวาสทั้ง ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายผู้บูชาและฝ่ายผู้ควรบูชา พึงทราบความเพิ่มเติมอย่างนี้ว่า ผู้เป็นมารดาหรือบิดา ย่อมมีความสุข ความสบายใจ ความชื่นใจในเมื่อเห็นบุตรของตนเป็นคนประพฤติดี อยู่ในโอวาท ไม่มีการกระทำที่นำความเดือดร้อนหรือความเสื่อมเสียมาสู่ตระกูล ทว่า มีแต่การกระทำที่ใคร ๆ ยกย่องสรรเสริญ เพราะฉะนั้นความชื่นใจดังกล่าวมานี้ บุตรคนนั้น ก็ชื่อว่าบูชามารดาบิดาด้วยการปฏิบัติบูชาเหมือนกัน แม้เกี่ยวกับบุคคลที่เหลือ มีศิษย์กับครูอาจารย์เป็นต้น ก็มีนัยเดียวกันนี้แหละ.
การบูชาบุคคลผู้ที่ควรบูชา ด้วยอามิส ย่อมนำความสุข ความสวัสดีมาให้ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า ส่วนการบูชาด้วยการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติที่เป็นอย่างอุกฤษฎ์ คือการเจริญสติปัฏฐาน ย่อมนำมาซึ่งความสุขความสวัสดี ทั้งในโลกนี้ ทั้งในโลกหน้า และความสวัสดีพิเศษยิ่ง คือความพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏ แล เพราะฉะนั้น การบูชาผู้ที่ควรบูชาจึงจัดว่าเป็นมงคล ฉะนี้แล.
-
การอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม
มงคลข้อต่อไปที่ว่า ปฏิรูปเทสวาโส จ - การอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม นี้มีคำอรรถาธิบาย ดังต่อไปนี้.
แว่นแคว้น ชนบท ตำบล นิคม บริเวณ โดยที่สุดแม้เพียงวิหารเดียว ชื่อว่าเป็น ปฏิรูปเทสะ คือ สถานที่ที่เหมาะสมก็โดยเกี่ยวกับเป็นสถานที่ที่มีสัตบุรุษผู้เป็นบัณฑิตอาศัยอยู่ เป็นอันกล่าวได้ว่า พ้นจากสถานที่ที่ว่านี้ไปแล้ว ก็ชื่อว่า เป็นสถานที่ที่ไม่เหมาะสม ขยายความว่า เป็นสถานที่ที่มากด้วยคนทุศีลไม่มีกัลยาณธรรม ไม่รู้ธรรมของบัณฑิต ถ้าจะกล่าวเกี่ยวข้องกับทวีป ชมพูทวีป นั่นเทียว เป็นปฏิรูปเทสะ ทวีป ๓ นอกนี้มีอมรโคยานทวีปเป็นต้น ไม่ชื่อว่าเป็นปฏิรูปเทสะ เป็นความจริงว่า สัตบุรุษทั้งหลาย มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระมหาสาวก พระอริยสาวกทั้งหลายล้วนอุบัติในชมพูทวีป ไม่ใช่ในทวีปนอกนี้.
ก็การได้เข้าไปอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมนี้ เป็นเหตุให้มีโอกาสได้บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุทั้งหลาย มีทานเป็นต้น ได้เป็นอันมาก และได้บำเพ็ญอยู่บ่อย ๆ เพราะเหตุไร? เพราะเหตุว่า เมื่อได้เข้าไปอยู่ในสถานที่นั้น ก็ย่อมได้พบปะสัตบุรุษแม้ไม่ได้ฟังธรรม ฟังคำแนะนำอะไร ๆ จากท่าน แต่เมื่อได้พบเห็นการกระทำอันนัยเนื่องในบุญกิริยาทั้งหลายของท่านอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คือ การให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ตลอดจนจริยวัตรที่งดงาม สำรวม น่าเจริญตา ก็ย่อมเกิดความชื่นชมแล้วคิดจะประพฤติเยี่ยงอย่างท่าน ก็จะให้ทานบ้าง รักษาศีลบ้าง เป็นต้น.
อนึ่ง การได้เข้าไปอยู่ในท่ามกลางท่านที่เป็นสัตบุรุษความประพฤติที่นับว่าไม่ดีทั้งหลาย มีการฆ่า การลักขโมย เป็นต้น มีโอกาสเกิดได้ยาก เพราะเมื่อจะทำก็ย่อมเกิดความละอายตั้งขึ้นก่อนเฉพาะหน้าว่า การกระทำอย่างนี้น่ารังเกียจ ท่านเหล่านั้นท่านไม่นิยมทำ เราจะทำอย่างนี้ท่ามกลางท่านเหล่านี้ได้อย่างไร ดังนี้ แล้วก็ยับยั้งการทำชั่วของตนเอาไว้ได้เป็นความจริงว่า คนเราจะกล้าทำอะไร ๆ แม้รู้อยู่ว่าไม่ดี ก็เกี่ยวกับว่า เห็นคนอื่น ๆ เขาก็ทำกันโดยทั่วไป ทำนองว่า ได้พวกจึงกล้าทำ สบายใจอยู่ว่า ใครจะว่าชั่วก็มิได้ชั่วอยู่เฉพาะตนคนเดียว คนอื่นที่ชั่วอย่างเราก็มีตั้งหลายคน เพราะฉะนั้นการเข้าไปอยู่ท่ามกลางสัตบุรุษผู้เป็นบัณฑิต มีผลดีแน่เทียวอย่างน้อยที่สุดก็คือ เป็นเหตุให้ไม่กล้าทำชั่ว เพราะไม่มีคนสนับสนุน เห็นดีเห็นงาม อีกอย่างหนึ่ง ย่อมเกิดความหวั่นกลัวขึ้นมา ทำนองเช่นอย่างนี้ ว่า ถ้าเราทำอย่างนี้ ท่านเหล่านั้นรู้เห็นการกระทำของเราแล้ว จะเกิดความรังเกียจ ไม่ยินดีคบหาด้วยกับเรา ดังนี้ เป็นต้น เพราะเหตุที่การเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม ได้รับผลที่น่าปรารถนาดังกล่าวมานี้ เพราะฉะนั้น จึงจัดว่า เป็นมงคล
-
ความเป็นผู้ได้ทำบุญไว้แล้วในภพก่อน
มงคลข้อต่อไป คือ ปุพเพ จ กตปุญฺญตา ความเป็นผู้ได้ทำบุญไว้แล้วในภพก่อน ได้แก่ ความเป็นผู้สั่งสมบุญกุศลปรารภพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลายเอาไว้ดีแล้วในชาติอดีต.
การทำกุศลปรารภพระพุทธเจ้านี้ เป็นไฉน? ได้แก่การที่ในเวลาจะทำบุญแต่ละครั้ง มีการคำนึงถึงเสมอว่า การกระทำอย่างนี้ พระพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้ ทรงชี้แนะไว้ ตรัสว่า เป็นสิ่งที่ควรทำ อย่างนี้ เป็นต้น คำนึงอย่างนี้แล้วจึงทำไม่ใช่สักแต่ทำตามเขาไป เพราะฉะนั้น จึงมีแต่การกระทำที่เหมาะสมทุกอย่าง อนึ่ง เวลาจะทำบุญทั้งหลาย มีทาน เป็นต้น ถ้าหากว่ามีการพิจารณาเสียก่อนจะทำ คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้เรียนไว้ดีแล้ว จะเข้ามามีส่วนช่วยในการตัดสินใจในคราวนั้น ว่าควรทำหรือไม่ควรทำ ถ้าหากว่า ในอดีตชาติที่ผ่านมา การทำบุญทำกุศลแต่ละครั้ง มีการปรารภถึงพระพุทธเจ้า ตามประการดังกล่าวมานี้อยู่เสมอ ตกมาถึงชาติปัจจุบัน ก็ย่อมเป็นผู้ฉลาดในการทำกุศลทั้งหลายและทำได้ง่ายไม่ต้องฝืนใจทำ เพราะว่ามีความคุ้นเคยมาแล้วแต่ชาติอดีต เกี่ยวกับทานนั้น เมื่อถึงคราวสละ ถึงคราวให้ ก็ย่อมสละ ย่อมให้ไปได้อย่างปราศจากความหวงแหนอาลัยในของที่ได้ให้เขาไปแล้ว กล่าวได้ว่า เป็นคนสละได้พ้น คือ ไม่มีจิตตามผูกพันในข้าวของที่ได้ให้เขาไปแล้วนั่นแหละ หรือว่าไม่เกิดความเสียดายขึ้นมาในภายหลัง แม้เกี่ยวกับกุศลที่ยิ่งไปกว่านี้ คือ ศีล และภาวนา ก็พึงทราบความเกี่ยวกับความคุ้นเคย ตามทำนองเดียวกันนี้ ทาน ศีล และภาวนา ที่ทำจนเกิดความคุ้นเคยในปัจจุบัน เพราะอาศัยการสั่งสมมาแต่อดีตเป็นปัจจัย ก็ย่อมเป็นปุพเพกตปุญญตาสำหรับชาติต่อ ๆ ไป ต่อไปอีก กุศลทั้งหลาย มีผลเป็นสุข เพราะฉะนั้น ปุพเพกตปุญญตา นี้จึงจัดว่า เป็นมงคล.
-
การตั้งตนไว้โดยชอบ
มงคลข้อต่อไป คือ อตุตสมฺมาปณิธิ จ - การตั้งตนไว้โดยชอบ พึงทราบ ว่า คำว่า ตน ในที่นี้ คือ จิตของตนเพราะคำว่า อตฺต ที่แปลว่า ตน ใช้ในความหมายว่า จิตของตน ก็ได้ ในที่หลายแห่ง เช่น ในคำว่า ปหิตตฺต (ปหิต + อตฺต) ที่แปลว่า มีตนอันส่งไปแล้ว อันมีความหมายว่า มีจิตของตนส่งไปคือน้อมไมสู่พระนิพพานแล้ว อย่างนี้ เป็นต้น.
การตั้งตนไว้โดยชอบ คือ การตั้งจิตของตนไว้ในทางที่จะให้เกิดกุศลอยู่เสมอ คืออย่างไร? คือ เป็นผู้มีโยนิโสมนสิการในอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวง ในเวลาที่ตาเห็นภาพ ในเวลาที่หูได้ยินเสียง ในเวลาที่จมูกดมกลิ่น เป็นต้น.
คำว่า โยนิโสมนสิการ แปลว่า การกระทำเข้าไว้ในใจโดยถูกอุบายหรือถูกทาง ความว่า ใส่ใจอาการพิเศษแห่งอารมณ์ ที่เมื่อใส่ใจแล้ว ก็เป็นช่องทางให้เกิดกุศลได้ นั่นเอง เช่น ในคราวที่ประสบพบเห็นคนกำลังได้รับความเจ็บปวดนอนร้องครวญคราง เมื่อได้ใส่ใจในความทุกข์ที่เขากำลังได้รับ โดยอาศัยภาพที่เห็นอยู่ก็ดี เสียงที่ได้ยินอยู่ก็ดี ก็ย่อมเกิดกุศล คือความกรุณาขึ้น หรือพบเห็นการกระทำที่น่ารักของคนอื่น ที่ปรากฏออกมาทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ใส่ใจในอาการที่น่ารักเหล่านั้นแล้ว กุศลคือเมตตา ก็ย่อมเกิดขึ้น อย่างนี้ เป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง การละเว้นสถานที่เป็นที่อโคจร ไม่ควรเข้าไป เกี่ยวกับเป็นสถานบันเทิงที่มุ่งปรนเปรอผู้ที่เข้าไปให้มัวเมาในความสุขด้านกามคุณ มีการบริการด้านสุรา สิ่งมึนเมาต่าง ๆ อันอาจทำให้ผู้ที่เข้าไปเคลิบเคลิ้มในกามคุณ มึนเมาด้วยฤทธิ์สุราเป็นต้น แล้วประพฤติละเมิดศีล หรือทำในสิ่งที่น่าละอายได้ แล้วเข้าไปเฉพาะสถานที่ที่ควรเข้าไป เกี่ยวกับว่าเข้าไปแล้วได้ฟังธรรม ได้สนทนากับบัณฑิต ได้บำเพ็ญบุญกิริยาทั้งหลาย ก็ชื่อว่า การตั้งตนไว้โดยชอบ
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อมีโอกาสได้ฟังธรรม ทราบว่าตนเป็นผู้ไม่มีศรัทธา หรือศรัทธาของตนไม่มีกำลัง ก็ทำตนให้เกิดศรัทธา หรือทำศรัทธาให้มีกำลัง ทราบว่าตนเป็นคนมีสติเลอะเลือน ก็ทำตนให้เป็นคนมีสติตั้งมั่น ทราบว่าตนเป็นคนไม่มีปัญญาก็ทำตนให้เป็นคนมีสติตั้งมั่น ทราบว่าตนเป็นคนไม่มีปัญญาก็ทำตนให้เป็นคนมีปัญญา อย่างนี้ เป็นต้น อันการจะเป็นไปอย่างที่กล่าวนี้ได้ ก็โดยการฟังธรรมของสัตบุรุษอยู่บ่อย ๆ แม้อย่างนี้ ก็ชื่อว่า ตั้งตนไว้โดยชอบ จัดว่าเป็นมงคล เพราะนำมาซึ่งประโยชน์สุขอังกล่าวแล้ว นั่นเทียว.
๗. ความเป็นพหูสูต
มงคลข้อต่อไปที่ว่า พาหุสจฺจญฺจ - ความเป็นพหูสูต นี้ มีคำอรรถาธิบายดังต่อไปนี้.
ความเป็นพหูสูต คือ ความเป็นผู้สดับตรับฟังมากเป็นอันกล่าวถึงความเป็นผู้มีสุตมยปัญญา (ปัญญาที่บังเกิดจากธรรมที่ได้สดับ) มากนั่นเอง บุคคลใดฟังมากมาย และแม้จำได้มากมาย แต่หากไม่มีความรู้ความเข้าใจในธรรมที่ตนได้สดับนั้น บุคคลนั้นหาได้ชื่อว่า พหูสูต ไม่ ความเป็นพหูสูตจึงมิได้หมายเอาความเป็นผู้ได้ยินได้ฟังมากเท่านั้น เป็นสำคัญ แต่ทว่า บุคคล ได้ชื่อว่า พหูสูต ก็เพราะความที่มีปัญญาอันบังเกิดจากการได้ยินได้ฟังมากนั่นเอง
ขอขยายความอีกหน่อย บุคคลผู้ได้ชื่อว่า พหูสูต ย่อมเป็นผู้ที่ทรงธรรมที่ได้สดับด้วยดีด้วยปัญญา มีการวินิจฉัยธรรมที่ตนได้สดับไว้ดีแล้วนั้น ด้วยเหตุและผลว่า ธรรมนี้เป็นเหตุแห่งธรรมนี้ซึ่งเป็นผล สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เพราะอาศัยสิ่งนี้เป็นเหตุอย่างนี้ เป็นต้น.
ความเป็นพหูสูตนี้ พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญมาก ถึงกับทรงยกย่องว่า เป็นอริยทรัพย์ที่ประเสริฐ หรือทรัพย์ที่เป็นของพระอริยบุคคลอย่างหนึ่งในบรรดาอริยทรัพย์ ๗ อย่าง คือ ศรัทธา ๑ ศีล ๑ หิริ (ความละอายบาป) ๑ โอตตัปปะ (ความกลัวบาป) ๑ จาคะ (ความเสียสละ) ๑ สุตะ (หมายถึงพาหุสัจจะนั่นแหละ) ๑ ปัญญา ๑ ตรัสว่า ทรัพย์ ๗ อย่างเหล่านี้ มีอยู่ในบุคคลใด จะเป็นหญิงก็ตาม เป็นชายก็ตาม นักปราชญ์กล่าวถึงบุคคลนั้นว่าเป็นคนรวย จะเห็นว่าในทรัพย์ ๗ อย่าง รวมเอาความเป็นพหูสูตเข้าไว้ด้วย พึงทราบว่า มีอุปการะมาก เราจะทำอะไรก็ตาม การกระทำนั้น เราจะรู้ได้ว่า ถูกต้องสมควรทำ หรือว่าไม่ถูกต้อง ไม่สมควรทำ ก็เพราะได้อาศัยการสดับตรับฟังมาก การสดับตรับฟังบ่อย ๆ นี้ นี่เอง เป็นเครื่องวินิจฉัยตัดสินใจ เกิดปัญญา รู้ว่าอย่างนี้ควรทำ ก็จะได้ทำ ไม่เพิกเฉย รู้ว่าอย่างนี้ไม่ควรทำก็จะได้งดเว้นไม่ทำ ข้อนั้นจะนำมาซึ่งความสุข ทั้งในโลกนี้ ทั้งในโลกหน้า แม้การกระทำพระนิพพานให้แจ้ง อันนับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จะสำเร็จได้ก็โดยอาศัยการสดับตรับฟังนี่แหละ ยิ่งฟังมากก็จะยิ่งทรงเอาไว้ได้มาก โอกาสที่จะประพฤติปฏิบัติในปฏิปทาที่ลึกซึ้งให้ถูกต้อง จนสัมผัสพระนิพพานได้ในที่สุด ย่อมมีได้มาก
ยังมีนัยพิเศษอยู่อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวว่า พระอริยสาวกทุกประเภทจับตั้งแต่พระ-โสดาบันขึ้นไป ทุกท่านล้วนชื่อว่าเป็นพหูสูต ทั้งสิ้น แม้ว่าบางท่านจะไม่แตกฉานในปริยัติก็ตามเพราะเหตุไร? เพราะเหตุว่า ธรรมทั้งหลายที่ควรได้ยินได้ฟังจะมีมากมายเพียงใดก็ตาม ย่อมเป็นไปเพื่อการกระทำพระนิพพานให้แจ้ง เมื่อท่านเหล่านั้น กระทำพระนิพพานให้แจ้งดำรงอยู่ในความเป็นพระอริยบุคคลชั้นนั้น ๆ ได้แล้ว ก็นับว่าท่านเหล่านั้น เป็นพหูสูตที่แท้จริงแน่นอน ความเป็นพหูสูตของท่านไม่ผันผวนปรวนแปร เหมือนอย่างความเป็นพหูสูตของปุถุชน ท่านเหล่านั้น แม้ว่าท่านไม่แตกฉานปริยัติ ซึ่งมากด้วยชื่อ มากด้วยบัญญัติ มากด้วยโวหาร แต่ทว่า เมื่อท่านมีปัญญาเข้าถึงสภาวะตัวจริงอันไม่มีชื่อ ไม่มีบัญญัติ อย่างนี้แล้ว ท่านก็สามารถแนะนำให้แก่ผู้อื่นรู้ตามได้ โดยใช้ภาษาโวหารบัญญัติอธิบายไปตามแนวทางที่ท่านบรรลุ เพราะฉะนั้นในพระสูตร เมื่อมีการกล่าวถึงพระอริยสาวก มักมีการใช้คำพูดอย่างนี้ว่า สุตฺวา อริยสาวโก อริยานํ ทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส โกวิโท แปลว่า พระอริยสาวก ผู้มีอันได้สดับ ผู้ได้พบเห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ผู้ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ดังนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้น พระอริยบุคคลทั้งหลาย ย่อมได้ชื่อว่าเป็นพหูสูต แน่นอน ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ กินความรวมทั้ง ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายบรรพชิตและฝ่ายฆราวาส.
ยังมีอรรถพิเศษสำหรับฝ่ายฆราวาสผู้ครองเรือน ประกอบอาชีพของฆราวาสอยู่อย่างนี้ อีกว่า แม้การงานที่ไม่มีโทษวิชาการที่ไม่มีโทษ ที่ผู้เป็นฆราวาสควรเรียนควรศึกษาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อการดำรงชีวิตให้เป็นสุขในอัตภาพปัจจุบัน เกี่ยวกับความเป็นผู้ไม่ขัดสนด้วยทรัพย์เป็นต้น ฆราวาสผู้เรียนผู้ทรงเอาไว้ได้อย่างมีความรู้แจ่มแจ้ง สามารถเผยแผ่ให้ผู้อื่นรู้ตามได้ ก็นับว่าเป็นพหูสูต ในการงานหรือในวิชาการนั้น ๆ เหมือนกัน.
ก็ความเป็นพหูสูต ย่อมเป็นเหตุนำมาซึ่งประโยชน์มากมาย แม้ประโยชน์สูงสุดคือพระนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงนับว่าเป็นมงคล.
๘. งานศิลปะ
มงคลข้อต่อไป คือ สิปฺปญฺจ - งานศิลปะ
งานศิลปะคืออะไร? คือ การงานที่ทำด้วยความประณีต เหมาะสมแก่การใช้งาน ใช้สอยได้สะดวก ปราศจากความขัดข้อง เหมาะสมแก่บุคคลผู้ใช้สอย ท่านแบ่งเป็น ๒ อย่าง คือ อาคาริยสิปปะ งานศิลปะของผู้ครองเรือน และ อนาคาริยสิปปะ งานศิลปะของผู้ไม่ครองเรือน
งานศิลปะของผู้ไม่ครองเรือน เป็นไฉน? คือ งานศิลปะที่ผู้ไม่ครองเรือนคือเป็นบรรพชิต พึงทำด้วยความประณีตอุตสาหะได้แก่ งานเย็บประชุนซักย้อมจีวร งานระบมบาตร งานซ่อมสมณบริขารทั้งหลาย งานซ่อมแซมกุฏิเสนาสนะ เป็นต้นซึ่งถ้าหากว่าไม่ประมาทละเลย ก็ย่อมมีผลไปถึงวัตรปฏิบัติที่เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ด้วยทีเดียว ความเต็มเปี่ยมบริบูรณ์แห่งวัตรปฏิบัติทั้งหลาย จัดเป็นคุณธรรมส่วนศีล แม้พระพุทธเจ้า ก็ทรงบัญญัติไว้เป็นสิกขาบท เมื่อไม่ประมาทในวัตรปฏิบัติเหล่านี้ ก็ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งศีลที่เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ อันจะเป็นปัจจัยให้เกิดคุณธรรมอย่างอื่นที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ในที่สุด อย่าว่าแต่ประโยชน์ในโลกนี้หรือในโลกหน้าเลย แม้แต่ประโยชน์อย่างยิ่ง คือพระนิพพาน ก็อาจทำให้สำเร็จได้ เหตุผลในเรื่องนี้มีอยู่อย่างนี้ คือ งานศิลปะที่ทำด้วยความประณีต เพื่อให้ผู้อื่น หรือแม้แต่ตนเอง ได้ใช้สอยสะดวก ได้ใช้สอยอย่างเหมาะสม ย่อมกล่อมเกลาอัธยาศัยให้อ่อนโยน ผู้มีอัธยาศัยอ่อนโยนย่อมเป็นคนที่บัณฑิตฝึกง่าย หรือประพฤติตามธรรมของบัณฑิตได้ง่าย ข้อนั้น ย่อมนำมาซึ่งประโยชน์ ดังได้กล่าวแล้ว เพราะฉะนั้น งานศิลปะจึงจัดว่าเป็นมงคล.
-
วินัยที่ศึกษาไว้ดีแล้ว
มงคลข้อต่อไป คือ วินโย จ สุสิกฺขิโต - วินัยที่ศึกษาไว้ดีแล้ว
คำว่า วินัย แปลว่า เครื่องฝึกหัด คือเครื่องฝึกหัดกายและวาจา ทำให้กายและวาจาเรียบร้อย สำรวม พึงทราบว่าวินัย มี ๒ อย่าง คือ อาคาริยวินัย - วินัยของผู้ครองเรือน และ อนาคาริยวินัย - วินัยของผู้ไม่ครองเรือน.
วินัยของผู้ครองเรือน เป็นไฉน? ได้แก่ ความงดเว้นจากอกุศลกรรมบถ ๑๐ อย่าง มีการฆ่าสัตว์เป็นต้น ก็อกุศลกรรมบถ ๑๐ อย่าง มีการฆ่าสัตว์เป็นต้น เหล่านี้ เพราะเหตุที่เป็น บถ คือ เป็นทางไปสู่ทุคติ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อกุศลกรรมบถ มี ๑๐ อย่าง อย่างนี้ คือ อกุศลกายกรรม ๓ ได้แก่ ปาณาติปาต - การฆ่าสัตว์ ๑ อทินนาทาน - การถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ คือ การลักขโมย ๑ กาเมสุมิจฉาจาร - ความประพฤติผิดในกามทั้งหลาย คือความล่วงละเมิดในหญิงที่มีเจ้าของ ๑, อกุศลวจีกรรม ๔ ได้แก่ มุสาวาท - การกล่าวคำเท็จ ๑ ปิสุณาวาจา - วาจาส่อเสียด ยุยง ๑ ผรุส วาจา - วาจาหยาบ ๑ สัมผัปปลาปะ - คำพูดเพ้อเจ้อ ๑, อกุศลมโนกรรม ๓ ได้แก่ อภิชฌา - ความเพ่งเล็งอยากได้ ๑ พยาบาท - ความปองร้าย ๑ มิจฉาทิฏฐิ - ความเห็นผิด อันเป็นความเห็นผิดเฉพาะที่เกี่ยวกับกรรมและผลของกรรมทำนองอย่างนี้ ว่า การทำดีทำชั่วไม่มีผลตอบสนองแก่ผู้กระทำ ๑ ดังนี้ ก็แต่ว่า ชื่อว่าวินัย ท่านเล็งเอากายกับวาจาเท่านั้นไม่ได้รวมใจเข้าไว้ด้วย เพราะกล่าวว่า เป็นเครื่องฝึกหัดกาย วาจา เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านก็น่าจะกล่าวว่า เป็นความงดเว้นเฉพาะอกุศลกายกรรม ๓ และอกุศลวจีกรรม ๔ รวมแล้วเป็นอกุศลกรรมบถ ๗ เว้นความงดเว้นอกุศลมโนกรรม ๓ เสีย แต่ท่านก็ไม่เว้นกล่าวว่า อาคาริยวินัย คือความงดเว้นจากอกุศลกรรมบถ ๑๐ ดังนี้ พึงทราบว่า ความประพฤติไม่ดีทางใจ ที่นับว่า เป็นอกุศลมโนกรรม แม้ทั้ง ๓ นั้น เมื่อมีแล้ว ก็ย่อมมีผลมาถึงทางกาย ทางวาจาด้วย เช่น ในคราวที่ อภิชฌา - ความเพ่งเล็งอยากได้ เกิดขึ้น เมื่อไม่อาจยับยั้งไว้ในใจได้ หรือว่าโอกาสนั้นมาถึง ก็อาจเป็นเหตุเคลื่อนไหวกายถือเอาข้าวของของผู้อื่นซึ่งเป็นของที่เขาหวงแหนก็ได้ ประพฤติผิดในหญิงที่มีเจ้าของก็ได้ มีความพยาบาทปองร้ายเกิดขึ้น ก็เคลื่อนไหวกายลงมือฆ่าเอง เคลื่อนวาจาสั่งผู้อื่นให้ไปฆ่าก็ได้ อย่างนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้น ในคำอธิบาย ท่านจึงชักเอาอกุศลมโนกรรม ๓ อย่าง เข้ามาสมทบด้วย ความงดเว้นจากอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ตามประการ ดังกล่าวมานี้เองชื่อว่า อาคาริยวินัย ในที่นี้ ชื่อว่า ศึกษาไว้ดีแล้ว ก็เกี่ยวกับหมั่นสมาทาน ไม่ปล่อยปละละเลย เกิดพลั้งเผลอ ล่วงละเมิดเข้า ก็ตั้งใจเอาไว้ให้หนักแน่น ว่า เราจะไม่ทำอย่างนี้อีก.
ส่วน วินัยของผู้ไม่ครองเรือน ก็ได้แก่ วินัยของบรรพชิต คือพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ได้แก่ การไม่ต้องอาบัติในกองอาบัติ ๗ มีปาราชิกเป็นต้น นั่นเอง
อีกอย่างหนึ่ง ศีลบริสุทธิ์ ๔ อย่าง คือ
- ปาติโมกขสังวรศีล - ศีลคือความสำรวมปาติโมกข์ ๑
- อินทริยสังวรศีล - ความสำรวมอินทรีย์ ๖ เกี่ยวกับการไม่ถือเอานิมิตว่าหญิงว่าชายและอนุพยัญชนะว่าสูงว่าเตี้ย เป็นต้น ในคราวที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง เป็นต้น ๑
- อาชีวปาริสุทธศีล - ศีลคือความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะ ได้แก่ ไม่หาเลี้ยงชีพโดยวิธีที่พระพุทธเจ้าตรัสห้ามไว้เป็นสิกขาบทบัญญัติ ๑
- ปัจจัยสันนิสิตศีล - ศีลที่อาศัยการพิจารณาปัจจัย ๔ มีจีวร บิณฑบาต เป็นต้น ก่อนจะใช้สอย ก่อนจะบริโภค ๑ ก็นับว่าเป็นวินัยของผู้ไม่ครองเรือน
ชื่อว่า ศึกษาไว้ดีแล้ว ก็เกี่ยวกับว่า หมั่นตรวจสอบอยู่เสมอ ว่ายังเต็มบริบูรณ์อยู่ หรือบกพร่องไปแล้ว ประการใดยังบกพร่องอยู่ ก็ทำเสียให้เต็มให้บริบูรณ์ดังเดิม หากพลั้งเผลอต้องอาบัติ ก็ปลงอาบัติเสีย ไม่เพิกเฉย ไม่เป็นผู้มีอาบัติติดตัว.
อีกอย่างหนึ่ง ทั้งวินัยของผู้ครองเรือน ทั้งวินัยของผู้ไม่ครองเรือน ชื่อว่า ศึกษาไว้ดีแล้ว ก็เกี่ยวกับว่า ไม่ทำให้ถึงความมัวหมอง ซึ่งความมัวหมองนั้น มี ๒ ประการ คือ เพราะความแตกทำลายแห่งศีล และเพราะการเสพปัจจัยที่สร้างความเสียหายแห่งศีล เพราะฉะนั้น การรักษาศีลไว้ได้ ศีลข้อนั้น ๆ ไม่แตกทำลายไป โดยการหมั่นสมาทานเป็นนิตย์ก็ดี โดยการพิจารณาคุณของศีล โทษของความเป็นคนไม่มีศีล เป็นประจำก็ดี โดยการไม่เสพปัจจัยที่สร้างความเสียหายแห่งศีล มีการคบหาคนทุศีล การเข้าไปในสถานที่ที่เป็นอโคจร มีโรงสุรา เป็นต้น ก็ดี ชื่อว่า ศึกษาไว้ดี. สำหรับผู้ครองเรือน ชื่อว่าเป็นมงคล เพราะนำมาซึ่งประโยชน์สุขในปัจจุบันนี้และในภายภาคหน้า ส่วนสำหรับผู้ไม่ครองเรือน ในปัจจุบันนี้ก็เกี่ยวกับว่า เป็นที่รักของเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ท่านเหล่านั้น ย่อมอนุเคราะห์ด้วยธรรมบ้าง ด้วยอามิสบ้าง ตามสมควรแก่วาระชีวิตของผู้มีวินัยดี เป็นชีวิตที่ปลอดโปร่ง เกษมจากภัยคือกิเลสความประพฤติดีที่เป็นส่วนศีลนี้ย่อมพร้อมที่จะเป็นบาทเป็นฐานแห่งคุณธรรมที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แม้กระทั่งได้บรรลุปฏิเวธธรรมแม้ยังไม่อาจยังให้บรรลุได้ในอัตภาพนี้ หลังจากกายแตกทำลาย ก็ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
๑๐. วาจาที่เป็นสุภาษิต
มงคลข้อต่อไป คือ สุภาสิตา จ ยา วาจา - วาจาที่เป็นสุภาษิต ได้แก่ วาจาที่บุคคลเปล่งออกไปในคราวนั้น ๆ เป็นวาจาที่ปราศจากโทษ คือ วจีทุจริต ๔ อย่าง มีมุสาวาท เป็นต้น .
ท้วงว่า ถ้าหากว่า คำอธิบายเป็นอย่างนี้ ก็ไม่น่าจะจัดเป็นมงคลอีกข้อหนึ่งต่างหาก เพราะถ้าหากเป็นวาจาที่เกี่ยวข้องกับความงดเว้นจากวจีทุจริต ๔ ก็น่าจะรวมอยู่แล้วในมงคลข้อที่ว่า วินัยที่ศึกษาไว้ดีแล้ว นั้น ว่าเกี่ยวกับวาจา ทรงเล็งเอาความงดเว้น คือ ไม่เปล่งวาจาที่นับเนื่องในวจีทุจริต แต่ว่า ในมงคลข้อนี้ ทรงเล็งเอาแต่การเปล่งวาจาที่เป็นวจีสุจริต ที่เรียกว่า คำสุภาษิต ในที่นี้ เพราะฉะนั้นจึงพึงทราบถึงความต่างกันอย่างนี้ ว่า ในมงคลข้อก่อน กล่าวถึง การไม่เปล่งวจีทุจริต ส่วน ในมงคลข้อนี้ กล่าวถึง การเปล่งแต่วจีสุจริต แล. ความว่า เมื่อจะกล่าวก็กล่าวแต่คำที่เป็นสุภาษิต เป็นความจริงว่า ในพระสูตร ตรัสลักษณะวาจาที่เป็นสุภาษิตไว้อย่างนี้ ว่า : จตูหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคตา วาจา สุภาสิตา โหติ เป็นต้น ความเต็มแปลว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย วาจาที่ประกอบพร้อมด้วยองค์ ๔ เหล่านี้ ชื่อว่า เป็นวาจาที่เป็นสุภาษิต ไม่ใช่ทุภาษิต ไม่มีโทษด้วย วิญญูชนทั้งหลายก็ไม่ติเตียนด้วย. ด้วยองค์ ๔ อย่าง อะไรบ้าง?
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระศาสนานี้
ย่อมกล่าวแต่คำที่เป็นสุภาษิต (คำกล่าวดี) ไม่กล่าวคำที่เป็นทุภาษิต (คำกล่าวไม่ดี)
ย่อมกล่าวแต่คำที่เป็นธรรมเท่านั้น ย่อมไม่กล่าวคำที่เป็นอธรรม
ย่อมกล่าวแต่คำที่น่ารักเท่านั้น ย่อมไม่กล่าวคำที่ไม่น่ารัก
ย่อมกล่าวแต่คำจริงเท่านั้น ย่อมไม่กล่าวคำเหลาะแหละ.
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย วาจาที่ประกอบด้วยองค์ ๔ เหล่านี้ แล ชื่อว่า วาจาที่เป็นสุภาษิต ฯลฯ วิญญูชนทั้งหลายก็ไม่ติเตียน ด้วย ดังนี้.
ในคำเหล่านี้ มีอรรถาธิบายอย่างนี้ ว่า สำหรับองค์ที่ ๑ ที่ว่า คำที่เป็นสุภาษิต นั้น ได้แก่ คำที่ปราศจากโทษ คือปิสุณาวาจา - วาจาส่อเสียดยุยงให้เขาแตกแยกกัน ความว่าเป็นวาจาที่สร้างความสมัครสมานสามัคคี นั่นเ อง เพราะว่าตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว พอเอ่ยคำว่า วาจาสุภาษิต เท่านั้นก็ย่อมเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ได้แก่ คำพูดที่สร้างความสมัครสมานสามัคคี เพราะฉะนั้น คำพูดที่นับว่า เป็นทุภาษิต ก็ต้องได้แก่คำพูดที่มีสภาวะตรงข้าม คือ เป็นปิสุณาวาจานั่นเอง.
ส่วน องค์ที่ ๒ คือ คำที่เป็นธรรม ได้แก่ คำพูดที่เว้นจากโทษ คือ สัมผัปปลาปะ ได้แก่ ไม่เป็นคำพูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้สาระ เป็นความจริงว่า ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวขานถึงคำพูดที่มีสาระมีประโยชน์ เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ทั้งคนฟัง ทั้งคนพูด ว่า คำที่เป็นธรรม เพราะฉะนั้น ผู้ใดก็ตามกล่าวแต่คำพูดที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล ทั้งในโลกนี้ ทั้งในโลกหน้า ผู้นั้น ชื่อว่า กล่าวคำที่เป็นธรรม, ก็แต่ว่าคำที่หาสาระประโยชน์มิได้ นั้น คืออะไรเล่า คือ สัมผัปปลาปะ คำพูดเพ้อเจ้อ นั่นเอง เพราะฉะนั้น สัมผัปปลาปะ จึงชื่อว่า คำที่เป็นอธรรม.
ส่วน องค์ที่ ๓ พึงทราบว่า ชื่อว่า คำที่น่ารัก ได้แก่ คำพูดที่เปล่งออกมาด้วยจิตที่เยื่อใยมีเมตตา ของคนเปล่งเล็งถึงจิตใจของผู้พูดผู้เปล่งเป็นสำคัญ มิได้เพ่งถึงลักษณะของคำพูด ว่า จะต้องเป็นคำพูดอ่อนหวาน รื่นหู เป็นสำคัญ เมื่อกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมา ก็ชื่อว่า กล่าวคำที่น่ารัก. เพราะฉะนั้น คำพูดที่ไม่น่ารัก ก็ย่อมมีสภาวะตรงข้าม คือ เป็นคำพูดที่เปล่งออกมา ด้วยจิตหยาบช้าประทุษร้าย คือโทสจิตนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ ชื่อว่า คำพูดที่ไม่น่ารักก็คือ ผรุสวาจา นั่นเอง.
ส่วน คำพูดที่ชื่อว่า คำจริง นั้น ง่ายอยู่แล้ว คือ คำพูดที่ปราศจากโทษ คือ มุสาวาท เมื่อกล่าวแต่คำจริง คำแท้ ก็ย่อมจัดว่า เป็นผู้ไม่กล่าวคำเหลาะแหละ คือ ไม่กล่าวคำที่หาความจริงแท้แน่นอนมิได้ นั่นเอง
คำพูดที่ประกอบด้วยองค์ ๔ แต่ละอย่าง ล้วนเป็นคำสุภาษิตทั้งสิ้น เพราะล้วนเป็นคำพูดที่ดี วิญญูชนสรรเสริญ ส่วนการที่ตรัสเรียกเฉพาะองค์ที่หนึ่ง เท่านั้น ว่า คำที่เป็นสุภาษิต นั้น เพราะมีความหมายพิเศษ เกี่ยวกับเป็นคำพูดที่สร้างความสมัครสมานสามัคคี ส่วนองค์ที่เหลือมิได้ตรัสเรียกว่า คำที่เป็นสุภาษิต เพราะเป็นคำพูดที่มีความพิเศษโดยประการอื่น ไม่ใช่สร้างความสมัครสมานสามัคคี ฉะนี้ แล. วาจาที่เป็นสุภาษิตเหล่านี้ จัดว่าเป็นมงคล ก็เพราะนำมาซึ่งประโยชน์สุขในโลกทั้ง ๒
๑๑. การทะนุบำรุงมารดา,
๑๒. การทะนุบำรุงบิดา
มงคล ๒ ข้อต่อไป ที่ว่า มาตาปิตุอุปฏฺฐานํ - การทะนุบำรุงมารดา ๑ การทะนุบำรุงบิดา ๑ นี้ มีคำอธิบายดังต่อไปนี้
ก็ถ้าหากว่า บางคนมารดาตาย เหลือแต่บิดา ก็ย่อมได้มงคลข้อเดียว คือการทะนุบำรุงบิดา แม้ในกรณีที่บิดาตายก็อย่างนี้ หรือตนอยู่กับมารดาคนเดียว ไม่ปรากฏบิดาก็ดี อยู่กับบิดาคนเดียว ไม่ปรากฏมารดาก็ดี ก็ย่อมได้มงคลข้อเดียวเกี่ยวกับการทะนุบำรุงมารดาหรือบิดา คนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว เพราะฉะนั้น จึงได้มงคลเป็นแต่ละข้อ
การทะนุบำรุงมารดา และบิดานั้น เป็นไฉน? ได้แก่ การทำอุปการะด้วยกิจ มีการล้างเท้าให้ นวดให้ นุ่งห่มให้ อาบน้ำให้ เป็นต้น และด้วยการมอบปัจจัย ๔ ให้ในสมัยที่สมควร เพราะเหตุที่มารดาและบิดาเป็นผู้มีอุปการะมากแก่บุตร อนุเคราะห์เกื้อกูลบุตร จับตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ โดยการคอยระมัดระวังของกิน ของดื่ม และการผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ ไม่ให้มีผลกระทบกระทั่ง เกิดอันตรายแก่บุตรในครรภ์ ออกจากครรภ์แล้วก็เลี้ยงดูทะนุถนอม บุตรของตนไปเล่นภายนอกบ้าน กลับมาเนื้อตัวเปื้อนเหงื่อไคลขี้ฝุ่นมอมแมม ก็ตรงเข้าไปเช็ด เข้าไปปัด ขยี้หัว จุมพิตบนกระหม่อม เมื่อบุตรเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยเพียงนิดหน่อยเท่านั้น มารดาและบิดาก็เป็นทุกข์ ไม่สบายใจ ราวกะตนป่วยหนักเสียเอง ผู้เป็นบุตรเทินมารดาและบิดาไว้บนศีรษะ ดูแลท่านไปตลอด ๑๐๐ ปี ก็ไม่อาจตอบแทนคุณของท่านได้สิ้น ก็เพราะเหตุที่ท่านเหล่านั้น เป็นผู้เลี้ยงดู ให้นม แสดงโลกนี้แก่บุตร เป็นผู้เสมอด้วยพรหมเกี่ยวกับมีพรหมวิหารคือเมตตา ต่อบุตรเต็มเปี่ยม เสมอด้วยบุพพาจารย์คือเป็นอาจารย์ก่อนคนอื่น เพราะฉะนั้น การทะนุบำรุงต่อท่านเหล่านั้น จึงเป็นสิ่งที่บัณฑิตสรรเสริญ ข้อนี้สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร ปุพฺพาจริยาติ วุจฺจเร
เป็นต้น ความเต็มแปลว่า คำว่า พรหม เป็นชื่อของมารดาและบิดา, มารดาและบิดาเรียกว่า บุพพาจารย์ มารดาและบิดาเป็นอาหุเนยบุคคล (บุคคลผู้ที่อันเขาควรนำของมาบูชา) ของบุตร เป็นผู้อนุเคราะห์บุตร เพราะฉะนั้นบุตรพึงนอบน้อมท่านเหล่านั้น พึงสักการะด้วยข้าว ด้วยน้ำ ด้วยผ้าผ่อน ด้วยที่หลับที่นอน ด้วยเครื่องนุ่งห่ม ด้วยการอาบน้ำให้ ด้วยการนวดเท้าให้ เพราะการบำรุงบำเรอนั้น บัณฑิตจึงสรรเสริญเขา ย่อมสรรเสริญเขาในโลกนี้ เขานั้นล่วงลับไปแล้ว ย่อมบันเทิงอยู่ในสวรรค์ ดังนี้.
เพราะเหตุที่มารดาและบิดามีคุณมาก พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบทอนุญาตให้พระภิกษุเลี้ยงดู พยาบาลไข้มารดาและบิดาได้ ตามความเหมาะสมแก่ความเป็นสมณะ
อนึ่ง การทะนุบำรุงมารดาและบิดา พึงทราบตามประการที่ได้ตรัสไว้ อย่างนี้ ว่า ปญฺจหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ ปุตฺเตน ปุรตฺถิมา ทิสา มาตาปิตโร
ดูกร บุตรคหบดี ผู้เป็นบุตรพึงทะนุบำรุงทิศเบื้องหน้า คือ มารดาและบิดาด้วยฐานะ ๕ คือ :
- ท่านเลี้ยงดูเรามา เราก็จักเลี้ยงดูท่านตอบแทน
- เราจักกระทำกิจของท่าน
- เราจักดำรงวงศ์สกุล
- เราจักปฏิบัติความเป็นทายาท
- เมื่อท่านล่วงลับ ทำกาลกิริยาแล้ว เราจักกระทำทักขิณาทานอุทิศให้
ดังนี้.
ในคำเหล่านั้น มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้
ทิศ ชื่อว่า เบื้องหน้า ก็เพราะเพียงแต่ลืมตามองดูเท่านั้น ก็เห็นได้ฉับพลัน ไม่ต้องเอี้ยวตัวไปข้างซ้ายหรือข้างขวาเพื่อจะดู ผู้เป็นมารดาและบิดา ชื่อว่า ทิศเบื้องหน้า เพราะบุตรเมื่อแรกลืมตามองดูโลก ก็เห็นมารดาและบิดาผู้คอยเอาใจใส่ดูแลนี่แหละ ก่อนคนอื่น ด้วยคำว่า บุตร เป็นอันรวมเอา ธิดา ด้วย.
คำว่า ท่านเลี้ยงดูเรามา เราก็จักเลี้ยงดูท่านตอบแทน ความว่า เพราะเหตุที่ท่านเลี้ยงดูเรามาจนเติบใหญ่ เมื่อถึงคราวประกอบการงานอาชีพ เลี้ยงดูตนเองได้แล้ว ก็ไม่ควรที่จะให้ท่านเลี้ยงดูตนต่อไปอีก ทว่า ตนนั่นแหละ ควรเลี้ยงดูท่านตอบแทน ด้วยความกตัญญูกตเวที.
คำว่า เราจักกระทำกิจของท่าน คือ เราจักช่วยเหลือท่านทำกิจของท่าน ที่ท่านประสงค์จะให้ทำ หรือแม้ท่านมิได้ประสงค์จะให้ทำ แต่เป็นกิจที่เราคิดว่า เราน่าจะช่วยเหลือแบ่งเบาภาระ ทำแทนท่านได้ ทำให้ท่านได้ เราก็จักทำ เช่น กิจเกี่ยวกับสรีระ มีการช่วยนวดหลังท่าน ช่วยอาบน้ำให้ท่าน ช่วยแต่งเนื้อแต่งตัวให้ท่าน เป็นต้น หรือกิจภายในบ้านอย่างอื่น เช่น จัดแจงสำรับข้าวปลาอาหาร ปัดกวาดเช็ดถูสถานที่อยู่อาศัย ตลอดแม้กิจภายนอกบ้าน ที่มารดาหรือบิดายังประกอบอยู่ โดยเกี่ยวกับเป็นอาชีพเป็นต้น ทำตนให้พร้อมเสมอในอันที่จะช่วยเหลือ ทำกิจนั้น ๆ ของท่าน.
คำว่า เราจักดำรงวงศ์สกุล ความว่า เราจักดำรงวงศ์สกุลของเราไว้ ให้ตั้งอยู่ในความเป็นสกุลที่น่ายกย่องสรรเสริญไม่ทำประเพณีเกี่ยวกับความประพฤติดีแห่งสกุลให้เสียหาย โดยการไม่ประพฤติชั่วช้า ไม่ประพฤติเสียหายให้คนทั้งหลายได้ติเตียนไปถึงมารดาและบิดา ว่าสุกลนี้มีแต่บุตรที่ไม่ดี มารดาและบิดาสั่งสอนกันอย่างไร ไม่สั่งสอนอบรมกันเลยหรืออย่างไร เป็นต้น ทว่า มีแต่ความประพฤติดีปฏิบัติชอบ ให้คนทั้งหลายสรรเสริญแล้วคิดแต่จะให้บุตรหลานของตนได้ถือเป็นแบบอย่างเพื่อประพฤติปฏิบัติตาม ก็คำสรรเสริญยกย่องเหล่านั้น ย่อมตกถึงแก่มารดาและบิดาของเราด้วยเป็นธรรมดา.
คำว่า เราจักปฏิบัติความเป็นทายาท คือ เราจักประพฤติตนให้สมควรแก่ความเป็นทายาทผู้รับมรดก เป็นความจริงว่า ผู้เป็นมารดาและบิดาย่อมเก็บออมทรัพย์ที่หามาได้ ก็เพื่อเป็นมรดกตกทอดแก่บุตรเอให้บุตรได้ใช้ดำเนินชีวิตในโลกนี้ได้อย่างสะดวกไม่ลำบาก ขาดแคลนหลังจากที่ตนละจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ถ้าหากว่าเราผู้เป็นบุตรมีความประพฤติไม่ดี มีการคบคนชั่วเป็นมิตรเป็นต้น มารดาและบิดาย่อมเกิดความลำบากอึดอัดใจ เป็นทุกข์กังวลว่าบุตรจะรักษาทรัพย์ไว้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราจักปฏิบัติดีปฏิบัติชอบให้สมควรแก่ความเป็นทายาทผู้รับมรดก เพื่อให้มารดาและบิดาเกิดความสบายใจได้ว่า เราจักเป็นผู้สืบทอดมรดกต่อไปได้ ไม่ทำให้เสียหาย.
คำว่า เมื่อท่านล่วงลับ ทำกาลกิริยาไปแล้ว เราจักทำทักขิณาทานอุทิศให้ ความว่า ผู้เป็นบุตร เมื่อเห็นประจักษ์อยู่ว่า มารดาและบิดามีคุณมีอุปการะมากมายมหาศาลแก่ตนก็ควรจะมีจิตเยื่อใยต่อท่าน แม้ว่าท่านล่วงลับจากโลกนี้ไปแล้ว โดยการทำบุญคือทาน ที่เรียกว่า ทักขิณา เพราะเป็นทานที่ทำเพราะเชื่อว่าโลกหน้ามีอยู่ แล้วอุทิศบุญนี้แก่ท่าน ถ้าท่านตั้งอยู่ในภพที่อาจจะรับบุญนั้นได้ ท่านก็จะได้รับ แต่ถึงแม้ท่านมิได้ตั้งอยู่ในภพอันเป็นฐานะที่อาจรับได้ ก็ไม่เป็นการกระทำที่เสียเปล่า บุญนั้นก็จักตกถึงแก่ตัวเรานั่นเทียว ทั้งได้ชื่อว่า ได้แสดงออกซึ่งความเป็นคนกตัญญูกตเวทีด้วยส่วนหนึ่งท่านกล่าวว่า ให้ทำบุญอุทิศกุศลนี้ ในวันที่ ๓ นับตั้งแต่วันที่ตาย (ไม่ทราบเหตุผล)
การทะนุบำรุงมารดาและบิดานี้ จัดเป็นมงคลแน่นอน เพราะจะได้รับการอนุเคราะห์จากท่านถึง ๕ ประการ มีการป้องกันไว้จากความชั่วเป็นต้น เป็นผลตอบแทน ข้อนี้ สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า :
อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ ปุตฺเตน ฯเปฯ สมเย ทายชฺชํ นิยฺยาเทติ แปลว่า ดูกร บุตรคฤหบดี ทิศเบื้องหน้าคือมารดาและบิดา อันผู้เป็นบุตรทะนุบำรุงด้วยฐานะ ๔ เหล่านี้แล้ว ก็พึงอนุเคราะห์บุตรด้วยฐานะ ๕ คือ:
- ป้องกันไว้จากความชั่ว
- ให้ตั้งอยู่ในความดี
- ให้ได้ศึกษาวิชาศิลปะ
- ให้ได้ประกอบกับภรรยาที่เหมาะสม (หาภรรยาที่เหมาะสมให้)
- มอบมรดกให้ในสมัยที่สมควร
ดังนี้.
ในคำเหล่านี้ มีคำอธิบายดังต่อไปนี้.
คำว่า ป้องกันไว้จากความชั่ว คือ พอเห็นว่า บุตรของตนอาจกระทำสิ่งที่ไม่ดี เป็นกรรมชั่ว เป็นความประพฤติที่ไม่เหมาะสม อันอาจจะนำมาซึ่งความทุกข์ ซึ่งความไม่สวัสดี มาสู่ตนในภายหลัง ก็ป้องกัน คือห้ามไว้ไม่ให้ทำ พร้อมทั้งชี้แจงโทษของการกระทำอย่างนั้น
คำว่า ให้ตั้งอยู่ในความดี คือ แนะนำให้ประพฤติแต่ความดี มีการสมาทานศีล ถึงความเป็นคนมีศีล เป็นต้น.
คำว่า ให้ได้ศึกษาวิชาศิลปะ คือ เมื่อทราบว่าบุตรของตนตั้งอยู่ในโอวาทของตนแล้ว ก็ให้ศึกษาวิชาศิลปะ มีวิชานับคะแนน (วิชาคำนวณ) เป็นต้น อันเป็นความรู้ที่จะนำไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้โดยสุจริต โดยเฉพาะศิลปะที่ตระกูลวงศ์รักษาสืบต่อกันมาจนเป็นประเพณี ตั้งแต่โบราณกาลมา ก็แต่ว่า มารดาและบิดาที่ไม่สนับสนุนบุตรให้ได้รับการศึกษา ท่านนับว่าเป็นศัตรูของบุตร.
คำว่า ให้ได้ประกอบกับภรรยาที่เหมาะสม ความว่า ในกาลอันควร ในสมัยอันควร ย่อมแนะนำ คือ ย่อมชักนำบุตรให้ได้ประกอบกับภรรยาที่เหมาะสม คือ มีตระกูลที่เหมาะสม มีศีล มีความประพฤติดี มีรูปงาม เป็นต้น พยายามเพื่อให้บุตรได้หญิงนั้นมาเป็นภรรยา.
คำว่า มอบมรดกให้ในสมัยที่สมควร ความว่า ทรัพย์ท่านเรียกว่า มรดก เพราะเป็นของควรมอบให้ ก็สมัยที่สมควรมอบให้มี ๒ อย่าง คือ นิจสมัย ๑ กาลสมัย ๑ นิจสมัย คือ สมัยที่ควรมอบให้ประจำ คือ ค่าใช้จ่ายในอันที่บุตรจะพึงใช้เลี้ยงดูตนเองในแต่ละวัน ค่าใช้จ่ายในการศึกษาวิชาศิลปะตลอดจนทรัพย์ที่ควรมอบให้ไปเพื่อทำกุศลในคราวนั้น ๆ ส่วน กาลสมัย คือ ในสมัยที่ประกอบการอาวาหะ วิวาหะ เป็นต้น จนถึงกาลสุดท้ายคือกาลใกล้ตาย ซึ่งควรจะมอบมรดกทั้งหมด พร้อมทั้งแนะนำสั่งเสีย เกี่ยวกับการให้รู้จักรักษากองมรดก และการตักเตือนเพื่อให้ใช้ส่วนหนึ่งไปในการทำกุศล ฉะนี้ แล.
การทะนุบำรุงมารดาและบิดา ชื่อว่าเป็นมงคล ก็เพราะได้รับการอนุเคราะห์ตอบแทน ๕ ประการ ดังกล่าวมานี้.
อีกประการหนึ่ง บุคคลใดชักจูงมารดาและบิดาของตนผู้ไม่มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ให้สมาทานศีล ให้ฟังธรรม ให้ตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัติบุคคลผู้นั้นจัดว่าเป็นยอดแห่งบุตร ผู้ทะนุบำรุงมารดาและบิดาย่อมประสบมงคลในอัตภาพนี้ คือ กิตติศัพท์ที่ดีงามด้านเป็นผู้กตัญญูรู้คุณ ย่อมฟุ้งขจรไป หลังจากกายแตกทำลายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.
ถามว่า บุตรที่ถูกมารดาและบิดาทอดทิ้งแต่แรกเกิด มีผู้อื่นรับไปเลี้ยงดูต่อมา เมื่อได้ทราบว่าผู้ที่เลี้ยงดู (เรา) มานี้มิใช่มารดาหรือบิดาที่แท้จริงของเรา มารดาหรือบิดาที่แท้จริงของเราเป็นผู้โน้นต่างหาก ในเมื่อมิได้เลี้ยงดูตนมาตั้งแต่แรกเป็นเพียงทำให้เกิดมาเท่านั้น ผู้เป็นบุตรควรเข้าไปอุปัฏฐานบำรุงมารดาบิดาที่แท้จริงผู้นั้นหรือไม่?
ตอบว่า ตามปกติ ก็ควรทะนุบำรุงผู้ที่เลี้ยงดูตนมานั่นแหละ จะเป็นใครก็ตาม เสมอเหมือนมารดาหรือบิดาที่แท้จริงของตนทีเดียว ส่วน ผู้ที่เป็นมารดาบิดาที่แท้จริง ก็ควรเข้าไปทะนุบำรุง แน่นอน ถ้าหากว่าท่านมีความเป็นอยู่ลำบากเกี่ยวกับการหาเลี้ยงชีพ หรือว่าเจ็บไข้ ได้ป่วย ต้องการความช่วยเหลือ ก็ต้องถือเป็นโอกาสที่จะแสดงความเป็นผู้กตัญญูรู้คุณ โดยการเข้าไปช่วยเหลือทะนุบำรุงเต็มที่ จริงอยู่ แม้ว่าไม่ได้เลี้ยงดูตนมา แต่ถึงกระนั้นก็ได้มอบสิ่งที่ตนรักยิ่งแก่ตน จึงควรตอบแทน เป็นความจริง บุคคลใดก็ตาม ให้สิ่งที่เรารัก เราชอบ เราปรารถนามา เราก็ย่อมซาบซึ้งในน้ำใจในคุณของบุคคลผู้นั้น แล้วมีความคิดที่จะกระทำตอบแทน ในบรรดาสิ่งที่เรารักทั้งหลายนั้น เป็นอันปรากฏชัดแล้วว่า ชีวิตของตนนี่แหละเป็นสิ่งที่ตนรักเป็นที่สุด แม้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ตรัสไว้แล้วว่า ความรักอื่นที่เสมอด้วยความรักตนไม่มี อนึ่ง ในบรรดาความกลัวทั้งหลาย ความกลัวตายเป็นความกลัวที่ยิ่งกว่าความกลัวอื่น ๆ ทั้งสิ้นทั้งปวง ถามว่า เพราะเหตุไร คนเราจึงกลัวตายเสียหนักหนาอย่างนั้น ตอบได้อย่างเดียว ว่าเพราะรักชีวิตของตนนัก นั่นเทียว เมื่อความตายเป็นสิ่งที่พรากชีวิต ก็ย่อมกลัวความตายนั้นเป็นธรรมดา ก็แต่ว่า สิ่งที่เรารักที่สุดคือชีวิตนี้ ใครให้มา ตอบว่า มารดาและบิดา นั่นเอง เพราะฉะนั้น ท่านเหล่านั้น ให้เราได้เกิดมาแล้ว แม้ว่าไม่ได้เลี้ยงดูเราเลยมาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อเป็นผู้ให้สิ่งที่เรารักยิ่งนักคือชีวิต เราก็ควรทะนุบำรุงท่านอยู่นั่นเอง ก็แต่ว่า ถ้าหากท่านไม่ได้มีความเดือดร้อนลำบากอย่างที่ กล่าวนั้น ทว่าพรั่งพร้อมทุกอย่าง ก็ควรหาโอกาสเอาเท่าที่ได้โดยที่สุดแม้เพียงเข้าไปเยี่ยมเยียน ได้กราบได้ไหว้ เว้นไว้แต่ท่านไม่ปรารถนาเอง เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็มีเพียงคอยสดับข่าวคราวเกี่ยวกับตัวท่านด้วยใจอาทร แล.
-
การสงเคราะห์บุตรและภรรยา
มงคลข้อต่อไป คือ ปุตฺตทารสฺส จ สงฺคโห - การสงเคราะห์บุตรและภรรยา
การอนุเคราะห์ตอบแทนของมารดาและบิดาที่มีต่อบุตร ๕ ประการ มีการป้องกันไว้จากความชั่วเป็นต้น นั่นเอง ชื่อว่า การสงเคราะห์บุตร แห่งผู้เป็นมารดา หรือบิดา นั้น
ส่วน สำหรับการสงเคราะห์ภรรยา พึงทราบว่า ชื่อว่าการสงเคราะห์ภรรยา ได้แก่ การทำอุปการะด้วยการยกย่อง เป็นต้น ข้อนี้ สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ปญฺจหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ สามิเกน ปจฺฉิมา ทิสา ภริยา ปจฺจุปฏฺฐาตพฺพา ความเต็มแปลว่า ดูกร บุตรคหบดี ทิศเบื้องหลังคือภรรยาอันผู้เป็นสามีพึงทะนุบำรุง ด้วยฐานะ ๕ คือ :
- ด้วยการยกย่อง
- ด้วยการไม่ดูหมิ่น
- ด้วยความไม่ประพฤตินอกใจ
- ด้วยการสละ (มอบ) ความเป็นใหญ่
- ด้วยการมอบเครื่องประดับให้เนือง ๆ
ดังนี้.
ต่อไปนี้เป็นคำอธิบาย :
ภรรยา ชื่อว่า ทิศเบื้องหลัง ก็เพราะเป็นผู้คอยคล้อยตามสามี มีสามีเป็นผู้นำ มีสามีเป็นผู้ออกหน้าเผชิญอันตราย.
ชื่อว่า การยกย่อง พึงทราบว่า การยกย่องมี ๒ อย่าง คือ การยกย่องด้วยคำพูด และการยกย่องด้วยการกระทำ
การยกย่องด้วยคำพูด คือ เมื่อจะเรียกขาน ก็เรียกขานด้วยคำที่น่ารัก เช่นว่า แม่มหาจำเริญ, แม่หวานใจ เป็นต้น ซึ่งเป็นคำพูดที่รื่นหู น่าฟัง แม้เมื่อจะพูดคุยกัน ปรึกษากัน ก็ใช้คำพูดยกย่องให้ความสำคัญ ให้เกียรติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าผู้คนทั้งหลาย.
คำว่า การยกย่องด้วยการกระทำ คือ การแสดงกิริยาทางกาย ที่สุภาพน่ารัก ต่อผู้เป็นภรรยา เช่นว่า จูงมือขึ้นลงบันได เปิดประตูให้เข้าไป ให้ออกมา ช่วยถือข้าวของ เป็นต้น ทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้คน.
คำว่า ไม่ดูหมิ่น ก็ทำนองเดียวกัน คือ ไม่ดูหมิ่นด้วยวาจา และไม่ดูหมิ่นด้วยกาย ชื่อว่า ไม่ดูหมิ่นด้วยวาจา คือ ไม่ใช้วาจาหยาบช้าในการเรียกขาน เวลาพูดจากัน ก็ไม่ใช้คำพูดสรรพนามว่า มึง กู เป็นต้น แม้ทางกายก็อย่างนั้น ไม่แสดงกิริยาที่ไม่สุภาพต่อผู้เป็นภรรยา มีการฉุดกระชากลากดึง เป็นต้น ทั้งนี้ ทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้คน
คำว่า ไม่ประพฤตินอกใจ ในที่นี้ มิได้หมายความเฉพาะการเข้าไปเกี่ยวข้องกับหญิงอื่นในเชิงชู้สาว หรือในเรื่องเมถุนธรรมเท่านั้น ทว่า หมายรวมถึงความประพฤติที่อาจเป็นเหตุให้ภรรยาเกิดความระแวงหรือวิตกกังวลว่า สามีกำลังนอกใจ กำลังจะทิ้งเราไปมีคนใหม่เป็นต้น เพราะฉะนั้น เพื่อชีวิตที่ปกติสุข จึงควรละเว้นความประพฤติอย่างนั้น โดยการไม่แสดงความสนิทสนมกับหญิงอื่นเกินเลยขอบเขตที่ควรจะเป็น เป็นต้น.
คำว่า ด้วยการสละความเป็นใหญ่ คือ ด้วยการสละความเป็นใหญ่ในบ้าน เป็นความจริงว่า ธรรมดาของเพศหญิง เมื่ออยู่ในฐานะเป็นแม่บ้านแล้ว ก็ปรารถนาความเป็นใหญ่ในบ้าน คือ ความเป็นผู้มีอิสระในการจัดการเกี่ยวกับบ้าน ธุระภายในบ้าน การจัดหาและจัดตั้งเครื่องใช้ไม้สอย เครื่องอุปโภคบริโภคเกี่ยวกับบ้าน เพราะฉะนั้น ผู้เป็นสามีควรเปิดโอกาสให้ภรรยาจัดการเกี่ยวกับบ้านได้เต็มที่ ไม่ควรเข้าไปขัดขวางหรือโต้แย้ง เมื่อจะมีส่วนบ้าง ก็ในฐานะเป็นที่ปรึกษาเท่านั้น หรือท้วงติงในบางคราวที่เห็นว่าจะเป็นเหตุเกิดอันตรายเท่านั้น หากทำได้อย่างนี้แล้ว ภรรยาจะเป็นผู้มีความสุข ความพอใจ ในความเป็นหญิงแม่บ้าน ผู้มีอิสระในการจัดการเกี่ยวกับบ้าน
คำว่า ด้วยการมอบเครื่องประดับให้เนือง ๆ คือ ด้วยการมอบเครื่องประดับให้อยู่เสมอในสมัยที่ควรจะมอบให้ เมื่อสมัยนั้น ๆ มาถึงก็ไม่ละเลยเพิกเฉย ก็ชื่อว่า เครื่องประดับ ในที่นี้ ได้แก่ เสื้อผ้า เครื่องอาภรณ์ เครื่องลูบไล้ ของหอม เป็นต้น ทั้งหลาย ผู้เป็นสามีไม่พึงถือว่า เพศหญิงเป็นเพศที่มุ่งมั่น เอาจริงเอาจังกับการแต่งเนื้อแต่งตัว ขวนขวายในเรื่องนี้ได้เองอยู่แล้ว แล้วก็เพิกเฉยไป แม้ว่าความจริงเป็นอย่างนี้แต่พึงตระหนักว่า การมอบเครื่องประดับให้อยู่เสมอในสมัยอันควรนั้น เป็นเครื่องผูกใจ ทำให้ผู้รับซาบซึ้งในน้ำใจของผู้ให้ที่ให้ด้วยมองเห็นความสำคัญของตน แล้วก็จะมีจิตใจเยื่อใยจงรักภักดี แล.
การสงเคราะห์ภรรยาจัดว่าเป็นมงคลก็เกี่ยวกับได้รับการกระทำตอบแทนที่ดีงามจากภรรยา คือ ภรรยาเมื่อได้รับการสงเคราะห์จากสามีแล้ว จะอนุเคราะห์ตอบแทนด้วยฐานะ ๕ มีความเป็นผู้จัดแจงการงานดีเป็นต้น ข้อนี้ สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า : อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ สามิเกน ปจฺฉิมา ทิสา ภริยา ปจฺจุปฏฺฐาตพฺพา ปญฺจหิ ฐาเนหิ สามิกํ อนุกมฺปติ เป็นต้น ความเต็มแปลว่า ดูกร บุตร คฤหบดี ทิศเบื้องหลังคือภรรยา อันผู้เป็นสามีบำรุงด้วยฐานะ ๕ เหล่านี้แล้ว ก็ย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยฐานะ ๕ คือ :
- เป็นผู้จัดแจงการงานด้วยดี ๑
- เป็นผู้สงเคราะห์ชนรอบข้างด้วยดี ๑
- เป็นผู้ไม่ประพฤตินอกใจ ๑
- คอยรักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ ๑
- เป็นคนขยัน ไม่เกียจคร้านในกิจทั้งปวง ๑
ดังนี้.
ต่อไปนี้เป็นคำอรรถาธิบาย.
ผู้เป็นภรรยา ชื่อว่า เป็นผู้จัดแจงการงานด้วยดี ก็เกี่ยวกับเป็นผู้จัดแจงงานบ้านได้เรียบร้อยไม่ขาดตกบกพร่องและเหมาะสมแก่กาล กล่าวคือ ถึงคราวกวาดก็กวาด ถึงคราวถูก็ถู ถึงคราวหุงก็หุง ถึงคราวซักก็ซัก ถึงคราวรีดก็รีด เป็นต้น รวมความว่า จัดลำดับกาลเวลาที่ควรทำงานนั้น ๆ ได้ถูกต้องราบรื่น ไม่สับสน เกี่ยวกับมัวทำการงานอย่างหนึ่งอย่างใดเพลินไปจนเกิดความหลงลืม ถึงคราวหุงก็ไม่หุง เป็นต้น แม้มีลูกจ้าง ก็รู้จักจะกำหนดกาลเวลาให้เขาทำการงานนั้น ๆ ที่ควรทำในเวลานั้น ๆ
คำว่า สงเคราะห์ชนรอบข้างด้วยดี พึงทราบว่า ชื่อว่าปริชน อันแปลว่า ชนรอบข้าง ในที่นี้นั้น เพ่งถึงญาติของสามีเป็นสำคัญ ความว่า ย่อมสงเคราะห์ญาติของสามีตามสมควร เช่นว่า เมื่อเขามาเยี่ยมมาเยือนถึงเรือนก็ย่อมต้อนรับขับสู้ ไม่เกิดความขุ่นเคืองว่ามารบกวน ไม่ตั้งข้อรังเกียจว่าไม่ใช่ญาติของเรา แล้วหลบลี้หนีหน้าไป หากว่าญาติของสามีคนไหน เดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับเงินทอง เป็นต้น ก็สงเคราะห์ด้วยการให้บ้าง ให้ยืมบ้าง ตามสมควรอย่างนี้ เป็นต้น.
คำว่า ไม่ประพฤตินอกใจ พึงทราบความตามทำนองเดียวกับที่ได้กล่าวแล้ว เกี่ยวกับข้อที่สามีควรประพฤติต่อภรรยานั่นเอง.
คำว่า คอยรักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ ได้แก่ รู้จักเก็บหอมรอมริบ ไม่ใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อสุรุ่ยสุร่าย ทว่าประหยัด ใช้จ่ายไปตามความจำเป็นเท่านั้น ไม่ฟุ้งเฟ้อเกินไป ไม่แร้นแค้นเกินไป
คำว่า เป็นคนขยันไม่เกียจคร้านในกิจทั้งปวง คือ เป็นคนขยันเอาใจใส่ ทำอย่างละเอียดประณีตในกิจทั้งปวง มีการจัดแจงสำรับข้าวปลาอาหารเป็นต้น ถึงคราวจะทำกิจอะไรก็ทำกิจนั้น ไม่มีการพักไว้ก่อน รอไว้ก่อน เพราะความเกียจคร้าน.
ก็สามีผู้ทะนุบำรุงภรรยาดีแล้วด้วยฐานะ ๕ อย่าง มีการยกย่องเป็นต้น ย่อมประสบมงคล คือ การอนุเคราะห์ตอบแทนของภรรยา ด้วยฐานะ ๕ อย่าง เหล่านี้ แล.
-
การงานที่ไม่เสียหาย
มงคลข้อต่อไป คือ อนากุลา จ กมฺมนฺตา - การงานที่ไม่เสียหาย
พึงทราบว่า มงคลข้อนี้ มิได้ทั้งฝ่ายบรรชิตและฝ่ายฆราวาส กล่าวถึงฝ่ายบรรชิตก่อน ได้แก่ วัตรปฏิบัติต่าง ๆ ที่มาในขันธกวัตร มีอุปัชฌายวัตร คือวัตรที่พึงกระทำต่อพระอุปัชฌาย์ มีการตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้ให้ท่าน เตรียมไม้ชำระฟัน น้ำล้างเท้าไว้ให้ท่าน ถ้าหากว่าท่านช่วยเหลือตนเองไม่ได้เพราะอาพาธ หรือชราภาพ ก็ช่วยอาบน้ำให้ท่าน ช่วยถูเนื้อถูตัวให้ท่าน ช่วยซักจีวร ช่วยเย็บจีวร อย่างนี้ เป็นต้น, อาจาริยวัตรคือวัตรที่พึงกระทำต่อพระอาจารย์ ก็อย่างนั้นเหมือนกัน,เจติยคณวัตร คือ วัตรที่พึงกระทำ ณ ลานเจดีย์ มีการปัดกวาดลานให้ดูสบายตา เจริญตา ให้คนทั้งหลายเห็นแล้วเกิดพุทธานุสติ เป็นต้น โพธิยังคณวัตร คือ วัตรที่พึงทำ ณ ลานต้นโพธิ์ ก็อย่างนั้นเหมือนกัน ก็ต้นโพธิ์ เป็นต้นไม้ที่ประทับตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เมื่อจัดการปัดกวาดลานโพธิ์ให้สะอาดเรียบร้อย ก็ย่อมเป็นเหตุช่วยให้ผู้พบเห็นเกิดพุทธานุสติ นั่นแหละ ได้โดยง่าย อาคันตุ-กวัตร คือ วัตรที่พึงกระทำต่อภิกษุผู้เป็นแขกมาเยือน เกี่ยวกับการต้อนรับขับสู้ ด้วยน้ำฉันน้ำใช้ เป็นต้น คันตุกวัตร คือ วัตรที่พึงกระทำต่อภิกษุผู้จะลาจากไปเกี่ยวกับช่วยเตรียมข้าวของที่จำเป็นสำหรับการเดินทางเป็นต้น ให้ท่าน อย่างนี้ เป็นต้น.
ส่วน สำหรับฆราวาส ก็ได้แก่ การงานที่ฆราวาสพึงทำมีไถนา เลี้ยงโค ค้าขาย เป็นข้าราชการ เป็นต้น ที่ไม่เสียหายพึงทราบเกี่ยวกับคำว่า ไม่เสียหาย ก่อน ก็การงาน ชื่อว่าเสียหาย เพราะประกอบด้วยข้อเสียหาย ๔ อย่าง คือ เพราะล่วงเวลาที่ควรทำ ๑ เพราะทำได้ไม่เหมาะสม ๑ เพราะย่อหย่อน ๑ เพราะขาดการพิจารณาสอบสวน ๑ มีคำอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ :
เมื่อปล่อยเวลาให้ล่วงไป ถึงคราวควรทำไม่ทำ มาคิดทำเอาภายหลัง เวลาที่ต้องใช้ทำเหลือน้อย ก็รีบร้อนทำให้เสร็จเพื่อให้ทันเวลา การงานนั้นก็ไม่ประณีต ไม่เรียบร้อยและบกพร่องไม่บริบูรณ์ นี้คือ เสียหายเพราะล่วงเวลาที่ควรทำ
อนึ่ง เหมือนอย่างเวลาจะเพราะปลูกพืชไร่ ไม่ตรวจดูสถานที่เสียก่อน ว่า สถานที่เช่นนี้ ควรจะโปรย ควรจะหว่าน พืชชนิดนี้ลงไปหรือไม่ ไม่ดูน้ำ ว่ามีน้ำเพียงพอแก่การทะนุบำรุงหรือไม่ ไม่พิจารณาฤดูกาลเสียก่อน ว่าหน้าฝนเช่นนี้ หากจะปลูกพืชเช่นนี้แล้วจะได้ผลดีหรือไม่ อย่างนี้เป็นต้น ก็ย่อมเกิดความเสียหายขึ้น นี้คือ เสียหายเพราะทำได้ไม่เหมาะสม.
อนึ่ง เวลาทำก็ย่อหย่อน คือ ทำบ้างไม่ทำบ้าง เกียจคร้าน พอใจจะทำจึงทำ ไม่พอใจก็ไม่ทำ ปล่อยปละละเลยผัดวันประกันพรุ่งในกิจทั้งหลาย นี้คือ เสียหายเพราะย่อหย่อน
อนึ่ง อย่างนั้นเหมือนกัน เวลาทำ แม้มีความตั้งอกตั้งใจจะทำให้ดี แต่เมื่อขาดการพิจารณาสอบสวน ในคราวที่มีเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นทำให้การงานนั้นเสียหายไปอย่างไม่คาดฝัน อย่างไม่คิดมาก่อนว่าอาจจะเกิดได้ แต่พอเกิดแล้ว ก็ไม่พิจารณาสอบสวนถึงเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหายเพื่อเป็นบทเรียนในคราวต่อ ๆ ไปยังคงทำไปตามวิธีการเดิมก็ต้องประสบความบกพร่องเสียหายอยู่เสมอ นี้คือ เสียหายเพราะขาดการพิจารณาสอบสวน ฉะนี้ แล.
เพราะฉะนั้น การงานที่ไม่เสียหาย ก็ย่อมเป็นการงานที่ไม่มีข้อเสียหาย ๔ ประการ ดังกล่าวนี้ นั่นเอง ได้แก่ ถึงเวลาที่ควรทำก็ทำ ไม่ปล่อยเวลานั้นให้ล่วงเลยไป, ทำให้เหมาะสม คือ เหมาะสมต่อฤดูกาลที่จะทำ เป็นต้น, มีความเข้มแข็งในการทำ ไม่มีความย่อหย่อน และหมั่นพิจารณาสอบสวนอยู่เสมอ.
ก็การงานที่ไม่เสียหาย ชื่อว่า เป็นมงคล เพราะเป็นเหตุนำมาซึ่งประโยชน์สุขและความสำเร็จในอัตภาพปัจจุบันนี้.
๑๕. ทาน (การให้)
มงคลข้อต่อไปที่ว่า ทานญฺจ - ทาน (การให้) นี้ มีคำอรรถาธิบายดังต่อไปนี้
ก่อนอื่น พึงทราบว่า ชื่อว่า ทาน มี ๓ อย่าง คือ วัตถุ (ปัจจัยสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค เป็นต้น) ที่จะให้ ๑ จาคเจตนา คือ ความตั้งใจจะสละ บริจาค ๑ วิรติ คือ ความงดเว้นการลงโทษเป็นต้น แก่ผู้แม้สมควรจะถูกลงโทษ อันมาแล้วในคำว่า อภัยทาน ๑
อีกอย่างหนึ่ง การสละบริจาคจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าหากในเวลานั้นจิตใจถูกโลภะความอยากความละโมบครอบงำ ต้องไม่มีโลภะครอบงำ กล่าวคือ ในเวลานั้นจะต้องมีอโลภะ (ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อโลภะ) เกิดขึ้นและมีกำลัง จึงจะมีการสละบริจาคเกิดขึ้นได้จริง ๆ เพราะเหตุที่มีส่วนให้เกิดการสละบริจาค เพราะฉะนั้น แม้อโลภะนี้ ก็ชื่อว่า ทาน
อีกอย่างหนึ่ง ทาน มี ๒ อย่าง โดยการจำแนกไปตามสิ่งที่จะให้ ได้แก่ อามิสทาน ๑ ธรรมทาน ๑
อามิสทาน แปลว่า การให้อามิส ได้แก่ ให้วัตถุสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ตลอดจนเงินและทองเท่าที่เห็นว่าสมควรจะให้ โดยการพิจารณาถึงฐานะของตนผู้ให้ และบุคคลผู้ควรแก่ของที่จะให้ ก็แต่ว่า การให้ของ ๕ อย่าง คือ สิ่งสร้างความมึนเมามีสุราและเมรัยเป็นต้น ๑ การให้มหรสพฟ้อนรำขับร้องหรือการละเล่นต่าง ๆ ๑ การให้หญิงแก่ชายเพื่อบำเรอความสุขในเมถุนธรรม ๑ การให้โคตัวผู้แก่โคตัวเมีย ใจความคือการจัดการให้สัตว์ได้ผสมพันธุ์กัน ๑ การให้ภาพจิตรกรรมลามก ๑ ดังนี้ ไม่จัดว่าเป็นทาน เพราะจิตใจของผู้ให้ที่หวังจะให้ผู้รับได้รับความสุขอันมีโทษ อย่างนี้นั้น ไม่มีลักษณะเป็นกุศล.
ส่วน ธรรมทาน แปลว่า การให้ธรรม ได้แก่ การแสดงธรรมของสัตบุรุษ แก่ผู้อื่น ด้วยจิตใจที่ประกอบด้วยเมตตาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่คนฟังเป็นสำคัญ ไม่เพ่งถึงผลตอบแทนหรือชื่อเสียง เป็นธรรมเทศนาที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในโลกนี้ บ้าง เป็นไปเพื่อประโยชน์ในโลกหน้า บ้าง ตามสมควรแก่บริษัทผู้ฟังเหล่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง แม้การแสดงวิชาศิลปะอันหาโทษมิได้ในทางโลก ซึ่งผู้ฟังได้ฟังได้เรียนรู้แล้วก็นำไปประกอบอาชีพ ทำตนให้เป็นสุขในโลกนี้ได้ ก็ชื่อว่า ธรรมทาน เหมือนกัน ก็คำว่า หาโทษมิได้ ได้แก่ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนสัตว์อื่น ไม่เป็นไปเพื่อทำผู้อื่นให้เป็นทุกข์ เดือดร้อน เป็นต้น ทั้งผู้แสดงก็แสดงไปด้วยจิตเมตตานั่นเทียว บรรดาทาน ๒ อย่างเหล่านี้ตรัสสรรเสริญ ธรรมทาน ว่าเป็นยอด ข้อนี้ สมจริงตามที่ตรัสไว้ว่า สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
แปลว่า ธรรมทาน (การให้ธรรมเป็นทาน) ย่อมชนะทานทั้งปวง ดังนี้.
ทานทั้ง ๒ อย่าง เหล่านี้ จัดว่าเป็นมงคล ก็เกี่ยวกับว่านำมาซึ่งประโยชน์สุขในโลกนี้และในโลกหน้า เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ทายโก สีห ทานปติ พหุโน ชนสฺส ปิโย โหติ มนาโป
แปลว่า ดูกร ท่านสีหะ ทายก (ผู้ให้) ผู้เป็นทานบดี ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของคนทั้งหลายเป็นอันมาก ดังนี้ เป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง ทานนี้ บุคคลย่อมบำเพ็ญ เพื่อเป็นบารมีเป็นเสบียงคลัง เพื่อใช้เดินทางไปสู่พระนิพพานได้ ถ้าหากว่าเป็นอย่างนี้ ก็ย่อมนับว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเกี่ยวกับธรรมทาน นั้น ตรัสไว้อย่างนี้ ว่า ยถา ยถา ภิกฺขเว ภิกฺขุ ยถาสุตํ ฯเปฯ อตฺถปฏิสํเวที จ โหติ ธมฺมปฏิสํเวที จ แปลว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมแสดงธรรมตามที่ได้สดับ ตามที่ได้เรียนมา แก่ภิกษุเหล่าอื่น โดยพิสดาร โดยประการใด ๆ เธอนั้นก็ย่อมเป็นผู้รู้แจ้งอรรถและเป็นผู้รู้แจ้งธรรม ในธรรมนั้น ๆ โดยประการนั้น ๆ ดังนี้. อธิบายว่า ภิกษุฟังมา เรียนมาซึ่งธรรม แล้วแสดงธรรมนั้นแก่บุคคลเหล่าอื่น โดยประการใดก็ตาม ตนเองก็เป็นผู้รู้แจ้งอรรถ รู้แจ้งธรรมได้โดยประการเดียวกันนั้น กล่าวได้ว่า ประโยชน์นั้น ย่อมย้อนกลับมาสู่ตนผู้แสดง ปรากฏว่า เมื่อธรรมเทศนาจบลง ก็ได้บรรลุสัจจธรรมด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งฝ่ายผู้แสดงทั้งฝ่ายผู้ฟัง ข้อนั้น เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ทานนี้ นับว่า เป็นมงคล โดยประการทั้งปวง แล.
๑๖. ความประพฤติธรรม
มงคลข้อต่อไป คือ ธมฺมจริยา จ - ความประพฤติธรรม พึงทราบว่า ความประพฤติธรรมนี้ มี ๒ อย่าง คือ ความประพฤติธรรมของฆราวาสผู้ครองเรือน ๑ ความประพฤติธรรมของบรรพชิต ๑
ชื่อว่า ความประพฤติธรรมของฆราวาส ได้แก่ ความประพฤติในกุศลกรรมบถ ๑๐ อย่าง มีความงดเว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นต้น อันมีเนื้อหาสาระ เหมือนดังที่ได้กล่าวไปแล้วในมงคลข้อว่า วินัยที่ได้ศึกษาไว้ดีแล้ว ในคาถาก่อน มีความต่างกันอยู่ก็เพียงเท่านี้ คือ ในมงคลข้อว่า วินัยที่รักษาไว้ดีแล้ว นั้น เพ่งถึงผลปรากฏทางกาย ทางวาจา ที่เรียบร้อยสำรวม ของผู้มีกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นสำคัญ ส่วนในมงคลข้อนี้เพ่งถึงความเป็นสิ่งที่ควรประพฤติประจำ เพื่อการได้อาศัยเป็นที่พึ่ง เพื่อการถึงสุคติโลกสวรรค์หลังตาย เป็นสำคัญ เพราะฉะนั้น ความเป็นมาแห่งข้อนี้ คือ ผู้ใดก็ตาม ประพฤติธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐ อันได้แก่ กายสุจริต ๓ คือ ความงดเว้นจากกายทุจริต ๓ มีการฆ่าสัตว์เป็นต้น วจีสุจริต ๔ คือ ความงดเว้นจากวจีสุจริต ๔ มีมุสาวาทเป็นต้น และมโนสุจริต ๓ มีอภิชฌาเป็นต้น อันเป็นปฏิปักษ์ต่อมโนทุจริต ๓ มีอภิชฌาเป็นต้น อันเป็นปฏิปักษ์ต่อมโนทุจริต ๓ มีอภิชฌาเป็นต้น อยู่เป็นประจำ เขาผู้นั้น หลังจากกายแตกทำลายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ แล. ข้อนี้ สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาค ตรัสไว้ว่า ธมฺมจริยา-สมจริยาเหตุ โข คหปตโย เอวมิเธกจฺเจ สตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชนฺติ แปลว่า ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย เพราะเหตุที่ประพฤติธรรม ประพฤติสงบแล บุคคลบางพวกในโลกนี้ หลังจากกายแตกทำลายตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ได้ อย่างนี้ ดังนี้.
ส่วน สำหรับบรรพชิต ความประพฤติธรรมนั้น มียิ่งไปกว่านั้น คือ การเจริญสมถะและการเจริญวิปัสสนา เพื่อประโยชน์แก่ความสิ้นทุกข์ อันจัดว่า เป็นมงคล ก็เพราะนำมาซึ่งประโยชน์อย่างยิ่ง นั่นเทียว.
-
การสงเคราะห์พวกญาติ
มงคลข้อต่อไปในพระคาถาเดียวกันนี้ คือ ญาตกานญฺจ สงฺคโห - การสงเคราะห์พวกญาติ ความว่า ญาติข้างมารดา มีน้า ป้า ยาย เป็นต้น ญาติข้างบิดา มีอา ลุง ปู่ เป็นต้น พร้อมทั้งบุตรหลานของคนเหล่านั้น เป็นผู้ที่พึงสงเคราะห์ คนเหล่านั้นลำบาก คือ ขาดแคลนด้วยโภคทรัพย์ ก็พึงสงเคราะห์ด้วยโภคทรัพย์ คือ เงิน ทอง เครื่องอุปโภคบริโภคทั้งหลายหากลำบากด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ต้องการความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาล หากมีความรู้ก็จัดยารักษาโรคนั้น ๆ ไป หากไม่อาจจะรักษาเองได้ หรือป่วยหนัก ก็สงเคราะห์ด้วยการนำส่งโรงพยาบาล แม้กระทั่งการช่วยออกค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในเมื่อเขาขาดแคลน ตามกำลังของตน หากญาติมีทุกข์มาปรับทุกข์ปรึกษาหารือ ก็ควรยินดีให้คำปรึกษาหารือ ก็ควรยินดีให้คำปรึกษาหารือพูดจาให้ญาติเกิดความสบายใจคลายทุกข์ เป็นต้น เวลาญาติมีความเศร้าโศก เพราะการจากไปของผู้เป็นที่รักเป็นต้น ก็ควรปลอบโยนให้คลายความเศร้าโศก หากญาติต้องการ ก็ควรอยู่เป็นเพื่อนไปสักระยะหนึ่งอย่างนี้ เป็นต้น ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นสาระเกี่ยวกับการสงเคราะห์ญาติ ทั้งสิ้น จัดว่าเป็นมงคล ก็เกี่ยวกับว่า เป็นเหตุให้อยู่เป็นสุขร่วมกันกับพวกญาติ และเป็นที่รักของหมู่ญาติ ญาติเหล่านั้นย่อมยื่นมือมาช่วยเหลือเมื่อถึงคราวตนเองลำบากเดือดร้อน ตายไปก็เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ แล.
-
การงานที่หาโทษมิได้
มงคลข้อต่อไป คือ อนวชฺชานิ กมฺมานิ - การงานที่หาโทษมิได้ ในมงคลข้อก่อน กล่าวถึง อนากุลา กมฺมนฺตา การงานที่ไม่เสียหาย พึงทราบถึงความต่างกันกับมงคลข้อนี้ อย่างนี้ ว่า สำหรับการงานที่ไม่เสียหาย นั้น เพ่งถึงการงานที่ทำได้เหมาะสมต่อกาล เป็นต้น อย่างที่กล่าวไปแล้ว ส่วนมงคลข้อนี้ พึงทราบว่า ชื่อว่า การงานที่ไม่มีโทษ ได้แก่ การงานหรือกิจที่น่าสรรเสริญยกย่อง นั่นเอง มีอะไรบ้าง? ตอบว่า ได้แก่ การสมาทานองค์อุโบสถ (อุโบสถศีล) ในวันอุโบสถ การกระทำที่นับว่าเป็น เวยยาวัจจมัย (ความขวนขวายในกิจที่ชอบที่สร้างความสะดวกแก่คนทั้งหลาย) มีงานสร้างวัด สร้างสวน สร้างสะพาน ขุดสระน้ำ เป็นต้น อันเป็นประโยชน์แก่คนทั้งหลาย ทำให้คนเหล่านั้นเกิดความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต จัดว่าเป็นมงคล ก็เพราะเป็นเหตุบรรลุประโยชน์สุขในปัจจุบัน ตายไปก็ได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฉะนี้ แล.
-
ความไม่ยินดี ความงดเว้นจากบาป
มงคลข้อต่อไป คือ อารตี วิรตี ปาปา - ความไม่ยินดีความงดเว้นจากบาป มีคำอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ :
ชื่อว่า อารตี - ความไม่ยินดี ได้แก่ ความไม่มีจิตยินดีในบาป แห่งบุคคลผู้เล็งเห็นโทษของบาป กล่าวคือ เมื่อได้พิจารณาเห็นโทษของบาป มีการฆ่าสัตว์เป็นต้น อันมีนานาประการ เช่นว่า เป็นเหตุให้ถูกลงโทษ เป็นเหตุให้คนทั้งหลายติเตียนดูหมิ่น สาธุชนคนดีเว้นห่างไม่คบหาด้วย เป็นต้น ในปัจจุบันนี้ หลังจากตาย ก็เป็นเหตุให้เข้าถึงอบาย อย่างนี้แล้วก็ไม่มีจิตยินดีในบาป กล่าวได้ว่ามีใจรังเกียจบาป
ส่วนที่ชื่อว่า วิรตี ความงดเว้น นั้น ได้แก่ ความงดเว้นการทำบาปทั้งหลาย ในคราวนั้น ๆ ได้ คือ ในคราวที่มีเรื่อง หรือมีเหตุการณ์อันยั่วยุให้ทำบาปนั้นเกิดขึ้นแล้วเฉพาะหน้า ความต่างกันแห่ง อารตี กับ วิรตี นั้น มีอย่างนี้คือ : สำหรับ อารตี นั้น ท่านเพ่งถึงใจที่ไม่ยินดีในการทำบาปนั้นเป็นสำคัญ และใจที่เป็นอย่างนี้ ย่อมเกิด ย่อมมีอยู่ตลอดกาลทุกเมื่อ ด้วยอำนาจการพิจารณาเห็นโทษของบาปอยู่เนือง ๆ นั่นเอง แม้ว่า ในเวลานั้นจะยังไม่มีเหตุการณ์ที่ยั่วยุให้คิดทำบาปเกิดขึ้นเลยก็ตาม ส่วน วิรตี นั้น มิได้เกิด มิได้มีอยู่ตลอดกาลทุกเมื่อ ย่อมเกิด ย่อมมีเฉพาะในคราวที่มีเหตุการณ์ที่ยั่วยุให้คิดทำบาปเกิดขึ้นเฉพาะหน้าเท่านั้น และเมื่อเกิด เมื่อมีขึ้นมาได้แล้ว ก็ย่อมเป็นเหตุให้บุคคลผู้นั้น เว้น คือไม่ทำบาปในคราวนั้น.
พึงทราบว่า ธรรม ๒ อย่างนี้ ตั้งอยู่ในฐานะเป็นปัจจัยและเป็นผลของปัจจัย อย่างนี้ คือ อารตี เป็นปัจจัย ส่วน วิรตี เป็นผลของปัจจัย ขยายความว่า บุคคลผู้งดเว้นจากบาปได้ ไม่ทำบาป อันนับว่า มีวิรตี ก็เพราะเป็นผู้มีใจไม่ยินดีหรือรังเกียจบาป คือ เป็นผู้มีอารตี อยู่เนือง ฟ นั่นเอง.
อนึ่ง เกี่ยวกับบาป ในที่นี้ ท่านกล่าวหมายเอาผู้เป็นฆราวาส เป็นสำคัญว่า ได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๔ ข้อ คือ ปาณาติปาต - การฆ่าสัตว์, อทินนาทาน - การถือเอาของที่เขามิได้ให้, กาเมสุมิจฉาจาร - ความประพฤติผิดในกามทั้งหลาย และมุสาวาท - การกล่าวคำเท็จ เท่านั้น มิได้ทรงรวมเอาบาป คือ การดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เข้าไว้ด้วย เพราะว่าเกี่ยวกับความงดเว้นจากการดื่มน้ำเมานั้น ทรงแยกตรัสเป็นมงคลอีกข้อหนึ่งต่างหาก คือ ข้อถัดไป โดยเกี่ยวกับการดื่มน้ำเมามีโทษที่แปลกไปจากบาปนอกนี้หลายอย่าง.
-
ความยับยั้ง (ตน) ไว้จากการดื่มน้ำเมา
เพราะฉะนั้น มงคลข้อต่อไป จึงได้แก่ มชฺชปานา จ สญฺญโม - ความยับยั้ง (ตน) ไว้จากการดื่มน้ำเมา มีอรรถาธิบาย ว่า ได้แก่ ความยับยั้งตน คือ จิตของตน ไว้จากการดื่มน้ำเมา
ชื่อว่า มชฺช - น้ำเมา ได้แก่ สุราและเมรัยเป็นต้น อันนับว่าเป็นน้ำเมา ก็เพราะเป็นเหตุสร้างความมึนเมาให้เกิดแก่ผู้เสพ
ถามว่า จะยับยั้งไว้ได้อย่างไร?
ตอบว่า โดยการพิจารณาเห็นโทษของการดื่มน้ำเมาเนือง ๆ นั่นเอง เป็นความจริงว่า การดื่มน้ำเมานี้ มีโทษมากเหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ฉ โขเม คหปติปุตฺต อาทีนวา สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานานุโยเค เป็นต้น ความเต็มแปลว่า ดูกร บุตรคฤหบดี โทษในการประกอบเนือง ๆ ซึ่งฐานะแห่งความประมาท คือ การดื่มสุราและเมรัย มี ๖ อย่าง คือ
-
สนฺทิฏฺฐิกา ธนชานิ - ความเสื่อมทรัพย์ซึ่งเห็นได้เอง
-
กลหปฺปวฑฺฒนี - ก่อการทะเลาะวิวาท
-
โรคานํ อายตนํ - เป็นบ่อเกิดแห่งโรคหลายอย่าง
-
อกิตฺติสญฺชนนี - ทำความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้เกิด
-
หิริโกปินนิทฺทํสนี - เปิดเผยอวัยวะอันยังความละอายให้กำเริบ
-
ปญฺญาย ทุพฺพลีกรณี - ทำปัญญาให้ทรามกำลัง
ดังนี้.
โทษแต่ละข้อ มีคำอรรถาธิบายอย่างนี้ ว่า :
คำว่า ความเสื่อมทรัพย์ซึ่งเห็นได้เอง คือ เมื่อประกอบในการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอยู่เนือง ๆ สิ่งที่เห็นได้เองประจักษ์เอง ในปัจจุบันนี้ คือความเสื่อมทรัพย์ที่ต้องใช้จ่ายไปในการซื้อหาน้ำเมาเหล่านั้นมาดื่ม หากถึงกับเสพติดไม่อาจละเลิกละได้ ปริมาณที่ดื่มก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เป็นอันต้องเสียทรัพย์เพื่อการนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อดื่มจนมึนเมา โอกาสที่จะทำข้าวของของผู้อื่นให้เสียหายย่อมมีได้มาก ข้อนี้ก็เป็นเหตุให้ต้องเสียทรัพย์เพื่อชำระค่าเสียหาย
คำว่า ก่อการทะเลาะวิวาท ความว่า สุราและเมรัยทำใจของผู้ดื่มให้ฮึกเหิม คือ เมื่อดื่มจนมึนเมา ขาดสติสัมปชัญญะที่ควรมีตามปกติ เกิดความฮึกเหิม ก็ไม่มีความคิดพิจารณาว่าทำอย่างนี้ควรหรือไม่ควร ย่อมถึงความเป็นคนพาลหาเรื่องทะเลาะกับผู้อื่น ด้วยวาจามีการด่าทอเป็นต้น ด้วยกายมีการทุบตีทำร้ายเป็นต้น ไม่กลัวต่ออันตรายที่พึงเกิดขึ้นจากการกระทำของตน เป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทบ้าง ข้อหาทำร้ายร่างกายบ้าง โดยที่สุดแม้ข้อหาทำฆาตกรรม ในทางกลับกัน บางคน เพราะเมาแล้วพาลหาเรื่องผู้อื่น จึงถูกเขาด่าทอเอาบ้าง ถูกเขาทำร้ายร่างกายเอาบ้าง และแม้กระทั่งถูกเขาฆ่าตาย
คำว่า เป็นบ่อเกิดแห่งโรคหลายอย่าง ความว่า เป็นเหตุให้เกิดโรคทั้งหลายได้ นับเป็นร้อย มีโรคตาเป็นต้น และโรคที่เป็นอยู่ก่อนย่อมกำเริบ หรือว่ารักษายาก หรือว่าหมดหนทางรักษา เพราะน้ำเมาที่ดื่มเข้าไปนั้น
คำว่า ทำความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้เกิด ความว่า คนดื่มสุรา เมาเพราะฤทธิ์สุราแล้ว ย่อมอาจด่าว่าทำร้ายบุคคลอื่น แม้เป็นมารดา แม้เป็นบิดา ของตนได้ ย่อมอาจด่าว่าทำร้ายคนที่ไม่สมคารจะถูกด่าว่า ถูกทำร้ายทั้งหลาย ข้อนั้นย่อมเป็นเหตุให้คนทั้งหลายติเตียนบ้าง ถูกลงโทษทัณฑ์จากทางบ้านเมืองบ้าง ประพฤติเรื่องน่าละอายต่าง ๆ บ้าง ซึ่งเป็นเหตุให้ถึงความเสื่อมเสียชื่อเสียง คนทั้งหลายดูถูกดูหมิ่น ไปในที่ใด ผู้คนในที่นั้นย่อมหลีกห่างด้วยความรังเกียจ
คำว่า เปิดเผยอวัยวะอันยังความละอายให้กำเริบ ความว่า อวัยวะในกายบางส่วนเป็นส่วนลับ ควรที่จะมีเสื้อผ้าปกปิดไว้ให้มิดชิด ไม่ควรเปิดเผยให้ปรากฎแก่สายตาของผู้อื่นในเมื่ออยู่ในโอกาสที่จะมองเห็นได้ ก็ถ้าหากว่า ไม่ปกปิดไว้ด้วยเสื้อผ้า ทว่า เปิดเผยให้คนทั้งหลายมองเห็นได้ อวัยวะส่วนนั้น ก็ย่อมตั้งอยู่ในฐานะยังความละอายของผู้นั้นให้กำเริบ คือให้พินาศ หมายความว่าทำให้สิ้นอาย เพราะเหตุนั้น อวัยวะอันเป็นส่วนลับนั้น จึงชื่อว่า อวัยวะอันยังความละอายให้กำเริบ คนผู้ดื่มน้ำเมา เมาเพราะฤทธิ์น้ำเมานั้นแล้ว ย่อมมักเปิดเผยอวัยวะส่วนลับ อันยังความละอายให้กำเริบนั้น ให้ปรากฏแก่สายตาของผู้คน ใจความคือ หมดความอายสิ้นเชิง กล้าเปลื้องผ้าผ่อนแม้ต่อหน้าคนทั้งหลาย นั่นเอง
คำว่า ทำปัญญาให้ทรามกำลัง ความว่า ทำปัญญาทั้งหลาย โดยที่สุดแม้เพียงกัมมสกตาปัญญา (ปัญญาที่รู้ว่าบุคคลมีกรรมเป็นของตน) ให้ทรามกำลัง คือ สิ้นอานุภาพแห่งการหยั่งรู้ เป็นความจริงว่า ในเวลาที่บุคคลมึนซึมเพราะฤทธิ์สุรานั้น ย่อมไม่อาจเกิดปัญญากำหนดได้ด้วยดี ว่า ทำอย่างนี้ควร ทำอย่างนี้ไม่ควร ย่อมไม่อาจเกิดปัญญาวินิจฉัยได้ด้วยดีว่า ในเรื่องนี้ ความจริงเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่อย่างนี้ เป็นต้น หาไหวพริบปฏิภาณทั้งหลายมิได้ จึงประสบแต่ความพลั้งพลาดเป็นประจำ ก็แต่ว่า มัคคปัญญาที่พระอริยบุคคลบรรลุแล้วสุราหรือเมรัยที่คนทั้งหลายจับตัวท่านกรอกปาก ย่อมไม่อาจทำให้ทรามกำลังได้แล
ก็เมื่อได้พิจารณาโทษของการดื่มน้ำเมาอยู่เนือง ๆ ใจที่น้อมนิยมยินดีในการดื่มน้ำเมาย่อมเกิดได้ยาก และที่เกิดแล้วก็ย่อมบรรเทาเบาบางไปตามลำดับ ย่อมอดกลั้นความต้องการในการดื่มน้ำเมาได้ดี เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็นับว่าตั้งอยู่ในฐานะที่ห่างไกลจากการดื่มน้ำเมา คราวนี้ ก็กล่าวได้ว่า เป็นผู้ที่ยับยั้งตนไว้ได้จากการดื่มน้ำเมา จัดว่าเป็นมงคล ก็เกี่ยวกับว่า ไม่ต้องประสบโทษของการดื่มน้ำเมา ๖ ประการนั้น ในอัตภาพปัจจุบันนี้ และเพราะการไม่ดื่มสุรา โอกาสที่จะทำกรรมที่สมควรทำ ไม่ทำกรรมที่ไม่สมควรทำ ก็ย่อมมีได้มาก ย่อมเป็นเหตุแห่งความเป็นผู้มีศีล เมื่อเป็นผู้มีศีล หลังจากกายแตกทำลายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ แล
-
ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย
มงคลข้อต่อไป คือ อปฺปมาโท จ ธมฺเมสุ - ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย มีคำพรรณนาความดังต่อไปนี้
ชื่อว่า ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ได้แก่ ความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย นั่นเอง ก็แต่ว่า เมื่อได้ทราบความประมาทเสียก่อนแล้ว นั่นเทียว จึงจะรู้จักความไม่ประมาท ด้วยดี เพราะฉะนั้น พึงทราบความเกี่ยวกับความประมาทก่อน อย่างนี้ ว่า ชื่อว่า ความประมาท ได้แก่ ความประพฤติเป็นไป ๕ อย่าง เหล่านี้ คือ
- การกระทำอย่างไม่เคารพ
- การกระทำอย่างไม่ติดต่อ
- การกระทำอย่างไม่มั่นคง
- ความประพฤติย่อหย่อน ทอดทิ้งฉันทะ ทอดทิ้งธุระ
- ความไม่เสพ ความไม่เจริญ ความไม่กระทำให้มาก
ดังนี้.
ก่อนอื่น พึงทราบว่า ชื่อว่า กุศลธรรม ในที่นี้ แยกเป็น ๒ ส่วน คือ การเรียนหรือการฟังพระสัทธรรม ส่วนหนึ่ง การปฏิบัติในพระสัทธรรมนั้น ส่วนหนึ่ง.
ว่าเกี่ยวกับการเรียน หรือการฟังพระสัทธรรมก่อนความว่า ในเวลาเรียนหรือฟังพระสัทธรรม การที่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์อื่น นึกถึงเรื่องนั้น นึกถึงเรื่องนี้ วุ่นวายไปก็ดี หากว่าในเวลานั้นมีการเรียนการฟังพร้อม ๆ กันหลายคนการที่ไม่ตั้งใจฟัง หันหน้าไปสนทนาพูดคุยกัน ก็ดี การที่ปล่อยให้ความโงกง่วงครอบงำ ไม่ปรารภอุบายกำจัดความโงกง่วง ก็ดี การที่เกิดความเหนื่อยหน่ายในการเรียนการฟัง รออยู่แต่ว่าเมื่อไรธรรมเทศนาจะจบลงเสียที ก็ดี อย่างนี้ ชื่อว่า การกระทำอย่างไม่เคารพ
ส่วนการที่เรียนบ้าง ไม่เรียนบ้าง คอยแต่จะหยุดเรียนไปเป็นระยะ ๆ ไม่มีการเรียนการฟังติดต่อด้วยดี อย่างนี้ ชื่อว่า การกระทำอย่างไม่ติดต่อ
ส่วนการที่เรียนไปฟังไป อย่างฉาบฉวย ไม่ใส่ใจ ไม่ตระหนักเหตุผลในธรรมที่สดับ อย่างนี้ ชื่อว่า การกระทำอย่างไม่มั่นคง ความว่า การกระทำอย่างไม่เคร่งครัด
ส่วนการที่มีแต่ความย่อท้อในบทเรียนที่ลึกซึ้ง ที่เข้าถึงได้ยาก ปราศจากฉันทะ (ความพอใจใคร่จะรู้) ที่มีกำลัง แล้วก็ค่อย ๆ หมดอุตสาหะ เลิกล้มความขวนขวายไป อย่างนี้ชื่อว่า ความประพฤติย่อหย่อน ทอดทิ้งฉันทะ ทอดทิ้งธุระ
ส่วนการที่เมื่อได้เรียนรู้แล้ว ได้ฟังรู้แล้วก็ไม่ทบทวนทำให้ไม่อาจทรงเอาไว้ได้ทั้งไม่พยายามสืบต่อความรู้ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ชื่อว่า ความไม่เสพ ความไม่เจริญ ความไม่กระทำให้มาก ฉะนี้ แล นี้คือความประมาทในกุศลธรรม คือในการเรียนหรือการฟังพระสัทธรรม
ส่วน เกี่ยวกับการปฏิบัติในพระสัทธรรม นั้น พึงทราบอย่างนี้ว่า ความย่อหย่อน ไม่เคร่งครัดจริงจัง ในข้อปฏิบัติที่ตนประพฤติปฏิบัติอยู่ จะเป็นสมถะก็ตาม จะเป็นวิปัสสนา ก็ตาม ชื่อว่า การกระทำอย่างไม่เคารพ
ส่วน การที่ทอดทิ้งการปฏิบัติไปทำกิจอื่นที่ไม่ควรทำเป็นระยะ ๆ ชื่อว่า การกระทำอย่างไม่ติดต่อ นอกนั้น ก็พึงทราบตามนัยที่กล่าวมาแล้ว ในการเรียนการฟังพระสัทธรรม นั่นเอง ที่กล่าวมานี้คือความประมาท เมื่อมีการกระทำที่เป็นไปโดยประการตรงข้ามกับที่นับว่าเป็นความประมาท ดังนี้ ก็ชื่อว่า ความไม่ประมาท ก็ความเป็นผู้เรียนรู้ความแตกต่างกัน แห่งความประมาท และความไม่ประมาท แล้วมีสติระลึกได้อยู่เสมอ นั่นเทียว ย่อมทำให้เป็นผู้มีความไม่ประมาทอันถึงพร้อมด้วยลักษณะทั้ง ๕ ทั้งในคราวที่เรียนที่ฟังพระสัทธรรม ทั้งในคราวที่ปฏิบัติใน พระสัทธรรม อย่างนี้แล ชื่อว่า ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย จัดว่าเป็นมงคลก็โดยเกี่ยวกับเป็นเหตุบรรลุกุศลธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป นานาประการ โดยที่สุดแม้โลกุตตรกุศล แล
-
ความเคารพ
ต่อไป เป็นมงคลข้อที่ว่า คารโว จ - ความเคารพ มีคำพรรณนาความดังต่อไปนี้.
ชื่อว่า ความเคารพ ได้แก่ ความยำเกรง ความตระหนักในคุณค่าความสำคัญของท่านผู้ทรงคุณประเสริฐควรแก่ความเคารพทั้งหลาย คือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าพระสาวกของพระตถาคต พระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ มารดา บิดา พี่ชาย พี่สาว เป็นต้น แล้วแสดงออกซึ่งความยำเกรง ความตระหนักในคุณค่าความสำคัญของท่าน ด้วยการกระทำให้หนักแน่นจริงจัง ในกิจทั้งหลาย มีการลุกขึ้นต้อนรับเป็นต้น ตามความเหมาะสม ต่อท่านเหล่านั้น แต่ละท่าน
อธิบายว่า มีความยำเกรง ความตระหนักในคุณค่าความสำคัญของท่านเหล่านั้นว่า ท่านผู้นี้ เป็นผู้มีคุณธรรมประเสริฐสูงส่ง สมควรที่เราจะน้อบรับเอาคำแนะนำพร่ำสอนของท่านมาเป็นเยี่ยงอย่างในการประพฤติปฏิบัติตาม ท่านผู้นี้เป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นอาจารย์ผู้คอยอบรมชี้คุณชี้โทษ ส่วนท่านผู้นี้ เป็นมารดา เป็นบิดา เลี้ยงดูเรามาด้วยความทะนุถนอม ท่านผู้นี้เป็นพี่ชายเรา เป็นพี่สาวเรา ผู้คอยห่วงใยใคร่ประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่เรา เป็นต้น แล้วก็ขวนขวายในกิจที่ควรทำทั้งหลาย มีการลุกขึ้นต้อนรับ (เมื่อท่านมาถึง) การกราบการไหว้เป็นต้น ช่วยเหลือให้ท่านได้รับความสะดวกในกิจทั้งหลายที่ท่านจะทำ ใช้คำพูดร้องเรียกที่เหมาะสมต่อท่าน หลีกเลี่ยงคำร้องเรียกที่นับว่าเป็นการตีเสมอ หรือล่วงล้ำก้ำเกิน เป็นต้น ขอบเขตการแสดงความเคารพนั้นย่อมเป็นไปตามสมควรแก่บุคคล จัดว่าเป็นมงคล ก็เพราะว่าเป็นเหตุให้ประสบความสวัสดีในภพปัจจุบัน หลังจากตายก็เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้าหากมิได้เข้าถึงโลกสวรรค์ ทว่ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์นี่แหละอีก เกิดในตระกูลใด ๆ ก็ย่อมเป็นผู้มีชาติสูงส่ง
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ความเคารพ ได้แก่ มีความเคารพคือมีการกระทำหนักแน่น ใน คารวธรรม (ธรรมที่ควรเคารพ) ๖ อย่าง เหมือนอย่างที่ท่านพระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ว่า ฉคารวา : อิธ อาวุโส ภิกฺข สตฺถริ สคารโว วิหรติ เป็นต้น แปลว่า คารวธรรม มี ๖ อย่าง : ดูกร ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระศาสนานี้ เป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดา ดังนี้ เป็นต้น ความว่า ธรรมที่ควรเคารพ มี ๖ อย่าง คือ พระศาสดา ๑ พระธรรม ๑ พระสงฆ์ ๑ สิกขา ๑ ความไม่ประมาท ๑ ปฏิสันถาร ๑
ก็ความสำคัญยิ่งใหญ่ ควรเคารพ แห่งพระศาสดา พระธรรม และพระสงฆ์ นั้น เห็นง่ายอยู่แล้ว ไม่ต้องอธิบายส่วนชื่อว่า สิกขา ได้แก่ สิกขา ๓ คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา ศีลที่ยิ่งกว่าศีลที่สมาทานรักษาตามปกติ โดยเกี่ยวกับเป็นไปเพื่อพระนิพพาน ชื่อว่า อธิศีล (ศีลที่ยิ่ง) เป็นของควรศึกษาคือควรปฏิบัติ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า อธิศีลสิกขา , แม้สมาธิ ได้ชื่อว่า อธิจิตสิกขา, ปัญญา ได้ชื่อว่า อธิปัญญาสิกขา ก็เพราะเหตุที่เป็นไปเพื่อพระนิพพาน และเป็นของควรปฏิบัติ ดังกล่าวนั้น นั่นแหละ
ชื่อว่า ความเคารพในสิกขา ได้แก่ การที่มองเห็นความสำคัญเกี่ยวกับเป็นเหตุให้สิ้นทุกข์ ถึงพระนิพพาน แล้วก็ประพฤติหนักแน่น ไม่ย่อหย่อนในสิกขา เหล่านั้น
ส่วน ชื่อว่า ความไม่ประมาท นั้น มีเนื้อหาสาระอันได้กล่าวแล้วในมงคลข้อก่อนหน้านี้ ที่ว่า ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย นั่นเทียว ชื่อว่า ความเคารพในความไม่ประมาท คือ มีจิตตั้งไว้หนักแน่น ว่า เราจะเป็นอยู่อย่างไม่ประมาท เมื่อกิจนั้น ๆ มาถึง ก็จะเป็นคนที่ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง จะไม่ละเลยในการทำกิจนั้น ๆ
คำว่า ปฏิสันถาร คือ การต้อนรับขับสู้ มี ๒ อย่าง คือ อามิสปฏิสันถาร และธัมมปฏิสันถาร.
อามิสปฏิสันถาร คือ การต้อนรับด้วยของกิน ของดื่มของเคี้ยว เป็นต้น ตลอดจนการปูลาดอาสนะให้นั่ง และแม้การจัดแจงที่หลับที่นอน ตามสมควรแก่โอกาส ต่อบุคคลผู้เป็นแขกมาเยือน โดยการแสดงออกให้แขกผู้มาเยือนเกิดความสบายใจ ว่าผู้นี้ยินดีต้อนรับเรา พร้อมทั้งมีวาจาโอภาปราศัยแสดงความเยื่อใยต่อผู้เป็นแขก โดยเกี่ยวกับการซักถามถึงสุขภาพอนามัย การทำมาหากิน เป็นต้น โดยกำหนดขอบเขตที่สมควรไว้ เพื่อไม่ให้แขกเกิดความรู้สึกว่า ผู้นี้ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเรา
ส่วน ธัมมปฏิสันถาร คือ การต้อนรับด้วยธรรม ได้แก่ การชักชวนผู้เป็นแขกพูดคุยเรื่องธรรมะเมื่อเห็นอยู่ว่าเขาสนใจในการฟังธรรมบ้าง ขอปรึกษาธรรมเรื่องนั้น ๆ กับเขาบ้าง แนะนำเรื่องที่เขายังไม่รู้บ้าง เพียงเพื่อเป็นเครื่องผูกไมตรี เพราะเหตุที่ต่างมีใจนิยมยินดีในสิ่งเดียวกัน เท่านั้น อย่าถึงกับถกเนื้อหาที่ลึกซึ้งในคัมภีร์จริง ๆ จัง ๆ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดทัสสนะความเห็นที่แตกต่างกัน จนถึงขั้นโต้เถียง กระทั่งเสียไมตรีกันในที่สุด
อนึ่ง หากแขกผู้นั้น มิใช่ผู้สนใจการฟังการศึกษาธรรม ก็ชักชวนพูดคุยเกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ในทางโลก อันเป็นที่สนใจของคนทั้งหลายทั่ว ๆ ไป เพราะแม้วิชาการอันไม่เป็นโทษทั้งหลาย ท่านก็สงเคราะห์ด้วยคำว่า ธรรม นั้น เหมือนกันโดยกำหนดขอบเขตเนื้อหาและเวลาที่สมควร ไม่มากเกินไปจนอาจสร้างความเบื่อหน่ายแก่ผู้เป็นแขก เมื่อมองเห็นความสำคัญของการปฏิสันถาร แล้วประพฤติมั่นคงในปฏิสันถาร ๒ อย่าง ดังกล่าวมานี้ ก็ชื่อว่า มี ความเคารพในปฏิสันถาร จัดว่าเป็นมงคล ก็เกี่ยวกับเป็นเครื่องบ่มอัธยาศัยให้อ่อนโยนควรแก่การน้อมไปในธรรมของบัณฑิตได้ง่าย แล.
-
ความถ่อมตน
มงคลข้อต่อไป คือ นิวาโต จ - ความถ่อมตน ความถ่อมตน คือความตั้งตนไว้ในที่ต่ำกว่าท่าน ความว่า แม้ปรกติตนเองจะดำรงอยู่ในฐานะที่สูงส่งกว่า เช่นว่า มีความรู้สูงส่งกว่า ดีกว่า ก็แสดงตนราวกะมิได้มีความสูงส่งอย่างนั้น ไม่โอ้อวด คนถ่อมตน ย่อมเป็นคนที่มีมานะ (ความถือตัว) น้อยเป็นคนมีอัธยาศัยอ่อนโยน ไม่มีความแข็งกระด้างด้วยมานะความถ่อมตนเป็นปฏิปักษ์ต่ออุปกิเลส อย่างหนึ่ง คือ ถัมภะ (ความอวดดี) เพราะฉะนั้น จึงเป็นคนไม่อวดดี คือไม่อวดรู้ ไม่อวดฉลาด นักปราชญ์หรือบัณฑิตผู้รู้จริง ทุกท่าน ย่อมเป็นคนถ่อมตนทั้งสิ้น ท่านเหล่านั้น แม้มีความรอบรู้ ท่านก็ไม่พยายาม ไม่ข | |