เรื่องของชีวิตนั้น ดูออกจะเร้นลับอัศจรรย์อยู่มากจนยากที่ใครๆจะชี้แจ้งแสดงไข ให้เข้าใจกันได้ง่ายๆว่า
ชีวตคืออะไร ?
เกิดมาได้อย่างไร ?
เป็นอยู่ได้อย่างไร ?
อยู่กันไปทำไม ?
ทำไมชีวิตจึงต้องมีการตาย ?
ตายแล้วะไปไหน ?
ปัญหาเหล่านี้ ดูจะเป็นปัญหาโลกแตก ที่หาผู้รู้เฉลยได้ยากยิ่ง
เรามองกัน
ตามประสาชาวโลกที่อาจจะเคยศึกษากันมาว่า ชีวิต คือสิ่งที่เจริญเติบโตได้, เคลื่อนที่ได้, กินอาหารได้ และสืบพันธุ์ได้ ในทางชีววิทยายังแสดงอีกว่า ต้นไม้ก็มีชีวิต
ชีวิตมาจากไหน และเป็นอยู่อย่างไร ? เราอาจจะมองเห็นกันเพียงว่า ชีวิตมาจากบิดามารดา เป็นอยู่ด้วยอาศัยปัจจัย ๔ มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรคมองอย่างนักจิตวิทยา ก็มองว่า ชีวิตนั้นเริ่มจากความต้องการอาหาร ต้องการความรัก ต้องการความรู้ ต้องการอาชีพการงานที่มั่นคง ต้องการได้รับความยกย่องนับถืออย่างสูงสุด ความต้องการเหล่านี้จะเริ่มตั้งแต่วัยทารกมาโดยลำดับจนถึงวัยชรา และเมื่อตายลงก็ทิ้งความดีฝากความอาลัยไว้ให้คนข้างหลัง
ถ้ามองอย่างหมอสอนศาสนาอื่นๆ ก็อาจจะมองว่าชีวิตได้มาจากการบันดาลของพระเจ้า หรือผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่เหนือโลกมนุษย์ มีพระผู้เป็นเจ้าบ้าง พระอิศวรบ้าง หรือไม่ก็พระพรหมลิขิตบ้าง ตามลัทธิความเชื่อของตน และชีวิตเป็นอยู่ได้ด้วยการอุปถัมภ์ค้ำจุนของผู้มีอำนาจนั้นจะบันดาลให้อยู่ดีมีสุข
แล้วชีวิตเราจะอยู่กันไปทำไม ? ปัญหานี้ชวนให้พิจารณากันได้ต่างๆนานา
บางคนอาจจะ
มีอุดมการณ์ของชีวิตว่า จะต้องอยู่อย่างมีเกียรติ และเมื่อถึงคราวจะตายก็ต้องตายอย่าง มีเกียรติ ตั้งเป้าหมายของชีวิตเอาไว้บนความ มีเกียรติ
บางคนเพียงแต่คิดว่า
เราอยู่เพื่อทำหน้าที่บำรุงเลี้ยงตนเองและครอบครัว ให้มีความสุขกายสบายใจไป ชั่วชีวิตหนึ่ง ๆ ซึ่งถือกันว่า การปฏิบัติตามหน้าที่ก็เป็นการปฏิบัติธรรมแล้ว แต่ทางพุทธศาสนาถือว่าเป็น โมฆบุรุษ
ที่จริงความเป็น
อยู่ของคนเรานั้น เห็นจะไม่มีอะไรเกินไปจากความต้องการใน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ที่เรียกกันว่าเป็น มนุษย์สมบัติ แท้จริงสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่พ้นไปจากเครื่องผูกของกิเลสอีกนั่นแหละ
แต่ท่านที่เคร่งครัด
ในลัทธิศาสนาของตน ก็อาจจะมีความเห็นว่า อยู่เพื่อทำหน้าที่รับใช้พระผู้เป็นเจ้าของตนให้ดีที่สุด เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว จะได้ไปอยู่ร่วมกับพระผู้เป็นเจ้าต่อไป
ครั้นเมื่อจะถามว่า
ครั้นเมื่อจะถามว่า ทำไมชีวิตจึงต้องมีการตาย ? ก็คงจะได้คำตอบ เพราะความชรา และโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนบ้าง หรือไม่ก็เพราะอุบัติเหตุบ้าง
นักการศาสนาอื่น ๆ ก็อาจจะตอบว่า เพราะขึ้นอยู่กับพระบัญชาของพระเจ้า หรือไม่ก็พระพรหมลิขิตชีวิตให้เพียงเท่านั้น
ถ้าจะถามต่อไป เป็นคำถามสุดท้ายว่า ตายแล้วไปไหน ? ก็เห็นจะได้คำตอบมากมายหลายประเด็น เช่นว่า ตายแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็สูญสิ้นไป หรือไม่ก็ ตายแล้วต้องเกิดอีก หรือไม่ก็ ไปเกิดรวมอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า หรือสุดแล้วแต่พระผู้เป็นเจ้าจะบันดาล คงถือเอาคำตอบเป็นข้อยุติที่แน่นอนไม่ได้
คราวนี้ ลองหันมามองชีวิตในทางพุทธศาสนากันดูบ้างว่า พระพุทธองค์ทรงแสดงเหตุผลของชีวิตที่ลึกซึ้งอย่างตรงไปตรงมากับความจริงของธรรมชาติไว้แค่ไหน,เพียงใดหรือไม่? จะแสดงตามลำดับโดยสังเขปไปว่า
ชีวิตคืออะไร?
ชีวิต
คือความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลาย ถ้าจะให้ลึกลงไปก็อาจจะกล่าวได้ว่า ชีวิตคือความเป็นอยู่ของร่างกาย และจิตใจ ในพุทธศาสนาเรียกว่า ความเป็นอยู่ของนามรูป และเมื่อว่าโดยสภาวธรรมแล้ว ตัวการที่รักษานามรูปให้เป็นอยู่ได้ ก็ได้แก่
ชีวิตินทรีย์เจตสิก เป็นผู้รักษานามธรรมให้เป็นอยู่ได้ และรูปชีวิตินทรีย์ เป็นผู้รักษารูปที่เกิดจากกรรมอันเป็นฐานของรูปธรรมทั้งหลายให้เป็นอยู่ได้
ชีวิตินทรีย์เจตสิก และรูปชีวิตินทรีย์ ทั้งสองนี้มี กรรม เป็นผู้ผลิตสร้างขึ้นมา เพื่อตามรักษานามและรูปอื่น ที่เป็นผลของกรรมด้วยกัน
ฉะนั้น เมื่อถึงคำตอบที่ถามว่า ชีวิตเกิดมาจากไหน ก็ได้คำตอบทันที จากพุทธศาสนาว่า ชีวิตสัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้นได้จาก กรรม (สำหรับต้นไม้นั้นถือว่าไม่มีชีวิต เพราะไม่ได้เกิดจากกรรม)
ใครเคยทำกรรมดีไว้ ย่อมไปเกิดในคติที่ดีมีความสุขใครที่เคยทำกรรมชั่วใว้ย่อมไปเกิดในคติที่ไม่ดีมีความทุกข์ และถ้าจะมีคำถามต่อไปอีกว่า แล้วใครใช้ให้ไปทำกรรมเหล่านั้นเล่า
พระพุทธองค์ได้ทรงตอบไว้ในปฏิจจสมุปบาทธรรมแล้วว่า กิเลสเป็นต้นเหตุให้กระทำกรรม
ฉะนั้น
จึงกล่าวได้ว่า กิเลส เป็นผู้ก่อชีวิตของสัตว์ทั้งหลายให้เกิดขึ้นได้ในโลก ซึ่งตรงกับอริยสัจกถาที่ได้ตรัสว่า กิเลส (ตัณหา) เป็นเหตุให้เกิด ทุกข์ อันได้แก่รูปนามขันธ์ ๕ ของสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง
นั่นคือ กิเลส เป็นผู้สร้างสัตว์ทั้งหลายให้เกิดขึ้นในโลก หาใช่ผู้เป็นใหญ่ หรือ พระผู้เป็นเจ้าองค์ใดสร้างขึ้นทั้งสิ้น
ชีวิตเป็นอยู่ได้อย่างไร?
หากจะพิจารณา
กันเฉพาะชีวิตของคน หรือสัตว์ เท่าที่เราพอจะมองเห็นหันได้ ก็เห็นจะกล่าวได้ว่า ชีวิตนั้น เป็นอยู่ได้ด้วยลมหายใจเข้า - ออก อยู่ได้ด้วยอิริยาบถใหญ่น้อย มีการนั่ง นอน ยืน เดิน เป็นต้น อยู่ได้ด้วยความร้อน ความเย็น และอยู่ได้ด้วยอาหารหวานคาว ที่เราต้องรับประทานเข้าไปทุกวัน
นี่เป็นการกล่าวถึงความเป็นอยู่ของชีวิตในด้านรูปกายเท่านั้น ยังไม่ได้กล่าวถึงความเป็นอยู่ของจิตใจด้วย
เมื่อจะสงเคราะห์ความเป็นอยู่ของชีวิตทางพุทธศาสนาแล้ว ชีวิตเป็นอยู่ได้ด้วยอำนาจของกรรม จิต อุตุ และอาหารเป็นการบำรุงรักษาไว้ คือ ทางด้าน จิตใจ นั้นเป็นอยู่ได้ด้วย กรรม โดยมีภวังคจิต ซึ่งเป็นผลของกรรม
เป็นผู้ตามรักษาไว้
ส่วนทางด้าน
รูปกายนั้น เป็นอยู่ได้ด้วยทั้งกรรม จิต อุตุ และอาหาร บำรุงรักษาไว้ ถ้ารูปกายต้องเจ็บป่วยไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนและโรคนั้นเกิดจากกรรมเป็นเหตุ ก็สุดจะเยียวยารักษาไว้ได้
แต่ถ้าโรคนั้น เกิดจากจิต หรืออุตุ หรืออาหารก็พอจะพยาบาลรักษาได้
ความเป็นอยู่ของเรา จึงต้องเพียรพยายามรักษาสุขภาพกายและสุขภาพจิตไว้ให้ดี
ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ชีวิตเป็นทุกข์ตลอดไปตั้งแต่เกิดจนตาย ชีวิต จึงเป็นอยู่ได้ด้วยการแก้ทุกข์กันอยู่ตลอดเวลา
ถ้าเช่นนั้น เราจะอยู่กันไปทำไม? ทรงแสดงว่า ชีวิตคนเราเป็นอยู่เพื่อการแสวงหา และการแสวงหาของชีวิตเรานั้น มีอยู่ ๓ ประการ คือ
๑. แสวงหากาม คือ แสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ สุข การแสวงหา เกียรติ ก็อยู่ในแสวงหากาม คือ สรรเสริญ เช่นเดียวกัน
๒. แสวงหาภพ การแสวงหาความสุขด้วยการทำบุญให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาชนิดที่หวังผลดีมีสุข
ในภพหน้า ชาติหน้า ก็เรียกว่า แสวงหาภพ คือยังแสวงหาการเกิดอยู่อีก
๓. แสวงหาความพ้นทุกข์ นี่เป็นการแสวงหาตามวิธีของพระพุทธเจ้า คือ แสวงหาความพ้นทุกข์ ด้วยการเจริญวิปัสสนาปัญญา
ฉะนั้น ในทางพระพุทธศาสนา ชี้ไว้ชัดเจนว่า ชีวิตเราต้องอยู่เพื่อสร้างปัญญา แสวงหาทางพ้นทุกข์
ปัญญาที่พระพุทธองค์ทรงชี้ให้สร้างนั้นได้แก่ สัจจปฏิเวธญาณ คือ ปัญญาที่จะต้องรู้แจ้งแทงตลอดในอริสัจ ๔ อย่างน้อยก็ต้องเป็นปัญญาที่รู้จัก นามรูป อันเป็นตัวทุกขสัจจะ ที่จะใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญมรรค หรือในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานได้
ทำไมชีวิต จึงต้องมีการตาย? พระพุทธองค์ตรัสว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง
รูปนามขันธ์ ๕ ชื่อว่า สังขารธรรม คือเป็นธรรมที่เกิดขึ้นโดย อาศัยเหตุปัจจัยปรุ่งแต่ง ได้แก่ กรรมจิต อุตุ และอาหาร เมื่อหมดเหตุปัจจัยก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา ใครไม่อาจบังคับบัญชาให้เป็นตามปรารถนาได้
ด้วยเหตุนี้ ชีวิตจึงต้องมีการตาย ด้วยความสิ้นกรรมบ้าง สิ้นอายุบ้าง สิ้นทั้งกรรมและอายุบ้าง หรือต้องสิ้นไปด้วยประสบอุบัติเหตุ ซึ่งก็คงจะไม่พ้นอำนาจของกรรมไปได้อีกเช่นกัน
ส่วน ตายแล้วจะไปไหน? นั้น พระพุทธองค์ก็แสดงได้ชัดเจนว่า อยู่ที่กรรมจัดแจง
ถ้ากิเลส เป็นเหตุให้ทำกรรม ผลของกรรมคือ วิบาก อันได้แก่ รูปนามขันธ์๕ ของสัตว์ทั้งหลายก็จะต้องเกิดขึ้นใหม่อีกแน่นอน
ส่วนผู้ที่หมดสิ้นจากกิเลส เป็นพระอรหันตขีณาสวะแล้วนั้นแหละ จึงจะพ้นจากการเกิดได้แน่นอน
ในคติทางพุทธศาสนา จึงชี้ให้เห็นว่า การเกิดของสัตว์นั้นเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แต่การพ้นจากการเกิด หรือตายแล้วไม่เกิดนี่ เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่จะมีได้เฉพาะในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกเท่านั้น นอก จากพระปัจเจกพุทธเจ้า
ท่านสาธุชนที่เคารพ ชีวิตของคนเรา ช่างเต็มไปด้วยปัญหาคือ ทุกข์ ที่จะให้ต้องแก้ไขอยู่ทุกเวลานาที ตั้งแต่ตื่นนอนในตอนเช้า จนถึงเวลาเข้านอน แม้เข้านอนแล้ว แต่นอนไม่หลับ ก็เป็นปัญหาที่ยังต้องตามแก้ไขกันต่อไปอีก ถ้าแก้ด้วยตนเองไม่ได้ ก็ต้องไปหาหมอให้ช่วยแก้ไขเยียวยาให้ บางทีหมอเองก็หมดปัญญาที่จะแก้ไขให้ได้ลงผลสุดท้ายก็ต้องตายเท่านั้นเอง
ปัญหาชีวิตเหล่านี้ มีใครเล่าเป็นผู้ก่อขึ้นมา? ก็ อวิชชา และ ตัณหา อันเป็นตัวกิเลส ที่เราต้องรับใช้เขาอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ ! เป็นผู้สร้างปัญหาชีวิตให้เราละ !
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราก็พอจะมองเห็นปัญหาที่ว่า เราจะมีชีวิตอยู่กันไปทำไมในโลก? ก็ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อละกิเลส หรือทำอุตสาหกรรมทางปัญญาจึงได้กำไรชีวิต
แต่การที่จะละกิเลสให้เด็ดขาดแน่นอนนั้นต้องละที่ตัว อวิชชา ซึ่งเป็นหัวหน้ากิเลสทั้งหลายอันได้สมญาว่า วัฏฏศีรษะ แล้วจะละอวิชชาได้ด้วยวิธีใด? ก็ด้วยการทำ วิชา หรือปัญญาให้เกิดขึ้น
จะทำวิชาหรือปัญญาให้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ก็ด้วยวิธีศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ได้ทรงค้นคว้ามาให้เราเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ปล่อยศรัทธาไปศึกษาฟังธรรมเท่านั้น
ฉะนั้น การทำวิชาหรือปัญญาให้เกิดขึ้นนั้น จึงอยู่ที่พุทธบริษัททั้งหลายจะต้องทำธุระในพุทธศาสนาคือ คันถธุระ และวิปัสสนาธุระที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ โดยสม่ำเสมอนั่นเอง
คันถธุระนั้น เราจะเรียนอะไรจึงจะถึงจุดจบในพระพุทธศาสนาได้ ต้องเรียนสภาวธรรมตามความเป็นจริง คือปรมัตถธรรรม หรือพระอภิธรรม จึงจะเข้าใจสภาวธรรม คือนามรูป ที่จะนำไปปฏิบัติวิปัสสนาได้
คัมภีร์ในพุทธศาสนานั้น ในพระวินัยก็ดี พระสูตรก็ดี ถ้าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่มาจนทุกวันนี้ คงจะบัญญัติสิกขาบททางพระวินัยเพิ่มขึ้นอีกมาก หรือพระสูตรก็เช่นเดียวกัน คงจะต้องมีเรื่องราวเพิ่มขึ้นอีกมาก
แต่สำหรับพระอภิธรรมนั้น ถ้าศึกษากันให้เข้าถึงสภาวธรรม ก็จะนำไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้โดยถูกต้อง และไม่ต้องมีคำสอนเพิ่มเติมอะไรอีก
มูลนิธิแนบมหานีรานนท์ มีวัตถุประสงค์โดยตรง ที่จะส่งเสริมธุระในพระพุทธศาสนา ทั้งสองประการ
จึงได้จัดตั้งสำนักเรียนปริยัติและสำนักปฏิบัติวิปัสสนาขึ้นไว้รองรับการปลูกฝังปัญญาของสาธุชนทั้งหลาย ผู้ปรารถนากระทำประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ทั้งแก่ชีวิตของตนเองและแก่พระบวรพุทธศาสนาให้วัฒนาถาวรสืบไป
จงมีชีวิตอยู่ เพื่อสร้างปัญญาในพระพุทธศาสนากันเถิด !
ขอท่านทั้งหลาย
ที่ได้มีส่วนสนับสนุนการดำเนินงานทะนุบำรุงศาสนาของมูลนิธิแนบฯ จงสำเร็จสมความปรารถนาในการรวมพลังสร้างปัญญาบารมี ด้วยกันทุกท่านเทอญ |