ชีวิตในพระพุทธศาสนา  
โดย อาจารย์วรรณสิทธิ์ ไวทยะเสวี

เรื่องของชีวิตนั้น ดูออกจะเร้นลับอัศจรรย์อยู่มากจนยากที่ใครๆจะชี้แจ้งแสดงไข ให้เข้าใจกันได้ง่ายๆว่า
ชีวตคืออะไร ?
เกิดมาได้อย่างไร ?
เป็นอยู่ได้อย่างไร ?
อยู่กันไปทำไม ?
ทำไมชีวิตจึงต้องมีการตาย ?
ตายแล้วะไปไหน ?
ปัญหาเหล่านี้ ดูจะเป็นปัญหาโลกแตก ที่หาผู้รู้เฉลยได้ยากยิ่ง

เรามองกัน
ตามประสาชาวโลกที่อาจจะเคยศึกษากันมาว่า “ ชีวิต ” คือสิ่งที่เจริญเติบโตได้, เคลื่อนที่ได้, กินอาหารได้ และสืบพันธุ์ได้ ในทางชีววิทยายังแสดงอีกว่า “ ต้นไม้ก็มีชีวิต ”
“ ชีวิตมาจากไหน ” และเป็นอยู่อย่างไร ? เราอาจจะมองเห็นกันเพียงว่า “ ชีวิตมาจากบิดามารดา ” เป็นอยู่ด้วยอาศัยปัจจัย ๔ มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรคมองอย่างนักจิตวิทยา ก็มองว่า ชีวิตนั้นเริ่มจากความต้องการอาหาร ต้องการความรัก ต้องการความรู้ ต้องการอาชีพการงานที่มั่นคง ต้องการได้รับความยกย่องนับถืออย่างสูงสุด ความต้องการเหล่านี้จะเริ่มตั้งแต่วัยทารกมาโดยลำดับจนถึงวัยชรา และเมื่อตายลงก็ทิ้งความดีฝากความอาลัยไว้ให้คนข้างหลัง
ถ้ามองอย่างหมอสอนศาสนาอื่นๆ ก็อาจจะมองว่าชีวิตได้มาจากการบันดาลของพระเจ้า หรือผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่เหนือโลกมนุษย์ มีพระผู้เป็นเจ้าบ้าง พระอิศวรบ้าง หรือไม่ก็พระพรหมลิขิตบ้าง ตามลัทธิความเชื่อของตน และชีวิตเป็นอยู่ได้ด้วยการอุปถัมภ์ค้ำจุนของผู้มีอำนาจนั้นจะบันดาลให้อยู่ดีมีสุข
แล้วชีวิตเราจะอยู่กันไปทำไม ? ปัญหานี้ชวนให้พิจารณากันได้ต่างๆนานา
บางคนอาจจะ
มีอุดมการณ์ของชีวิตว่า จะต้องอยู่อย่างมีเกียรติ และเมื่อถึงคราวจะตายก็ต้องตายอย่าง มีเกียรติ ตั้งเป้าหมายของชีวิตเอาไว้บนความ มีเกียรติ
บางคนเพียงแต่คิดว่า
เราอยู่เพื่อทำหน้าที่บำรุงเลี้ยงตนเองและครอบครัว ให้มีความสุขกายสบายใจไป ชั่วชีวิตหนึ่ง ๆ ซึ่งถือกันว่า “ การปฏิบัติตามหน้าที่ก็เป็นการปฏิบัติธรรมแล้ว ” แต่ทางพุทธศาสนาถือว่าเป็น “ โมฆบุรุษ ”
ที่จริงความเป็น
อยู่ของคนเรานั้น เห็นจะไม่มีอะไรเกินไปจากความต้องการใน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ที่เรียกกันว่าเป็น มนุษย์สมบัติ แท้จริงสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่พ้นไปจากเครื่องผูกของกิเลสอีกนั่นแหละ
แต่ท่านที่เคร่งครัด
ในลัทธิศาสนาของตน ก็อาจจะมีความเห็นว่า อยู่เพื่อทำหน้าที่รับใช้พระผู้เป็นเจ้าของตนให้ดีที่สุด เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว จะได้ไปอยู่ร่วมกับพระผู้เป็นเจ้าต่อไป
ครั้นเมื่อจะถามว่า
ครั้นเมื่อจะถามว่า “ ทำไมชีวิตจึงต้องมีการตาย ? ” ก็คงจะได้คำตอบ เพราะความชรา และโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนบ้าง หรือไม่ก็เพราะอุบัติเหตุบ้าง
นักการศาสนาอื่น ๆ ก็อาจจะตอบว่า “ เพราะขึ้นอยู่กับพระบัญชาของพระเจ้า หรือไม่ก็พระพรหมลิขิตชีวิตให้เพียงเท่านั้น ” ถ้าจะถามต่อไป เป็นคำถามสุดท้ายว่า “ ตายแล้วไปไหน ? ” ก็เห็นจะได้คำตอบมากมายหลายประเด็น เช่นว่า “ ตายแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็สูญสิ้นไป ” หรือไม่ก็ “ ตายแล้วต้องเกิดอีก ” หรือไม่ก็ “ ไปเกิดรวมอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า หรือสุดแล้วแต่พระผู้เป็นเจ้าจะบันดาล ” คงถือเอาคำตอบเป็นข้อยุติที่แน่นอนไม่ได้
คราวนี้ ลองหันมามองชีวิตในทางพุทธศาสนากันดูบ้างว่า พระพุทธองค์ทรงแสดงเหตุผลของชีวิตที่ลึกซึ้งอย่างตรงไปตรงมากับความจริงของธรรมชาติไว้แค่ไหน,เพียงใดหรือไม่? จะแสดงตามลำดับโดยสังเขปไปว่า
ชีวิตคืออะไร?

ชีวิต
คือความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลาย ถ้าจะให้ลึกลงไปก็อาจจะกล่าวได้ว่า “ ชีวิตคือความเป็นอยู่ของร่างกาย และจิตใจ ” ในพุทธศาสนาเรียกว่า “ ความเป็นอยู่ของนามรูป ” และเมื่อว่าโดยสภาวธรรมแล้ว ตัวการที่รักษานามรูปให้เป็นอยู่ได้ ก็ได้แก่
ชีวิตินทรีย์เจตสิก เป็นผู้รักษานามธรรมให้เป็นอยู่ได้ และรูปชีวิตินทรีย์ เป็นผู้รักษารูปที่เกิดจากกรรมอันเป็นฐานของรูปธรรมทั้งหลายให้เป็นอยู่ได้
ชีวิตินทรีย์เจตสิก และรูปชีวิตินทรีย์ ทั้งสองนี้มี กรรม เป็นผู้ผลิตสร้างขึ้นมา เพื่อตามรักษานามและรูปอื่น ที่เป็นผลของกรรมด้วยกัน
ฉะนั้น เมื่อถึงคำตอบที่ถามว่า “ ชีวิตเกิดมาจากไหน ” ก็ได้คำตอบทันที จากพุทธศาสนาว่า “ ชีวิตสัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้นได้จาก กรรม ” (สำหรับต้นไม้นั้นถือว่าไม่มีชีวิต เพราะไม่ได้เกิดจากกรรม)
ใครเคยทำกรรมดีไว้ ย่อมไปเกิดในคติที่ดีมีความสุขใครที่เคยทำกรรมชั่วใว้ย่อมไปเกิดในคติที่ไม่ดีมีความทุกข์ และถ้าจะมีคำถามต่อไปอีกว่า “ แล้วใครใช้ให้ไปทำกรรมเหล่านั้นเล่า ”
พระพุทธองค์ได้ทรงตอบไว้ในปฏิจจสมุปบาทธรรมแล้วว่า “ กิเลสเป็นต้นเหตุให้กระทำกรรม ”
ฉะนั้น
จึงกล่าวได้ว่า “ กิเลส เป็นผู้ก่อชีวิตของสัตว์ทั้งหลายให้เกิดขึ้นได้ในโลก ” ซึ่งตรงกับอริยสัจกถาที่ได้ตรัสว่า กิเลส (ตัณหา) เป็นเหตุให้เกิด ทุกข์ อันได้แก่รูปนามขันธ์ ๕ ของสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง
นั่นคือ กิเลส เป็นผู้สร้างสัตว์ทั้งหลายให้เกิดขึ้นในโลก หาใช่ผู้เป็นใหญ่ หรือ พระผู้เป็นเจ้าองค์ใดสร้างขึ้นทั้งสิ้น
“ ชีวิตเป็นอยู่ได้อย่างไร? ”

หากจะพิจารณา
กันเฉพาะชีวิตของคน หรือสัตว์ เท่าที่เราพอจะมองเห็นหันได้ ก็เห็นจะกล่าวได้ว่า “ ชีวิตนั้น เป็นอยู่ได้ด้วยลมหายใจเข้า - ออก อยู่ได้ด้วยอิริยาบถใหญ่น้อย มีการนั่ง นอน ยืน เดิน เป็นต้น ” อยู่ได้ด้วยความร้อน ความเย็น และอยู่ได้ด้วยอาหารหวานคาว ที่เราต้องรับประทานเข้าไปทุกวัน
นี่เป็นการกล่าวถึงความเป็นอยู่ของชีวิตในด้านรูปกายเท่านั้น ยังไม่ได้กล่าวถึงความเป็นอยู่ของจิตใจด้วย
เมื่อจะสงเคราะห์ความเป็นอยู่ของชีวิตทางพุทธศาสนาแล้ว ชีวิตเป็นอยู่ได้ด้วยอำนาจของกรรม จิต อุตุ และอาหารเป็นการบำรุงรักษาไว้ คือ ทางด้าน จิตใจ นั้นเป็นอยู่ได้ด้วย กรรม โดยมีภวังคจิต ซึ่งเป็นผลของกรรม
เป็นผู้ตามรักษาไว้
ส่วนทางด้าน
รูปกายนั้น เป็นอยู่ได้ด้วยทั้งกรรม จิต อุตุ และอาหาร บำรุงรักษาไว้ ถ้ารูปกายต้องเจ็บป่วยไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนและโรคนั้นเกิดจากกรรมเป็นเหตุ ก็สุดจะเยียวยารักษาไว้ได้
แต่ถ้าโรคนั้น เกิดจากจิต หรืออุตุ หรืออาหารก็พอจะพยาบาลรักษาได้
ความเป็นอยู่ของเรา จึงต้องเพียรพยายามรักษาสุขภาพกายและสุขภาพจิตไว้ให้ดี
ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ ชีวิตเป็นทุกข์ตลอดไปตั้งแต่เกิดจนตาย ” ชีวิต จึงเป็นอยู่ได้ด้วยการแก้ทุกข์กันอยู่ตลอดเวลา
ถ้าเช่นนั้น “ เราจะอยู่กันไปทำไม? ”ทรงแสดงว่า “ ชีวิตคนเราเป็นอยู่เพื่อการแสวงหา ” และการแสวงหาของชีวิตเรานั้น มีอยู่ ๓ ประการ คือ
๑. แสวงหากาม คือ แสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ สุข การแสวงหา เกียรติ ก็อยู่ในแสวงหากาม คือ สรรเสริญ เช่นเดียวกัน
๒. แสวงหาภพ การแสวงหาความสุขด้วยการทำบุญให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาชนิดที่หวังผลดีมีสุข
ในภพหน้า ชาติหน้า ก็เรียกว่า “ แสวงหาภพ ” คือยังแสวงหาการเกิดอยู่อีก
๓. แสวงหาความพ้นทุกข์ นี่เป็นการแสวงหาตามวิธีของพระพุทธเจ้า คือ แสวงหาความพ้นทุกข์ ด้วยการเจริญวิปัสสนาปัญญา
ฉะนั้น ในทางพระพุทธศาสนา ชี้ไว้ชัดเจนว่า “ ชีวิตเราต้องอยู่เพื่อสร้างปัญญา แสวงหาทางพ้นทุกข์ ”
ปัญญาที่พระพุทธองค์ทรงชี้ให้สร้างนั้นได้แก่ “ สัจจปฏิเวธญาณ ” คือ ปัญญาที่จะต้องรู้แจ้งแทงตลอดในอริสัจ ๔ อย่างน้อยก็ต้องเป็นปัญญาที่รู้จัก นามรูป อันเป็นตัวทุกขสัจจะ ที่จะใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญมรรค หรือในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานได้
“ ทำไมชีวิต จึงต้องมีการตาย? ” พระพุทธองค์ตรัสว่า “ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา ” สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง
รูปนามขันธ์ ๕ ชื่อว่า สังขารธรรม คือเป็นธรรมที่เกิดขึ้นโดย อาศัยเหตุปัจจัยปรุ่งแต่ง ได้แก่ กรรมจิต อุตุ และอาหาร เมื่อหมดเหตุปัจจัยก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา ใครไม่อาจบังคับบัญชาให้เป็นตามปรารถนาได้
ด้วยเหตุนี้ ชีวิตจึงต้องมีการตาย ด้วยความสิ้นกรรมบ้าง สิ้นอายุบ้าง สิ้นทั้งกรรมและอายุบ้าง หรือต้องสิ้นไปด้วยประสบอุบัติเหตุ ซึ่งก็คงจะไม่พ้นอำนาจของกรรมไปได้อีกเช่นกัน
ส่วน “ ตายแล้วจะไปไหน? ” นั้น พระพุทธองค์ก็แสดงได้ชัดเจนว่า “ อยู่ที่กรรมจัดแจง ”
ถ้ากิเลส เป็นเหตุให้ทำกรรม ผลของกรรมคือ วิบาก อันได้แก่ รูปนามขันธ์๕ ของสัตว์ทั้งหลายก็จะต้องเกิดขึ้นใหม่อีกแน่นอน
ส่วนผู้ที่หมดสิ้นจากกิเลส เป็นพระอรหันตขีณาสวะแล้วนั้นแหละ จึงจะพ้นจากการเกิดได้แน่นอน
ในคติทางพุทธศาสนา จึงชี้ให้เห็นว่า การเกิดของสัตว์นั้นเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แต่การพ้นจากการเกิด หรือตายแล้วไม่เกิดนี่ เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่จะมีได้เฉพาะในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกเท่านั้น นอก จากพระปัจเจกพุทธเจ้า
ท่านสาธุชนที่เคารพ ชีวิตของคนเรา ช่างเต็มไปด้วยปัญหาคือ ทุกข์ ที่จะให้ต้องแก้ไขอยู่ทุกเวลานาที ตั้งแต่ตื่นนอนในตอนเช้า จนถึงเวลาเข้านอน แม้เข้านอนแล้ว แต่นอนไม่หลับ ก็เป็นปัญหาที่ยังต้องตามแก้ไขกันต่อไปอีก ถ้าแก้ด้วยตนเองไม่ได้ ก็ต้องไปหาหมอให้ช่วยแก้ไขเยียวยาให้ บางทีหมอเองก็หมดปัญญาที่จะแก้ไขให้ได้ลงผลสุดท้ายก็ต้องตายเท่านั้นเอง
ปัญหาชีวิตเหล่านี้ มีใครเล่าเป็นผู้ก่อขึ้นมา? ก็ อวิชชา และ ตัณหา อันเป็นตัวกิเลส ที่เราต้องรับใช้เขาอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ ! เป็นผู้สร้างปัญหาชีวิตให้เราละ !
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราก็พอจะมองเห็นปัญหาที่ว่า เราจะมีชีวิตอยู่กันไปทำไมในโลก? ก็ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อละกิเลส หรือทำอุตสาหกรรมทางปัญญาจึงได้กำไรชีวิต
แต่การที่จะละกิเลสให้เด็ดขาดแน่นอนนั้นต้องละที่ตัว อวิชชา ซึ่งเป็นหัวหน้ากิเลสทั้งหลายอันได้สมญาว่า “ วัฏฏศีรษะ ” แล้วจะละอวิชชาได้ด้วยวิธีใด? ก็ด้วยการทำ วิชา หรือปัญญาให้เกิดขึ้น
จะทำวิชาหรือปัญญาให้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ก็ด้วยวิธีศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ได้ทรงค้นคว้ามาให้เราเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ปล่อยศรัทธาไปศึกษาฟังธรรมเท่านั้น
ฉะนั้น การทำวิชาหรือปัญญาให้เกิดขึ้นนั้น จึงอยู่ที่พุทธบริษัททั้งหลายจะต้องทำธุระในพุทธศาสนาคือ คันถธุระ และวิปัสสนาธุระที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ โดยสม่ำเสมอนั่นเอง
คันถธุระนั้น เราจะเรียนอะไรจึงจะถึงจุดจบในพระพุทธศาสนาได้ ต้องเรียนสภาวธรรมตามความเป็นจริง คือปรมัตถธรรรม หรือพระอภิธรรม จึงจะเข้าใจสภาวธรรม คือนามรูป ที่จะนำไปปฏิบัติวิปัสสนาได้
คัมภีร์ในพุทธศาสนานั้น ในพระวินัยก็ดี พระสูตรก็ดี ถ้าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่มาจนทุกวันนี้ คงจะบัญญัติสิกขาบททางพระวินัยเพิ่มขึ้นอีกมาก หรือพระสูตรก็เช่นเดียวกัน คงจะต้องมีเรื่องราวเพิ่มขึ้นอีกมาก
แต่สำหรับพระอภิธรรมนั้น ถ้าศึกษากันให้เข้าถึงสภาวธรรม ก็จะนำไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้โดยถูกต้อง และไม่ต้องมีคำสอนเพิ่มเติมอะไรอีก
มูลนิธิแนบมหานีรานนท์ มีวัตถุประสงค์โดยตรง ที่จะส่งเสริมธุระในพระพุทธศาสนา ทั้งสองประการ
จึงได้จัดตั้งสำนักเรียนปริยัติและสำนักปฏิบัติวิปัสสนาขึ้นไว้รองรับการปลูกฝังปัญญาของสาธุชนทั้งหลาย ผู้ปรารถนากระทำประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ทั้งแก่ชีวิตของตนเองและแก่พระบวรพุทธศาสนาให้วัฒนาถาวรสืบไป
จงมีชีวิตอยู่ เพื่อสร้างปัญญาในพระพุทธศาสนากันเถิด !
ขอท่านทั้งหลาย
ที่ได้มีส่วนสนับสนุนการดำเนินงานทะนุบำรุงศาสนาของมูลนิธิแนบฯ จงสำเร็จสมความปรารถนาในการรวมพลังสร้างปัญญาบารมี ด้วยกันทุกท่านเทอญ